สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๗ · ๖๑๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๘ นกุลปิตุสูตร: กายกระสับกระส่ายดังฟองไข่ แต่ใจไม่ต้องกระสับกระส่ายตาม (เปิดขันธวารวรรค เล่ม ๒๗) เล่ม ๒๗ เปิดขันธวารวรรค (วรรคที่ ๓ ของสังยุตตนิกาย) ด้วยนกุลปิตุสูตร คฤหบดีชราเจ็บป่วยเข้าเฝ้าทูลขอโอวาท พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้เปราะบางดุจฟองไข่ แม้กายจะกระสับกระส่ายแต่ใจไม่จำเป็นต้องกระสับกระส่ายตาม จากนั้นนกุลปิตุไปหาพระสารีบุตรผู้อธิบายขยายความว่าปุถุชนยึดขันธ์ ๕ เป็นตนจึงทุกข์ใจเมื่อขันธ์แปรปรวน ส่วนอริยสาวกไม่ยึดจึงมีแต่ทุกข์กายไม่มีทุกข์ใจ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์และเล่าว่านกุลปิตุกับภรรยาเคยเป็นบิดามารดาของพระโพธิสัตว์มา ๕๐๐ ชาติ
- หน้า ๑๙–๒๖ เทวทหสูตร: พระสารีบุตรสอนภิกษุตอบคำถามบัณฑิตว่าพระศาสดาสอนให้กำจัดฉันทราคะในขันธ์ ๕ ภิกษุกลุ่มหนึ่งจะไปจำพรรษาปัจฉาภูมชนบท พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ไปลาพระสารีบุตรก่อนเพราะท่านเป็นบัณฑิตผู้อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารี พระสารีบุตรจึงสอนวิธีตอบหากบัณฑิตต่างถิ่นซักถามคำสอนของพระศาสดา ว่าทรงสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะเมื่อยังกำหนัดพอใจในขันธ์ที่แปรปรวนย่อมเกิดโสกะปริเทวะทุกข์ อรรถกถาอธิบายเหตุที่ให้ภิกษุลาพระสารีบุตร และเล่าว่าพระเถระคอยดูแลอนุเคราะห์หมู่สงฆ์ด้วยอามิสและธรรมเสมอ
- หน้า ๒๗–๓๕ หลิททิกานิสูตรที่ ๑: พระมหากัจจานะอธิบายลักษณะของมุนีผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยแห่งใจ คฤหบดีหลิททิกานิถามพระมหากัจจานะให้ขยายความคาถาในมาคัณฑิยปัญหาที่ว่ามุนีไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่พัก ไม่คลุกคลีในบ้าน ว่างจากกาม ไม่มุ่งอนาคต ไม่ทะเลาะวิวาท ท่านอธิบายว่าความยึดติดพัวพันด้วยราคะในขันธ์ ๕ และในอารมณ์ ๖ คือการมีที่อยู่ที่พัก การร่วมสุขร่วมทุกข์กับชาวบ้านคือความสนิทสนม การยังกำหนัดในกามคือไม่ว่างจากกาม การปรารถนาภพหน้าคือมุ่งอนาคต และการยกตนข่มผู้อื่นด้วยวาทะคือการทะเลาะวิวาท ส่วนพระตถาคตทรงตัดสิ่งเหล่านี้ได้หมดแล้ว
- หน้า ๓๖–๓๗ หลิททิกานิสูตรที่ ๒: ผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาชื่อว่าเป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน หลิททิกานิถามพระมหากัจจานะขยายความคาถาในสักกปัญหาที่ว่าสมณพราหมณ์ผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาเป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ ท่านอธิบายว่าหมายถึงจิตที่หลุดพ้นดีแล้วจากความพอใจ กำหนัด เพลิดเพลิน ยึดมั่นในขันธ์ ๕ ทั้งห้า เพราะสิ้นไป คลายกำหนัด ดับ สละ และสละคืนซึ่งกิเลสเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๓๘–๔๑ สมาธิสูตรและปฏิสัลลานสูตร: เจริญสมาธิและหลีกเร้นเพื่อเห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕ ตามจริง พระพุทธเจ้าสอนภิกษุให้เจริญสมาธิ (สูตรที่ ๕) และหลีกออกเร้น (สูตรที่ ๖) เพราะผู้มีจิตตั้งมั่นหรือสงัดย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทรงอธิบายว่าความเพลิดเพลินยินดีในขันธ์ ๕ ก่อให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ และกองทุกข์ทั้งมวล ส่วนการไม่เพลิดเพลินย่อมทำให้อุปาทานและกองทุกข์ดับไปตามลำดับ
- หน้า ๔๒–๔๖ อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ ๑-๒: ความสะดุ้งเพราะยึดมั่นและความไม่สะดุ้งเพราะไม่ยึดมั่นในขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าแสดงว่าปุถุชนผู้ยึดขันธ์ ๕ เป็นตนย่อมสะดุ้งหวาดกลัวเมื่อขันธ์แปรปรวน เพราะจิตถูกความหมุนเวียนตามความแปรปรวนครอบงำ ส่วนอริยสาวกผู้ไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะดุ้ง สูตรที่ ๗ อธิบายผ่านมุมมองสักกายทิฏฐิ (ยึดเป็นตน) ส่วนสูตรที่ ๘ อธิบายผ่านมุมมองตัณหา (ยึดเป็นของเรา) เนื้อหาคล้ายกันเพื่อแสดงวัฏฏะและวิวัฏฏะตามลำดับ
- หน้า ๔๗–๕๐ อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ๑-๓: ขันธ์ ๕ ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (จบนกุลปิตุวรรค) สามสูตรสุดท้ายของนกุลปิตุวรรคแสดงว่าขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีตและอนาคตยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา จึงไม่ต้องกล่าวถึงขันธ์ปัจจุบันเลย อริยสาวกผู้เห็นดังนี้ย่อมไม่อาลัยในอดีต ไม่เพลิดเพลินในอนาคต ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับขันธ์ปัจจุบัน ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อ ๑๑ พระสูตรของวรรค เป็นการจบนกุลปิตุวรรคที่ ๑
- หน้า ๕๑–๕๗ อนิจจวรรคที่ ๒: สิบสูตรว่าด้วยขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และความดับแห่งขันธ์ (อานันทสูตร) วรรคใหม่รวมสูตรสั้นแบบซ้ำโครงสร้าง แสดงว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งโดยตัวขันธ์เองและโดยเหตุปัจจัยที่ให้ขันธ์เกิด ผู้เห็นตามจริงย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น ปิดท้ายวรรคด้วยอานันทสูตรที่พระอานนท์ทูลถามความหมายของนิโรธ (ความดับ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือความดับแห่งขันธ์ ๕ ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งนั่นเอง จบด้วยบัญชีรายชื่อ ๑๐ พระสูตรของวรรค
- หน้า ๕๘–๖๓ ภารวรรคที่ ๓ เริ่มต้น: ภารสูตร (ขันธ์ ๕ เป็นภาระ) ปริญญาสูตร ปริชานสูตร ฉันทราคสูตร และอัสสาทสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๓ เปิดด้วยภารสูตรอันโด่งดัง ตรัสว่าอุปาทานขันธ์ ๕ คือภาระหนัก บุคคลคือผู้แบกภาระ ตัณหาคือการถือภาระ และความดับตัณหาคือการวางภาระ พร้อมคาถาสรุป ตามด้วยปริญญาสูตรว่าขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ความสิ้นราคะโทสะโมหะคือความกำหนดรู้ ปริชานสูตรว่าผู้ไม่รู้ยิ่งไม่ละขันธ์ย่อมไม่พ้นทุกข์ ฉันทราคสูตรสอนให้ละฉันทราคะในขันธ์ ๕ และเริ่มอัสสาทสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความปริวิตกของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้เรื่องคุณและโทษของขันธ์ เนื้อหายังไม่จบในหน้า ๖๓
- หน้า ๖๔–๖๙ ฉันทราคสูตร อัสสาทสูตร อภินันทนสูตร และอุปปาทสูตร: คุณ โทษ และทางออกแห่งขันธ์ ๕ กลุ่มพระสูตรสอนให้ละฉันทราคะในขันธ์ ๕ ทรงเล่าว่าก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาหาคุณ โทษ และเครื่องสลัดออกแห่งขันธ์แต่ละอย่าง จนพบว่าสุขโสมนัสที่อาศัยขันธ์เกิดขึ้นคือคุณ ความไม่เที่ยงคือโทษ การละฉันทราคะคือทางออก ทรงย้ำว่าผู้เพลิดเพลินขันธ์ชื่อว่าเพลิดเพลินทุกข์ และความเกิด-ดับของขันธ์ก็คือความเกิด-ดับของทุกข์ อรรถกถาสรุปว่าสูตรเหล่านี้แสดงอริยสัจ ๔ และเรื่องวัฏฏะกับนิพพาน
- หน้า ๗๐ อฆมูลสูตรและปภังคุสูตร: ทุกข์ มูลเหตุแห่งทุกข์ และความสลายแห่งขันธ์ ๕ (จบภารวรรค) อฆมูลสูตรชี้ว่าขันธ์ ๕ เองคือทุกข์ และตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่คือมูลเหตุแห่งทุกข์ ปภังคุสูตรสอนว่าขันธ์ ๕ มีสภาวะแตกสลายเป็นธรรมดา ส่วนความดับสนิทของขันธ์เป็นภาวะไม่สลาย คือนิพพาน จบภารวรรคที่ ๓ ซึ่งรวมพระสูตร ๑๑ สูตรว่าด้วยขันธ์ ๕ ในแง่ภาระ การกำหนดรู้ คุณโทษ และความไม่เที่ยง
- หน้า ๗๑–๗๓ นตุมหากสูตรที่ ๑-๒: ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย จงละเสีย เปิดนตุมหากวรรคที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าสิ่งใดไม่ใช่ของตน พึงละสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์สุข ทรงเปรียบเทียบกับหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในเชตวันที่ผู้คนนำไปเผาหรือใช้ตามใจชอบ โดยภิกษุไม่เดือดร้อนเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตนหรือของตน ฉันใด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่ใช่ของเธอทั้งหลายฉันนั้น จึงควรละเสีย สูตรที่ ๒ ทรงย้ำเนื้อความเดียวกันโดยไม่มีอุปมา
- หน้า ๗๔–๗๘ ภิกขุสูตรที่ ๑-๒: ครุ่นคิดถึงขันธ์ใดย่อมถูกนับด้วยขันธ์นั้น ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอฟังธรรมโดยย่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการนับ (ถูกเรียกว่ารัก โกรธ หลง) เพราะสิ่งนั้น หากไม่ครุ่นคิดก็ไม่ถูกนับ ภิกษุอธิบายขยายความแยกเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พระพุทธเจ้าทรงรับรอง ภิกษุจึงหลีกไปบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตตผล สูตรที่ ๒ สอนเนื้อความเดียวกันโดยเพิ่มคำว่า "หมกมุ่น" และภิกษุรูปนั้นก็บรรลุอรหัตต์เช่นกัน
