มหาวิภังค์ ภาค ๑
บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๑ · ๔๔๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๓๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๙ เวรัญชกัณฑ์: พราหมณ์เวรัญชาทูลถามพระพุทธเจ้า และเรื่องราวการตรัสรู้ เรื่องเริ่มที่เมืองเวรัญชา พราหมณ์เวรัญชาได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าจึงเข้าไปทูลถามและกล่าวหาว่าพระองค์ไม่เคารพผู้เฒ่า ไม่มีรส ไม่มีสมบัติ เป็นผู้ทำลาย ฯลฯ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความหมายที่แท้จริงของแต่ละคำอย่างแยบคาย แล้วทรงเปรียบพระองค์กับลูกไก่ตัวแรกที่เจาะกะเปาะไข่ออกมาได้ก่อนจึงชื่อว่าเจริญที่สุด จากนั้นทรงแสดงการบำเพ็ญฌานสี่และการบรรลุวิชชาสามในสามยามแห่งราตรีตรัสรู้
- หน้า ๑๐–๑๘ พราหมณ์เวรัญชาเลื่อมใสถึงสรณะ ความอดอยากที่เวรัญชา และคำถามพระสารีบุตร พราหมณ์เวรัญชาเลื่อมใส ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ อาราธนาให้จำพรรษาที่เวรัญชา หน้าแล้งเกิดข้าวยากหมากแพง ภิกษุฉันข้าวแดงพ่อค้าม้าให้ พระอานนท์ตำข้าวถวาย พระโมคคัลลานะเสนอพลิกแผ่นดินหรือพาสงฆ์ไปบิณฑบาตอุตตรกุรุด้วยฤทธิ์แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต พระสารีบุตรทูลถามเหตุที่พรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้าบางพระองค์ดำรงอยู่ไม่นาน (ไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้มาก) บางพระองค์ดำรงอยู่นาน ทูลขอให้บัญญัติสิกขาบทแต่ยังไม่ถึงเวลา จบเวรัญชกัณฑ์ เดินทางสู่เวสาลี
- หน้า ๑๙–๓๗ ต้นเรื่องปาราชิกข้อที่ ๑: พระสุทินน์ กลันทบุตร บวชฝืนใจบิดามารดา แล้วกลับไปเสพเมถุนกับภรรยาเก่า สุทินน์ กลันทบุตร บุตรเศรษฐีเวสาลี ปรารถนาบวชแต่บิดามารดาไม่อนุญาต จึงอดอาหารประท้วงจนยอมให้บวช ต่อมาทุพภิกขภัยที่วัชชี ท่านกลับไปโปรดญาติที่กลันทคาม บิดามารดาล่อด้วยกองทรัพย์ให้ภรรยาเก่าเกลี้ยกล่อมให้สึก ท่านไม่ยอม มารดาขอ 'พืชพันธุ์' ไว้สืบสกุล ท่านจึงเสพเมถุนกับภรรยาเก่าในป่ามหาวัน (ยังไม่มีสิกขาบทห้าม) นางตั้งครรภ์ พระสุทินน์เดือดร้อนใจซูบผอม พระพุทธเจ้าทรงตำหนิรุนแรงแล้วทรงบัญญัติปฐมปาราชิกสิกขาบทเป็นครั้งแรก
