สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๔ · ๕๒๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ โอฆตรณสูตรที่ ๑: เทวดาทูลถามการข้ามโอฆะ เปิดเล่มด้วยสังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงามมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน ทูลถามว่าพระองค์ทรงข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นปริศนาว่า เมื่อพักอยู่ย่อมจมลง เมื่อเพียร(ดิ้นรน)อยู่ย่อมถูกน้ำพัดลอยไป จึงข้ามได้ด้วยการไม่พักไม่เพียร เทวดาเปล่งอุทานสรรเสริญพระขีณาสพผู้ไม่พักไม่เพียรแล้วหายตัวไป
  2. หน้า ๓–๗ อารัมภกถา คำนำอรรถกถาสารัตถปกาสินี พระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนาอรรถกถาสังยุตตนิกาย (สารัตถปกาสินี) เปิดคำนำด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรัย แล้วเล่าประวัติความเป็นมาของอรรถกถานี้ว่าพระขีณาสพ ๕๐๐ องค์ร้อยกรองไว้ตั้งแต่ปฐมสังคายนา สืบทอดผ่านทุติย-ตติยสังคายนา จนพระมหินทเถระนำไปลังกาแปลเป็นภาษาสิงหล ก่อนท่านแปลกลับเป็นภาษามคธ พร้อมระบุว่าคัมภีร์สังยุตตนิกายมี ๕ วรรค รวม ๗,๗๖๒ สูตร ๑๐๐ ภาณวาร โดยสคาถวรรคเป็นวรรคแรก
  3. หน้า ๘–๓๙ อรรถกถาโอฆตรณสูตร: ไขความคำนิทานเปิดพระสูตร อธิบายความหมายอย่างละเอียดของถ้อยคำนิทานมาตรฐานที่ขึ้นต้นทุกพระสูตร ได้แก่ เอวํ เม สุตํ (ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้) เอกํ สมยํ (สมัยหนึ่ง) ภควา สาวัตถี เชตวัน อนาถบิณฑิกอาราม และเหตุที่เทวดามาเข้าเฝ้าในยามกลางคืน จากนั้นวิเคราะห์เหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาแบบปริศนาเพื่อข่มมานะเทวดา อธิบายความหมายของโอฆะ ๔ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) และปิดท้ายด้วยเทวดาบรรลุโสดาปัตติผลหลังฟังธรรม
  4. หน้า ๔๐–๔๓ นิโมกขสูตรที่ ๒: มรรค ผล นิพพาน เทวดาทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบมรรคอันเป็นทางหลีกพ้น ผลเป็นความหลุดพ้น และนิพพานเป็นที่สงัดของสัตว์ทั้งหลายหรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่าทรงทราบด้วยความสิ้นภพที่มีตัณหาเป็นมูล ความสิ้นสัญญาและวิญญาณ ความดับและสงบแห่งเวทนา อรรถกถาระบุว่าสูตรนี้ชื่อพุทธสีหนาท และอธิบายว่าคำตอบครอบคลุมทั้งสอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน
  5. หน้า ๔๔–๔๘ อุปเนยยสูตรที่ ๓: ชีวิตสั้นถูกชราต้อนเข้าหาความตาย เทวดากล่าวคาถาว่าชีวิตมีประมาณน้อย ถูกความชราต้อนเข้าไปหาความตายอยู่เสมอโดยไม่มีผู้ป้องกัน จึงควรทำบุญนำสุขมาให้ พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขคำตอบว่าควรละอามิสในโลกเสียแล้วมุ่งสู่ความสงบ (นิพพาน) แทนที่จะติดในบุญฝ่ายวัฏฏะเช่นฌานที่ให้ผลเพียงเกิดในพรหมโลก อรรถกถาอธิบายเรื่องขณะจิตที่เกิดดับรวดเร็วดุจล้อรถหมุน และเหตุที่เทวดาคิดถึงพรหมโลกอันมีอายุยืนยาว
  6. หน้า ๔๙–๕๑ อัจเจนติสูตรที่ ๔: กาลเวลาและวัยล่วงไปไม่หยุดยั้ง เทวดากล่าวคาถาทำนองเดียวกับสูตรก่อนว่า กาลเวลาและราตรีย่อมล่วงไป ชั้นแห่งวัย (ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย) ย่อมละทิ้งบุคคลไปตามลำดับ ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ พระพุทธเจ้าทรงแก้คำตอบเช่นเดิมให้ละอามิสโลกมุ่งสู่นิพพานแทนการมุ่งสั่งสมบุญฝ่ายโลก อรรถกถาอธิบายศัพท์ วโยคุณา ว่าหมายถึงกองแห่งวัยทั้งสาม
  7. หน้า ๕๒–๕๔ กติฉินทิสูตรที่ ๕: ตัด ละ เจริญ ล่วง สิ่งใดจึงข้ามโอฆะ เทวดาทูลถามว่าต้องตัดอะไร ละอะไร เจริญอะไรให้ยิ่ง และล่วงเครื่องข้องอะไรจึงจะเรียกว่าข้ามโอฆะแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าต้องตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ละสังโยชน์เบื้องบน ๕ เจริญอินทรีย์ ๕ (มีศรัทธาเป็นต้น) ให้ยิ่งขึ้น และล่วงเครื่องข้อง ๕ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ จึงจะเรียกว่าข้ามโอฆะได้แล้ว
  8. หน้า ๕๕–๕๖ ชาครสูตรที่ ๖: ธรรมใดตื่น ธรรมใดหลับ เทวดาทูลถามปริศนาธรรมว่า เมื่อธรรมใดตื่นอยู่ ธรรมใดนับว่าหลับ และบุคคลหมักหมมธุลีหรือบริสุทธิ์ได้เพราะธรรมใด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เมื่ออินทรีย์ ๕ (ศรัทธาเป็นต้น) ตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ ก็นับว่าหลับ และในทางกลับกัน บุคคลหมักหมมกิเลสด้วยนิวรณ์ ๕ แต่บริสุทธิ์ได้ด้วยอินทรีย์ ๕
  9. หน้า ๕๗–๕๙ อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗: ผู้ไม่แทงตลอดสัจธรรมย่อมถูกจูงไป เทวดากล่าวว่าผู้ที่ยังไม่แทงตลอดสัจธรรม ๔ ย่อมถูกวาทะของลัทธิอื่นชักจูงไป นับว่ายังหลับไม่ตื่น ถึงเวลาสมควรตื่นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้แทงตลอดดีแล้วย่อมไม่ถูกจูงไปในวาทะอื่น และประพฤติสม่ำเสมอท่ามกลางหมู่สัตว์ที่ประพฤติไม่สม่ำเสมอ อรรถกถาอธิบายประเภทของพุทธะ ๔ จำพวก
  10. หน้า ๖๐–๖๑ สุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘: ผู้ลืมเลือนธรรมย่อมถูกจูงไป คล้ายสูตรที่ ๗ แต่เปลี่ยนจากเรื่องแทงตลอดเป็นเรื่องลืมเลือนธรรม เทวดากล่าวว่าผู้ลืมเลือนธรรมย่อมถูกวาทะของลัทธิอื่นชักจูงไป นับว่ายังหลับไม่ตื่น พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ไม่ลืมเลือนธรรมย่อมไม่ถูกจูงไป และประพฤติสม่ำเสมอในหมู่สัตว์ที่ประพฤติไม่สม่ำเสมอ อรรถกถาเปรียบเทียบผู้หลงลืมกับชาวนาที่กล่าวถึงข้าวในนาที่ตนไม่ได้หว่านว่าเสียหาย
  11. หน้า ๖๒–๖๓ มานกามสูตรที่ ๙: ผู้ปรารถนามานะย่อมข้ามวัฏฏะไม่ได้ เทวดากล่าวว่าทมะย่อมไม่มีแก่ผู้ปรารถนามานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้อยู่ป่าคนเดียวอย่างประมาทย่อมข้ามพ้นเตภูมิกวัฏอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าผู้ละมานะ มีจิตตั้งมั่นดี พ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ไม่ประมาทแม้อยู่คนเดียวในป่า ย่อมข้ามพ้นได้ อรรถกถาเริ่มไขความคำว่าทมะซึ่งมีหลายความหมาย ยังไม่จบเนื้อหาต่อเนื่องถึงหน้าถัดไป
  12. หน้า ๖๔–๖๕ ๙. มานกามสูตร: ผู้ปรารถนามานะย่อมข้ามพ้นวัฏฏะไม่ได้ และไตรสิกขาในคาถา เทวดากล่าวว่าผู้ปรารถนามานะย่อมไม่มีทมะ ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นย่อมไม่มีความรู้ และผู้ประมาทอยู่ผู้เดียวในป่าย่อมข้ามพ้นวัฏฏะ ๓ ภูมิไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าผู้ละมานะ มีจิตตั้งมั่นดี พ้นในธรรมทั้งปวง ไม่ประมาท ย่อมข้ามพ้นได้ อรรถกถาอธิบายความหมายของคำว่า 'ทมะ' ในหลายบริบท และประมวลพระคาถานี้เข้ากับไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
  13. หน้า ๖๖–๖๙ ๑๐. อรัญญสูตร: เหตุใดผิวพรรณภิกษุผู้อยู่ป่าจึงผ่องใส จบนฬวรรคที่ ๑ เทวดาทูลถามว่าเหตุใดผิวพรรณของภิกษุผู้อยู่ป่า ฉันภัตหนเดียว จึงผ่องใส ทั้งที่ไม่มีปัจจัยประณีตเหมือนคนทั่วไป พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเพราะภิกษุเหล่านั้นไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงไปแล้ว ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่มีอยู่เฉพาะหน้า จิตจึงผ่องใสส่งผลให้ผิวพรรณผ่องใสตาม ส่วนภิกษุพาลที่กังวลถึงอดีตอนาคตย่อมซูบซีดเหมือนต้นอ้อที่ถูกถอน จบนฬวรรคที่ ๑ พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
  14. หน้า ๗๐–๗๔ นันทหวรรคที่ ๒, นันทนสูตร: เทวดาโอ้อวดสวนนันทนวัน ถูกเตือนด้วยคำของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งเสวยกามคุณทิพย์ในสวนนันทนวัน แล้วกล่าวคาถาอวดว่าผู้ไม่เห็นนันทนวันย่อมไม่รู้จักความสุข เทวดาอีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นอริยสาวิกาจึงย้อนตักเตือนว่าเป็นคำของคนเขลา เพราะไม่รู้คำของพระอรหันต์ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นธรรมดา ความสงบระงับสังขารต่างหากเป็นสุขแท้จริง เปิดวรรคใหม่ นันทหวรรคที่ ๒
  15. หน้า ๗๕–๗๙ ๒. นันทิสูตร: อุปธิเป็นเหตุทั้งความยินดีและความเศร้าโศก เทวดากล่าวว่าคนมีบุตรและโคย่อมยินดีเพราะสิ่งเหล่านั้น เพราะอุปธิเป็นบ่อเกิดความยินดี ผู้ไม่มีอุปธิจึงไม่มีความยินดี พระพุทธเจ้าทรงพลิกคำตอบว่าอุปธิ (กาม ขันธ์ กิเลส อภิสังขาร) กลับเป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกต่างหาก คนมีบุตรและโคย่อมเศร้าโศกเพราะสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน ผู้ใดไม่มีอุปธิ ผู้นั้นย่อมไม่มีทั้งความยินดีและความเศร้าโศก ดังพระขีณาสพผู้หมดกิเลส
  16. หน้า ๘๐–๘๒ ๓. นัตถิปุตตสมสูตร: ฝนคือสระอันยอดเยี่ยม เทวดากล่าวว่าความรักเสมอด้วยบุตรไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยโคไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ไม่มี และสระใดก็ไม่เท่าทะเล พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขมุมมองว่า ความรักเสมอด้วยรักตนเองไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี และฝนต่างหากเป็นแหล่งน้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารและทะเลทั้งปวง
