มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๘ · ๕๗๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๙ จูฬสีหนาทสูตร: สมณะแท้สี่ระดับมีเฉพาะในพระศาสนานี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้กล่าวยืนยันอย่างมั่นใจว่า สมณะที่แท้จริงทั้งสี่ระดับ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ มีอยู่เฉพาะในพระศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะผู้รู้แจ้ง ทรงอธิบายทิฏฐิว่าเที่ยงและขาดสูญ อุปาทานสี่อย่าง และห่วงโซ่เหตุปัจจัยตั้งแต่ตัณหาย้อนไปถึงอวิชชา ผู้ละอวิชชาได้ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นและดับกิเลสได้ด้วยตนเอง
  2. หน้า ๑๐–๑๘ อรรถกถา: มูลเหตุที่ตรัสสูตร และอุปมาความเลิศเฉพาะถิ่นของสมณะแท้ อธิบายว่าพระสูตรนี้ตรัสขึ้นเพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงมีลาภสักการะมาก เดียรถีย์เสื่อมลาภจึงร้องคร่ำครวญตามถนนอ้างตนเป็นสมณะเช่นกัน ดุจกาในนิทานพาเวรุชาดกที่เคยรุ่งเรืองก่อนนกยูงมา หรือหิ่งห้อยที่หมดแสงเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสยืนยันด้วยอุปมาราชสีห์ ช้างฉัททันต์ ม้าสินธพ มณีรัตนะ ปลาใหญ่ ครุฑ หงส์ทอง และพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งล้วนเกิดเฉพาะถิ่นกำเนิดของตนฉันใด สมณะแท้ก็เกิดได้เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้นฉันนั้น
  3. หน้า ๑๙–๓๐ อรรถกถา: ไขศัพท์สีหนาท เดียรถีย์ ทิฏฐิ อุปาทาน และอุปมากระต่ายกับแผ่นดิน ไขความหมายศัพท์ในพระสูตร เช่น สีหนาท เดียรถีย์ ปริพาชก ความเลื่อมใสในศาสดา-ธรรม-ศีล-หมู่คณะ ทิฏฐิสองอย่างคือภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ และอุปาทานสี่ พร้อมชี้ว่าแม้เดียรถีย์จะอ้างรอบรู้อุปาทาน แต่ไม่อาจละอัตตวาทุปาทานได้เลย เปรียบเหมือนกระต่ายที่พยายามหนีแผ่นดินเท่าไรก็ยังเหยียบแผ่นดินอยู่นั่นเอง
  4. หน้า ๓๑–๓๖ อรรถกถา: นิทานสุนัขจิ้งจอกหลอกพราหมณ์ และนกฮูกไหว้พระพุทธเจ้า แสดงว่าความเลื่อมใสในศาสดาที่ผิดทางนั้นไร้ประโยชน์ ดุจพราหมณ์ที่ถูกสุนัขจิ้งจอกขี้เมาหลอกให้แบกพาไปทั่วเมืองด้วยคำสัญญาจะให้กหาปณะแล้วหนีไปเปล่า ตรงข้ามกับความเลื่อมใสที่ถูกทาง ดังเรื่องนกฮูกที่ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและสงฆ์จนพระองค์ทรงพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต จบอรรถกถาจุลลสีหนาทสูตร
  5. หน้า ๓๗–๓๙ มหาสีหนาทสูตร: สุนักขัตตะกล่าวติเตียน และพระพุทธคุณเบื้องต้น สุนักขัตตลิจฉวีบุตรผู้หลีกจากพระธรรมวินัยกล่าวในที่ประชุมว่าพระพุทธเจ้าไม่มีญาณทัสสนะพิเศษ เป็นเพียงผู้แสดงธรรมด้วยการตรึกตรอง พระสารีบุตรนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำนั้นกลับเป็นการสรรเสริญพระองค์โดยไม่รู้ตัว แล้วทรงเริ่มแสดงพระคุณของพระองค์ทีละข้อ ตั้งแต่พระนามอรหันตสัมมาสัมพุทธะ อิทธิวิธี ทิพยโสต จนถึงเจโตปริยญาณที่หยั่งรู้ใจผู้อื่น
  6. หน้า ๔๐–๔๓ มหาสีหนาทสูตร: ตถาคตพลญาณ ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าตรัสแสดงกำลังพระญาณสิบประการที่ทรงอาศัยบันลือสีหนาทและยังพรหมจักรให้เป็นไป ได้แก่ ทรงรู้ฐานะและอฐานะ รู้ผลของกรรม รู้ปฏิปทาสู่ภูมิทั้งปวง รู้โลกมีธาตุต่างๆ รู้อัธยาศัยสัตว์ รู้อินทรีย์หย่อนยิ่ง รู้ความเศร้าหมองและผ่องแผ้วแห่งฌานสมาบัติ ทรงระลึกชาติได้ ทรงมีทิพยจักษุเห็นการจุติและอุบัติของสัตว์ตามกรรม และทรงสิ้นอาสวะโดยสมบูรณ์
  7. หน้า ๔๔–๕๓ มหาสีหนาทสูตร: เวสารัชชธรรม ๔ บริษัท ๘ กำเนิด ๔ คติ ๕ และอุปมาห้าประการ ตรัสถึงความแกล้วกล้าสี่ประการที่ไม่มีผู้ใดทักท้วงพระองค์ได้โดยธรรม การเสด็จเข้าบริษัทแปดจำพวกโดยไม่หวั่นกลัว กำเนิดสัตว์สี่แบบ และคติห้าอย่างคือนรก ดิรัจฉาน เปรต มนุษย์ เทวดา และนิพพาน พร้อมอุปมาห้าเรื่องเปรียบผู้ทำชั่วกับผู้ตกหลุมถ่านเพลิงและหลุมคูถ ผู้ทำดีกับผู้ได้พักใต้ร่มไม้ ปราสาท และสระบัวอันร่มเย็น แสดงถึงทิพยจักษุที่หยั่งรู้ผลกรรมของสัตว์ทุกดวง
  8. หน้า ๕๔–๕๗ มหาสีหนาทสูตร: พรหมจรรย์มีองค์ ๔ - จุดเริ่มต้นการบำเพ็ญตบะอันยิ่งยวดของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงการประพฤติพรหมจรรย์ก่อนตรัสรู้ที่ยิ่งกว่าใครในสี่ด้าน คือ เป็นผู้บำเพ็ญตบะอย่างยิ่ง (ประพฤติเป็นอเจลกเปลือยกาย งดเว้นอาหารตามกฎเกณฑ์เข้มงวดนับร้อยข้อ) ประพฤติเศร้าหมองจนธุลีจับกายเป็นสะเก็ดหลายปีโดยไม่คิดปัดออก ประพฤติเกลียดบาปถึงขนาดเอ็นดูแม้สัตว์เล็กในหยดน้ำ และประพฤติสงัดโดยหลบหนีไม่ให้ผู้คนพบเห็น เรื่องราวการบำเพ็ญทุกกรกิริยานี้ดำเนินต่อเนื่องไปยังตอนถัดไป
  9. หน้า ๕๘–๖๓ พระพุทธเจ้าทรงเล่าการบำเพ็ญทุกกรกิริยาขั้นสุดโต่งจนร่างกายซูบผอม ทรงปฏิเสธลัทธิว่าความหมดจดเกิดจากอาหารน้อยหรือสังสารวัฏ และจบพระสูตรมหาสีหนาทด้วยเรื่องพระนาคสมาละ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าแก่พระสารีบุตรถึงการบำเพ็ญทุกกรกิริยาที่ทรงกินอาหารน้อยจนร่างกายซูบผอมเหมือนเถาวัลย์แห้ง กระดูกซี่โครงโปนเหมือนกลอนเรือนเก่า แต่ก็ไม่ทำให้บรรลุธรรม จากนั้นทรงปฏิเสธความเชื่อของสมณพราหมณ์ต่างๆ ว่าความหมดจดเกิดจากสังสารวัฏ การเกิดใหม่ หรือที่อยู่อาศัย ตรัสว่าสาวกของพระองค์แม้อายุร้อยปีก็ยังตอบปัญหาได้ไม่รู้จบ จบด้วยพระนาคสมาละกราบทูลขอชื่อพระธรรมเทศนาว่า โลมหังสนปริยาย