- หน้า ๓๘–๔๔ ขยายสิกขาบทปาราชิกข้อ ๑ ให้ครอบคลุมสัตว์เดรัจฉาน และปรับถ้อยคำเรื่องการบอกคืนสิกขา ภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนกับนางลิงในป่ามหาวัน พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและทรงเพิ่มถ้อยคำสิกขาบทให้ครอบคลุมแม้สัตว์เดรัจฉาน ต่อมาภิกษุชาวเวสาลีพวกวัชชีบุตรจำนวนมากใช้ชีวิตเกินขอบเขตแล้วเสพเมถุนโดยไม่บอกคืนสิกขาก่อน พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ยกเลิกสิกขาบทเพื่อเห็นแก่คนกลุ่มนี้ แต่ทรงปรับสิกขาบทให้ชัดว่าต้องเป็นผู้ไม่บอกคืนสิกขาและไม่เปิดเผยความอ่อนแอก่อนจึงต้องอาบัติปาราชิก
- หน้า ๔๕–๖๓ ปทภาชนีย์ปฐมปาราชิกโดยละเอียด: นิยามศัพท์ ประเภทหญิง-บัณเฑาะก์-ชาย และเกณฑ์วินิจฉัยกรณีถูกบังคับ อธิบายศัพท์ในสิกขาบทละเอียด นิยาม 'ภิกขุ' 'สิกขา' 'สาชีวะ' และถ้อยคำที่นับหรือไม่นับเป็นการบอกคืนสิกขา นิยาม 'เมถุนธรรม' จำแนกหญิง อุภโตพยัญชนก บัณเฑาะก์ ชาย เป็นมนุษย์ อมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน วินิจฉัยกรณีถูกศัตรูจับไปมีเพศสัมพันธ์ขณะหลับ เมา บ้า หรือตาย ดูความยินดีแต่ละขณะเป็นเกณฑ์ตัดสิน
- หน้า ๖๔–๗๕ วินีตวัตถุปาราชิกข้อ ๑: คดีตัวอย่างเรื่องเมถุนธรรม จบปฐมปาราชิก รวมกรณีศึกษาหลากหลาย เช่น ภิกษุสอดนิ้วเด็กหญิงจนตาย พระอุบลวรรณาถูกมาณพลวนลาม การเปลี่ยนเพศของภิกษุ/ภิกษุณี ภิกษุเสพกับมารดา-ธิดา-พี่สาว-ภรรยาเก่า ภิกษุเสพกับซากศพในป่าช้า อุบาสิกาเห็นผิดชักชวนภิกษุซ้ำหลายครั้งว่าการให้เมถุนธรรมเป็นทานอันเลิศ เจ้าลิจฉวีบังคับภิกษุกับภิกษุณี ปิดท้ายด้วยการสรุปปฐมปาราชิกอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๗๖–๘๕ ต้นบัญญัติปาราชิกข้อ ๒ (อทินนาทาน): เรื่องพระธนิยะกุมภการบุตรและไม้หลวง พระธนิยะถูกคนเก็บหญ้า-ฟืนรื้อกุฏิหญ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงสร้างกุฏิดินล้วนสวยงามดุจแมลงทับ พระพุทธเจ้าตำหนิว่าไม่เมตตาสัตว์และให้ทำลายทิ้ง พระธนิยะจึงขอไม้หลวงที่เก็บไว้ยามฉุกเฉินโดยอ้างเลศว่าพระราชาเคยตรัสประทานแล้ว ทำให้นายช่างไม้ถูกจับกุม พระเจ้าพิมพิสารทรงชี้แจงและปล่อยตัว แต่ชาวบ้านติเตียนภิกษุ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๒ ว่าด้วยการถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้มูลค่าตั้งแต่ ๕ มาสก
- หน้า ๘๖–๑๐๓ ปทภาชนีย์ปาราชิกข้อ ๒: นิยามศัพท์และการขโมยของกว่า ๒๐ ประเภทสถานที่/สิ่งของ อธิบายนิยามสำคัญ เช่น บ้าน ป่า ของไม่ได้ให้ จิตคิดลัก แล้ววิเคราะห์การลักทรัพย์ตามประเภทที่วางของอย่างละเอียด เช่น พื้นดิน ที่สูง อากาศ น้ำ เรือ ยาน สวน วิหาร นา ด่านภาษี สัตว์ ผู้เฝ้าของ การสมคบขโมย รวมถึงกรณีใช้ภิกษุอื่นไปขโมยแทน และเกณฑ์กำหนดอาบัติตามมูลค่าทรัพย์และเจตนา
