มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๓ · ๕๓๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๘ จูฬสุญญตสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์เรื่องการอยู่ด้วยความว่าง (สุญญตวิหารธรรม) เปิดเล่ม ๒๓ ด้วยสุญญตวรรค พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคำตรัสว่าทรงอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม พระองค์ทรงเปรียบปราสาทของนางวิสาขาที่ว่างจากช้างม้าแต่ไม่ว่างจากภิกษุสงฆ์ แล้วสอนวิธีเจริญสัญญาความว่างตามลำดับ ตั้งแต่สัญญาว่าป่า แผ่นดิน อรูปฌานต่างๆ จนถึงเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตซึ่งเป็นความว่างบริสุทธิ์เยี่ยมยอดที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเข้าถึง
- หน้า ๙–๑๓ อรรถกถาจูฬสุญญตาสูตร: อธิบายศัพท์และเหตุที่พระอานนท์ทูลถามเรื่องความว่าง อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่พระอานนท์ทูลถามทั้งที่เคยฟังมาแล้ว เพราะต้องการให้พระพุทธเจ้าตรัสสุญญตากถาโดยพิสดารอีกครั้ง อธิบายความหมายของปราสาทที่ว่างจากช้างม้าแต่ไม่ว่างจากภิกษุสงฆ์ และไล่เรียงอธิบายศัพท์แต่ละขั้นของการเจริญสัญญาความว่างตั้งแต่สัญญาว่าป่าจนถึงเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต
- หน้า ๑๔–๒๕ มหาสุญญตสูตร: โทษของการคลุกคลีเป็นหมู่คณะและอุปัทวะ ๓ ประการของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าทรงเห็นเสนาสนะจัดไว้มากจึงตรัสสอนพระอานนท์ว่าภิกษุที่ชอบคลุกคลีเป็นหมู่ย่อมไม่มีทางได้สุขจากวิเวก สอนวิธีเจริญฌานและสัญญาความว่างเพื่อรู้สึกตัวในทุกอิริยาบถ ตรัสเรื่องกามคุณ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ ที่ควรพิจารณา และทรงแสดงอุปัทวะ ๓ ของอาจารย์ ศิษย์ และผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่เกิดจากความหมกมุ่นในลาภสักการะ
- หน้า ๒๖–๓๗ อรรถกถามหาสุญญตาสูตร: เหตุที่ทรงแสดงพระสูตรนี้เพื่อขจัดการอยู่รวมเป็นหมู่คณะ อรรถกถาเล่าว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นภิกษุอยู่รวมกันมากผิดปกติ ทรงดำริเปรียบเทียบการอยู่เป็นหมู่ในภพภูมิต่างๆ ตั้งแต่นรกถึงพรหมโลก จึงทรงแสดงพระสูตรนี้แทนการบัญญัติสิกขาบทห้ามอยู่รวมกัน โดยยกตัวอย่างพระวิปัสสีโพธิสัตว์และพระโพธิสัตว์ของเราที่บรรลุธรรมได้หลังแยกจากหมู่คณะ พร้อมอธิบายศัพท์ต่างๆ ในพระสูตรโดยละเอียด
- หน้า ๓๘–๔๖ อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร: พระอานนท์แสดงธรรมอันน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ทรงเป็นโพธิสัตว์ ภิกษุสนทนากันถึงความอัศจรรย์ของพระตถาคต พระพุทธเจ้าเสด็จมาให้พระอานนท์แสดงธรรมที่น่าอัศจรรย์ พระอานนท์จึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์มารดาพร้อมแสงสว่างและแผ่นดินไหว มารดามีศีลบริสุทธิ์ไม่ถูกบุรุษล่วงเกิน ประสูติอย่างบริสุทธิ์โดยยืนประสูติและย่างพระบาท ๗ ก้าวเปล่งอาสภิวาจา
- หน้า ๔๗–๕๗ อรรถกถาอัจฉริยัพภูตสูตร: นิทานกถาเรื่องการปฏิสนธิ พระสุบินของพระนางมหามายา และมหาวิโลกนะ ๕ อรรถกถาอธิบายศัพท์และแทรกนิทานกถาพุทธประวัติโดยละเอียด ตั้งแต่พระโพธิสัตว์ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ (กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล อายุมารดา) ก่อนจุติ พระสุบินของพระนางมหามายาเห็นช้างเผือกเข้าสู่พระครรภ์ พราหมณ์ทำนายว่าจะได้พระโอรสเป็นจักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า และอธิบายการก้าวลงสู่ครรภ์ ๔ แบบ เนื้อหาต่อเนื่องข้ามหน้า ๖๓ ยังไม่จบ
- หน้า ๕๘–๖๒ อรรถกถาอัจฉริยัพภูตธรรมสูตร: โลกันตริกนรก การอารักขาพระครรภ์ และศีลของพระมารดา อธิบายลักษณะโลกันตริกนรกที่มืดมิดอยู่ระหว่างจักรวาล และเหตุที่สัตว์ไปเกิดที่นั่นเพราะทำกรรมหยาบช้า จากนั้นอธิบายเหตุที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เสด็จมาอารักขาพระโพธิสัตว์และพระมารดาตลอดพระครรภ์ พระมารดาทรงศีลบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ ไม่มีบุรุษใดกำหนัดในพระนางแม้พระราชสวามี และทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิภายในพระครรภ์ได้ชัดเจน ก่อนอธิบายเหตุที่พระนางเสด็จสวรรคตหลังประสูติได้ ๗ วัน
- หน้า ๖๓–๗๑ การประสูติพระโพธิสัตว์ที่ลุมพินีวันและปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการ เล่าเรื่องพระนางสิริมหามายาเสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปกรุงเทวทหะ แวะประทับยืนประสูติพระโพธิสัตว์ใต้ต้นสาละ ณ ลุมพินีวัน โดยไม่ทรงเจ็บปวดหรือแปดเปื้อน มีธารน้ำอุ่นเย็นหลั่งสรงพระวรกาย พรหมและท้าวมหาราชรับพระกุมารก่อนมนุษย์ พระองค์ทรงยืนตรวจดูทิศ ๑๐ แล้วย่างพระบาท ๗ ก้าวไปทางทิศอุดร เปล่งอาสภิวาจา พร้อมปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการทั่วหมื่นโลกธาตุ ซึ่งอรรถกถาอธิบายว่าล้วนเป็นบุพนิมิตแห่งพระคุณที่จะทรงบรรลุในกาลต่อมา จบอรรถกถาอัจฉริยัพภูตสูตร
- หน้า ๗๒–๗๖ พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตร: ความอัศจรรย์ ๘๐ พรรษาของพระพักกุลเถระ ปริพาชกอเจลกัสสปะสหายเก่าเข้าไปสนทนากับพระพักกุลเถระผู้บวชมา ๘๐ พรรษา พระเถระเล่าธรรมที่น่าอัศจรรย์ของตนว่าตลอดเวลานั้นไม่เคยเกิดกามสัญญา พยาบาทสัญญา หรือวิหิงสาสัญญาเลย ไม่เคยยินดีจีวรคฤหบดี ไม่เคยอาพาธ ไม่เคยนอนพิงพนัก และบรรลุพระอรหัตภายใน ๘ วันหลังบวช อเจลกัสสปะเลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผลไม่นานหลังจากนั้น จนพระพักกุละถือลูกดาลไปเรียกภิกษุออกมาเพื่อปรินิพพานท่ามกลางสงฆ์
- หน้า ๗๗–๘๓ อรรถกถาพักกุลสูตร: ปางก่อนของพระพักกุละและเหตุที่ท่านไม่เคยอาพาธ อรรถกถาเล่าปางก่อนของพระพักกุลเถระว่า เมื่อยังเป็นทารกถูกปลากลืนไปแต่ไม่ตายด้วยบุญญาธิการ ปลาถูกจับขายและถูกภรรยาเศรษฐีเมืองพาราณสีผ่าท้องพบทารก จึงเกิดข้อพิพาทระหว่างสองตระกูลว่าใครเป็นมารดาแท้จริง พระราชาตัดสินให้เลี้ยงร่วมกัน ท่านเสวยสมบัติสองนครนาน ๙๐ ปีก่อนออกบวชกับพระพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตในวันที่ ๘ อธิบายเหตุที่ท่านไม่เคยอาพาธเพราะเคยรักษาพยาบาลสงฆ์ในชาติก่อน และปรินิพพานด้วยเตโชธาตุกลางสงฆ์