  17. หน้า ๘๓–๘๕ ๔. ขัตติยสูตร: พระพุทธเจ้าประเสริฐสุดในหมู่สัตว์สองเท้า และนิทานม้าคุฬวรรณ เทวดากล่าวว่ากษัตริย์ประเสริฐสุดในหมู่สัตว์สองเท้า โคมีกำลังประเสริฐสุดในสัตว์สี่เท้า ภรรยากุมารีประเสริฐสุด และบุตรคนแรกประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าทรงแก้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างหากประเสริฐสุดในสัตว์สองเท้า สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุดในสัตว์สี่เท้า ภรรยาที่ปรนนิบัติดีประเสริฐสุด และบุตรที่เชื่อฟังโอวาทประเสริฐสุด อรรถกถาแทรกนิทานม้าคุฬวรรณของพระเจ้ากูฏกรรมไม่ยอมข้ามแม่น้ำเพราะกลัวน้ำกระเซ็นใส่พระราชา
  18. หน้า ๘๖–๘๘ ๕. สกมานสูตร: เสียงป่ายามเที่ยงเป็นภัยสำหรับเทวดา แต่เป็นสุขสำหรับพระพุทธเจ้า เทวดากล่าวว่าเสียงป่าครวญครางในยามเที่ยงวันขณะนกพักร้อนเป็นภัยที่น่ากลัวสำหรับตน พระพุทธเจ้าตรัสแย้งว่าเสียงเดียวกันนั้นกลับเป็นความยินดีสำหรับพระองค์ อรรถกถาอธิบายว่าเทวดามีปัญญาน้อยเพราะขาดความสุขทางโลก จึงรู้สึกกลัว ส่วนภิกษุผู้สงัดจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปหากรรมฐานในป่าชัฏย่อมได้รับความผาสุกอย่างยิ่งจากความวิเวก
  19. หน้า ๘๙–๙๑ ๖. นิททาตันทิสูตร: อริยมรรคไม่ปรากฏเพราะความหลับ ความเกียจคร้าน และอุปกิเลสอื่น เทวดากล่าวว่าอริยมรรคไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายในโลก เพราะความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี และความมึนเมาเพราะอาหาร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าด้วยความเพียรขับไล่อุปกิเลสทั้งห้าประการนี้ออกไป อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ผ่องใสได้ อรรถกถาอธิบายความหมายของถีนมิทธะ ความโงกง่วง และความมึนเมาเพราะอาหารตามนัยพระอภิธรรม
  20. หน้า ๙๒–๙๔ ๗. ทุกกรสูตร: ธรรมของสมณะทำได้ยาก เปรียบภิกษุผู้ยั้งวิตกดุจเต่าหดอวัยวะเข้ากระดอง เทวดากล่าวว่าธรรมของสมณะทำได้ยากสำหรับคนไม่ฉลาด เพราะมีความติดขัดมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลที่ไม่ห้ามจิตย่อมประพฤติธรรมของสมณะได้เพียงชั่ววันเดียว ตกอยู่ในอำนาจความดำริทุกอารมณ์ ส่วนภิกษุผู้ยั้งวิตกในใจไว้ได้ เหมือนเต่าหดอวัยวะเข้ากระดองป้องกันสุนัขจิ้งจอก ย่อมพ้นจากตัณหาและทิฏฐิ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น บรรลุนิพพานโดยไม่ติเตียนใคร
  21. หน้า ๙๕–๙๖ ๘. หิริสูตร: ผู้เกียดกันอกุศลด้วยหิริมีน้อย เปรียบดังม้าดีที่หลบแซ่ เทวดาทูลถามว่ามีบุรุษที่เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริอยู่น้อยคนในโลก เปรียบเหมือนม้าดีที่หลบแซ่ได้มีน้อย พระพุทธเจ้าตรัสตอบยืนยันว่าพระขีณาสพผู้เกียดกันอกุศลด้วยหิริ มีสติในกาลทั้งปวง มีน้อยจริง แต่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุนิพพานอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ประพฤติเรียบร้อยท่ามกลางผู้ไม่เรียบร้อย อรรถกถาเปรียบกับม้าอาชาไนยที่รู้ทันเงาปฏักโดยไม่ต้องถูกแทง
  22. หน้า ๙๗–๙๙ ๙. กุฏิกาสูตร: ปริศนากระท่อม รัง เครื่องสืบต่อ และเครื่องผูก คือ มารดา ภรรยา บุตร ตัณหา เทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นปริศนาว่าท่านมีกระท่อม รัง เครื่องสืบต่อ และเครื่องผูกหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่มีทั้งสิ้นและทรงพ้นแล้วจากเครื่องผูก เมื่อเทวดาทูลถามความหมาย พระองค์ทรงอธิบายว่ามารดาคือกระท่อม ภรรยาคือรัง บุตรคือเครื่องสืบต่อ และตัณหาคือเครื่องผูก เทวดาฟังแล้วชื่นชมอนุโมทนา ก่อนบูชาด้วยของหอมดอกไม้แล้วกลับสู่เทวสถาน
  23. หน้า ๑๐๐–๑๐๕ ๑๐. สมิทธิสูตร (พระสูตร): เทวดาเชิญชวนพระสมิทธิสู่กามทิพย์ แต่ท่านมุ่งโลกุตรธรรม จบนันทวรรคที่ ๒ พระสมิทธิเถระอาบน้ำที่แม่น้ำตโปทาใกล้รุ่ง เทวดาองค์หนึ่งมาเชิญชวนให้เลิกขอภิกษาแล้วหันไปเสพกามทิพย์ขณะยังหนุ่มแน่น พระสมิทธิตอบว่าตนละกามที่มีในกาลแล้ว มุ่งสู่โลกุตรธรรมที่เห็นได้เอง ไม่มีกาลจำกัด เมื่อเทวดาซักถามลึกซึ้งขึ้น พระสมิทธิแนะให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าเอง จึงนำเทวดาไปเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสคาถาว่าด้วยความสำคัญมั่นหมายในขันธ์ ๕ และมานะ ๓ อย่าง จบด้วยคาถาสรุปว่าไม่ควรทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ จบนันทวรรคที่ ๒
  24. หน้า ๑๐๖–๑๒๐ อรรถกถาสมิทธิสูตร: กำเนิดแม่น้ำตโปทา วัตรอาบน้ำ กามอันมีโดยกาลเทียบโลกุตรธรรม อรรถกถาอธิบายที่มาของแม่น้ำตโปทาว่าไหลผ่านระหว่างมหานรกโลหกุมภีทั้งสอง จึงเดือดพล่านตลอดเวลา อธิบายวัตรการอาบน้ำของภิกษุอย่างละเอียด แล้ววิเคราะห์คำสนทนาระหว่างพระสมิทธิกับเทวดาผู้หลงในกามคุณ อธิบายว่าเหตุใดมนุษย์จึงไม่อาจรู้กาลตายของตน (ชีวิต พยาธิ กาล สถานที่ตาย และคติ ล้วนไม่มีนิมิต) จากนั้นอธิบายความหมายของกามอันมีโดยกาลเทียบกับโลกุตรธรรมที่ไม่ประกอบด้วยกาล ปริญญา ๓ และมานะ ๓ เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๑๒๐
  25. หน้า ๑๒๑–๑๒๒ อรรถกถาสมิทธิสูตร (ตอนจบ) ว่าด้วยกามที่เห็นประจักษ์กับกามทิพย์ และเทวดาบรรลุโสดาปัตติผล อรรถกถาอธิบายบทสนทนาระหว่างเทวดากับพระสมิทธิเถระต่อจากตอนต้น อธิบายความต่างระหว่างกามที่เห็นประจักษ์ของมนุษย์กับกามทิพย์ที่ต้องรอเวลา และเหตุที่โลกุตรธรรมเห็นได้เอง ไม่ต้องรอกาล จากนั้นอธิบายว่าเหตุใดพระขีณาสพไม่ยึดติดในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตนหรือชื่อเสียง และละมานะ ๓ ได้หมดสิ้น ปิดท้ายด้วยพระพุทธเจ้าทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาผ่านกุศลกรรมบถ ๑๐ และมรรคมีองค์ ๘ จนเทวดาบรรลุโสดาปัตติผลในที่ประทับ จบนันทนวรรคที่ ๒
  26. หน้า ๑๒๓–๑๒๕ สัตติสูตรที่ ๑ (สัตติวรรค) ว่าด้วยการเร่งละกามราคะและสักกายทิฏฐิดุจถูกหอกแทง เทวดาทูลว่าภิกษุพึงเร่งละกามราคะด้วยสติ ดุจคนถูกหอกแทงเร่งถอนหอก หรือคนถูกไฟไหม้ศีรษะเร่งดับไฟ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าคำอุปมานี้ยังได้ประโยชน์น้อยเพราะกล่าวถึงเพียงการข่มกามราคะ จึงตรัสคาถาใหม่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการละสักกายทิฏฐิด้วยมรรคแทน อรรถกถาอธิบายชนิดของศัสตราที่ใช้ประหารและความทุกข์ทรมานจากบาดแผล เพื่อขยายความอุปมานี้
  27. หน้า ๑๒๖–๑๒๗ ผุสติสูตรที่ ๒ ว่าด้วยวิบากกรรมย่อมย้อนกลับสู่ผู้ทำกรรม เทวดาทูลว่าผลกรรมย่อมไม่ถูกต้องผู้ไม่ได้ทำกรรม แต่ย่อมถูกต้องผู้ทำกรรมนั้นเองโดยแท้ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันหลักนี้ว่า ผู้ใดประทุษร้ายคนบริสุทธิ์ไร้กิเลส บาปนั้นย่อมย้อนกลับมาสนองผู้กระทำเอง เปรียบเหมือนฝุ่นละเอียดที่ซัดทวนลมย่อมปลิวกลับเข้าตาผู้ซัดเอง อรรถกถาขยายความคำว่าวิบากถูกต้องเฉพาะผู้กระทำกรรมเท่านั้น
  28. หน้า ๑๒๘–๑๓๒ ชฏาสูตรที่ ๓ ว่าด้วยการถางรกชัฏคือตัณหาด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า หมู่สัตว์ถูกรกชัฏคือตัณหาทั้งภายในภายนอกปกคลุมไว้ ใครจะถางรกชัฏนี้ได้ พระองค์ตรัสตอบว่าผู้ตั้งมั่นในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญ มีความเพียรและปัญญารักษาตน ย่อมถางได้ อรรถกถาเปรียบตัณหาดุจกอไผ่ยุ่งเหยิง ผู้ถางต้องยืนบนแผ่นดินคือศีล ใช้ปัญญาที่ลับด้วยสมาธิเป็นศาสตรา ประคองด้วยความเพียร จึงตัดตัณหาที่ผูกใจสัตว์ได้จนถึงนิพพานอันเป็นที่ดับตัณหา
  29. หน้า ๑๓๓–๑๓๔ มโนนิวารณสูตรที่ ๔ ว่าด้วยการห้ามใจเฉพาะอารมณ์ที่เป็นบาป เทวดาทูลว่าบุคคลควรห้ามใจจากอารมณ์ทุกชนิดจึงจะพ้นทุกข์ได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าคำสอนนี้ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์อย่างถูกต้อง จึงตรัสแก้ไขว่าไม่ควรห้ามใจจากอารมณ์ที่นำไปสู่ความสำรวมหรือกุศล เช่น ความตั้งใจให้ทานหรือรักษาศีล เพราะเป็นความเจริญ แต่พึงห้ามใจเฉพาะอารมณ์ที่เป็นเหตุแห่งบาปหรืออกุศลเท่านั้น
  30. หน้า ๑๓๕–๑๓๘ อรหันตสูตรที่ ๕ ว่าด้วยพระขีณาสพพูดตามโวหารโลกโดยไม่ยึดมานะ เทวดาได้ยินภิกษุอรหันต์พูดว่า เราฉัน เรานั่ง บาตรของเรา จึงสงสัยว่าท่านยังติดความเห็นว่าเป็นตัวตนหรือยังติดมานะอยู่หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระขีณาสพผู้สิ้นกิเลสแล้วละมานะและเครื่องผูกทั้งปวงได้หมด ยังคงพูดตามโวหารของชาวโลกอย่างฉลาด เพื่อสื่อสารเท่านั้น มิได้ยึดถือคำพูดเหล่านั้นด้วยทิฏฐิหรือมานะแต่อย่างใด
