ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๒ · ๒๘๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๙ โสณทัณฑสูตร (ตอนต้น) พราหมณ์โสณทัณฑะได้ยินข่าวพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองจัมปา พระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองจัมปา ชาวเมืองแห่กันไปเฝ้า พราหมณ์โสณทัณฑะผู้ครองเมืองอยากไปด้วย แต่พราหมณ์ต่างถิ่นที่พึ่งพิงเขาคัดค้าน อ้างว่าโสณทัณฑะมีคุณสมบัติพร้อม ทั้งตระกูลสูง ร่ำรวย รูปงาม อายุมากกว่า จึงไม่สมควรไปหาใคร ควรให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาหาแทน แต่โสณทัณฑะเห็นต่าง เขายกย่องพระคุณพระพุทธเจ้าอย่างพิสดารว่าเหนือกว่าตนทุกด้าน จนพราหมณ์ทั้งหมดเห็นด้วยและพากันไปเฝ้า
  2. หน้า ๑๐–๑๗ โสณทัณฑสูตร (ตอนปลาย) เข้าเฝ้า สนทนาว่าอะไรทำให้เป็นพราหมณ์แท้ และรับเป็นอุบาสก ระหว่างทาง โสณทัณฑะกังวลกลัวเสียหน้าหากตอบคำถามพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่หวังว่าพระองค์จะถามเรื่องไตรเพทที่ตนถนัด เมื่อเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้ากลับถามว่าอะไรทำให้เป็นพราหมณ์แท้ โสณทัณฑะตอบคุณสมบัติ 5 อย่าง แล้วค่อยๆ ตัดออกจนเหลือเพียงศีลกับปัญญา ทำให้พราหมณ์ที่มาด้วยไม่พอใจ พระพุทธเจ้าจึงอธิบายว่าศีลปัญญาที่แท้คือการบำเพ็ญตามมรรคจนหลุดพ้น โสณทัณฑะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสก นิมนต์ฉันภัตตาหาร แต่ขอประนมมือแทนการลุกกราบต่อหน้าคนอื่น เพราะกลัวเสียเกียรติ
  3. หน้า ๑๘–๓๙ อรรถกถาโสณทัณฑสูตร: ไขศัพท์ ภูมิหลัง และนิทานประกอบเรื่องศีลกับปัญญา อรรถกถาอธิบายศัพท์และภูมิหลังของโสณทัณฑสูตรอย่างละเอียด เช่นที่มาชื่อเมืองจัมปาและสระคัคครา พร้อมนิทานประกอบ เช่น พราหมณ์ใช้ไม้ไผ่วัดส่วนสูงพระพุทธเจ้าแต่วัดไม่ได้เพราะพระคุณประมาณมิได้ และเรื่องท้าวอสุรินทร์ราหูตัวสูงใหญ่จนไม่กล้าเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าจึงบรรทมให้ดูเพื่อไม่ให้รู้สึกด้อยกว่า ท้ายอรรถกถาอธิบายว่าศีลกับปัญญาชำระกันและกันได้อย่างไร ยกตัวอย่างพระเถระบรรลุอรหัตด้วยศีลบริสุทธิ์ยาวนาน และอำมาตย์บรรลุอรหัตด้วยปัญญาฉับพลัน
  4. หน้า ๔๐–๔๙ กูฏทันตสูตร (ตอนต้น) พราหมณ์กูฏทันตะเตรียมบูชามหายัญ แต่อยากทูลถามพระพุทธเจ้าก่อน เริ่มกูฏทันตสูตร พราหมณ์กูฏทันตะผู้ครองบ้านขานุมัตตะเตรียมบูชามหายัญใหญ่ ฆ่าโค ลูกโค แพะ แกะ อย่างละ 700 ตัว เมื่อทราบข่าวพระพุทธเจ้าเสด็จมาใกล้ อยากไปทูลถามเรื่อง ยัญสมบัติ 3 มีบริวาร 16 ที่ตนไม่รู้ แต่พราหมณ์พวกอื่นคัดค้านไม่ให้ไปด้วยเหตุผลเดียวกับเรื่องโสณทัณฑะ คือตระกูลสูง ร่ำรวย มีชื่อเสียง กูฏทันตะจึงยกพระคุณพระพุทธเจ้ามาหักล้าง จนทุกคนยอมไปเฝ้าด้วยกัน