  10. หน้า ๖๔–๖๖ อรรถกถาเล่าตำนานกำเนิดเมืองเวสาลีและเจ้าลิจฉวี จากก้อนเนื้อที่ถูกลอยน้ำคงคา อรรถกถามหาสีหนาทสูตรเริ่มด้วยตำนานว่า พระมเหสีเมืองพาราณสีประสูติเป็นก้อนเนื้อ จึงทรงให้ลอยน้ำคงคาไปในภาชนะปิดผนึก ดาบสเก็บได้และเลี้ยงดูจนแยกเป็นทารกชายหญิงคู่แฝด ภายหลังคนเลี้ยงโครับไปเลี้ยงต่อ เติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์และมเหสีองค์แรกของเมืองเวสาลี มีบุตรแฝดสิบหกครั้ง จนขยายเป็นนครใหญ่ชื่อเวสาลีและตระกูลลิจฉวี
  11. หน้า ๖๗–๗๑ อรรถกถาอธิบายสถานที่ตรัสพระสูตรและเหตุที่สุนักขัตตลิจฉวีบุตรผูกใจโกรธพระพุทธเจ้า อธิบายว่าป่ามหาวันอยู่นอกเมืองเวสาลีด้านทิศตะวันตก เป็นที่ตรัสพระสูตรนี้ จากนั้นไขความว่าสุนักขัตตลิจฉวีบุตรผู้ลาสิกขาแล้วกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้าว่าไม่มีธรรมเหนือมนุษย์นั้น แท้จริงผูกใจโกรธเพราะเคยทูลขอเรียนวิธีเจริญทิพยโสตแต่พระองค์ไม่ทรงสอน เนื่องจากทรงรู้ว่าเขาไม่มีอุปนิสัย พระสารีบุตรได้ยินคำติเตียนนั้นแต่ไม่คัดค้านด้วยความกรุณา
  12. หน้า ๗๒–๘๓ อรรถกถาอธิบายทศพลญาณสิบและเวสารัชชญาณสี่ อุปมากำลังกายเทียบตระกูลช้างสิบตระกูล อธิบายพระญาณกำลังสิบประการของพระตถาคตอย่างละเอียด พร้อมอุปมาว่ากำลังกายของพระองค์เทียบเท่าช้างฉัททันตะหนึ่งเชือกซึ่งไล่ระดับกำลังมาจากบุรุษสิบคนเท่ากับช้างกาฬาวกะหนึ่งเชือก ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงตระกูลช้างสูงสุด จากนั้นอธิบายเวสารัชชญาณสี่ คือความแกล้วกล้าไม่หวั่นไหวเมื่อถูกทักท้วงเรื่องการตรัสรู้และธรรมที่ทรงแสดง
  13. หน้า ๘๔–๙๓ อรรถกถาอุปมาหลุมถ่านเพลิง หลุมอุจจาระ ต้นไม้ใบบาง ปราสาท และสระบัว แสดงคติห้าและนิพพาน ทรงแสดงว่าผู้ไม่ละทิฏฐิผิดจะตกนรกแน่นอน ดุจคนเดินเข้าหาหลุมถ่านเพลิงที่พระองค์ทรงเห็นล่วงหน้าด้วยทิพยจักษุ ตามด้วยอุปมาหลุมอุจจาระแทนกำเนิดสัตว์ ต้นไม้ใบบางแทนเปรตวิสัย ต้นไม้ใบหนาแทนมนุษยโลกที่มีสุขมาก และปราสาทแทนเทวโลก ปิดท้ายด้วยอุปมาสระบัวและป่าอันร่มรื่นแทนนิพพานอันเป็นสุขโดยส่วนเดียวยิ่งกว่าสุขในเทวโลก
  14. หน้า ๙๔–๑๑๒ อรรถกถาไขความหมายพรหมจรรย์เก้าอย่างและศัพท์การบำเพ็ญตบะแบบเดียรถีย์โดยละเอียด จบอรรถกถามหาสีหนาทสูตร ยกตัวอย่างจากชาดกและพระสูตรต่างๆ แสดงว่าคำว่าพรหมจรรย์หมายถึงได้ทั้งทาน ไวยาวัจจ์ ศีลห้า พรหมวิหาร ธรรมเทศนา เมถุนวิรัติ สทารสันโดษ อุโบสถ และอริยมรรค จากนั้นไขความศัพท์ละเอียดทุกคำในเรื่องการบำเพ็ญทุกกรกิริยาของพระโพธิสัตว์ เช่น การกินอุจจาระโคมัย การนอนบนหนาม เครื่องนุ่งห่มต่างๆ จบด้วยพระนาคสมาละทูลขอนามพระธรรมเทศนาว่าโลมหังสนปริยาย และจบอรรถกถามหาสีหนาทสูตร
  15. หน้า ๑๑๓–๑๒๐ เริ่มมหาทุกขักขันธสูตร ปริพาชกอ้างสอนกำหนดรู้กามได้เหมือนพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงคุณและโทษของกามและรูป ภิกษุหลายรูปถูกปริพาชกอัญเดียรถีย์ท้าทายว่าคำสอนเรื่องกำหนดรู้กาม รูป เวทนา ไม่ต่างจากของตน จึงนำความไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้ถามกลับถึงคุณ โทษ และทางออกจากกามแต่ละอย่าง แล้วทรงแสดงโทษของกามอย่างพิสดารทั้งความยากลำบากในการทำมาหากิน การวิวาทถึงฆ่ากัน สงคราม การลงราชทัณฑ์อันโหดร้าย และเริ่มแสดงคุณโทษของรูปด้วยอุปมาหญิงสาวที่ชราภาพลง เรื่องยังไม่จบต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
  16. หน้า ๑๒๑–๑๒๕ มหาทุกขักขันธสูตร: คุณ โทษ และการถ่ายถอนของกาม รูป เวทนา พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุถึงวิธีตอบโต้ปริพาชกลัทธิอื่นที่อ้างสอนเรื่องกาม รูป เวทนาได้เหมือนกัน โดยทรงแสดงคุณ โทษ และทางถ่ายถอนของทั้งสามอย่างตามจริง ทรงยกตัวอย่างความทุกข์จากการทำมาหากิน การรบราฆ่าฟันและการลงทัณฑ์เพราะกาม แล้วเปรียบสาวงามที่ค่อยๆ เสื่อมเป็นคนแก่ ป่วยหนัก และซากศพเน่าเปื่อยผุพัง เพื่อแสดงโทษของรูป ส่วนคุณของเวทนาคือความสุขจากฌานที่ไม่เบียดเบียนใคร โทษคือความไม่เที่ยง
  17. หน้า ๑๒๖–๑๓๔ อรรถกถามหาทุกขักขันธสูตร: ขยายความศัพท์และวิธีลงทัณฑ์ อธิบายศัพท์บาลีในมหาทุกขักขันธสูตรโดยละเอียด โดยเฉพาะขยายความวิธีลงกรรมกรณ์ (การลงโทษ) ต่างๆ ที่กล่าวถึงในพระสูตรอย่างละเอียดสยดสยอง เช่น พิลังคถาลิกะ (ต้มสมอง) สังขมุณฑกะ (ขอดหนังศีรษะ) ราหูมุข (เจาะปาก) เอรกวัตติกะ (ถลกหนังนุ่งช้าง) เป็นต้น พร้อมสรุปว่าการกำจัดฉันทราคะในกาม รูป เวทนา คือนิพพานนั่นเอง