  31. หน้า ๑๓๙–๑๔๐ ปัชโชตสูตรที่ ๖ ว่าด้วยแสงสว่าง ๔ อย่างและพระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างเยี่ยมยอด เทวดาทูลถามว่าแสงสว่างที่ทำให้โลกรุ่งเรืองมีอยู่เท่าไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าแสงสว่างในโลกมี ๔ อย่าง คือ ดวงอาทิตย์ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน ไฟที่ส่องสว่างได้ทั้งกลางวันกลางคืน และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงเป็นแสงสว่างประเสริฐเยี่ยมยอดเหนือแสงสว่างทั้งปวง อรรถกถาอธิบายว่าแสงสว่างของพระพุทธเจ้าหมายถึงแสงสว่างที่เกิดจากการอุบัติขึ้นของพระองค์เอง
  32. หน้า ๑๔๑–๑๔๒ สรสูตรที่ ๗ ว่าด้วยที่ดับแห่งสงสารคือพระนิพพาน เทวดาทูลถามว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏสิ้นสุดลงที่ไหน วัฏฏะไม่เป็นไปในที่ไหน และนามรูปดับหมดในที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้นกระชับว่า ในที่ซึ่งธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ตั้งอยู่ นั่นคือพระนิพพาน สังสารวัฏย่อมสิ้นสุดลงที่นั่น นามและรูปย่อมดับหมดในที่นั้น อรรถกถาระบุชัดว่าคำว่า อโต หมายถึงพระนิพพานโดยตรง
  33. หน้า ๑๔๓–๑๔๔ มหัทธนสูตรที่ ๘ ว่าด้วยกษัตริย์มั่งมีแต่ไม่รู้จักพอเทียบผู้สละเรือนออกบวช เทวดาบรรยายว่ากษัตริย์ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติและแว่นแคว้น ต่างแก่งแย่งชิงกันด้วยความโลภไม่รู้จักพอ ลอยไปตามกระแสแห่งภพ แล้วทูลถามว่าบุคคลพวกใดที่ไม่มีความขวนขวายเช่นนั้น ละความโกรธและตัณหาได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือผู้ที่สละเรือน บุตร และทรัพย์สินอันเป็นที่รักออกบวช กำจัดราคะ โทสะ และอวิชชาจนสิ้นอาสวะ เป็นผู้ไม่มีความขวนขวายในโลกอีกต่อไป
  34. หน้า ๑๔๕–๑๔๗ จตุจักกสูตรที่ ๙ ว่าด้วยร่างกายมีจักร ๔ ทวาร ๙ และการตัดตัณหาเพื่อออกจากทุกข์ เทวดาบรรยายร่างกายมนุษย์ว่ามีจักร ๔ (อิริยาบถ) ทวาร ๙ ที่มีของไม่สะอาดเต็มอยู่และประกอบด้วยโลภะ ดุจเปือกตม แล้วทูลถามว่าจะออกจากสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าต้องตัดความผูกโกรธ กิเลสเครื่องร้อยรัด ความอยากและความโลภอันลามก พร้อมถอนรากตัณหาที่มีอวิชชาเป็นมูลเหง้าออกให้หมด จึงจะออกจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง
  35. หน้า ๑๔๘–๑๕๐ เอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ ว่าด้วยการพ้นทุกข์ด้วยการเลิกความพอใจในนามรูป (จบสัตติวรรค) เทวดาชื่นชมพระวรกายพระพุทธเจ้าผู้มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่โลภ เที่ยวไปโดดเดี่ยวดุจราชสีห์และช้าง แล้วทูลถามว่าบุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ากามคุณ ๕ ประกอบกับใจเป็นที่ ๖ รวมเป็นสิ่งที่บัณฑิตประกาศไว้ในโลก เมื่อบุคคลเลิกความพอใจในนามรูปเหล่านี้ได้ ก็ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ด้วยประการฉะนี้ พระสูตรนี้ปิดท้ายสัตติวรรคที่ ๓
  36. หน้า ๑๕๑–๑๖๐ สัพภิสูตรที่ ๑ (สตุลลปกายิกวรรค) ว่าด้วยอานิสงส์การคบสัตบุรุษ พร้อมเรื่องพ่อค้าเรือแตกและสามเณรอธิมุตตกะ เทวดาสตุลลปกายิกาหลายองค์ผลัดกันกล่าวคาถาสรรเสริญการคบหาสัตบุรุษว่านำมาซึ่งปัญญา ไม่เศร้าโศก รุ่งเรืองในหมู่ญาติ ไปสู่สุคติ พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าการคบสัตบุรุษทำให้พ้นทุกข์ทั้งปวง อรรถกถาเล่าที่มาของเทวดาเหล่านี้ว่าเคยเป็นพ่อค้า 700 คนที่เรือจะจม ได้รับศีล 5 จากบัณฑิตผู้หนึ่งก่อนตายจึงไปเกิดในดาวดึงส์ และเล่าเรื่องสามเณรอธิมุตตกะที่ถูกโจรจับแต่รักษาสัจจะไม่บอกที่ซ่อนของญาติ จนโจร 500 คนเลื่อมใสขอบวชตาม
  37. หน้า ๑๖๑–๑๗๑ มัจฉริสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความตระหนี่กับทานที่ประพฤติธรรมมีค่ากว่าการบูชามหาศาล เทวดาหลายองค์ผลัดกันกล่าวคาถาว่าความตระหนี่และความประมาททำให้บุคคลให้ทานไม่ได้ ผู้ตระหนี่ย่อมประสบภัยความหิวกระหายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้ให้ทานแม้เพียงเล็กน้อยด้วยใจกว้างก็มีอานิสงส์มาก พระพุทธเจ้าทรงสรุปปิดท้ายว่าทานที่ให้ด้วยการประพฤติธรรมสุจริตแม้เพียงเล็กน้อย มีค่าเหนือกว่าการบูชาอันมโหฬารที่ปราศจากความสงบ เช่นทานที่ได้จากการเบียดเบียนผู้อื่นจนน้ำตานอง แม้บูชาภิกษุนับพันก็ยังไม่ถึงร้อยส่วนของทานที่บริสุทธิ์นั้น
  38. หน้า ๑๗๒–๑๗๗ สาธุสูตรที่ ๓ ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน และธรรมบท (นิพพาน) ประเสริฐกว่าทาน เทวดาสตุลลปกายิกาหลายองค์ผลัดกันเปล่งอุทานสรรเสริญอานิสงส์ของทาน ว่าแม้ให้ของเพียงน้อยก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ทานที่ให้ด้วยศรัทธาแก่ผู้ทรงธรรมยิ่งมีผลมาก เปรียบทานและการรบว่าเสมอกันเพราะต้องอาศัยความกล้าสละ และทานที่เลือกให้แก่ผู้ควรแก่ทักษิณาย่อมมีผลมากดุจพืชที่หว่านในนาดี พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าทานเป็นสิ่งที่บัณฑิตสรรเสริญก็จริง แต่ธรรมบทคือพระนิพพานยังประเสริฐกว่าทาน อรรถกถาเริ่มขยายความต่อยังไม่จบในหน้านี้
  39. หน้า ๑๗๘–๑๘๐ สาธุสูตรที่ ๓: เทวดาสรรเสริญอานิสงส์การให้ทาน เทวดาสตุลลปกายิกาหลายองค์ผลัดกันเปล่งอุทานสรรเสริญคุณค่าของทาน แม้ให้แต่น้อยก็มีผลมาก หากให้ด้วยศรัทธา ให้แก่ผู้ทรงธรรม หรือรู้จักเลือกให้แก่ผู้ควรรับ ย่อมได้ผลมาก เปรียบทานกับการรบว่าผู้กล้าแม้น้อยก็ชนะผู้ขลาดที่มากได้ องค์สุดท้ายเสริมว่าความสำรวมไม่เบียดเบียนสัตว์ยิ่งเป็นการดี พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่าคำทั้งหมดเป็นสุภาษิต แต่นิพพาน (ธรรมบท) ประเสริฐกว่าทานทั้งปวง อรรถกถาขยายความศัพท์และเรื่องพราหมณ์เอกสาฎกประกอบ
  40. หน้า ๑๘๑–๑๘๖ นสันติสูตรที่ ๔: กำจัดฉันทะเพื่อกำจัดทุกข์ เทวดากล่าวคาถาว่ากามที่เที่ยงแท้ไม่มีในหมู่มนุษย์ ผู้ประมาทในกามย่อมไม่ถึงนิพพาน เบญจขันธ์และทุกข์เกิดแต่ฉันทะ กำจัดฉันทะได้จึงกำจัดเบญจขันธ์และทุกข์ได้ ผู้มีปัญญาละความโกรธ มานะ และสังโยชน์ทั้งปวงย่อมพ้นทุกข์ พระโมฆราชทูลถามต่อว่าถ้าเทวดามนุษย์ไม่เห็นพระขีณาสพนั้นเลย ผู้ใดกราบไหว้ก็ควรได้รับสรรเสริญ พระพุทธเจ้าตรัสรับรองพร้อมอธิบายว่าผู้รู้อริยสัจ ๔ ละวิจิกิจฉาแล้วย่อมพ้นจากธรรมเครื่องข้อง
  41. หน้า ๑๘๗–๑๙๖ อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕: เทวดามุ่งเพ่งโทษพระพุทธเจ้า เทวดากลุ่มหนึ่งลอยอยู่ในอากาศกล่าวคาถาตำหนิว่าผู้ประกาศตนอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่งคือลวงปัจจัยชาวบ้านเหมือนพรานนกลวงจับนก โดยเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าสอนให้สันโดษแต่พระองค์เองทรงใช้ของประณีต พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าปฏิปทาอันมั่นคงไม่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุสักว่าพูดหรือฟัง เทวดาสำนึกผิดลงมากราบขอขมา พระองค์ทรงยิ้มแล้วตรัสว่าพระองค์ไม่มีโทษไม่มีความหลง จึงทรงอดโทษให้แก่เทวดาเหล่านั้น
  42. หน้า ๑๙๗–๑๙๙ สัทธาสูตรที่ ๖: ศรัทธาเป็นเพื่อนสองของบุคคล เทวดากล่าวคาถาว่าศรัทธาเป็นเพื่อนสองของบุคคล หากปราศจากความไม่มีศรัทธาแล้ว บริวารยศและเกียรติยศย่อมมีแก่เขา และเมื่อละสรีระแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ผู้ละความโกรธ มานะ และสังโยชน์ทั้งปวงย่อมไม่มีกิเลสเครื่องเกาะเกี่ยว พระพุทธเจ้าตรัสเสริมว่าคนพาลย่อมตามประกอบความประมาท ส่วนบัณฑิตย่อมรักษาความไม่ประมาทดุจรักษาทรัพย์อันประเสริฐ ไม่ควรตามใจกามและความประมาท ผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ย่อมบรรลุบรมสุขคืออรหัตผล
  43. หน้า ๒๐๐–๒๐๓ สมยสูตรที่ ๗ (๑): เทวดาหมื่นจักรวาลประชุมเข้าเฝ้า และต้นเหตุพิพาทแย่งน้ำแม่น้ำโรหิณี พระพุทธเจ้าประทับที่ป่ามหาวัน กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป เทวดาจากหมื่นโลกธาตุมาประชุมกันเพื่อชมพระพุทธเจ้าและสงฆ์ พรหมชั้นสุทธาวาส ๔ องค์ปรากฏกายกล่าวคาถาสรรเสริญ อรรถกถาเล่าเรื่องเดิมว่าเจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะสร้างทำนบกั้นแม่น้ำโรหิณีร่วมกัน แต่เมื่อฝนแล้งข้าวกล้าเหี่ยว กรรมกรทั้งสองฝ่ายแย่งน้ำกัน เกิดวิวาทด่าทอถึงเรื่องชาติตระกูล ลุกลามจนราชสำนักทั้งสองเตรียมทำสงครามกัน
  44. หน้า ๒๐๔–๒๐๗ สมยสูตรที่ ๗ (๒): ศากยะ-โกลิยะเตรียมทำสงคราม พระพุทธเจ้าเสด็จห้ามด้วยชาดก ๕ เรื่อง ความขัดแย้งแย่งน้ำบานปลายเป็นการดูหมิ่นตระกูลกันไปมาจนสองพระนครเตรียมยกทัพเข้าประจัญบาน พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิกลางอากาศระหว่างสองกองทัพ ทั้งสองฝ่ายเห็นแล้วละอายจึงวางอาวุธถวายบังคม พระองค์ตรัสถามจนทรงชี้ว่าน้ำมีค่าน้อยกว่าชีวิตกษัตริย์มากนัก แล้วตรัสชาดก ๕ เรื่องเพื่อสงบวิวาทและสร้างความสามัคคี ก่อนแสดงอัตตทัณฑสูตร ทั้งสองพระนครเลื่อมใสจึงถวายพระกุมารตระกูลละ ๒๕๐ องค์ให้บวช