- หน้า ๗๙–๘๓ อานันทสูตรที่ ๑-๒: ความเกิดขึ้น ความเสื่อม และความแปรปรวนแห่งขันธ์ ๕ ในสามกาล พระอานนท์ทูลถามว่าหากถูกถามว่าความเกิด ความเสื่อม และความแปรปรวนของธรรมใดปรากฏ ควรตอบอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบว่าคือความเกิด-ดับ-แปรปรวนแห่งขันธ์ ๕ สูตรที่ ๒ ขยายให้ครอบคลุมสามกาล คือขันธ์ที่ล่วงไปแล้ว ที่ยังไม่เกิด และที่กำลังปรากฏ อรรถกถาอธิบายลักษณะ ๓ ของสังขตธรรม คือ อุปปาทะ ฐิติ-อัญญถัตตะ และภังคะ พร้อมอุปมาด้วยแม่โคกับลักษณะของมัน
- หน้า ๘๔–๘๗ อนุธรรมสูตรที่ ๑-๔: ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยความหน่ายและพิจารณาไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ (จบนตุมหากวรรค) ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมพึงมากด้วยความหน่ายในขันธ์ ๕ (สูตรที่ ๑) พึงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (สูตรที่ ๒) เห็นทุกข์ (สูตรที่ ๓) และเห็นอนัตตา (สูตรที่ ๔) ในขันธ์ ๕ ทั้งหมด เมื่อพิจารณาเช่นนี้ย่อมกำหนดรู้ขันธ์ หลุดพ้นจากขันธ์ และหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จบนตุมหากวรรคที่ ๔ ซึ่งรวม ๑๐ สูตร
- หน้า ๘๘–๙๑ อัตตทีปสูตร: จงมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง และที่มาของความโศกเศร้า เปิดอัตตทีปวรรคที่ ๕ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ แล้วอธิบายว่าโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เกิดขึ้นเพราะปุถุชนเห็นขันธ์ ๕ โดยความเป็นตนหรือเนื่องด้วยตน เมื่อขันธ์แปรปรวนไปจึงเกิดความโศกเศร้า ส่วนผู้เห็นขันธ์ตามจริงว่าไม่เที่ยงย่อมละความโศกเศร้าได้ ไม่สะดุ้ง อยู่เป็นสุข อรรถกถาอ้างคาถา "ตนนั่นแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้"
- หน้า ๙๒–๙๓ ปฏิปทาสูตร: ข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความเกิดและความดับแห่งสักกายทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิปทา ๒ อย่าง คือทางที่นำไปสู่สักกายสมุทัย (ความเกิดขึ้นแห่งกายตน) ได้แก่การที่ปุถุชนเห็นขันธ์ ๕ โดยความเป็นตนในลักษณะต่างๆ และทางที่นำไปสู่สักกายนิโรธ (ความดับแห่งกายตน) ได้แก่การที่อริยสาวกไม่เห็นขันธ์ ๕ โดยความเป็นตนเลย อรรถกถาอธิบายว่าการตามเห็นแบบแรกคือทางสู่ทุกขสมุทัย ส่วนแบบหลังคือมรรคญาณและวิปัสสนาสู่ทุกขนิโรธ
- หน้า ๙๔–๙๖ อนิจจสูตรที่ ๑-๒: ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าตรัสหลักไตรลักษณ์ว่ารูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ควรเห็นด้วยปัญญาชอบว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" เมื่อเห็นเช่นนี้จิตย่อมคลายกำหนัดและหลุดพ้น สูตรที่ ๒ เสริมว่าทิฏฐิที่ยึดส่วนอดีตและอนาคตย่อมไม่มี ความยึดมั่นแรงกล้าย่อมไม่มี จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะ อรรถกถาอธิบายว่าสูตรแรกแสดงมรรคเดียว ส่วนสูตรที่ ๒ แสดงมรรคทั้ง ๔ พร้อมวิปัสสนา
- หน้า ๙๗–๙๙ สมนุปัสสนาสูตร: สมณพราหมณ์ที่เห็นตนล้วนยึดถืออุปาทานขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณะหรือพราหมณ์ใดๆ ที่พิจารณาเห็นตนในลักษณะต่างๆ ล้วนพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ หรือขันธ์หนึ่งในนั้นโดยความเป็นตน เมื่อยึดมั่นว่า "เราเป็น" อินทรีย์ ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ย่อมหยั่งลง และเมื่อถูกอวิชชาสัมผัสจึงเกิดความยึดมั่นต่างๆ เช่น เราเป็นดังนี้ เราจักเป็นดังนี้ ส่วนอริยสาวกผู้ละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นแทน ย่อมไม่ยึดมั่นในอินทรีย์เหล่านั้นอีก
- หน้า ๑๐๐–๑๐๑ ปัญจขันธสูตร: ความแตกต่างระหว่างขันธ์ ๕ กับอุปาทานขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ ให้ชัดเจน ขันธ์ ๕ หมายถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าอดีต อนาคต ปัจจุบัน หยาบหรือละเอียด ไกลหรือใกล้ ส่วนอุปาทานขันธ์ ๕ คือขันธ์เหล่านั้นที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะและเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน อรรถกถาอธิบายว่ารูปขันธ์เป็นกามาวจรเท่านั้น ส่วนขันธ์ที่เหลืออีก ๔ เป็นไปได้ทั้ง ๔ ภูมิ
- หน้า ๑๐๒–๑๐๖ โสณสูตรที่ ๑-๒: การเปรียบเทียบตนด้วยขันธ์ที่ไม่เที่ยงและผู้ควรเรียกว่าสมณพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงสอนโสณะ บุตรคฤหบดี ว่าการที่สมณพราหมณ์เห็นว่าตนประเสริฐกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่าผู้อื่นด้วยขันธ์ ๕ อันไม่เที่ยงนั้น เกิดจากการไม่เห็นธรรมตามจริง ทรงซักถามโสณะเป็นลำดับจนสรุปว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดว่าเป็นของเรา โสณะเห็นจริงจนหลุดพ้น สูตรที่ ๒ สอนว่าผู้ไม่รู้ชัดความเกิด ความดับ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งขันธ์ ๕ ไม่ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ ส่วนผู้รู้ชัดจึงควรได้รับการยกย่อง
- หน้า ๑๐๗–๑๐๘ นันทิขยสูตรที่ ๑-๒: ความสิ้นความยินดีในขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้จิตหลุดพ้น (จบอัตตทีปวรรคและมูลปัณณาสก์) ภิกษุผู้เห็นขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงตามจริง ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อสิ้นความยินดีจึงสิ้นความกำหนัด เมื่อสิ้นความกำหนัดจึงสิ้นความยินดี จิตจึงหลุดพ้นดี สูตรที่ ๒ สอนให้ทำไว้ในใจโดยแยบคายและพิจารณาความไม่เที่ยงแห่งขันธ์ ๕ ตามจริงเพื่อผลเดียวกัน จบอัตตทีปวรรคที่ ๕ และจบมูลปัณณาสก์ ซึ่งรวม ๕ วรรค คือ นกุลปิตุวรรค อนิจจวรรค ภารวรรค นตุมหากวรรค และอัตตทีปวรรค
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ อุปายสูตร: ความเข้าถึงด้วยตัณหามานะทิฏฐิคือความไม่หลุดพ้น (เริ่มมัชฌิมปัณณาสก์) เปิดมัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเข้าถึงขันธ์ด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิ คือความไม่หลุดพ้น ส่วนความไม่เข้าถึงคือความหลุดพ้น วิญญาณที่มีรูป เวทนา สัญญา หรือสังขารเป็นอารมณ์และที่ตั้ง ย่อมเจริญงอกงามได้ แต่หากละความกำหนัดในขันธ์เหล่านั้นได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ วิญญาณจึงไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่ปฏิสนธิ และหลุดพ้นในที่สุด
- หน้า ๑๑๑–๑๑๓ พีชสูตร: อุปมาวิญญาณด้วยเมล็ดพืชที่ต้องอาศัยดินและน้ำจึงเติบโต พระพุทธเจ้าทรงเปรียบวิญญาณฐิติ ๔ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร) เหมือนแผ่นดิน ความกำหนัดด้วยความเพลิน (นันทิราคะ) เหมือนน้ำ และวิญญาณพร้อมอาหารเหมือนเมล็ดพืช ๕ ชนิด คือพืชเกิดจากเหง้า ลำต้น ข้อ ยอด และเมล็ด หากมีดินมีน้ำ พืชย่อมเติบโตได้ ฉันใด วิญญาณที่ยังกำหนัดในขันธ์ก็เจริญงอกงามได้ฉันนั้น แต่หากละความกำหนัดในขันธ์ได้ วิญญาณย่อมไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่ปฏิสนธิ และหลุดพ้น
- หน้า ๑๑๔–๑๒๐ อุทานสูตร: การน้อมใจตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ และเรื่องพระมิลกเถระอดีตพราน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าภิกษุผู้น้อมใจว่า "ถ้าเราไม่พึงมี ขันธ์ของเราก็ไม่พึงมี กรรมสังขารจักไม่มี ปฏิสนธิก็จักไม่มี" ย่อมตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ภิกษุทูลถามวิธีปฏิบัติ พระองค์ทรงอธิบายว่าปุถุชนยึดขันธ์โดยความเป็นตนจึงไม่รู้ไตรลักษณ์ ส่วนอริยสาวกไม่ยึดจึงรู้ชัด อรรถกถาเล่าเรื่องพระมิลกเถระ อดีตนายพรานผู้เลิกล่าสัตว์มาบวช เกิดความสังเวชจากอุปมาไฟ จนบรรลุอนาคามิผลระหว่างจงกรมบนกองฟาง เนื้อหาต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
- หน้า ๑๒๑–๑๒๗ ปริวัฏฏสูตรที่ ๔ และอรรถกถา: การรู้อุปาทานขันธ์ ๕ โดยเวียนรอบ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะไม่ปฏิญาณตนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าจะรู้แจ้งอุปาทานขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) โดยเวียนรอบ ๔ ด้าน คือ ตัวขันธ์เอง เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับ (มรรคมีองค์ ๘) ผู้ที่รู้ครบทั้ง ๔ ด้านและปฏิบัติเพื่อคลายกำหนัดจึงชื่อว่าปฏิบัติดี หลุดพ้นดี ไม่ต้องเวียนว่ายเกิดใหม่ให้ปรากฏอีก
- หน้า ๑๒๘–๑๓๒ สัตตัฏฐานสูตรที่ ๕ และอรรถกถา: ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการและเพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ทรงสอนว่าผู้ฉลาดในฐานะ ๗ (รู้ขันธ์แต่ละอย่าง เหตุเกิด ความดับ ทางดับ คุณ โทษ และอุบายสลัดออก) พร้อมทั้งเพ่งพินิจโดยความเป็นธาตุ อายตนะ และปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าเป็นยอดบุรุษผู้จบพรหมจรรย์ อรรถกถาเปรียบพระสูตรนี้เหมือนพระราชาสรรเสริญทหารผู้ชนะสงคราม เพื่อจูงใจให้เสขบุคคลที่เหลืออยากบรรลุอรหัตตผลตามอย่าง
