มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๒ · ๔๑๙ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๒ เทวทหสูตร (ตอนที่ ๑) ทรงหักล้างวาทะพวกนิครนถ์เรื่องกรรมเก่า พระพุทธเจ้าประทับที่เทวทหนิคม ทรงเล่าเรื่องที่เคยโต้วาทะกับพวกนิครนถ์ผู้เชื่อว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเกิดจากกรรมเก่าเท่านั้น การสิ้นทุกข์ทำได้ด้วยตบะเผากรรมเก่าให้หมดไป ทรงซักถามจนพวกนิครนถ์จำนนว่าไม่รู้เลยว่าเคยทำกรรมอะไรไว้ ทรงเปรียบด้วยคนถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษที่ไม่รู้จักบาดแผลของตน แล้วทรงแสดงเหตุผล ๑๐ ประการว่าคำสอนของนิครนถ์น่าตำหนิ เพราะหากทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วโดยกรรมเก่า พระเจ้า เคราะห์กรรม หรือชาติกำเนิด ความเพียรพยายามในปัจจุบันย่อมไร้ผล
  2. หน้า ๑๓–๒๔ เทวทหสูตร (ตอนจบ) ความเพียรมีผลจริง: จากละกำหนัดถึงอรหัตตผล ทรงแสดงว่าความเพียรมีผลจริง ด้วยอุปมาชายที่ละกำหนัดในหญิงแล้วไม่ทุกข์ใจอีกเมื่อเห็นนางคบชายอื่น และช่างศรที่ดัดลูกศรให้ตรงด้วยไฟแล้วไม่ต้องดัดซ้ำ จากนั้นทรงแสดงลำดับการปฏิบัติของผู้ออกบวช ตั้งแต่สมาทานศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ เจริญฌานทั้งสี่ จนได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ บรรลุอรหัตตผล ปิดท้ายด้วยเหตุผล ๑๐ ประการที่ตถาคตควรแก่การสรรเสริญ จบเทวทหสูตรที่ ๑
  3. หน้า ๒๕–๓๘ อรรถกถาเทวทหสูตร: อธิบายศัพท์และนิทานกรรมทิฏฐธรรมเวทนีย์ อรรถกถาขยายความเทวทหสูตร อธิบายศัพท์บาลีต่างๆ และเล่านิทานประกอบเรื่องกรรมให้ผลทันตา (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม) เช่น นายปุณณะผู้ถวายไม้สีฟันแด่พระสารีบุตรแล้วไถนาพบทองจนได้เป็นเศรษฐี ภรรยานายกาฬวฬิยะผู้ถวายข้าวยาคูแด่พระมหากัสสปแล้วได้ขุมทรัพย์จากยักษ์ช่วยชีวิตสามี ตรงข้ามกับนันทมาณพผู้ประทุษร้ายพระเถรีถูกแผ่นดินสูบ และนายโคฆาตก์กับยักษ์ผู้ทำร้ายพระเถระต้องรับผลกรรมทันที
  4. หน้า ๓๙–๕๑ ปัญจัตตยสูตร: ทิฏฐิ ๖๒ ประการเรื่องอัตตาและโลกในอดีตอนาคต พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเห็นผิดของสมณพราหมณ์ที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต ๔๔ ประการ เช่น เชื่ออัตตามีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือทั้งสองอย่างยั่งยืนหลังตาย บ้างเชื่อขาดสูญ บ้างเชื่อนิพพานมีในปัจจุบัน กับความเห็นผิดกำหนดขันธ์ส่วนอดีต ๑๘ ประการ เช่น อัตตาและโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ทรงชี้ว่าทิฏฐิทั้งหมดเกิดจากอุปาทาน เป็นของปรุงแต่งที่หยาบดับได้ สรุปทางหลุดพ้นจริงคือรู้เหตุเกิดดับ คุณโทษ ทางออกของผัสสายตนะ ๖ แล้วหลุดพ้นโดยไม่ถือมั่น
  5. หน้า ๕๒–๖๓ อรรถกถาปัญจัตตยสูตร: อธิบายศัพท์ทิฏฐิและขันธ์ส่วนอดีตอนาคต (ยังไม่จบ) อรรถกถาไขความปัญจัตตยสูตร อธิบายศัพท์บาลีเกี่ยวกับสมณพราหมณ์ผู้กำหนดขันธ์ส่วนอนาคตและอดีต จำแนกทิฏฐิเรื่องสัญญี อสัญญี เนวสัญญีนาสัญญี และอุจเฉทวาทะ อธิบายเหตุที่ทิฏฐิเหล่านี้ล้วนสรุปลงในทิฏฐิ ๖๒ ตามพรหมชาลสูตร โดยมีสักกายทิฏฐิเป็นราก และไขความเรื่องปีติ สุข และอุเบกขาในฌานขั้นต่างๆ ที่ดับสลับกันไป เนื้อหายังไม่จบภายในหน้าที่ตรวจสอบ
  6. หน้า ๖๔ อรรถกถาปัญจัตตยสูตร (ต่อ): ทิฏฐิ ๖๒ และการบรรยายนิพพาน อธิบายต่อเรื่องอสัญญีวาทะ เนวสัญญานาสัญญีวาทะ และอุจเฉทวาทะ ก่อนสรุปว่าทิฏฐิทั้งหมดในพระสูตรนี้เทียบเท่าทิฏฐิ ๖๒ ประการในพรหมชาลสูตร โดยมีสักกายทิฏฐิเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ทิฏฐิอื่นเกิดขึ้น ใช้อุปมาสุนัขถูกผูกเชือกไว้กับเสาแทนความเวียนว่ายของผู้ยึดติดทิฏฐิ ท้ายบทอธิบายนิพพานผ่านการปฏิเสธธาตุ ขันธ์ และอายตนะ ๖ พร้อมคาถาพรรณนาความดับสนิทของนามรูป จบอรรถกถาปัญจัตตยสูตรที่หน้า ๖๔
  7. หน้า ๖๕–๗๑ กินติสูตร: พระพุทโธวาทว่าด้วยความสามัคคีในสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าพระองค์ทรงแสดงธรรมเพราะหวังลาภหรือไม่ เมื่อภิกษุยืนยันว่าทรงแสดงด้วยความอนุเคราะห์ จึงทรงสอนวิธีอยู่ร่วมกันโดยไม่วิวาท หากภิกษุสองรูปมีความเห็นต่างกันทั้งโดยอรรถและพยัญชนะ หรือต่างกันเพียงบางส่วน ให้เข้าไปว่ากล่าวตักเตือนอย่างละมุนละม่อม และสอนวิธีปฏิบัติต่อภิกษุผู้ต้องอาบัติด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ควรละเลยอุเบกขาต่อผู้ที่ว่ายากสอนยาก