- หน้า ๘๔–๙๑ ทันตภูมิสูตร ตอนต้น: เจ้าชายชยเสนะ อุปมาภูเขา และการฝึกช้างป่า พระราชกุมารชยเสนะตรัสถามสมณุทเทสอจิรวตะเรื่องการเจริญสมาธิจนจิตเป็นเอกัคคตา แต่ไม่ทรงเชื่อว่าเป็นไปได้ สมณุทเทสจึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าผู้ยังหมกมุ่นในกามย่อมไม่อาจเข้าใจธรรมที่รู้ได้ด้วยการออกจากกาม เปรียบดังคนอยู่เชิงเขาไม่อาจเห็นสิ่งที่คนบนยอดเขาเห็น เพราะถูกกองอวิชชาบังไว้ แล้วทรงแสดงอุปมาการฝึกช้างป่าด้วยเสาตะลุงและคำพูดอ่อนโยนจนหมดพยศ เทียบกับการที่ตถาคตทรงแนะนำสาวกให้ถึงพร้อมด้วยศีลตามลำดับ
- หน้า ๙๒–๙๕ ทันตภูมิสูตร ตอนปลาย: สติปัฏฐาน ๔ ฌาน ๔ และวิชชา ๓ ต่อเนื่องอุปมาช้างฝึก พระพุทธเจ้าทรงเปรียบสติปัฏฐาน ๔ เป็นดังเสาตะลุงผูกใจภิกษุไว้มิให้ฟุ้งซ่านตามกิเลสที่อาศัยบ้าน ทรงแสดงลำดับการเจริญฌานทั้ง ๔ จนจิตผ่องใสไม่หวั่นไหว แล้วน้อมไปเพื่อวิชชา ๓ คือ ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณเห็นสัตว์เวียนว่ายตามกรรม และอาสวักขยญาณรู้แจ้งอริยสัจจนจิตหลุดพ้น ปิดท้ายด้วยอุปมาช้างที่ฝึกดีกับที่ไม่ได้ฝึกตายไป เทียบกับภิกษุที่สิ้นอาสวะแล้วกับยังไม่สิ้น
- หน้า ๙๖–๙๘ อรรถกถาทันตภูมิสูตร: ไขความศัพท์และอุปมาการฝึกช้าง อรรถกถาไขความศัพท์ในพระสูตร เช่น กุฎีป่าที่สมณุทเทสอจิรวตะพำนัก ความหมายของเอกัคคตาจิตและอุปจารสมาธิ อธิบายอุปมาการฝึกช้างว่าเทียบได้กับบุคคลที่มีหรือไม่มีจิตแน่วแน่ อธิบายศัพท์เกี่ยวกับช้างหลวง เช่น มโหระทึก และการกำจัดโทษคดโกงจนหมดพยศ ปิดท้ายด้วยความหมายของศีลที่อาศัยกามคุณและอัฏฐังคิกมรรค
- หน้า ๙๙–๑๐๒ ภูมิชสูตร ตอนต้น: ความหวังกับการบรรลุผลในพรหมจรรย์ พระราชกุมารชยเสนะตรัสถามพระภูมิชะเรื่องความเห็นของสมณพราหมณ์บางพวกที่ว่า ไม่ว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความหวังหรือไม่หวังก็ไม่อาจบรรลุผล พระภูมิชะตอบว่าพระพุทธเจ้าคงตรัสว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีปฏิบัติโดยแยบคายหรือไม่แยบคายต่างหาก มิใช่อยู่ที่ความหวัง เมื่อพระภูมิชะกราบทูลเรื่องนี้แด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับรองว่าคำตอบนั้นถูกต้องตามพระดำรัสของพระองค์
- หน้า ๑๐๓–๑๐๙ ภูมิชสูตร ตอนปลาย: อุปมา ๔ คู่ว่าด้วยวิธีแยบคายและไม่แยบคาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมา ๔ คู่ คือ การคั้นน้ำมันจากทราย รีดนมจากโคลูกอ่อน กวนเนยข้นจากน้ำ และสีไฟจากไม้สดมียาง ล้วนไม่สำเร็จไม่ว่าจะหวังหรือไม่หวังเพราะวิธีไม่แยบคาย ตรงข้ามกับการคั้นน้ำมันจากงา รีดนมจากโคมีลูก กวนเนยข้นจากนมส้ม และสีไฟจากไม้แห้ง ซึ่งสำเร็จได้เสมอเพราะวิธีถูกต้อง เทียบกับผู้มีมรรคมีองค์ ๘ ถูกต้องย่อมบรรลุผลได้เสมอ จบสูตรพร้อมอรรถกถาสั้นอธิบายว่าพระภูมิชะเป็นลุงของเจ้าชายชยเสนะ
- หน้า ๑๑๐–๑๑๓ อนุรุทธสูตร ตอนต้น: เจโตวิมุตติอัปปมาณากับมหัคคตะ ช่างไม้ปัญจกังคะนิมนต์พระอนุรุทธะฉันภัตตาหาร แล้วทูลถามความต่างระหว่างเจโตวิมุตติที่หาประมาณมิได้ (อัปปมาณา) กับเจโตวิมุตติที่เป็นมหัคคตะ พระอนุรุทธะอธิบายว่าต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ อัปปมาณาคือการแผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาไปไม่มีประมาณทุกทิศ ส่วนมหัคคตะคือการน้อมจิตแผ่ไปยังขอบเขตที่กำหนดไว้ เช่น โคนไม้ เขตบ้าน หรือมหาอาณาจักรทีละขั้นตามลำดับ
- หน้า ๑๑๔–๑๑๙ อนุรุทธสูตร ตอนปลาย: การเข้าถึงภพ ๔ อย่างและรัศมีของเทวดา อธิบายการเข้าถึงภพ ๔ อย่างตามระดับรัศมีที่น้อมจิตแผ่ไป และเหตุที่เทวดาในหมู่เดียวกันมีสีกายและรัศมีต่างกัน เปรียบเหมือนตะเกียงหลายดวงในเรือน จากนั้นพระอภิยะกัจจานะซักถามต่อว่าเหตุใดเทวดาบางพวกมีรัศมีน้อยบางพวกมีรัศมีมาก พระอนุรุทธะไล่เรียงอุปมาการแผ่จิตกว้างขึ้นตามลำดับตั้งแต่โคนไม้จนถึงทั่วปฐพีมีสมุทรเป็นขอบเขต แสดงว่าจิตภาวนายิ่งกว้างเท่าใดรัศมีเทวดาที่ไปเกิดยิ่งมากเท่านั้น
- หน้า ๑๒๐ อรรถกถาอนุรุทธสูตร (ต่อในหน้าถัดไป) เริ่มต้นอรรถกถาอนุรุทธสูตร ไขความศัพท์ในพระสูตร เช่น ความหมายที่เจโตวิมุตติทั้งสองเป็นฌานมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวกัน อธิบายการน้อมจิตแผ่ไปสู่มหัคคตฌานในกสิณนิมิต และเริ่มวินิจฉัยว่านิมิตพรหมวิหารที่เป็นอัปปมาณายังไม่เป็นบาทแห่งอภิญญาหรือนิโรธ ต่างจากฌานกสิณที่เป็นมหัคคตะ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๒๑–๑๒๓ อรรถกถาอนุรุทธสูตร อรรถกถาไขความศัพท์ในอนุรุทธสูตร อธิบายว่าเจโตวิมุตติที่หาประมาณมิได้กับที่เป็นมหัคคตะต่างกันอย่างไรทั้งความหมายและถ้อยคำ ชี้ว่านิมิตพรหมวิหารแบบอัปปมาณายังไม่เป็นบาทแห่งอภิญญาหรือวิปัสสนา ต่างจากนิมิตฌานกสิณที่เป็นมหัคคตะซึ่งเป็นบาทแห่งอภิญญาและวัฏฏะได้ ปิดท้ายด้วยคาถาเล่าว่าพระเถระเคยบวชเป็นฤษีบำเพ็ญฌานในพรหมโลกนับร้อยชาติ
- หน้า ๑๒๔–๑๓๐ อุปักกิเลสสูตร: ภิกษุโกสัมพีทะเลาะกัน และการเยี่ยมสามสหาย ภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะวิวาทรุนแรง พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามถึงสามครั้งแต่ไม่ฟัง จึงตรัสคาถาอันโด่งดังว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร มีแต่การไม่จองเวรเท่านั้นจึงระงับได้ แล้วเสด็จออกจากโกสัมพีไปหาพระภคุที่บ้านพาลกโลณการ จากนั้นเสด็จไปหาพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมพิละที่ป่าปาจีนวังสทายวัน ตรัสถามความเป็นอยู่ ท่านทั้งสามทูลว่าอยู่กันสามัคคีกลมเกลียวดังนมสดกับน้ำ เพราะตั้งเมตตากายวจีมโนกรรมต่อกันและวางจิตตามอำนาจจิตผู้อื่น
- หน้า ๑๓๑–๑๓๘ อุปักกิเลสสูตร: อุปกิเลส ๑๑ ประการก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอนุรุทธะเรื่องญาณทัสสนะ ท่านทูลว่าเคยเห็นแสงสว่างและรูปแต่หายไปเร็ว ยังแทงตลอดนิมิตนั้นไม่ได้ พระองค์จึงทรงเล่าประสบการณ์สมัยเป็นโพธิสัตว์ว่าทรงประสบอุปกิเลส ๑๑ ประการที่ทำให้สมาธิเคลื่อน เช่น วิจิกิจฉา อมนสิการ ถีนมิทธะ ความหวาดเสียว ความตื่นเต้น ความเพียรที่เกินหรือหย่อนไป ตัณหา และการเพ่งรูปเกินไป เมื่อทรงรู้เท่าทันและละได้ทั้งหมด จึงทรงเจริญสมาธิได้ครบสามแบบและตรัสรู้ว่าวิมุตติไม่กำเริบอีกต่อไป
