มหาวิภังค์ ภาค ๒
ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๒ · ๖๖๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๕ เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร การบัญญัติปาราชิกข้อ ๒ (ลักทรัพย์) ทั้งต้นบัญญัติและอนุบัญญัติ และนิยามศัพท์ในสิกขาบท พระธนิยะสร้างกุฏิหญ้าถูกคนหาฟืนรื้อ 3 ครั้ง จึงปั้นกุฏิดินเผาสวยงามแต่พระพุทธเจ้าสั่งทำลายเพราะเบียดเบียนสัตว์เล็ก ต่อมาขอไม้หลวงจากเจ้าพนักงานซึ่งเข้าใจผิดว่าได้รับพระราชทาน ทั้งคู่ถูกจับ พระเจ้าพิมพิสารทรงปล่อยตัวแต่กำชับไม่ให้ทำอีก ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติปาราชิกข้อลักทรัพย์ ต่อมาพระฉัพพัคคีย์ลักผ้าช่างย้อมในป่าอ้างสิกขาบทคุมเฉพาะในบ้าน จึงทรงแก้ไขให้ครอบคลุมทั้งบ้านและป่า จากนั้นอธิบายนิยามคำสำคัญ เช่น ภิกษุ บ้าน ป่า ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ และคำว่าปาราชิก
- หน้า ๑๖–๓๒ บทภาชนีย์: จำแนกวิธีลักทรัพย์ตามสถานที่และวัตถุกว่า 20 หมวด พร้อมสูตรตัดสินอาบัติปาราชิก/ถุลลัจจัย/ทุกกฏ พระวินัยไล่จำแนกการลักทรัพย์ทีละสถานที่/วัตถุอย่างละเอียด ทั้งของฝังดิน วางบนพื้น ลอยในอากาศ แขวนที่แจ้ง ในน้ำ เรือ ยาน ของที่แบกอยู่ สวน วัด นา ที่ดิน หมู่บ้าน ป่า น้ำเอง ไม้สีฟัน ต้นไม้หวงห้าม ของตกหาย ของฝาก ด่านภาษี และสัตว์ตามจำนวนเท้า ใช้สูตรเดียวกันคือ แตะต้อง=ทุกกฏ ทำให้ไหว=ถุลลัจจัย เคลื่อนจากฐาน=ปาราชิก รวมกรณีสั่งผู้อื่นลัก ฝากทรัพย์แล้วปฏิเสธ ชวนกันลัก นัดหมายใช้สัญญาณ ปิดท้ายด้วยสูตรอาการ 5 และ 6 อย่างกำหนดเส้นแบ่งอาบัติ และข้อยกเว้น เช่น เข้าใจว่าของตน ถือวิสาสะ
- หน้า ๓๓–๔๖ วินีตวัตถุ ตอนต้น: คดีตัวอย่างวินิจฉัยความผิดลักทรัพย์ ตั้งแต่ผ้าช่างย้อมถึงร้านอาหารยามข้าวยาก พระอุบาลีท่องคดีตัวอย่างนับร้อยเรื่องกำหนดเส้นแบ่งอาบัติ เริ่มจากผ้าช่างย้อมและผ้าตากแสดงลำดับ คิด-แตะต้อง-ทำให้ไหว-ยกออก ว่าขั้นไหนเป็นปาราชิก ตามด้วยนัดลักกลางคืน แบกของขโมยผ่านศีรษะ-คอ-เอว-มือ ภิกษุถูกถามนำแล้วรับสารภาพเท็จว่าลักแต่ไม่ต้องอาบัติ ผ้าถูกลมพัดหอบ ภิกษุแย่งผ้าบังสุกุลจากศพสดมีเปรตสิงจนศพลุกไล่ตาม สับเปลี่ยนสลากแจกจีวร พระอานนท์นุ่งผ้าผิดตัวในเรือนไฟ กินเนื้อเดนสัตว์ป่า โกหกขอส่วนอาหารเพิ่มเป็นมุสาไม่ใช่ลัก ปิดท้ายลักอาหารเต็มบาตรร้านยามข้าวยากล้วนต้องปาราชิก
- หน้า ๔๗–๖๓ วินีตวัตถุ ตอนปลาย: คดีของสงฆ์ ผลไม้ที่โจรทิ้ง อัญมณีลอดด่านภาษี และการปล่อยสัตว์ (ยังไม่จบ) คดีตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ยกถุงพร้อมตั่งเลี่ยงข้อหาเคลื่อนฐาน ลักฟูกและจีวรที่ราวตาก ลักจีวรแล้วไม่ออกกุฏิคิดพ้นผิดแต่ยังต้องปาราชิก กินของเพื่อนถือวิสาสะไม่ผิด หยิบผิดคนเข้าใจว่าของตนไม่ผิด คดีคู่ขนานสามชุดเจ็ดเรื่องผลไม้ที่โจรทิ้งไว้ คิดว่าของบังสุกุลไม่ผิด แต่ฉวยก่อนเจ้าของเห็นต้องปาราชิก ลักดอกไม้ ฉวยโอกาสฝากข่าวญาติโยม แอบนำแก้วมณีลอดด่านภาษีให้เพื่อน ปล่อยหมู/เนื้อ/ปลาติดกับด้วยสงสารไม่ผิดแต่คิดลักต้องปาราชิก กินเนยใสทีละน้อย ขาดตอนชวนกันลัก ต่อหน้า 64
- หน้า ๖๔–๗๖ ตัวอย่างคดีลักทรัพย์ปลีกย่อยของภิกษุ (ต่อจากหน้าก่อน) และจบพระบัญญัติปาราชิกข้อ ๒ คดีตัวอย่างที่ทรงวินิจฉัยต่อเนื่อง เช่น ภิกษุพกแก้วมณีผ่านด่านภาษีโดยไม่รู้ตัว(ไม่ผิด) ปล่อยหมู/เนื้อ/ปลาที่ติดบ่วงด้วยเมตตา(ไม่ผิด)แต่ถ้าคิดลักก่อนถือว่าผิด ศิษย์ภิกษุณีถุลลนันทาโกหกขอของฉันเอง(ผิดมุสาไม่ใช่ลักทรัพย์) พระอัชชุกะบอกที่ฝังทรัพย์ตามคำสั่งเจ้าของ(ไม่ผิด) พระปิลินทวัจฉะใช้ฤทธิ์ช่วยเด็กที่โจรลักไป(ไม่ผิด) ภิกษุโกสัมพีลักมันหมูแล้วเสพเมถุนกับหญิงเลี้ยงโค(ผิดเพราะเมถุน) จบด้วยการปิดพระบัญญัติปาราชิกข้อ ๒
- หน้า ๗๗–๙๑ ทุติยปาราชิกวรรณนา: พระธนิยะสร้างกุฎีดินเผาทำลายชีวิตสัตว์ และกฎเครื่องใช้ที่ควร/ไม่ควรมีลวดลาย เริ่มอรรถกถาทุติยปาราชิก อธิบายเมืองราชคฤห์และเขาคิชฌกูฏ แล้วเล่าเรื่องพระธนิยะบุตรช่างหม้อที่ใช้ฝีมือเดิมสร้างกุฎีทั้งหลังด้วยดินเผาจนสวยงามมีเสียงกังวานดุจกระดิ่ง แต่ต้องขุดดินและเผาไฟฆ่าสัตว์เล็กใหญ่จำนวนมาก พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไร้ความเอ็นดูสัตว์ รับสั่งให้ทำลายกุฎีนั้นทิ้ง จากนั้นขยายเป็นคู่มือละเอียดว่าเครื่องใช้ภิกษุ เช่น ร่ม จีวร บาตร กล่องยาตา กุญแจ มีดโกน เหล็กหมาด กรรไกร ไม้เท้า ชนิดใดมีลวดลายได้หรือไม่ได้ เพื่อกันความฟุ้งเฟ้อเยี่ยงเดียรถีย์