  8. หน้า ๗๒–๗๖ อรรถกถากินติสูตร: ความสำคัญของอรรถกับพยัญชนะ ไขความศัพท์บาลีในกินติสูตร อธิบายโพธิปักขิยธรรม ๓๗ และความแตกต่างระหว่าง "อรรถ" กับ "พยัญชนะ" พร้อมเล่าเรื่องพระเถระขีณาสพผู้ไม่ยอมสอนกรรมฐานแก่ภิกษุที่ยึดติดถ้อยคำมากกว่าความหมาย จนต้องไปพิสูจน์พยัญชนะเสียก่อน ชี้ว่าพยัญชนะไม่ใช่ประมาณในพระสูตรแต่สำคัญยิ่งในพระวินัย และสอนวิธีว่ากล่าวตักเตือนภิกษุผู้ต้องอาบัติโดยไม่ยกตนข่มท่าน
  9. หน้า ๗๗–๘๘ สามคามสูตร: ความแตกแยกของนิครนถ์และหลักป้องกันวิวาทในสงฆ์ เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรตายที่เมืองปาวา สาวกแตกแยกทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง สมณุทเทสจุนทะและพระอานนท์จึงกราบทูลพระพุทธเจ้า ทรงแสดงมูลเหตุแห่งความวิวาท ๖ ประการ อธิกรณ์ ๔ อย่าง อธิกรณสมถะ ๗ วิธีสำหรับระงับข้อพิพาทในสงฆ์ และสาราณียธรรม ๖ ประการอันเป็นเหตุแห่งความรักความสามัคคี เพื่อป้องกันมิให้สงฆ์แตกแยกเมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว
  10. หน้า ๘๙–๙๗ อรรถกถาสามคามสูตร: เบื้องหลังการตายของนิครนถ์นาฏบุตรและนิทานพระอาจารย์สอนกรรมฐานผิด เล่าเบื้องหลังว่านิครนถ์นาฏบุตรก่อนตายจงใจสอนศิษย์แต่ละคนด้วยลัทธิต่างกันเพื่อให้เกิดวิวาทหลังตน ต่างจากพระพุทธเจ้าผู้ทรงระงับวิวาทได้ทุกครั้งด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน อธิบายเหตุที่พระจุนทะไปหาพระอานนท์ก่อน และเล่านิทานเตือนใจเรื่องพระเถระผู้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระอรหันต์ สอนกรรมฐานผิดๆ จนภิกษุศิษย์ทะเลาะกันเอง พร้อมอธิบายฐาน ๖ แห่งความไม่เคารพศาสดา ธรรม สงฆ์ และสิกขา
  11. หน้า ๙๘–๑๐๖ อรรถกถาสามคามสูตร: อธิกรณ์ ๔ และอธิกรณสมถะ ๗ วิธีระงับข้อพิพาทสงฆ์ อธิบายรายละเอียดอธิกรณ์ ๔ ประเภท คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ และวิธีระงับด้วยอธิกรณสมถะ ๗ อย่าง ได้แก่ สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ พร้อมยกตัวอย่างการใช้แต่ละวิธีในกรณีต่างๆ เช่น ภิกษุขีณาสพถูกกล่าวหาไร้มูล หรือภิกษุวิกลจริตทำผิดวินัย จบอรรถกถาสามคามสูตรที่หน้า ๑๐๖
  12. หน้า ๑๐๗–๑๑๘ สุนักขัตตสูตร: ระดับจิตที่น้อมไปสู่นิพพานและอุปมาลูกศรอาบยาพิษ พระสุนักขัตตะทูลถามว่าภิกษุที่พยากรณ์อรหัตผลบรรลุจริงหรือสำคัญผิด พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีทั้งสองแบบ แล้วทรงแสดงลำดับจิตที่น้อมไปในกามคุณ อาเนญชสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ จนถึงนิพพานโดยชอบ ด้วยอุปมาใบไม้เหลืองหลุดจากขั้ว หินแตกเชื่อมไม่ติด และตาลยอดด้วน ปิดท้ายด้วยอุปมาแผลถูกลูกศรอาบยาพิษที่ต้องรักษาระวังไม่ให้กำเริบ เตือนภิกษุไม่ให้เพลิดเพลินอารมณ์ที่ไม่เป็นสัปปายะแก่ใจ
  13. หน้า ๑๑๙–๑๒๐ อรรถกถาสุนักขัตตสูตร (ต้นเรื่อง) ไขความศัพท์ในสุนักขัตตสูตร อธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าภิกษุบางรูปสำคัญผิดคิดว่าตนบรรลุอรหัตผลทั้งที่ยังไม่ถึง จึงทรงดำริจะแสดงธรรมชำระให้กระจ่าง อธิบายความหมายของผู้น้อมใจไปในโลกามิส และเริ่มเล่าเรื่องพระเถระผู้ถือธุดงค์เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่งจนชาวบ้านนิมนต์ให้จำพรรษา เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปนอกเหนือขอบเขตช่วงนี้
  14. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ อรรถกถาสุนักขัตตสูตร อรรถกถาอธิบายศัพท์และเหตุการณ์ในสุนักขัตตสูตร เช่นความสำคัญผิดของภิกษุที่คิดว่าบรรลุอรหัตทั้งที่ยังไม่บรรลุ เล่าเรื่องพระเถระผู้หลงใหลในลาภสักการะของชาวบ้านจนถูกตำหนิเหมือนตาลยอดด้วน อธิบายลำดับผู้ได้สมาบัติต่างๆที่ยึดติดสมาบัติของตนจนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสมาบัติที่สูงกว่า และขยายความอุปมาลูกศร บาดแผล และพิษว่าเปรียบกับตัณหาและอวิชชาอย่างไร
  15. หน้า ๑๒๕–๑๒๘ อาเนญชสัปปายสูตร - ปฏิปทาสู่อาเนญชสมาบัติ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุสงฆ์ว่ากามเป็นของไม่เที่ยง ว่างเปล่า ลวงคนพาลให้หลงใหล แล้วทรงสอนปฏิปทา ๗ ข้อที่นำจิตเข้าสู่ความสงบระดับต่างๆ ตามลำดับ คือเห็นโทษของกามและรูปแล้วน้อมจิตเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ (ฌานที่ ๔) เห็นความไม่เที่ยงยิ่งขึ้นแล้วเข้าอากิญจัญญายตนะ และเห็นความว่างเปล่าจนเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอันประณีตยิ่งกว่า
  16. หน้า ๑๒๙–๑๓๐ พระอานนท์ทูลถามเรื่องปรินิพพานและวิโมกข์ของพระอริยะ พระอานนท์ทูลถามว่าภิกษุผู้ได้อุเบกขาจากการปฏิบัติดังกล่าวจะปรินิพพานหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าขึ้นอยู่กับว่าภิกษุนั้นยังยินดีติดใจในอุเบกขานั้นหรือไม่ ผู้ยังติดใจย่อมยึดปฏิสนธิในภพเนวสัญญานาสัญญายตนะจึงปรินิพพานไม่ได้ ส่วนผู้ไม่ติดใจย่อมปรินิพพานได้ จบด้วยพระพุทธเจ้าทรงสรุปว่านี่คือปฏิปทาข้ามโอฆะและวิโมกข์ของพระอริยะ ทรงสอนให้เพ่งฌานอย่าประมาท