- หน้า ๑๐๔–๑๒๐ วินีตวัตถุปาราชิกข้อ ๒: คดีตัวอย่างการลักทรัพย์หลากหลายรูปแบบ รวมคดีตัวอย่างอทินนาทาน เช่น ฉัพพัคคีย์ขโมยห่อผ้าช่างย้อมซ้ำ ขั้นตอนอาบัติจากคิดลัก-จับต้อง-ทำให้ไหว-เคลื่อนจากที่ หลักนิรุตติปาถ (เข้าใจคำพูดคลาดเคลื่อน) ทำให้พ้นอาบัติ พระอานนท์นุ่งสบงผิดตัวโดยสำคัญว่าเป็นของตน วิสสาสคาหะ (ความไว้เนื้อเชื่อใจ) เป็นข้อยกเว้น การปล่อยสัตว์จากกับดักด้วยความกรุณา
- หน้า ๑๒๑–๑๒๗ คดีตัวอย่างปิดท้ายปาราชิกข้อ ๒ (อทินนาทาน-ลักทรัพย์) ชุดเรื่องราวตัวอย่างปิดท้ายสิกขาบทปาราชิกข้อลักทรัพย์ กล่าวถึงกรณีต่างๆ เช่น แย่งของจากโจร เก็บของที่คนอื่นทำหล่น ปล่อยสัตว์ติดกับด้วยเมตตาหรือด้วยเจตนาขโมย ขโมยผลไม้/ข้าวสารยามข้าวยากหมากแพง แอบนำพลอยผ่านด่านภาษี รวมถึงเรื่องพระปิลินทวัจฉะใช้ฤทธิ์นำเด็กที่ถูกโจรลักไปกลับคืน จบด้วยประกาศ 'จบปาราชิกข้อ ๒'
- หน้า ๑๒๘–๑๓๘ กำเนิดปาราชิกข้อ ๓: มิคลัณฑิกะสังหารภิกษุและบัญญัติห้ามฆ่ามนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกถาแก่ภิกษุจนเกิดความเบื่อหน่ายรังเกียจร่างกายอย่างรุนแรง หลายรูปฆ่าตัวตายหรือฆ่ากันเอง หรือขอร้องสมณะปลอมชื่อมิคลัณฑิกะให้ฆ่าตนแลกกับบาตรจีวร มิคลัณฑิกะสังหารภิกษุถึง 60 รูปในวันเดียว พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานาปานสติเป็นอุบายแก้แทน แล้วประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบทปาราชิกข้อ ๓ ห้ามจงใจฆ่ามนุษย์หรือแสวงหาศาสตราให้ฆ่า
- หน้า ๑๓๙–๑๖๔ กรณีศึกษาปาราชิกข้อ ๓: ขอบเขตความผิดฐานฆ่ามนุษย์ ชุดกรณีตัวอย่างจำนวนมากทดสอบขอบเขตสิกขาบทห้ามฆ่ามนุษย์ เช่น สรรเสริญคุณความตายแก่ผู้ป่วย ทำแท้ง วางยาพิษเพื่อทดลอง อุบัติเหตุจากงานก่อสร้าง พลั้งมือระหว่างพยาบาลผู้ป่วย ขอร้องเพชฌฆาตให้ฆ่าคนพิการด้วยความสงสาร ทุกกรณีแยกแยะตามเจตนา (มรณาธิปปาย) ว่าเข้าปาราชิก ถุลลัจจัย หรือไม่มีอาบัติ จบด้วยประกาศ 'จบปาราชิกข้อ ๓'
- หน้า ๑๖๕–๑๗๗ กำเนิดปาราชิกข้อ ๔: ภิกษุลุ่มแม่น้ำวัคคุมุทาอวดอ้างคุณวิเศษ และเรื่องมหาโจร ๕ จำพวก ภิกษุกลุ่มหนึ่งจำพรรษาริมแม่น้ำวัคคุมุทาในช่วงข้าวยากหมากแพง ตกลงสรรเสริญคุณวิเศษของกันและกันให้ชาวบ้านฟังเพื่อให้ได้อาหารบริบูรณ์ เมื่อพระพุทธเจ้าซักถามภายหลังก็สารภาพว่าไม่จริง พระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่อง 'มหาโจร ๕ จำพวก' ยกผู้แอบอ้างคุณวิเศษเป็นมหาโจรอันดับหนึ่ง แล้วทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๔ ห้ามอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง ต่อมามีภิกษุสำคัญผิด (อธิมาน) ว่าตนบรรลุธรรม จึงทรงเพิ่มข้อยกเว้น เนื้อหาเข้าสู่การอธิบายศัพท์เรื่องฌาน ๔ อย่างละเอียด