- หน้า ๙๒–๙๙ พระธนิยะลอบเอาไม้หลวงสร้างกุฎีใหม่ พระเจ้าพิมพิสารตัดสิน "รอดด้วยขน" และทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๒ พระธนิยะไม่ละความพยายาม ใช้คำพูดคลุมเครือหลอกเจ้าพนักงานรักษาไม้หลวงชื่อทินนะให้ตัดไม้สงวนของพระเจ้าพิมพิสารมาสร้างกุฎีไม้ เมื่อเจ้าพนักงานถูกจับจองจำ พระธนิยะไปอ้างพระราชดำรัสเก่าว่าประทานหญ้าไม้น้ำแก่สมณะ พระเจ้าพิมพิสารทรงกริ้วแต่งดโทษ ตรัสเปรียบว่าท่าน "รอดด้วยขน" คือรอดเพราะเพศบรรพชิตเท่านั้น ประชาชนตำหนิภิกษุทั่วไป พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๒ กำหนดเกณฑ์ลักทรัพย์ตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไปเป็นปาราชิก โดยอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงกำหนดเกณฑ์นี้เท่ากันเสมอ
- หน้า ๑๐๐–๑๑๐ ภิกษุฉัพพัคคีย์ลักห่อผ้าช่างย้อม (ต้นเหตุอนุบัญญัติ) และนิยามการลักทรัพย์ ๖ วิธีกับอาบัติ ๒๕ ประเภท ภิกษุฉัพพัคคีย์ลักห่อผ้าที่ช่างย้อมทิ้งไว้โดยประมาท เป็นเหตุให้ทรงเพิ่มอนุบัญญัติ จากนั้นอรรถกถาอธิบายนิยามคำว่า "บ้าน" "ป่า" และเขตกำหนดด้วยระยะขว้างก้อนดิน นิยาม "ของที่เจ้าของไม่ได้ให้" และวิเคราะห์อาการลักทรัพย์ ๖ อย่าง เช่น ตู่เอา ลักไป ฉ้อเอา ทำให้อิริยาบถกำเริบ แต่ละอย่างมีขั้นอาบัติไล่ระดับตั้งแต่ทุกกฏ ถุลลัจจัย จนถึงปาราชิก รวมประมวลเป็นการลักทรัพย์ทั้งหมด ๒๕ ประเภท
- หน้า ๑๑๑–๑๑๘ ห้าปัจจัยที่พระวินัยธรต้องสอบสวนก่อนตัดสินคดีลักทรัพย์ พร้อมคดีตัวอย่างผ้ากาสาวะตกหายและกระบวยมะพร้าว วางหลักห้าฐานะที่พระวินัยธรต้องพิจารณาก่อนปรับอาบัติคดีลักทรัพย์ คือ วัตถุ กาล สถานที่ ราคา และการใช้สอย พร้อมยกคดีจริงสองเรื่อง เรื่องแรกผ้ากาสาวะของภิกษุตกหายกลางฝูงชนที่ลานพระเจดีย์สมัยพระเจ้าภาติยราช อีกภิกษุเก็บไปด้วยไถยจิตแต่พระจูฬสุมนเถระตามหาเจ้าของจนพบและตัดสินไม่ผิด เรื่องที่สองกระบวยมะพร้าวที่ภิกษุชายทะเลแกะสลักถูกภิกษุอื่นถือไปใช้ พระอาภิธรรมิกโคทัตตเถระตัดสินว่าไม่มีค่าในถิ่นนั้นจึงไม่ผิด ซึ่งพระเจ้าภาติยราชทรงประกาศให้เป็นบรรทัดฐานตัดสินคดีทั่วราชอาณาจักร
- หน้า ๑๑๙–๑๒๐ หน้า ๑๑๙ ข้อมูลขาดหายในฐานข้อมูล ต่อด้วยเรื่องภิกษุพบขุมทรัพย์ชวนพรรคพวกไปขุด (ยังไม่จบ) หน้า ๑๑๙ ไม่มีเนื้อหาบันทึกในฐานข้อมูล (ช่องว่างข้อมูล) เนื้อหาหน้า ๑๒๐ เริ่มกลางเรื่องใหม่ ภิกษุรูปหนึ่งพบขุมทรัพย์ใหญ่คนเดียวขนไม่ไหวจึงชวนเพื่อนภิกษุไปช่วย อรรถกถาไล่ปรับอาบัติทุกกฏทีละขั้นตอนตั้งแต่ขยับมือ ย่างเท้า เปิดประตู จนถึงคำชักชวน แสดงการสะสมอาบัติในขั้นเตรียมการก่อนถึงขั้นลงมือลักจริง เรื่องนี้ยังไม่จบและต่อเนื่องไปหน้า ๑๒๑-๑๒๒
- หน้า ๑๒๑–๑๓๘ เรื่องภิกษุขุดขุมทรัพย์แบบขั้นบันไดอาบัติ และกฎละเอียดเรื่องลักน้ำมัน-น้ำผึ้งจากไห อรรถกถาไล่เหตุการณ์สมมติทีละขั้นของภิกษุผู้พบขุมทรัพย์ฝังดิน ตั้งแต่ชวนเพื่อน หาจอบ หาตะกร้า เดินไปที่ขุมทรัพย์ ขุด คุ้ยดิน โกยดิน จับหม้อ จนทำให้หม้อไหว แต่ละขั้นมีอาบัติต่างระดับตั้งแต่ทุกกฏ ถุลลัจจัย จนถึงปาราชิกเมื่อหม้อเคลื่อนจากฐานจริง พร้อมจำแนกทุกกฏ 8 ชนิดและอธิบายความหมายทุกกฏ-ถุลลัจจัยด้วยคาถา 2 บท จากนั้นลงรายละเอียดกรณีภิกษุลักของเหลวอย่างเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง จากไหหรือหม้อของผู้อื่น ทั้งวิธีดื่ม ตัก เจาะรู เอียงหม้อ ทำหม้อร้าว จบบทว่าด้วยทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในแผ่นดิน
- หน้า ๑๓๙–๑๕๕ ไล่กรณีลักทรัพย์ตามที่ตั้ง: บนบก อากาศ (นกยูง) กลางแจ้ง ในน้ำ (ปลาเบื่อยาพิษ) และในเรือ อรรถกถาไล่อธิบายการกำหนด "ฐาน" ของทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อตัดสินว่าเมื่อใดถือว่าลักสำเร็จเป็นปาราชิก เริ่มจากทรัพย์บนบก แล้วในอากาศโดยยกนกยูงเป็นตัวอย่างกำหนดฐาน 6 ทาง จากนั้นทรัพย์กลางแจ้งเช่นเตียง ตั่ง ราวจีวร บาตร ต่อด้วยทรัพย์ในน้ำ เช่นดอกบัว ปลา เต่า มีเรื่องเล่าชาวบ้านโปรยยาพิษเบื่อปลาในลุ่มน้ำแล้งจนปลาตายลอย ภิกษุเก็บกินได้หากเจ้าของทอดธุระแล้ว และปิดท้ายด้วยทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเรือ ทั้งเรือผูกจอด เรือที่ลมพัดพาไป และเรือที่ลอยไปเองจนถึงท่าอื่น