  17. หน้า ๑๓๑–๑๓๕ อรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตร (ตอนต้น) - ความหมายของกามและความผ่องใสของจิต อรรถกถาอธิบายว่ากามไม่เที่ยงเปรียบเหมือนของลวงตา ดุจนักเล่นกลทำให้เห็นน้ำเป็นแก้วมณี อธิบายว่าอภิชฌา พยาบาท และสารัมภะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อของรักถูกพรากไปหรือสูญเสีย และอธิบายความผ่องใสของจิต ๒ แบบ คือด้วยการน้อมใจเชื่อและด้วยการบรรลุจริง พร้อมอุปมาภิกษุเจริญฌานเหมือนนักล่าที่มุ่งฆ่าควายป่าแต่เมื่อไม่สำเร็จก็ล่าสัตว์เล็กแทน
  18. หน้า ๑๓๖–๑๔๒ อรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตร (ตอนจบ) - ลำดับภิกษุ ๙ จำพวก อธิบายลำดับภิกษุ ๙ จำพวกที่เจริญกรรมฐานโดยอาศัยฌานและอรูปสมาบัติต่างๆเป็นฐาน ตั้งแต่ตติยฌานไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ และพระสุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆโดยไม่อาศัยสมาบัติ สรุปว่าแต่ละระดับพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องการถดถอย (โอสักกนา) ปฏิสนธิ และการบรรลุอรหัตแตกต่างกันไปตามภูมิสมาบัติที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติ
  19. หน้า ๑๔๓–๑๕๐ คณกโมคคัลลานสูตร - การศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นไปตามลำดับ พราหมณ์คณกโมคคัลลานะทูลถามว่าพระธรรมวินัยมีการฝึกฝนเป็นลำดับขั้นเหมือนวิชาช่างก่อสร้าง วิชาพระเวท และวิชายิงธนูหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับการฝึกม้าอาชาไนย แล้วแสดงลำดับการฝึกภิกษุตั้งแต่ถือศีล สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในอาหาร ไม่เห็นแก่นอน มีสติสัมปชัญญะ จนถึงเจริญฌาน ๔ เมื่อพราหมณ์ถามเหตุที่สาวกบางพวกไม่บรรลุนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทาง พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  20. หน้า ๑๕๑–๑๕๒ อรรถกถาคณกโมคคัลลานสูตร อรรถกถาอธิบายว่าการสร้างปราสาท การเรียนพระเวท และวิชายิงธนู ล้วนต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับพระธรรมวินัย อธิบายเหตุที่ทรงเปรียบกับม้าอาชาไนยแทนลัทธิภายนอกเพราะศิลปะนอกศาสนามักทำให้คนกลายเป็นคนเกเร และเล่าเรื่องพระขีณาสพสองประเภทคือผู้เข้าผลสมาบัติได้ตลอดเวลากับผู้ที่ต้องอาศัยความสงบใจจึงจะเข้าได้
  21. หน้า ๑๕๓–๑๕๘ โคปกโมคคัลลานสูตร (ตอนต้น) - ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าพระพุทธเจ้า ธรรมวินัยเป็นที่พึ่ง หลังพุทธปรินิพพานไม่นาน พระอานนท์สนทนากับพราหมณ์โคปกโมคคัลลานะและวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งมคธ พราหมณ์ถามว่ามีภิกษุรูปใดเทียบเท่าพระพุทธเจ้า หรือมีผู้ที่ทรงแต่งตั้งเป็นที่พึ่งแทนพระองค์หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่มี แต่สงฆ์มีธรรมวินัยเป็นที่พึ่งอาศัยแทน โดยอาศัยการสวดปาติโมกข์ทุกวันอุโบสถและการปรับอาบัติตามพระบัญญัติเป็นเครื่องรักษาความสามัคคีของสงฆ์
  22. หน้า ๑๕๙–๑๖๔ ธรรม ๑๐ ประการที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส และฌานที่ควรสรรเสริญ พระอานนท์แจกแจงธรรม ๑๐ ประการที่ทำให้สงฆ์เคารพนับถือภิกษุรูปหนึ่งแทนพระพุทธเจ้า เช่นมีศีล เป็นพหูสูต สันโดษ ได้ฌาน ๔ มีฤทธิ์ มีทิพยโสต หยั่งรู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุ และสิ้นอาสวะ จากนั้นวัสสการพราหมณ์ถามเรื่องฌาน พระอานนท์ชี้แจงว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญฌานของผู้ยังถูกกามราคะหรือนิวรณ์ครอบงำ แต่ทรงสรรเสริญฌาน ๔ ของผู้ปฏิบัติถูกทางเท่านั้น
  23. หน้า ๑๖๕–๑๖๘ อรรถกถาโคปกโมคคัลลานสูตร - เรื่องวัสสการพราหมณ์กับพระมหากัจจายนะ อรรถกถาอธิบายภูมิหลังเหตุการณ์ เช่นเหตุที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงระแวงพระเจ้าปัชโชต และเล่าเรื่องวัสสการพราหมณ์เคยดูหมิ่นพระมหากัจจายนเถระว่าคล้ายลิง พระพุทธเจ้าทรงเตือนให้ขอขมา แต่เขาไม่ทำ จึงปลูกต้นไม้ไว้ในเวฬุวันเผื่อชาติหน้าเกิดเป็นลิงจะได้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งภายหลังก็เป็นจริงตามนั้น พร้อมอธิบายศัพท์เพิ่มเติมในพระสูตร