  45. หน้า ๒๐๘–๒๑๑ สมยสูตรที่ ๗ (๓): ทรงบวชกุมาร ๕๐๐ องค์ พาไปทะเลสาบนกดุเหว่าด้วยกุณาลชาดก บรรลุโสดาบัน พระราชาทั้งสองพระนครถวายพระกุมารตระกูลละ ๒๕๐ องค์รวม ๕๐๐ องค์ให้ทรงบวช แต่ภิกษุใหม่กระสันอยากสึกเพราะภรรยาเก่าส่งข่าวมา พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงพรรณนาทะเลสาบนกดุเหว่าแล้วพาภิกษุเหาะไปชม ตรัสกุณาลชาดกซึ่งมี ๓๐๐ คาถาเพื่อบรรเทาความไม่ยินดี เมื่อจบเทศนาภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกัน แล้วเสด็จกลับมหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์
  46. หน้า ๒๑๒–๒๑๙ สมยสูตรที่ ๗ (๔): ภิกษุบรรลุอรหันต์ทั้งหมด และมหาสมัยเทวดาหมื่นจักรวาลถวายคาถาสรรเสริญ พระพุทธเจ้าประทานกรรมฐานเพื่อบรรลุมรรคเบื้องสูงแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปที่มหาวัน ต่างแยกย้ายไปบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาโดยไม่บอกกันเองเพราะเป็นวิสัยพระขีณาสพ อรรถกถาพรรณนาความยิ่งใหญ่ของการประชุม เทวดาจากหมื่นจักรวาลหลั่งไหลมาเต็มพรหมโลกอย่างไม่มีที่ว่าง พรหมชั้นสุทธาวาส ๔ องค์เข้าฌานปล่อยรัศมี ๔ สีประกาศการมา แล้วปรากฏกายเฉพาะพระพักตร์กล่าวคาถา ๔ บทสรรเสริญพระสงฆ์ผู้ฝึกดีแล้วและผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
  47. หน้า ๒๒๐–๒๒๙ สกลิกสูตรที่ ๘: เทวดาสรรเสริญความอดทนเมื่อพระบาทถูกสะเก็ดหิน พระพุทธเจ้าประทับที่สวนมัททกุจฉิ กรุงราชคฤห์ พระบาทถูกสะเก็ดหินกระทบจนมีเวทนามาก แต่ทรงอดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะ บรรทมสีหไสยาสน์ เทวดาสตุลลปกายิกา ๗๐๐ องค์เปล่งอุทานสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นนาค สีหะ อาชาไนย ผู้องอาจ ผู้ใฝ่ธุระ ผู้ฝึกดีแล้ว จิตหลุดพ้นโดยไม่ต้องข่มห้าม พร้อมกล่าวคาถาตำหนิพราหมณ์ผู้บำเพ็ญตบะร้อยปีแต่จิตไม่หลุดพ้น อรรถกถาเล่าเบื้องหลังว่าพระเทวทัตกลิ้งหินหมายปลงพระชนม์ แต่ศิลาอื่นตั้งกันไว้ มีเพียงสะเก็ดหินกระเด็นถูกพระบาท
  48. หน้า ๒๓๐–๒๓๒ ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙: คาถาของนางโกกนทาธิดาท้าวปัชชุนนะ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี นางโกกนทาธิดาท้าวปัชชุนนะเข้าเฝ้าถวายคาถาไหว้พระพุทธเจ้า กล่าวว่าเคยได้ยินธรรมมาก่อนแต่บัดนี้ได้ประจักษ์แจ้งด้วยตนเองเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา ผู้มีปัญญาทรามที่ติเตียนธรรมอันประเสริฐย่อมตกนรกโรรุวะอันร้ายกาจยาวนาน ส่วนผู้ประกอบด้วยขันติและความสงบในธรรมอันประเสริฐ เมื่อละร่างกายมนุษย์แล้วย่อมไปเกิดเป็นเทวดา
  49. หน้า ๒๓๓–๒๓๔ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐: คาถาของนางจุลลโกกนทา และจบสตุลลปกายิกวรรค ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี นางจุลลโกกนทาธิดาท้าวปัชชุนนะเข้าเฝ้า กล่าวถึงนางโกกนทาพี่สาวที่เคยไหว้พระพุทธเจ้าและพระธรรมมาก่อน แล้วนางจุลลโกกนทากล่าวว่าตนสามารถจำแนกธรรมนั้นได้โดยปริยายมากเช่นกัน เริ่มแสดงว่าไม่ควรทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ ในโลกทั้งปวง ผู้ละกามพร้อมสติสัมปชัญญะไม่พึงเสพทุกข์ที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ จบวรรคที่ ๔ (สตุลลปกายิกวรรค) เนื้อหาอรรถกถายังดำเนินต่อเกินหน้า ๒๓๔
  50. หน้า ๒๓๕ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร: คาถาของธิดาท้าวปัชชุนนะชื่อจุลลโกกนทา จบสตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ธิดาท้าวปัชชุนนะอีกองค์หนึ่งชื่อจุลลโกกนทามาไหว้พระรัตนตรัยที่ป่ามหาวัน กล่าวคาถาว่าธรรมมีคุณค่าควรจำแนกได้หลายปริยาย สอนให้ละกามและไม่ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจ อรรถกถาอธิบายความหมายถ้อยคำ จบด้วยการสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ ในสตุลลปกายิกวรรคที่ ๔
  51. หน้า ๒๓๖–๒๓๘ อาทิตตสูตร: อุปมาเรือนถูกไฟไหม้ ควรให้ทานก่อนโลกจะถูกชราและมรณะเผาผลาญ (เริ่มอาทิตตวรรคที่ ๕) เทวดากล่าวคาถาอุปมาว่าเมื่อเรือนถูกไฟไหม้ เจ้าของเรือนควรขนภาชนะออกมาก่อนจะไหม้หมด ฉันใด โลกที่ถูกชราและมรณะแผดเผาก็ควรนำโภคทรัพย์ออกด้วยการให้ทาน เพราะของที่ให้แล้วย่อมมีสุขเป็นผล ส่วนของที่ไม่ได้ให้อาจถูกโจรปล้น ถูกไฟไหม้ หรือสูญหายได้ อรรถกถาอธิบายไฟ ๑๑ กองที่แผดเผาสัตว์โลก
  52. หน้า ๒๓๙–๒๔๒ กินททสูตร: เทวตาปัญหา ๕ ข้อว่าด้วยผลของการให้สิ่งต่างๆ เทวดาทูลถามว่าให้สิ่งใดจึงชื่อว่าให้กำลัง วรรณะ ความสุข จักษุ และให้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าให้อาหารคือให้กำลัง ให้ผ้าคือให้วรรณะ ให้ยานคือให้สุข ให้ประทีปคือให้จักษุ ให้ที่พักอาศัยคือให้ทุกสิ่ง ส่วนผู้สอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรมซึ่งประเสริฐกว่าการให้ทั้งปวง อรรถกถาขยายความแต่ละข้ออย่างละเอียดพร้อมอุปมา เช่น พระอนุรุทธเถระผู้ได้ทิพยจักษุจากการถวายประทีป
  53. หน้า ๒๔๓–๒๔๔ อันนสูตร: ผลของการให้อาหารด้วยศรัทธา เทวดากราบทูลว่าทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างพอใจอาหาร ผู้ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีใจผ่องใสให้อาหารด้วยศรัทธาย่อมได้รับผลดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า จึงควรขจัดความตระหนี่อันเป็นมลทินแล้วให้ทาน เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า
  54. หน้า ๒๔๕–๒๔๖ เอกมูลสูตร: ปริศนาธรรมเรื่องบาดาลมีรากเดียวหมายถึงตัณหา เทวดาทูลปริศนาธรรมว่าบาดาลมีรากเดียว มีความวนสอง มลทินสาม เครื่องลาดห้า เป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้นแล้ว อรรถกถาอธิบายว่าทั้งหมดหมายถึงตัณหา ซึ่งมีอวิชชาเป็นราก หมุนเป็นสองด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ มีมลทินสามคือราคะโทสะโมหะ มีกามคุณห้าเป็นเครื่องลาด แผ่ไปในอายตนะสิบสอง พระอรหันต์ข้ามพ้นตัณหานี้ได้แล้ว
  55. หน้า ๒๔๗–๒๔๘ อโนมิยสูตร: เทวดาสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า เทวดากล่าวคาถาเชิญชวนให้ดูพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามไม่บกพร่อง ทรงเห็นประโยชน์อันละเอียด ประทานปัญญา ไม่ทรงข้องในกาม ตรัสรู้ธรรมทุกอย่าง ทรงก้าวไปในทางอันประเสริฐ เป็นผู้แสวงคุณอันใหญ่ อรรถกถาอธิบายความหมายของคำสรรเสริญแต่ละคำ
  56. หน้า ๒๔๙–๒๕๔ อัจฉราสูตร: เทวบุตรผู้เคยเป็นภิกษุตายขณะจงกรม ถูกนางอัปสรล้อมแต่ทูลถามทางไปนิพพานจนบรรลุโสดาบัน เล่าเรื่องภิกษุรูปหนึ่งบำเพ็ญเพียรจนตายขณะเดินจงกรม ไปเกิดเป็นเทวบุตรในดาวดึงส์ ถูกนางอัปสรพันคนแวดล้อมด้วยดนตรี แต่เธอสำรวมกายเหมือนภิกษุ เมื่อเห็นเงาตนในกระจกจึงรู้ตัวว่าจุติแล้ว เกิดความสังเวชว่าปรารถนาพระอรหัตยิ่งกว่าสมบัติทิพย์ จึงมาเฝ้าทูลถามทางหนีจากป่าโมหนะ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาอริยมรรคเป็นรถไปพระนิพพานมีสัมมาทิฏฐินำหน้า เทวบุตรบรรลุโสดาปัตติผลแล้วจึงหลีกไป
  57. หน้า ๒๕๕–๒๕๖ วนโรปสูตร: บุญที่เจริญได้ทุกเวลาจากการสร้างสวน สะพาน บ่อน้ำ และที่พักอาศัย เทวดาทูลถามว่าคนพวกไหนมีบุญเจริญทุกเวลาทั้งกลางวันกลางคืน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้สร้างอาราม ปลูกหมู่ไม้ให้ร่มเงา สร้างสะพาน ให้โรงน้ำและบ่อน้ำเป็นทาน รวมทั้งให้ที่พักอาศัย ย่อมมีบุญเจริญตลอดเวลาและเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมไปสู่สวรรค์
  58. หน้า ๒๕๗–๒๕๙ เชตวนสูตร: อนาถบิณฑิกเทวบุตรชมเชยพระเชตวันและสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเลิศด้วยธรรม ๕ อนาถบิณฑิกเทวบุตรกลับมาเยี่ยมพระเชตวันมหาวิหารที่ตนเคยสร้าง กล่าวคาถาชมเชยว่าเป็นแหล่งเกิดปีติ อันหมู่ท่านผู้แสวงคุณอาศัยอยู่ และแสดงว่าสัตว์บริสุทธิ์ได้ด้วยกรรม วิชชา ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม มิใช่ด้วยโคตรหรือทรัพย์ พร้อมยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นเลิศด้วยปัญญา ศีล และความสงบ อรรถกถาอธิบายว่าธรรมทั้ง ๕ นี้คือองค์แห่งมรรคมีองค์แปด
  59. หน้า ๒๖๐–๒๖๔ มัจฉริสูตร: วิบากของคนตระหนี่กับผลของผู้ไม่ตระหนี่และเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เทวดาทูลถามถึงวิบากของคนตระหนี่เหนียวแน่นที่กีดขวางผู้อื่นให้ทาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเหล่านี้ย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก หากเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากจน ส่วนผู้รู้ถ้อยคำไม่ตระหนี่และเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ย่อมไปสวรรค์หรือเกิดในตระกูลมั่งคั่ง อรรถกถายกตัวอย่างอุบาสกตระหนี่ที่หลบเลี่ยงไม่ถวายภิกษาแก่พระเถระ