- หน้า ๑๓๙–๑๔๖ อรรถกถาอุปักกิเลสสูตร อรรถกถาขยายความอุปักกิเลสสูตร เล่าว่าพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากโกสัมพีไปยังป่าปาริเลยยกะ ประทับอยู่กับช้างปาริเลยยกะตลอดไตรมาส ชาวเมืองโกรธภิกษุที่ทะเลาะกันจนพระศาสดาต้องจากไป จึงงดถวายบิณฑบาต ภิกษุเหล่านั้นต้องไปขอขมาที่สาวัตถีและถูกแสดงเภทกรวัตถุ ๑๘ ประการ จากนั้นอธิบายศัพท์อุปกิเลสแต่ละข้อโดยละเอียด และระบุว่าสมาธิสามแบบที่ตรัสนั้นทรงเจริญขณะประทับที่โคนโพธิพฤกษ์ในราตรีตรัสรู้
- หน้า ๑๔๗–๑๕๖ พาลบัณฑิตสูตร: ลักษณะและทุกข์ของคนพาล ทรงแสดงลักษณะคนพาล ๓ อย่างคือคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว และทุกข์โทมนัสที่คนพาลเสวยในปัจจุบันสามข้อ คือถูกตำหนิในที่ชุมนุมชน หวาดกลัวเมื่อเห็นราชทัณฑ์ ๒๖ ชนิด และเศร้าโศกก่อนตาย ทรงเปรียบทุกข์นรกด้วยอุปมาบุรุษถูกหอกแทงสามร้อยเล่มเทียบกับก้อนหินกับภูเขาหิมพานต์ พรรณนาการทรมานในนรกและกำเนิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ปิดท้ายด้วยอุปมาเต่าตาบอดกับทุ่นมีบ่วงตาเดียว แสดงความยากที่คนพาลจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์และมักเกิดในตระกูลต่ำ
- หน้า ๑๕๗–๑๖๗ พาลบัณฑิตสูตร: ลักษณะบัณฑิตและอุปมาพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงแสดงลักษณะบัณฑิต ๓ อย่างคือคิดดี พูดดี ทำดี และสุขโสมนัสที่บัณฑิตเสวยในปัจจุบันเพราะไม่มีสิ่งเลวร้ายในตน กรรมดีห่อหุ้มจิตดุจเงาภูเขายามเย็น ตายแล้วไปสุคติ ทรงเปรียบด้วยพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงแก้ว ๗ ประการ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว) และความสัมฤทธิผล ๔ อย่าง ซึ่งสุขนั้นยังน้อยกว่าสุขทิพย์ยิ่งกว่าก้อนหินเทียบภูเขา จบด้วยบัณฑิตเกิดในตระกูลสูงเมื่อกลับมาเป็นมนุษย์
- หน้า ๑๖๘–๑๗๗ อรรถกถาพาลบัณฑิตสูตร และกำเนิดจักรแก้ว อรรถกถาอธิบายศัพท์ลักษณะคนพาลและรายละเอียดการลงทัณฑ์ในนรกอย่างพิสดาร เช่น การถากด้วยผึ่ง เทียมรถไฟ หม้อทองแดงเดือด และมหานรกกำแพงเหล็ก จากนั้นอธิบายลักษณะบัณฑิตและเริ่มพรรณนากำเนิดจักรแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างวิจิตร ทั้งดุม กำ กง ลวดลายเครื่องประดับ และขบวนแห่เสด็จเหาะเวหาสพร้อมจตุรงคินีเสนาไปยังทิศต่างๆ เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องไม่จบในช่วงหน้าที่กำหนด
- หน้า ๑๗๘–๑๘๑ จักรรัตนะปรากฏและพระเจ้าจักรพรรดิทรงพิชิตทวีปทั้งสี่ บรรยายอย่างพิสดารถึงจักรแก้ว (จักรรัตนะ) ที่ลอยขึ้นปรากฏแก่พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงศีลและบำเพ็ญบุญ ประชาชนต่างประหลาดใจคิดว่าเป็นพระจันทร์สองดวงหรือดวงอาทิตย์ เมื่อพระราชาทรงหลั่งน้ำถวายจักรแก้ว จักรก็เหาะนำขบวนเสด็จพร้อมจตุรงคเสนาไปพิชิตทวีปทั้งสี่ (บุพวิเทหะ ชมพูทวีป อมรโคยาน อุตตรกุรุ) โดยมิได้ทำสงคราม เพียงประกาศศีล ๕ ให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ยอมสวามิภักดิ์โดยสงบ
- หน้า ๑๘๒–๑๘๔ ช้างแก้ว ม้าแก้ว และมณีรัตนะ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิทรงระลึกถึงบุญ ช้างแก้ว (หัตถิรัตนะ) พญาช้างอุโบสถสีขาวบริสุทธิ์เหาะได้ก็มาปรากฏ ตามด้วยม้าแก้ว (อัสสรัตนะ) พญาม้าพลาหกสีขาวเหาะได้เช่นกัน ทั้งสองเป็นพาหนะพาพระองค์กับบริวารเหาะท่องเที่ยวทั่วแผ่นดินแล้วกลับทันเสวยเช้า ตามด้วยมณีรัตนะ แก้วมณีลอยมาจากภูเขาเวบุลบรรพต ให้แสงสว่างทั่วบริเวณโยชน์หนึ่งยามค่ำคืน ช่วยให้ราษฎรทำมาหากินได้เหมือนกลางวัน
- หน้า ๑๘๕–๑๘๘ นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว และจบอรรถกถาพาลบัณฑิตสูตร กล่าวถึงสมบัติแก้วที่เหลือของพระเจ้าจักรพรรดิ คือ นางแก้ว (อิตถีรัตนะ) ผู้งามเลิศกว่ามนุษย์ มีกลิ่นกายหอมดุจจันทน์และดอกบัว ปรนนิบัติพระราชาด้วยความจงรักภักดี คฤหบดีแก้วผู้มีตาทิพย์มองเห็นขุมทรัพย์ได้ไกลหนึ่งโยชน์ และปริณายกแก้วผู้มีปรจิตตญาณหยั่งรู้ใจคนได้ไกลสิบสองโยชน์ ช่วยบริหารราชกิจ ปิดท้ายด้วยสรุปว่าคนพาลกับบัณฑิตต่างได้รับผลกรรมของตนตามที่ได้ทำไว้ จบอรรถกถาพาลบัณฑิตสูตร
- หน้า ๑๘๙–๑๙๓ เทวทูตสูตร: พระยายมไต่ถามเทวทูตที่ ๑-๔ (เกิด แก่ เจ็บ โทษทัณฑ์) พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยทิพยจักษุว่าทรงเห็นสัตว์จุติและเกิดตามกรรม สัตว์ที่ทำทุจริตตายไปเกิดในนรก ถูกนำตัวไปพบพระยายม ผู้ทรงไต่ถามว่าเคยเห็น "เทวทูต" หรือไม่ คือ เด็กแรกเกิด (เตือนความเกิด) คนแก่ (เตือนความแก่) คนป่วยหนัก (เตือนความเจ็บ) และนักโทษถูกลงราชทัณฑ์ (เตือนผลกรรมชั่ว) แต่สัตว์นั้นกลับตอบว่าตนมัวประมาทไม่ได้คิดทำความดีไว้ก่อน จึงต้องรับกรรมด้วยตนเอง
- หน้า ๑๙๔–๑๙๖ เทวทูตที่ ๕ (ความตาย) และเครื่องจองจำในนรก พระยายมไต่ถามเทวทูตที่ ๕ คือซากศพเน่าพองที่เตือนให้ระลึกถึงความตาย แต่สัตว์นั้นก็ยังตอบว่าประมาทไว้ พระยายมจึงนิ่งเฉยปล่อยให้นายนิรยบาลลงโทษ เริ่มด้วยตรึงตะปูเหล็กแดง ๕ แห่งที่มือ เท้า และอก จากนั้นพรรณนาการทรมานต่าง ๆ เช่น ถากด้วยผึ่ง เทียมรถลากบนแผ่นดินไฟ ต้มในหม้อทองแดง ก่อนถูกโยนเข้าสู่มหานรกที่ร้อนแรงรอบด้านโดยไม่มีวันตาย ตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้น
- หน้า ๑๙๗–๒๐๑ รายละเอียดมหานรกและนรกบริวาร จบเทวทูตสูตร พรรณนาความทุกข์ในมหานรกและนรกโดยรอบอย่างละเอียด ได้แก่ นรกคูถ (สัตว์ปากเข็มกัดกิน) นรกเถ้ารึง ป่างิ้วมีหนามยาวลุกไหม้ ป่าใบไม้เป็นดาบ และแม่น้ำด่างที่ไหม้เนื้อ สัตว์นรกหิวกระหายถูกกรอกก้อนโลหะและน้ำทองแดงร้อน ปิดท้ายด้วยเรื่องพระยายมเองที่ปรารถนาจะได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม แล้วจบด้วยคาถาสรุปว่าผู้ประมาทต่อเทวทูตจะเศร้าโศกยาวนาน ส่วนผู้ไม่ประมาทย่อมถึงความดับทุกข์ จบเทวทูตสูตรและสุญญตวรรค