- หน้า ๑๕๖–๑๗๗ ทรัพย์ในยาน ภาระ สวน วิหาร นา ป่า น้ำชลประทาน ไม้ชำระฟัน และต้นไม้เจ้าป่า (ยังไม่จบ) อรรถกถาไล่ต่อกรณีทรัพย์ในยานเช่นเกวียนเทียมโค ของที่แบกหามบนหัวหรือบ่า ทรัพย์ในสวนซึ่งรวมกรณีภิกษุตู่เอาสวนคนอื่นเป็นข้อพิพาทยืดเยื้อจนศาลตัดสิน ทรัพย์ในวิหารของสงฆ์ซึ่งลักไม่ขึ้นเพราะไม่มีใครทอดธุระได้ ทรัพย์ในนาโดยเฉพาะการปักหลักรุกล้ำที่ดินทีละหลักจนครบจึงเป็นปาราชิก ทรัพย์ในป่ารวมเรื่องด่านตรวจไม้และการให้ค่าภาคหลวง ข้อพิพาทแย่งน้ำชลประทานทำนา ธรรมเนียมการใช้ไม้ชำระฟันของสงฆ์ และปิดท้ายด้วยกถาว่าด้วยต้นไม้เจ้าป่าซึ่งยังไม่จบในหน้า 177
- หน้า ๑๗๘–๑๘๑ ทรัพย์ในป่า และการแย่งชิงของจากผู้ถือ (ต่อจากหน้าก่อน) อธิบายว่าภิกษุตัดไม้ เถาวัลย์ หญ้าในป่าเมื่อใดจึงถือว่าลักสำเร็จ รวมถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่รักษาป่า(ด่านหนักกว่าด่านภาษี แม้บินหนีทางอากาศก็ยังผิด) การทำลายคันนาขโมยน้ำ กติกาแบ่งไม้สีฟันในหมู่สงฆ์ การโค่นต้นไม้ใหญ่ และฉากแย่งชิงของกลางถนน เช่น ถอดกำไล-แหวนจากร่างที่มีชีวิตยังไม่ถือว่าลักจนกว่าจะหลุดจากอวัยวะ และการขู่ให้คนแบกของวางของลงแล้วฉวยหนี
- หน้า ๑๘๒–๑๙๔ ของฝาก การหลอกลักบาตร และความรับผิดของภิกษุผู้รักษาคลังสงฆ์ รวมนิทานภิกษุโจรใช้กลอุบายหลอกเอาบาตรราคาแพงจากพระเถระตอนใกล้รุ่งโดยอ้างว่าเป็นแขกจะลาไป พระเถระบางรูปจับได้ว่าเป็นโจรจึงจงใจส่งบาตรผิดใบให้ ภิกษุหนุ่มแบกบาตรจีวรอาจารย์แล้วเกิดคิดลักระหว่างทาง และกฎละเอียดว่าภิกษุผู้รักษาคลังสงฆ์(ภัณฑาคาริก)ต้องชดใช้ของที่ถูกขโมยเมื่อประมาทเปิดประตูทิ้งไว้ แต่ไม่ต้องชดใช้หากถูกโจรขู่ฆ่าบังคับให้เปิด
- หน้า ๑๙๕–๒๐๖ ด่านภาษีและสัตว์ทุกประเภทที่ลักได้ ตั้งแต่มนุษย์ทาส งู นก จนถึงช้างม้าโค อธิบายจุดที่ภิกษุลักลอบขนของผ่านด่านภาษีจนถือว่าลักสำเร็จ(ก้าวเท้าที่สองพ้นเขตด่าน) เรื่องภิกษุจูงใจให้ทาสหนีจากเจ้าของ(ไม่ผิดหากพูดลอยๆ แต่ผิดหากพาหนีเอง) วิธีจับงูออกจากกล่องหมองู นกในกรง จนถึงกฎ'ฐาน'ของช้างม้าโคที่ถูกล่ามไว้ ว่าต้องพาล่วงเลยจุดผูกจุดสุดท้ายจึงเป็นปาราชิก
- หน้า ๒๐๗–๒๑๗ การสมคบคิดลักทรัพย์ ผู้สั่งการ การนัดหมาย และปริศนา '๔ คนลัก ๓ คนปาราชิก' วิเคราะห์กรณีภิกษุสั่งให้ผู้อื่นไปลักแทน ทั้งสั่งตรงและสั่งต่อกันเป็นทอดผ่านภิกษุชื่อพุทธรักขิต-ธรรมรักขิต-สังฆรักขิต ตอบปริศนาวินัยที่ว่าอาจารย์กับศิษย์ ๔ รูปชวนกันลักของราคา ๖ มาสก เหตุใดศิษย์ ๓ รูปต้องปาราชิกแต่อาจารย์ผู้สั่งกลับไม่ต้อง เพราะแยกนับมูลค่าการลงมือเองกับการสั่งคนละบัญชี รวมถึงกฎการนัดหมายเวลาลักและการใช้สัญญาณมือ
- หน้า ๒๑๘–๒๓๔ หลักตัดสินปาราชิก ข้อยกเว้นไม่ผิด เรื่องผีสิงศพทวงผ้าห่อ และ ๕ วิธีลักทรัพย์ (ยังไม่จบ) สรุปเงื่อนไข ๕-๖ ข้อที่ต้องครบจึงเป็นปาราชิก และข้อยกเว้นไม่ผิด เช่น หยิบของด้วยความสนิทสนม(แม้ท้าวสักกะแปลงกายขายผ้าจะร้องห้ามก็หยิบได้เพราะรู้ว่าท่านจะพอใจภายหลัง) หยิบเหยื่อจากปากราชสีห์ เข้าใจว่าเป็นผ้าบังสุกุล เล่าเรื่องผีสิงศพลุกเดินไล่ทวงผ้าห่อศพคืนจากภิกษุจนต้องหนีปิดประตูวัด อธิบายอวหาร ๕ แบบ(ลักลับ ปล้น กำหนดของ ปิดบังซ่อน สับสลาก) และกลลวงอ้างชื่อคนไม่มีตัวตนขอแบ่งอาหาร-จีวร
- หน้า ๒๓๕–๒๕๓ กรณีศึกษาปิดท้ายปาราชิกข้อ ๒ (ลักทรัพย์) จบวรรณนาสมันตปาสาทิกา รวมคำวินิจฉัยกรณีศึกษาการลักทรัพย์หลากสถานการณ์ เช่น แบ่งอาหารโดยอ้างชื่อคนไม่มีตัวตน ลักผลไม้ในสวนที่เจ้าของยังอาลัยหรือทิ้งแล้ว ปล่อยหมู กวาง ปลาที่ติดกับดักด้วยความสงสารเทียบกับด้วยไถยจิต ขอยืมน้ำ ดินเหนียว หญ้า ไม้ก่อสร้างของสงฆ์ กติกาแบ่งผลไม้ระหว่างภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุจร เรื่องพระอัชชุกะที่พระอุบาลีตัดสินเป็นธรรม และพระเถระใช้ฤทธิ์ช่วยเด็ก ๒ คนที่พาราณสี ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนภิกษุให้ระวังของผู้อื่นดุจงูพิษและไฟ จบการอธิบายปาราชิกข้อ ๒ เรื่องลักทรัพย์โดยสมบูรณ์