- หน้า ๑๗๘–๑๘๘ คำอธิบายศัพท์และการแจกแจงกรณีอวดฌาน วิโมกข์ สมาธิ ในปาราชิกข้อ ๔ อธิบายความหมายคำสำคัญ เช่น อุตตริมนุสสธรรม ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา แล้วไล่แจกแจงอย่างละเอียดทุกกรณีที่ภิกษุกล่าวอวดว่าตนได้ฌานหรือธรรมวิเศษ ทั้งกาลอดีต ปัจจุบัน อนาคต เพื่อกำหนดว่าเข้าข่ายต้องอาบัติปาราชิกเมื่อใด
- หน้า ๑๘๙–๒๐๐ แจกแจงกรณีอวดธรรมวิเศษต่อ และวิธีถอนคำ-ตั้งใจพูดผิดคำ พร้อมสรุปข้อยกเว้น ไล่แจกแจงการอวดฌานสมาบัติร่วมกันหลายอย่างต่อจนจบ จากนั้นอธิบายกรณีภิกษุพูดถอนคำที่อวดไว้ให้ต้องอาบัติถุลลัจจัยแทนปาราชิกหากยอมรับผิด และกรณีตั้งใจจะพูดอวดเรื่องหนึ่งแต่พลั้งพูดอีกเรื่อง ปิดท้ายด้วยรายการข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ เช่น สำคัญผิด ไม่มีเจตนาอวด วิกลจริต เจ็บปวดเวทนา
- หน้า ๒๐๑–๒๒๐ เรื่องจริง ๒๐ กรณีสงสัยอาบัติ และนิทานพระโมคคัลลานะเห็นเปรต จบปาราชิกข้อ ๔ เรื่องจริงหลายสิบกรณีที่ภิกษุสงสัยว่าตนต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ เช่น ภิกษุแข่งออกจากอาวาสก่อนเพื่อนเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ (ต้องปาราชิกจริง) และโดดเด่นคือพระมหาโมคคัลลานะเล่าเห็นเปรตและสัตว์นรกหลายตน เช่น คนฆ่าโคเป็นโครงกระดูกถูกแร้งจิก พราหมณ์ชั่วเลี้ยงสงฆ์ด้วยอุจจาระ หญิงคบชู้ ซึ่งพระพุทธเจ้ารับรองว่าเป็นเรื่องจริงไม่ต้องอาบัติ จบสิกขาบทปาราชิกข้อ ๔
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ เริ่มหมวดสังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ: สิกขาบทข้อ ๑ ว่าด้วยการจงใจทำน้ำอสุจิเคลื่อน ขึ้นต้นหมวดอาบัติสังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ เริ่มด้วยเรื่องพระเสยยสกซูบผอมเพราะไม่ยินดีในพรหมจรรย์ พระอุทายีแนะนำให้ใช้มือช่วยตนเองปล่อยน้ำอสุจิเพื่อคลายกำหนัด ภิกษุทั้งหลายตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามจงใจทำน้ำอสุจิเคลื่อนเป็นสังฆาทิเสส ต่อมามีภิกษุฝันเปียกโดยไม่เจตนา จึงทรงเพิ่มข้อยกเว้นกรณีฝันในขณะหลับ