- หน้า ๑๓๓–๑๓๔ พุทธสูตรที่ ๖ และอรรถกถา: ข้อแตกต่างระหว่างพระพุทธเจ้ากับภิกษุผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา แม้พระตถาคตกับภิกษุผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาจะหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่พระตถาคตทรงเป็นผู้บุกเบิกมรรคที่ยังไม่มีใครรู้จักให้เกิดขึ้นเป็นพระองค์แรก ทรงรู้ทาง แสดงทาง ฉลาดในทาง ส่วนเหล่าสาวกเป็นเพียงผู้เดินตามทางที่ทรงค้นพบไว้แล้วในภายหลัง
- หน้า ๑๓๕–๑๓๙ ปัญจวัคคิยสูตร (อนัตตลักขณสูตร) และอรรถกถา: เทศนาที่ทำให้ปัญจวัคคีย์บรรลุอรหัตต์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุปัญจวัคคีย์ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนมิใช่ตัวตน เพราะบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้และเป็นเหตุแห่งความเจ็บป่วย ทรงให้พิจารณาขันธ์ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบันด้วยปัญญาว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา" จนเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น ระหว่างฟังเทศนานี้ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมกัน นับเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์สำคัญลำดับสองรองจากธัมมจักกัปปวัตนสูตร
- หน้า ๑๔๐–๑๔๒ มหาลิสูตรที่ ๘ และอาทิตตสูตรที่ ๙: เหตุแห่งความเศร้าหมอง-บริสุทธิ์ของสัตว์ กับขันธ์ ๕ ที่ร้อนดั่งไฟ เจ้ามหาลีลิจฉวีทูลถามค้านคำสอนของปูรณกัสสปที่ว่าสัตว์เศร้าหมองหรือบริสุทธิ์เองโดยไม่มีเหตุปัจจัย พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าเพราะขันธ์ ๕ มีทั้งสุขและทุกข์ปนกัน สัตว์จึงกำหนัดในขันธ์ (เหตุเศร้าหมอง) และเบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้ (เหตุบริสุทธิ์) จากนั้นอาทิตตสูตรตรัสสั้นๆ ว่าขันธ์ ๕ ร้อนนักดุจไฟลุกโพลง อริยสาวกเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายจนหลุดพ้น
- หน้า ๑๔๓–๑๔๗ นิรุตติปถสูตรที่ ๑๐ และอรรถกถา: วิถีทางแห่งภาษา ชื่อ และบัญญัติที่ไม่เคยถูกทอดทิ้ง (จบอุปายวรรคที่ ๑) ทรงอธิบายหลักการใช้ภาษาเรียกขันธ์ตามกาลที่ถูกต้อง คือ ขันธ์ที่ดับไปแล้วเรียกว่า "ได้มีแล้ว" ไม่เรียกว่ามีอยู่หรือจักมี ขันธ์ที่ยังไม่เกิดเรียกว่า "จักมี" ขันธ์ที่เกิดแล้วปรากฏอยู่เรียกว่า "มีอยู่" หลักนี้สมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่เคยคัดค้าน แม้ลัทธิอเหตุกทิฏฐิก็ยังต้องยอมรับใช้ตามหลักภาษานี้เพราะเกรงถูกนินทาติเตียน จบวรรคที่ ๑ (อุปายวรรค) ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ สูตร
- หน้า ๑๔๘–๑๕๓ อรหันตวรรคที่ ๒ (ตอนต้น): อุปาทิยสูตร มัญญมานสูตร อภินันทมานสูตร ว่าด้วยการถูกมารผูกมัด ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอฟังธรรมย่อเพื่อนำไปปฏิบัติผู้เดียว พระพุทธเจ้าตรัสสามสูตรทำนองเดียวกันว่า ผู้ยังยึดมั่นขันธ์ ๕ (อุปาทิยสูตร) ผู้ยังสำคัญมั่นหมายในขันธ์ ๕ (มัญญมานสูตร) หรือผู้ยังเพลิดเพลินในขันธ์ ๕ (อภินันทมานสูตร) ย่อมถูกบ่วงมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึด ไม่สำคัญ ไม่เพลิดเพลิน จึงหลุดพ้นจากมาร ภิกษุผู้ฟังธรรมแล้วไปปฏิบัติผู้เดียวไม่นานก็บรรลุอรหัตตผลทุกครั้ง
- หน้า ๑๕๔–๑๕๘ อนิจจสูตร ทุกขสูตร อนัตตสูตร อนัตตนิยสูตร: ละความพอใจในขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มิใช่ของตน ชุดพระสูตรรูปแบบเดียวกันสี่สูตร พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุผู้ขอฟังธรรมย่อว่าควรละความพอใจ (ฉันทะ) ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และมิใช่ของตน ภิกษุผู้รับฟังแล้วไปปฏิบัติธรรมผู้เดียวก็บรรลุอรหัตตผลทุกครั้งเช่นเดียวกับสูตรก่อนหน้า
- หน้า ๑๕๙–๑๖๒ รชนิยสัณฐิตสูตร ราธสูตร สุราธสูตร: ละความพอใจในสิ่งจูงใจให้กำหนัด และไม่มีอหังการมมังการ (จบอรหันตวรรคที่ ๒) รชนิยสัณฐิตสูตรสอนให้ละความพอใจในขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ส่วนราธสูตรและสุราธสูตร พระราธะและพระสุราธะทูลถามวิธีไม่ให้มีอหังการ (ยึดว่าเป็นเรา) มมังการ (ยึดว่าเป็นของเรา) และมานานุสัยในกายและนิมิตภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสให้พิจารณาขันธ์ ๕ ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบันด้วยปัญญาว่าไม่ใช่ของเรา ทั้งสองท่านบรรลุอรหัตตผล จบอรหันตวรรคที่ ๒ ซึ่งมี ๑๐ สูตร
- หน้า ๑๖๓–๑๖๕ ขัชชนิยวรรคที่ ๓ ตอนต้น: อัสสาทสูตร สมุทยสูตรที่ ๑-๒ และอรหันตสูตรที่ ๑ เริ่มวรรคใหม่ด้วยสามสูตรสั้นแสดงอริยสัจ ๔ ผ่านขันธ์ ๕ คือ ปุถุชนไม่รู้คุณโทษของขันธ์ (อัสสาทสูตร) ไม่รู้ความเกิดดับคุณโทษ (สมุทยสูตร ๑-๒) ต่างจากอริยสาวกที่รู้ชัด จากนั้นอรหันตสูตรที่ ๑ ตรัสว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อริยสาวกเห็นแล้วหลุดพ้น พระอรหันต์จึงเป็นผู้เลิศประเสริฐสุดในโลก ปิดท้ายด้วยคาถาพรรณนาคุณพระอรหันต์ผู้หมดตัณหา ตัดอัสมิมานะ ทำลายข่ายโมหะ
- หน้า ๑๖๖–๑๗๐ อรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๑ (อธิบายคาถาสรรเสริญพระอรหันต์) และอรหันตสูตรที่ ๒ อรรถกถาไขความคาถาที่พรรณนาคุณพระอรหันต์อย่างพิสดาร เช่น อัสมิมานะที่ตัดขาดแล้ว ข่ายโมหะที่ทำลายแล้ว สัทธรรม ๗ และรัตนะ ๗ (โพชฌงค์) ที่ประกอบพร้อม องค์ ๑๐ แห่งมหานาค และความไม่หวั่นไหวทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวางเพราะไม่มีตัณหาในอดีตอนาคตปัจจุบัน จบด้วยอรหันตสูตรที่ ๒ ซึ่งตรัสเนื้อความเดียวกันแต่เป็นร้อยแก้วล้วนไม่มีคาถา เพราะตรัสตามอัธยาศัยผู้ฟัง
- หน้า ๑๗๑–๑๗๗ สีหสูตร และอรรถกถา: อุปมาพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้ากับการบันลือสีหนาทของพญาราชสีห์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์กับพญาราชสีห์ผู้บันลือสีหนาททำให้สัตว์ทั้งปวงหวาดกลัว เมื่อพระองค์แสดงธรรมเรื่องความเกิดดับของขันธ์ ๕ แม้เทวดาผู้มีอายุยืนมีวรรณะงามในวิมานสูงก็สะดุ้งกลัวเมื่อรู้ว่าตนเองก็ไม่เที่ยง อรรถกถาขยายความอย่างพิสดารเรื่องราชสีห์ ๔ จำพวก ลักษณะไกรสรราชสีห์ และวิธีที่มันออกจากถ้ำ เยื้องกราย และบันลือสีหนาทก่อนล่าเหยื่อ (เนื้อหาอรรถกถายังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๑๗๗)
- หน้า ๑๗๘–๑๘๔ อรรถกถาสีหสูตร: ราชสีห์ ๔ จำพวก และอุปมาพุทธประวัติกับราชสีห์ อรรถกถาอธิบายลักษณะราชสีห์ ๔ จำพวก โดยเฉพาะไกรสรราชสีห์ผู้เป็นราชาแห่งหมู่เนื้อ พฤติกรรมออกจากถ้ำ เยื้องกราย บันลือสีหนาท และกระโจนล่าเหยื่อได้ไกลถึง ๓ โยชน์ จากนั้นเปรียบเทียบขั้นตอนต่างๆ ในพุทธประวัติกับพฤติกรรมราชสีห์ เช่น เสด็จออกผนวชเทียบกับสีหะออกจากถ้ำ ตรัสรู้เทียบกับสีหะสะบัดสร้อยคอ และปฐมเทศนาเทียบกับการบันลือสีหนาท พร้อมอธิบายความหมายพระนามตถาคต ๘ ประการ
- หน้า ๑๘๕–๑๘๙ ๗. ขัชชนิยสูตร (พระสูตร) ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกิน ขัชชนิยสูตรกล่าวถึงสมณพราหมณ์ผู้ระลึกชาติก่อนได้ล้วนระลึกถึงอุปาทานขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุที่เรียกรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเช่นนั้นเพราะแตกสลาย เสวยอารมณ์ จำได้หมายรู้ ปรุงแต่ง และรู้แจ้งตามลำดับ ทรงสอนว่าอริยสาวกผู้ได้สดับพิจารณาเห็นว่าตนถูกขันธ์ ๕ กัดกินอยู่ทั้งอดีตปัจจุบันอนาคต จึงไม่อาลัยอดีตไม่ชื่นชมอนาคต ปฏิบัติเพื่อคลายกำหนัดจนหลุดพ้น เทวดาย่อมนอบน้อมภิกษุเช่นนี้
- หน้า ๑๙๐–๑๙๕ อรรถกถาขัชชนิยสูตร ตอนต้น: ลักษณะรูปขันธ์และเรื่องกาฬกัญชิกอสูร อรรถกถาขัชชนิยสูตรอธิบายเหตุที่รูปชื่อว่าย่อยยับ โดยยกตัวอย่างความหนาวในโลกันตริยนรกที่สัตว์ห้อยโหนด้วยเล็บแล้วตกลงไปแหลกเหลวในน้ำกรด และเรื่องกาฬกัญชิกอสูรที่ทนกระหายน้ำไม่ไหวจนพระ ๓๐ รูปต้องตักน้ำแม่น้ำคงคาป้อนปาก แต่อสูรก็ไม่อาจดื่มได้เพราะกรรมบัง ปิดท้ายด้วยการจำแนกลักษณะทั่วไปกับลักษณะเฉพาะตัวของขันธ์
- หน้า ๑๙๖–๒๐๒ อรรถกถาขัชชนิยสูตร ตอนกลาง: เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และความต่างจากปัญญา อรรถกถาอธิบายลักษณะเฉพาะของเวทนา (เสวยอารมณ์) สัญญา (จำได้หมายรู้สี) สังขาร (ปรุงแต่ง) และวิญญาณ (รู้แจ้งรส) จากนั้นไขความต่างระหว่างสัญญา วิญญาณ และปัญญาด้วยอุปมาเด็กไร้เดียงสา ชาวบ้านธรรมดา และเหรัญญิกผู้เชี่ยวชาญที่มองเห็นกหาปณะต่างระดับความเข้าใจกัน พร้อมคำถวายพระพรของพระนาคเสนว่าการแยกจิตเจตสิกที่เกิดพร้อมกันเป็นสิ่งที่ทรงทำได้ยากยิ่ง
- หน้า ๒๐๓–๒๐๗ อรรถกถาขัชชนิยสูตร ตอนปลาย: ลักษณะทุกข์ เรื่องพระถูกหนามแทง และพระนิฏเถระ อรรถกถาอธิบายลักษณะทุกข์ว่ารูปกัดกินเราด้วยการบีบคั้นเหมือนผ้าเนื้อหยาบเสียดสีผิว ยกตัวอย่างพระโยคาวจรที่ทำเวทนาให้เป็นอัพโพหาริกขณะถูกเสือกัดหรือหนามแทงจนบรรลุอรหัตต์ พร้อมเรื่องพระเถระถูกหนามแทงเท้าแต่อดทนเดินจงกรมพิจารณากัมมัฏฐานทั้งคืน ปิดท้ายด้วยเรื่องพระนิฏเถระผู้บรรลุอรหัตต์ทันทีที่ปลงผมจนท้าวมหาพรหม ๗๐๐ องค์มานอบน้อม และภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุอรหัตต์เมื่อจบเทศนา