  5. หน้า ๕๐–๖๓ เรื่องพระเจ้ามหาวิชิตราช: ยัญที่แท้จริงคือการพัฒนาเศรษฐกิจก่อนบูชา ไม่ใช่การฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องพระเจ้ามหาวิชิตราชในอดีตผู้ปรารถนาบูชามหายัญ ปุโรหิตแนะว่าก่อนอื่นต้องปราบโจรด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจ ให้ทุนชาวนา พ่อค้า ข้าราชการ แทนการฆ่าปราบปราม จนบ้านเมืองสงบมั่งคั่ง จากนั้นขอความร่วมมือทุกชนชั้นก่อนบูชายัญ ทรงแสดงคุณสมบัติกษัตริย์ 8 ข้อและปุโรหิต 4 ข้อ พร้อมวิธีให้พระราชาไม่กังวลก่อน-ระหว่าง-หลังบูชายัญ และอนุโมทนาเฉพาะผู้ประพฤติดีในพิธี สุดท้ายยัญสำเร็จโดยไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เกณฑ์แรงงาน ใช้เพียงเนยใสน้ำผึ้งเป็นเครื่องบูชา
  6. หน้า ๖๔–๗๐ กูฏทันตสูตร (จบ): ยัญไม่เบียดเบียนและยัญที่ประเสริฐกว่า พราหมณ์ปุโรหิตแนะนำพระเจ้ามหาวิชิตราชให้ทรงบูชายัญโดยไม่เกิดความเดือดร้อนใจ ด้วยการพิจารณาปฏิคาหก 10 ประเภทและให้กำลังใจ 16 ประการ ผลคือยัญนั้นไม่ต้องฆ่าสัตว์ ไม่เกณฑ์แรงงาน ทุกคนทำงานด้วยความสมัครใจ เมื่อกูฏทันตพราหมณ์ทูลถามหายัญที่ดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสไล่เรียงสิ่งที่ประเสริฐกว่ามหาทานตามลำดับ คือ นิตยทาน วิหารทาน สรณคมน์ ศีล 5 และการเจริญฌานจนถึงอรหัตผล กูฏทันตพราหมณ์เลื่อมใสปล่อยสัตว์ที่เตรียมฆ่าทั้งหมด ประกาศตนเป็นอุบาสก และบรรลุโสดาปัตติผล
  7. หน้า ๗๑–๘๓ อรรถกถากูฏทันตสูตร (ตอนต้น): พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงครุ่นคิดเรื่องทรัพย์ อธิบายศัพท์และภูมิหลังของกูฏทันตสูตร เล่าว่าพระเจ้ามหาวิชิตราชวันหนึ่งเสด็จตรวจคลังทรัพย์ ตรัสถามว่าใครสะสมไว้ เมื่อทราบว่าบรรพบุรุษสะสมแล้วตายไปโดยเอาทรัพย์ไปไม่ได้ จึงทรงดำริจะบำเพ็ญทาน ปรึกษาพราหมณ์ปุโรหิตซึ่งแนะให้ปราบโจรด้วยการให้ทุนทำมาหากินแทนการลงโทษ เพื่อให้บ้านเมืองสงบก่อนบูชายัญ พร้อมอธิบายรายละเอียดเหตุที่ยัญนี้ไม่ต้องฆ่าสัตว์หรือเกณฑ์แรงงานผู้ใด
  8. หน้า ๘๔–๙๒ อรรถกถากูฏทันตสูตร (ตอนปลาย): ลำดับยัญที่ประเสริฐยิ่งขึ้น อธิบายเหตุผลที่นิตยทาน วิหารทาน สรณคมน์ ศีล 5 และฌานสมาบัติ ประเสริฐกว่ามหายัญตามลำดับ เพราะใช้ทรัพย์และความเบียดเบียนน้อยลงแต่ได้ผลบุญมากขึ้น พร้อมเล่าเรื่องเด็กหญิงยากจนตระกูลหนึ่งที่ยังคงถวายสลากภัตรแม้มีเพียงข้าวเปลือกล้างลาน จนภายหลังได้เป็นอัครมเหสี และอธิบายอานิสงส์การสร้างวิหารถวายสงฆ์ 17 ประการ เช่น กำจัดหนาวร้อนและเอื้อต่อการเจริญฌาน