- หน้า ๒๐๒–๒๐๖ อรรถกถาเทวทูตสูตร: ความหมายของเทวทูตทั้ง ๕ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดพระสูตรนี้จึงเน้นพรรณนาทุกข์ในนรกเป็นพิเศษ ยืนยันว่านายนิรยบาลมีจริงตามพระอภิธรรม อธิบายเชิงเปรียบเทียบว่าเด็กแรกเกิด คนแก่ คนเจ็บ นักโทษ และซากศพ ล้วนเป็น "เทวทูต" เตือนให้มนุษย์เร่งทำความดีก่อนความเกิดแก่เจ็บตายจะมาถึง พร้อมยกเรื่องผู้ที่ระลึกถึงกุศลกรรมได้เองก่อนตายจนไปเกิดสวรรค์ เช่น ทมิฬฑีฆทันตะที่เคยถวายผ้าแดงบูชาเจดีย์
- หน้า ๒๐๗–๒๐๙ ขนาดอเวจีมหานรก เรื่องพระเทวทัต และจบอรรถกถาเทวทูตสูตร อธิบายขนาดของอเวจีมหานรกกว้างยาวราว ๙๐๐ โยชน์ มีเปลวไฟไม่เว้นระยะ จึงชื่อว่า "อเวจี" และพรรณนาว่าพระเทวทัตต้องทนทุกข์อยู่กลางนรกนี้ด้วยหลาวเหล็กเสียบทะลุร่างเพราะทำร้ายพระพุทธเจ้า อธิบายศัพท์ต่าง ๆ ในพระบาลี เช่น แม่น้ำเวตรณี นรกเถ้ารึง จบอรรถกถาเทวทูตสูตรและจบวรรคที่ ๓ ตามด้วยสารบัญรายชื่อพระสูตร ๑๐ สูตรในสุญญตวรรค
- หน้า ๒๑๐–๒๑๔ ภัทเทกรัตตสูตร: ผู้มีราตรีเดียวเจริญ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคาถาอันโด่งดังว่าด้วย "ผู้มีราตรีเดียวเจริญ" สอนไม่ให้คำนึงถึงอดีตที่ล่วงไปแล้วหรือมุ่งหวังอนาคตที่ยังไม่มาถึง แต่ให้เห็นแจ้งในธรรมปัจจุบันอย่างไม่หวั่นไหว หมั่นเพียรทำความดีตั้งแต่วันนี้เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะตายเมื่อใด จากนั้นทรงแจกแจงความหมายของการคำนึงถึงอดีตและมุ่งหวังอนาคตผ่านขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
- หน้า ๒๑๕–๒๑๘ อรรถกถาภัทเทกรัตตสูตร อรรถกถาอธิบายศัพท์ในคาถาผู้มีราตรีเดียวเจริญ ชี้ว่าคำสอนนี้มุ่งให้เจริญวิปัสสนาซึ่งไม่หวั่นไหวต่อกิเลส และมุ่งสู่พระนิพพานอันไม่หวั่นไหวเช่นกัน อธิบายว่าความเพียรควรทำในวันนี้ทันทีเพราะมัจจุราชมีเสนามาก ไม่มีทางผัดผ่อนต่อรองได้ไม่ว่าด้วยการเจรจา ให้สินจ้าง หรือกำลังพล ปิดท้ายอธิบายว่าผู้ไม่มีวิปัสสนาย่อมถูกตัณหาและทิฐิคร่าไป ส่วนผู้เจริญวิปัสสนาย่อมไม่ถูกคร่าไป
- หน้า ๒๑๙–๒๒๔ อานันทภัทเทกรัตตสูตร พระอานนท์แสดงธรรมเรื่องผู้มีราตรีเดียวเจริญแก่ภิกษุทั้งหลายในหอฉัน โดยกล่าวคาถาและคำอธิบายเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าเคยแสดง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงทราบเรื่อง จึงตรัสถามพระอานนท์ให้ทวนคำสอนนั้นต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ และเมื่อฟังจบก็ทรงประทานสาธุการรับรองว่าพระอานนท์อธิบายได้ถูกต้องครบถ้วนตามพระพุทธประสงค์ทุกประการ
- หน้า ๒๒๕ อรรถกถาอานันทภัทเทกรัตตสูตร อรรถกถาสั้น ๆ อธิบายว่าพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากผลสมาบัติแล้วตรัสถามภิกษุทั้งที่ทรงทราบอยู่แล้วเพื่อทรงตั้งเรื่องขึ้น และทรงประทานสาธุการแก่พระอานนท์เพราะเทศนาที่แสดงนั้นถูกต้องกลมกล่อมสมบูรณ์ด้วยบทและพยัญชนะ
- หน้า ๒๒๖–๒๓๔ มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร: พระสมิทธิ เทวดา และพระมหากัจจานะอธิบายธรรมโดยพิสดาร พระสมิทธิพบเทวดาที่สระตโปทะ เทวดาถามถึงคาถาผู้มีราตรีเดียวเจริญแต่ทั้งสองจำไม่ได้ เทวดาจึงแนะให้ไปเรียนจากพระพุทธเจ้า พระสมิทธิกราบทูลขอฟัง พระพุทธเจ้าทรงแสดงคาถาแต่มิได้อธิบายพิสดาร ภิกษุทั้งหลายจึงไปขอให้พระมหากัจจานะช่วยขยายความ ท่านเปรียบเหมือนคนหาแก่นไม้ไม่ควรมองข้ามพระพุทธเจ้าไปถามท่านเอง แต่ในที่สุดก็อธิบายผ่านอายตนะทั้ง ๖ ว่าความเพลิดเพลินยินดีในสิ่งที่เคยประสบมาคือการคำนึงถึงอดีต
- หน้า ๒๓๕–๒๓๙ มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร: พระมหากัจจานะอธิบายคาถาผู้มีราตรีหนึ่งเจริญโดยพิสดาร หลังพระพุทธเจ้าตรัสคาถาภัทเทกรัตตะโดยย่อแล้วเสด็จเข้าวิหาร เหล่าภิกษุไม่เข้าใจความหมายจึงไปขอให้พระมหากัจจานะช่วยขยายความ ท่านอุปมาด้วยคนหาแก่นไม้ที่ควรถามจากรากมิใช่กิ่งใบ แล้วอธิบายว่าการคำนึงถึงอดีตและมุ่งหวังอนาคตคือการเพลิดเพลินในอายตนะ 6 ด้วยฉันทราคะ ส่วนผู้ไม่ยึดติดปัจจุบันคือผู้ไม่เพลิดเพลินในอายตนะนั้น เมื่อภิกษุนำคำอธิบายไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าถูกต้องตรงกับที่พระองค์จะตรัสเอง
- หน้า ๒๔๐–๒๔๑ อรรถกถามหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร ไขความศัพท์ในพระสูตร เช่น ตโปทาราม อารามใกล้สระน้ำร้อนที่ไหลผ่านระหว่างนรกใหญ่สองขุม และชื่อพระสมิทธิ พร้อมอธิบายเหตุที่พระมหากัจจานะได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านขยายความย่อให้พิสดาร เพราะท่านสามารถจำแนกอายตนะ 12 ได้แจ่มแจ้งดุจแสดงรอยเท้าในอากาศซึ่งเป็นภาระหนัก
- หน้า ๒๔๒–๒๔๘ โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร: จันทนเทวบุตรสอนคาถาผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ จันทนเทวบุตรเข้าหาพระโลมสกังคิยะยามค่ำคืน ถามเรื่องอุเทศผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ เมื่อพระเถระจำไม่ได้ เทวบุตรจึงเล่าคาถาที่พระพุทธเจ้าเคยแสดงแก่เทวดาดาวดึงส์ให้ฟัง พระเถระจึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันเพื่อขอคำอธิบายเต็ม พระองค์ตรัสอธิบายด้วยขันธ์ 5 แทนอายตนะ ว่าการคำนึงถึงอดีต-อนาคตคือเพลิดเพลินในขันธ์ที่เคยมีหรือหวังจะมี ส่วนปุถุชนที่ยึดขันธ์เป็นอัตตาคือผู้ง่อนแง่นในปัจจุบัน
- หน้า ๒๔๙–๒๕๐ อรรถกถาโลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร ไขความชื่อพระโลมสกังคิยะและจันทนเทวบุตร ผู้เคยเป็นอุบาสกบูชาพระรัตนตรัยสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เล่าเหตุการณ์พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาที่ดาวดึงส์แสดงพระอภิธรรมโปรดพระมารดา และตรัสคาถาราตรีหนึ่งเจริญแก่เทวดาในคราวนั้น อธิบายเหตุที่เทวบุตรจำได้เพียงคาถาแต่ลืมคำขยายความเพราะเพลินในทิพยสมบัติ