  24. หน้า ๑๖๙–๑๗๗ มหาปุณณมสูตร (เริ่มต้น) - ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ และสักกายทิฏฐิ ในคืนวันเพ็ญ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามเรื่องอุปาทานขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีฉันทะเป็นมูล ความกำหนัดพอใจในขันธ์คือตัวอุปาทาน ทรงอธิบายเหตุที่เรียกว่าขันธ์ เหตุเกิดสักกายทิฏฐิและวิธีไม่ให้มี คุณ โทษ และทางสลัดออกของขันธ์แต่ละอย่าง เมื่อภิกษุอีกรูปสงสัยว่าถ้าขันธ์เป็นอนัตตาแล้วกรรมจะให้ผลแก่ใคร พระพุทธเจ้าทรงย้อนถามให้เห็นว่าขันธ์ทั้งห้าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงไม่ควรยึดว่าเป็นตัวตน (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๑๗๗)
  25. หน้า ๑๗๘ มหาปุณณมสูตร: ว่าด้วยอุปาทานขันธ์ สักกายทิฏฐิ และการละมานานุสัย ในคืนวันเพ็ญ ณ ปราสาทมิคารมารดา ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องอุปาทานขันธ์ ๕ ว่ามีอะไรเป็นมูล ต่างจากอุปาทานอย่างไร และสักกายทิฏฐิเกิดและดับได้อย่างไร พระองค์ทรงอธิบายคุณโทษและทางสลัดออกในขันธ์แต่ละอย่าง เมื่อภิกษุอีกรูปสงสัยว่าขันธ์เป็นอนัตตาแล้วกรรมจะให้ผลแก่ใคร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ทั้ง ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ทำให้ภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุธรรมในคราวนั้น
  26. หน้า ๑๗๙–๑๘๔ อรรถกถามหาปุณณมสูตร: อธิบายศัพท์และเรื่องราวเบื้องหลังพระสูตร อรรถกถาขยายความศัพท์ในมหาปุณณมสูตร เช่น ความหมายของ "อุโบสถ" และ "ปุณณมา" พร้อมเล่าเบื้องหลังว่าภิกษุผู้ทูลถามเป็นพระสังฆเถระที่พาลูกศิษย์ซึ่งปฏิบัติกรรมฐานเคร่งครัดแต่ยังไม่บรรลุมรรคผลมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า บรรยายบรรยากาศคืนวันเพ็ญที่พระรัศมีข่มแสงจันทร์แสงอาทิตย์ และอธิบายเหตุที่ทรงให้พระเถระนั่งถามปัญหาแทนยืนถาม จบด้วยภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ
  27. หน้า ๑๘๕–๑๙๐ จูฬปุณณมสูตร: ลักษณะของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอสัตบุรุษย่อมไม่รู้จักทั้งอสัตบุรุษและสัตบุรุษด้วยกัน แต่สัตบุรุษย่อมรู้จักทั้งสองฝ่าย จากนั้นทรงจำแนกลักษณะอสัตบุรุษ ๗ ประการ คือ ธรรม มิตร ความคิด ความรู้ ถ้อยคำ การงาน ความเห็น และการให้ทานแบบอสัตบุรุษ ซึ่งนำไปสู่นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ตรงข้ามกับสัตบุรุษที่มีคุณธรรมตรงกันข้ามทุกข้อ นำไปสู่การเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ผู้มีบุญ
  28. หน้า ๑๙๑–๑๙๓ อรรถกถาจูฬปุณณมสูตร และรายชื่อพระสูตรในเทวทหวรรค อรรถกถาอธิบายศัพท์ในจูฬปุณณมสูตร เช่น เหตุที่อสัตบุรุษไม่รู้จักอสัตบุรุษด้วยกันเปรียบเหมือนคนตาบอดไม่รู้จักคนตาบอด และขยายความลักษณะการคิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นของอสัตบุรุษ จบท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในเทวทหวรรค ได้แก่ เทวทหสูตร ปัญจัตตยสูตร กินติสูตร สามคามสูตร สุนักขัตตสูตร อาเนญชสัปปายสูตร คณกโมคคัลลานสูตร โคปกโมคคัลลานสูตร มหาปุณณมสูตร และจูฬปุณณมสูตร
  29. หน้า ๑๙๔–๒๐๐ อนุปทสูตร: พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญปัญญาพระสารีบุตรและการเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบท พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญามาก กว้างขวาง ร่าเริง ว่องไว เฉียบแหลม และคมกล้า ทรงแสดงว่าพระสารีบุตรใช้เวลาครึ่งเดือนเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทในฌานทั้ง ๘ ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ กำหนดรู้องค์ธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปโดยไม่ยึดติด ท้ายสูตรตรัสยกย่องท่านว่าเป็นผู้ถึงบารมีในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และเป็นพุทธชิโนรสแท้จริง
  30. หน้า ๒๐๑–๒๑๒ อรรถกถาอนุปทสูตร: เหตุที่ทรงสรรเสริญพระสารีบุตร และปัญญา ๗ ประการ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงรอสรรเสริญพระสารีบุตรต่อหน้าบริษัทที่เหมาะสม เพราะพระเถระรูปอื่นล้วนมีคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวปรากฏแล้ว แต่คุณของพระสารีบุตรยังไม่มีผู้กล่าวถึง จึงขยายความปัญญามาก ปัญญากว้าง ปัญญาร่าเริง ปัญญาว่องไว ปัญญาคม และปัญญาหลักแหลม พร้อมเปรียบเทียบการบรรลุธรรมของพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะด้วยอุปมาคนตัดไม้ไผ่ และอธิบายศัพท์ต่าง ๆ ในพระสูตรอย่างละเอียด