  18. หน้า ๑๓๕–๑๔๔ จูฬทุกขักขันธสูตร: เจ้ามหานามทูลถามเรื่องกิเลสยังครอบงำจิต และเรื่องนิครนถ์ถือยืน เจ้าศากยะมหานามทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดตนเข้าใจโทษของโลภ โทสะ โมหะดีแล้ว แต่กิเลสเหล่านี้ก็ยังครอบงำจิตเป็นครั้งคราว พระองค์ตรัสว่าตราบใดยังไม่ได้ปีติสุขจากฌานก็ยังไม่พ้นกาม แม้พระองค์เองก็ทรงเป็นเช่นนั้นก่อนตรัสรู้ จากนั้นทรงเล่าเรื่องพวกนิครนถ์ถือยืนเป็นวัตรทรมานกายเพื่อล้างกรรมเก่า และทรงถามให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความสุขจากสมาบัติยิ่งกว่าพระเจ้าพิมพิสารเสียอีก
  19. หน้า ๑๔๕–๑๕๑ อรรถกถาจุลลทุกขักขันธสูตร: ประวัติศากยวงศ์และเหตุที่อริยสาวกยังสงสัย อธิบายศัพท์บาลีและเล่าประวัติเครือญาติศากยวงศ์ (เจ้ามหานาม พระอนุรุทธะ พระอานนท์ และพระญาติอื่นๆ) พร้อมขยายความว่าเหตุใดพระอริยสาวกที่บรรลุมรรคผลบางระดับจึงยังสงสัยว่าตนละกิเลสหมดแล้วหรือไม่ โดยเปรียบกับผู้เป็นหนี้ที่รู้ว่าชำระหนี้ไปเท่าไรและเหลือเท่าไร
  20. หน้า ๑๕๒–๑๖๖ อนุมานสูตร: ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่ายากและว่าง่าย ๑๖ ประการ กับการเทียบเคียงตนเอง พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมแก่ภิกษุว่าด้วยธรรม ๑๖ ประการที่ทำให้เป็นคนว่ายาก เช่น มักโกรธ ยกตนข่มท่าน ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด ถือรั้น และธรรม ๑๖ ประการที่ตรงข้ามซึ่งทำให้เป็นคนว่าง่าย สอนให้ภิกษุใช้หลักเอาใจเขามาใส่ใจเราเทียบเคียงตนเอง แล้วพิจารณาตนว่ามีข้อเสียเหล่านี้หรือไม่ เปรียบเหมือนส่องกระจกดูใบหน้าตนเอง หากเห็นสิ่งสกปรกก็รีบขจัดออก หากไม่มีก็ควรปีติยินดี
  21. หน้า ๑๖๗–๑๖๙ อรรถกถาอนุมานสูตร: การพิจารณาตนเองวันละสามครั้ง อธิบายศัพท์บาลีในอนุมานสูตร และขยายความคำสอนของโบราณาจารย์ว่าภิกษุพึงพิจารณาตนเองวันละ ๓ ครั้ง (เช้า กลางวัน เย็น) เพื่อตรวจสอบกิเลสของตน พร้อมชี้ว่าสูตรนี้แสดงการละกิเลสครบทุกขั้นตั้งแต่การพิจารณาจนถึงนิพพาน จึงมีชื่อเรียกว่าเป็นดุจภิกขุปาฏิโมกข์
  22. หน้า ๑๗๐–๑๗๗ เจโตขีลสูตร: ตะปูตรึงใจ ๕ และเครื่องผูกพันใจ ๕ ที่ขัดขวางความเจริญในธรรม พระพุทธเจ้าตรัสแสดงตะปูตรึงใจ ๕ ประการ ได้แก่ ความสงสัยไม่เลื่อมใสในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และความโกรธเพื่อนพรหมจรรย์ กับเครื่องผูกพันใจ ๕ ประการ ได้แก่ ความกำหนัดในกาม ในกาย ในรูป การติดสุขนอนหลับ และการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหวังเป็นเทวดา ทรงชี้ว่าภิกษุที่ยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ย่อมไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัยได้ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องอธิบายฝ่ายที่ละได้แล้วไปยังหน้าถัดไป
  23. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ เจโตขีลสูตร: ตะปูตรึงใจและเครื่องผูกพันใจ 5 ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุที่ยังไม่ละ "ตะปูตรึงใจ" 5 อย่าง (สงสัยในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และโกรธเคืองเพื่อนพรหมจรรย์) และยังไม่ถอน "เครื่องผูกพันใจ" 5 อย่าง (กำหนัดในกาม กาย รูป ติดสุขนอนหลับ ประพฤติพรหมจรรย์หวังเป็นเทวดา) ย่อมไม่เจริญในธรรมวินัย ผู้ละถอนได้แล้วย่อมเจริญ ปิดท้ายด้วยอุปมาไข่แม่ไก่ฟักดีจนลูกไก่เจาะเปลือกออกเองได้ เทียบภิกษุผู้บำเพ็ญอิทธิบาทสี่ครบย่อมบรรลุธรรมได้เอง
  24. หน้า ๑๘๐–๑๘๕ อรรถกถาเจโตขีลสูตร อรรถกถาขยายความศัพท์ในเจโตขีลสูตร อธิบายความหมายของตะปูตรึงใจและเครื่องผูกพันใจแต่ละข้ออย่างละเอียด อธิบายอิทธิบาทสี่ และขยายความอุปมาไข่แม่ไก่อย่างพิสดาร เทียบกิริยาแม่ไก่กก อบอุ่น ฟักไข่ กับการอบรมวิปัสสนาจนอวิชชาบางลงดุจเปลือกไข่ จบด้วยพระคาถาสอนให้ตัดความรักดุจเด็ดดอกบัวมุ่งสู่พระนิพพาน
  25. หน้า ๑๘๖–๑๙๒ วนปัตถสูตร: หลักพิจารณาว่าควรอยู่หรือละทิ้งที่อยู่และบุคคลที่พึ่งพา พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักเลือกที่อยู่แก่ภิกษุ คือเมื่ออาศัยป่าชัฏ หมู่บ้าน หรือบุคคลใดแล้วสติ สมาธิ และการสิ้นอาสวะไม่เจริญขึ้น แม้ปัจจัยสี่หาง่ายก็ควรละทิ้งไป แต่ถ้าอาศัยแล้วจิตใจเจริญขึ้นแม้ปัจจัยหายากก็ควรอยู่ต่อ ทรงย้ำให้ถือผลทางจิตใจเป็นเกณฑ์สำคัญกว่าความสะดวกทางวัตถุในการเลือกที่อยู่และบุคคลที่คบหา
  26. หน้า ๑๙๓–๑๙๔ อรรถกถาวนปัตถปริยายสูตร อรรถกถาขยายความศัพท์ในวนปัตถสูตร อธิบายเกณฑ์ตัดสินใจว่าควรออกจากป่าหรือจากบุคคลที่พึ่งพาในเวลากลางวันหรือกลางคืน และย้ำว่าหากอยู่กับบุคคลใดแล้วจิตใจเจริญก้าวหน้า แม้ถูกขับไล่หรือฉุดคร่าก็ควรขอโทษแล้วอยู่ต่อจนตลอดชีวิต แสดงความสำคัญของการอยู่ใกล้กัลยาณมิตรที่ช่วยให้ภาวนาก้าวหน้า
  27. หน้า ๑๙๕–๒๐๕ มธุปิณฑิกสูตร: ปัญหาของทัณฑปาณิศากยะและคำอธิบายของพระมหากัจจานะ พระพุทธเจ้าประทับพักใต้ต้นมะตูมหนุ่ม เจ้าศากยะทัณฑปาณิทูลถามลัทธิของพระองค์ด้วยท่าทีเย้ยหยัน พระองค์ตรัสตอบสั้นๆ เรื่องไม่โต้เถียงกับโลก ภิกษุสงสัยในความหมายจึงไปถามพระมหากัจจานะ ซึ่งอธิบายขยายความเรื่อง "ปปัญจสัญญา" (ความคิดฟุ้งซ่านปรุงแต่ง) ที่เกิดจากผัสสะทางอายตนะหก พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำอธิบายและตั้งชื่อธรรมบรรยายนี้ว่า "มธุปิณฑิกปริยาย" เพราะไพเราะน่าชื่นใจดุจน้ำผึ้ง