- หน้า ๒๕๔–๒๖๓ ต้นบัญญัติปาราชิกข้อ ๓ ฆ่ามนุษย์: โศกนาฏกรรมภิกษุฆ่าตัวตายหมู่จากอสุภกรรมฐาน เข้าสู่ปาราชิกข้อ ๓ เรื่องฆ่ามนุษย์ เล่าที่มาสะเทือนใจ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกรรมฐานจนภิกษุหลายรูปเบื่อหน่ายเกลียดร่างกายตน บ้างฆ่าตัวตาย บ้างวานกันฆ่า บางส่วนจ้างสมณะปลอมชื่อมิคลัณฑิกะให้ฆ่าตนแลกบาตรจีวร จนภิกษุตายวันละหลายสิบรูป มารแปลงกายมาสรรเสริญให้ฆ่าเพิ่ม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงสอนอานาปานสติแทน และทรงบัญญัติห้ามฆ่ามนุษย์ ต่อมาภิกษุฉัพพัคคีย์ยุให้สามีของหญิงที่ตนหลงใหลตายเพื่อแย่งภรรยา จึงทรงบัญญัติเพิ่มห้ามชักชวนหรือพรรณนาคุณความตายด้วย
- หน้า ๒๖๔–๒๗๗ วิภังค์และมาติกาสิกขาบทฆ่ามนุษย์: นิยามศัพท์และวิธีฆ่าทุกช่องทาง อรรถาธิบายถ้อยคำในสิกขาบท เช่น 'กายมนุษย์' คือตั้งแต่ปฏิสนธิจนตาย และไล่เรียงมาติกาวิธีฆ่าทุกช่องทางอย่างละเอียด ทั้งฆ่าเอง ยืนสั่งฆ่า สั่งทูตต่อกันเป็นทอด ๆ พรรณนาคุณความตายหรือชักชวนให้ตายทั้งด้วยกาย วาจา ทูต หรือหนังสือ ขุดหลุมพราง วางอาวุธหรือยาพิษดักไว้ พาของที่น่ากลัวหรือน่าใคร่เข้าไปให้ตกใจตายหรือซูบผอมตาย ใช้สายตาหรือกิริยานัดหมายให้ฆ่า พร้อมกำหนดโทษต่างกันตามลำดับ ตั้งแต่ทุกกฏ ถุลลัจจัย จนถึงปาราชิกเมื่อผู้นั้นตายจริง
- หน้า ๒๗๘–๒๙๑ วินีตวัตถุ: กรณีศึกษาเจตนาฆ่าคน จากอุบัติเหตุก่อสร้างถึงยาพิษ (ยังไม่จบ) รวมกรณีศึกษาจริงวัดเจตนาฆ่า ภิกษุพรรณนาคุณความตายแก่ภิกษุป่วยจนตาย(ต้องอาบัติ) นั่งทับเด็กซ่อนใต้ผ้าโดยไม่รู้(ไม่ต้องอาบัติ) สากครกล้มทับเด็กตายโดยไม่เจตนา บุตรผลักบิดาล้มตาย เนื้อติดคอถูกตบจนตาย ให้ยาพิษ อุบัติเหตุก่อสร้างวิหารเมืองอาฬวี หินอิฐมีดไม้กลอนร่วงทับตาย ภิกษุฉัพพัคคีย์กลิ้งหินทับคนเลี้ยงโคตาย แต่ละเรื่องแสดงโทษต่างตามเจตนา คือ ไม่เจตนา=ไม่ต้องอาบัติ ตั้งใจให้ตายและตายจริง=ปาราชิก ตั้งใจแต่ไม่ตาย=ถุลลัจจัย เนื้อหายังต่อเนื่องถึงเรื่องนึ่งตัวรักษาโรคที่หน้า 291
- หน้า ๒๙๒–๓๐๐ คดีตัวอย่างวัดเจตนาฆ่าต่อเนื่อง: การพยาบาลภิกษุไข้ (ต่อจากหน้าก่อน) ต่อเนื่องจากชุดคดีตัวอย่างวัดเจตนาฆ่า คราวนี้เป็นกรณีการพยาบาลภิกษุไข้ด้วยการนึ่งตัว หยอดยา นวด อาบน้ำ ทาน้ำมัน พยุงลุก ให้นอน ป้อนข้าว ป้อนน้ำมัน แต่ละกรณีซ้ำแบบเดียวกันสามครั้งคือ ไม่มีเจตนา-ไม่ต้องอาบัติ, มีเจตนาและตาย-ปาราชิก, มีเจตนาแต่ไม่ตาย-ถุลลัจจัย แสดงหลักเดิมที่ใช้ตัดสินคดีฆ่าคนทุกรูปแบบซ้ำอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๓๐๑–๓๑๔ คดีหญิงขอยาทำแท้ง การส่งคนไปเผชิญอันตราย และคดีสุดท้ายก่อนจบสิกขาบทที่ ๓ หญิงมีชู้และหญิงตระกูลเดียวกันที่หึงกันขอให้ภิกษุประจำตระกูล (กุลุปกะ) หายาทำแท้งให้คู่แข่ง บางเรื่องลูกตายแม่รอด บางเรื่องแม่ตายลูกรอด บางเรื่องตายทั้งคู่หรือรอดทั้งคู่ ภิกษุต้องปาราชิกทุกครั้งที่ทารกตาย ตามด้วยเรื่องภิกษุส่งเพื่อนไปที่มียักษ์ร้าย สัตว์ป่า หรือโจรดักฆ่า (9 เรื่อง) เรื่องฆ่าผิดตัวเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรู (4 เรื่อง) เรื่องขอร้องเพชฌฆาตให้ฟันนักโทษทีเดียวตายไม่ให้ทรมาน และปิดท้ายด้วยภิกษุณีแนะนำให้คนพิการดื่มยาดองจนตาย ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายก่อนจบปาราชิกสิกขาบทที่ 3
- หน้า ๓๑๕–๓๒๙ อรรถกถา: พระพุทธเจ้าทรงสอนอสุภกรรมฐานจนภิกษุนับร้อยฆ่าตัวตาย/วานกันฆ่าโดยมิคลัณฑิกะ อรรถกถาเริ่มอธิบายฉากเมืองไพศาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกรรมฐาน (พิจารณาความน่าเกลียดของร่างกาย) แก่ภิกษุอย่างพิสดารมาก แล้วเสด็จหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวครึ่งเดือน สั่งห้ามใครเข้าเฝ้า ภิกษุที่ฟังธรรมแล้วเบื่อหน่ายร่างกายตนเองรุนแรงจนอยากตาย จึงฆ่าตัวตายบ้าง วานกันฆ่าบ้าง และไปหาสมณะปลอมชื่อมิคลัณฑิกะให้ช่วยฆ่า มีเทพฝ่ายมารมาปลอบใจว่ากำลังช่วยคนข้ามพ้นสังสารวัฏ มิคลัณฑิกะจึงฆ่าภิกษุต่อไปจนครบราว 500 รูป เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น ทรงเห็นสงฆ์เบาบางลงมาก จึงตรัสถามพระอานนท์ถึงสาเหตุ