  9. หน้า ๙๓–๑๐๒ มหาลิสูตร: เหตุใดสุนักขัตตะเห็นรูปทิพย์แต่ไม่ได้ยินเสียงทิพย์ ณ กูฏาคารศาลา เมืองเวสาลี เจ้าลิจฉวีโอฏฐัทธะ(มหาลิ)ทูลถามว่าเหตุใดสุนักขัตตลิจฉวีบุตรผู้เคยอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า 3 ปี จึงเห็นรูปทิพย์แต่ไม่ได้ยินเสียงทิพย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะเจริญสมาธิเพื่อเห็นรูปเพียงด้านเดียว เมื่อโอฏฐัทธะถามต่อว่าภิกษุบวชเพื่อทิพยจักษุทิพยโสตหรือไม่ พระองค์ตรัสว่าจุดหมายที่แท้จริงคือมรรคผลชั้นสูงกว่านั้น คือโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหัตผล ซึ่งบรรลุได้ด้วยมรรคมีองค์ 8
  10. หน้า ๑๐๓–๑๑๒ อรรถกถามหาลิสูตร: กรรมเก่าของสุนักขัตตะและลำดับมรรคมีองค์ 8 อธิบายว่าสุนักขัตตะเคยทำร้ายหูภิกษุผู้มีศีลในอดีตชาติจนหูหนวก จึงไม่อาจบรรลุทิพยโสตได้แม้พยายามเจริญสมาธิ และเข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธเจ้าทรงหวงวิชาเพราะอิจฉาที่ตนก็เป็นกษัตริย์เช่นกัน อรรถกถายังอธิบายละเอียดว่าเหตุใดมรรคมีองค์ 8 จึงเรียงลำดับจากสัมมาทิฏฐิไปจนถึงสัมมาสมาธิ โดยแต่ละองค์เกื้อหนุนองค์ถัดไป เปรียบสัมมาทิฏฐิเหมือนแสงสว่างขจัดความมืดคืออวิชชา
  11. หน้า ๑๑๓–๑๑๙ ชาลิยสูตรและเรื่องโฆสกเทวบุตรผู้รอดตายเจ็ดครั้ง ปริพาชกมัณฑิยะและชาลิยะทูลถามว่าชีวะกับสรีระเป็นสิ่งเดียวกันหรือต่างกัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงมรรคผลแทนการตอบตรง เพราะทั้งสองยังไม่เข้าใจมัชฌิมาปฏิปทา อรรถกถาเล่าประวัติวัดโฆสิตารามผ่านเรื่องโฆสกเทวบุตร ชายยากจนที่ตายเพราะกินข้าวปายาสมากเกินไป เกิดเป็นลูกสุนัขเฝ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความรัก แล้วไปเกิดเป็นเทวดา จากนั้นเกิดเป็นมนุษย์ถูกพ่อบุญธรรมพยายามฆ่าถึงเจ็ดครั้งแต่รอดด้วยบุญเก่า ภายหลังได้เป็นโฆษิตเศรษฐีผู้สร้างวัดโฆสิตาราม
  12. หน้า ๑๒๐ มหาสีหนาทสูตร (เริ่มต้น): อเจลกัสสปทูลถามเรื่องการติเตียนตบะ เริ่มสูตรใหม่ที่กัณณกถลมิคทายวัน อเจลกัสสปนักบวชเปลือยทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงติเตียนการบำเพ็ญตบะทุกชนิดโดยไม่เลือกจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงกล่าวเหมารวมเช่นนั้น เพราะทรงเห็นว่าผู้บำเพ็ญตบะบางคนตายแล้วไปอบาย บางคนไปสุคติ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่น เนื้อหายังไม่จบต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