- หน้า ๒๕๑–๒๕๙ จูฬกัมมวิภังคสูตร: สุภมาณพทูลถามเหตุแห่งความแตกต่างของมนุษย์ สุภมาณพโตเทยยบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรทำให้มนุษย์เกิดมาแตกต่างกันทั้งอายุ โรค ผิวพรรณ ศักดา โภคทรัพย์ ตระกูล และปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน แล้วทรงแจกแจงเป็นคู่ๆ 12 คู่ เช่น ฆ่าสัตว์ทำให้อายุสั้น เว้นปาณาติบาตทำให้อายุยืน เบียดเบียนสัตว์ทำให้โรคมาก มักโกรธทำให้ผิวพรรณทราม ริษยาทำให้ศักดาน้อย ไม่ให้ทานทำให้ยากจน ถือตัวทำให้เกิดสกุลต่ำ ไม่ไต่ถามธรรมทำให้ปัญญาทราม สุภมาณพเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๐–๒๖๗ อรรถกถาสุภสูตร: เรื่องโตเทยยพราหมณ์ตายไปเกิดเป็นสุนัข อธิบายว่าโตเทยยพราหมณ์บิดาของสุภมาณพเป็นคนตระหนี่มาก ตายแล้วไปเกิดเป็นสุนัขในเรือนตนเองเพราะติดในทรัพย์ พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตทรงทักสุนัขด้วยชื่อเดิมทำให้สุภมาณพโกรธแล้วไปทูลถาม แต่เมื่อพิสูจน์ตามคำพระพุทธเจ้าพบขุมทรัพย์ที่บิดาซ่อนไว้จริงจึงเลื่อมใส จากนั้นอธิบายศัพท์กรรม 4 ประเภทคืออุปปีฬกกรรม อุปัจเฉทกกรรม ชนกกรรม อุปัตถัมภกกรรม ที่ส่งผลต่ออายุและโภคทรัพย์ของคนแต่ละคน
- หน้า ๒๖๘–๒๗๘ มหากัมมวิภังคสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแก้ความเข้าใจผิดเรื่องกรรมกับผลของพระสมิทธิ ปริพาชกโปตลิบุตรถามพระสมิทธิว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่ากายกรรมวจีกรรมเป็นโมฆะ มโนกรรมเท่านั้นจริงหรือไม่ พระสมิทธิตอบคลาดเคลื่อน พระอานนท์จึงพาไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงตำหนิทั้งพระสมิทธิและพระอุทายีที่ตอบผิดพลาด แล้วทรงแสดงมหากัมมวิภังค์ว่าคนทำกรรมชั่วอาจไปสวรรค์ หรือคนทำกรรมดีอาจตกนรกได้ เพราะกรรมเก่าและกรรมใกล้ตายมีผลต่างกัน สมณพราหมณ์ผู้มีทิพยจักษุเห็นเพียงบางส่วนจึงสรุปผิด มีแต่ตถาคตเท่านั้นที่รู้กรรมและวิบากครบถ้วน
- หน้า ๒๗๙–๒๘๔ อรรถกถามหากัมมวิภังคสูตร ไขศัพท์และขยายความมหากัมมวิภังค์ อธิบายว่ากรรมให้ผลเป็นสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างไรตามฌานและเจตนา และอธิบายญาณ 7 ฐานะของพระตถาคตที่ทรงเห็นทั้งกรรมและวิบากครบถ้วนกว่าสมณพราหมณ์ผู้มีทิพยจักษุ พร้อมอธิบายกรรม 4 แบบ คือกรรมไม่ควรแต่ส่องให้เห็นว่าควร กรรมควรแต่ส่องให้เห็นว่าไม่ควร เป็นต้น โดยยกตัวอย่างบุคคล 4 จำพวกจากพระสูตร
- หน้า ๒๘๕–๒๙๑ สฬายตนวิภังคสูตร: จำแนกอายตนะภายใน-ภายนอก และทางดำเนินของจิต 36 พระพุทธเจ้าทรงแสดงสฬายตนวิภังค์แก่ภิกษุ ประกอบด้วยอายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 หมวดวิญญาณ 6 หมวดผัสสะ 6 ความนึกหน่วงของใจ 18 และทางดำเนินของสัตว์ 36 คือโสมนัส โทมนัส อุเบกขา แต่ละอย่างแบ่งเป็นชนิดที่อาศัยเรือน (ยึดติดกับอารมณ์ที่ได้หรือไม่ได้) และชนิดที่อาศัยเนกขัมมะ (เห็นความไม่เที่ยงแล้วปรารถนาหลุดพ้น) เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า 291
- หน้า ๒๙๒–๒๙๖ สฬายตนวิภังคสูตร: อายตนะ ๖ ความนึกหน่วงของใจ ๑๘ และทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสฬายตนวิภังค์แก่ภิกษุ จำแนกอายตนะภายใน-ภายนอกอย่างละ ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ ความนึกหน่วงของใจ ๑๘ และทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ (โสมนัส โทมนัส อุเบกขาที่อาศัยเรือนกับที่อาศัยเนกขัมมะ) สอนให้อาศัยธรรมฝ่ายเนกขัมมะละธรรมฝ่ายอาศัยเรือนไปตามลำดับจนถึงความไม่มีตัณหา จบด้วยอุปมาสารถีฝึกบุรุษที่นำผู้ฝึกไปได้ทั่วทั้ง ๘ ทิศ ต่างจากอาจารย์ฝึกช้างม้าโคที่ทำได้ทิศเดียว
- หน้า ๒๙๗–๓๐๓ อรรถกถาสฬายตนวิภังคสูตร: อุเบกขาสองประเภทและการละธรรมด้วยธรรมที่มีกำลังกว่า อรรถกถาอธิบายศัพท์ในสฬายตนวิภังคสูตร เช่น มโนปวิจาร สัตตบท และอธิบายอุเบกขา ๒ ประเภทคือสมถอุเบกขากับวิปัสสนูเบกขา ชี้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนให้ละธรรมที่คล้ายกันด้วยธรรมที่คล้ายกัน แล้วละธรรมที่ไม่มีกำลังด้วยธรรมที่มีกำลังตามลำดับ จนถึงอุเบกขาอาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งและความไม่มีตัณหา
- หน้า ๓๐๔–๓๑๕ อุทเทสวิภังคสูตร: พระมหากัจจานะขยายความอุเทศย่อของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุเทศโดยย่อเรื่องการพิจารณาไม่ให้จิตฟุ้งซ่านออกนอกหรือติดอยู่ภายในแก่ภิกษุแล้วเสด็จเข้าวิหารโดยไม่ทรงจำแนก ภิกษุจึงไปขอให้พระมหากัจจานะช่วยขยายความ ท่านเปรียบเหมือนคนหาแก่นไม้ไม่ควรมองข้ามพระศาสดา แล้วอธิบายว่าจิตฟุ้งซ่านคือติดใจในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส จิตสงบภายในคือติดใจสุขจากฌาน และความสะดุ้งเกิดจากยึดขันธ์ ๕ เป็นตัวตน เมื่อภิกษุนำไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าตรงกับที่พระองค์จะทรงอธิบายเอง
- หน้า ๓๑๖–๓๑๘ อรรถกถาอุทเทสวิภังคสูตร: ไขศัพท์เรื่องความสะดุ้งเพราะถือมั่นและไม่ถือมั่น อรรถกถาขยายความศัพท์ในอุทเทสวิภังคสูตร เช่น อวิกขิตตัง อวิสฏัง อัชฌัตตังอสัณฐิตัง และอนุปาทาปริตัสสนา อธิบายว่าจิตที่ตั้งมั่นด้วยอำนาจความใคร่ยังไม่ใช่ส่วนของการละกิเลสแต่เป็นคุณวิเศษ และไขความเรื่องความสะดุ้งเพราะถือมั่นกับไม่ถือมั่นตามที่พระมหากัจจานะแสดงไว้ในพระสูตร
- หน้า ๓๑๙–๓๓๐ อรณวิภังคสูตร: ทางสายกลาง การพูดไม่มีกิเลส และความสุขที่ควรเจริญ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอรณวิภังค์ สอนทางสายกลางเว้นสุดโต่ง ๒ ทาง คือการเสพสุขทางกามกับการทรมานตน ด้วยมรรคมีองค์ ๘ สอนให้แสดงธรรมโดยไม่ยกย่องหรือตำหนิบุคคล ให้รู้จักแยกสุขทางโลกที่ควรกลัวออกจากสุขจากฌานที่ควรเจริญ ไม่พูดลับหลังหรือล่วงเกินที่ไม่จริงไม่มีประโยชน์ ไม่พูดเร่งรีบ และไม่ยึดติดคำเรียกภาชนะต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น ปาตี ปัตตะ สรุปว่าพระสุภูติเถระปฏิบัติตามปฏิปทานี้ได้สมบูรณ์
- หน้า ๓๓๑–๓๓๓ อรรถกถาอรณวิภังคสูตร: พระสุภูติเอตทัคคะและเรื่องพระปิงคลพุทธรักขิต อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอรณวิภังคสูตร และเล่าว่าพระสุภูติเถระได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะสองด้าน คือผู้อยู่ด้วยความสงบ (อรณวิหารี) และผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เพราะท่านเข้าเมตตาฌานก่อนรับบิณฑบาตทุกครั้ง พร้อมเล่าเรื่องพระปิงคลพุทธรักขิตในเกาะลังกาที่เข้าสมาบัติหน้าประตูบ้านทั้ง ๗๐๐ หลังก่อนรับอาหาร