- หน้า ๒๒๕–๒๓๔ วิเคราะห์เหตุจงใจปล่อยน้ำอสุจิ (สังฆาทิเสสข้อ ๑): วัตถุประสงค์และสีน้ำอสุจิ อธิบายลักษณะการปล่อยน้ำอสุจิภายใน-ภายนอกร่างกาย และเหตุผล/วัตถุประสงค์ต่างๆ ที่ทำให้ต้องอาบัติ เช่น เพราะราคะ เพื่อสุขภาพ ความสุข ยา ทาน บุญ บูชายัญ สวรรค์ ทดลองพันธุ์ รวมถึงสีน้ำอสุจิ ๑๐ สี จากนั้นไล่แจกแจงสับเปลี่ยนแบบละเอียดยิบทีละคู่ของวัตถุประสงค์และสี เพื่อยืนยันว่าทุกกรณีต้องอาบัติสังฆาทิเสสเช่นเดียวกัน
- หน้า ๒๓๕–๒๕๐ จบสังฆาทิเสสข้อ ๑ (สุกกวิสัฏฐิ): กรณีตัวอย่างยกเว้นโทษเรื่องอสุจิเคลื่อนโดยไม่ตั้งใจ เป็นกรณีตัวอย่างจริงของภิกษุที่อสุจิเคลื่อนโดยไม่ตั้งใจ เช่น ฝันเปียก ถ่ายอุจจาระ-ปัสสาวะ คิดกามวิตก อาบน้ำอุ่น ทายาแผลที่อวัยวะเพศ เดินทาง อบไอน้ำ สามเณรจับอวัยวะขณะหลับ เพ่งมองอวัยวะสตรีด้วยราคะ เล่นน้ำ สรุปว่าไม่ตั้งใจให้เคลื่อน = ไม่ต้องอาบัติ ตั้งใจแต่ไม่สำเร็จ = ถุลลัจจัย ตั้งใจและสำเร็จ = สังฆาทิเสส จบข้อ ๑ ที่หน้า 250
- หน้า ๒๕๑–๒๗๒ สังฆาทิเสสข้อ ๒ กายสังสัคคะ: พระอุทายีลูบคลำภรรยาพราหมณ์ นิยาม และกรณีตัวอย่าง พระอุทายีอยู่ป่า มีคนมาเยี่ยมชมกุฏิงดงามมาก พราหมณ์คนหนึ่งพาภรรยามาขอชม พระอุทายีเดินตามหลังภรรยาพราหมณ์แล้วลูบคลำร่างกายนางขณะเปิด-ปิดหน้าต่าง พราหมณ์เข้าใจผิดชื่นชม แต่นางเผยความจริง พราหมณ์โกรธติเตียนสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุมีจิตกำหนัดถูกต้องกายสตรี ต้องสังฆาทิเสส ตามด้วยกรณีตัวอย่างมากมายแยกตามเจตนา/ความยินดี จบข้อ ๒ ที่หน้า 272
- หน้า ๒๗๓–๒๘๕ สังฆาทิเสสข้อ ๓ ทุฏฐุลลวาจา: พระอุทายีพูดจาหยาบโลนีกับสตรี หญิงหลายคนมาขอชมกุฏิพระอุทายี พระอุทายีพูดพาดพิงอวัยวะเพศของหญิงเหล่านั้นด้วยถ้อยคำหยาบโลนี หญิงมีหิริอายไปฟ้องภิกษุอื่น พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้วบัญญัติห้ามภิกษุพูดจาหยาบโลนีเกี่ยวกับเมถุนธรรมกับสตรี ต้องสังฆาทิเสส ตามด้วยกรณีตัวอย่าง เช่น พูดเปรียบเทียบผ้าห่มกับเลือดประจำเดือน (ทุกกฏ) ขอร้องตรงๆให้มอบสิ่งที่ให้สามี (อาบัติเต็ม) จบข้อ ๓ ที่หน้า 285
- หน้า ๒๘๖–๒๙๑ สังฆาทิเสสข้อ ๔ อัตตกามปาริจริยา: พระอุทายีชวนหญิงม่ายบำเรอกามแล้วดูหมิ่น พระอุทายีพบหญิงม่ายสาวสวย แสดงธรรมให้ฟังจนนางเลื่อมใสเสนอถวายปัจจัยสี่ แต่พระอุทายีกลับตอบว่าสิ่งที่ภิกษุขาดแคลนจริงคือเมถุนธรรม นางยินยอมถอดผ้าห่มนอนหงายรอ แต่พระอุทายีกลับพูดดูหมิ่นว่า 'ใครจะแตะต้องนางถ่อยเหม็นนี้' แล้วเดินหนี นางอับอายเจ็บใจติเตียนสงฆ์อย่างรุนแรง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุพูดยกย่องการบำเรอกามตนเป็นทานอันเลิศ ต้องสังฆาทิเสส เนื้อหาเริ่มนิยามศัพท์ (ยังไม่จบ)