  28. หน้า ๒๐๖–๒๑๔ อรรถกถามธุปิณฑิกสูตร: เบื้องหลังความขัดแย้งกับทัณฑปาณิ อรรถกถาเล่าเบื้องหลังว่าทัณฑปาณิศากยะเป็นฝ่ายพระเทวทัตที่ผูกใจเจ็บพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงให้ภาคิไนยของทัณฑปาณิออกบวชจนไม่ได้เป็นกษัตริย์ จึงมาถามปัญหาด้วยใจไม่สุจริต อรรถกถาอธิบายกระบวนการเกิดปปัญจสัญญาจากอายตนะหกอย่างละเอียด ยกย่องพระมหากัจจานะว่าเลิศทางขยายความย่อให้พิสดาร และอธิบายที่มาชื่อธรรมบรรยายมธุปิณฑิกปริยาย
  29. หน้า ๒๑๕–๒๒๒ เทวธาวิตักกสูตร: การแบ่งความตรึกสองฝ่ายก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าประสบการณ์ก่อนตรัสรู้ว่าทรงแบ่งความตรึกเป็นฝ่ายอกุศล (กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก) กับฝ่ายกุศล (เนกขัมมวิตก อัพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก) ทรงข่มฝ่ายอกุศลด้วยการพิจารณาโทษและเจริญฝ่ายกุศลให้มาก ด้วยอุปมาคนเลี้ยงโคกันโคออกจากนาข้าว ทรงบรรลุฌานสี่และวิชชาสามในสามยามแห่งราตรีตรัสรู้ ปิดท้ายด้วยอุปมาหมู่เนื้อในป่าที่พรานวางกับดัก เปรียบพระองค์ทรงเปิดทางปลอดภัย (มรรคแปด) ให้สัตว์โลกหลุดพ้นจากบ่วงกาม
  30. หน้า ๒๒๓–๒๓๓ อรรถกถาเทวธาวิตักกสูตร: ชีวิตพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้และอุปมาพรานเนื้อ อรรถกถาเล่าชีวิตพระโพธิสัตว์ช่วงบำเพ็ญทุกกรกิริยา 6 ปี หลังเลิกอดอาหารเสวยอาหารหยาบจนพระวรกายกลับคืนสภาพ ทรงเห็นความงามของป่าและแม่น้ำเนรัญชราจนเกิดกามวิตกเล็กน้อย ทรงเห็นสัตว์ใหญ่ล่าสัตว์เล็กและชาวบ้านถูกข้าราชการเบียดเบียนจนเกิดกรุณา อธิบายวิธีข่มวิตกด้วยสมาธิและวิปัสสนาสลับกันดุจทหารพักในค่าย และขยายอุปมาพรานใช้เนื้อล่อตัวผู้ตัวเมียล่อฝูงเนื้อให้ตาย เปรียบนันทิราคะและอวิชชาที่ล่อสัตว์โลกให้ติดวัฏฏทุกข์
  31. หน้า ๒๓๔ วิตักกสัณฐานสูตร: เริ่มต้นเรื่องนิมิต 5 ประการ จุดเริ่มต้นของวิตักกสัณฐานสูตรที่ 10 พระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงนิมิต 5 ประการที่ภิกษุผู้เจริญอธิจิตควรพิจารณาเพื่อกำจัดวิตกอันเป็นบาปอกุศลที่เกิดจากฉันทะ โทสะ หรือโมหะ โดยเริ่มอุปมาช่างไม้ใช้ลิ่มเล็กตอกไล่ลิ่มใหญ่ออก เนื้อหาสูตรนี้ยังดำเนินต่อเนื่องไปในหน้าถัดไปซึ่งอยู่นอกช่วงที่ดึงมา
  32. หน้า ๒๓๕–๒๓๙ วิตักกสัณฐานสูตร: ๕ วิธีขจัดความตรึกที่เป็นอกุศลออกจากใจ พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุถึงนิมิต ๕ ประการสำหรับข่มวิตกอกุศลที่ประกอบด้วยฉันทะ โทสะ โมหะ ได้แก่ เปลี่ยนอารมณ์ไปสู่นิมิตกุศล พิจารณาโทษของวิตกนั้น ไม่นึกไม่ใส่ใจวิตกนั้น พิจารณาสัณฐานเหตุที่มาของวิตก และข่มจิตด้วยจิตโดยกัดฟันดุนเพดาน แต่ละวิธีมีอุปมาประกอบ เช่น ช่างไม้ถอนลิ่มใหญ่ด้วยลิ่มเล็ก หญิงสาวรังเกียจซากศพที่ผูกคอ เมื่อทำได้ครบจะเป็นผู้ชำนาญในทางเดินของความตรึก จบสีหนาทวรรคที่ ๒
  33. หน้า ๒๔๐–๒๕๓ อรรถกถาวิตักกสัณฐานสูตร: เรื่องสามเณรติสสะและกระต่ายตื่นตูม อธิบายรายละเอียดวิธีทั้ง ๕ ในการขจัดวิตกอกุศล พร้อมนิทานประกอบ ได้แก่ เรื่องสามเณรติสสะที่สร้างที่พักพร้อมเรียนพระธรรมและเจริญกรรมฐานไปพร้อมกันจนบรรลุอรหัตในถ้ำ และนิทานกระต่ายตื่นตูมที่ได้ยินเสียงลูกมะตูมหล่นแล้วเข้าใจผิดว่าแผ่นดินถล่มจนสัตว์อื่นแตกตื่นตาม ราชสีห์โพธิสัตว์สืบสวนจนรู้ความจริง สอนให้รู้เท่าทันต้นตอของความคิดฟุ้งซ่าน ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้งหมดในเล่ม
  34. หน้า ๒๕๔–๒๖๕ กกจูปมสูตร: อุปมาด้วยเลื่อย สอนให้อดกลั้นแม้ถูกทำร้ายด้วยเมตตาจิต เริ่มจากพระโมลิยผัคคุนะคลุกคลีกับภิกษุณีเกินขอบเขตจนเกิดเรื่องขัดแย้ง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รักษาจิตไม่ให้แปรปรวนไม่ว่าจะถูกกล่าวร้ายอย่างไร ตรัสเล่าเรื่องแม่บ้านเวเทหิกาผู้ดูใจดีแต่มีโทสะซ่อนอยู่ ถูกทาสีกาลีทดลองจนแตกหักและเสียชื่อเสียง แล้วทรงแสดงอุปมาห้าประการ (แผ่นดิน อากาศ แม่น้ำคงคา กระสอบหนังแมว) ปิดท้ายด้วยอุปมาเลื่อยสองด้ามที่แม้โจรจะเลื่อยร่างกาย ก็ไม่ควรมีจิตคิดร้ายตอบ
  35. หน้า ๒๖๖–๒๗๘ อรรถกถากกจูปมสูตร: ความหมายของคำว่า "เกินขอบเขต" และอุปมาทั้งห้า ไขความศัพท์และภูมิหลังของพระโมลิยผัคคุนะ อธิบายความหมายของคำว่า "เกินขอบเขต" ทั้งสามด้าน คือ กาลเวลา เขตแดน และศีล และขยายความอุปมาทั้งห้าที่แสดงว่าคำพูดร้ายจากผู้อื่นไม่อาจทำให้เมตตาจิตแปรปรวนได้ เปรียบเมตตาจิตกับแผ่นดิน อากาศ แม่น้ำคงคา และกระสอบหนังแมวที่ตีไม่ดังก้อง จบอรรถกถากกจูปมสูตรที่ ๑
  36. หน้า ๒๗๙–๒๙๑ อลคัททูปมสูตร: ทิฏฐิผิดของพระอริฏฐะ อุปมาจับงูพิษ และอุปมาทุ่นข้ามฟาก พระอริฏฐะเข้าใจผิดว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้เสพจริง แม้ภิกษุอื่นทักท้วงก็ไม่ยอมเปลี่ยนความเห็น พระพุทธเจ้าทรงตำหนิเปรียบผู้เรียนธรรมผิดวิธีเหมือนจับงูพิษผิดท่าจะถูกกัดตาย ส่วนผู้เรียนด้วยปัญญาเหมือนจับงูถูกวิธี จากนั้นทรงแสดงอุปมาทุ่นข้ามฟากสอนไม่ให้ยึดติดแม้ในธรรมที่ดี และเริ่มอธิบายเหตุแห่งทิฐิ ๖ ประการเรื่องการยึดขันธ์ห้าว่าเป็นตัวตน เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้