- หน้า ๓๓๐–๓๔๘ อรรถกถาอานาปานสติตอนต้น: พระพุทธเจ้าทรงสอนสติกำหนดลมหายใจแทนอสุภกรรมฐาน (ยังไม่จบ) หลังทรงทราบว่าภิกษุตายไปมากจากเหตุอสุภกรรมฐาน พระพุทธเจ้ารับสั่งประชุมสงฆ์ทั้งเมืองไพศาลีแล้วตรัสสอน 'อานาปานสติ' คือสติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นกรรมฐานที่สงบประณีตกว่าและไม่มีอันตราย อรรถกถาขยายความละเอียดทุกขั้นตอน เลือกที่สงัดเช่นป่าหรือโคนไม้ นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง ตั้งสติกำหนดลมหายใจยาว-สั้น รู้กองลมทั้งปวง จนถึงขั้นระงับกายสังขารหยาบให้ละเอียดลงตามลำดับฌาน พร้อมอุปมาการฝึกลูกโคผูกหลักและเสือดักเหยื่อในป่าเพื่อสอนวิธีฝึกจิต
- หน้า ๓๔๙–๓๕๓ อานาปานสติ: ลมหายใจยาว-สั้นตามขนาดกาย และการเตรียมตัวก่อนเรียนกรรมฐาน (ต่อจากหน้าก่อน) อรรถกถาอธิบายต่อเนื่องว่าลมหายใจ 'ยาว-สั้น' ต่างกันตามขนาดร่างกาย เทียบช้างงูกับสุนัขกระต่าย และลมหายใจจะหยาบเมื่อกายจิตกระวนกระวาย ละเอียดเมื่อสงบ (เทียบคนวิ่งลงเขาหอบกับคนพักใต้ร่มไม้เย็น) ละเอียดขึ้นไปตามลำดับฌาน จากนั้นเปลี่ยนมาสอนขั้นตอนก่อนเรียนกรรมฐานจริง คือต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน (รวมวัตรปลีกย่อย 82+14 ข้อ) ตัดปลิโพธ 10 อย่าง เลือกอาจารย์ที่เหมาะสมตั้งแต่พระอรหันต์ลงมาถึงพระวินิจฉยาจารย์ผู้ไม่เลอะเลือน แล้วเรียนกรรมฐานให้ครบสนธิ 5 อย่าง
- หน้า ๓๕๔–๓๖๙ วิธีนับลมหายใจ 8 ขั้นตอนและอุปมาสอนจิตให้นิ่งจนถึงฌาน สอนวิธีปฏิบัติอานาปานสติจริง เริ่มนับลม 5-10 ครั้ง ช้าแบบคนตวงข้าวเปลือกก่อน แล้วเร็วแบบนายโคบาลนับฝูงโคออกคอก จากนั้นเลิกนับ หันมาตามลมด้วยสติโดยไม่ไล่ตามลมเข้าลึกออกไกล ใช้อุปมา 3 เรื่อง คือ คนง่อยโล้ชิงช้าเฝ้าดูอยู่กับที่ คนเฝ้าประตูเมืองสนใจเฉพาะคนที่มาถึงประตู และคนเลื่อยไม้สนใจแค่จุดที่ฟันเลื่อยสัมผัส นิมิตที่เกิดขึ้นปรากฏต่างกันในแต่ละคน บ้างเหมือนปุยนุ่น ดวงดาว พวงแก้ว หรือควันไฟ ต้องรักษานิมิตด้วยการเว้นสิ่งไม่เกื้อกูล 7 อย่าง จนบรรลุฌานที่ 1 ถึง 4
- หน้า ๓๗๐–๓๗๘ จากฌานสู่วิปัสสนาบรรลุอรหัตต์ แล้วพระพุทธเจ้าทรงประชุมสงฆ์บัญญัติปาราชิกข้อ ๓ (ฆ่ามนุษย์) ภิกษุออกจากจตุตถฌานแล้วกำหนดรูปนาม เห็นปัจจัยและไตรลักษณ์ บรรลุมรรคผล 4 ขั้นถึงอรหัตต์ จบกถาอานาปานสติ จากนั้นเป็นเหตุการณ์จริง หลังตรัสสอนอานาปานสติปลอบภิกษุที่เหลืออยู่ พระพุทธเจ้าโปรดให้ประชุมสงฆ์ สอบถามติเตียนกรณีภิกษุปลงชีวิตกันเอง เบื้องหลังคือภิกษุเบื่อหน่ายร่างกายจากอสุภกรรมฐานจนใช้ให้มิคลัณฑิกสมณกุตก์ฆ่าตน ทรงบัญญัติปาราชิกข้อ 3 ห้ามฆ่ามนุษย์ โดยไม่นับการฆ่าตัวตายเป็นวัตถุแห่งอาบัติ ต่อมาภิกษุฉัพพัคคีย์สรรเสริญคุณความตายเพื่อประโยชน์ตน จึงเป็นเหตุขยายสิกขาบทเพิ่ม
- หน้า ๓๗๙–๓๙๐ ไขความปาราชิกข้อ ๓ ทีละคำ: ปฏิสนธิจิตแรกในครรภ์ ชีวิตินทรีย์ และวิธีฆ่า 6 แบบรวมฤทธิ์เวทมนตร์ อรรถกถาไขความพระบาลีปาราชิกข้อ 3 ทีละคำ เช่น 'ปฏิพัทธจิต' (จิตผูกรักใคร่) 'สัญจิจจ' (แกล้ง/เจตนา) และนิยาม 'กายมนุษย์' นับตั้งแต่ปฏิสนธิจิตดวงแรกในครรภ์มารดา (กลลรูปขนาดเท่าหยาดน้ำมันงาใส) จนถึงตาย อธิบายชีวิตินทรีย์ 2 ชนิดและขณะปัจจุบัน 3 แบบที่ฆ่าได้จริง แจกแจงวิธีฆ่า 6 ประโยค คือ ฆ่าเอง สั่งให้ฆ่า ปาซัดจากที่ไกล วางกับดักถาวร ร่ายมนตร์ และใช้ฤทธิ์ ยกตัวอย่างฤทธิ์นาค ครุฑ ยักษ์ เทวดา และราชฤทธิ์ เช่นพระเจ้าอโศกและกษัตริย์สิงหลที่ฆ่ากุฎุมพีจูฬสุมนะด้วยฤทธิ์
- หน้า ๓๙๑–๔๐๕ กรณีตัวอย่างวินิจฉัยคดีฆ่า: แพะ กองฟาง สนามรบ และทูตส่งสารฆ่าคนหลายทอด ยกกรณีศึกษาฝึกวินิจฉัยความผิด เช่น ภิกษุตั้งใจฆ่าแพะกลางคืนแต่พลาดไปฆ่าพ่อแม่หรือพระอรหันต์ที่มานอนแทน ยังถือเป็นปาราชิกและอนันตริยกรรม ส่วนแทงเข้ากองฟางโดยไม่รู้ว่ามีคนซ่อนอยู่ไม่ผิด เพราะไม่มีเจตนาฆ่า ยิงศัตรูในสนามรบแต่พลาดถูกบิดาตายก็ยังนับเป็นปิตุฆาต วางหลักสั่งฆ่าต้องตรงเป้า 5-6 อย่าง คือ ตัวบุคคล เวลา สถานที่ อาวุธ อิริยาบถ วิธีฆ่า มิฉะนั้นผู้สั่งพ้นผิด เล่าเรื่องทูตส่งสารฆ่าต่อกันหลายทอดทำให้ภิกษุนับร้อยต้องปาราชิกพร้อมกัน และเริ่มเรื่องพรรณนาคุณความตาย ซึ่งยังไม่จบ
- หน้า ๔๐๖ ปิดเรื่องทูตส่งสารฆ่าหลายทอด และการพูดแช่งขอให้ศัตรูตายทั้งต่อหน้าและลับหลัง ปิดท้ายเรื่องทูตส่งสารฆ่าต่อกันหลายทอดที่ยังต้องปาราชิกทุกรูปแม้ต่อกันนับร้อยนับพัน ตามด้วยกรณีพูดแช่งขอให้ศัตรูตาย ซึ่งเป็นทุกกฏเสมอไม่ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือไม่ เพราะไม่ใช่การฆ่าโดยตรง
