มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๙ · ๔๘๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๐ จูฬโคสิงคสาลสูตร: พระอนุรุทธะ นันทิยะ กิมิละ อยู่ร่วมกันด้วยเมตตาในป่าโคสิงคสาลวัน เปิดเล่มด้วยมหายมกวรรค เรื่องพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมิละ ๓ รูป อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวในป่าโคสิงคสาลวัน แขวงวัชชี เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม ตรัสถามความพร้อมเพรียงและความไม่ประมาท พระอนุรุทธะทูลตอบว่าทั้งสามเก็บจิตตนประพฤติตามกันด้วยเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แล้วบรรลุฌานสี่ อรูปฌาน จนถึงความสิ้นอาสวะ (อรหัตต์) จบแล้วเทวดาตั้งแต่ภาคพื้นถึงพรหมโลกต่างพากันประกาศสรรเสริญคุณของทั้งสามท่าน
  2. หน้า ๑๑–๒๓ อรรถกถาจูฬโคสิงคสาลสูตร: เหตุผลที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปเองและความหมายศัพท์ต่างๆ อธิบายความหมายศัพท์ในพระสูตร เช่น นาทิกคาม คิญชกาวสถ โคสิงคสาลวัน และไขข้อสงสัยว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปเยี่ยมกุลบุตรทั้งสามด้วยพระองค์เองโดยไม่พาสาวกไปด้วย คือเพื่อทรงยกย่องผู้อยู่พร้อมเพรียงกัน เพื่ออนุเคราะห์คนรุ่นหลัง และเพราะทรงหนักในธรรม อธิบายเหตุที่นายทายบาลห้ามพระพุทธเจ้าเข้าป่าเพราะไม่รู้จักพระองค์ รายละเอียดการต้อนรับ การล้างพระบาท และไขความคำถามคำตอบเรื่องฌานสมาบัติที่ตรัสถามพระอนุรุทธะ
  3. หน้า ๒๔–๓๖ มหาโคสิงคสาลสูตร: พระเถระผู้ใหญ่ตอบว่าภิกษุเช่นไรจะทำให้ป่าโคสิงคสาลวันงดงาม คืนพระจันทร์เพ็ญที่ป่าโคสิงคสาลวัน พระสารีบุตรถามพระอานนท์ พระเรวตะ พระอนุรุทธะ พระมหากัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะตามลำดับว่าภิกษุเช่นไรจะทำให้ป่างามยิ่งขึ้น แต่ละท่านตอบตามอัธยาศัยตน คือเป็นพหูสูต ยินดีในความสงัด มีทิพยจักษุ ถือธุดงค์ ชำนาญอภิธรรม ส่วนพระสารีบุตรตอบว่าคือผู้บังคับจิตได้ดังใจ เมื่อนำไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าทุกคำเป็นสุภาษิตโดยปริยาย แต่คำตอบของพระองค์เองคือภิกษุผู้ตั้งใจไม่ลุกจากที่นั่งจนกว่าจิตจะหลุดพ้นจากอาสวะ
  4. หน้า ๓๗–๕๑ อรรถกถามหาโคสิงคสาลสูตร: ความเป็นเลิศของพระเถระแต่ละองค์และเหตุที่ตอบตามอัธยาศัย ไขความในพระสูตร กล่าวถึงเอตทัคคะของพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระเรวตะ (ขีณาสวเรวตะ) และพระอานนท์ อธิบายเหตุที่แต่ละท่านมาประชุมกันในคืนพระจันทร์เพ็ญ และเหตุที่คำตอบของแต่ละท่านสอดคล้องกับอัธยาศัยและความชำนาญพิเศษของตน พร้อมอธิบายศัพท์พหูสูตและการทรงจำพระพุทธพจน์ และเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงการนั่งขัดสมาธิไม่ยอมลุกจนบรรลุธรรม โดยทรงเทียบกับคืนตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ของพระองค์เอง
  5. หน้า ๕๒–๕๘ มหาโคปาลสูตร: อุปมานายโคบาล ๑๑ ประการ เทียบกับภิกษุผู้เจริญหรือไม่เจริญในธรรมวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติของนายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ๑๑ ประการซึ่งทำให้ฝูงโคไม่เจริญ เช่น ไม่รู้จักรูปโค ไม่ฉลาดในลักษณะ ไม่รักษาแผล ไม่รู้จักท่าน้ำ แล้วทรงเทียบกับภิกษุผู้ขาดคุณสมบัติคล้ายกันซึ่งจะไม่เจริญในธรรมวินัย จากนั้นทรงแสดงคุณสมบัติตรงข้ามของนายโคบาลผู้ฉลาดและภิกษุผู้จะเจริญงอกงามในธรรมวินัยได้ เช่น รู้จักรูปนามขันธ์ ฉลาดในสติปัฏฐาน รู้จักประมาณในการรับปัจจัย และเคารพบูชาพระเถระผู้ใหญ่
  6. หน้า ๕๙–๖๓ อรรถกถามหาโคปาลสูตร: ขยายความอุปมานายโคบาลกับภิกษุ (ยังไม่จบ) อธิบายรายละเอียดอุปมาแต่ละข้อของนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดเทียบกับภิกษุ เช่น การไม่รู้จักนับหรือแยกสีฝูงโคเทียบกับภิกษุที่ไม่รู้จักรูปขันธ์ การไม่รักษาแผลโคเทียบกับการไม่สำรวมอินทรีย์ การไม่รู้จักท่าน้ำหรือทางเดินเทียบกับการไม่เข้าไปไต่ถามผู้รู้ธรรม และการรีดนมโคจนไม่เหลือให้ลูกโคเทียบกับภิกษุที่ไม่รู้จักประมาณในการรับปัจจัยสี่ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องไม่จบภายในหน้า ๖๓
  7. หน้า ๖๔–๖๗ จบมหาโคปาลสูตร และอรรถกถาอธิบายอุปมานายโคบาลกับภิกษุ อธิบายต่อจากองค์ ๑๑ ประการที่ทำให้ภิกษุเจริญในธรรมวินัย จบด้วยข้อสุดท้ายคือการบูชาพระเถระผู้บวชนาน จากนั้นเป็นอรรถกถาขยายความอุปมานายโคบาลทั้ง ๑๑ ข้อเทียบกับคุณสมบัติภิกษุ เช่น รู้จักรูป ฉลาดในลักษณะคนพาล-บัณฑิต กำจัดกิเลสดุจไข่แมลงวัน สำรวมอินทรีย์ดุจปิดแผล แสดงธรรมดุจสุมควันไล่เหลือบยุง เข้าหาผู้รู้ดุจรู้จักท่าน้ำ ฟังธรรมด้วยความเคารพดุจรู้จักให้โคดื่มน้ำ และรู้ประมาณในการรับปัจจัยสี่ไม่เบียดเบียนศรัทธาชาวบ้าน