  37. หน้า ๒๙๒–๒๙๘ หลักธรรมว่าด้วยความไม่ยึดมั่นในขันธ์ ๕ และความไม่หวั่นไหวของพระขีณาสพ ทรงแสดงเหตุแห่งทิฏฐิ ๖ ประการที่ปุถุชนยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่าเป็นตัวตนของเรา ต่างจากอริยสาวกที่เห็นตามจริงว่าไม่ใช่ของเรา ทรงอธิบายความหวาดสะดุ้งเมื่อสิ่งภายนอกและภายในพินาศ สอนว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์จึงไม่ควรยึดถือ ผู้หลุดพ้นแล้วแม้เทวดาพรหมก็ค้นหาไม่พบ ทรงแก้ข้อกล่าวหาว่าสอนความขาดสูญ และทรงจำแนกผู้บรรลุธรรมตามลำดับตั้งแต่พระอรหันต์จนถึงผู้มีเพียงศรัทธา จบพระสูตร
  38. หน้า ๒๙๙–๓๒๓ อรรถกถาอลคัททูปมสูตร: เบื้องหลังพระอริฏฐะ ประเภทปริยัติ และไขความศัพท์บาลี อธิบายที่มาของพระอริฏฐะผู้สืบเชื้อสายตระกูลฆ่าแร้ง อันตรายิกธรรม ๕ ประการที่กีดกั้นมรรคผล และจำแนกปริยัติ (การเรียนพระธรรม) เป็น ๓ แบบ คือ เรียนเพื่อลาภสักการะ (อลคัททปริยัติ) เรียนเพื่อออกจากทุกข์ (นิตถรณปริยัติ) และปริยัติของพระขีณาสพ (ภัณฑาคาริกปริยัติ) พร้อมไขความหมายศัพท์บาลีในพระสูตรอย่างละเอียด เช่น อุปมาต่างๆ และเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหมด
  39. หน้า ๓๒๔–๓๒๘ วัมมิกสูตร: ปริศนาจอมปลวกจากเทวดาแด่พระกุมารกัสสปะ เทวดาผู้หนึ่งมาปรากฏต่อพระกุมารกัสสปะกลางป่าอันธวัน เล่าปริศนาจอมปลวกที่พ่นควันกลางคืนลุกเป็นไฟกลางวัน มีลิ่มสลัก อึ่ง ทางสองแพร่ง หม้อกรองน้ำด่าง เต่า เขียงหั่นเนื้อ ชิ้นเนื้อ และนาคซ่อนอยู่ภายใน รวม ๑๕ ข้อ แนะให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงไขความว่าแต่ละสิ่งหมายถึงกายมนุษย์ ความโกรธ ความลังเล นิวรณ์ ขันธ์ ๕ กามคุณ ตัณหา และพระขีณาสพตามลำดับ
  40. หน้า ๓๒๙–๓๔๖ อรรถกถาวัมมิกสูตร: ประวัติพระกุมารกัสสปะและเรื่องพระเจดีย์พระกัสสปพุทธเจ้า เล่าประวัติพระกุมารกัสสปะตั้งแต่ตั้งความปรารถนาในอดีตชาติ มารดาบวชเป็นภิกษุณีขณะตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว พระอุบาลีตัดสินคดีจนคลอดบุตรได้ ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับไปเลี้ยง แทรกเรื่องอุบาสกยโสธรผู้เรี่ยไรสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุพระกัสสปพุทธเจ้าแต่ถูกโจรฆ่าตายระหว่างทาง จากนั้นไขความหมายปริศนาจอมปลวกทีละข้ออย่างละเอียดจนจบสูตร
  41. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ รถวินีตสูตร: จุดเริ่มต้นเรื่องพระปุณณมันตานีบุตรกับพระสารีบุตร พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุชาวชาติภูมิว่าใครได้รับยกย่องว่ามักน้อยสันโดษและสอนผู้อื่นได้ดี ภิกษุทั้งหลายทูลว่าคือพระปุณณมันตานีบุตร พระสารีบุตรได้ยินจึงตั้งใจจะไปพบสนทนาด้วย เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงสาวัตถี พระปุณณมันตานีบุตรทราบข่าวจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าและรับฟังธรรมเทศนา เรื่องราวต่อเนื่องในหน้าถัดไป
  42. หน้า ๓๔๙–๓๕๕ รถวินีตสูตรที่ ๔: พระสารีบุตรสนทนาพระปุณณมันตานีบุตรเรื่องจุดหมายพรหมจรรย์และอุปมารถ ๗ ผลัด ภิกษุชาวชาติภูมิยกย่องพระปุณณมันตานีบุตรว่าปฏิบัติดีเลิศ พระสารีบุตรจึงตามไปสนทนาถามว่าท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่อวิสุทธิข้อใดในวิสุทธิ ๗ ท่านปุณณะปฏิเสธทุกข้อ แล้วอธิบายด้วยอุปมาพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเปลี่ยนรถ ๗ ผลัดจากสาวัตถีไปสาเกต ว่าแต่ละวิสุทธิเป็นเพียงบันไดสู่อนุปาทาปรินิพพาน มิใช่จุดหมายสุดท้ายในตัวเอง จบด้วยทั้งสองท่านต่างสรรเสริญปัญญาของกันและกัน
  43. หน้า ๓๕๖–๓๗๒ อรรถกถารถวินีตสูตร (๑): ตำนานเวฬุวัน เรื่องนางปุณณาทาสี ความมักน้อยสันโดษ ๑๒ แบบ และโทษของการคลุกคลี อธิบายที่มาชื่อราชคฤห์และเวฬุวัน (กระแตช่วยชีวิตพระราชาจากงูเห่า) เล่าเรื่องทาสีปุณณาที่อ้อนวอนจนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ ภายหลังบวชบรรลุอรหัตต์ อธิบายเหตุที่ตรัสถามเฉพาะภิกษุผู้ปฏิบัติดี ไขความมักน้อยและสันโดษ ๑๒ อย่างในปัจจัย ๔ พร้อมยกตัวอย่างพระเถระที่ปิดบังคุณธรรมตน แล้วเตือนภัยการคลุกคลี ๕ อย่างด้วยเรื่องสลดใจของภิกษุหนุ่มและหญิงสาวที่ตายเพราะราคะและความผูกพัน
  44. หน้า ๓๗๓–๓๘๙ อรรถกถารถวินีตสูตร (๒): คุณสมบัติพระปุณณะ การเสด็จจาริกของพระพุทธเจ้า และคำอธิบายอุปมารถ ๗ ผลัด อธิบายความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา ของพระปุณณะ แล้วเล่าการเสด็จจาริกของพระพุทธเจ้าทั้งแบบรีบด่วนและไม่รีบ พร้อมเรื่องเสด็จไปโปรดพระมหากัสสปะ ปุกกุสาติ พระเจ้ามหากัปปินะ และสามเณรติสสะในป่าไกลนับพันโยชน์ บรรยายพระปุณณะเข้าเฝ้าและพบพระสารีบุตรด้วยอุปมาราชสีห์สองตัว ปิดท้ายด้วยการเทียบอุปมารถ ๗ ผลัดกับวิสุทธิ ๗ ขั้นสู่พระนิพพานอย่างละเอียด จบอรรถกถา