- หน้า ๔๐๗–๔๒๒ วิธีฆ่าลับด้วยกับดัก ยาพิษ และการทำให้ตกใจตาย (ปาราชิกข้อ๓) อธิบายวิธีฆ่าคนแบบซับซ้อนต่อเนื่อง เช่น เขียนใบลานชักชวนให้คนไปตาย (ใครอ่านแล้วหลงเชื่อไปตายเป็นปาราชิกทุกรูปที่ร่วมเขียน) ขุดหลุมพราง ดักบ่วง จัดหินถล่ม ปักหลาว ซ่อนอาวุธในเสาพิงหรือใต้เตียง แทรกยาพิษในเภสัช โดยแยกโทษหนักเบาตามเจตนาเจาะจงหรือไม่เจาะจงและตามผลว่าใครตาย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการฆ่าทางจิตใจ เช่น แสดงรูปเสียงกลิ่นรสที่น่ากลัวให้คนตกใจตาย หรือเทศน์เรื่องนรกสวรรค์จนคนกลัวตายหรืออดอาหารตายเพราะอยากไปสวรรค์เร็ว ๆ ปิดท้ายบทอธิบายศัพท์ของปาราชิกข้อ๓
- หน้า ๔๒๓–๔๓๖ เรื่องเล่าอุทาหรณ์ปาราชิกข้อ๓: ตายเพราะพรรณนา ตายเพราะอุบัติเหตุ และกฎการให้ยา รวมเรื่องอุทาหรณ์จริง เช่น ภิกษุพรรณนาคุณความตายด้วยความกรุณาแก่เพื่อนป่วย เพื่อนตัดอาหารตายจึงต้องอาบัติ, ภิกษุนั่งทับเปลเด็กที่ซ่อนอยู่โดยไม่รู้จนเด็กตายไม่ต้องอาบัติเพราะไม่เจตนา, สากล้มทับเด็กตายก็เช่นกัน, ภิกษุลูกผลักภิกษุพ่อจนล้มตาย, พระถวายบิณฑบาตชั้นดีแก่กันแต่มีคนวางยาพิษทำให้มรณภาพหลายรูป, การทดลองยาพิษกับคน และปิดท้ายด้วยกฎว่าภิกษุควรปรุงยาให้ใครได้บ้าง เช่น สหธรรมิก๕พวก บิดามารดา และญาติ๑๐จำพวก
- หน้า ๔๓๗–๔๔๖ พระอภัยเถระเลี้ยงโจร 500 คน และคดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา จบปาราชิกข้อ๓ เรื่องเด่นคือพระอภัยเถระที่เจติยคิรีวิหารเลี้ยงข้าวและน้ำมันแก่โจรอภัย 500 คนที่ยกพลมาปล้นวัด จนโจรกลับใจเปลี่ยนมาเป็นผู้คุ้มกันชาวบ้านที่มาทำบุญแทน ตามด้วยคดีภิกษุ17รูปทับร่างเพื่อนจนขาดใจตายโดยไม่เจตนาฆ่า(ไม่ต้องอาบัติ), พระหมอผีฆ่ายักษ์ด้วยตุ๊กตาแป้ง(ปรับถุลลัจจัยเพราะไม่ใช่มนุษย์), ส่งภิกษุไปอยู่ที่มียักษ์ดุ, ฆ่าผิดตัวยังผิดอยู่, ต้นไม้ล้มทับต้องยอมสละชีวิตดีกว่าตัดต้นไม้เอง, เผาป่า, และปริศนาว่าใครผิดระหว่างพระตัดหัวคนวิ่งหนีในสนามรบกับพระที่ฟันร่างไร้หัวซ้ำ จบอรรถกถาปาราชิกข้อ๓
- หน้า ๔๔๗–๔๖๒ กำเนิดปาราชิกข้อ๔: พระวัคคุมุทาอวดอุตริมนุสธรรมเพื่อปากท้อง จุดกำเนิดปาราชิกข้อ๔ ช่วงข้าวยากหมากแพงที่เมืองเวสาลี ภิกษุกลุ่มหนึ่งริมแม่น้ำวัคคุมุทาตกลงกันอวดอ้างคุณวิเศษ(ฌาน มรรคผล)ของกันและกันแก่ชาวบ้านเพื่อให้ได้บิณฑบาตดี จนอ้วนพีผิดกับภิกษุที่อื่นซูบผอม เมื่อพระพุทธเจ้าซักถามจึงรับว่าไม่จริง ทรงตำหนิรุนแรงว่าคว้านท้องด้วยมีดคมยังดีกว่าโกหกเรื่องคุณวิเศษเพื่อปากท้อง แล้วตรัสเรื่องมหาโจร๕จำพวกโดยยกผู้อวดอุตริมนุสธรรมเท็จเป็นโจรเลวร้ายที่สุด จึงทรงบัญญัติสิกขาบท เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องถึงหน้า462
- หน้า ๔๖๓–๔๖๖ ทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๔ และเรื่องภิกษุสำคัญผิดว่าบรรลุ พร้อมนิยามศัพท์ (ต่อจากหน้าก่อน) ครั้นทรงตำหนิภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๔ ห้ามอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง ต่อมาภิกษุจำนวนมากสำคัญผิดคิดว่าตนบรรลุมรรคผลทั้งที่ยังไม่บรรลุ จึงพูดอวดไปโดยไม่เจตนาโกหก แล้วเดือดร้อนใจภายหลังว่าตนต้องอาบัติหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่าไม่เป็นอาบัติเพราะไม่มีเจตนาลวง จึงทรงเติมข้อยกเว้น จากนั้นอรรถกถาอธิบายความหมายทุกคำในสิกขาบทและระบุอุตริมนุสธรรม ๑๐ ประเภทที่ห้ามอวดอ้าง
- หน้า ๔๖๗–๔๘๓ ไล่เรียงทุกรูปแบบคำอวดอ้างฌาน วิโมกข์ สมาธิ ที่เป็นเท็จ ล้วนต้องอาบัติปาราชิก คัมภีร์ไล่เรียงถ้อยคำโกหกอวดอ้างการบรรลุฌานที่ ๑-๔ และวิโมกข์ สมาธิ ๓ แบบ (สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ) อย่างละเอียดยิบ โดยสลับใช้คำพูดต่างกัน เช่น 'เข้าแล้ว' 'เข้าอยู่' 'ได้แล้ว' 'ชำนาญ' 'ทำให้แจ้ง' และไล่ระดับเจตนาปกปิดความจริงตั้งแต่ ๓ จนถึง ๗ ขั้นตอน ทุกกรณีล้วนตัดสินว่าต้องอาบัติปาราชิกทั้งสิ้น แสดงให้เห็นความรัดกุมของกฎที่ไม่เปิดช่องให้ภิกษุใช้ลีลาคำพูดหลบเลี่ยงความผิดได้
- หน้า ๔๘๔–๕๐๑ ขยายการไล่เรียงคำอวดอ้างครอบคลุมวิชชา ๓ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และอริยผล ๔ ใช้วิธีไล่เรียงแบบเดียวกันขยายไปถึงคำอวดอ้างวิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ และอริยผล ๔ ตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตผล ภิกษุที่โกหกอ้างว่าตนบรรลุธรรมเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว โดยรู้ตัวว่ากำลังพูดเท็จ ย่อมขาดจากความเป็นภิกษุทันที เปรียบเหมือนต้นตาลยอดด้วนที่ไม่อาจงอกขึ้นใหม่ได้อีก