- หน้า ๒๐๘–๒๑๑ ๘. ปิณโฑลยสูตร (พระสูตร) ว่าด้วยเหตุที่ต้องดำรงชีพด้วยบิณฑบาต ปิณโฑลยสูตรเล่าเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงขับไล่ภิกษุสงฆ์ที่ส่งเสียงแย่งลาภสักการะออกจากนิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ท้าวสหัมบดีพรหมทราบพระปริวิตกจึงมาทูลขอให้ทรงอนุเคราะห์ภิกษุใหม่ที่ยังอ่อนเหมือนลูกโคไม่เห็นแม่หรือพืชอ่อนขาดน้ำ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าการแสวงหาบิณฑบาตเป็นสิ่งต่ำต้อยที่กุลบุตรผู้มีเหตุผลเท่านั้นควรทำ พร้อมสอนเรื่องอกุศลวิตก ๓ และทิฏฐิ ๒ ที่ต้องละด้วยอนิมิตตสมาธิ
- หน้า ๒๑๒–๒๑๗ อรรถกถาปิณโฑลยสูตร ตอนต้น: เหตุขับไล่ภิกษุ พรหมทูลขอ และการแสดงฤทธิ์ อรรถกถาเล่าที่มาการขับไล่ภิกษุ คือภิกษุที่มาจัดเสนาสนะรับลาภสักการะจากเจ้าศากยะแล้วส่งเสียงดังแย่งกันเหมือนชาวประมงแย่งปลา พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่ได้บวชเพื่อจีวรแต่เพื่อความเป็นพระอรหันต์ จึงรับสั่งให้พระอานนท์ขับไล่ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงมาทูลขอให้ทรงอนุเคราะห์ พระองค์ทรงแสดงฤทธิ์ให้ภิกษุเกรงกลัวเข้าเฝ้าทีละหนึ่งสองรูปเพื่อให้เกิดความเคารพและรับธรรมเทศนาได้
- หน้า ๒๑๘–๒๒๒ อรรถกถาปิณโฑลยสูตร ตอนปลาย: ความหมายปิณโฑลยะ อุปมาดุ้นฟืนเผาศพ อรรถกถาอธิบายความหมายคำว่าปิณโฑลยะคือความเป็นอยู่ด้วยการแสวงหาก้อนข้าวซึ่งถูกด่าว่าต่ำต้อย แต่กุลบุตรผู้บวชด้วยเหตุผลแท้จริงเท่านั้นจึงทำได้ จำแนกประเภทผู้บวชหนีราชภัย โจรภัย หนี้สิน และความยากไร้ พร้อมอุปมาผู้มีอภิชฌาพยาบาทเหมือนดุ้นฟืนเผาศพที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งในบ้านและป่า ปิดท้ายด้วยอกุศลวิตก ๓ และทิฏฐิ ๒ ที่ละได้ด้วยอนิมิตตสมาธิ ภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุอรหัตต์เมื่อจบเทศนา
- หน้า ๒๒๓–๒๒๘ ๙. ปาลิเลยยสูตร (พระสูตร) ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ ปาลิเลยยสูตรเล่าเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากโกสัมพีไปตามลำพังจนถึงป่าปาลิเลยยกะ ภิกษุจำนวนมากตามไปฟังธรรม ขณะนั้นภิกษุรูปหนึ่งสงสัยว่ารู้เห็นอย่างไรอาสวะจึงสิ้นไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมเห็นขันธ์ ๕ โดยความเป็นอัตตาในลักษณะต่างๆ ทั้งเห็นรูปเป็นอัตตา อัตตามีรูป รูปในอัตตา หรืออัตตาในรูป ล้วนเกิดจากตัณหาที่ไม่เที่ยง เมื่อรู้เห็นตามจริงเช่นนี้ อาสวะจึงสิ้นไปโดยลำดับ
- หน้า ๒๒๙–๒๓๔ อรรถกถาปาลิเลยยสูตร: ภิกษุโกสัมพีทะเลาะกัน และช้างปาลิเลยยกะ อรรถกถาเล่าที่มาว่าภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะวิวาทกันไม่เชื่อฟังแม้พระพุทธเจ้าจะตรัสสอนเรื่องเวรระงับด้วยการไม่จองเวรถึง ๓ วัน พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จจาริกไปองค์เดียวผ่านหมู่บ้านต่างๆ จนถึงป่าปาลิเลยยกะ ที่นั่นช้างพลายตัวหนึ่งซึ่งเบื่อหน่ายการถูกโขลงเบียดเบียนออกมาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าด้วยการนำน้ำและผลไม้มาถวาย จนพระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าจิตของช้างกับจิตของพระองค์เข้ากันได้ เนื้อหาต่อเนื่องอธิบายปฏิจจสมุปบาทย่อยของทิฏฐิเกินหน้า ๒๓๔
- หน้า ๒๓๕–๒๔๒ ปุณณมสูตร - พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเรื่องอุปาทานขันธ์ ๕ ในคืนวันเพ็ญ คืนวันเพ็ญ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นลำดับ ตั้งแต่อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไร มีฉันทะเป็นมูล อุปาทานกับขันธ์ต่างกันหรือไม่ ฉันทราคะในขันธ์ต่างกันอย่างไร เหตุที่เรียกว่าขันธ์ เหตุปัจจัยให้แต่ละขันธ์ปรากฏ เหตุเกิดและไม่เกิดสักกายทิฏฐิ คุณโทษและอุบายสลัดออกจากขันธ์ จบด้วยข้อสงสัยของภิกษุรูปหนึ่งว่ากรรมที่อนัตตากระทำจะให้ผลแก่อัตตาได้อย่างไร
- หน้า ๒๔๓–๒๔๕ อรรถกถาปุณณมสูตรที่ ๑๐ และจบขัชชนียวรรคที่ ๓ อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าให้ภิกษุผู้ถามนั่งลงถามเพื่อมิให้ภิกษุบริวาร ๕๐๐ รูปฟุ้งซ่าน อธิบายว่าเบญจขันธ์มีฉันทะเป็นมูล อุปาทานไม่พ้นไปจากขันธ์ ๕ ทั้งโดยสหชาตปัจจัยและอารัมมณปัจจัย และความที่ฉันทราคะต่างกันไปตามอารมณ์ ปิดท้ายด้วยสรุปว่าภิกษุ ๕๐๐ รูปในวรรคนี้บรรลุอรหัตต์ พร้อมรายชื่อ ๑๐ สูตรของขัชชนียวรรคที่ ๓
- หน้า ๒๔๖–๒๔๘ อานันทสูตร - คำสอนของพระปุณณมันตานีบุตรเรื่องตัณหามานะทิฏฐิ พระอานนท์เล่าคำสอนของพระปุณณมันตานีบุตรแก่ภิกษุใหม่ว่า เพราะถือมั่นขันธ์ ๕ จึงมีตัณหามานะทิฏฐิว่าเป็นเรา เปรียบเหมือนคนหนุ่มสาวส่องเงาหน้าในกระจก เพราะยึดถือจึงเห็น พระอานนท์กล่าวว่าตนบรรลุโสดาบันเพราะฟังธรรมเทศนานี้ อรรถกถาอธิบายว่าพระปุณณมันตานีบุตรเป็นบุตรนางพราหมณีชื่อมันตานี และไขความหมายศัพท์ต่างๆ
- หน้า ๒๔๙–๒๕๔ ติสสสูตร - พระพุทธเจ้าปลอบพระติสสะผู้ท้อแท้ด้วยอุปมาทาง ๒ แพร่ง พระติสสะซึ่งเป็นโอรสพระปิตุจฉาของพระพุทธเจ้าบ่นว่ากายหนักอึ้ง จิตถูกถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์และสงสัยในธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าความโศกเกิดเพราะยังมีราคะในขันธ์ ๕ แล้วทรงเปรียบทางแยกสองแพร่ง (มรรคผิด-มรรคถูก) ผ่านป่าทึบ(อวิชชา) บึงเปือกตม(กาม) หนองน้ำ(โทสะ) ไปสู่ที่ราบเรียบ(นิพพาน) ท่านติสสะซาบซึ้งใจและบรรลุอรหัตต์ในเวลาไม่นาน
- หน้า ๒๕๕–๒๖๑ ยมกสูตร - พระสารีบุตรแก้ทิฏฐิผิดของยมกภิกษุเรื่องพระขีณาสพตายแล้วสูญ ภิกษุยมกะเกิดทิฏฐิผิดว่าพระขีณาสพเมื่อตายแล้วขาดสูญพินาศไม่เกิดอีก ภิกษุอื่นเตือนไม่สำเร็จ จึงนิมนต์พระสารีบุตรมาแก้ไข พระสารีบุตรซักถามจนยมกะยอมรับว่าหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ ไม่ได้เลย แล้วเปรียบเทียบกับบุรุษที่แฝงตัวเป็นคนรับใช้เพื่อลอบสังหารเจ้านายโดยเจ้านายไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับขันธ์ ๕ ที่คอยทำลายปุถุชนผู้หลงยึดถือ ในที่สุดยมกะละทิฏฐิผิดและจิตหลุดพ้นจากอาสวะ
- หน้า ๒๖๒–๒๖๗ อรรถกถายมกสูตรที่ ๓ - อธิบายอุปมาศัตรูปลอมตัวเป็นมิตร อธิบายว่าความคิดของยมกะเป็นทิฏฐิเพราะเห็นว่าสัตว์ขาดสูญ ไม่ใช่เพียงญาณเรื่องสังขารเกิดดับ อธิบายเหตุที่พระสารีบุตรใช้วิธีซักถามแบบปริวัฏ ๓ จนยมกะบรรลุโสดาบัน และขยายความอุปมาเรื่องขันธ์ ๕ เป็นดั่งศัตรูปลอมตัวเป็นมิตรเข้ามารับใช้ก่อนลอบสังหาร ปิดท้ายด้วยข้อความ "จบอนุราธสูตร" ปรากฏก่อนเรื่องอนุราธสูตรจะเริ่ม ซึ่งน่าจะเป็นความผิดพลาดของต้นฉบับ
- หน้า ๒๖๘–๒๗๒ อนุราธสูตร - หาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ ไม่ได้ พระตถาคตบัญญัติแต่ทุกข์กับความดับทุกข์ พวกอัญญเดียรถีย์ถามพระอนุราธะว่าพระตถาคตหลังตายแล้วเป็นอย่างไรในฐานะ ๔ (เกิดอีก/ไม่เกิดอีก/ทั้งสอง/ไม่ทั้งสอง) พระอนุราธะตอบผิดว่าทรงบัญญัตินอกเหนือฐานะ ๔ นั้น ถูกปรามาสว่าโง่เขลา จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงซักถามจนพระอนุราธะเห็นว่าหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ ไม่ได้เลย และตรัสสรุปว่าทรงบัญญัติแต่เรื่องทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
- หน้า ๒๗๓–๒๗๔ อรรถกถาอนุราธสูตรที่ ๔ อธิบายว่าพระอนุราธะตอบเช่นนั้นเพราะเกรงเดียรถีย์จะกล่าวหาพระศาสดา และไขความหมายว่าคำว่าทุกข์และนิโรธที่พระพุทธเจ้าตรัสครอบคลุมถึงอริยสัจ ๔ ทั้งหมด เพราะสมุทัยเป็นเหตุแห่งทุกข์ และมรรคเป็นอุบายแห่งนิโรธ
- หน้า ๒๗๕–๒๘๑ วักกลิสูตร - ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา และการปรินิพพานของพระวักกลิ พระวักกลิอาพาธหนัก ปรารถนาเข้าเฝ้าแต่ไม่มีแรง พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แล้วทรงสอนเรื่องขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หลังพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ พระวักกลิให้หามไปยังภูเขาอิสิคิลิและใช้ศาตราปลงชีวิตตนเอง เทวดามากราบทูลว่าท่านหลุดพ้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่ามารตามหาวิญญาณของวักกลิไม่พบเพราะท่านปรินิพพานแล้วโดยไม่มีวิญญาณตั้งอยู่
- หน้า ๒๘๒–๒๘๔ อรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕ - บรรลุอรหัตต์ในขณะเชือดคอตนเอง อธิบายว่าพระวักกลิยังเป็นปุถุชนมีมานะจัด เข้าใจผิดว่าตนสิ้นกิเลสแล้วจึงคิดฆ่าตัวตาย แต่ขณะเชือดคอเกิดทุกขเวทนาทำให้ท่านรู้ตัวว่ายังเป็นปุถุชน จึงรีบเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์แล้วมรณภาพในขณะนั้นเอง อธิบายว่าเหตุใดร่างกายจึงนอนตรงแต่ศีรษะบิดไปทางขวา และไขความหมายศัพท์ต่างๆ