  60. หน้า ๒๖๕–๒๖๙ ฆฏิกรสูตร: ภิกษุ ๗ รูปบรรลุอนาคามีสู่พรหมโลกชั้นอวิหา และฆฏิกรพรหมสหายเก่าของพระพุทธเจ้า จบอาทิตตวรรคที่ ๕ ฆฏิกรพรหมกราบทูลถึงภิกษุ ๗ รูป (อุปกะ ผลคัณฑะ ปุกกุสาติ ภัททิยะ ขัณฑเทวะ พหุทันตี สิงคิยะ) ที่บรรลุอนาคามีไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา ตัดเครื่องผูกคือภพได้ด้วยการรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามที่มาความรู้นี้ ฆฏิกรจึงเล่าว่าตนเคยเป็นช่างหม้อเลี้ยงมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า และเคยเป็นสหายเก่าของพระพุทธเจ้าในชาติก่อน จบอาทิตตวรรคที่ ๕ รวม ๑๐ สูตร
  61. หน้า ๒๗๐–๒๗๖ ชราวรรคที่ ๖ (ตอนต้น): ปริศนาธรรมเรื่องศีล ศรัทธา ปัญญา บุญ และมิตรแท้ของมนุษย์ ชุดสูตรปุจฉา-วิสัชนาสั้นๆ ระหว่างเทวดากับพระพุทธเจ้า ได้แก่ ชราสูตรและอชรสาสูตรว่าศีลไม่เสื่อมตามชรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นและปัญญาเป็นรัตนะ บุญโจรลักไปไม่ได้ มิตตสูตรว่าเกวียนเป็นมิตรของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือน สหายเป็นมิตรยามมีธุระ บุญเป็นมิตรติดตามไปภพหน้า และวัตถุสูตรว่าบุตรเป็นที่ตั้ง ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง ฝนเลี้ยงชีพสัตว์บนแผ่นดิน พร้อมอรรถกถาขยายความ
  62. หน้า ๒๗๗–๒๘๓ ชราวรรคที่ ๖ (ตอนปลาย): ตัณหาเป็นเหตุแห่งการเกิด ราคะเป็นทางผิด และปริศนาเรื่องคาถากับกวี ชุดสูตรถามตอบต่อเนื่อง ได้แก่ ปฐม-ทุติย-ตติยชนสูตรว่าตัณหายังคนให้เกิด จิตวิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายในสงสารเพราะทุกข์และกรรมเป็นที่พำนัก อุปปถสูตรว่าราคะเป็นทางผิดและหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ ทุติยสูตรว่าศรัทธาเป็นเพื่อนปัญญาปกครองและยินดีในนิพพานจึงพ้นทุกข์ และกวิสูตรว่าฉันท์เป็นต้นเหตุของคาถา กวีเป็นที่อาศัยของคาถา จบชราวรรคที่ ๖ รวม ๑๐ สูตร
  63. หน้า ๒๘๔–๒๙๑ อันธวรรคที่ ๗ (ตอนต้น): ปริศนาธรรมเรื่องสิ่งเดียวที่ครอบงำโลก - ชื่อ จิต ตัณหา และเครื่องผูกโลก ชุดสูตรปุจฉา-วิสัชนาแบบสั้นในอันธวรรคที่ ๗ ได้แก่ นามสูตรว่าชื่อครอบงำสิ่งทั้งปวง จิตตสูตรว่าจิตนำโลกไป ตัณหาสูตรว่าตัณหานำโลกไป สัญโญชนสูตรและพันธนสูตรว่าความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกโลกและวิตกเป็นเครื่องเที่ยวไป การละตัณหาจึงเรียกว่านิพพาน อัพภาหตสูตรว่าโลกถูกมฤตยูกำจัด ชราล้อม ตัณหาเสียบ ความอยากเผา และอุฑฑิตสูตรว่าโลกถูกตัณหาดักไว้ตั้งอยู่ในทุกข์ เนื้อหายังต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปในวรรคเดียวกัน
  64. หน้า ๒๙๒–๒๙๕ ปิหิตสูตร อิจฉาสูตร โลกสูตร (จบอันธวรรคที่ 7) ปิหิตสูตรทวนคำถามเดิมแต่สลับลำดับเนื้อความ อิจฉาสูตรชี้ว่าความอยาก (ตัณหา) ผูกโลกไว้ กำจัดความอยากได้จึงหลุดพ้นและตัดเครื่องผูกได้หมด โลกสูตรปิดท้ายวรรคอธิบายว่าเมื่ออายตนะ 6 เกิดขึ้นโลกจึงเกิดขึ้น โลกชื่นชมและยึดถืออายตนะ 6 นั้นเอง จึงเดือดร้อนเพราะอายตนะ 6 จบอันธวรรคที่ 7 พร้อมสรุปรายชื่อ 10 สูตรในวรรค
  65. หน้า ๒๙๖–๓๐๑ ฆัตวาสูตร รถสูตร วิตตสูตร (ฆัตวาวรรคที่ 8 ตอนต้น) เริ่มฆัตวาวรรคที่ 8 ด้วยฆัตวาสูตร คำสอนชื่อดังว่าฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุขไม่เศร้าโศก เพราะความโกรธมีรากเป็นพิษแต่ยอดหวาน ต่อด้วยรถสูตรว่าธงเป็นสง่าของรถ ควันของไฟ พระราชาของแว่นแคว้น และภัสดาของสตรี และวิตตสูตรว่าศรัทธาเป็นทรัพย์ประเสริฐสุด ธรรมที่ประพฤติดีนำสุขมาให้ ความจริงเป็นรสเลิศ ผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาชื่อว่ามีชีวิตประเสริฐ
  66. หน้า ๓๐๒–๓๐๙ วุฏฐิสูตร ภีตสูตร นชีรติสูตร วุฏฐิสูตรเล่าเทวดาสององค์โต้เถียงเรื่องสิ่งประเสริฐก่อนทูลถามพระพุทธเจ้า ทรงตอบว่าวิชชาประเสริฐกว่าสิ่งที่งอกขึ้น อวิชชาประเสริฐกว่าสิ่งที่ตกไป พระสงฆ์ประเสริฐกว่าสัตว์เดินเท้า พระพุทธเจ้าประเสริฐกว่าผู้แถลงคารม ภีตสูตรตรัสธรรม 4 อย่างที่ทำให้ไม่กลัวปรโลก และนชีรติสูตรตรัสว่านามและโคตรไม่ทรุดโทรม ราคะคือทางผิด และช่องทั้ง 6 ที่จิตหลุดจากกุศลได้แก่ความเกียจคร้านเป็นต้น
  67. หน้า ๓๑๐–๓๑๙ อิสสรสูตร กามสูตร ปาเถยยสูตร ปัชโชตสูตร อรณสูตร (จบฆัตวาวรรคที่ 8 และจบเทวตาสังยุต) อิสสรสูตรตรัสว่าอำนาจเป็นใหญ่ในโลก หญิงประเสริฐสุดแห่งภัณฑะ ความโกรธดุจสนิมศัสตรา โจรเป็นเสนียด กามสูตรว่าไม่ควรให้หรือสละตน ปาเถยยสูตรว่าศรัทธาเป็นเสบียง ปัชโชตสูตรว่าปัญญาเป็นแสงสว่างสติเป็นเครื่องตื่น และอรณสูตรปิดท้ายว่าสมณะไม่เป็นข้าศึกในโลก มารดาบิดาและกษัตริย์ยังไหว้สมณะผู้มีศีลแม้เกิดในตระกูลต่ำ จบฆัตวาวรรคที่ 8 และจบเทวตาสังยุตทั้งหมดตรงจุดนี้
  68. หน้า ๓๒๐–๓๒๔ ปฐมกัสสปสูตร ทุติยกัสสปสูตร (เริ่มเทวปุตตสังยุต วรรคที่ 1) ขึ้นสังยุตใหม่คือเทวปุตตสังยุต วรรคที่ 1 เริ่มด้วยปฐมกัสสปสูตร กัสสปเทวบุตรทูลว่าพระพุทธเจ้าทรงประกาศตัวภิกษุแต่ไม่ทรงประกาศคำสอนของภิกษุ พระองค์จึงให้เทวบุตรกล่าวเองว่าพึงศึกษาคำสุภาษิต เข้าไปนั่งใกล้สมณะ นั่งในที่สงัด และสงบจิต ทุติยกัสสปสูตรกัสสปเทวบุตรกล่าวคาถาสอนภิกษุผู้มุ่งพระอรหัตให้เพ่งพินิจมีจิตหลุดพ้นไม่ยึดตัณหาทิฏฐิ
  69. หน้า ๓๒๕–๓๒๙ มาฆสูตร มาคธสูตร ทามลิสูตร มาฆสูตรท้าวสักกะ (มาฆะ) ทูลถามเรื่องการฆ่าความโกรธซ้ำกับฆัตวาสูตร มาคธสูตรตรัสว่าแสงสว่างมี 4 อย่างคือพระอาทิตย์ พระจันทร์ ไฟ และพระสัมพุทธเจ้าซึ่งประเสริฐที่สุดกว่าแสงสว่างทั้งปวง และทามลิสูตรเทพบุตรทามลิทูลเตือนให้พราหมณ์ทำความเพียร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระขีณาสพผู้สิ้นกิจแล้วไม่ต้องพยายามอีก ดุจผู้ถึงฝั่งขึ้นบกแล้วไม่ต้องพายเรือต่อ
  70. หน้า ๓๓๐–๓๓๕ กามทสูตร ปัญจาลจัณฑสูตร กามทสูตรเทพบุตรกามทะทูลว่าการทำสมณธรรมยากยิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสโต้ตอบเป็นชุด 4 คู่ว่าผู้ตั้งมั่นในศีลของพระเสขะ ผู้ยินดีในความสงบจิต ผู้สำรวมอินทรีย์ และพระอริยะย่อมทำสิ่งที่ยากได้และเดินทางที่ไม่เรียบได้อย่างสม่ำเสมอเพราะท่านเป็นผู้เรียบเอง ปัญจาลจัณฑสูตรตรัสว่าผู้ได้สติเพื่อบรรลุนิพพานแม้อยู่ในที่คับแคบด้วยนิวรณ์ก็ชื่อว่าตั้งมั่นดีแล้ว
  71. หน้า ๓๓๖–๓๓๙ ตายนสูตร เทพบุตรตายนะ อดีตเจ้าลัทธิผู้ทำความดีมากจนได้เกิดในสวรรค์แต่ไม่รู้จักธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ กล่าวคาถาสอนให้ตัดกระแสตัณหา ทำความเพียรอย่างจริงจังไม่ย่อหย่อน เพราะความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่าทำแล้วเดือดร้อนภายหลัง วันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าทรงนำคาถานี้มาสอนภิกษุทั้งหลายซ้ำและตรัสให้ท่องจำไว้เพราะเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
  72. หน้า ๓๔๐–๓๔๕ จันทิมสูตร สุริยสูตร (ราหูจับพระจันทร์-พระอาทิตย์, จบวรรคที่ 1) อสุรินทราหูจับพระจันทร์และพระอาทิตย์ไว้ เทวบุตรทั้งสองระลึกถึงพระพุทธเจ้าขอเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสสั่งราหูให้ปล่อยเพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายอนุเคราะห์โลก ราหูเกรงศีรษะจะแตกเจ็ดเสี่ยงจึงยอมปล่อย ท้าวเวปจิตติจอมอสูรถามเหตุ ราหูตอบว่าถูกขับด้วยคาถาพระพุทธเจ้า อรรถกถาพรรณนารูปร่างมหึมาของราหูโดยละเอียด จบวรรคที่ 1 ของเทวปุตตสังยุต
  73. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ จันทิมสสูตร เวณฑุสูตร (เริ่มอนาถปิณฑิกวรรคที่ 2) ขึ้นวรรคใหม่คืออนาถปิณฑิกวรรคที่ 2 เริ่มด้วยจันทิมสสูตร (ชื่อพ้องเสียงกับจันทิมสูตรก่อนหน้าแต่เนื้อหาต่างกัน) กล่าวว่าผู้เข้าฌานมีจิตเป็นสมาธิมีสติปัญญาย่อมถึงความสวัสดีดุจเนื้อในชะวากเขาไร้ยุง และผู้ไม่ประมาทละกิเลสได้ย่อมถึงนิพพานดุจปลาทำลายข่ายได้ ตามด้วยเวณฑุสูตรเทพบุตรเวณฑุทูลว่าผู้ใกล้ชิดพระสุคตไม่ประมาทมีความสุข เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า 348
  74. หน้า ๓๔๙ เวณฑุสูตรและทีฆลัฏฐิสูตร: สรรเสริญความไม่ประมาทในการศึกษาธรรม สองสูตรสั้นต่อเนื่องกัน เวณฑุเทวบุตรกล่าวว่าผู้ใกล้ชิดพระศาสดา ไม่ประมาท ตามศึกษาธรรมย่อมมีความสุข พระพุทธเจ้าตรัสเสริมว่าผู้ไม่ประมาทเช่นนี้จะพ้นจากอำนาจมัจจุ ส่วนทีฆลัฏฐิเทวบุตรกล่าวว่าภิกษุพึงเพ่งฌานจนจิตหลุดพ้น รู้ความเกิดดับของโลก มีใจไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฏฐิ
  75. หน้า ๓๕๐–๓๕๑ นันทนสูตร: ใครคือผู้มีศีล มีปัญญา ล่วงทุกข์ และเทวดาบูชา นันทนเทวบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าบัณฑิตเรียกบุคคลชนิดไหนว่ามีศีล มีปัญญา ล่วงทุกข์ได้ และเป็นที่บูชาของเทวดา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือผู้มีศีล มีปัญญา อบรมตน จิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ ปราศจากความโศก สิ้นอาสวะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายสุดท้ายคืออรหันต์