  13. หน้า ๑๒๑–๑๓๕ มหาสีหนาทสูตร (ตัวสูตร) - อเจลกัสสปะทูลถามเรื่องตบะ อเจลกัสสปะ (นักบวชเปลือย) ทูลถามเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียนตบะทุกชนิด พระองค์ตรัสว่ามิได้ติเตียนเหมารวม แต่ทรงเห็นด้วยญาณว่าผู้บำเพ็ญตบะแบบเดียวกันไปเกิดต่างกันทั้งนรกและสวรรค์ตามจิตใจ ทรงบันลือสีหนาทว่าไม่มีผู้ใดเสมอพระองค์ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ กัสสปะพรรณนาข้อวัตรตบะสุดโต่ง เช่น เปลือยกาย เลียมือ กินคูถ นอนบนหนาม พระพุทธเจ้าตรัสแย้งว่าไม่ใช่สีลสัมปทา ต้องเจริญเมตตาจิตและหลุดพ้นทางใจจึงเป็นสมณะแท้ กัสสปะเลื่อมใสขอบวช บรรลุอรหัตต์ในเวลาไม่นาน
  14. หน้า ๑๓๖–๑๕๔ อรรถกถามหาสีหนาทสูตร - ไขความศัพท์และสีหนาท ๑๑๐ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในมหาสีหนาทสูตรทีละคำ เช่น ความหมายของข้อวัตรตบะแต่ละอย่างที่กัสสปะกล่าวถึง อธิบายว่าเหตุใดผู้บำเพ็ญตบะเดียวกันจึงไปเกิดต่างภพภูมิกันได้ตามบุญบารมีและกิเลสของแต่ละคน อธิบายหลักวิรัติ ๓ ปหานะ ๕ สังวร ๕ แล้วประมวลสีหนาท (การบันลือ) ของพระพุทธเจ้าในสูตรนี้ว่ามีถึงหนึ่งร้อยสิบ นับเป็นสูตรที่มีสีหนาทมากที่สุดในพระไตรปิฎก จบด้วยรายละเอียดขั้นตอนที่กัสสปะขออุปสมบทและได้รับยกเว้นปริวาส
  15. หน้า ๑๕๕–๑๗๗ โปฏฐปาทสูตร - ปัญหาเรื่องสัญญาดับและอัตตา (ยังไม่จบ) ปริพาชกโปฏฐปาทะทูลถามเรื่องอภิสัญญานิโรธหลังฟังหลายลัทธิถกเถียงว่าสัญญาเกิดดับอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสัญญาเกิดดับตามลำดับฌานจนถึงสัญญานิโรธ โปฏฐปาทะถามต่อว่าสัญญาเป็นอัตตาหรือไม่ พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาอภิปรัชญา เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ เพราะไม่นำไปสู่ความดับทุกข์ ทรงเปรียบคนสร้างบันไดขึ้นปราสาทที่ไม่รู้ที่ตั้ง แล้วตรัสอัตตภาพ ๓ แบบแก่จิตตะบุตรควาญช้างว่าเป็นเพียงโวหารโลก ไม่ใช่ปรมัตถ์ ท้ายตอนโปฏฐปาทะเป็นอุบาสก จิตตะขอบวช (ยังไม่จบ ต่อ chunk หน้า)
  16. หน้า ๑๗๘ จบโปฏฐปาทสูตร: อุปมาคนหลงรักหญิงที่ไม่เคยเห็น และจิตต์บรรลุอรหัตต์ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าสมณพราหมณ์ที่กล่าวว่า 'ตายแล้วมีสุขโดยส่วนเดียว' โดยไม่เคยพิสูจน์ ก็เหมือนชายหลงรักหญิงที่ไม่เคยเห็นหน้า หรือสร้างบันไดขึ้นปราสาทที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เป็นคำพูดไร้สาระ ทรงสอนเรื่องอัตตภาพ ๓ อย่างเป็นเพียงโวหารโลก โปฏฐปาทะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสก ส่วนจิตต์บุตรควาญช้างขอบวชและบรรลุอรหัตต์ไม่นานหลังบวช จบพระสูตรที่ ๙