- หน้า ๕๐๒–๕๑๙ อวดอ้างละกิเลสและเปิดใจจากราคะโทสะโมหะ แล้วขยายเป็นตารางผสมคู่ทุกหัวข้อ (ยังไม่จบ) จบรายการอุตริมนุสธรรม ๑๐ ประเภทด้วยคำอวดอ้างว่าละราคะ โทสะ โมหะได้แล้ว และจิตเปิดจากกิเลสทั้งสามแล้ว จากนั้นคัมภีร์สร้างตารางผสมทุกหัวข้อเข้าด้วยกันเป็นคู่ๆ เริ่มจากฌานที่ ๑ จับคู่กับทุกข้อที่เหลือ (ขัณฑจักร) แล้วจับคู่ฌานที่ ๒ กับข้อถัดไปทั้งหมดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ (พัทธจักร) เพื่อยืนยันว่าไม่ว่าจะอวดอ้างคู่ใดก็ต้องอาบัติปาราชิกเหมือนกัน เนื้อหายังไม่จบ ค้างอยู่กลางรายการพัทธจักรเอกมูลกนัย
- หน้า ๕๒๐–๕๒๑ จบรายการไล่กรณีอวดอ้างฌานและธรรมชั้นสูง (ต่อจากหน้าก่อน) ปิดท้ายรายการไล่กรณีละเอียดยิบทุกกรณีที่ภิกษุจงใจโกหกอวดอ้างว่าตนบรรลุฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน อริยมรรค มรรคผล หรือละราคะโทสะโมหะได้ ไม่ว่าจะอวดอ้างเดี่ยวๆ หรือควบคู่กับธรรมข้ออื่นก็ตาม ทุกกรณีล้วนต้องอาบัติปาราชิก จบรายการสุทธิกวารกถา (การกล่าวเท็จแบบตรงไปตรงมา)
- หน้า ๕๒๒–๕๔๓ กรณีตั้งใจโกหกอ้างธรรมข้อหนึ่งแต่พูดพลั้งเป็นอีกข้อหนึ่ง โทษต่างกันตามที่ผู้ฟังเข้าใจ เมื่อจบรายการอวดอ้างตรงๆ แล้ว พระวินัยยกกรณีที่ซับซ้อนขึ้น คือภิกษุตั้งใจจะโกหกว่าตนบรรลุธรรมข้อหนึ่ง แต่ปากพลั้งกล่าวเป็นอีกข้อหนึ่งแทน ตำราไล่จับคู่ทุกความเป็นไปได้ระหว่าง 'สิ่งที่ตั้งใจจะพูด' กับ 'สิ่งที่พูดจริง' แล้ววางบทลงโทษต่างกันตามผลที่เกิด คือถ้าผู้ฟังเข้าใจว่าภิกษุอวดอ้างจริง ต้องอาบัติปาราชิก แต่ถ้าผู้ฟังไม่เข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัยเท่านั้น แสดงความละเอียดของวินัยที่ตัดสินความผิดจากผลลัพธ์ที่ผู้ฟังรับรู้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดที่หลุดออกมา
- หน้า ๕๔๔–๕๖๓ อวดอ้างแทนผู้อื่นว่าบรรลุธรรมเพราะได้ปัจจัยจากผู้ฟัง โทษเบากว่าอวดอ้างเอง เปลี่ยนรูปแบบการโกหก จากอวดอ้างเพื่อตนเอง เป็นการอ้างว่า 'ภิกษุรูปอื่น' บรรลุฌานหรือธรรมชั้นสูง เพราะได้อาศัยกุฏิ ผ้าจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หรือยาของผู้ฟังเป็นปัจจัย เท่ากับโอ้อวดทางอ้อมว่าของถวายของตนช่วยให้ผู้อื่นบรรลุธรรม เนื่องจากไม่ได้อวดอ้างให้ตนเองโดยตรง โทษจึงเบากว่าคือถุลลัจจัยหากผู้ฟังเข้าใจ หรือทุกกฏหากไม่เข้าใจ ข้อความไล่ซ้ำสองรูปแบบไวยากรณ์แรก คูณกับปัจจัยทั้งหลายอย่างละเอียดยิบ
- หน้า ๕๖๔–๕๗๓ ไล่รูปประโยคที่สามของการอวดอ้างแทนผู้อื่นจนครบชุดสูตร ๑๕ หมวด ปิดท้ายมาตรานี้ ต่อเนื่องจากตอนก่อน เป็นการไล่รูปประโยคแบบที่สาม (อุปโยควจนวาร) ของการกล่าวเท็จว่า 'เพราะอาศัยท่านถวายกุฏิ จีวร บิณฑบาต หรือยา ภิกษุรูปนั้นจึงบรรลุธรรม' ครบทุกปัจจัยอีกครั้งจนจบชุดสูตร ๑๕ หมวดของปัจจัยปฏิสังยุตวารกถา ยืนยันหลักการเดียวกับตอนก่อนคือ อวดอ้างแทนผู้อื่นเพื่อประโยชน์ตนต้องอาบัติถุลลัจจัยหรือทุกกฏ ไม่ถึงขั้นปาราชิก
- หน้า ๕๗๔–๕๗๖ ข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ และเริ่มรวมเรื่องตัวอย่างจริง รวมทั้งขบวนเปรตหลอนที่เคยทำกรรมชั่วในอดีตชาติ หลังจบตารางอาบัติของสิกขาบทห้ามอวดอ้างคุณวิเศษเท็จ พระพุทธเจ้าทรงระบุข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ 6 กรณี เช่น สำคัญผิดคิดว่าตนบรรลุจริง ไม่ตั้งใจอวด วิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน ทนทุกขเวทนา และภิกษุรูปแรกที่ก่อเรื่อง จากนั้นเริ่มดัชนีคดีตัวอย่าง (วินีตวัตถุ) มีเรื่องเปรตหลอนหลายตนเคยทำบาปในอดีตชาติ เช่น เปรตโครงกระดูกเคยฆ่าโค เปรตหญิงขี้หึงเคยเอาไฟราดคู่ร่วมสามี เปรตเคยเป็นตุลาการโกงชาวบ้าน แล้วเล่าเรื่องภิกษุเข้าใจผิดว่าบรรลุอรหัตผล ต่อด้วยเรื่องภิกษุอยู่ป่าหวังให้คนสรรเสริญ (ยังไม่จบ)