  76. หน้า ๓๕๒–๓๕๓ จันทนสูตร: วิธีข้ามโอฆะห้วงน้ำลึกอันไม่มีที่พึ่ง จันทนเทวบุตรทูลถามว่าใครไม่จมในห้วงน้ำลึกที่ไม่มีที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปัญญา จิตตั้งมั่น ปรารภความเพียร ละกามสัญญาและรูปสัญโญชน์ได้ ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก อรรถกถาอธิบายว่ากามสัญญาหมายถึงสังโยชน์เบื้องต่ำ รูปสัญโญชน์หมายถึงสังโยชน์เบื้องบน และนันทิภพหมายถึงอภิสังขารกรรม 3
  77. หน้า ๓๕๔ วาสุทัตตสูตร: ละกามราคะและสักกายทิฏฐิดุจถูกไฟไหม้ศีรษะ วาสุทัตตเทวบุตรกล่าวว่าภิกษุพึงมีสติละกามราคะโดยด่วน ประดุจถูกแทงด้วยหอกหรือถูกไฟไหม้ศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสแก้คาถาเดียวกันโดยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการละสักกายทิฏฐิแทน แสดงว่าทั้งกามราคะและความเห็นผิดว่ามีตัวตนล้วนต้องรีบละด้วยความเร่งด่วนเท่ากัน
  78. หน้า ๓๕๕–๓๕๗ สุพรหมสูตร: เทพธิดาบริวาร 500 นางตกนรกทันที นำสู่การบรรลุโสดาบัน เล่าเรื่องสุพรหมเทวบุตรผู้มีเทพธิดาบริวาร 500 นางเล่นสนุกปีนต้นไม้ในสวนสวรรค์ แล้วจู่ๆ ตายไปเกิดในนรกอเวจีทั้งหมดโดยไม่มีวี่แวว เทพบุตรเศร้าสลดคิดว่าตนเองก็จะตายตามในอีก 7 วัน จึงเข้าเฝ้าทูลถามทางพ้นภัย พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีความปลอดภัยใดนอกจากปัญญา ความเพียร การสำรวมอินทรีย์ และการสละวางทุกสิ่ง เมื่อจบเทศนาเทพบุตรก็บรรลุโสดาปัตติผล
  79. หน้า ๓๕๘–๓๖๐ กกุธสูตร: บทสนทนาปรัชญาเรื่องความยินดีและความเศร้าโศก กกุธเทวบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทรงยินดีหรือเศร้าโศกอยู่หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงยินดีและไม่เศร้าโศกเลย เพราะผู้มีทุกข์เท่านั้นจึงมีความเพลิดเพลิน และผู้มีความเพลิดเพลินเท่านั้นจึงมีทุกข์ ส่วนภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วย่อมไม่มีทั้งความเพลิดเพลินและทุกข์เลย กกุธเทวบุตรชื่นชมว่าไม่เคยพบภิกษุเช่นนี้มาก่อน
  80. หน้า ๓๖๑ อุตตรสูตร: ชีวิตสั้นถูกชราไล่ต้อน ควรรีบทำบุญ อุตตรเทวบุตรกล่าวเตือนว่าชีวิตมีอายุน้อย ถูกความชราต้อนเข้าไปเรื่อยๆ ไม่อาจต้านทานได้ บุคคลผู้เล็งเห็นภัยในความตายควรรีบทำบุญที่จะนำความสุขมาให้ พระพุทธเจ้าตรัสเสริมด้วยคาถาเดียวกันโดยเน้นให้มุ่งสู่ความสงบและละโลกามิสเสีย
  81. หน้า ๓๖๒–๓๖๔ อนาถปิณฑิกสูตร: เทวบุตรอนาถบิณฑิกะสรรเสริญพระสารีบุตร ปิดวรรคที่ 2 เทวบุตรองค์หนึ่งมาเข้าเฝ้ากลางคืน กล่าวคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรว่าประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และอุปสมธรรม พร้อมสอนว่าสัตว์บริสุทธิ์ด้วยกรรม วิชชา ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม มิใช่ด้วยโคตรหรือทรัพย์ รุ่งเช้าพระพุทธเจ้าเล่าเรื่องแก่ภิกษุ พระอานนท์ทายว่าน่าจะเป็นอนาถบิณฑิกเทวบุตรเพราะเคยเลื่อมใสพระสารีบุตรมาก พระพุทธเจ้ารับรองว่าถูกต้อง ปิดท้ายอนาถปิณฑิกวรรคที่ 2
  82. หน้า ๓๖๕–๓๖๖ สิวสูตร เปิดนานาติตถิยวรรคที่ 3: คุณค่าของการคบสัตบุรุษ สิวเทวบุตรกล่าวคาถาย้ำหลายครั้งว่าบุคคลควรสมาคมและสนิทสนมกับสัตบุรุษเท่านั้น เพราะทำให้เป็นคนดี ได้ปัญญา ไม่เศร้าโศกท่ามกลางความเศร้าโศก รุ่งโรจน์ท่ามกลางหมู่ญาติ ถึงสุคติ และดำรงอยู่ได้ยั่งยืน พระพุทธเจ้าตรัสเสริมว่าการรู้ทั่วถึงสัทธรรมของสัตบุรุษยังทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้อีกด้วย
  83. หน้า ๓๖๗–๓๖๘ เขมสูตร: อุปมาพ่อค้าเกวียนเพลาหักกับผู้ประพฤตินอกธรรม เขมเทพบุตรสอนว่าคนพาลทำกรรมชั่วที่มีผลเผ็ดร้อนแล้วต้องเดือดร้อนภายหลัง ร้องไห้เสวยผล ส่วนกรรมดีทำแล้วไม่เดือดร้อน จิตแช่มชื่นเบิกบาน ท่านเปรียบบุคคลที่ออกนอกทางธรรมไปประพฤติอธรรมเหมือนพ่อค้าเกวียนที่ละทางเรียบไปเดินทางขรุขระจนเพลาเกวียนหักต้องซบเซา
  84. หน้า ๓๖๙–๓๗๓ เสรีสูตร: พระเจ้าเสรีผู้ให้ทานจนไม่รู้จักพอ เสรีเทพบุตรทูลว่าการให้ข้าวน้ำด้วยศรัทธาย่อมให้ผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แล้วเล่าอดีตชาติว่าตนเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินนามเสรี สร้างโรงทาน 4 ประตูให้แก่สมณพราหมณ์และคนยากไร้ แต่เมื่อพระมเหสี พระราชวงศ์ ทหาร และราษฎรขอมีส่วนร่วมให้ทานตามลำดับ ท่านก็ยกประตูให้ทีละด้านจนทานส่วนพระองค์ลดลงเรื่อยๆ สุดท้ายจึงสั่งแบ่งรายได้หัวเมืองนอกครึ่งหนึ่งให้ทานต่อไป แสดงความไม่รู้จักอิ่มในการสร้างกุศล
  85. หน้า ๓๗๔–๓๗๗ ฆฏิการสูตร: เทวบุตรผู้เคยเป็นช่างหม้อและสหายเก่าของพระพุทธเจ้า ฆฏิการเทพบุตรทูลว่าภิกษุ 7 รูปหลุดพ้นแล้วในพรหมโลกชั้นอวิหา เมื่อพระพุทธเจ้าถามว่ารู้ธรรมของใครจึงตัดภพได้ เทวบุตรทูลว่ารู้ธรรมของพระพุทธเจ้าเอง แล้วเผยว่าในอดีตชาติตนเคยเป็นช่างปั้นหม้อเลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า ประพฤติพรหมจรรย์ และเคยเป็นเพื่อนบ้านสหายเก่าของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันมาก่อน
  86. หน้า ๓๗๘–๓๘๐ ชันตุสูตร: เทวบุตรตำหนิภิกษุฟุ้งซ่านปล่อยตัวเยี่ยงคฤหัสถ์ ภิกษุกลุ่มหนึ่งในป่าหิมวันต์แคว้นโกศลประพฤติฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง ปากกล้า หลงลืมสติ ปล่อยตัวเยี่ยงคฤหัสถ์ ในวันอุโบสถชันตุเทพบุตรเข้าไปตักเตือนด้วยคาถา เปรียบเทียบภิกษุแต่ก่อนที่เลี้ยงง่ายมักน้อยกับภิกษุปัจจุบันที่เลี้ยงยากดุจนายบ้าน กิน-นอน ประจบเรือนผู้อื่น กล่าวว่าผู้ประมาทเช่นนี้ถูกทอดทิ้งไร้ที่พึ่งดุจซากศพในป่าช้า ส่วนผู้ไม่ประมาทเทวบุตรขอนมัสการ
  87. หน้า ๓๘๑–๓๘๔ โรหิตัสสสูตร: ที่สุดของโลกอยู่ในร่างกายนี้เอง มิใช่ที่ไกล โรหิตัสสเทวบุตรทูลถามว่ามีที่สุดของโลกที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายให้เดินทางไปถึงได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีผู้ใดบรรลุที่สุดโลกด้วยการเดินทาง เทวบุตรจึงเล่าอดีตชาติว่าเคยเป็นฤาษีมีฤทธิ์เหาะเร็วยิ่งกว่าลูกธนู เดินทางไม่หยุดพักตลอด 100 ปีก็ยังไปไม่ถึงที่สุดโลก จนตายกลางทาง พระพุทธเจ้าจึงสรุปว่าทรงบัญญัติทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกข์ไว้ในร่างกายขนาดวาหนึ่งนี้เท่านั้น เป็นคำสอนสำคัญเรื่องที่สุดโลกที่แท้จริง
  88. หน้า ๓๘๕–๓๘๖ นันทสูตรและนันทิวิสาลสูตร: กาลเวลาล่วงไปและร่างกายดุจยานเปื้อนตม นันทเทพบุตรเตือนว่ากาลและราตรีล่วงไป วัยเสื่อมถอยเป็นลำดับ ควรรีบทำบุญนำสุขมาให้ ส่วนนันทิวิสาลเทพบุตรทูลถามถึงทางออกจากทุกข์ โดยเปรียบร่างกายเป็นดุจยานมีล้อ 4 มีทวาร 9 เต็มไปด้วยของไม่สะอาดและกิเลส พระพุทธเจ้าตรัสว่าการตัดความผูกโกรธ ความปรารถนาโลภ ตัณหา และอวิชชาอันเป็นรากได้ จึงจะออกจากทุกข์ได้
  89. หน้า ๓๘๗–๓๘๙ สุสิมสูตร (ตัวสูตร): พระอานนท์สรรเสริญพระสารีบุตร เทวดาปลื้มปีติ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่าชอบพระสารีบุตรหรือไม่ พระอานนท์กราบทูลสรรเสริญว่าไม่มีใครที่ไม่เขลาจะไม่ชอบท่าน เพราะท่านเป็นบัณฑิตมักน้อยสันโดษปรารภความเพียร ขณะนั้นสุสิมเทพบุตรพร้อมบริวารจำนวนมากมาเข้าเฝ้าพอดี ได้ยินคำสรรเสริญก็ปลื้มใจจนผิวพรรณแพรวพราวดุจแก้วมณี ทองคำ ดาวประกายพฤกษ์ และดวงอาทิตย์ แล้วกล่าวคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรร่วมด้วย
  90. หน้า ๓๙๐–๓๙๘ อรรถกถาสุสิมสูตร: ขยายความคุณสมบัติ 16 ประการของพระสารีบุตร อรรถกถาอธิบายละเอียดถึงคุณสมบัติ 16 ประการที่พระอานนท์กล่าวสรรเสริญพระสารีบุตร ได้แก่ความเป็นบัณฑิต มหาปัญญา ปุถุปัญญา หาสปัญญา ชวนปัญญา ติกขปัญญา นิพเพธิกปัญญา มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร อดทนต่อคำติเตียน ตำหนิคนชั่ว พร้อมเรื่องเล่าสามเณรอายุ 7 ขวบเตือนท่านเรื่องชายผ้านุ่งซึ่งพระสารีบุตรน้อมรับด้วยความอ่อนน้อมโดยไม่ถือตัว
  91. หน้า ๓๙๙–๔๐๑ นานาติตถิยสูตร: เทวบุตรอดีตสาวกเดียรถีย์สรรเสริญศาสดาของตน เทวบุตรผู้เคยเป็นสาวกเดียรถีย์ 6 องค์ผลัดกันกล่าวคาถาสรรเสริญศาสดาของตน ได้แก่ปูรณะกัสสป มักขลิโคศาล นิครนถ์นาฏบุตร และปกุธกัจจายนะ แต่เวฏัมพรีเทวบุตรค้านว่าเดียรถีย์เหล่านั้นเป็นเพียงสุนัขจิ้งจอกที่อยากเทียบราชสีห์ ต่อมามารเข้าสิงเวฏัมพรีให้กลับคำสรรเสริญเดียรถีย์แทน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนว่ารูปทั้งปวงที่มารสรรเสริญล้วนเป็นเหยื่อล่อสัตว์ดุจเบ็ดตกปลา ปิดท้ายด้วยมาณวคามิยเทพบุตรทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าสรรพสิ่งในโลกและเทวโลก
  92. หน้า ๔๐๒–๔๐๕ อรรถกถานานาติตถิยสูตร: ปิดท้ายเทวปุตตสังยุตทั้งหมด อรรถกถาอธิบายศัพท์และภูมิหลังของเดียรถีย์แต่ละองค์ เช่น ความหมายของจาตุยามสังวรของนิครนถ์นาฏบุตร และเหตุที่มารเข้าสิงเวฏัมพรีเทวบุตร พร้อมขยายความอุปมาความเป็นเลิศของพระพุทธเจ้าเทียบกับภูเขาเวปุลละ เขาไกรลาส ดวงอาทิตย์ มหาสมุทร และดวงจันทร์ จบท้ายด้วยการปิดเทวปุตตสังยุตทั้งหมดและรายชื่อพระสูตร 10 สูตรในนานาติตถิยวรรคที่ 3