  8. หน้า ๖๘–๗๑ จูฬโคปาลสูตร: อุปมานายโคบาลพาฝูงโคข้ามแม่น้ำคงคา พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องนายโคบาลชาวมคธผู้โง่เขลาไม่ดูฤดูกาลและท่าน้ำ พาฝูงโคข้ามแม่น้ำคงคาผิดที่ผิดเวลาจนโคจมน้ำวนตายเป็นอันมาก เปรียบกับสมณพราหมณ์ที่ไม่ฉลาดในเรื่องโลกนี้โลกหน้าและเรื่องมารเรื่องมฤตยู ผู้เชื่อฟังย่อมพินาศ ส่วนนายโคบาลผู้ฉลาดพาโคข้ามถูกท่าโดยสวัสดี เปรียบกับพระอรหันต์ อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน และผู้เชื่อมั่นในธรรมและศรัทธา ที่ล้วนตัดกระแสมารข้ามพ้นไปได้ตามลำดับ
  9. หน้า ๗๒–๗๕ อรรถกถาจูฬโคปาลสูตร: ขยายความอุปมาโคบาลกับผู้บรรลุธรรมระดับต่างๆ อธิบายที่มาชื่อเมืองอุกกเจลา และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงยกอุปมาโคบาลขึ้นแสดงขณะประทับริมแม่น้ำคงคา ขยายรายละเอียดว่านายโคบาลโง่ไม่สำรวจท่าน้ำล่วงหน้าทำให้ฝูงโคหมุนวนตายในน้ำวน ส่วนนายโคบาลฉลาดกำหนดที่พักและท่าขึ้นฝั่งไว้ล่วงหน้าหลายแห่ง เทียบกับภิกษุระดับอริยบุคคลต่างๆ ที่ตัดกระแสตัณหาของมารด้วยมรรคญาณถึงฝั่งคือพระนิพพานได้เป็นลำดับ
  10. หน้า ๗๖–๘๖ จูฬสัจจกสูตร: สัจจกะนักโต้วาทะท้าพระพุทธเจ้าเรื่องขันธ์ ๕ เป็นตัวตน สัจจกะ บุตรนิครนถ์ผู้อวดว่าไม่มีสมณะใดโต้วาทะด้วยแล้วไม่หวั่นไหว พาเจ้าลิจฉวี ๕๐๐ องค์ไปท้าพระพุทธเจ้า ยืนยันว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นตัวตนของตน พระพุทธเจ้าทรงซักถามเทียบกับอำนาจพระราชาที่บังคับสิ่งใต้ปกครองได้ตามใจ แต่สัจจกะบังคับขันธ์ ๕ ให้เป็นไปตามใจไม่ได้ จึงจนมุมนิ่งอึ้งถึง ๓ ครั้ง ยอมรับว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตน สุดท้ายสัจจกะยอมแพ้ อ่อนน้อม และถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น
  11. หน้า ๘๗–๙๐ อรรถกถาจูฬสัจจกสูตร (ตอนต้น): ประวัติตระกูลสัจจกะและพระสารีบุตรปราบธิดานักโต้วาทะ เล่าประวัติบิดามารดาของสัจจกะซึ่งเป็นนักโต้วาทะทั้งคู่ มีธิดา ๔ คนเรียนวาทะจนเก่งกล้า ท่องเที่ยวปักกิ่งไม้หว้าท้าโต้วาทะทั่วชมพูทวีป จนพระสารีบุตรให้เด็กถอนกิ่งไม้หว้าทิ้งแล้วโต้วาทะเอาชนะด้วยปัญหาง่ายๆ ที่ธิดาทั้งสี่ตอบไม่ได้ ทำให้ทั้งสี่บวชเป็นภิกษุณีและบรรลุอรหัตต์ ส่วนสัจจกะเป็นน้องชายผู้ฉลาดกว่าพี่สาวทั้งสี่ ถึงกับเอาแผ่นเหล็กรัดท้องเพราะกลัวท้องแตกด้วยความที่มีปัญญามาก
  12. หน้า ๙๑–๑๐๗ อรรถกถาจูฬสัจจกสูตร: ไขศัพท์บทสนทนา และยักษ์วชิรปาณีข่มขวัญสัจจกะ อธิบายศัพท์และเหตุการณ์ในพระสูตรอย่างละเอียด ตอนสำคัญคือเมื่อสัจจกะนิ่งเงียบไม่ยอมตอบถึง ๒ ครั้ง ท้าวสักกะแปลงเป็นยักษ์ถือค้อนเพลิงวชิระปรากฏเฉพาะพระพักตร์ที่พระพุทธเจ้ากับสัจจกะเท่านั้นเห็น ขู่จะทุบศีรษะถ้าไม่ตอบ ทำให้สัจจกะหวาดกลัวยอมรับความจริง และพระพุทธเจ้าทรงเปิดจีวรแสดงพระวรกายสีทองให้เห็นว่าไม่มีเหงื่อไหลต่างจากสัจจกะที่เหงื่อโทรมกาย จบด้วยทรงมอบส่วนบุญจากภัตตาหารที่สัจจกะถวายแก่เจ้าลิจฉวี
  13. หน้า ๑๐๘–๑๑๒ มหาสัจจกสูตร ตอนต้น: ถกเถียงเรื่องกายภาวนาและจิตตภาวนา สัจจกะกล่าวหาว่าสาวกพระพุทธเจ้าฝึกแต่จิตไม่ฝึกกาย จึงทนทุกขเวทนาทางกายไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสถามถึงนักบวชเปลือยที่สัจจกะยกมาอ้างว่าฝึกกายจริงหรือไม่ ชี้ว่าพวกนั้นยังกลับมาบำรุงกายด้วยของประณีตอยู่ดี แล้วทรงอธิบายว่าผู้มีกายและจิตเจริญแล้วแท้จริงคือผู้ที่สุขเวทนาทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้วไม่ครอบงำจิตให้กำหนัดหรือเศร้าโศก สัจจกะเลื่อมใสยอมรับว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีกายและจิตเจริญแล้วจริง
  14. หน้า ๑๑๓–๑๒๐ มหาสัจจกสูตร: พระประวัติก่อนตรัสรู้ ตั้งแต่ออกผนวชจนถึงอุปมาไม้สดไม้แห้ง พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนความหลังสมัยเป็นโพธิสัตว์ ทรงเห็นโทษของฆราวาสจึงออกผนวชทั้งที่บิดามารดาทรงกันแสง ไปศึกษากับอาฬารดาบสจนบรรลุอากิญจัญญายตนะ และอุททกดาบสรามบุตรจนบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่เห็นว่ายังไม่ใช่ทางดับทุกข์จึงหลีกไป พบตำบลอุรุเวลาอันร่มรื่นเหมาะแก่การเพียร แล้วตรัสอุปมา ๓ ข้อเรื่องไม้สดแช่น้ำ ไม้สดบนบก ไม้แห้งบนบก เปรียบความพร้อมทางใจที่จะบรรลุธรรม จากนั้นเริ่มทุกรกิริยาขั้นรุนแรงด้วยการขบฟันกดเพดานข่มจิต เนื้อหายังไม่จบเมื่อสิ้นหน้า ๑๒๐
  15. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาด้วยการข่มจิตและกลั้นลมหายใจจนเจ็บปวดแสนสาหัส เทวดาเข้าใจว่าสิ้นพระชนม์ ทรงขบฟัน กดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตจนเหงื่อไหล แล้วทดลองกลั้นลมหายใจ ทำให้ปวดหูปวดศีรษะ ลมเสียดแทงท้อง และร้อนไปทั่วกายอย่างรุนแรง แต่ทุกขเวทนาเหล่านั้นไม่อาจครอบงำพระทัย เทวดาบางพวกเห็นแล้วเข้าใจผิดว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว
  16. หน้า ๑๒๕–๑๒๖ ทรงปฏิเสธโอชาทิพย์จากเทวดา ลดอาหารจนร่างกายซูบผอมอย่างที่สุด เมื่อเทวดาจะแทรกโอชาทิพย์ทางขุมขนเลี้ยงพระชนม์ชีพ ทรงปฏิเสธเพราะเกรงเป็นการมุสา จึงทรงลดอาหารเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนพระวรกายซูบผอม ซี่โครงนูน กระดูกสันหลังผุดเป็นปุ่ม ดวงพระเนตรลึกโบ๋ หนังท้องแนบติดกระดูกสันหลัง จนมีผู้เห็นว่าผิวคล้ำดำไป
  17. หน้า ๑๒๗–๑๒๙ ทรงระลึกถึงปฐมฌานใต้ต้นหว้า เสวยอาหารหยาบ ปัญจวัคคีย์หลีกหนี แล้วบรรลุฌาน ๔ และวิชชา ๓ ตรัสรู้ ทรงระลึกได้ว่าปฐมฌานที่เคยเกิดใต้ร่มหว้าในวัยเยาว์คือหนทางตรัสรู้ที่แท้จริง จึงเสวยอาหารหยาบให้มีกำลัง ภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้อุปัฏฐากเข้าใจผิดว่าทรงคลายความเพียรจึงหลีกหนีไป ทรงเข้าฌานทั้งสี่แล้วบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ในสามยามแห่งราตรี สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  18. หน้า ๑๓๐–๑๓๑ ทรงแสดงธรรมโดยไม่เจาะจงบุคคล และตรัสอธิบายความหลงกับไม่หลง จบมหาสัจจกสูตร ทรงชี้แจงว่าไม่ทรงแสดงธรรมมุ่งเฉพาะผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เพื่อความรู้แจ้งทั่วไป และตรัสถึงการบรรทมกลางวันว่าไม่ใช่ความหลง เพราะความหลงหมายถึงการยังละอาสวะไม่ได้ ส่วนตถาคตละอาสวะทั้งปวงแล้วดุจต้นตาลถูกตัดยอด สัจจกนิครนถ์สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าไม่ทรงหวั่นไหวแม้ถูกโต้แย้ง แล้วทูลลากลับ จบมหาสัจจกสูตรที่ ๖
  19. หน้า ๑๓๒–๑๓๙ อรรถกถามหาสัจจกสูตร ตอนที่ ๑ อธิบายศัพท์กายภาวนา-จิตภาวนา และเหตุที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา อรรถกถาอธิบายความเป็นมาของสัจจกนิครนถ์ ความหมายของกายภาวนาและจิตภาวนา อุปมาไม้สีไฟทั้งสามข้อโดยละเอียด และเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาทั้งที่ไม่จำเป็น คือเพื่อแสดงความเพียรแก่โลกและเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง เปรียบด้วยกษัตริย์ผู้ปลื้มใจเมื่อระลึกถึงความเพียรที่ได้มาซึ่งราชสมบัติ
  20. หน้า ๑๔๐–๑๔๖ อรรถกถามหาสัจจกสูตร ตอนที่ ๒ เรื่องพระเจ้าสุทโธทนะ ปฐมฌานใต้ต้นหว้า และอนาคตของสัจจกนิครนถ์ เล่าเรื่องเทวดากราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะว่าพระโอรสสิ้นพระชนม์แต่พระองค์ไม่ทรงเชื่อ โดยอ้างถึงคราวธรรมปาลกุมาร บรรยายพระราชพิธีแรกนาขวัญที่พระโพธิสัตว์ทรงได้ปฐมฌานใต้ต้นหว้าตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และทำนายว่าสัจจกนิครนถ์จะได้บวชบรรลุอรหัตต์ในอนาคตนามกาลพุทธรักขิต พร้อมเรื่องพระเจ้าติสสมหาราชสดับธรรมด้วยศรัทธา อุปมาด้วยรวงข้าวและแม่น้ำคงคา จบอรรถกถา
  21. หน้า ๑๔๗–๑๕๓ จูฬตัณหาสังขยสูตร ท้าวสักกะทูลถามข้อปฏิบัติสิ้นตัณหา พระมหาโมคคัลลานะทดสอบด้วยการเขย่าวิมาน ท้าวสักกะทูลถามพระพุทธเจ้าโดยย่อว่าภิกษุปฏิบัติเช่นไรจึงชื่อว่าน้อมไปในความสิ้นตัณหา พระองค์ตรัสว่าคือผู้ไม่ยึดมั่นในธรรมทั้งปวง พระมหาโมคคัลลานะสงสัยว่าท้าวสักกะเข้าใจจริงหรือไม่ จึงเหาะไปดาวดึงส์ พบท้าวสักกะเพลิดเพลินกับนางฟ้อนในเวชยันตปราสาท จึงใช้ฤทธิ์เขย่าปราสาทให้สลด ท้าวสักกะจึงกล่าวคำตอบได้ถูกต้อง
  22. หน้า ๑๕๔–๑๖๗ อรรถกถาจูฬตัณหาสังขยสูตร เรื่องนางวิสาขาสร้างบุพพาราม และกำเนิดท้าวสักกะจากมฆมาณพ อธิบายความเป็นมาของวิหารบุพพารามที่นางวิสาขาสร้างถวาย เทียบกับเชตวันของอนาถบิณฑิกเศรษฐี อธิบายศัพท์ในพระสูตร แล้วเล่าเรื่องอดีตชาติของท้าวสักกะเมื่อครั้งเป็นมฆมาณพบำเพ็ญความดีร่วมกับสหาย ๓๓ คน ได้ไปเกิดในดาวดึงส์ปะทะกับพวกอสูรผู้อยู่ก่อน ใช้อุบายมอมเหล้าจนรบชนะขับไล่อสูรลงไปอยู่ใต้เขาสิเนรุได้สำเร็จ
  23. หน้า ๑๖๘–๑๗๗ มหาตัณหาสังขยสูตร พระสาติภิกษุถือทิฏฐิผิดว่าวิญญาณดวงเดิมท่องเที่ยวไป พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและแสดงปฏิจจสมุปบาท ภิกษุสาติบุตรชาวประมงเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าวิญญาณดวงเดียวกันท่องเที่ยวไปไม่เปลี่ยนแปลง แม้ภิกษุอื่นทักท้วงก็ไม่ยอมเปลี่ยนความเห็น พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกมาซักถามต่อหน้าสงฆ์ ตำหนิว่าเป็นโมฆบุรุษกล่าวตู่พระองค์ แล้วทรงอธิบายว่าวิญญาณเกิดจากปัจจัยเท่านั้น ดุจไฟที่เรียกชื่อตามเชื้อเพลิง เริ่มแสดงเรื่องอาหาร ๔ และปฏิจจสมุปบาท เนื้อความยังไม่จบในช่วงหน้าที่มีอยู่