- หน้า ๒๘๕–๒๘๘ อัสสชิสูตร - พระพุทธเจ้าปลอบพระอัสสชิผู้กังวลว่าเสื่อมจากสมาธิ พระอัสสชิอาพาธหนัก กังวลใจว่าตนเสื่อมจากธรรมเพราะคราวนี้ไม่สามารถระงับลมหายใจให้เกิดสมาธิได้เหมือนคราวก่อน พระพุทธเจ้าทรงปลอบว่าสมณพราหมณ์ที่ถือสมาธิเป็นแก่นสารเท่านั้นจึงกังวลเช่นนี้ แล้วตรัสสอนเรื่องขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง และทรงเปรียบเวทนาเหมือนประทีปที่ดับเพราะหมดเชื้อ อริยสาวกผู้รู้แจ้งย่อมไม่ยินดียินร้ายในเวทนาใดๆ ก่อนสิ้นชีวิต
- หน้า ๒๘๙–๒๙๐ อรรถกถาอัสสชิสูตรที่ ๖ - วิปัสสนามรรคผลคือแก่นสารที่แท้จริง อธิบายว่าพระอัสสชิเข้าฌานที่ ๔ ระงับลมหายใจได้เป็นปกติ แต่คราวนี้เสื่อมเพราะโรคจึงตกใจ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าวิปัสสนามรรคผลต่างหากคือแก่นสารของศาสนา ไม่ใช่สมาธิ และอธิบายว่าแม้ทุกขเวทนาก็มีความเพลิดเพลินแฝงอยู่ เพราะปุถุชนปรารถนาสุขเมื่อประสบทุกข์
- หน้า ๒๙๑ เขมกสูตร (เริ่มเรื่อง) - พระเถระถามพระเขมกะผู้อาพาธเรื่องอัตตาในอุปาทานขันธ์ พระเถระหลายรูปที่โฆสิตารามส่งพระทาสกะไปเยี่ยมพระเขมกะผู้อาพาธหนักที่พัทริการาม ถามอาการเจ็บป่วย แล้วถามต่อว่าท่านเห็นสิ่งใดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตาหรือมีอยู่ในอัตตาหรือไม่ พระเขมกะตอบว่าไม่เห็นเช่นนั้น เนื้อความบทสนทนายังดำเนินต่อไปเกินหน้าที่ได้รับมอบหมายในตอนนี้
- หน้า ๒๙๒–๒๙๙ เขมกสูตร: มานะละเอียด "เรามี" ที่เหลืออยู่แม้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว พระเขมกะอาพาธหนักที่พทริการาม กรุงโกสัมพี พระเถระทั้งหลายให้พระทาสกะเป็นสื่อถามอาการและซักถามว่าท่านเห็นอัตตาในอุปาทานขันธ์ ๕ หรือไม่ พระเขมกะตอบว่าแม้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว แต่ยังถอนมานะละเอียดที่ว่า เรามี ไม่ได้ เปรียบเหมือนผ้าที่ซักสะอาดแล้วแต่ยังมีกลิ่นน้ำด่างติดอยู่ เมื่อพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ต่อไปเรื่อยๆ มานะนั้นจึงค่อยจางหายไปเอง จบเทศนาพระเถระ ๖๐ รูปและพระเขมกะบรรลุอรหัตตผลพร้อมกัน
- หน้า ๓๐๐–๓๐๖ ฉันนสูตร: ความหวาดกลัวต่ออนัตตา และกัจจานโคตตสูตรว่าด้วยทางสายกลาง พระฉันนะขอให้พระเถระทั้งหลายแสดงธรรมสอน เมื่อฟังว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นอนัตตาแล้วกลับรู้สึกหวาดกลัวและสงสัยว่าตัวตนของตนอยู่ที่ไหน จิตจึงไม่น้อมไปสู่นิพพาน ท่านจึงไปหาพระอานนท์ซึ่งนำกัจจานโคตตสูตรมาแสดง ว่าด้วยทางสายกลางที่ไม่ยึดสุดโต่งทั้งด้านมีอยู่และไม่มีอยู่ แต่แสดงปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริง ทำให้พระฉันนะเข้าใจธรรมได้แจ่มแจ้ง
- หน้า ๓๐๗–๓๐๙ ราหุลสูตรที่ ๑-๒: การไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย จบเถรวรรคที่ ๔ พระราหุลทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เมื่อรู้เห็นอย่างไรจึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายและอารมณ์ภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสตอบทั้งสองสูตรทำนองเดียวกันว่า ต้องพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด ด้วยปัญญาอันชอบว่านั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา จึงจะหลุดพ้นจากความยึดถือได้อย่างแท้จริง ปิดท้ายเถรวรรคที่ ๔ ด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
- หน้า ๓๑๐–๓๑๒ นทีสูตร: ยึดขันธ์ ๕ เป็นตนเหมือนจับกอหญ้าริมฝั่งแม่น้ำเชี่ยว พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาด้วยแม่น้ำเชี่ยวกรากที่พัดพาคนตกน้ำไป หากเขาจับกอหญ้าหรือต้นไม้ริมฝั่งที่ไม่แข็งแรง ก็จะหลุดลอยตามน้ำไปจนพินาศ ฉันใด ปุถุชนที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวตนก็เช่นกัน เมื่อขันธ์เหล่านั้นแปรปรวนแตกสลายไป ก็ย่อมประสบความพินาศทุกข์ร้อนตามไปด้วย เพราะยึดในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นที่พึ่ง
- หน้า ๓๑๓–๓๑๕ ปุปผสูตร: พระตถาคตไม่ขัดแย้งกับโลก เปรียบดังดอกบัวไม่แปดเปื้อนน้ำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่กล่าวขัดแย้งกับชาวโลก แต่ชาวโลกต่างหากที่ขัดแย้งกับพระองค์ เพราะสิ่งที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามีหรือไม่มี พระองค์ก็ตรัสตามนั้น เพียงแต่ทรงชี้ว่าขันธ์ ๕ ที่คนทั่วไปคิดว่าเที่ยงยั่งยืนนั้นแท้จริงไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน พระองค์ทรงเปรียบพระองค์เองเหมือนดอกบัวที่เกิดและเติบโตในน้ำแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ คือทรงอุบัติและเจริญในโลกแต่ไม่ถูกโลกครอบงำ
- หน้า ๓๑๖–๓๒๗ เผณปิณฑสูตร: ขันธ์ ๕ เปรียบด้วยฟองน้ำ ต่อมน้ำ พยับแดด ต้นกล้วย และมายากล พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาขันธ์ ๕ ที่ริมแม่น้ำคงคา ว่ารูปเปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำที่ดูใหญ่แต่ไร้แก่นสาร เวทนาเหมือนต่อมน้ำที่เกิดดับรวดเร็ว สัญญาเหมือนพยับแดดที่หลอกตาให้หลงเข้าใจผิด สังขารเหมือนต้นกล้วยที่ปอกไปก็ไม่พบแก่นไม้ และวิญญาณเหมือนกลมายากลที่ลวงให้เข้าใจผิดว่าจริง อรรถกถาขยายความอุปมาแต่ละข้ออย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยคาถาสอนให้พิจารณาขันธ์ทั้งวันทั้งคืนเพื่อละสังโยชน์ทั้งปวง
- หน้า ๓๒๘–๓๓๕ โคมยปิณฑสูตร: ไม่มีขันธ์ส่วนใดเที่ยงแท้ พร้อมเรื่องสมบัติพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่ามีขันธ์ ๕ ส่วนใดบ้างที่เที่ยงแท้ยั่งยืน พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีเลย แล้วทรงหยิบก้อนมูลโคเล็กๆ ขึ้นตรัสว่าแม้อัตภาพเพียงเท่านี้ก็ไม่มีความเที่ยงแท้ จากนั้นทรงเล่าเรื่องอดีตชาติที่พระองค์เคยเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะจักรพรรดิผู้มีสมบัติมหาศาลนับแสนแปดหมื่นสี่พัน ทั้งเมือง ปราสาท ช้างม้ารถและสนมนารี แต่สมบัติทั้งหมดนั้นก็ล้วนดับสูญแปรปรวนไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงแม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด
- หน้า ๓๓๖–๓๓๘ นขสิขาสูตร: แม้รูปเพียงเท่าฝุ่นปลายเล็บก็ไม่มีความเที่ยงแท้ ภิกษุทูลถามพระพุทธเจ้าอีกครั้งว่ามีขันธ์ ๕ ส่วนใดที่เที่ยงแท้ยั่งยืนบ้างหรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่าไม่มีเลย แล้วทรงใช้ปลายพระนขาช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อยเป็นอุปมาว่า แม้รูปเพียงเท่าฝุ่นปลายเล็บก็ไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร เพราะหากมีสิ่งใดเที่ยงแท้แม้เพียงเล็กน้อย การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อดับทุกข์โดยชอบก็จะไม่มีความหมาย ทรงย้ำหลักอนิจจังนี้ในเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเช่นเดียวกัน
- หน้า ๓๓๙ สามุททกสูตร: ทวนย้ำว่าไม่มีขันธ์ส่วนใดเที่ยงแท้ยั่งยืน สูตรสั้นๆ ที่มีเนื้อหาซ้ำกับนขสิขาสูตร คือภิกษุทูลถามว่ามีขันธ์ ๕ ส่วนใดเที่ยงแท้ยั่งยืนบ้างหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณส่วนใดเลยที่เที่ยงแท้ถาวร อรรถกถาระบุว่าพระองค์ตรัสสูตรนี้ตามอัธยาศัยของผู้ที่จะบรรลุธรรมได้ด้วยวิธีการสอนเช่นนี้
- หน้า ๓๔๐–๓๔๒ คัททูลสูตรที่ ๑: ปุถุชนยึดขันธ์ ๕ เป็นตนเหมือนสุนัขถูกล่ามกับเสา พระพุทธเจ้าตรัสว่าสังสารวัฏไม่มีจุดเริ่มต้นที่ตามรู้ได้ แม้เมื่อมหาสมุทรเหือดแห้งหรือภูเขาสิเนรุถูกไฟไหม้ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าสัตว์ที่ยังมีอวิชชาตัณหาจะพ้นทุกข์ ทรงเปรียบปุถุชนที่ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตนเหมือนสุนัขที่ถูกล่ามโซ่ไว้กับเสา วิ่งวนเวียนอยู่รอบเสานั้นเอง ไม่มีวันหลุดพ้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และความทุกข์ทั้งปวงได้เลย
- หน้า ๓๔๓–๓๔๗ คัททูลสูตรที่ ๒: สัตว์เศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง ผ่องแผ้วเพราะจิตผ่องแผ้ว สูตรนี้ทวนอุปมาสุนัขถูกล่ามโซ่ไว้กับเสาอีกครั้ง แล้วขยายความว่าไม่ว่าจะเดินยืนนั่งนอน ปุถุชนก็ยึดติดอยู่กับอุปาทานขันธ์ ๕ เสมอ จากนั้นทรงแสดงหลักธรรมสำคัญว่า สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง ผ่องแผ้วเพราะจิตผ่องแผ้ว ตรัสว่าจิตนี้วิจิตรยิ่งกว่าภาพเขียนหรือสัตว์เดียรัจฉานที่มีลวดลายงดงามต่างๆ เพราะกรรมที่จิตปรุงแต่งไว้ ทรงเปรียบปุถุชนกับช่างเขียนที่วาดรูปขันธ์ ๕ ขึ้นด้วยจิตของตนเอง