  45. หน้า ๓๙๐–๔๐๔ นิวาปสูตรที่ ๕: อุปมาพรานเนื้อปลูกหญ้าล่อ กับฝูงเนื้อ ๔ จำพวก เปรียบสมณพราหมณ์ผู้พ้นและไม่พ้นบ่วงมาร พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาพรานเนื้อปลูกหญ้าล่อฝูงเนื้อให้มัวเมาประมาทจนถูกจับ ฝูงที่ ๑ กินหญ้าจนติดกับ ฝูงที่ ๒ หนีแต่กลับมาเพราะอดอยาก ฝูงที่ ๓ ซุ่มใกล้ๆแต่ถูกล้อมจับได้ ฝูงที่ ๔ หนีไปไกลจนพรานตามไม่ถึงจึงรอดพ้น เปรียบกับสมณพราหมณ์ ๔ พวกที่หลงกามคุณ บำเพ็ญตบะแต่ยังหวนกลับ หรือมีความเห็นผิด ล้วนไม่พ้นบ่วงมาร มีแต่ผู้เจริญฌาน ๔ และอรูปฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธเท่านั้นที่พ้นบ่วงมารได้
  46. หน้า ๔๐๕ อรรถกถานิวาปสูตร (เริ่มต้น): ไขความหมายพืชหญ้าที่พรานปลูกล่อฝูงเนื้อ เริ่มอธิบายศัพท์ในนิวาปสูตร เช่น เนวาปิกะ (ผู้ปลูกหญ้าล่อเนื้อ) นิวาปะ (พืชที่ปลูก) และอธิบายว่าหญ้าที่พรานปลูกไว้จะงอกงามในฤดูแล้งเมื่อหญ้าทั่วไปแห้งเหี่ยว เนื้อทั้งหลายจึงเสี่ยงเข้าไปกินเพราะความหิวโหย เจ้าของหญ้าแสร้งเผลอเปิดประตูทิ้งไว้หลอกล่อ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปในอรรถกถา ยังไม่จบในหน้านี้
  47. หน้า ๔๐๖–๔๐๙ อรรถกถานิวาปสูตร: เรื่องพรานปลูกหญ้าล่อเนื้อในฤดูแล้ง อรรถกถาอธิบายศัพท์ในนิวาปสูตรผ่านเรื่องพรานที่ปลูกหญ้าล่อเนื้อป่าไว้ในที่ล้อมรั้ว เมื่อถึงฤดูแล้งเนื้อที่หิวโหยก็เข้าไปกินหญ้าล่อจนเผลอเคยตัว พรานจึงปิดล้อมจับได้ตามใจชอบ เปรียบกับสมณพราหมณ์ที่หลงเพลิดเพลินในกามคุณอันเป็นเหยื่อของมาร และอธิบายว่าภิกษุผู้เจริญฌานทำให้มารมองไม่เห็นได้อย่างไร จบอรรถกถา
  48. หน้า ๔๑๐–๔๑๒ เหตุการณ์เปิดเรื่องปาสราสิสูตร และการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระอานนท์แนะภิกษุ 500 รูปที่อยากฟังธรรมเฉพาะพระพักตร์ให้ไปคอยที่อาศรมรัมมกพราหมณ์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปสรงน้ำแล้วตามไปสมทบ ตรัสว่าการแสวงหามี 2 อย่าง คือที่ไม่ประเสริฐและที่ประเสริฐ ทรงอธิบายการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐคือ คนที่ตนเองยังต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย กลับไปแสวงหาสิ่งที่มีสภาพเดียวกัน เช่น บุตร ภรรยา ทรัพย์สิน เงินทอง ซึ่งล้วนพาให้ติดข้องอยู่ในวัฏฏะ
  49. หน้า ๔๑๓–๔๑๙ การแสวงหาที่ประเสริฐ: พระประวัติก่อนตรัสรู้ถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส ทรงอธิบายการแสวงหาที่ประเสริฐคือรู้โทษของสิ่งที่ต้องเกิดแก่เจ็บตายแล้วมุ่งแสวงหาพระนิพพาน จากนั้นทรงเล่าพระประวัติตั้งแต่เสด็จออกผนวชขณะทรงหนุ่มแม้บิดามารดาไม่เห็นด้วย ไปศึกษาในสำนักอาฬารดาบสจนได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ และอุททกดาบสจนได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ แต่ทรงเห็นว่าไม่นำไปสู่ความดับทุกข์แท้จริง จึงเสด็จจากไปจนพบอุรุเวลาที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้
  50. หน้า ๔๒๐–๔๒๓ ทรงลังเลจะแสดงธรรม จนสหัมบดีพรหมทูลอาราธนา และตรวจโลกด้วยพุทธจักษุ หลังตรัสรู้ ทรงเห็นว่าธรรมที่บรรลุลึกซึ้งเกินกว่าสัตว์ผู้เปี่ยมกิเลสจะเข้าใจได้ จึงทรงน้อมพระทัยไม่แสดงธรรม สหัมบดีพรหมทราบจึงเกรงโลกจะพินาศ มาทูลอาราธนาด้วยคาถาขอให้เปิดประตูอมตะ พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ เห็นสัตว์มีกิเลสมากน้อยต่างกันเหมือนดอกบัวที่บานไม่พร้อมกัน จึงทรงตกลงแสดงธรรม แล้วทรงพิจารณาว่าจะสอนใครก่อน แต่อาจารย์ทั้งสองสิ้นชีพไปแล้ว ระหว่างทางทรงพบอุปกาชีวกผู้ไม่เชื่อว่าทรงเป็นพระอรหันต์
  51. หน้า ๔๒๔–๔๓๐ เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ครั้งแรก และอุปมากามคุณ 5 กับบ่วงพราน พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนะ แม้พวกเธอนัดกันจะไม่ต้อนรับเพราะคิดว่าทรงคลายความเพียร แต่เมื่อทรงยืนยันว่าตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงสอนจนทั้ง 5 รูปบรรลุธรรมหมดสิ้นอาสวะ จบด้วยอุปมากามคุณ 5 เหมือนบ่วงของพราน ผู้ติดในกามคุณเหมือนเนื้อติดบ่วง ส่วนผู้เจริญฌานจนถึงนิโรธสมาบัติย่อมพ้นจากอำนาจของมารได้ จบพระสูตร
  52. หน้า ๔๓๑–๔๔๒ อรรถกถาปาสราสิสูตร: เหตุที่พระอานนท์คาดพระอัธยาศัย และศัพท์เรื่องการแสวงหา อรรถกถาอธิบายว่าพระอานนท์ทราบว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปที่ใดจากอากัปกิริยาเก็บของใช้ในแต่ละวัน จึงคาดคะเนแนะภิกษุให้ไปคอยที่อาศรมรัมมกพราหมณ์ได้ถูกต้อง บรรยายภาพพระวรกายอันงดงามขณะสรงน้ำที่ท่าบุพพโกฏฐกะ จากนั้นไขความศัพท์ต่างๆ ในเรื่องการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐและประเสริฐ รวมถึงวิจารณ์ธรรมที่อาฬารดาบสและอุททกดาบสสอนว่ายังไม่พาพ้นทุกข์
  53. หน้า ๔๔๓–๔๔๘ ที่มาชื่อตำบลอุรุเวลา และเหตุที่ทรงเห็นธรรมลึกซึ้งจนแทบไม่ทรงแสดง อรรถกถาเล่าที่มาชื่ออุรุเวลาจากตำนานดาบส 10,000 รูปที่ตั้งกติกาลงโทษตนเองด้วยการขนทรายมากองทุกครั้งที่คิดอกุศลวิตก จนเกิดเป็นเนินทรายใหญ่ ต่อมาอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าทรงเห็นธรรมที่ตรัสรู้ว่าลึกซึ้งเกินกว่ามหาชนผู้เปี่ยมด้วยราคะโทสะจะเข้าใจได้ จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางไม่ขวนขวายแสดงธรรมในตอนแรก