- หน้า ๓๓๔–๓๔๖ ธาตุวิภังคสูตร: พระพุทธเจ้าสอนพระปุกกุสาติในโรงช่างหม้อ ระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นมคธ พระพุทธเจ้าทรงพักในโรงช่างหม้อร่วมกับพระปุกกุสาติซึ่งบวชอุทิศพระองค์โดยไม่เคยเห็นหน้า ทั้งสองนั่งเงียบข้ามคืนก่อนพระองค์ตรัสถามและทรงแสดงธาตุ ๖ (ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ) อายตนะ ความนึกหน่วงของใจ และธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ ด้วยอุปมาไฟจากไม้สีกันและทองคำที่ถูกหลอมให้บริสุทธิ์ พระปุกกุสาติรู้ว่ากำลังฟังพระพุทธเจ้าจึงขอขมาและขอบวช แต่ยังไม่มีบาตรจีวร ระหว่างไปหาบาตรจีวรถูกแม่โคขวิดมรณภาพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านบรรลุอนาคามีแล้ว
- หน้า ๓๔๗–๓๔๘ อรรถกถาธาตุวิภังคสูตร: ปูมหลังพระเจ้าปุกกุสาติแห่งตักกศิลา อรรถกถาธาตุวิภังคสูตรเริ่มไขศัพท์ เช่น จาริกัง และเหตุที่นายภัคควะให้พระปุกกุสาติกับพระพุทธเจ้าพักร่วมกัน จากนั้นเล่าปูมหลังพระปุกกุสาติว่าเดิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองนครตักกศิลา ผูกมิตรกับพระเจ้าพิมพิสารแห่งราชคฤห์ผ่านพ่อค้าที่เดินทางไปมาระหว่างสองนคร เนื้อความเรื่องนี้ยังไม่จบในหน้า ๓๔๘
- หน้า ๓๔๙–๓๕๒ อรรถกถา: ที่มามิตรภาพพระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปุกกุสาติ และการเลือกส่งรัตนะอันประเสริฐสุด อรรถกถาเล่าที่มาของกุลบุตรปุกกุสาติว่าเป็นพระราชาแห่งตักกศิลา ผู้ผูกมิตรกับพระเจ้าพิมพิสารผ่านพ่อค้าที่ไปมาระหว่างสองแผ่นดิน ทั้งสองส่งบรรณาการหากัน พระเจ้าปุกกุสาติส่งผ้ากัมพลอันล้ำค่าถวาย พระเจ้าพิมพิสารทรงคิดหาของตอบแทนที่ดีกว่า จึงไล่เรียงลำดับรัตนะต่างๆ จนสรุปว่าพุทธรัตนะประเสริฐสุดในโลก และตักกศิลายังไม่รู้จักพระรัตนตรัยเลย
- หน้า ๓๕๓–๓๕๖ พระเจ้าพิมพิสารทรงจารึกพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ลงแผ่นทองคำส่งไปตักกศิลา พระเจ้าพิมพิสารทรงตัดสินพระทัยส่งพระราชสาส์นแทนพระศาสดา โดยทรงจารึกพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พร้อมคาถาสรรเสริญลงบนแผ่นทองคำด้วยพระองค์เอง แล้วห่อหุ้มซ้อนกันหลายชั้นด้วยของมีค่าต่างๆ อย่างประณีต ส่งผ่านอำมาตย์ไปถวายพระเจ้าปุกกุสาติ พร้อมสั่งให้รับบรรณาการบนปราสาทเท่านั้น
- หน้า ๓๕๗–๓๕๙ พระเจ้าปุกกุสาติทรงอ่านสาส์นแล้วเปี่ยมปีติ ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติออกผนวช เมื่อพระเจ้าปุกกุสาติทรงเปิดสาส์นและอ่านพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ทรงเกิดปีติท่วมท้นจนขนพองสยองเกล้า เพลิดเพลินในฌานอยู่ครึ่งเดือนจนราษฎรพากันโวยวายเรื่องราชกิจถูกละเลย พระองค์จึงตัดสินพระทัยว่าจะรักษาพระศาสนาไว้ยิ่งกว่าราชสมบัติ ทรงตัดพระเกศาด้วยพระแสงดาบ มอบราชสมบัติแก่มหาชน แล้วทรงผนวชเป็นภิกษุด้วยพระองค์เอง เสด็จออกจากพระนครเพียงลำพัง
- หน้า ๓๖๐–๓๖๓ การเดินทาง ๑๙๒ โยชน์ของปุกกุสาติ และการเสด็จไปพบกันที่ศาลาช่างหม้อ กุลบุตรปุกกุสาติเดินเท้าลำบากตรากตรำเกือบ ๒๐๐ โยชน์โดยไม่ทรงยาน ไม่สวมรองเท้า ไม่กางร่ม เท้าแตกเป็นแผล แต่ยังทรงเข้าฌานระงับทุกข์จากการเดินทาง พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณจึงเสด็จด้วยพระบาทเพียงพระองค์เดียวเป็นระยะทาง ๔๕ โยชน์ในวันเดียว ทรงปลอมเป็นภิกษุธรรมดา เสด็จไปถึงศาลาช่างหม้อในเวลาเดียวกับที่ปุกกุสาติเข้าพักพอดี
- หน้า ๓๖๔–๓๖๘ พระพุทธเจ้าประทับร่วมศาลาช่างหม้อ ทรงรอความล้าสงบก่อนแสดงธรรม อรรถกถาเปรียบเทียบพระพุทธเจ้ากับปุกกุสาติว่าทั้งสองสละราชสมบัติผนวชเหมือนกัน ทั้งสองไม่ยอมพักผ่อนแม้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล ต่างนั่งเข้าสมาบัติ พระพุทธเจ้าทรงรอจนความเมื่อยล้าจากการเดินทางของกุลบุตรสงบระงับราวสองยามครึ่งจึงตรัสถามและเริ่มแสดงธาตุวิภังคสูตร โดยทรงเล็งเห็นว่าอุปนิสัยของกุลบุตรบริสุทธิ์พร้อมรับวิปัสสนาขั้นสูงได้ทันที
- หน้า ๓๖๙–๓๗๔ อรรถกถาขยายความธาตุ ๖ อธิษฐาน ๔ และอุปมาไฟ ทองคำ กับการสอนกัมมัฏฐานแก่ปุกกุสาติ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในธาตุวิภังคสูตรอย่างละเอียด ทั้งธาตุ ๖ อธิษฐาน ๔ (ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ) และการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณของอรูปฌานก่อนแล้วจึงชี้โทษว่าเป็นสังขตะไม่เที่ยง เพื่อโน้มน้าวกุลบุตรจากความติดใจในฌานไปสู่อรหัตตผล โดยเปรียบดังหมอเอาพิษออกจากร่างกายและพระราชาเปลี่ยนบำเหน็จให้แก่ขุนพลผู้มีคุณความดี
- หน้า ๓๗๕–๓๘๐ ปุกกุสาติบรรลุอนาคามิผล จำพระศาสดาได้ แล้วมรณภาพเพราะแม่โคขวิด ไปเกิดในพรหมโลกอวิหาและบรรลุอรหัตต์ อรรถกถาเล่าว่าปุกกุสาติแทงตลอดอนาคามิผลระหว่างฟังธรรมจึงรู้ว่าผู้สนทนาด้วยคือพระศาสดา แต่ไม่มีโอกาสขอขมาในทันที เมื่อออกไปหาบาตรจีวรตามกองขยะกลับถูกแม่โคขวิดถึงแก่ชีวิต ไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหาแล้วบรรลุพระอรหัตต์ทันที เป็น ๑ ใน ๗ ท่านที่บรรลุอรหัตต์ในอวิหาพรหม พระเจ้าพิมพิสารทรงเศร้าโศกเมื่อทราบข่าว จึงจัดถวายพระเพลิงศพอย่างสมเกียรติและประดิษฐานพระธาตุไว้บูชา
- หน้า ๓๘๑–๓๘๗ สัจจวิภังคสูตร: พระสารีบุตรแสดงอริยสัจ ๔ โดยพิสดารตามพุทธบัญชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงประกาศธรรมจักรครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมิคทายวันด้วยอริยสัจ ๔ แล้วทรงแนะนำให้ภิกษุคบหาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เปรียบดังมารดาผู้ให้กำเนิดกับผู้เลี้ยงดู จากนั้นพระสารีบุตรแสดงอริยสัจ ๔ โดยพิสดารแก่ภิกษุทั้งหลาย อธิบายทุกข์ (ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ฯลฯ และอุปาทานขันธ์ ๕) สมุทัย (ตัณหา) นิโรธ และมรรคมีองค์ ๘ อย่างละเอียดทีละข้อ
- หน้า ๓๘๘–๓๙๐ อรรถกถาสัจจวิภังคสูตร: เหตุที่สารีบุตรเปรียบมารดา โมคคัลลานะเปรียบพี่เลี้ยง อรรถกถาอธิบายว่าพระสารีบุตรเปรียบดังมารดาผู้ให้กำเนิดเพราะแนะนำผู้ฟังให้ถึงโสดาปัตติผล ส่วนพระโมคคัลลานะเปรียบดังพี่เลี้ยงเพราะยังคงสงเคราะห์ดูแลผู้บวชใหม่จนกว่าจะบรรลุพระอรหัตต์ พร้อมยกพุทธพจน์เปรียบอุจจาระแม้น้อยก็เหม็นเช่นเดียวกับภพแม้น้อยก็ไม่ควรยินดี แล้วอธิบายศัพท์สังกัปปะและญาณในอริยสัจแต่ละข้อโดยย่อ