- หน้า ๓๔๘ นาวาสูตร: ความสิ้นอาสวะเกิดแก่ผู้รู้เห็นความเกิดดับของขันธ์ ต้องอบรมโพธิปักขิยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าความสิ้นอาสวะมีได้เฉพาะแก่ภิกษุผู้รู้เห็นความเกิดดับของขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงเท่านั้น มิใช่แก่ผู้ไม่รู้ไม่เห็น จากนั้นตรัสว่าแม้ภิกษุจะปรารถนาให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะ แต่หากไม่หมั่นเจริญภาวนา คือสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และมรรคมีองค์ ๘ ก็จะไม่มีวันสำเร็จ ทรงเปรียบเหมือนไข่ไก่ที่แม่ไก่ไม่กกไม่ฟัก ลูกไก่ย่อมไม่อาจเจาะเปลือกไข่ออกมาได้โดยสวัสดี (เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป)
- หน้า ๓๔๙–๓๕๖ นาวาสูตรที่ ๙ และอรรถกถา - อุปมาไข่ไก่ที่ฟักและเชือกหวายผูกเรือกับความสิ้นอาสวะ ทรงสอนว่าความสิ้นอาสวะเกิดแก่ผู้รู้เห็นความเกิดดับของขันธ์ ๕ ตามจริง มิใช่แก่ผู้ไม่รู้ไม่เห็น ทรงเปรียบภิกษุที่ไม่หมั่นเจริญภาวนาแต่หวังให้จิตหลุดพ้นเหมือนไข่ไก่ที่แม่ไก่ไม่กกไม่ฟักย่อมไม่มีวันฟักออกได้ ส่วนภิกษุที่หมั่นเจริญสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค แม้ไม่ตั้งความหวังจิตก็จะหลุดพ้นได้เอง เหมือนไข่ที่แม่ไก่กกฟักดีย่อมฟักออกเอง และเปรียบสังโยชน์ที่เสื่อมสิ้นไปเหมือนเชือกหวายผูกเรือที่ผุเปื่อยเพราะถูกแดดลมฝน
- หน้า ๓๕๗–๓๖๑ สัญญาสูตรที่ ๑๐ และอรรถกถา - พลังของอนิจจสัญญา (จบทุติยปัณณาสก์) ทรงแสดงว่าอนิจจสัญญา (ความรู้สึกว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง) เมื่อเจริญให้มากย่อมครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ อวิชชา และถอนอัสมิมานะได้ทั้งหมด ทรงยกอุปมาหลายข้อ เช่น ไถใหญ่ไถทำลายรากไม้ในฤดูสารท คนเกี่ยวหญ้ามุงกระต่ายฟาดทิ้ง มะม่วงทั้งพวงหล่นเมื่อขั้วขาด กลอนเรือนยอดทั้งหมดรวมที่ยอด กลิ่นกะลำพักและจันทน์แดงเป็นเลิศ ดอกมะลิเป็นเลิศ พระเจ้าจักรพรรดิเป็นเลิศ แสงจันทร์และแสงอาทิตย์เป็นเลิศกว่าดวงดาว ล้วนเปรียบพลังทำลายกิเลสของอนิจจสัญญา จบทุติยปัณณาสก์
- หน้า ๓๖๒–๓๖๔ จบมัชฌิมปัณณาสก์ ขึ้นจุลลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ อันตสูตรที่ ๑ - ส่วน ๔ อย่างแห่งสักกายะ สรุปรายชื่อวรรคทั้ง ๕ ปิดท้ายมัชฌิมปัณณาสก์ แล้วขึ้นต้นจุลลปัณณาสก์ อันตวรรคที่ ๑ ด้วยอันตสูตรที่ ๑ ทรงแสดง "ส่วน" (อันตะ) ๔ อย่าง คือ สักกายะ (ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕) เหตุเกิดสักกายะ (ตัณหา) ความดับสักกายะ (การสำรอกตัณหาไม่มีเหลือ) และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสักกายะ (อริยมรรคมีองค์ ๘) เป็นการจัดขันธ์ ๕ เข้ากับอริยสัจ ๔
- หน้า ๓๖๕–๓๗๓ อันตวรรค สูตรที่ ๒-๑๐ - ขันธ์ ๕ ในกรอบอริยสัจ ๔ และการละฉันทะราคะ ชุดพระสูตรสั้นที่แสดงเนื้อหาเดียวกันซ้ำในกรอบต่างๆ คือจัดขันธ์ ๕ เข้ากับอริยสัจ ๔ ภายใต้ชื่อทุกข์ สักกายะ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ผู้ควรเรียกว่าสมณพราหมณ์แท้ (ต้องรู้คุณโทษและทางออกจากขันธ์) ผู้เป็นโสดาบันและอรหันต์ (รู้เหตุเกิดดับคุณโทษทางออกแห่งขันธ์) ปิดท้ายด้วยฉันทปหีนสูตร ๒ สูตรที่สอนให้ละฉันทะราคะนันทิตัณหาในขันธ์ ๕ เพื่อให้ขันธ์มีรากขาดเหมือนตาลยอดด้วนไม่งอกขึ้นอีก
- หน้า ๓๗๔–๓๗๙ ธรรมกถิกวรรคที่ ๒ ตอนต้น - ความหมายอวิชชา วิชชา พระธรรมกถึก และพันธนสูตร ภิกษุทูลถามความหมายของอวิชชา (ไม่รู้ชัดความเกิดดับของขันธ์ ๕) และวิชชา (รู้ชัด) จากนั้นตรัสว่าภิกษุจะได้ชื่อว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน ด้วยเกณฑ์การแสดงธรรม การปฏิบัติ และการหลุดพ้นเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับขันธ์ ๕ ปิดท้ายด้วยพันธนสูตรที่เปรียบปุถุชนผู้เห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนว่าถูกเครื่องจำจองไว้ทั้งภายในภายนอก มองไม่เห็นทั้งฝั่งนี้ฝั่งโน้น ต้องแก่ตายเวียนว่ายทั้งที่ถูกจำ
- หน้า ๓๘๐–๓๘๓ อรรถกถาพันธนสูตร, ปริมุจจิตสูตรที่ ๑-๒, สังโยชนสูตร, อุปาทานสูตร อรรถกถาพันธนสูตรอธิบายว่าฝั่งในคือวัฏฏะ ฝั่งนอกคือนิพพาน จากนั้นปริมุจจิตสูตรทั้งสองสูตรให้ภิกษุยืนยันว่าไม่เห็นขันธ์ ๕ เป็นของตน แล้วพิจารณาด้วยปัญญาชอบว่านั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา สังโยชนสูตรและอุปาทานสูตรระบุว่าขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์และอุปาทาน ส่วนความกำหนัดพอใจในขันธ์นั้นเองคือตัวสังโยชน์และอุปาทาน
- หน้า ๓๘๔–๓๘๘ สีลสูตรและสุตวาสูตร - บทสนทนาสารีบุตรกับมหาโกฏฐิตะ เรื่องการพิจารณาขันธ์ตามภูมิธรรม พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรว่าภิกษุแต่ละระดับ ตั้งแต่ผู้มีศีล ผู้สดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จนถึงอรหันต์ ควรใส่ใจธรรมใดโดยแยบคาย พระสารีบุตรตอบว่าทุกระดับพึงพิจารณาอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นอนัตตา ต่างกันที่ผลที่จะบรรลุตามลำดับภูมิ ส่วนพระอรหันต์แม้พิจารณาเช่นกันก็ไม่มีกิจต้องทำเพิ่มอีก แต่เป็นไปเพื่ออยู่สุขและมีสติสัมปชัญญะ
- หน้า ๓๘๙–๓๙๐ กัปปสูตรที่ ๑-๒ - รู้เห็นอย่างไรจึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย พระกัปปะทูลถามพระพุทธเจ้าว่ารู้เห็นอย่างไรจึงไม่มีอหังการ (การถือว่าเป็นเรา) มมังการ (การถือว่าเป็นของเรา) และมานานุสัยในกายและนิมิตภายนอก ทรงตอบว่าต้องเห็นขันธ์ ๕ ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวประณีต ไกลใกล้ ด้วยปัญญาชอบว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา สูตรที่สองเสริมว่าเมื่อรู้เห็นอย่างนี้มนัสย่อมก้าวล่วงมานะ สงบระงับ หลุดพ้นวิเศษ
- หน้า ๓๙๑–๔๐๐ อวิชชาวรรคที่ ๓ - บทสนทนาความหมายอวิชชาและวิชชาหลายมุม ประกอบด้วยพระสูตรสั้นหลายสูตร ถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับภิกษุ และระหว่างพระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะสลับบทบาทกันถาม ล้วนอธิบายความหมายของอวิชชาและวิชชาในแง่มุมต่างๆ เช่น ไม่รู้หรือรู้ความเกิดดับของขันธ์ ๕ ไม่รู้หรือรู้คุณโทษและอุบายสลัดออกจากขันธ์ ๕ และไม่รู้หรือรู้ทั้งเหตุเกิดความดับคุณโทษอุบายสลัดออกรวมกัน เป็นการย้ำเนื้อหาเดิมในรูปแบบคำถามคำตอบหลายชุด
- หน้า ๔๐๑–๔๐๕ กุกกุฬวรรคที่ ๔ - ขันธ์ ๕ เป็นของร้อน และชุดสูตรละฉันทะราคะในสิ่งไม่เที่ยง ทุกข์ อนัตตา เริ่มด้วยกุกกุฬสูตรที่สอนว่าขันธ์ ๕ ทั้งหมดเป็นของร้อน (เหมือนถ่านเพลิง) อริยสาวกเห็นแล้วย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น ตามด้วยชุดสูตรสั้นสอนให้ละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะในขันธ์ ๕ เพราะเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ตามลำดับ (อนิจจสูตร ทุกขสูตร อนัตตสูตร อย่างละ ๓ สูตร) ปิดท้ายด้วยกุลปุตตสูตรที่ ๑-๒ ว่าด้วยธรรมสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา คือความเบื่อหน่ายและเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ ๕ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
- หน้า ๔๐๖–๔๐๗ กุกกุฬวรรคที่ ๔ ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นของร้อน กุกกุฬวรรคเปิดด้วยกุกกุฬสูตรแสดงว่าขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นของร้อนดุจไฟ ผู้เห็นแจ้งย่อมเบื่อหน่ายจนหลุดพ้น ตามด้วย ๙ สูตรสอนให้ละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะในขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา จบด้วยกุลปุตตสูตร ๔ สูตรว่าการอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายและพิจารณาไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ เป็นธรรมสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา นำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์
- หน้า ๔๐๘–๔๒๕ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ ว่าด้วยเหตุเกิดความเห็นผิดชนิดต่าง ๆ ทิฏฐิวรรคที่ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสถามและไขให้ภิกษุเห็นว่าความเห็นผิดต่าง ๆ เช่น สักกายทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นว่าตนเที่ยงยั่งยืน หรือความเห็นว่าไม่มีตัวตน ล้วนเกิดจากการยึดมั่นในขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เมื่อรู้ตามจริงย่อมไม่ยึดถือ จบวรรคด้วยอานันทสูตรที่ทรงแสดงธรรมย่อแก่พระอานนท์ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าไม่ใช่ของเรา ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรและประกาศจบขันธสังยุตทั้ง ๓ ปัณณาสก์
- หน้า ๔๒๖–๔๓๐ เริ่มราธสังยุต - มารสูตรและสัตตสูตร เริ่มราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พระราธะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่อง "มาร" และ "สัตว์" พระองค์ตรัสว่าขันธ์ ๕ นั่นเองคือมาร ผู้ทำให้ตาย และเป็นเหตุให้เรียกว่าสัตว์เพราะความพอใจกำหนัดยินดีติดข้องในขันธ์ ๕ พร้อมอุปมาด้วยเด็กเล่นเรือนฝุ่นทราย ที่หวงแหนขณะยังกำหนัดพอใจ แต่เมื่อคลายกำหนัดก็รื้อทำลายเรือนฝุ่นนั้นได้เอง เปรียบกับการรื้อถอนขันธ์ ๕ จนสิ้นตัณหาคือนิพพาน