  31. หน้า ๒๑๓–๒๒๓ ฉวิโสธนสูตร: หลักตรวจสอบการพยากรณ์อรหัตผลด้วยฐานะ ๖ ประการ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีตรวจสอบภิกษุที่ประกาศว่าบรรลุอรหัตผล โดยให้ซักถามว่าจิตหลุดพ้นจากอาสวะได้อย่างไรเมื่อเทียบกับโวหาร ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ ธาตุ ๖ อายตนะภายในภายนอก ๖ และการถอนอนุสัยคืออหังการมมังการในกายตนเองและผู้อื่น จากนั้นทรงยกตัวอย่างคำพยากรณ์ที่ถูกต้องของภิกษุผู้บรรลุจริง บรรยายเส้นทางตั้งแต่ออกบวช รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญฌาน จนสิ้นอาสวะ
  32. หน้า ๒๒๔–๒๓๑ อรรถกถาฉวิโสธนสูตร: ความหมายธาตุ ๖ และวิธีพิสูจน์พระขีณาสพด้วยเรื่องเล่า อรรถกถาอธิบายความหมายของธาตุ ๖ ประการ และขยายความฐานะ ๖ ที่ใช้ชำระคำพยากรณ์อรหัตผล ได้แก่ บรรลุอะไร บรรลุอย่างไร บรรลุเมื่อไร บรรลุที่ไหน ละกิเลสใด และได้ธรรมใด พร้อมเล่าเรื่องพระทีฆภาณกอภยเถระที่ถูกพิสูจน์ว่ายังเป็นปุถุชนเพราะตกใจร้อง และพระเถระตาบอดผู้เป็นขีณาสพที่ไม่หวั่นไหวแม้ถูกจับเท้าทำเป็นงูรัด แสดงวิธีทดสอบพระอรหันต์ด้วยความกลัวและความอยากในรส
  33. หน้า ๒๓๒–๒๓๔ สัปปุริสสูตร: อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรมว่าด้วยความถือตัว พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรมโดยเปรียบเทียบทีละคู่ อสัตบุรุษที่บวชจากตระกูลสูง ตระกูลมั่งมี มียศ หรือได้ลาภปัจจัยมาก มักยกตนข่มผู้อื่นเพราะเหตุนั้น ส่วนสัตบุรุษแม้มีคุณสมบัติเดียวกันกลับไม่ถือตัว เพราะเห็นว่าโลภะโทสะโมหะไม่ได้ลดลงเพราะสถานะเหล่านั้น แต่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมจนเป็นที่เคารพนับถือ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๒๓๔
  34. หน้า ๒๓๕–๒๔๔ ๓. สัปปุริสสูตร ว่าด้วยอสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม พระพุทธเจ้าตรัสแยกธรรมของอสัตบุรุษกับสัตบุรุษเป็นคู่ ๆ โดยยกสถานะต่าง ๆ ที่คนมักใช้ยกตนข่มผู้อื่น เช่น กำเนิดตระกูลสูง โภคะมาก ชื่อเสียงบริวารมาก การได้ปัจจัยสี่ ความเป็นพหูสูต พระวินัยธร พระธรรมกถึก การถือธุดงค์ต่าง ๆ ตลอดจนการได้ฌานทั้งสี่และอรูปสมาบัติ อสัตบุรุษยึดสิ่งเหล่านี้มาข่มผู้อื่น ส่วนสัตบุรุษเห็นว่าไม่ทำให้โลภโทสะโมหะสิ้นไป จึงไม่ยกตนข่มใคร ปิดท้ายด้วยภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสิ้นอาสวะแล้วย่อมไม่สำคัญตนด้วยประการใด ๆ เลย
  35. หน้า ๒๔๕–๒๔๖ อรรถกถาสัปปุริสธรรมสูตร: ไขศัพท์และธุดงค์ ๑๓ อรรถกถาไขความศัพท์ในพระสูตรก่อนหน้า เช่น อุจจากุลาหมายถึงตระกูลกษัตริย์หรือพราหมณ์ มหากุลารวมตระกูลแพศย์ด้วย ยสัสสีคือพรั่งพร้อมบริวาร อัปปัญญาตาคือไม่ปรากฏชื่อเสียง อธิบายว่าธุดงค์ในพระสูตรมีเพียง ๙ ข้อ แต่โดยพิสดารมี ๑๓ ข้อตามที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค และอธิบายคำว่าอตัมมยตา (ความไม่มีตัณหา) พร้อมเหตุที่วาระนิโรธสมาบัติกล่าวถึงเฉพาะพระอนาคามีและพระขีณาสพเพราะปุถุชนเข้าสมาบัตินี้ไม่ได้
  36. หน้า ๒๔๗–๒๘๕ ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักย่อ ๗ หมวดที่มีทั้งแบบควรเสพและไม่ควรเสพ คือ กายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร การเกิดขึ้นแห่งจิต การได้สัญญา การได้ทิฏฐิ และการได้อัตภาพ พระสารีบุตรทูลขยายความว่าแบบใดทำให้อกุศลเจริญกุศลเสื่อม (เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จ) และแบบใดตรงข้าม พระพุทธเจ้าตรัสรับรองแล้วทรงแสดงซ้ำด้วยพระองค์เอง จากนั้นขยายต่อถึงจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หมู่บ้าน นิคม นคร ชนบท และบุคคลที่ควรคบหรือไม่ควรคบ โดยใช้หลักเดียวกัน
  37. หน้า ๒๘๖–๒๘๙ อรรถกถาเสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร: พระอนาคามียังมีภวตัณหา อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าทรงวางแม่บทไว้ก่อนแล้วให้พระสารีบุตรขยายความ กล่าวถึงอัตภาพที่มีทุกข์ ๔ จำพวก ชี้ว่าแม้พระอนาคามีก็ยังยังอัตภาพที่มีทุกข์ให้เกิดได้ เพราะเมื่อไปเกิดในสุทธาวาสแล้วเห็นต้นกัลปพฤกษ์ยังเปล่งอุทานว่าสุขหนอ แสดงว่ายังละภวตัณหาไม่ได้ ตรงข้ามกับปุถุชนผู้เกิดในภพสุดท้ายอย่างองคุลิมาลที่แม้ฆ่าคนมาก อัตภาพนั้นก็ไม่มีทุกข์เพราะจะสิ้นภพในชาตินั้น สรุปว่าผู้เข้าใจพระธรรมเทศนานี้แท้จริงคือผู้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่เพียงท่องจำ