- หน้า ๕๗๗–๕๘๘ วินีตวัตถุ: คดีตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตัดสินว่าอวดอ้างหรือไม่ (ต่อจากหน้าก่อน) ต่อจากดัชนีคดีตัวอย่าง(วินีตวัตถุ)ที่เริ่มไว้ เป็นคลังคดีจริงที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ตัดสินเส้นแบ่งของความผิด เช่น ภิกษุอยู่ป่าหรือเดินบิณฑบาตโดยตั้งใจให้คนยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์(ผิดเพียงทุกกฏ ไม่ถึงปาราชิกเพราะไม่ได้พูดอวดตรงๆ) ภิกษุพูดกับอุบาสกว่าพระที่อยู่ในกุฏิของเขาเป็นพระอรหันต์โดยหมายถึงตนเอง(ต้องถุลลัจจัย) และภิกษุที่หลีกหนีจากอาวาสก่อนตามกติกาที่ตั้งไว้เพื่อให้เพื่อนเข้าใจว่าตนบรรลุธรรม(ต้องปาราชิกเต็มขั้น) แสดงให้เห็นว่าความผิดหนักเบาขึ้นกับเจตนาและความชัดเจนของคำพูด
- หน้า ๕๘๙–๖๐๔ พระโมคคัลลานะเห็นเปรตด้วยทิพยจักษุ และจบพระบาลีปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ ระหว่างเดินบิณฑบาตกับพระลักขณะ พระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตน่าสยดสยองหลายตนด้วยทิพยจักษุแล้วยิ้ม เมื่อถูกถามจึงพยากรณ์ต่อหน้าพระพุทธเจ้าว่าแต่ละตนเคยทำบาปอะไรมาก่อน เช่น คนฆ่าโคกลายเป็นเปรตร่างกระดูก ผู้พิพากษาโกงกลายเป็นเปรตอัณฑะโต หญิงเป็นชู้กลายเป็นเปรตไม่มีผิวหนัง พระภิกษุทุศีลกลายเป็นภิกษุเปรตถูกไฟไหม้ทั้งตัว พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าโมคคัลลานะพูดจริงไม่ต้องอาบัติ จบด้วยการปิดปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ และปิดปาราชิกกัณฑ์ทั้งหมด(พระบาลีต้นฉบับปาราชิก ๔ ข้อจบสมบูรณ์)ที่หน้า ๖๐๔
- หน้า ๖๐๕–๖๒๑ อรรถกถาปาราชิกข้อ ๔ เริ่มต้น: ภิกษุริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาและอุปมามหาโจร ๕ จำพวก อรรถกถาเริ่มอธิบายที่มาของสิกขาบทนี้ คือภิกษุกลุ่มหนึ่งจำพรรษาริมแม่น้ำวัคคุมุทาตกลงกันแอบชมอุตริมนุสธรรมของกันและกันต่อชาวบ้านเพื่อให้ได้อาหารดีขึ้น จนร่างกายอ้วนพีผิดปกติ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามความเป็นอยู่และทรงทราบความจริง ทรงตำหนิเปรียบเทียบภิกษุเหล่านี้กับโจรปล้นชายแดน และทรงแสดงมหาโจร ๕ จำพวกในพระศาสนา ตั้งแต่ภิกษุหลอกลวงเพื่อลาภสักการะ ไปจนถึงภิกษุที่ขโมยอวดอ้างโลกุตรธรรมซึ่งทรงเรียกว่าเป็นโจรที่เลวร้ายที่สุด อันเป็นที่มาของการบัญญัติสิกขาบทข้อนี้
- หน้า ๖๒๒–๖๔๒ อรรถกถาไขรายละเอียด: อวดอ้างแบบใดจึงเป็นปาราชิกจริง ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างละเอียดว่าการอ้างคุณวิเศษแบบใดถึงทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุจริง เช่น อ้างฌาน วิโมกข์ วิชชา ๓ พระนิพพาน หรือมรรคผลเป็นปาราชิกทันที แต่อ้างเพียงวิปัสสนาญาณล้วนๆหรืออ้างถึงชาติที่แล้วยังไม่ถึงขั้นปาราชิก อธิบายองค์ประกอบ ๓ อย่างของการโกหกโดยรู้ตัว(คิดจะโกหกไว้ก่อน-กำลังพูดก็รู้-พูดแล้วก็รู้) และอธิบายความแตกต่างของการอวดตรงๆ(ปาราชิก)กับการพูดอ้อมผ่านบุคคลที่สาม(เพียงถุลลัจจัยหรือทุกกฏ)
- หน้า ๖๔๓–๖๖๐ อรรถกถาขยายความคดีตัวอย่างและเฉลยที่มากรรมของเปรตแต่ละตน อรรถกถาอธิบายรายละเอียดคดีวินีตวัตถุแต่ละเรื่องว่าเพราะเหตุใดจึงต้องหรือไม่ต้องอาบัติ เช่น ภิกษุตั้งกติกาหลีกหนีก่อนเพื่อนถือเป็นปาราชิก แต่หากมีธุระจำเป็นแล้วบังเอิญออกก่อนไม่ผิด จากนั้นไขปริศนาที่มารูปร่างเปรตแต่ละตนที่โมคคัลลานะเห็น เชื่อมโยงกับอาชีพและบาปกรรมเดิม เช่น พรานนกที่ถลกหนังนกขายกลายเป็นเปรตก้อนเนื้อ มเหสีขี้หึงที่ราดถ่านไฟใส่นางระบำกลายเป็นเปรตถูกไฟลวก รวมถึงอธิบายเรื่องแม่น้ำตโปทาที่เดือดพล่านเพราะไหลผ่านระหว่างนรกสองขุม และเรื่องพระโสภิตะระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัป
- หน้า ๖๖๑–๖๖๔ สรุปปาราชิกทั้งหมด ๒๔ ประเภท และจบเล่ม ๒ อย่างสมบูรณ์ อรรถกถาสรุปนับรวมปาราชิกทั้งหมดว่ามี ๒๔ ประเภท คือปาราชิก ๘ ตามพระบาลี(ภิกษุ๔ ภิกษุณี๔) รวมกับบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์บวชหรือขาดจากความเป็นสงฆ์อีก ๑๒ ประเภท(เช่น บัณเฑาะก์ คนลักเพศ) บวกอนุโลมปาราชิกอีก ๔ ประเภท จากนั้นปิดท้ายด้วยคำถามความบริสุทธิ์ในพระปาฏิโมกข์ ตามด้วยประโยคปิดเล่มอย่างเป็นทางการว่า จตุตถปาราชิกวรรณนา ในอรรถกถาพระวินัยชื่อสมันตปาสาทิกา จบ และคาถาอธิษฐานของผู้แต่งขอให้พระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืน ยืนยันว่าหน้า ๖๖๔ คือจุดจบที่แท้จริงและสมบูรณ์ของเล่มนี้ ไม่ใช่การตัดกลางคัน
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