- หน้า ๔๓๑–๔๓๗ ภวเนตติ ปริญเญยยธรรม และเกณฑ์สมณพราหมณ์ที่แท้จริง ต่อปฐมวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายแก่พระราธะเรื่องภวเนตติ (กิเลสเครื่องนำไปสู่ภพ) คือความพอใจกำหนัดในขันธ์ ๕, ปริญเญยยธรรม (สิ่งที่ควรกำหนดรู้) คือขันธ์ ๕ นั่นเอง, เกณฑ์ตัดสินผู้ควรได้ชื่อว่าสมณพราหมณ์ที่แท้จริง, และเหตุที่ทำให้เป็นพระโสดาบันและพระอรหันต์ ล้วนอยู่ที่การรู้แจ้งเหตุเกิดดับคุณโทษของขันธ์ ๕ ปิดท้ายด้วยการสอนให้ละฉันทราคะในขันธ์ ๕ อย่างเด็ดขาด จบวรรคที่ ๑
- หน้า ๔๓๘–๔๔๕ ทุติยวรรคที่ ๒ ความหมายของมาร อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ทุติยวรรคที่ ๒ พระราธะทูลถามความหมายของคำว่า มาร มารธรรม อนิจจัง อนิจจธรรม ทุกข์ ทุกขธรรม อนัตตา อนัตตธรรม ขยธรรม วยธรรม สมุทยธรรม และนิโรธธรรม ทีละคำรวม ๑๒ สูตร พระพุทธเจ้าตรัสตอบรูปแบบเดียวกันทุกสูตรว่าขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) นั่นเองคือสิ่งที่มีความหมายตามคำถามนั้น เมื่อเห็นตามจริงย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนหลุดพ้น
- หน้า ๔๔๖–๔๕๐ อายาจนวรรค - ธรรมย่อสำหรับผู้ปลีกวิเวก พระราธะทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อสำหรับไปปฏิบัติผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระองค์ทรงสอนหลักชุดเดิม (มาร อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ขยธรรม วยธรรม สมุทยธรรม นิโรธธรรม) รวม ๑๒ สูตร แต่เปลี่ยนคำสอนเป็นรูปแบบ "พึงละความพอใจ ความกำหนัด" ในขันธ์ ๕ ที่เป็นสิ่งนั้น ๆ อรรถกถาท้ายวรรคยกย่องพระราธะว่าเป็นพระเถระผู้เฉียบแหลม ทำให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่านโดยนัยต่าง ๆ
- หน้า ๔๕๑–๔๕๔ อุปนิสินนวรรคที่ ๔ และจบราธสังยุต อุปนิสินนวรรคที่ ๔ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของราธสังยุต ทวนคำสอนชุดเดิม (มาร อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ขยธรรม วยธรรม สมุทยธรรม นิโรธธรรม) ในรูปแบบ "พึงละความพอใจ ความกำหนัด" อีกครั้งหนึ่งรวม ๑๒ สูตร อรรถกถาสรุปว่าตลอดราธสังยุตนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยอำนาจธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติแก่พระราธเถระโดยเฉพาะ จบราธสังยุตในหน้า ๔๕๔
- หน้า ๔๕๕–๔๕๘ เริ่มทิฏฐิสังยุต - วาตสูตรว่าด้วยเหตุเกิดความเห็นว่าโลกเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ ด้วยวาตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าความเห็นผิดที่ว่าลมไม่พัด แม่น้ำไม่ไหล หญิงมีครรภ์ไม่คลอด พระจันทร์พระอาทิตย์ไม่ขึ้นไม่ตก (เชื่อว่าสรรพสิ่งเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง) เกิดจากอะไร ทรงชี้ว่าเกิดจากการยึดมั่นขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยง เมื่อละความสงสัยในฐานะทั้ง ๖ นี้ได้ ชื่อว่าเป็นพระโสดาบัน อรรถกถาขยายความว่าคนเหล่านั้นเข้าใจผิดคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงอาการ ส่วนตัวจริงคงที่เหมือนเสาระเนียด
- หน้า ๔๕๙–๔๖๒ เอตังมมสูตรและโสอัตตสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดความเห็นว่าเป็นของเราและเที่ยงยั่งยืน เอตังมมสูตรและโสอัตตสูตรในทิฏฐิสังยุต ใช้คำถามรูปแบบเดียวกับวาตสูตร แต่เปลี่ยนเป็นความเห็นผิดว่า "นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา" (เอตังมมสูตร จบสมบูรณ์) และความเห็นแบบสัสสตทิฏฐิว่า "ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เที่ยงยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง" (โสอัตตสูตร) พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าทิฏฐิเหล่านี้เกิดจากการยึดมั่นขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เช่นเดียวกัน เนื้อหาโสอัตตสูตรยังไม่จบในหน้า ๔๖๒ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
- หน้า ๔๖๓–๔๖๖ เอตังมมสูตร โสอัตตสูตร โนจเมสิยาสูตร และอรรถกถา: ทิฏฐิว่านั่นของเรา โลกเที่ยง และตนขาดสูญ สามสูตรแสดงมิจฉาทิฏฐิต่างกันแต่มีรากเดียวคือการยึดมั่นขันธ์ ๕ ได้แก่ ทิฏฐิว่า 'นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา' (เอตังมมสูตร) ทิฏฐิสัสสตะว่า 'ตนกับโลกเป็นอันเดียวกัน ตายแล้วจะเที่ยงแท้ยั่งยืน' (โสอัตตสูตร) และทิฏฐิว่า 'เราและสิ่งที่เป็นของเราจะไม่มีอีก' (โนจเมสิยาสูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อเห็นขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ทิฏฐิเหล่านี้ย่อมไม่เกิด จบด้วยอรรถกถาไขความหมายของสิ่งที่เห็น ได้ยิน รับรู้ พบเจอ และค้นคว้าด้วยใจ
- หน้า ๔๖๗–๔๗๑ นัตถิทินนสูตรและอรรถกถา: มิจฉาทิฏฐิปฏิเสธทาน กรรม และชาติหน้า นัตถิทินนสูตรแสดงทิฏฐิวัตถุนิยมสุดโต่ง (แนวอุจเฉททิฏฐิ) ปฏิเสธผลของทาน การบูชา กรรมดีกรรมชั่ว โลกนี้โลกหน้า บิดามารดา และสมณพราหมณ์ผู้บรรลุธรรม เชื่อว่าคนตายแล้วร่างกายสลายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมกระจายไปหมด ไม่มีอะไรเหลือทั้งคนพาลและบัณฑิต พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าทิฏฐินี้เกิดจากการยึดมั่นขันธ์ ๕ ว่าเที่ยงเช่นเดียวกับทิฏฐิอื่น จบด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์เฉพาะ เช่น ยิฏฐะ หุตัง และอุปมาเรื่องการหามศพไปป่าช้า
- หน้า ๔๗๒–๔๗๖ กโรโตสูตรและอรรถกถา: ทิฏฐิอกิริยวาทของปูรณกัสสปะ ทำบาปก็ไม่มีบาป กโรโตสูตรแสดงทิฏฐิอกิริยวาท ว่าบุคคลทำบาปเองหรือใช้ผู้อื่นทำ ฆ่า ลัก ล่วงประเวณี พูดเท็จ แม้สังหารสัตว์ทั้งปฐพีให้เป็นกองเนื้อเดียวกันก็ไม่มีบาปเกิดขึ้น ทำบุญให้ทานก็ไม่มีบุญมาถึง เป็นการปฏิเสธผลกรรมโดยสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทิฏฐินี้ก็เกิดจากยึดมั่นขันธ์ ๕ ว่าเที่ยงเหมือนกัน จบด้วยอรรถกถาไขศัพท์การกระทำบาปต่างๆ เช่น ฆ่า ตัด เบียดเบียน และการปล้นชิงทรัพย์
- หน้า ๔๗๗–๔๘๐ เหตุสูตรและอรรถกถา: ทิฏฐิอเหตุกวาทของมักขลิโคสาล ไม่มีเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมองหรือบริสุทธิ์ เหตุสูตรแสดงทิฏฐิอเหตุกวาท ปฏิเสธเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ของสัตว์ เชื่อว่าไม่มีกำลัง ความเพียร หรือความบากบั่นของบุรุษ สัตว์ทั้งปวงแปรไปตามโชคชะตาที่กำหนดตายตัว (นิยติ) เสวยสุขทุกข์อยู่ในอภิชาติ ๖ เท่านั้นโดยไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทิฏฐินี้เกิดจากยึดมั่นขันธ์ ๕ เช่นกัน จบด้วยอรรถกถาไขศัพท์คำว่านิยติ สังคติ และภาวะ
- หน้า ๔๘๑–๔๘๗ มหาทิฏฐิสูตร สัสสตทิฏฐิสูตร อสัสสตทิฏฐิสูตร: ทิฏฐิสัตตกาย ๗ กองของปกุธกัจจายนะ และโลกเที่ยง-ไม่เที่ยง มหาทิฏฐิสูตรแสดงทิฏฐิว่าสภาวะ ๗ กอง (ดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ ชีวะ) ไม่มีใครสร้างหรือเนรมิต ตั้งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงดุจเสาระเนียด แม้ฟันศีรษะกันก็เพียงศัสตราแทรกผ่านช่องว่างระหว่างกอง ไม่มีใครฆ่าใคร พร้อมรายการตัวเลขกำเนิด กรรม และมหากัปมากมายที่ต้องเวียนว่ายให้ครบก่อนพ้นทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่คลี่จนหมด ตามด้วยสัสสตทิฏฐิสูตรและอสัสสตทิฏฐิสูตร (ทิฏฐิว่าโลกเที่ยง/ไม่เที่ยง) ทั้งหมดเกิดจากยึดขันธ์ ๕
- หน้า ๔๘๘–๔๙๕ อรรถกถามหาทิฏฐิสูตรถึงอสัสสตทิฏฐิสูตร: ไขรายละเอียดตัวเลขกำเนิด อภิชาติ และการคำนวณมหากัป อรรถกถาไขศัพท์มหาทิฏฐิสูตรอย่างละเอียด อธิบายตัวเลขกำเนิด ๑,๔๐๖,๖๐๐ กำเนิด กรรม ๕๐๐ ปฏิปทา ๖๒ อภิชาติ ๖ (จำแนกสีดำถึงขาวบริสุทธิ์ตามอาชีพและลัทธินิครนถ์-อาชีวก) ภูมิบุรุษ ๘ และการคำนวณมหากัป ๘๔๐,๐๐๐ ด้วยอุปมาจุ่มปลายหญ้าคาวักน้ำจากสระใหญ่ให้แห้ง ๗ ครั้ง แสดงว่าทั้งพาลและบัณฑิตต้องเวียนว่ายจนครบกำหนดจึงจะพ้นทุกข์ได้เองโดยไม่ต้องอาศัยศีลหรือความเพียรใดๆ
- หน้า ๔๙๖–๔๙๙ สูตรที่ ๑๑-๑๘: โลกมีที่สุด ชีพกับสรีระ และตถาคตหลังตาย จบโสตาปัตติวรรค สูตรที่ ๑๑-๑๘ แสดงทิฏฐิ ๘ แบบสั้นตามสูตรเดียวกัน ได้แก่ โลกมีที่สุด/ไม่มีที่สุด ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน/ต่างกัน และสัตว์หลังตายแล้วเกิดอีก/ไม่เกิดอีก/เกิดบ้างไม่เกิดบ้าง/เกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ทุกทิฏฐิเกิดจากยึดขันธ์ ๕ เช่นเดียวกับสูตรก่อนหน้า เมื่อละความสงสัยในฐานะ ๖ นี้ได้ก็เป็นโสดาบัน จบโสตาปัตติวรรคด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๘ (ไวยากรณ์ ๑๘)