- หน้า ๓๙๑–๓๙๗ ทักษิณาวิภังคสูตร: มหาปชาบดีถวายผ้าใหม่ พระพุทธเจ้าทรงให้ถวายสงฆ์แทน และทรงแจกแจงทักษิณา ๑๔ ประเภท พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงนำผ้าใหม่ที่ทอเองมาถวายพระพุทธเจ้าถึง ๓ ครั้ง แต่พระองค์ทรงให้ถวายแก่สงฆ์แทนเพื่อบุญยิ่งกว่า พระอานนท์ทูลถึงพระคุณของพระนางที่เลี้ยงดูพระพุทธเจ้ามา พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีคุณต่อกัน จากนั้นทรงแจกแจงทักษิณาที่ถวายเจาะจงบุคคล ๑๔ ประเภทตามผลบุญ ทักษิณาที่ถวายสงฆ์ ๗ ประเภท และความบริสุทธิ์ของทักษิณา ๔ แบบตามศีลของผู้ให้และผู้รับ
- หน้า ๓๙๘–๔๐๕ อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร: เรื่องราวการทอผ้าถวายของพระนางมหาปชาบดีและเหตุผลที่ทรงให้ถวายสงฆ์ อรรถกถาเล่าที่มาพระนามมหาปชาบดีโคตมี และเรื่องที่พระนางทอผ้าถวายด้วยพระหัตถ์เองหลังพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก อธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธรับผ้าโดยตรงถึง ๓ ครั้งเพื่อให้ถวายสงฆ์แทน ทั้งเพื่อรวมเจตนาบุญและเพื่อสร้างความเคารพในสงฆ์แก่คนรุ่นหลัง พร้อมโต้แย้งความเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้านับเนื่องอยู่ในสงฆ์ จากนั้นเริ่มไล่อธิบายอานิสงส์ทักษิณา ๑๔ ประเภทเป็นจำนวนเท่า ยังอธิบายไม่จบ
- หน้า ๔๐๖–๔๑๐ จบทักขิณาวิภังคสูตร และอรรถกถา: พระนางมหาปชาบดีถวายผ้าใหม่ กับการจำแนกทักษิณา ท้ายพระสูตรกล่าวถึงทานที่มีผลไพบูลย์เมื่อให้แก่ผู้มีศีลและผู้ปราศจากราคะ จากนั้นเป็นอรรถกถาเล่าเรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงทอผ้าใหม่ด้วยพระหัตถ์เองนำไปถวายพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงห้ามถึง 3 ครั้งและให้ถวายแก่สงฆ์แทน เพื่ออนุเคราะห์พระมารดาให้ได้บุญมากขึ้นและปลูกฝังความเคารพสงฆ์แก่ชนรุ่นหลัง อรรถกถาขยายความทักษิณาปาฏิบุคคลิก 14 ประการ ทักษิณาที่ถวายสงฆ์ 7 ประการ และความบริสุทธิ์ของทาน 4 แบบ พร้อมตัวอย่างพระเวสสันดรและนายเกวัฏฏะ
- หน้า ๔๑๑ สารบัญพระสูตรและอรรถกถาในวิภังควรรคที่ 4 หน้าสารบัญสรุปรายชื่อพระสูตรทั้ง 12 สูตรพร้อมอรรถกถาในวิภังควรรค เริ่มจากภัทเทกรัตตสูตรไปจนถึงทักขิณาวิภังคสูตร เป็นหน้าคั่นก่อนเริ่มวรรคใหม่คือสฬายตนวรรค
- หน้า ๔๑๒–๔๒๗ อนาถปิณฑิโกวาทสูตรและอรรถกถา: โอวาทพระสารีบุตรแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีก่อนสิ้นชีวิต อนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักใกล้ตาย นิมนต์พระสารีบุตรและพระอานนท์มาเยี่ยม พระสารีบุตรแสดงธรรมสอนไม่ให้ยึดมั่นในอายตนะภายในภายนอกและขันธ์ เศรษฐีถึงกับร้องไห้ด้วยความปีติเพราะไม่เคยฟังธรรมละเอียดเช่นนี้มาก่อน หลังจากนั้นสิ้นชีวิตไปเกิดเป็นเทพบุตรชั้นดุสิต แล้วกลับมากล่าวคาถาสรรเสริญพระเชตวันและยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยปัญญา ศีล และความสงบ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดพระศาสดาจึงมักแสดงแต่ทานกถาแก่เศรษฐีผู้นี้
- หน้า ๔๒๘–๔๓๕ ฉันโนวาทสูตรและอรรถกถา: พระฉันนะอาพาธหนักและปลงชีวิตตนเอง พระฉันนะอาพาธหนักทนทุกขเวทนาไม่ไหว พระสารีบุตรและพระมหาจุนทะไปเยี่ยมสอนธรรมไม่ให้ยึดมั่นในอายตนะทั้งหก แต่หลังท่านทั้งสองจากไปไม่นาน พระฉันนะก็ใช้ศัสตราปลงชีวิตตนเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ควรถูกตำหนิ เพราะการปลงชีวิตจะน่าตำหนิเฉพาะผู้ที่ยังยึดถือกายอื่นเป็นตนเท่านั้น อรรถกถาเล่าว่าในวินาทีใกล้ตาย พระฉันนะเกิดความสลดใจ เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตเป็นสมสีสีก่อนดับขันธ์พอดี
- หน้า ๔๓๖–๔๔๙ ปุณโณวาทสูตรและอรรถกถา: พระปุณณะขอโอวาทย่อก่อนไปเผยแผ่ธรรมที่สุนาปรันตชนบท พระปุณณะทูลขอโอวาทย่อเรื่องไม่ให้ยึดติดในอารมณ์ที่น่าใคร่ทั้งหก แล้วทูลลาไปอยู่สุนาปรันตชนบทที่ขึ้นชื่อว่าดุร้าย พระพุทธเจ้าทรงถามทีละขั้นว่าจะคิดอย่างไรหากถูกด่า ถูกทำร้าย จนถึงถูกฆ่า ท่านตอบด้วยความอดทนไม่หวั่นไหวทุกขั้น จึงทรงอนุญาตให้ไป ต่อมาท่านโปรดชาวเมืองเป็นอุบาสกอุบาสิการวม 1,000 คนและบรรลุวิชชา 3 ก่อนปรินิพพานในพรรษาเดียวกัน อรรถกถาเล่าเรื่องราวยาวถึงพี่น้องพ่อค้า การพบพระศาสดาจนบวช และปาฏิหาริย์เรือนยอด 500 หลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวบ้าน
- หน้า ๔๕๐–๔๖๒ นันทโกวาทสูตร: พระนันทกะแสดงธรรมสอนภิกษุณีเรื่องความไม่เที่ยงของอายตนะ พระมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแก่ภิกษุณี แต่พระนันทกะไม่ยอมรับเวรสอนตามปกติ พระพุทธเจ้าจึงมอบหมายให้ท่านแสดงธรรมโดยตรง ท่านซักถามภิกษุณีทีละขั้นว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นตน เปรียบด้วยอุปมาประทีปน้ำมันและต้นไม้ใหญ่ว่าเวทนาที่เกิดจากอายตนะก็ไม่เที่ยงเช่นกัน เนื้อหายังดำเนินต่อเนื่องไม่จบภายในหน้า 462
- หน้า ๔๖๓–๔๗๐ นันทโกวาทสูตร (ตอนจบ): พระนันทกะสอนภิกษุณี ๕๐๐ รูปเรื่องอนิจจังแห่งอายตนะ สองครั้งจนบรรลุโสดาบัน พระนันทกะแสดงธรรมแก่ภิกษุณี ๕๐๐ รูปสองครั้งว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ภายนอกล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เปรียบด้วยตะเกียงน้ำมัน ต้นไม้ใหญ่ และคนฆ่าโคแล่เนื้อออกจากหนัง แล้วสอนโพชฌงค์ ๗ ครั้งแรกภิกษุณีเข้าใจยังไม่บริบูรณ์ (เปรียบจันทร์ข้างแรม) พระพุทธเจ้าจึงให้สอนซ้ำวันรุ่งขึ้น ครั้งที่สองเข้าใจบริบูรณ์ (เปรียบจันทร์เพ็ญ) ภิกษุณีทั้งหมดบรรลุอย่างน้อยโสดาบัน
- หน้า ๔๗๑–๔๗๖ อรรถกถานันทโกวาทสูตร: เหตุที่ทรงมอบหมายพระนันทกะ และเรื่องอดีตชาติหัวหน้าทาสกับภิกษุณี อรรถกถาอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้พระนันทกะสอนภิกษุณีโดยเฉพาะ ทั้งที่ปกติพระเถระผลัดเปลี่ยนเวรกัน เล่าเรื่องชาติก่อนว่าพระนันทกะเคยเป็นหัวหน้าทาสผู้ชักชวนทาสอีก ๕๐๐ คนถวายกุฏิและปัจจัยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์ตลอดไตรมาส ภิกษุณีเหล่านั้นเคยเป็นภรรยาทาสที่ร่วมทำบุญ ต่อมาเวียนว่ายจนมาเกิดเป็นเจ้าหญิงศากยะแล้วบวชในชาตินี้ อธิบายศัพท์ในพระสูตรและยืนยันว่าภิกษุณีบรรลุผลตามอัธยาศัยของตน