- หน้า ๒๙๒–๒๙๔ สังฆาทิเสสข้อ ๔ (ต่อ): จบนิยามศัพท์และตารางจำแนกกรณี ต่อเนื่องจากการชวนหญิงม่ายบำเรอกาม เป็นการจบนิยามศัพท์ (โอติณณะ วิปริณตะ มาตุคาม อัตตกาม ฯลฯ) และตารางจักกะแยกตามเพศ/ความสำคัญผิดของฝ่ายที่ถูกพูดด้วย ปิดท้ายสิกขาบทข้อ ๔
- หน้า ๒๙๕–๓๐๒ สิกขาบทที่ ๕ เริ่มต้น: พระอุทายีทำหน้าที่สื่อสมรส (สัญจริตตสิกขาบท) พระอุทายีชอบไปมาหาสู่ตระกูลต่างๆ และรับอาสาเป็นสื่อจับคู่แต่งงานให้หนุ่มสาว มีเรื่องนางคณกียกลูกสาวให้พวกอาชีวกโดยพระอุทายีช่วยเจรจา แต่ลูกสาวถูกกดขี่เป็นทาสี ร้องขอความช่วยเหลือจากแม่ถึงสามครั้ง ชาวบ้านตำหนิว่าพระทำหน้าที่เป็นสื่อสมรส พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุทำหน้าที่ชักสื่อให้ชายหญิงเป็นคู่ครองกัน
- หน้า ๓๐๓–๓๒๕ นิยามหญิง-ภรรยา ๑๐ จำพวก และสูตรจักรเปยยาลของสิกขาบทที่ ๕ ส่วนอธิบายศัพท์อย่างละเอียดของสิกขาบทสัญจริตตะ ระบุหญิงที่มีผู้ปกครอง 10 จำพวก และภรรยา 10 ประเภท จากนั้นเป็นสูตรจักรเปยยาล คือการแจกแจงคู่ผสมทุกรูปแบบระหว่างหญิงกับภรรยาแต่ละประเภทที่ภิกษุรับเป็นสื่อ ว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสสในกรณีใดบ้าง
- หน้า ๓๒๖–๓๒๘ กรณีปลีกย่อยปิดท้ายสิกขาบทที่ ๕: เกณฑ์อาบัติตามขั้นตอนรับ-สอบ-นำกลับ อธิบายเกณฑ์อาบัติตามขั้นตอนการรับคำสั่ง สอบถาม และนำคำตอบกลับมาบอก ต้องครบทั้งสามขั้นตอนจึงเป็นสังฆาทิเสส มีนิทานเตือนสอนเรื่องนกยามและเรื่องภิกษุที่ถูกใช้ให้ไปสืบข่าวหญิงแต่พบว่าหญิงนั้นหลับหรือตายแล้วไม่ต้องอาบัติหนัก จบสิกขาบทที่ ๕
- หน้า ๓๒๙–๓๔๘ สิกขาบทที่ ๖ เริ่มต้น: ภิกษุชาวอาฬวีขอวัสดุสร้างกุฏิจนชาวบ้านเดือดร้อน (กุฏิการสิกขาบท) ภิกษุชาวอาฬวีสร้างกุฏิส่วนตัวโดยไม่มีเจ้าของ ไม่กำหนดขนาด เที่ยวขอวัสดุก่อสร้างจากชาวบ้านมากเกินจนชาวบ้านเห็นภิกษุก็หนี พระมหากัสสปะบิณฑบาตได้ยากขึ้นจึงกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงเล่านิทานฤๅษีสองพี่น้องกับพญานาคมณีกัณฐ์ที่ขอแก้วมณีจนนาคไม่มาอีก แสดงโทษของการขอมากเกินไป จากนั้นบัญญัติสิกขาบทให้ภิกษุสร้างกุฏิต้องขอสงฆ์ตรวจที่ดินและกำหนดขนาด พร้อมสังฆกรรมขั้นตอนตรวจสอบ
- หน้า ๓๔๙–๓๕๖ สิกขาบทที่ ๖ (กุฏิการสิกขาบท) ตอนจบ: เกณฑ์ตัดสินอาบัติจากการสร้างกุฏิที่ขอเอง ไล่เรียงกรณีต่างๆ อย่างละเอียดว่าภิกษุผู้สร้างกุฏิด้วยการขอเองโดยไม่ให้สงฆ์แสดงที่ดินก่อน หรือทำเกินขนาดที่กำหนด หรือทำในที่มีสัตว์อาศัย จะต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย หรือทุกกฏ ตามแต่ละองค์ประกอบ จบด้วยข้อยกเว้นสำหรับผู้อยู่ในถ้ำ กุฏิหญ้า หรือสร้างให้ผู้อื่น จบสิกขาบทที่ ๖