- หน้า ๕๐๐–๕๐๕ อรรถกถาสูตร ๑๑-๑๘ และเริ่มทุติยเปยยาลที่ ๒: ทวนทิฏฐิผ่านกรอบทุกข์ อรรถกถาสรุปสูตรที่ ๑๑-๑๘ ไขศัพท์ 'โลกมีที่สุด/ไม่มีที่สุด' และ 'ชีพกับสรีระ' จากนั้นเริ่มทุติยเปยยาลที่ ๒ ซึ่งเป็นการทวนสอนชุดเดิมอีกรอบ แต่ตั้งกรอบคำถามผ่าน 'ทุกข์' แทนอนิจจัง เริ่มด้วยวาตสูตรใหม่ ตามด้วยเนวโหตินนโหติสูตร (สัตว์ตายแล้วเกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่) และเริ่มรูปีอัตตสูตร (ทิฏฐิว่าอัตตามีรูปไม่สลายหลังตาย)
- หน้า ๕๐๖–๕๑๑ อรรถกถาทุติยคมนาทิวรรค และสูตร ๒๐-๒๖: อัตตามีรูป-ไม่มีรูป สุขล้วน-ทุกข์ล้วน จบทุติยเปยยาลที่ ๒ อรรถกถาอธิบายว่าเปยยาลรอบสองนี้ตรัสด้วยอำนาจทุกข์ มีไวยากรณ์ ๑๘ บวกอีก ๘ สูตรเรื่องอัตตาหลังตาย ได้แก่ อรูปีอัตตสูตร (อัตตาไม่มีรูปคือฌาน) รูปีจอรูปีจอัตตสูตร เนวรูปีนารูปีอัตตสูตร เอกันตสุขีสูตร (อัตตาสุขล้วน เกิดแก่ผู้ได้ฌาน นักตรึก และผู้ระลึกชาติได้) เอกันตทุกขีสูตร เอกันตสุขทุกขีสูตร และอทุกขมสุขีสูตร ทุกทิฏฐิเกิดจากยึดขันธ์ ๕ ว่าเที่ยง จบทุติยเปยยาลที่ ๒ พร้อมรายชื่อ ๒๖ สูตร
- หน้า ๕๑๒–๕๑๙ ตติยเปยยาลที่ ๓ และจตุตถเปยยาลที่ ๔: ทวนทิฏฐิ ๒๖ สูตรผ่านกรอบทุกข์และกรอบปัญญาเห็นแจ้ง ตติยเปยยาลที่ ๓ ทวนสูตรทั้ง ๒๖ สูตรอีกรอบ โดยตั้งกรอบว่าเมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะยึดมั่นทุกข์จึงเกิดทิฏฐิต่างๆ เริ่มด้วยนวาตสูตรจบวรรคที่หน้า ๕๑๕ จากนั้นขึ้นจตุตถเปยยาลที่ ๔ ทวนอีกรอบผ่านกรอบปัญญาที่เห็นว่าขันธ์ ๕ ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ซึ่งเป็นคำสอนเชิงบวกที่ตรงข้ามกับทิฏฐิผิดทั้งหมด สูตรสุดท้าย (อทุกขมสุขีสูตร) ยังไม่จบภายในหน้า ๕๑๙
- หน้า ๕๒๐ จบทิฏฐิสังยุต: เปยยาลที่ ๓-๔ ว่าด้วยเหตุเกิดมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ประการ ต่อจากสูตรอทุกขมสุขี (เห็นว่าอัตตาที่ไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุขจะไม่สลายหลังตาย) จบเปยยาลที่ ๓ แล้วขึ้นเปยยาลที่ ๔ ซึ่งแสดงนวาตสูตรและอทุกขมสุขีสูตรแบบเต็มรูปแบบ ชี้ว่าความเห็นผิดทั้ง ๖๒ อย่าง เช่น ลมไม่พัด โลกเที่ยง อัตตาไม่สลาย ล้วนเกิดจากยึดมั่นในขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่าขันธ์ทั้งหมดไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น จบทิฏฐิสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๕๒๑–๕๒๘ โอกกันตสังยุต: อายตนะ-ขันธ์ไม่เที่ยง กับผู้เป็นสัทธานุสารี ธัมมานุสารี และโสดาบัน ตรัสว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดจนรูปารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ธาตุ และขันธ์ ล้วนไม่เที่ยงแปรปรวนเป็นธรรมดา ผู้เชื่อมั่นไม่หวั่นไหวในธรรมเหล่านี้ได้ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาได้ชื่อว่าธัมมานุสารี ทั้งสองก้าวลงสู่ทางถูกต้อง ไม่ตกต่ำ จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า ส่วนผู้รู้เห็นแจ้งแล้วชื่อว่าพระโสดาบัน มี ๑๐ สูตรซ้ำรูปแบบตามอายตนะและขันธ์ต่างๆ
- หน้า ๕๒๙–๕๓๖ อุปปาทสังยุต: ความเกิดขึ้นแห่งอายตนะและขันธ์ คือความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ โรค ชราและมรณะ ตรัสว่าความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ปรากฏแห่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูปารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ธาตุ และขันธ์ ๕ คือความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ความตั้งอยู่แห่งโรค ความปรากฏแห่งชราและมรณะ ส่วนความดับไม่เหลือแห่งสิ่งเหล่านี้ คือความดับแห่งทุกข์ ความสงบแห่งโรค ความดับสูญแห่งชราและมรณะ แสดงหลักการเกิดดับผ่านอุปมาความเจ็บป่วย มี ๑๐ สูตรซ้ำรูปแบบเดียวกัน
- หน้า ๕๓๗–๕๔๓ กิเลสสังยุต: ความกำหนัดพอใจในอายตนะและขันธ์ เป็นอุปกิเลสของจิต ตรัสว่าความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ธาตุ และขันธ์ ๕ ล้วนเป็นอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิต เมื่อภิกษุละอุปกิเลสทั้ง ๖ ฐานะนี้ได้ จิตย่อมน้อมไปสู่เนกขัมมะคือพระนิพพาน พร้อมแก่การทำให้แจ้งด้วยอภิญญา มี ๑๐ สูตรซ้ำรูปแบบตามอายตนะและขันธ์
- หน้า ๕๔๔–๕๕๐ สารีปุตตสังยุต (๑): พระสารีบุตรตอบพระอานนท์ว่าอยู่ด้วยฌาน ๘ ขั้นและสัญญาเวทยิตนิโรธ โดยไม่ยึดว่า "เรา" ทุกเย็นเมื่อพระอานนท์เห็นพระสารีบุตรหน้าตาผ่องใสกลับจากที่พัก จึงถามว่าอยู่ด้วยธรรมอะไร พระสารีบุตรตอบตามลำดับว่าเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ท่านไม่คิดว่า "เรากำลังเข้า เข้าแล้ว หรือออกจากฌานแล้ว" เพราะถอนอหังการ มมังการ และมานานุสัยได้นานแล้ว แสดงภาวะไร้ตัวตนของพระอรหันต์แม้ขณะอยู่ในสมาบัติ
- หน้า ๕๕๑–๕๕๕ สูจิมุขีสูตร: ปริพาชิกาถามพระสารีบุตรเรื่องการฉันอาหาร ท่านชี้มิจฉาชีพของสมณพราหมณ์ ๔ อย่าง (จบสารีปุตตสังยุต) นางปริพาชิกาสูจิมุขีถามพระสารีบุตรขณะฉันบิณฑบาตว่าท่านก้มหน้า แหงนหน้า มองทิศใหญ่ หรือทิศน้อยฉันหรือไม่ ท่านปฏิเสธทุกข้อ แล้วอธิบายว่าคำเหล่านี้หมายถึงสมณพราหมณ์ที่เลี้ยงชีพผิดด้วยดิรัจฉานวิชา คือ ดูพื้นที่ ดูฤกษ์ยาม รับส่งข่าวสาร และทำนายอวัยวะ ส่วนท่านแสวงหาอาหารโดยธรรม นางจึงเดินประกาศสรรเสริญพระศาสนาทั่วเมือง มีผู้เลื่อมใสราว ๕๐๐ ตระกูล จบสารีปุตตสังยุต
- หน้า ๕๕๖–๕๖๖ นาคสังยุต: กำเนิดนาค ๔ จำพวก เหตุที่นาครักษาอุโบสถ และเหตุที่คนไปเกิดเป็นนาค นาคมี ๔ กำเนิด คือ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในเถ้าไคล และเกิดผุดขึ้น ประณีตขึ้นตามลำดับ นาคบางพวกรำลึกกรรมชั่วในอดีตจึงตั้งใจประพฤติสุจริตและรักษาอุโบสถเพื่อหวังสุคติ ส่วนมนุษย์ที่ทำทั้งกรรมดีกรรมชั่วแล้วปรารถนาเป็นสหายนาคเพราะได้ยินว่านาคมีอายุยืนสวยงามมีสุข เมื่อตายจึงไปเกิดเป็นนาค หรือหากถวายทาน ๑๐ อย่างประกอบด้วยก็เป็นเหตุให้เกิดเป็นนาคเช่นกัน รวม ๕๐ สูตร
- หน้า ๕๖๗–๕๗๒ สุปัณณสังยุต: กำเนิดครุฑ ๔ จำพวก ลำดับการเฉี่ยวนาค และเหตุที่คนไปเกิดเป็นครุฑ ครุฑมี ๔ กำเนิดเช่นเดียวกับนาค แต่ละกำเนิดเฉี่ยวคาบนาคได้เฉพาะนาคที่มีกำเนิดต่ำกว่าหรือเท่าตนเท่านั้น อรรถกถาเสริมว่านาคบางประเภท เช่น นาคเสนาบดี นาคราชาธตรฐ และนาคในมหาสมุทรสัตตสีทันดร ครุฑเฉี่ยวไม่ได้เลย ผู้ปรารถนาเป็นสหายครุฑเพราะได้ยินว่ามีอายุยืนสวยงามมีสุข เมื่อทำกรรมทั้งดีทั้งชั่วพร้อมให้ทาน ๑๐ อย่าง ตายแล้วย่อมไปเกิดเป็นครุฑ
- หน้า ๕๗๓–๕๘๐ คันธัพพกายสังยุต: เทวดาคนธรรพ์สิงอยู่ตามส่วนต่างๆของต้นไม้หอม และเหตุที่คนไปเกิดเป็นเทวดาเหล่านี้ ตรัสถึงเทวดาจำพวกคนธรรพ์ที่สิงอยู่ตามต้นไม้มีกลิ่นหอมต่างส่วน คือ ที่ราก แก่น กะพี้ เปลือก สะเก็ด ใบ ดอก ผล รส และกลิ่น รวม ๙ ประเภท ผู้ประพฤติสุจริตแล้วปรารถนา หรือทำสุจริตพร้อมให้ทานสิ่งของมีกลิ่นชนิดนั้นๆ เมื่อตายย่อมเข้าถึงความเป็นสหายเทวดาคนธรรพ์ประเภทนั้น เนื้อหาซ้ำรูปแบบตามชนิดต้นไม้และวัตถุทาน รวมทั้งสิ้น ๑๑๒ สูตร
- หน้า ๕๘๑–๕๘๙ วลาหกสังยุต: เทวดาเมฆ ๕ จำพวกบันดาลความหนาว ร้อน เมฆ ลม ฝน พร้อมเรื่องพระเถระกับวัสสพลาหกเทพบุตร ตรัสถึงเทวดาในหมู่เมฆ (วลาหก) ๕ จำพวก คือ สีต อุณห อัพภ วาต และวัสสวลาหก ผู้ประพฤติสุจริตพร้อมให้ทานปรารถนาเป็นสหายเทวดาเหล่านี้ย่อมได้เกิด และเทวดาเหล่านี้เองบันดาลให้เกิดความหนาว ร้อน เมฆหมอก ลม และฝนขึ้นในบางคราวด้วยอำนาจจิตของตน อรรถกถาเล่าเกร็ดวัสสพลาหกเทพบุตรบันดาลฝนตกรอบกุฏิพระขีณาสพ และอธิบายเหตุ ๘ ประการที่ทำให้ฝนหยุดตก
- หน้า ๕๙๐–๕๙๘ วัจฉโคตตสังยุต: ปริพาชกวัจฉโคตรถามเหตุแห่งทิฏฐิ ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะไม่รู้แจ้งในขันธ์ ๕ ปริพาชกวัจฉโคตรทูลถามว่าเหตุใดความเห็นต่างๆ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ มีที่สุดหรือไม่ ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันหรือต่างกัน สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ จึงเกิดขึ้นในโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบซ้ำหลายนัยว่าเพราะไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ตรัสรู้ ไม่รู้ตาม ไม่แทงตลอด ไม่กำหนด ไม่เพ่ง ไม่พิจารณา และไม่เห็นประจักษ์ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดจนเหตุเกิดและความดับของขันธ์เหล่านั้น รวม ๕๕ สูตรย่อย
- หน้า ๕๙๙–๖๑๖ สมาธิสังยุต: ผู้ได้ฌาน ๔ จำพวกตามความชำนาญด้านต่างๆของสมาธิ เปรียบเหมือนนมสดถึงหัวเนยใส (จบขันธวารวรรคทั้งวรรค) ตรัสจำแนกผู้ได้ฌานเป็น ๔ จำพวกตามคู่ความชำนาญ เช่น ฉลาดตั้งจิตมั่นแต่ไม่ฉลาดเข้าสมาธิ หรือฉลาดทั้งสอง ครอบคลุมทักษะการเข้า ตั้งอยู่ ออก ความเป็นผู้ฉลาด อารมณ์ โคจร การบริหารจิต ความเคารพ ความเพียรต่อเนื่อง และความสบายในสมาธิ ผู้ฉลาดครบคู่ได้ชื่อว่าเลิศที่สุด ดั่งหัวเนยใสที่ประเสริฐกว่านมสดนมส้มเนยข้นเนยใส ปิดท้ายด้วยอรรถกถาสรุปรายชื่อวรรคและสังยุตทั้งหมดในขันธวารวรรค ๑๓ สังยุต ๑๕ วรรค จบเล่ม ๒๗ สมบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