  38. หน้า ๒๙๐–๒๙๑ ๕. พหุธาตุกสูตร ว่าด้วยธาตุมากอย่าง (เริ่มต้น) พระพุทธเจ้าตรัสว่าภัย อุปัทวะ และอุปสรรคทุกชนิดล้วนเกิดจากคนพาล ไม่ใช่เกิดจากบัณฑิต เปรียบเหมือนไฟที่ลุกจากเรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้าอาจลามไหม้เรือนยอดที่มั่นคงได้ จึงทรงสอนให้ภิกษุตั้งใจเป็นบัณฑิต พระอานนท์ทูลถามเกณฑ์ที่เรียกว่าภิกษุบัณฑิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้ฉลาดในธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท และฐานะอฐานะ จากนั้นเริ่มแจกแจงธาตุ ๑๘ คือธาตุคือจักษุ รูป จักขุวิญญาณ โสตะ เสียง โสตวิญญาณ เป็นต้นจนครบ ๑๘ ธาตุ เนื้อหายังไม่จบและต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
  39. หน้า ๒๙๒–๓๐๐ พหุธาตุกสูตร: ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท และฐานะ-อฐานะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภัย อุปัทวะ อุปสรรคทั้งปวงเกิดจากคนพาล ไม่เกิดจากบัณฑิต เปรียบดังไฟไหม้เรือนไม้อ้อลามถึงเรือนยอด พระอานนท์ทูลถามเหตุที่เรียกภิกษุว่าบัณฑิต พระองค์จึงแสดงธาตุ ๑๘ ๖ ๓ ๒ อย่าง อายตนะภายใน-ภายนอกอย่างละ ๖ ปฏิจจสมุปบาท และฐานะ-อฐานะกว่า ๓๐ ข้อ เช่น หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ พระอรหันต์ ๒ องค์ไม่อุบัติพร้อมกัน สรุปตั้งชื่อพระสูตรว่าพหุธาตุกะ
  40. หน้า ๓๐๑–๓๐๓ อรรถกถาพหุธาตุกสูตร ตอนต้น: ภัย อุปัทวะ อุปสรรค เกิดจากคนพาล เปรียบด้วยเรื่องโจรปล้นหมู่บ้าน ไขความภัย อุปัทวะ อุปสรรค ด้วยอุปมาชาวชนบทถูกโจรขู่ปล้นหมู่บ้าน พากันหนีเข้าป่า นอนตามพุ่มไม้ถูกยุงกัด ครั้นโจรไม่มาตามนัดจึงกลับเข้าบ้าน แต่โจรตามมาล้อมเผาปล้นฆ่าจริง แสดงว่าคนพาลผู้ทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่มักซ่องสุมพรรคพวกก่อความเดือดร้อนแก่บ้านเมือง แม้แต่หมู่สงฆ์ก็เกิดวิวาทได้ ดังกรณีภิกษุชาวโกสัมพี
  41. หน้า ๓๐๔–๓๐๗ อรรถกถาพหุธาตุกสูตร: ขยายความธาตุ ๑๘-๖-๓-๒ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท และฐานะ-อฐานะเบื้องต้น ไขความธาตุแต่ละหมวดว่าล้วนเป็นการกำหนดรูปและอรูปให้ครบ ๑๘ ธาตุ เชื่อมโยงกับขันธ์ ๕ อริยสัจ ๔ และกรรมฐาน อธิบายอายตนะภายใน-ภายนอก และปฏิจจสมุปบาทโดยย่อ จากนั้นเริ่มไขความฐานะ-อฐานะ เช่น พระโสดาบันไม่ยึดสังขารว่าเที่ยงหรือเป็นสุขแต่ปุถุชนยึดได้ และพระอริยสาวกไม่มีวันฆ่ามารดาบิดาแม้ถูกขู่เอาชีวิต
  42. หน้า ๓๐๘–๓๑๕ อรรถกถาพหุธาตุกสูตร: วินิจฉัยอนันตริยกรรม ๕ ประการโดยละเอียด อธิบายรายละเอียดกรรมหนักที่สุด ๕ อย่างซึ่งให้ผลทันทีในชาติถัดไป คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อ (ยกเรื่องพระเทวทัตกลิ้งหินกระทบพระบาท) และทำสังฆเภท พร้อมเงื่อนไขว่าต้องกระทำต่อมนุษย์ที่ไม่เปลี่ยนเพศจึงเข้าข่ายอนันตริยกรรมจริง วิเคราะห์แยกแง่กรรม ทวาร การตั้งอยู่ชั่วกัป วิบาก และขอบเขตผู้กระทำได้
  43. หน้า ๓๑๖–๓๒๐ อรรถกถาพหุธาตุกสูตร: อันตรธาน ๓ ปรินิพพาน ๓ และพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาชุมนุมกันก่อนพระศาสนาสูญสิ้น อธิบายว่าพระศาสนาเสื่อมเป็นลำดับ คือปริยัติ(คัมภีร์)เสื่อมก่อนปฏิเวธและปฏิบัติ โดยพระอภิธรรมเสื่อมก่อนพระสูตรและพระวินัยตามลำดับจนเหลือเพียงเพศสมณะ อธิบายปรินิพพาน ๓ (กิเลส ขันธ์ ธาตุ) และพยากรณ์ว่าเมื่อใกล้สิ้นศาสนา พระบรมสารีริกธาตุทั่วจักรวาลจะเสด็จมารวมกันที่ควงโพธิบัลลังก์ เปล่งฉัพพรรณรังสีแล้วลุกเป็นไฟดับหายไปเอง เป็นสัญญาณสิ้นสุดพระศาสนา
  44. หน้า ๓๒๑–๓๒๗ เหตุที่พระพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิไม่อุบัติพร้อมกัน หญิงเป็นพระพุทธเจ้าหรือจักรพรรดิไม่ได้ อ้างบทสนทนาพระเจ้ามิลินท์กับพระนาคเสน อธิบายว่าโลกธาตุรองรับพระพุทธคุณได้เพียงพระองค์เดียว เปรียบดังเรือรับคนได้คนเดียว หากมีสอง โลกจะสั่นสะเทือนแตกทำลาย และเพื่อตัดการวิวาทของเหล่าสาวก จึงไม่มีพระพุทธเจ้าหรือพระเจ้าจักรพรรดิสองพระองค์ในจักรวาลเดียวกัน อธิบายต่อว่าหญิงไม่อาจตั้งปณิธานเป็นพระพุทธเจ้า จักรพรรดิ ท้าวสักกะ หรือพรหมได้ เพราะเหตุแปดประการไม่ครบ และพรหมโลกไม่มีเพศหญิง
  45. หน้า ๓๒๘–๓๓๑ กายทุจริต-สุจริตให้ผลตามเหตุ เรื่องพระโสณเถระช่วยบิดาพ้นนรก และที่มาชื่อพระสูตร ๕ ชื่อ เปรียบกรรมชั่วกับพืชสะเดาที่ให้แต่ผลขม กรรมดีกับพืชอ้อยที่ให้แต่ผลหวาน อธิบายความพร้อมเพรียง ๕ ของกรรมและวิบาก เล่าเรื่องพระโสณเถระผู้เห็นนิมิตนรกปรากฏแก่บิดาไข้หนัก จึงพาไปบูชาเจดีย์จนจิตเลื่อมใส นิมิตนรกกลับกลายเป็นนิมิตสวรรค์แทน จบด้วยพระอานนท์ทูลขอชื่อพระสูตร พระพุทธเจ้าประทานชื่อ ๕ ชื่อ เช่น พหุธาตุกะ ธรรมาทาส อมตทุนทุภี