  17. หน้า ๑๗๙–๒๐๓ อรรถกถาโปฏฐปาทสูตร: เรื่องดาบสถูกเทพกัญญาทำให้สิ้นสัญญา และการเจริญสมาธิถึงนิโรธ อรรถกถาอธิบายภูมิหลังสวนมัลลิการาม โปฏฐปาทะเคยเป็นพราหมณ์มหาศาลผู้สละทรัพย์สี่สิบโกฏิไปบวชเป็นเจ้าลัทธิ และเล่าสี่ทฤษฎีของนักบวชต่างศาสนาว่าทำไมคนเราสิ้นสัญญาไปโดยไม่มีเหตุ เช่น ดาบสมิคสิงคีถูกเทพธิดาอลัมพุสาจับมือจนสิ้นสัญญานาน ๓ ปี หรือคนถูกอาถรรพณ์สะกด หรือนางยักษ์ทาสีเมาหลับ แล้วอธิบายคำสอนจริงของพระพุทธเจ้าคือการฝึกศีลและฌานตามลำดับที่ทำให้สัญญาละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงนิโรธสมาบัติ ปิดท้ายด้วยหลักการแสดงธรรม ๒ แบบคือสมมติสัจจะกับปรมัตถสัจจะตามผู้ฟัง
  18. หน้า ๒๐๔–๒๒๗ สุภสูตรและอรรถกถา: พระอานนท์แสดงศีล สมาธิ ปัญญา และเรื่องบิดาสุภมาณพเกิดเป็นสุนัข หลังพุทธปรินิพพานไม่นาน สุภมาณพโตเทยยบุตรเชิญพระอานนท์มาถามว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรไว้ พระอานนท์อธิบายศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ (สำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ห้า แล้วเข้าฌานสี่) และปัญญาขันธ์ (แสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ทายใจ ระลึกชาติ ตาทิพย์ จนสิ้นอาสวะ) สุภมาณพทึ่งทุกขั้น สุภมาณพขอถึงสรณะ อรรถกถาเผยว่าโตเทยยพราหมณ์ผู้ตระหนี่บิดาของสุภะตายไปเกิดเป็นสุนัขในบ้านตนเอง สุภะโกรธที่พระพุทธเจ้าว่าบิดาเป็นสุนัข แต่พิสูจน์จริงจนเชื่อ
  19. หน้า ๒๒๘–๒๓๔ เกวัฏฏสูตร (ตอนต้น): ปฏิเสธปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ สรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์ พระเริ่มเล่าเรื่องพระเที่ยวถามหาที่ดับธาตุสี่ เกวัฏฏะคหบดีชาวนาลันทาทูลขอให้พระพุทธเจ้าสั่งภิกษุแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพื่อให้ชาวเมืองเลื่อมใส พระองค์ทรงปฏิเสธถึงสามครั้ง แล้วอธิบายปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์ (ทายใจ) ซึ่งทรงรังเกียจเพราะคนไม่เชื่อจะหาว่าเป็นเพียงวิชาคาถา ส่วนอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนธรรมจนเปลี่ยนคน) เท่านั้นที่ทรงยกย่อง จากนั้นเริ่มเล่าเรื่องภิกษุรูปหนึ่งสงสัยว่าธาตุดินน้ำไฟลมดับไม่มีเหลือที่ไหน จึงเหาะไปถามเทวดาชั้นต่าง ๆ ขึ้นไปจนถึงพรหม แต่ไม่มีใครตอบได้
  20. หน้า ๒๓๕ ท้ายอรรถกถาสุภสูตร และเกวัฏฏสูตร: ปาฏิหาริย์ ๓ กับภิกษุผู้ตามหาที่ดับแห่งธาตุ ๔ ท้ายอรรถกถาสุภสูตรอธิบายศัพท์เล็กน้อยแล้วจบ จากนั้นเป็นเกวัฏฏสูตร เศรษฐีเกวัฏฏะขอให้พระพุทธเจ้าสั่งภิกษุแสดงฤทธิ์ให้ชาวนาลันทาเลื่อมใส แต่พระองค์ปฏิเสธ ทรงอธิบายปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง คือฤทธิ์ ทายใจ และการสอน ทรงรังเกียจสองอย่างแรกเพราะถูกกล่าวหาว่าใช้วิชาอาคมได้ มีแต่การสอนที่พ้นทุกข์จริง