- หน้า ๔๗๗–๔๘๒ จูฬราหุโลวาทสูตร: พระพุทธเจ้าสอนพระราหุลเรื่องอนิจจังจนบรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าราหุลมีธรรมบ่มวิมุตติแก่กล้าแล้ว จึงพาไปป่าอันธวันพร้อมเทวดานับพัน แล้วตรัสถามชุดคำถามว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูปารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณที่เกิดจากผัสสะนั้นเที่ยงหรือไม่ ราหุลตอบว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นตน เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของพระราหุลหลุดพ้นจากอาสวะบรรลุอรหัตตผล และเทวดาหลายพันได้ดวงตาเห็นธรรม
- หน้า ๔๘๓–๔๘๕ อรรถกถาราหุโลวาทสูตร: ธรรม ๑๕ ประการที่บ่มวิมุตติ และปฐมเหตุแห่งเทวดาผู้มาฟังธรรม อรรถกถาอธิบายธรรม ๑๕ ประการที่บ่มวิมุตติ ได้แก่ความหมดจดแห่งอินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ด้วยการเว้นบุคคลไม่ดี คบบุคคลดี และพิจารณาธรรมที่เหมาะสม รวมทั้งสัญญาที่เป็นส่วนแห่งการแทงตลอด ๕ อย่าง เล่าว่าเทวดาหลายพันที่มาฟังธรรมเคยตั้งความปรารถนาไว้กับพระราหุลในอดีตชาติสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ และอธิบายว่าดวงตาเห็นธรรมในสูตรนี้หมายถึงมรรค ๘ ผล ๔
- หน้า ๔๘๖–๔๙๖ ฉฉักกสูตร: ธรรมหมวดหก ๖ หมวด การหักล้างอัตตา และภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหมวดหก ๖ หมวด คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก หมวดวิญญาณ หมวดผัสสะ หมวดเวทนา และหมวดตัณหา แล้วทรงหักล้างความเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอัตตา เพราะทุกอย่างมีเกิดมีดับ จึงเป็นอนัตตา ทรงแสดงปฏิปทาที่นำไปสู่การเกิดและการดับแห่งสักกายทิฏฐิ อธิบายว่าเมื่อไม่รู้แจ้งเวทนาตามจริงจะมีอนุสัยนอนเนื่อง แต่เมื่อรู้แจ้งจะละอนุสัยได้ จบด้วยภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๔๙๗–๕๐๐ อรรถกถาฉฉักกสูตร: ตำนานการแสดงพระสูตรนี้แล้วมีผู้บรรลุอรหัตต์ครั้งละ ๖๐ รูปในลังกา อรรถกถาอธิบายศัพท์ในฉฉักกสูตรและยืนยันว่ามรรคมีองค์ ๘ เสมอแม้บางบทเหลือ ๗ องค์ เล่าตำนานว่าพระมหาเถระหลายรูปแสดงพระสูตรนี้แล้วมีผู้ฟังบรรลุอรหัตตผลครั้งละ ๖๐ รูปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายสถานที่ทั่วเกาะลังกา รวมเรื่องพระเทพเถระ (มาไลยเทพ) ผู้อาบน้ำถวายพระมหาเถระอายุกว่า ๖๐ พรรษาแล้วแสดงธรรมให้ท่านบรรลุอรหัตต์ และพระจุลลนาคเถระที่แสดงสูตรนี้จนภิกษุหนึ่งพันรูปบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๕๐๑–๕๐๘ สฬายตนวิภังคสูตร: อายตนะ ๖ เป็นบ่อเกิดทุกข์หรือวิมุตติ ขึ้นอยู่กับความรู้เห็นตามจริง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อไม่รู้ไม่เห็นอายตนะภายใน-ภายนอก วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาตามจริง ย่อมกำหนัดยึดติดจนเกิดอุปาทานขันธ์และทุกข์พอกพูน แต่เมื่อรู้เห็นตามจริงย่อมไม่กำหนัด ละตัณหาได้ เจริญมรรคมีองค์ ๘ และโพธิปักขิยธรรมบริบูรณ์ ทรงแสดงธรรมที่ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง อรรถกถาต่อท้ายอธิบายว่าองค์มรรคทั้ง ๘ ย่อมบริบูรณ์แม้เทศนาบางแห่งกล่าวถึงเพียง ๓ องค์หลัก
- หน้า ๕๐๙–๕๑๔ นครวินเทยยสูตร: หลักตัดสินว่าสมณพราหมณ์แบบใดควรสักการะ พระพุทธเจ้าเสด็จถึงบ้านนครวินทะ ทรงสอนพราหมณ์คฤหบดีว่าจะตอบคำถามลัทธิอื่นอย่างไรว่าสมณพราหมณ์แบบใดควรหรือไม่ควรแก่การสักการะ คือดูที่ความยังมีหรือปราศจากราคะ โทสะ โมหะในอารมณ์ทั้ง ๖ และอาการสงบทางกาย วาจา ใจ อีกทั้งอธิบายว่าการอยู่ป่าเพราะไม่มีอารมณ์ยั่วยวนเหมือนในบ้าน พราหมณ์คฤหบดีเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
- หน้า ๕๑๕–๕๒๒ ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร: พระสารีบุตรอยู่ด้วยสุญญตา และวิธีพิจารณาให้บิณฑบาตบริสุทธิ์ พระสารีบุตรทูลว่าท่านอยู่ด้วยสุญญตสมาบัติเป็นส่วนมาก พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่านี้คือวิหารธรรมของมหาบุรุษ แล้วทรงสอนวิธีพิจารณาก่อนและหลังบิณฑบาตว่ามีกิเลสเกิดขึ้นทางอารมณ์ ๖ ระหว่างทางหรือไม่ หากมีพึงพยายามละ หากไม่มีพึงศึกษาต่อด้วยปีติปราโมทย์ พร้อมพิจารณาการละกามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ กำหนดรู้อุปาทานขันธ์ และเจริญโพธิปักขิยธรรมจนถึงทำวิชชาวิมุตติให้แจ้ง เพื่อบิณฑบาตให้บริสุทธิ์
- หน้า ๕๒๓–๕๒๙ อินทริยภาวนาสูตร: แก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องการเจริญอินทรีย์ และจบสฬายตนวรรคที่ ๕ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านคำสอนของพราหมณ์ปาราสิริยะที่ว่าการเจริญอินทรีย์คือไม่ดูรูปไม่ฟังเสียง เพราะเช่นนั้นคนตาบอดหูหนวกก็เจริญอินทรีย์แล้ว จากนั้นทรงสอนพระอานนท์ถึงการเจริญอินทรีย์ที่แท้จริงคือเมื่อเกิดชอบ-ชังทางอายตนะทั้ง ๖ ให้รู้ทันแล้วน้อมสู่อุเบกขาโดยเร็วดุจกระพริบตา ทรงแสดงระดับพระเสขะผู้ยังฝึกอยู่ และพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้วซึ่งกำหนดใจได้ตามปรารถนา จบสูตรและจบสฬายตนวรรคที่ ๕
- หน้า ๕๓๐–๕๓๕ อรรถกถาอินทริยภาวนาสูตร และคำลงท้ายของพระพุทธโฆษาจารย์: จบอรรถกถามัชฌิมนิกายทั้งเล่ม อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอินทริยภาวนาสูตร เช่นความหมายของอุเบกขาและความสำคัญในสิ่งปฏิกูล-ไม่ปฏิกูล จากนั้นเป็นบทสรุปปิดคัมภีร์อรรถกถาปปัญจสูทนีทั้งเล่มโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ระบุจำนวนภาณวาร คำอนุโมทนา และคำลงท้ายยกย่องคุณของท่าน ปิดท้ายด้วยหน้าสารบัญรวมพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในสฬายตนวรรคพร้อมอรรถกถา ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอุปริปัณณาสก์และอรรถกถามัชฌิมนิกายทั้งเล่ม
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