  46. หน้า ๓๓๒–๓๓๕ อิสิคิลิสูตร: เหตุที่ภูเขาอิสิคิลิได้ชื่อ และรายพระนามพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ พระพุทธเจ้าประทับที่ภูเขาอิสิคิลิ กรุงราชคฤห์ ตรัสว่าภูเขาเวภาระ ปัณฑวะ เวปุลละ คิชฌกูฏ ล้วนมีชื่อเดิมต่างจากปัจจุบัน ส่วนอิสิคิลิยังคงชื่อเดิม เพราะครั้งอดีตพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์อาศัยอยู่ที่นี่ เมื่อเข้าไปในภูเขาแล้วหายวับไป คนทั่วไปเข้าใจว่าภูเขากลืนกินฤาษีจึงเรียกอิสิคิลิ จากนั้นตรัสระบุพระนามพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นคาถายาว
  47. หน้า ๓๓๖–๓๔๐ อรรถกถาอิสิคิลิสูตร: ตำนานนางปทุมวดีกับบุตร ๕๐๐ ผู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และไขความพระนาม เล่าว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปในภูเขาโดยแหวกเป็นสองซีกแล้วปิดเหมือนเดิม ย้อนเล่าชาติก่อนของนางปทุมวดีผู้ถวายดอกบัวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วปรารถนาบุตร ๕๐๐ คน ภายหลังนางเกิดในดอกบัว ได้เป็นอัครมเหสี มีโอรส ๕๐๐ องค์ ซึ่งเล่นในสระบัวแล้วเห็นดอกบัวร่วงโรยจึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณพร้อมกันทั้งหมด จากนั้นไขความหมายพระนามพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละองค์ในคาถา
  48. หน้า ๓๔๑–๓๔๒ มหาจัตตารีสกสูตร: สัมมาสมาธิอริยะ ๗ องค์ประกอบ และมิจฉาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิ ๒ ระดับ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสัมมาสมาธิที่เป็นอริยะ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานนำหน้าองค์มรรคอีก ๖ ข้อ ทรงแจกแจงมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการ เช่น เห็นว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล ไม่มีโลกนี้โลกหน้า มารดาบิดาไม่มีคุณ และสัมมาทิฏฐิ ๒ ระดับ คือ ระดับสาสวะที่ยังเวียนว่ายให้ผลแก่ขันธ์ กับระดับอริยะที่เป็นอนาสวะโลกุตระ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องข้ามหน้าออกไปยังสัมมาสังกัปปะและองค์มรรคข้ออื่น
  49. หน้า ๓๔๓–๓๕๒ มหาจัตตารีสกสูตร - สัมมาสมาธิที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน และการจำแนกมรรคมีองค์ ๘ ทั้งฝ่ายโลกิยะและโลกุตระ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะต้องประกอบด้วยองค์ ๗ คือมรรคมีองค์ ๘ ที่เหลือ โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานนำหน้า ทรงจำแนกมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการและสัมมาทิฏฐิสองระดับ (ที่ยังเป็นสาสวะกับที่เป็นโลกุตระ) แล้วขยายความทำนองเดียวกันไปตามลำดับองค์มรรคที่เหลือทั้งหมด จนสรุปเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ อกุศล ๒๐ ที่ไม่มีใครในโลกคัดค้านได้ ปิดท้ายด้วยคำเตือนว่าผู้ติเตียนธรรมนี้ย่อมถูกตำหนิเอง
  50. หน้า ๓๕๓–๓๖๑ อรรถกถามหาจัตตารีสกสูตร - อธิบายศัพท์มรรคองค์ ๘ อุปมาชาวนาเผาป่า และเรื่องชนชาวอุกกลผู้ไม่กล้าติเตียนธรรมนี้ อรรถกถาขยายความพระสูตรก่อนหน้า อธิบายว่าสัมมาทิฏฐิมีทั้งที่เป็นวิปัสสนาและที่เป็นมรรค เปรียบวิปัสสนาเหมือนชาวนาตัดต้นไม้ก่อนเผาไร่ อธิบายความหมายศัพท์ต่างๆ เช่น วจีสังขาร และมิจฉาอาชีวะ ๗ ประการ ปิดท้ายด้วยเรื่องชาวอุกกลชนบทซึ่งถือมิจฉาทิฏฐิสุดโต่งแต่ยังไม่กล้าติเตียนพระธรรมเทศนานี้เพราะกลัวถูกครหา แสดงความหนักแน่นของหลักธรรมนี้แม้ในหมู่ผู้มีทิฏฐิผิด
  51. หน้า ๓๖๒–๓๖๖ อานาปานสติสูตร (ตอนต้น) - พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับกับพระเถระผู้ใหญ่ในคืนวันเพ็ญ ทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ คืนวันเพ็ญวันปวารณา พระพุทธเจ้าประทับที่ปราสาทของนางวิสาขาพร้อมพระสาวกผู้ใหญ่จำนวนมากซึ่งกำลังอบรมสั่งสอนภิกษุใหม่ พระองค์ทรงรอปวารณาจนครบ ๔ เดือนฤดูฝนเพื่อให้ภิกษุทั่วสารทิศมาเฝ้าและได้รับการอบรมให้สมถะวิปัสสนาแก่กล้าขึ้น ทรงตรัสชมภิกษุสงฆ์ที่นั่งสงบเงียบว่าเป็นบริษัทบริสุทธิ์ควรแก่ทักษิณา และตรัสว่าในหมู่นี้มีทั้งพระอรหันต์ อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน และผู้เจริญโพธิปักขิยธรรมต่างๆ อยู่
  52. หน้า ๓๖๗–๓๗๕ อานาปานสติสูตร (ตอนหลัก) - วิธีเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ที่ทำให้สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และวิชชาวิมุตติบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีเจริญอานาปานสติอย่างละเอียด ๑๖ ขั้นตอน ตั้งแต่รู้ลมหายใจยาวสั้น กำหนดรู้กายสังขาร ปีติ สุข จิตตสังขาร จนถึงพิจารณาความไม่เที่ยง คลายกำหนัด ดับกิเลส และสละคืน ทรงแสดงว่าอานาปานสติที่เจริญครบวิธีนี้ทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ และโพชฌงค์ ๗ ทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ในที่สุด เป็นสายธรรมที่เชื่อมโยงจากลมหายใจไปถึงความหลุดพ้น