  21. หน้า ๒๓๖–๒๔๓ อรรถกถาเกวัฏฏสูตร: ขยายความปาฏิหาริย์และเรื่องภิกษุแสวงหาที่ดับแห่งมหาภูตรูป อธิบายศัพท์ยากในเกวัฏฏสูตร เล่าที่มาความมั่งคั่งของเกวัฏฏะและเหตุที่อยากให้มีการแสดงฤทธิ์ ขยายความว่าฤทธิ์และทายใจยังมีโทษถูกติเตียนได้เพราะไม่ยั่งยืน ส่วนการสอนเท่านั้นไม่มีโทษนำพ้นทุกข์ได้ ยกตัวอย่างพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรสอนภิกษุบริวารพระเทวทัตจนบรรลุธรรม แล้วอธิบายว่าเรื่องภิกษุเที่ยวหาที่ดับธาตุ ๔ ทรงเล่าเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า และอธิบายคำตอบสุดท้ายว่าหมายถึงนิพพานที่วิญญาณดับไม่เหลือ
  22. หน้า ๒๔๔–๒๕๘ โลหิจจสูตรและอรรถกถา: ทิฏฐิผิดว่าบรรลุธรรมแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น พราหมณ์โลหิจจะเห็นผิดว่าผู้บรรลุกุศลธรรมแล้วไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจะทำอะไรให้ผู้อื่นได้ พระพุทธเจ้าเสด็จรับนิมนต์แล้วทรงหักล้างด้วยอุปมาว่าเจ้าของหมู่บ้านหรือพระราชาที่หวงผลประโยชน์ไว้คนเดียวชื่อว่าเป็นศัตรูมีมิจฉาทิฏฐิ ตกนรกหรือเดียรัจฉาน ทรงแสดงศาสดา ๓ จำพวกที่ควรถูกติเตียนเพราะสอนทั้งที่ยังไม่บรรลุหรือสอนแล้วทำให้สาวกหลงทาง ส่วนศาสดาที่บรรลุแล้วสอนถูกต้องไม่ควรถูกติ โลหิจจะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
  23. หน้า ๒๕๙–๒๗๔ เตวิชชสูตร: มาณพสองคนถกเถียงทางสู่พรหมโลก พระพุทธเจ้าทรงสอนพรหมวิหาร ๔ วาเสฏฐมาณพและภารัทวาชมาณพโต้เถียงกันว่าทางของอาจารย์ใครนำไปสู่การอยู่ร่วมกับพรหมได้จริง จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงซักว่าไม่มีพราหมณ์หรือฤษีคนใดเคยเห็นพรหมมาก่อนเลย ทรงเปรียบเหมือนแถวคนตาบอดจูงกัน คนหลงรักหญิงที่ไม่เคยเห็น หรือคนถูกมัดแขนจะข้ามแม่น้ำ ชี้ว่าพราหมณ์ยังติดกามและถูกนิวรณ์ปิดบังจึงไปพรหมโลกไม่ได้ แล้วทรงสอนว่าทางที่แท้จริงคือเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแผ่ไปทั่วทุกทิศอย่างไม่มีประมาณ มาณพทั้งสองเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัย
  24. หน้า ๒๗๕–๒๘๖ อรรถกถาเตวิชชสูตร จบสีลขันธวรรค: มาณพบวชบรรลุอรหัตต์ รวมสูตรทั้ง ๑๓ อธิบายศัพท์ยากในเตวิชชสูตร เล่าเรื่องนักเลงหลอกคนตาบอดหมู่หนึ่งไปทิ้งกลางป่าจนตายเป็นที่มาของอุปมาแถวคนตาบอด ขยายความกามคุณและนิวรณ์ที่ปิดกั้นทางสู่พรหมโลก และเล่าว่ามาณพทั้งสองภายหลังบวชและบรรลุพระอรหัตต์ ท้ายสุดเป็นบทสรุปปิดว่าอรรถกถาเตวิชชสูตรจบ พร้อมทั้งการพรรณนาสีลขันธวรรคทั้งหมดจบลงด้วย มีรายชื่อพระสูตรครบ ๑๓ สูตรตั้งแต่พรหมชาลสูตรถึงเตวิชชสูตร ปิดท้ายด้วยคำว่า สีลขันธวรรค จบ