  24. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ อาหาร ๔ และปฏิจจสมุปบาทสายเกิด จากตัณหาย้อนไปถึงอวิชชา พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาหาร ๔ อย่าง (คำข้าว ผัสสะ มโนสัญเจตนา และวิญญาณ) ว่ามีตัณหาเป็นเหตุ แล้วทรงไล่เรียงย้อนสาวหาเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันไปจนถึงอวิชชา คือ ตัณหาเกิดจากเวทนา เวทนาเกิดจากผัสสะ ผัสสะเกิดจากสฬายตนะ สฬายตนะเกิดจากนามรูป นามรูปเกิดจากวิญญาณ วิญญาณเกิดจากสังขาร และสังขารเกิดจากอวิชชา สรุปเป็นสายปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์ทั้งสิ้นตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและมรณะ
  25. หน้า ๑๘๐–๑๘๒ ภิกษุยืนยันปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับทีละข้อ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายทีละคู่ปัจจัยว่าเป็นจริงตามที่ทรงแสดงไว้หรือไม่ เช่น เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เรื่อยไปจนถึงเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ภิกษุทั้งหลายทูลยืนยันทุกข้อ จากนั้นทรงถามย้อนกลับในฝ่ายดับ คือเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เรื่อยไปจนถึงเพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ เป็นการทบทวนปฏิจจสมุปบาททั้งสองสายอย่างละเอียด
  26. หน้า ๑๘๓–๑๘๕ ไม่ควรแล่นไปหาส่วนอดีตอนาคต และธรรมที่ผู้รู้เองพึงเห็นเอง พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อรู้เห็นปฏิจจสมุปบาทแล้ว จะยังคิดสงสัยเรื่องตนในอดีตหรืออนาคตหรือปัจจุบันอีกหรือไม่ จะยึดพระศาสดาด้วยความเคารพเพียงเพราะเกรงใจ หรือหันไปนับถือศาสดาอื่น หรือสมาทานพิธีมงคลของสมณพราหมณ์อื่นอีกหรือไม่ ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่าไม่มีเลย เพราะสิ่งที่พวกเธอรู้เห็นนั้นเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตนเอง ให้ผลไม่จำกัดกาล ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
  27. หน้า ๑๘๖–๑๘๗ การก้าวลงสู่ครรภ์ และวงจรตัณหาที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กเติบโต ทรงแสดงว่าทารกจะเกิดได้ต้องอาศัยปัจจัย ๓ ประการพร้อมกัน คือมารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และสัตว์ที่จะมาเกิดปรากฏอยู่ มารดาเลี้ยงดูครรภ์เก้าสิบเดือนแล้วคลอด เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เมื่อเด็กเติบโตก็เล่นของเล่นเด็ก ต่อมาเมื่อเจริญวัยขึ้นก็เสพกามคุณ ๕ เห็นรูปด้วยตาแล้วกำหนัดในสิ่งที่น่ารักขัดเคืองในสิ่งที่น่าชัง เกิดความเพลิดเพลินจนเป็นอุปาทาน นำไปสู่ภพ ชาติ ชรา มรณะต่อไปอีก
  28. หน้า ๑๘๘–๑๙๒ กถาว่าด้วยพุทธคุณ การออกบวช รักษาศีล เจริญฌาน จนหลุดพ้นจากตัณหา (จบสูตร) ทรงแสดงว่าเมื่อพระตถาคตอุบัติขึ้นและแสดงธรรม กุลบุตรผู้ได้ฟังย่อมเกิดศรัทธาออกบวช สมาทานศีลอย่างเคร่งครัด สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ ๕ เจริญฌานทั้งสี่ จนเห็นรูปโดยไม่กำหนัดยินดียินร้ายอีกต่อไป ความเพลิดเพลินในเวทนาดับ อุปาทาน ภพ ชาติจึงดับตามลำดับ เป็นความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุจดจำคำสอนนี้โดยย่อว่าตัณหาสังขยวิมุตติ และให้จำสาติภิกษุไว้ว่าเป็นผู้ติดข่ายตัณหาใหญ่ จบมหาตัณหาสังขยสูตร
  29. หน้า ๑๙๓–๒๐๔ อรรถกถามหาตัณหาสังขยสูตร: เหตุที่สาติภิกษุเกิดความเห็นผิด และไขความศัพท์ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่าสาติภิกษุแม้เป็นพหูสูตแต่เข้าใจผิดจากการฟังพระพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกว่าเคยเป็นเวสสันดร มโหสถ วิธูรบัณฑิตมาก่อน จึงคิดว่าขันธ์อื่นดับไปแต่วิญญาณดวงเดียวท่องเที่ยวไปจากภพหนึ่งสู่อีกภพหนึ่ง กลายเป็นสัสสตทิฏฐิ เปรียบเสมือนโจรในพระศาสนา จากนั้นอธิบายศัพท์ยากในพระสูตรทีละบทตามลำดับ เช่น ความหมายของ ภูตมิทัง ทิฏฐิบริสุทธิ์ผุดผ่อง คันธัพพะ และองค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท จบด้วยอรรถกถามหาตัณหาสังขยสูตร
  30. หน้า ๒๐๕–๒๑๗ มหาอัสสปุรสูตร: ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะแท้จริง ตั้งแต่หิริโอตตัปปะจนถึงอรหัตผล ที่อัสสปุรนิคม พระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุว่าเพียงมีชื่อว่าสมณะยังไม่พอ ต้องปฏิบัติธรรมที่ทำให้เป็นสมณะจริง โดยไล่เรียงขั้นตอนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ คือมีหิริโอตตัปปะ ประพฤติกาย วาจา ใจบริสุทธิ์ มีอาชีวะบริสุทธิ์ สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในการฉัน ประกอบความเพียร มีสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ ๕ ด้วยอุปมาหนี้ โรค เรือนจำ ความเป็นทาส และทางกันดาร เจริญฌานทั้งสี่ จนได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจักษุญาณ และอาสวักขยญาณ บรรลุอรหัตผล