  53. หน้า ๓๗๖–๓๘๔ อรรถกถาอานาปานสติสูตร - เหตุผลที่ทรงรอปวารณาสงเคราะห์ และอธิบายศัพท์การเจริญอานาปานสติโดยละเอียด อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงทำปวารณาในวันแรกแต่ทรงรอถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ เพราะทรงเห็นว่าภิกษุยังมีสมถะวิปัสสนาอ่อน จึงทรงอนุญาต ปวารณาสงเคราะห์ ให้ภิกษุอยู่จำพรรษาต่อเพื่อบ่มธรรมให้แก่กล้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่พัก อธิบายศัพท์ต่างๆ ในพระสูตร เช่น เหตุที่ตรัสเรียกลมหายใจว่าเป็นกายชนิดหนึ่ง และวิธีกำหนดรู้ปีติสุขโดยอารมณ์กับโดยความไม่หลง
  54. หน้า ๓๘๕–๓๙๔ กายคตาสติสูตร (ตอนต้น) - ภิกษุสนทนากันถึงความอัศจรรย์แห่งกายคตาสติ วิธีเจริญผ่านลมหายใจ อิริยาบถ อาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ป่าช้า ๙ และฌาน ๔ ภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนากันด้วยความประหลาดใจที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายคตาสติมีผลมาก พระองค์เสด็จมาฟังแล้วทรงแสดงวิธีเจริญกายคตาสติหลายแบบ คือกำหนดลมหายใจ รู้ชัดอิริยาบถและอาการเคลื่อนไหวทุกอย่าง พิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกายว่าไม่สะอาด พิจารณาธาตุ ๔ พิจารณาซากศพในป่าช้าระยะต่างๆ จนถึงเข้าฌานทั้ง ๔ ทุกวิธีล้วนทำให้ละความคิดฟุ้งซ่านที่อาศัยเรือนได้ จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
  55. หน้า ๓๙๕–๔๐๐ กายคตาสติสูตร (ตอนปลาย) - อุปมาผู้ไม่เจริญกายคตาสติเปิดช่องให้มารได้ กับอานิสงส์ ๑๐ ประการของผู้เจริญ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบผู้ไม่เจริญกายคตาสติเหมือนก้อนดินเปียกที่หินหนักเจาะเป็นรูได้ง่าย ไม้แห้งที่จุดไฟติด และหม้อเปล่าที่ตักน้ำได้ ส่วนผู้เจริญแล้วเหมือนแผ่นไม้แก่นที่กลุ่มด้ายเบาเจาะไม่เข้า มารจึงหาช่องไม่ได้ ทรงแสดงอานิสงส์ ๑๐ ประการ เช่น อดทนต่อความยินร้ายยินดี ภัย ความหนาวร้อน ได้ฌาน ๔ แสดงฤทธิ์ ทิพยโสต รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติ ทิพยจักษุ และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ
  56. หน้า ๔๐๑–๔๐๓ อรรถกถากายคตาสติสูตร - อธิบายศัพท์ กายคตาสติ อุปมาการแผ่จิตดุจแม่น้ำไหลรวมสู่มหาสมุทร อรรถกถาอธิบายว่าคำว่ากายคตาสติหมายถึงทั้งสติที่กำหนดกาย (สมถะ) และสติที่มีกายเป็นอารมณ์ (วิปัสสนา) จำแนกอนุปัสสนา ๑๔ อย่างตามมหาสติปัฏฐาน อธิบายวิชชา ๘ ประการที่นับเป็นกุศลธรรมฝ่ายวิชชา และอุปมาการแผ่จิตด้วยกสิณหรือทิพยจักษุว่าเหมือนแม่น้ำสายเล็กที่ไหลลงรวมอยู่ในทะเลใหญ่
  57. หน้า ๔๐๔–๔๐๙ สังขารูปปัตติสูตร (ตอนต้น) - ปฏิปทาแห่งความปรารถนาเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร และพรหมหมู่พัน-แสน พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา หากตั้งความปรารถนา อธิษฐานจิต และเจริญจิตนั้นไว้ ย่อมสำเร็จตามที่ปรารถนาได้ ไม่ว่าจะปรารถนาเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ หรือคฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นดาวดึงส์จนถึงปรนิมมิตวสวัตดี หรือพรหมหมู่พันจนถึงแสนโลกธาตุ มีอุปมาเปรียบพรหมผู้แผ่จิตไปทั่วโลกธาตุเหมือนเห็นผลมะขามป้อมในมือ
  58. หน้า ๔๑๐–๔๑๕ สังขารูปปัตติสูตร (ตอนปลาย) - ปฏิปทาสู่พรหมชั้นสูง อรูปพรหม และเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่กลับมาเกิดอีก จบอนุปทวรรค ทรงแสดงปฏิปทาสำหรับผู้ปรารถนาเกิดเป็นเทวดาชั้นอาภา สุภา จนถึงเวหัปผลาและอกนิฏฐา รวมถึงพรหมอรูปทั้ง ๔ ชั้น สุดท้ายทรงแสดงปฏิปทาสำหรับผู้ปรารถนาเข้าถึงเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ ซึ่งเมื่อบรรลุแล้วภิกษุนั้นย่อมไม่เกิดในที่ไหนอีก จบพระสูตรและจบอนุปทวรรคที่ ๒ พร้อมคาถาอุทานสรุปหัวข้อพระสูตรทั้ง ๑๐ เรื่องในวรรคนี้
  59. หน้า ๔๑๖–๔๑๙ อรรถกถาสังขารูปปัตติสูตร - ธรรม ๕ ประการเป็นศีลพื้นฐานสู่พรหมโลกหรือความสิ้นอาสวะ พร้อมรวมชื่อพระสูตรทั้งหมดในวรรค (จบเล่ม) อรรถกถาอธิบายว่าธรรม ๕ ประการคือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นฐานศีล ผู้ตั้งอยู่ในศีลนี้แล้วเจริญกสิณหรือฌานย่อมเกิดในพรหมโลกมีรูปหรือไม่มีรูปตามชนิดสมาบัติ หากเจริญวิปัสสนาต่อจนบรรลุอนาคามิผลย่อมเกิดในสุทธาวาส ๕ และเจริญมรรคสูงขึ้นย่อมสิ้นอาสวะ อธิบายอุปมาแสงแก้วไพฑูรย์และทองคำแทนการแผ่จิตของพรหม จบอรรถกถาแล้วมีคาถารวมชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ เรื่องของอนุปทวรรค ปิดท้ายเล่ม ๒๒