  54. หน้า ๔๔๙–๔๕๓ สหัมบดีพรหม อุปมาดอกบัว 4 เหล่า และการจำแนกบุคคล 4 จำพวก อรรถกถาขยายความคาถาที่สหัมบดีพรหมทูลอาราธนาให้แสดงธรรม อธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุเหมือนบุรุษยืนบนยอดเขามองเห็นคนเบื้องล่างได้ทั่ว ทรงเห็นสัตว์เหมือนดอกบัว 4 เหล่าที่จะบานต่างเวลากัน จึงทรงจำแนกบุคคลเป็น 4 จำพวกตามความสามารถในการเข้าใจธรรม คือ อุคฆฏิตัญญู วิปัจจิตัญญู เนยยะ และปทปรมะ
  55. หน้า ๔๕๔–๔๖๒ พระประวัติฉบับเต็ม: เสด็จออกผนวช ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ตรัสรู้ และ 7 สัปดาห์หลังตรัสรู้ อรรถกถาเล่าพระประวัติละเอียดตั้งแต่เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงพบพระเจ้าพิมพิสาร ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา 6 ปี จนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ทรงเสี่ยงทายถาดทองลอยทวนน้ำ เสด็จขึ้นโพธิบัลลังก์ผจญและเอาชนะมารด้วยแผ่นดินเป็นพยาน ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วประทับเสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ในสถานที่ต่างๆ เช่น ใต้ต้นโพธิ์ อชปาลนิโครธ และริมสระมุจจลินท์ที่พญานาคขดกายป้องกันฝน ก่อนทรงพิจารณาว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อน เรื่องดำเนินต่อถึงประวัติพระปัญจวัคคีย์
  56. หน้า ๔๖๓–๔๖๖ ทรงพิจารณาผู้ที่ควรโปรดก่อน เรื่องบุพกรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะ และเรื่องอุปกาชีวก พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูด้วยพระญาณ ทรงทราบว่าอาฬารดาบสและอุททกดาบสสิ้นชีพไปแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ผู้เคยอุปัฏฐาก เล่าบุพกรรมที่ทำให้พระโกณฑัญญะได้เป็นเอตทัคคะเพราะเคยถวายทานข้าวอย่างเลิศ ๙ ครั้งในชาติก่อน ตามด้วยเรื่องอุปกาชีวกที่พบพระพุทธเจ้าระหว่างทางแต่ไม่เลื่อมใส ภายหลังหลงรักหญิงชื่อนาวาจนมีบุตร แล้วจึงกลับมาบวชกับพระพุทธเจ้าและบรรลุเป็นพระอนาคามีแล้วสำเร็จอรหัตในพรหมโลก
  57. หน้า ๔๖๗–๔๖๙ ปัญจวัคคีย์ยอมรับพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรและอนัตตลักขณสูตร อธิบายว่าปัญจวัคคีย์เคยตั้งกติกาไม่ต้อนรับพระพุทธเจ้าแต่ไม่อาจทนอยู่ได้เพราะถูกพระพุทธานุภาพครอบงำ จนทรงทำให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ยอมรับว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว พระโกณฑัญญะบรรลุโสดาบันเมื่อฟังธัมมจักกัปปวัตนสูตร ต่อมาฟังอนัตตลักขณสูตรก็บรรลุอรหัตผลทั้งหมด ปิดท้ายด้วยอุปมากามคุณ ๕ ว่าเป็นดุจบ่วงพรานที่ดักเนื้อ จบอรรถกถาปาสราสิสูตร
  58. หน้า ๔๗๐–๔๘๓ จูฬหัตถิปโทปมสูตร: อุปมารอยเท้าช้าง ๔ ประการ และการฝึกตนของภิกษุจนบรรลุอรหัตผล ปิโลติกปริพาชกเล่าแก่ชาณุโสณีพราหมณ์ถึงร่องรอย ๔ อย่างที่ทำให้เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง คือขัตติย พราหมณ์ คฤหบดี และสมณบัณฑิตต่างพากันเลื่อมใสและบวชตามเมื่อได้ฟังธรรม พระพุทธเจ้าทรงขยายความอุปมารอยเท้าช้างอย่างพิสดาร แสดงลำดับการฝึกตนของผู้บวช ตั้งแต่ถือศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ เจริญฌาน ๔ จนได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจักษุญาณ และอาสวักขยญาณ บรรลุอรหัตผล ชาณุโสณีพราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  59. หน้า ๔๘๔–๔๙๕ อรรถกถาจูฬหัตถิปโทปมสูตร: อธิบายอุปมารอยเท้าช้างและความหมายของคำว่าโลก อธิบายรายละเอียดขบวนรถของชาณุโสณีพราหมณ์ และขยายความอุปมาคนต่อช้างที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นรอยเท้าช้างใหญ่จนกว่าจะเห็นตัวช้างจริง เทียบกับพระอริยสาวกที่ไม่ด่วนเชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงจนกว่าจะบรรลุอรหัตผล จากนั้นอธิบายความหมายของคำว่า โลก ในพระพุทธพจน์ว่าครอบคลุมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ทั้งปวง
  60. หน้า ๔๙๖–๕๐๙ อรรถกถา: คุณสมบัติของธรรมเทศนาที่งามในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด และรายละเอียดศีลของภิกษุ อธิบายว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงงามในเบื้องต้น (ศีล) เบื้องกลาง (มรรค) และเบื้องปลาย (นิพพาน) เหตุที่ทรงยกคฤหบดีขึ้นกล่าวก่อนเพราะมีมานะน้อยและมีจำนวนมาก จากนั้นไขความศีลแต่ละข้อโดยละเอียด เช่น การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ พูดความจริง อธิบายกลโกงในการค้าขาย เช่น การโกงตาชั่งและการวัดที่ดิน ปิดท้ายด้วยเรื่องบริขาร ๘ ของภิกษุผู้สันโดษ
  61. หน้า ๕๑๐–๕๑๕ อรรถกถา: อุปมาภิกษุผู้ไม่ห่วงใยดุจนกมีปีกบิน คุณสมบัติผู้ควรอยู่ป่า และวิธีนั่งเจริญภาวนา อธิบายอุปมาภิกษุผู้สันโดษเปรียบดุจนกที่มีเพียงปีกเป็นภาระบินไปทางใดก็ได้โดยไม่ห่วงใย ไม่ต้องกลับมาเอาสิ่งใดอีก อธิบายคุณสมบัติของภิกษุที่จะอยู่ป่าได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ถูกเทวดาในป่าตำหนิ อธิบายลักษณะเสนาสนะที่สมควรและวิธีนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติเจริญภาวนา จบอรรถกถาจูฬหัตถิปโทปมสูตร