  93. หน้า ๔๐๖–๔๐๙ ทหรสูตร - พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าครั้งแรก ของ ๔ อย่างไม่ควรดูหมิ่น พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ทูลถามว่าทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้จริงหรือ เพราะศาสดาดังทั้ง ๖ ยังไม่กล้าปฏิญาณ ทั้งที่พระองค์ยังทรงหนุ่มและบวชได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยอุปมาว่าของ ๔ อย่างไม่ควรดูหมิ่นว่าเล็กน้อยหรืออ่อนวัย คือ กษัตริย์ งู ไฟ และภิกษุ เพราะแต่ละอย่างล้วนมีอานุภาพทำร้ายผู้ประมาทได้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  94. หน้า ๔๑๐–๔๑๙ อรรถกถาทหรสูตร - เรื่องโกลาหล ๓ และศาสดา ๖ คนปฏิญาณเป็นพุทธะ อรรถกถาเล่าเรื่องโกลาหล ๓ ครั้ง (กัปป์ พุทธะ จักรพรรดิ) และเหตุที่ศาสดาลัทธิทั้ง ๖ พากันปฏิญาณตนเป็นพุทธะ จนพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทดสอบด้วยคำถามเจาะจง ทำให้จนมุมและถูกขับออกจากวัง อรรถกถาอธิบายความหมายของการดูหมิ่นและดูแคลนกษัตริย์ งู ไฟ และภิกษุอย่างละเอียด พร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมที่ไม่สมควรในแต่ละกรณี
  95. หน้า ๔๒๐–๔๒๑ ปุริสสูตร - โลภะ โทสะ โมหะ เผาผลาญผู้มีจิตบาปดุจขุยไผ่ พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าอีกครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลภะ โทสะ และโมหะ เมื่อเกิดขึ้นในใจบุคคลย่อมนำไปสู่ความทุกข์และความพินาศ ดุจขุยไผ่ที่เกิดจากต้นไผ่เองแล้วทำให้ต้นไผ่ตายไปในที่สุด อรรถกถาอธิบายลักษณะของอกุศลมูลทั้งสามและวิธีที่มันเบียดเบียนทำลายผู้มีจิตเป็นบาป
  96. หน้า ๔๒๒–๔๒๕ ราชสูตร - ไม่มีผู้ใดพ้นจากชราและมรณะแม้กษัตริย์มหาศาลหรือพระอรหันต์ พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่ามีผู้ใดพ้นจากความแก่และความตายได้บ้างไหม พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีผู้มั่งคั่งมหาศาล หรือแม้พระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสแล้ว ร่างกายก็ยังต้องแตกดับเป็นธรรมดา เปรียบด้วยราชรถอันงามย่อมคร่ำคร่าไปฉันใด แต่ธรรมของสัตบุรุษคือพระนิพพานเท่านั้นไม่เข้าถึงความชรา อรรถกถาขยายความเรื่องทรัพย์สมบัติของกษัตริย์มหาศาลและความหมายของธรรมที่ไม่ชรา
  97. หน้า ๔๒๖–๔๒๘ ปิยสูตร - ผู้ประพฤติสุจริตเท่านั้นชื่อว่ารักตนแท้จริง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงครุ่นคิดขณะประทับพักผ่อนว่าใครรักตนจริง แล้วทูลว่าผู้ประพฤติทุจริตแม้ปากจะว่ารักตนก็ไม่ชื่อว่ารักตนจริงเพราะทำร้ายตนเอง ส่วนผู้ประพฤติสุจริตแม้ปากว่าไม่รักตนก็ชื่อว่ารักตนแท้จริง พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำนี้และตรัสคาถาว่าบุญและบาปเท่านั้นที่จะติดตามคนไปดุจเงาเมื่อละโลกนี้ไป จึงควรสั่งสมกัลยาณกรรมไว้เป็นที่พึ่งในภพหน้า
  98. หน้า ๔๒๙–๔๓๐ อัตตรักขิตสูตร - การรักษาตนที่แท้จริงคือรักษาภายในใจ ไม่ใช่กองทัพคุ้มกัน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถามว่าใครชื่อว่ารักษาตนหรือไม่รักษาตน พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าผู้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ แม้มีกองทัพช้างม้ารถราบคุ้มกันก็ชื่อว่าไม่รักษาตน เพราะเป็นเพียงการรักษาภายนอก ส่วนผู้ประพฤติสุจริตแม้ไร้ผู้คุ้มกันก็ชื่อว่ารักษาตนแท้จริง เพราะเป็นการรักษาภายในจิตใจ
  99. หน้า ๔๓๑–๔๓๒ อัปปกสูตร - คนได้ทรัพย์แล้วไม่มัวเมามีน้อย ส่วนมัวเมาติดกามมีมาก พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงครุ่นคิดว่าคนที่ได้โภคทรัพย์มากแล้วไม่มัวเมาประมาทมีจำนวนน้อย ส่วนคนที่ได้ทรัพย์แล้วมัวเมาติดกามและประพฤติผิดในผู้อื่นมีมากกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรับรองความจริงข้อนี้ พร้อมคาถาเปรียบสัตว์ที่หลงกามคุณเหมือนเนื้อที่ไม่รู้ตัวว่ามีบ่วงดักอยู่ ผลกรรมอันเผ็ดร้อนย่อมตามมาภายหลัง
  100. หน้า ๔๓๓–๔๓๔ อัตถกรณสูตร - แม้ผู้มั่งคั่งมหาศาลยังกล่าวเท็จเพราะกาม ราชาทรงมอบให้วิฑูฑภะพิจารณาคดีแทน พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จจากศาลพิจารณาคดี ทรงเห็นผู้มั่งคั่งแม้เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีมหาศาลยังกล่าวเท็จเพราะเหตุแห่งกาม จึงทรงท้อพระทัยและตรัสว่าจะปล่อยให้ราชโอรสวิฑูฑภะทำหน้าที่แทน พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าการกล่าวเท็จเช่นนั้นนำไปสู่ความทุกข์ยาวนาน อรรถกถาเล่าเบื้องหลังว่าราชาทรงเบื่อหน่ายอำมาตย์รับสินบนตัดสินคดีไม่เป็นธรรม
  101. หน้า ๔๓๕–๔๓๗ มัลลิกาสูตร - ไม่มีผู้ใดเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเอง และประวัติพระนางมัลลิกา พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิการาชเทวีว่ามีใครเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเองหรือไม่ ทั้งสองต่างตอบตรงกันว่าไม่มี เมื่อทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสคาถาว่าไม่มีผู้ใดในโลกเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเอง ผู้อื่นก็รักตนเองมากเช่นกัน ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น อรรถกถาเล่าประวัติพระนางมัลลิกาธิดาช่างดอกไม้ผู้ถวายขนมแด่พระพุทธเจ้าจนได้เป็นอัครมเหสี
  102. หน้า ๔๓๘–๔๔๐ ยัญญสูตร (พระสูตร) - ยัญที่ฆ่าสัตว์มากมีผลน้อย ยัญไม่ฆ่าสัตว์มีผลมาก พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเตรียมบูชามหายัญด้วยการฆ่าโคและสัตว์อย่างละ ๕๐๐ ตัว ทาสกรรมกรของพระองค์ต่างหวาดกลัวร้องไห้ขณะเตรียมงาน ภิกษุนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสคาถาว่ายัญที่ต้องฆ่าสัตว์มากมายมีผลน้อย ส่วนยัญที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ซึ่งสืบทอดตามตระกูลกลับมีผลมากและเป็นที่เลื่อมใสของเทวดา
  103. หน้า ๔๔๑–๔๔๕ อรรถกถายัญญสูตร (๑) - พระสุบิน ๔ เสียงจากนรก และพระนางมัลลิกาชักนำราชาเลิกบูชายัญ อรรถกถาเล่าว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงหลงรักหญิงมีสามี จึงบังคับสามีนางไปทำภารกิจจนถูกปิดประตูเมืองไม่ทันกลับ คืนนั้นทรงฝันได้ยินเสียงประหลาด ๔ เสียง พราหมณ์ทำนายว่าร้ายต้องบูชายัญแก้เคราะห์ พระนางมัลลิกาจึงพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงเฉลยว่าเสียงนั้นเป็นเสียงสัตว์นรก ๔ ตนที่เคยผิดประเวณีเมื่อชาติก่อน ทรงแสดงธรรมจนราชาเลิกบูชายัญปล่อยสัตว์ทั้งหมด และตรัสคาถาธรรมบทว่าคืนยาวนานสำหรับผู้นอนไม่หลับ
  104. หน้า ๔๔๖–๔๔๗ อรรถกถายัญญสูตร (๒) - สังคหวัตถุ ๔ ของราชาโบราณ ถูกพราหมณ์บิดเบือนเป็นยัญฆ่าสัตว์ ๕ อย่าง อรรถกถาอธิบายว่าเดิมพระราชาโบราณมีสังคหวัตถุ ๔ ประการที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ เช่น การเก็บภาษีข้าวส่วนสิบ การให้บำเหน็จทหาร การให้กู้ยืมไม่มีดอกเบี้ย และการตรัสวาจาไพเราะ แต่ภายหลังในสมัยพระเจ้าโอกกากราช พวกพราหมณ์บิดเบือนสังคหวัตถุเหล่านี้ให้กลายเป็นพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญขนาดใหญ่ทั้งห้าชนิดแทน
  105. หน้า ๔๔๘–๔๕๑ พันธนสูตร - ความผูกพันในบุตรภรรยาทรัพย์สมบัติคือเครื่องจองจำที่แน่นหนากว่าเหล็ก หมู่ประชาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลลงโทษจองจำด้วยเชือก ขื่อคา และโซ่ตรวน ภิกษุนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็กไม้หรือเชือกไม่นับว่าแน่นหนาเท่าความผูกพันในบุตรภรรยาและทรัพย์สมบัติ ซึ่งแม้จะดูหย่อนแต่แก้ยากยิ่ง ผู้มีปัญญาจึงสละเครื่องจองจำเหล่านี้ออกบวช อรรถกถาแทรกเรื่องพระอานนท์ใช้ปัญญาหาแก้วมณีที่หายคืนมาได้ จบปฐมวรรคของโกสลสังยุต
  106. หน้า ๔๕๒–๔๕๔ ชฏิลสูตร (พระสูตร) - ไม่ควรตัดสินว่าใครเป็นพระอรหันต์เพราะเห็นเพียงครู่เดียว ขณะพระพุทธเจ้าประทับนอกซุ้มประตูปราสาทมิคารมารดา นักบวชเปลือยกายและชฎิลกลุ่มต่าง ๆ เดินผ่านมา พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงลุกขึ้นประนมมือแสดงความเคารพ แล้วทูลถามว่านักบวชเหล่านี้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ผู้ยังเสวยกามยังยากจะหยั่งรู้ได้ ศีล ความสะอาด กำลังใจ และปัญญาของบุคคลต้องรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันนานและด้วยผู้มีปัญญาเท่านั้น มิใช่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก
  107. หน้า ๔๕๕–๔๕๘ อรรถกถาชฏิลสูตร - ประวัตินางวิสาขามิคารมารดา และวิธีรู้ศีล ความสะอาด กำลังใจ ปัญญาของผู้อื่น อรรถกถาเล่าประวัติปุพพารามและนางวิสาขามิคารมารดาผู้สร้างปราสาทถวาย ย้อนไปถึงอดีตชาติที่ตั้งความปรารถนาเป็นอุปัฏฐายิกาเอกในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ นอกจากนี้ยังเฉลยว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงส่งนักบวชปลอมเหล่านั้นไปเป็นสายสืบราชการลับ พร้อมอธิบายรายละเอียดวิธีรู้ศีล ความสะอาด กำลังใจ และปัญญาของผู้อื่นตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