- หน้า ๓๕๗–๓๖๖ สิกขาบทที่ ๗ (มหัลลกวิหารสิกขาบท): พระฉันนะตัดต้นไม้เจดีย์สร้างวิหารใหญ่ พระฉันนะรับปากคหบดีให้สร้างวิหารใหญ่ แล้วสั่งตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพบูชาเพื่อเคลียร์พื้นที่ ชาวบ้านตำหนิว่าพระเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุผู้จะสร้างวิหารใหญ่ (มีเจ้าของ) ต้องนำสงฆ์ไปตรวจดูที่ดินก่อนว่าไม่มีสัตว์อาศัยและมีทางเดินโดยรอบ จบสิกขาบทที่ ๗
- หน้า ๓๖๗–๓๘๕ สิกขาบทที่ ๘: พระเมตติยะภุมมชกะใส่ความพระทัพพมัลลบุตรด้วยข้อหาปาราชิก พระทัพพมัลลบุตรบรรลุอรหัตต์ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ อาสาเป็นผู้จัดเสนาสนะและแจกอาหารให้สงฆ์อย่างเที่ยงธรรม แต่พระใหม่เมตติยะและภุมมชกะได้ที่พักและอาหารเลว จึงโกรธแค้น ยุยงให้ภิกษุณีเมตติยาไปกล่าวหาพระพุทธเจ้าว่าพระทัพพประทุษร้ายตน พระพุทธเจ้าไต่สวนแล้วให้นาสนะภิกษุณีเมตติยา แต่ภิกษุอื่นเปิดโปงว่าพระเมตติยะภุมมชกะเป็นผู้ยุยง จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุใส่ความภิกษุอื่นด้วยข้อหาปาราชิกโดยไม่มีมูล
- หน้า ๓๘๖–๓๙๗ สิกขาบทที่ ๙: ใส่ความโดยยกเอาแพะเป็นหลักฐานเท็จ และเลศ ๑๐ ประการ พระเมตติยะภุมมชกะยังไม่ละความพยาบาท เห็นแพะตัวผู้-ตัวเมียกำลังผสมพันธุ์บนภูเขา จึงคิดอุบายตั้งชื่อแพะตัวผู้ว่า 'ทัพพะ' ตัวเมียว่า 'เมตติยา' แล้วอ้างว่าตนเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาตนเองเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พระพุทธเจ้าไต่สวนแล้วตำหนิ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามใส่ความภิกษุอื่นด้วยข้อหาปาราชิกโดยฉวยเอาเศษมูลเหตุเพียงเล็กน้อย (เลศ) จากเรื่องอื่นมาอ้าง พร้อมอธิบายเลศ ๑๐ ชนิด
- หน้า ๓๙๘–๔๐๔ สิกขาบทที่ ๑๐ (สังฆเภทสิกขาบท): พระเทวทัตเสนอวัตร ๕ ประการเพื่อทำลายสงฆ์ พระเทวทัตปรึกษาโกกาลิกะและพวกให้ร่วมกันทำลายสงฆ์ จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าบัญญัติวัตรเข้มงวด ๕ ข้อเป็นข้อบังคับตลอดชีวิต (อยู่ป่า บิณฑบาต ผ้าบังสุกุล โคนไม้ ไม่ฉันปลาเนื้อ) พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้บังคับ พระเทวทัตจึงนำเรื่องนี้ไปปลุกระดมชาวบ้านว่าพระโคดมมักมาก ทำให้เกิดความแตกแยก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุพยายามทำลายสงฆ์ให้แตกกัน