  31. หน้า ๒๑๘–๒๓๔ อรรถกถามหาอัสสปุรสูตร: เหตุแห่งพระธรรมเทศนาและอุปมานิวรณ์กับฌาน (ยังไม่จบ) พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องนี้เพราะชาวอัสสปุรนิคมเลื่อมใสในสงฆ์มาก แม้สามเณรบวชใหม่ก็ให้ความเคารพดุจพระเถระ จึงทรงปลูกฝังให้ภิกษุสมกับความเคารพนั้น อธิบายหิริโอตตัปปะว่าเป็นธรรมคุ้มครองโลก ขยายความบริสุทธิ์ของกาย วาจา ใจ และอาชีวะ จากนั้นอธิบายอุปมานิวรณ์ ๕ เปรียบเหมือนหนี้ โรค เรือนจำ ทาส และทางกันดาร ต่อเนื่องด้วยอุปมาความสุขในฌานทั้งสี่ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  32. หน้า ๒๓๕–๒๓๖ อรรถกถามหาอัสสปุรสูตร ตอนปลาย: อุปมานิวรณ์ ๕ และอุปมาความสุขในฌานทั้ง ๔ อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ ๕ ที่ยังละไม่ได้ว่าเป็นดุจหนี้สิน โรค เรือนจำ ความเป็นทาส และหนทางกันดาร ส่วนนิวรณ์ที่ละได้แล้วเปรียบดุจความไม่มีหนี้ ไม่มีโรค พ้นเรือนจำ เป็นไท และถึงที่ปลอดภัย จากนั้นอธิบายอุปมาความสุขในฌานที่ ๑-๔ ด้วยภาพจุณสำหรับอาบน้ำ ห้วงน้ำ ดอกบัวในสระ และผ้าขาว รวมทั้งอุปมาปุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักษุ อาสวักขยญาณ ปิดท้ายด้วยความหมายคำว่าสมณะ พราหมณ์ นหาตกะ เวทคู โสตติยะ อริยะ อรหันต์
  33. หน้า ๒๓๗–๒๔๑ จูฬอัสสปุรสูตร: ข้อปฏิบัติที่แท้จริงของสมณะ ไม่ใช่เพียงรูปแบบภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุว่าเพียงครองผ้าสังฆาฏิ เกล้าผม อดอาหาร หรือประพฤติวัตรภายนอกต่างๆ ยังไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ผู้ที่ยังละกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ๑๒ อย่าง เช่น อภิชฌา พยาบาท ความโกรธ ความริษยา มานะ และมิจฉาทิฏฐิไม่ได้ ย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติชอบสมควรแก่สมณะ ส่วนผู้ละกิเลสเหล่านี้ได้ เจริญพรหมวิหาร ๔ และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ จึงเป็นสมณะแท้จริง
  34. หน้า ๒๔๒–๒๔๔ อรรถกถาจูฬอัสสปุรสูตร: ความหมายศัพท์และอุปมาอาวุธมตชะ ไขความศัพท์ต่างๆ ในจูฬอัสสปุรสูตร เช่น มลทินของสมณะ อาปายิกฐาน พร้อมเล่าที่มาของอาวุธชื่อ "มตชะ" ที่ทำจากผงเหล็กในท้องนกกระเรียนซึ่งคมกล้ายิ่งนัก ใช้เปรียบกับกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่บรรพชิตพึงละ อธิบายวัตรภายนอกของลัทธิเดียรถีย์ที่ไม่มีในพระศาสนานี้ และอธิบายอุปมาสระโบกขรณีสำหรับอาสวักขยญาณ
  35. หน้า ๒๔๕–๒๕๕ สาเลยยกสูตร: เหตุแห่งสุคติทุคติ และกรรมบถ ๑๐ พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุที่สัตว์ไปสู่อบายหรือสุคติ พระองค์ทรงแสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อ เพ่งเล็ง พยาบาท เห็นผิด) และกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่ตรงข้าม ทรงชี้ผลว่าอาจนำไปสู่การเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เทวดาชั้นต่างๆ จนถึงพรหมและนิพพาน พราหมณ์คฤหบดีเลื่อมใสขอถึงไตรสรณะ
  36. หน้า ๒๕๖–๒๖๗ อรรถกถาสาเลยยกสูตร: ความหมายศัพท์ ที่มาชื่อแคว้นโกศล และตารางภพภูมิเทวดา ๒๖ ชั้น อธิบายศัพท์ในสาเลยยกสูตรโดยละเอียด เล่าตำนานที่มาของชื่อแคว้น "โกศล" จากเรื่องมหาปนาทราชกุมารที่ไม่ทรงพระสรวลจนเทวดาตัวตลกทำให้หัวเราะได้ ไขความกรรมบถ ๑๐ ทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาวทีละข้อ และสรุปตารางพรหมโลก ๑๘-๒๐ ชั้น และเทวโลกรวม ๒๖ ชั้น พร้อมอธิบายเหตุแห่งการไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ด้วยศีล ฌาน และวิปัสสนา
  37. หน้า ๒๖๘–๒๗๖ เวรัญชกสูตร: คำสอนเรื่องกรรมบถ ๑๐ แก่ชาวเวรัญชา พราหมณ์และคฤหบดีชาวเมืองเวรัญชาซึ่งพักอยู่ในกรุงสาวัตถีเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเดียวกับชาวสาละ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอกุศลกรรมบถและกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ พร้อมผลแห่งการประพฤติ มีเนื้อความเดียวกับสาเลยยกสูตรแทบทุกประการ จบลงด้วยชาวเวรัญชาเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  38. หน้า ๒๗๗ อรรถกถาเวรัญชกสูตร: ต่างจากสาเลยยกสูตรเพียงรูปแบบเทศนา อรรถกถาสั้นๆ ชี้ว่าเวรัญชกสูตรมีเนื้อความเหมือนสาเลยยกสูตรทุกประการ ต่างกันเพียงว่าสูตรนี้ทรงแสดงโดยยกบุคคลเป็นที่ตั้ง (เช่น "บุคคลผู้มีปกติประพฤติไม่เป็นธรรม") ส่วนสูตรก่อนทรงยกธรรมเป็นที่ตั้งในการแสดง