  62. หน้า ๕๑๖–๕๑๙ มหาหัตถิปโทปมสูตร: พระสารีบุตรแสดงว่ากุศลธรรมทั้งปวงรวมลงในอริยสัจ ๔ เริ่มอธิบายทุกขอริยสัจและปฐวีธาตุ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งปวงรวมลงในรอยเท้าช้างฉันใด กุศลธรรมทั้งปวงก็รวมลงในอริยสัจ ๔ ฉันนั้น เริ่มอธิบายทุกขอริยสัจผ่านอุปาทานขันธ์ ๕ แล้วอธิบายปฐวีธาตุทั้งภายในและภายนอก สอนให้พิจารณาว่าไม่ใช่ของเรา หากถูกด่าว่าหรือทำร้ายก็ให้พิจารณาธาตุและระลึกถึงพระรัตนตรัย พร้อมยกโอวาทอุปมาด้วยเลื่อยว่าแม้ถูกตัดอวัยวะก็ไม่ควรผูกใจโกรธ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังอาโปธาตุในหน้าถัดไป
  63. หน้า ๕๒๐–๕๒๘ มหาหัตถิปโทปมสูตร: อริยสัจ ๔ ในธาตุ ๔ และโอวาทเปรียบด้วยเลื่อย พระสารีบุตรแสดงว่ากุศลธรรมทั้งปวงรวมลงในอริยสัจ ๔ เช่นเดียวกับรอยเท้าสัตว์ทั้งปวงรวมอยู่ในรอยเท้าช้าง ทรงจำแนกทุกขสัจเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ และธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ทั้งภายในภายนอก สอนให้พิจารณาว่าไม่เที่ยงไม่ใช่ตน แม้ถูกด่าว่าทำร้ายร่างกายก็ไม่ควรผูกโกรธ โดยยกโอวาทเปรียบด้วยเลื่อยมาอ้าง และอธิบายการประชุมแห่งขันธ์ผ่านอายตนะทั้ง ๖
  64. หน้า ๕๒๙–๕๓๓ อรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตร ตอนต้น: สังคหะ ๔ และอุปมาพระราชาโอรสพันองค์ อรรถกถาอธิบายอุปมารอยเท้าช้างว่าใช้สังคหะ ๔ อย่าง และตอบคำถามว่าเหตุใดพระสารีบุตรจึงกล่าวว่ากุศลธรรมทั้งหมดรวมในอริยสัจ ๔ ทั้งที่บางสัจจะเป็นกุศลบางสัจจะเป็นอกุศล เปรียบวิธีแสดงธรรมของพระสารีบุตรเหมือนช่างสานไม้ไผ่ที่แบ่งส่วนตามลำดับ และเล่าเรื่องพระราชาผู้มีโอรสพันองค์ทรงมอบหีบเครื่องประดับไว้กับโอรสองค์โต เปรียบพระพุทธเจ้ามอบหมายให้พระสารีบุตรแสดงอริยสัจแก่หมู่สงฆ์
  65. หน้า ๕๓๔–๕๔๕ อรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตร ตอนท้าย: ไขศัพท์ธาตุ ๔ และอุเบกขา ๒ ชนิด อรรถกถาสรุปอุปมาพระราชาโอรสพันองค์ เทียบกับพระพุทธเจ้าทรงมอบให้พระสารีบุตรแสดงอริยสัจ แล้วไขคำศัพท์ธาตุ ๔ อย่างละเอียด ทั้งภายในภายนอก อุปมาเรือนที่อาศัยไม้เถาวัลย์หญ้าดินฉาบ อธิบายอุเบกขา ๒ ชนิด (วิปัสสนุเบกขา ฉฬังคุเบกขา) และวิเคราะห์การทำงานของอายตนะทั้ง ๖ จบอรรถกถามหาหัตถิปโทปมสูตรที่ ๘
  66. หน้า ๕๔๖–๕๕๕ มหาสาโรปมสูตร: พระเทวทัตกับอุปมาผู้แสวงหาแก่นไม้ พระพุทธเจ้าทรงปรารภพระเทวทัตผู้หลีกไปตั้งสงฆ์แยก ตรัสอุปมาบุรุษแสวงหาแก่นไม้แต่พอใจเพียงกิ่งใบ สะเก็ด เปลือก หรือกระพี้ เปรียบกับผู้บวชแล้วหลงมัวเมาในลาภสักการะ ศีล สมาธิ หรือญาณทัสสนะ จนหยุดความเพียร ส่วนผู้ไม่ประมาทจะบรรลุเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบซึ่งเป็นแก่นแท้และที่สุดของพรหมจรรย์
  67. หน้า ๕๕๖–๕๕๗ อรรถกถามหาสาโรปมสูตร: เรื่องพระเทวทัต และสมยวิโมกข์กับอสมยวิโมกข์ อรรถกถาอธิบายว่าพระเทวทัตทำสังฆเภทและทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตแล้วหลีกไปตั้งลัทธิแยก ไขความหมายลาภ สักการะ ความสรรเสริญ และอธิบายความต่างระหว่างสมยวิโมกข์ (ฌานสมาบัติที่ยังเสื่อมได้) กับอสมยวิโมกข์ (มรรค ผล นิพพาน ๙ ที่ไม่มีวันเสื่อม) จบอรรถกถามหาสาโรปมสูตรที่ ๙
  68. หน้า ๕๕๘–๕๖๗ จูฬสาโรปมสูตร: พราหมณ์ปิงคลโกจฉะถามเรื่องครูทั้งหก พราหมณ์ปิงคลโกจฉะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าครูทั้งหกผู้มีชื่อเสียง เช่น ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล มีความรู้ยิ่งจริงหรือไม่ พระองค์ทรงงดตอบคำถามนั้น แล้วแสดงอุปมาบุรุษแสวงหาแก่นไม้แบบเดียวกับสูตรก่อน จำแนกบุคคล ๕ ประเภทตามจุดที่หยุดความเพียร (ลาภสักการะ ศีล สมาธิ ญาณทัสสนะ หรือบรรลุแก่นแท้) พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  69. หน้า ๕๖๘–๕๗๐ อรรถกถาจุลลสาโรปมสูตร: ประวัติเจ้าลัทธิทั้งหก อรรถกถาเล่าประวัติเจ้าลัทธิทั้งหกที่พราหมณ์กล่าวถึง เช่น ปูรณกัสสปเคยเป็นทาสหนีเจ้านายจนผ้าหลุดต้องเปลือยกาย แล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระอรหันต์จึงถือเพศเปลือยกายเป็นบรรพชา มักขลิโคสาลลื่นล้มในโคลนขณะหนีนายจนเสื้อผ้าหลุด อชิตะครองผ้าทำจากผมคนที่เลวที่สุด ปกุธกัจจายนะไม่ใช้น้ำเย็นแม้ถ่ายอุจจาระ อธิบายเหตุที่ฌานและวิโมกข์ยังประณีตกว่าญาณทัสสนะ จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐
  70. หน้า ๕๗๑ รวมพระสูตรในโอปัมมวรรค: บัญชีปิดท้ายวรรคที่ ๓ (จบเล่ม ๑๘) หน้าสุดท้ายของเล่ม เป็นบัญชีรวมพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในโอปัมมวรรคพร้อมอรรถกถา ได้แก่ กกจูปมสูตร อลคัททูปมสูตร วัมมิกสูตร รถวินีตสูตร นิวาปสูตร ปาสราสิสูตร จูฬหัตถิปโทปมสูตร มหาหัตถิปโทปมสูตร มหาสาโรปมสูตร และจูฬสาโรปมสูตร เป็นการปิดท้ายวรรคที่ ๓ อย่างเป็นทางการ