- หน้า ๔๐๕ สิกขาบทที่ ๑๑ เริ่มต้น: ภิกษุผู้ประพฤติตามพระเทวทัตผู้ทำสังฆเภท (ยังไม่จบ) เริ่มเรื่องใหม่ทันทีหลังสิกขาบทที่ ๑๐ จบ กล่าวถึงภิกษุพวกหนึ่งที่ยังคงเข้าข้างพระเทวทัตแม้เพื่อนภิกษุจะตำหนิว่าพระเทวทัตพูดผิดธรรมผิดวินัย โดยพระโกกาลิกะแก้ต่างว่าพระเทวทัตพูดตรงตามความพอใจของพวกตน ภิกษุผู้บ่นว่าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
- หน้า ๔๐๖–๔๑๔ สิกขาบทว่าด้วยพรรคพวกช่วยเทวทัต (ข้อ ๑๑) และสิกขาบทพระฉันนะว่ายาก (ข้อ ๑๒) สิกขาบทที่ ๑๑: เมื่อภิกษุติเตียนเทวทัต มีภิกษุ ๑-๓ รูปเข้าข้างกลับพูดปกป้องว่าเทวทัตพูดถูกธรรมถูกวินัย พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุเป็นฝ่ายสนับสนุนผู้ทำลายสงฆ์ ต่อด้วยสิกขาบทที่ ๑๒: พระฉันนะประพฤติไม่เหมาะสม เมื่อถูกตักเตือนโดยชอบธรรมกลับไม่ยอมรับฟัง อวดอ้างว่าตนเท่านั้นเข้าใจธรรมวินัยดี พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุผู้ว่ายากไม่รับฟังคำตักเตือน
- หน้า ๔๑๕–๔๓๐ ภิกษุพวกกีฏาคีรีประพฤติเสียหาย จนถูกขับไล่ - จบสังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ สิกขาบทที่ ๑๓: ภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะ (ฉัพพัคคีย์) อาศัยอยู่ ณ กีฏาคีรี ประพฤติเสียหายมาก เช่น ปลูก-ให้ดอกไม้แก่สตรี เล่นการพนัน คลุกคลีกับสตรีจนชาวบ้านเสื่อมศรัทธา พระพุทธเจ้าจึงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปทำปัพพาชนียกรรม (ขับออกจากกีฏาคีรี) แต่ภิกษุเหล่านั้นดื้อดึงไม่ยอมรับกรรม จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุประทุษร้ายตระกูลและประพฤติเลวทราม จบท้ายด้วยคำอุทานสรุปสังฆาทิเสสทั้ง ๑๓ ข้อครบถ้วน
- หน้า ๔๓๑–๔๔๔ หมวดอนิยต ๒ ข้อ (พระอุทายีกับนางวิสาขา) และจุดจบเล่ม ๑ อย่างสมบูรณ์ หมวดอนิยต (ยังไม่แน่นอนว่าจะปรับอาบัติใด) ๒ ข้อ ทั้งสองเรื่องเกี่ยวกับพระอุทายีนั่งสองต่อสองในที่ลับกับกุมาริกาที่ตนอุปถัมภ์ นางวิสาขามิคารมาตาพบเห็นและตำหนิ ครั้งแรกนั่งในที่กำบังมองไม่เห็น ปรับตามคำอุบาสิกาผู้เชื่อถือได้ ครั้งที่สองนั่งในที่ไม่กำบังแต่พูดจาหยาบคาย จบด้วยคำอุทานสรุปอนิยตกัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดจบของเล่ม ๑ อย่างสมบูรณ์ ก่อนหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์จะเริ่มต้นในเล่ม ๒
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