  108. หน้า ๔๕๙–๔๖๒ ปัญจราชสูตร - ยอดแห่งกามคุณคือความพอใจถึงที่สุดของแต่ละบุคคล พระราชา ๕ พระองค์มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประมุขถกเถียงกันว่าอะไรเป็นยอดแห่งกามคุณทั้งห้า (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) ตกลงกันไม่ได้จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าสิ่งใดทำให้พอใจถึงที่สุดโดยไม่ปรารถนาสิ่งอื่นที่ยิ่งกว่า สิ่งนั้นเป็นยอดสำหรับเขา จันทนังคลิกอุบาสกกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าดุจดอกบัวหอมยามเช้า เหล่าราชาถวายผ้าแก่อุบาสกผู้นำมาถวายพระพุทธเจ้าต่อ อรรถกถาเริ่มอธิบายว่าอารมณ์ที่น่าพอใจต่างกันตามบุคคล (ยังไม่จบ)
  109. หน้า ๔๖๓–๔๖๔ ปัญจราชสูตร - ยอดแห่งกามคุณ ๕ อยู่ที่ความพอใจของแต่ละคน พระราชา ๕ พระองค์มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประมุขถกกันว่าอะไรเป็นยอดของกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) แล้วทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าสิ่งใดที่ทำให้ผู้นั้นพอใจที่สุด สิ่งนั้นคือยอดกามสำหรับเขา ไม่มีมาตรฐานตายตัว จันทนังคลิกอุบาสกสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยคาถาดอกบัวแล้วถวายผ้าที่ได้รับพระราชทาน อรรถกถาขยายความเรื่องอารมณ์ที่น่าพอใจแตกต่างกันไปตามบุคคลและตามสมมติ
  110. หน้า ๔๖๕–๔๖๘ โทณปากสูตร - คาถาเตือนให้กินพอประมาณ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวมากจนอึดอัด พระพุทธเจ้าตรัสคาถาสอนให้รู้ประมาณในการบริโภคจะทำให้เวทนาเบาบาง แก่ช้า อายุยืน มาณพสุทัศนะรับจ้างท่องคาถานี้กล่าวถวายทุกมื้อเสวย พระราชาจึงค่อยๆ ลดปริมาณอาหารลงจนเหลือทะนานเดียว พระวรกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น ทรงเปล่งพระอุทานขอบพระคุณพระพุทธเจ้าที่ทรงอนุเคราะห์ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและภายหน้า
  111. หน้า ๔๖๙–๔๗๒ ปฐมสังคามวัตถุสูตร - พระเจ้าอชาตศัตรูรบชนะพระเจ้าปเสนทิโกศลครั้งแรก พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งมคธยกทัพรุกรานแคว้นกาสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลเพื่อแย่งหมู่บ้านที่เคยเป็นสินสอด ทรงรบชนะ พระเจ้าปเสนทิโกศลปราชัยเสด็จกลับสาวัตถี พระพุทธเจ้าตรัสว่าอชาตศัตรูมีมิตรเลว ส่วนปเสนทิโกศลมีมิตรดี แล้วตรัสคาถาว่าผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้นอนเป็นทุกข์ ผู้ละทั้งแพ้ชนะเท่านั้นจึงสงบสุขได้จริง
  112. หน้า ๔๗๓–๔๗๖ ทุติยสังคามวัตถุสูตร - พระเจ้าปเสนทิโกศลชนะและปล่อยพระเจ้าอชาตศัตรู ครั้งที่สองพระเจ้าปเสนทิโกศลรบชนะจับพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นเชลย แต่ทรงดำริว่ายังเป็นพระภาคิไนย (หลาน) จึงยึดเพียงกองทัพช้างม้ารถพลเดินเท้าแล้วปล่อยตัวไปทั้งเป็น พระพุทธเจ้าตรัสคาถาว่าผู้แย่งชิงของผู้อื่นย่อมถูกแย่งชิงคืนตามกฎแห่งกรรม ผู้ฆ่าถูกฆ่าตอบ ผู้ชนะถูกชนะตอบในที่สุด
  113. หน้า ๔๗๗–๔๗๘ ธีตุสูตร - สตรีก็เป็นผู้ประเสริฐได้ พระนางมัลลิกาเทวีประสูติพระธิดา พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงเบิกบานพระทัยเพราะทรงหวังโอรส พระพุทธเจ้าตรัสปลอบว่าสตรีบางคนก็ประเสริฐกว่าบุรุษได้ หากมีปัญญามีศีล ปฏิบัติต่อพ่อแม่สามีดุจเทวดาและรักสามี บุตรที่เกิดจากสตรีเช่นนั้นอาจเป็นผู้กล้าหาญเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้ไม่ต่างจากบุตรชาย
  114. หน้า ๔๗๙–๔๘๑ ปฐมอัปปมาทสูตร - ความไม่ประมาทดุจรอยเท้าช้าง พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามธรรมอย่างเดียวที่ยึดไว้ได้ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและภายหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือความไม่ประมาท เปรียบดังรอยเท้าช้างที่รอยเท้าสัตว์อื่นทุกชนิดรวมลงได้หมดเพราะใหญ่ที่สุด ตรัสคาถาว่าผู้ปรารถนาอายุ ความไม่มีโรค วรรณะ สวรรค์ และตระกูลสูง พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลาย
  115. หน้า ๔๘๒–๔๙๐ ทุติยอัปปมาทสูตร - มิตรดีคือพรหมจรรย์ทั้งหมด พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่าธรรมที่ตรัสดีเหมาะกับผู้มีมิตรดีเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยและเล่าว่าเคยทรงค้านพระอานนท์ที่กล่าวว่ามิตรดีเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ โดยตรัสว่าแท้จริงเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด เพราะอาศัยพระองค์เป็นมิตรดี สัตว์ทั้งหลายจึงหลุดพ้นจากเกิดแก่เจ็บตายได้ แล้วสอนพระราชาให้มีมิตรดีและไม่ประมาท จะทำให้ทั้งราชสำนักและแผ่นดินปลอดภัย
  116. หน้า ๔๙๑–๔๙๕ ปฐมาปุตตกสูตร - เศรษฐีขี้เหนียวไร้ทายาท ทรัพย์สูญเปล่า เศรษฐีในสาวัตถีตายไม่มีทายาท พระเจ้าปเสนทิโกศลขนเงิน ๘ ล้านเข้าคลังหลวง ทั้งที่เศรษฐีเคยกินอยู่แร้นแค้นไม่เคยเสวยสุขจากทรัพย์นั้นเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลได้โภคะแล้วไม่ใช้เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นหรือทำบุญ ทรัพย์นั้นจึงสูญเปล่าดุจน้ำในสระกลางป่าที่ไม่มีใครตักดื่ม ต่างจากคนดีที่ใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น
  117. หน้า ๔๙๖–๕๐๑ ทุติยาปุตตกสูตร - กรรมเก่าของเศรษฐีผู้ฆ่าหลานแย่งมรดก เศรษฐีอีกรายตายไร้ทายาททิ้งเงิน ๑๐ ล้านเข้าคลังหลวง พระพุทธเจ้าเล่าอดีตชาติว่าเขาเคยถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าตครสิขีแต่ภายหลังเสียดายจึงได้ทรัพย์มากแต่ใจไม่น้อมเสวยสุข และเคยฆ่าหลานชายคนเดียวของพี่ชายเพื่อแย่งมรดก จึงกำลังถูกไฟไหม้อยู่ในมหาโรรุวนรก ปิดท้ายด้วยคาถาว่ามีแต่กรรมเท่านั้นที่ติดตามตนไปได้เหมือนเงา จบทุติยวรรคที่ ๒
  118. หน้า ๕๐๒–๕๐๙ ปุคคลสูตร - บุคคล ๔ ประเภท มืดมา-สว่างไป ตามกรรมไม่ใช่ชาติกำเนิด พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกแด่พระเจ้าปเสนทิโกศล คือ มืดมามืดไป (เกิดตระกูลต่ำและประพฤติชั่ว), มืดมาสว่างไป (เกิดต่ำแต่ประพฤติดี), สว่างมามืดไป (เกิดตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่ว), และสว่างมาสว่างไป (เกิดสูงและประพฤติดี) แต่ละพวกมีคาถาขยายความว่าผลกรรมพาไปสู่นรกหรือสวรรค์ตามการกระทำจริง ไม่ใช่ตามชาติกำเนิดหรือฐานะ
  119. หน้า ๕๑๐–๕๑๒ อัยยิกาสูตร - ความตายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง พระอัยยิกา (ย่า) ของพระเจ้าปเสนทิโกศลสิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ ๑๒๐ ปี ท้าวเธอเสียพระทัยมากถึงกับตรัสว่ายอมแลกช้างแก้ว ม้าแก้ว บ้านส่วย แม้ชนบท เพื่อให้พระอัยยิกาไม่สิ้นพระชนม์ พระพุทธเจ้าตรัสปลอบว่าสัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นที่สุด เปรียบดังภาชนะดินไม่ว่าดิบหรือสุกล้วนต้องแตกสลายในที่สุดเป็นธรรมดา
  120. หน้า ๕๑๓ โลกสูตร - โลภะโทสะโมหะทำลายผู้มีใจบาป พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่าธรรมใดเมื่อเกิดขึ้นแก่โลกย่อมนำมาซึ่งความไม่เป็นประโยชน์และทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือโลภะ โทสะ และโมหะ ทั้งสามอย่างนี้เมื่อบังเกิดแก่ผู้มีใจบาปย่อมทำลายตนเอง ดุจขุยไผ่ทำลายต้นไผ่ที่มันเกิดขึ้นเอง สูตรสั้นมากเพียงหน้าเดียว อรรถกถากล่าวเพียงว่าเนื้อความเข้าใจง่ายทั้งหมด
  121. หน้า ๕๑๔–๕๒๑ อิสสัตถสูตร - ทานมีผลมากเมื่อให้แก่ผู้มีศีล พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่าควรให้ทานที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรให้ในที่จิตเลื่อมใส แต่ทานที่มีผลมากต้องให้แก่ผู้มีศีล ทรงเปรียบด้วยทหารหนุ่มที่ฝึกยิงธนูมาดีเท่านั้นที่ควรรับใช้ในกองทัพ ผู้ละกิเลส ๕ ได้และถึงพร้อมศีลสมาธิปัญญาวิมุตติเป็นผู้ควรรับทานอันมีผลมาก อรรถกถาเล่าที่มาว่าเดียรถีย์ใส่ร้ายพระพุทธเจ้าว่าห้ามให้ทานผู้อื่น พระราชาจึงจัดพิธีทูลถามต่อหน้ามหาชนเพื่อขจัดข้อครหานี้
  122. หน้า ๕๒๒–๕๒๘ ปัพพโตปมสูตร - ภูเขาบดขยี้สรรพสัตว์ ปิดท้ายโกสลสังยุต พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเล่าราชกิจที่ทรงยุ่งอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสถามสมมติว่าหากมีภูเขาใหญ่กลิ้งบดสัตว์มาจากทั้ง ๔ ทิศ พระองค์จะทรงทำอะไรได้นอกจากประพฤติธรรม ทรงเปรียบชราและมรณะเหมือนภูเขานั้นที่ไม่มีทัพช้างม้ารถพลเดินเท้าหรือทรัพย์มนต์ใดต้านทานได้ มีแต่การตั้งศรัทธาในพระรัตนตรัยและประพฤติธรรมเท่านั้นที่ช่วยได้ สูตรนี้ปิดท้ายโกสลสังยุตทั้งหมด