  39. หน้า ๒๗๘–๒๙๐ มหาเวทัลลสูตร: บทสนทนาพระมหาโกฏฐิกะกับพระสารีบุตรว่าด้วยปัญญา วิญญาณ ฌาน และเจโตวิมุตติ พระมหาโกฏฐิกะไต่ถามพระสารีบุตรเป็นชุดปัญหาลึกซึ้ง เช่น ความต่างของคนปัญญาทรามกับคนมีปัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างปัญญากับวิญญาณที่คละกันแยกไม่ออก เวทนา-สัญญา-วิญญาณ องค์ฌานที่ ๑ ที่พึ่งของอินทรีย์ ๕ ความสัมพันธ์ของอายุ ไออุ่น และวิญญาณ ข้อแตกต่างระหว่างคนตายกับภิกษุผู้เข้านิโรธสมาบัติ และเจโตวิมุตติ ๔ แบบที่มีใจความเดียวกันแต่พยัญชนะต่างกัน
  40. หน้า ๒๙๑ อรรถกถามหาเวทัลลสูตร: เริ่มไขความศัพท์และจำแนกประเภทคำถาม ๕ อย่าง เริ่มอธิบายศัพท์ในมหาเวทัลลสูตร เช่น คำว่า "ผู้มีอายุ" และ "ปัญญาทราม" พร้อมจำแนกประเภทคำถาม ๕ อย่าง คือ ถามเพื่อส่องสิ่งที่ยังไม่เห็น ถามเพื่อเทียบเคียงสิ่งที่เห็นแล้ว ถามเพื่อตัดความสงสัย ถามเพื่อซ้อมความเข้าใจ และถามเพื่อต้องการแสดงเอง เนื้อหาอรรถกถานี้ยังไม่จบภายในหน้า ๒๙๑
  41. หน้า ๒๙๒–๒๙๕ อรรถกถามหาเวทัลลสูตร: การถามห้าแบบ และเกียรติคุณพระเถระผู้เลิศทางปัญญา อธิบายว่าพระมหาโกฏฐิกะถามด้วยเจตนา "เทียบเคียงสิ่งที่เห็นแล้ว" หนึ่งในห้าประเภทของการถาม แล้วยกย่องพระเถระผู้มีปัญญามากหกรูป คือพระสารีบุตร (แจกแจงธรรมได้ทั้งตั้งและแก้ปัญหา) พระมหากัจจายนะ (ขยายความย่อ) พระปุณณะ (แสดงธรรมไพเราะ) พระกุมารกัสสปะ (กล่าวธรรมวิจิตร) พระอานนท์ (ทรงจำแม่นยำ) และพระมหาโกฏฐิกะเอง (ปัญญาแตกฉานสี่) พร้อมอุปมาเปรียบเทียบแต่ละรูป
  42. หน้า ๒๙๖–๓๐๓ อธิบายอริยสัจสี่ในฐานะอารมณ์กรรมฐาน และอินทรีย์ที่มีใจเป็นใหญ่ ไขความว่าผู้มีปัญญาคือผู้กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ด้วยวิปัสสนาจนบรรลุมรรคผล ไม่ใช่เพียงท่องจำพระไตรปิฎก จากนั้นอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าตรัสถามเรื่องโลกิยะด้วย "จิต" แต่ตรัสถามเรื่องโลกุตระด้วย "ญาณ" โดยยกอุปมาสหายสี่คนกับพระราชาที่ห้า แสดงว่าอินทรีย์ใด (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เป็นใหญ่ในแต่ละขั้นของการปฏิบัติ
  43. หน้า ๓๐๔–๓๐๙ แยกความต่างเวทนา สัญญา วิญญาณ ด้วยอุปมากหาปณะและน้ำมันห้าชนิด อธิบายความหมายของเวทนา สัญญา วิญญาณที่คล้ายกันแต่ต่างกัน ด้วยอุปมาเด็ก ชาวบ้าน และเหรัญญิกที่ดูเหรียญกหาปณะ (รู้จำอย่างเดียว-รู้แจ้งลักษณะไตรลักษณ์-รู้ถึงขั้นบรรลุมรรค) และอุปมาพระนาคเสนเรื่องน้ำมันห้าชนิดที่ผสมกันแล้วแยกไม่ได้ แสดงความยากยิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกสภาวธรรมไร้รูปเหล่านี้ได้ พร้อมอธิบายจุดประสงค์ของปัญญาและเหตุที่พระสารีบุตรบรรลุธรรมจากคาถาพระอัสสชิ
  44. หน้า ๓๑๐–๓๑๓ ภพสาม การหมุนกลับของวัฏฏะ และอินทรีย์ห้าที่อาศัยใจ อธิบายอุปมาต้นมะม่วงที่ให้ผลเมื่อครบเหตุห้าประการ (ศีล การฟัง สมถะ ตัดข้อผิดพลาดกรรมฐาน วิปัสสนา) นำไปสู่อรหัตตผล จากนั้นไขความกามภพ รูปภพ อรูปภพ และการดับอวิชชาจนตัณหาดับทำให้วัฏฏะหยุดหมุน ต่อด้วยองค์ฌานที่ต้องเข้าใจก่อนเข้านิโรธ และอินทรีย์ทั้งห้าที่ต่างวิสัยกันแต่ต้องอาศัยใจเป็นที่พึ่งร่วม ด้วยอุปมากำนันอ่อนแอห้าคนกับพระราชา
  45. หน้า ๓๑๔–๓๑๗ อายุ ไออุ่น วิญญาณ กับอุปมาตะเกียงและไฟใต้ขี้เถ้า อธิบายว่าอายุกับไออุ่นอิงอาศัยกันเหมือนแสงกับเปลวไฟ และเมื่ออายุ ไออุ่น วิญญาณละร่างไปพร้อมกันจึงตาย ส่วนผู้เข้านิโรธเปรียบเหมือนคนดับไฟแล้วกลบขี้เถ้าไว้ ไฟ (ไออุ่น) ยังไม่ดับจริงเพียงรอเวลาที่กำหนดไว้ก่อนจะกลับมาเป็นไปใหม่ จากนั้นอธิบายเครื่องปรุงกาย(ลมหายใจ) วาจา(วิตกวิจาร) จิต(สัญญาเวทนา) ที่ดับตามลำดับ พร้อมโต้แย้งความเข้าใจผิดว่าจิตดับสนิทเหมือนคนตาย และอุปมาอินทรีย์ผ่องใสดุจกระจกในถุง
  46. หน้า ๓๑๘–๓๒๓ เจโตวิมุตติชนิดต่างๆ: ไม่มีประมาณ ไม่มีกังวล ว่างเปล่า ไม่มีเครื่องหมาย จำแนกเจโตวิมุตติสี่แบบที่บางครั้งความหมายต่างกัน บางครั้งความหมายเดียวกันต่างแต่ถ้อยคำ โดยอธิบายว่าราคะ โทสะ โมหะ เป็นตัว "กำหนดประมาณ" "ก่อความกังวล" และ "ทำเครื่องหมาย" ให้บุคคล เมื่อละกิเลสเหล่านี้ได้หมดสิ้นจึงเป็นเจโตวิมุตติอันเลิศ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นชื่อเรียกต่างกันของพระนิพพาน จบอรรถกถามหาเวทัลลสูตรที่หน้า ๓๒๓
  47. หน้า ๓๒๔–๓๓๓ จูฬเวทัลลสูตร: อุบาสกวิสาขะถามธรรมกับภิกษุณีธรรมทินนา บันทึกบทสนทนาที่อุบาสกวิสาขะไปถามนางธรรมทินนาภิกษุณีเรื่องกายของตน (สักกายะ) เหตุเกิด เหตุดับ และทางดับ ตลอดจนอุปาทานที่ไม่ใช่อื่นจากขันธ์ห้า สักกายทิฏฐิ อริยมรรคมีองค์แปดที่สงเคราะห์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา สังขารกาย วาจา ใจ ลำดับการดับ-เกิดเมื่อเข้า-ออกสัญญาเวทยิตนิโรธ และเวทนาสามกับอนุสัยที่นอนเนื่อง จบด้วยพระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบของนางธรรมทินนาว่าถูกต้องทุกประการ
  48. หน้า ๓๓๔–๓๔๑ อรรถกถาจูฬเวทัลลสูตร: เรื่องราวคู่สมรสวิสาขะ-ธรรมทินนา และความหมายอุปาทาน เล่าความเป็นมาว่าวิสาขะและธรรมทินนาเคยเป็นสามีภรรยากัน หลังวิสาขะบรรลุอนาคามีจึงห่างเหินนาง จนนางตกใจซักถาม เขาเปิดเผยความจริงและเสนอทรัพย์สินหรืออิสระให้นาง แต่นางขอบวชแทน ด้วยอานิสงส์ความปรารถนาในอดีตชาติสมัยพระปทุมุตตระพุทธเจ้า นางจึงบรรลุอรหัตตผลอย่างรวดเร็ว จากนั้นอธิบายว่าอุปาทานไม่ใช่สิ่งอื่นนอกจากขันธ์ห้า และจำแนกสักกายทิฏฐิยี่สิบแบบ (เห็นว่ามี ๑๕ เห็นว่าไม่มี ๕)
  49. หน้า ๓๔๒–๓๔๘ อรรถกถาจูฬเวทัลลสูตร (ต่อ): มรรคมีองค์แปดสงเคราะห์ด้วยขันธ์สาม และการเข้า-ออกนิโรธ อธิบายว่าองค์มรรคแปดถูกจัดเข้าขันธ์สามอย่างไร ด้วยอุปมาสหายสามคนช่วยกันเก็บดอกจำปาและเหรัญญิกพลิกเหรียญด้วยข้อนิ้ว แสดงว่าวิริยะและสติช่วยให้สมาธิตั้งมั่น วิตกช่วยให้ปัญญาตัดสินอารมณ์ได้ โต้แย้งความเห็นผิดว่ามรรคเกิดหลายขณะจิต ยืนยันว่ามรรคเกิดขณะจิตเดียว อธิบายสังขารสามที่ต้องเข้าใจก่อนเข้านิโรธและลำดับเข้า-ออกนิโรธสมาบัติ แล้วเริ่มนิโรธกถาซึ่งเนื้อหายังไม่จบในหน้าสุดท้ายของช่วงนี้ ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
  50. หน้า ๓๔๙–๓๕๕ อรรถกถาจุลลเวทัลลสูตร (ตอนจบ): ไขความปุจฉา-วิสัชนาระหว่างนางธรรมทินนาเถรีกับวิสาขอุบาสก อธิบายความหมายคำตอบของนางธรรมทินนาเถรีต่อปัญหาวิสาขอุบาสก เรื่องสักกายทิฏฐิ 20 อย่าง, มรรคมีองค์แปดจัดเป็นขันธ์ 3 (ศีล สมาธิ ปัญญา) พร้อมอุปมาสามสหายเก็บดอกจำปาและเจ้าหน้าที่การเงินพลิกเหรียญ, สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ, เวทนาและอนุสัย, ปิดท้ายด้วยเรื่องพระมหาปุสสเถระร้องไห้ 19 ปีก่อนบรรลุอรหัตต์ และสรุปว่าพระสูตรนี้กลายเป็นภาษิตของพระพุทธเจ้าเอง
  51. หน้า ๓๕๖–๓๖๒ จูฬธัมมสมาทานสูตร: การถือมั่นธรรม 4 แบบ และอุปมาเถาย่างทรายรัดต้นสาละ พระพุทธเจ้าตรัสธรรมสมาทาน 4 อย่าง คือ สุขปัจจุบันแต่ทุกข์ภายหลัง, ทุกข์ทั้งปัจจุบันและภายหลัง, ทุกข์ปัจจุบันแต่สุขภายหลัง, สุขทั้งปัจจุบันและภายหลัง ยกตัวอย่างสมณพราหมณ์ที่เห็นว่ากามไม่มีโทษจึงหมกมุ่นในกาม เปรียบกับเถาย่างทรายที่ดูงามน่าพอใจแต่ท้ายที่สุดรัดรึงทำลายต้นสาละที่มันอาศัยจนตาย และตัวอย่างชีเปลือยผู้ทรมานตนอย่างรุนแรงแต่ยังตกนรก ต่างจากผู้ทนทุกข์จากกิเลสแต่ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์จนได้สุคติ
  52. หน้า ๓๖๓–๓๖๗ อรรถกถาจูฬธัมมสมาทานสูตร: ไขศัพท์และเหตุที่คนมีราคะ โทสะ โมหะ ต่างกัน ไขความศัพท์ต่างๆ ในจูฬธัมมสมาทานสูตร เช่น เถาย่างทราย เทวดาที่สิงต้นไม้ อธิบายว่าเหตุใดบางคนจึงมีราคะ โทสะ หรือโมหะแรงกล้าต่างกัน โดยโยงกับกำลังของกุศลและอกุศลเจตนาขณะสั่งสมกรรมในอดีตชาติ ยกตัวอย่างพระทันตาภยเถระและพระมหาสังฆรักขิตเถระผู้มีปัญญาดุจเพชรแต่มีอุปนิสัยต่างกัน
  53. หน้า ๓๖๘–๓๘๐ มหาธรรมสมาทานสูตร: การถือมั่น 4 แบบผ่านกรรมบถ 10 และอุปมาเครื่องดื่มมีพิษกับน้ำมูตรเน่า พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าเหตุใดสิ่งไม่พึงปรารถนาจึงเจริญและสิ่งพึงปรารถนาจึงเสื่อม เพราะปุถุชนไม่รู้จักสิ่งควรเสพควรคบ แสดงการถือมั่น 4 แบบผ่านอกุศลกรรมบถ 10 (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ) ที่ให้สุขหรือทุกข์ต่างกันในปัจจุบันแต่ล้วนพาไปอบาย และกุศลกรรมบถ 10 ที่แม้ทำด้วยความยากลำบากแต่นำไปสู่สุคติ พร้อมอุปมาน้ำเต้าขมเจือยาพิษ หม้อน้ำสัมฤทธิ์มีพิษ น้ำมูตรเน่าผสมยา และนมส้มน้ำผึ้งเนยใส
  54. หน้า ๓๘๑–๓๘๖ อรรถกถามหาธรรมสมาทานสูตร: ไขศัพท์ และเรื่องเทวดาที่ต้นบังกูรฟังพระสูตรจนบรรลุโสดาบัน อธิบายศัพท์ในมหาธรรมสมาทานสูตร เช่น ความหมายของ "มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเค้ามูล" อุปมาน้ำเต้าขมและเครื่องดื่มต่างๆ ปิดท้ายด้วยเรื่องเทวดาที่สิงต้นบังกูรใกล้วัดฟังภิกษุหนุ่มสาธยายพระสูตรนี้ตอนกลางคืน เปรียบเทียบกับที่เคยฟังพระพุทธเจ้าตรัสเองที่เชตวัน จนเลื่อมใสบรรลุโสดาปัตติผลแล้วหายวับไป
  55. หน้า ๓๘๗–๓๙๒ วีมังสกสูตร: วิธีสอบสวนพิสูจน์ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระตถาคต พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุผู้ยังไม่รู้วาระจิตผู้อื่นให้สอบสวนพระตถาคตด้วยการสังเกตพฤติกรรมทางกายและวาจาที่พึงเห็นพึงได้ยิน ว่ามีสิ่งเศร้าหมองหรือมืดมนหรือไม่ แล้วตรวจสอบต่อว่าทรงมีคุณธรรมนั้นมานานเพียงใด แม้ถูกถามกลับพระองค์เองก็ทรงยืนยันความบริสุทธิ์ได้ ทำให้ศรัทธาของสาวกตั้งมั่นด้วยการรู้เห็นเอง ไม่ใช่เชื่อตามคำผู้อื่น
  56. หน้า ๓๙๓–๔๐๕ อรรถกถาวีมังสกสูตร: การเข้าอาศัยกัลยาณมิตร และเรื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า อธิบายวิธีสอบสวนพระตถาคต 3 แบบ (สอบสวนอรรถ สังขาร พระศาสดา) ยกเรื่องพระอานนท์ทูลถามว่ากัลยาณมิตรเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าเป็นทั้งหมด ยกเรื่องพระสารีบุตรยืนยันความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า อุตตรมาณพติดตามหาโทษ 7 เดือนไม่พบ มารติดตาม 7 ปีไม่พบ เรื่องฤาษีคันธาระกับเวเทหะทะเลาะเรื่องเกลือ และเริ่มอธิบายภัย 4 อย่างกับพระเถระที่มุลุปปลวาปีวิหารผู้เหาะหลบเพื่อไม่ให้ภิกษุอื่นเข้าใจผิด (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป)
  57. หน้า ๔๐๖–๔๐๙ อรรถกถาวีมังสกสูตร (ตอนจบ): เรื่องฤๅษีสองสหายกับความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะของพระตถาคต เล่าเรื่องฤๅษีจากแคว้นคันธาระกับเวเทหะผู้สละราชสมบัติออกบวชแล้วขัดใจกันเรื่องแบ่งเกลือ สะท้อนว่าความประพฤติบริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ และอาชีวะของพระโพธิสัตว์มีมาแต่อดีตชาติ จากนั้นอธิบายวิธีที่ภิกษุผู้สอบสวนตรวจสอบพระพุทธเจ้าว่าปราศจากมลทินจริงหรือไม่ ทรงไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘ และไม่มีภัย ๔ ประการ พร้อมเรื่องพระเถระผู้ยอมถูกเข้าใจผิดว่านั่งร่วมกับสตรีเพื่อรักษาศรัทธาผู้อื่น จบด้วยคำลงท้ายปิดอรรถกถาวีมังสกสูตร
  58. หน้า ๔๑๐–๔๑๗ โกสัมพิยสูตร: พระพุทธเจ้าทรงระงับความวิวาทของภิกษุชาวโกสัมพีด้วยสาราณิยธรรม ๖ ภิกษุในเมืองโกสัมพีทะเลาะวิวาทกันไม่ยอมปรองดอง พระพุทธเจ้าทรงเรียกมาตักเตือนแล้วแสดงสาราณิยธรรม ๖ ประการ คือเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การแบ่งปันลาภโดยธรรม การมีศีลเสมอกัน และการมีความเห็นเสมอกัน อันเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบ จากนั้นทรงแสดงญาณ ๗ ประการที่พระโสดาบันใช้ตรวจสอบตนเองว่าบรรลุผลจริง
  59. หน้า ๔๑๘–๔๔๐ อรรถกถาโกสัมพิยสูตร: ที่มาเมืองโกสัมพี ต้นเหตุความวิวาทของพระวินัยธรกับพระสุตตันติกะ และวิธีบำเพ็ญสาราณิยธรรม เล่าประวัติเมืองโกสัมพีและเศรษฐี ๓ คนผู้สร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า อธิบายต้นเหตุการทะเลาะของภิกษุสองรูปเรื่องอาบัติจากน้ำที่เหลือในเวจกุฎี จนลุกลามเป็นความแตกแยก จากนั้นไขความหมายเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั้งต่อหน้าและลับหลัง การแบ่งปันลาภ ศีลไม่ขาดไม่ด่าง พร้อมเล่าเรื่องพระเถระและพระเถรีหลายรูปที่บำเพ็ญสาราณิยธรรมจนเทวดาช่วยเหลือ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาโกสัมพิยสูตร
  60. หน้า ๔๔๑–๔๔๘ พรหมนิมันตนิกสูตร: พระพุทธเจ้าทรงปราบทิฏฐิผิดของพกพรหมผู้เห็นว่าพรหมโลกเที่ยงแท้ถาวร พกพรหมมีความเห็นผิดว่าพรหมโลกเที่ยง ไม่เกิดไม่ตาย พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังพรหมโลกเพื่อหักล้างความเห็นนี้ มารแฝงกายในพรหมบริษัทพยายามชักจูงให้พระองค์คล้อยตามพรหม แต่พระองค์ทรงแสดงว่าทรงรู้แจ้งเหนือกว่าพรหมและมารทุกประการ ทรงท้าให้พรหมหายตัวแต่พรหมทำไม่ได้ ส่วนพระองค์ทรงหายตัวได้จริง แสดงถึงพระปัญญาญาณที่เหนือกว่าพรหมและมารอย่างสิ้นเชิง
  61. หน้า ๔๔๙–๔๖๔ อรรถกถาพรหมนิมันตนิกสูตร: อดีตกรรมของพกพรหมและความหมายของนิพพานที่พรหมเข้าไม่ถึง อธิบายศัพท์ในพระสูตร และเล่าอดีตชาติของพกพรหมที่เคยเป็นฤๅษีทำความดีหลายครั้ง เช่น บันดาลน้ำช่วยพ่อค้ากลางทะเลทราย ช่วยผู้คนพ้นจากโจรและนาคร้าย และเคยมีพระโพธิสัตว์เป็นศิษย์รับใช้ พระพุทธเจ้าทรงระลึกเรื่องเหล่านี้ให้พรหมฟังจนพรหมเลื่อมใส จากนั้นทรงอธิบายว่านิพพานเป็นสภาวะที่พ้นจากการยึดถือธาตุทั้งปวง เมื่อจบเทศนาพรหมหมื่นองค์บรรลุธรรม ปิดท้ายด้วยอรรถกถาพรหมนิมันตนิกสูตร
  62. หน้า ๔๖๕–๔๗๓ มารตัชชนียสูตร: พระมหาโมคคัลลานะข่มมารผู้เข้าไปในท้อง และเรื่องมารทูสีที่ถูกลงโทษในนรก มารลามกแอบเข้าไปในท้องพระมหาโมคคัลลานะ ท่านจับได้และเล่าเรื่องอดีตชาติที่ท่านเคยเป็นมารชื่อทูสี ผู้ยุยงให้ชาวบ้านด่าและเบียดเบียนภิกษุสมัยพระพุทธเจ้ากกุสันธะ จนถึงขว้างก้อนหินใส่ศีรษะพระวิธุระเถระ ผลกรรมทำให้ทูสีมารต้องตกนรกทนทุกข์นับพันปี ท่านจึงเตือนมารในปัจจุบันไม่ให้เบียดเบียนพระภิกษุสงฆ์ มิฉะนั้นจะได้รับผลกรรมเช่นเดียวกัน
  63. หน้า ๔๗๔–๔๘๖ อรรถกถามารตัชชนียสูตร: รายละเอียดนรกที่มารทูสีได้รับ และคำลงท้ายปิดคัมภีร์มูลปัณณาสก์ ขยายความศัพท์ในพระสูตร อธิบายรายละเอียดนรก ๓ ชื่อที่มารทูสีไปเกิด การถูกหลาวเหล็กทิ่มแทงตลอดกาลนาน เทียบกับวิมานที่พระสาวกเคยเห็นครั้งพระพุทธเจ้ากกุสันธะ พร้อมอ้างอิงฤทธิ์ของพระโมคคัลลานะ เช่น การเหยียบไหวปราสาทและทรมานนันโทปนันทนาคราช ปิดท้ายด้วยคำลงท้ายประกาศว่าอรรถกถาอธิบายพระสูตรทั้งหมดในคัมภีร์มูลปัณณาสก์ ๕ วรรค จบบริบูรณ์แล้ว