สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๙ · ๓๒๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ สมาธิสูตร: จิตตั้งมั่นย่อมรู้เหตุเกิดและความดับแห่งเวทนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงเวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ทรงสอนว่าสาวกผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ มีสติสัมปชัญญะ ย่อมรู้ชัดทั้งเวทนา เหตุเกิดของเวทนา ที่ซึ่งเวทนาดับ (คือนิพพาน) และทางดำเนินไปสู่ความสิ้นเวทนา เมื่อสิ้นเวทนาแล้วภิกษุย่อมหมดความหิวกระหายในโลก ปรินิพพาน อรรถกถาอธิบายเชื่อมโยงกับอริยสัจ ๔ ว่าเวทนาคือทุกข์ เหตุเกิดคือสมุทัย ความดับคือนิโรธ ทางดำเนินคือมรรค
- หน้า ๓–๔ สุขสูตร: ผู้เห็นเวทนาเป็นทุกข์ย่อมคลายความยินดี ทรงสอนว่าความเสวยอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งภายในภายนอก ล้วนมีความพินาศทำลายเป็นธรรมดา ภิกษุผู้รู้แจ้งว่าเวทนาทุกชนิดถูกต้องด้วยความเสื่อมอยู่เสมอ ย่อมคลายความยินดีในเวทนาเหล่านั้นได้ อรรถกถาขยายความว่าเป็นการเห็นเวทนาด้วยญาณแห่งวิปัสสนา อันเป็นการพิจารณาไตรลักษณ์ในเวทนาโดยตรง
- หน้า ๕–๖ ปหานสูตร: พึงละอนุสัยราคะ ปฏิฆะ อวิชชาในเวทนา ๓ ทรงสอนให้ละราคานุสัยในสุขเวทนา ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา และละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนา ผู้ใดไม่รู้สึกตัวขณะเสวยเวทนาต่างๆ อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องอยู่ในใจ ส่วนผู้มีสัมปชัญญะละอนุสัยได้ ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งปวง หมดอาสวะ ตั้งอยู่ในธรรมถึงที่สุดแห่งเวท เมื่อตายไปย่อมไม่ถูกเรียกว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หรือหลงอีก
- หน้า ๗–๙ ปาตาลสูตร: บาดาลเป็นชื่อของทุกขเวทนาทางกาย ปุถุชนเชื่อว่ามหาสมุทรมีบาดาล แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำว่า 'บาดาล' แท้จริงเป็นชื่อของทุกขเวทนาทางกาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อถูกทุกข์ทางกายกระทบย่อมเศร้าโศกร่ำไรจนหวั่นไหว จึงเรียกว่าไม่หยั่งถึงบาดาล ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ อดกลั้นทุกขเวทนาได้โดยไม่หวั่นไหว จึงเรียกว่าปรากฏและหยั่งถึงบาดาลได้อย่างแท้จริง
- หน้า ๑๐ ทัฏฐัพพสูตร: พึงเห็นสุขเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นลูกศร ทรงสอนวิธีเจริญปัญญาต่อเวทนาแต่ละชนิดโดยเฉพาะ คือพึงเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ (เพราะไม่เที่ยง) พึงเห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดุจลูกศรเสียบแทง และพึงเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ผู้เห็นถูกต้องเช่นนี้ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งหลาย หมดอาสวะ และไม่ถูกนับว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หรือหลงอีกต่อไป
- หน้า ๑๑–๑๔ สัลลัตถสูตร: ปุถุชนถูกยิงสองลูกศร อริยสาวกถูกยิงลูกเดียว อุปมาที่โด่งดัง เมื่อทุกขเวทนาทางกายเกิดขึ้น ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมเศร้าโศกร่ำไรจนเกิดทุกข์ทางใจซ้อนขึ้นอีก เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรสองดอก ทั้งยังหมกมุ่นในกามสุขเพื่อหนีทุกข์ ทำให้อนุสัยฝังแน่น ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อทุกข์ทางกายเกิดขึ้นย่อมไม่เศร้าโศก เสวยแต่เวทนาทางกายอย่างเดียว เหมือนถูกยิงลูกศรดอกเดียว ไม่มีทุกข์ทางใจซ้อน จึงปราศจากอนุสัยและหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด
- หน้า ๑๕–๒๒ ปฐม-ทุติยเคลัญญสูตร: สอนสติสัมปชัญญะแก่ภิกษุไข้ในศาลาคนไข้ พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมศาลาคนไข้ที่เวสาลี ตรัสสอนให้ภิกษุมีสติสัมปชัญญะรอเวลาตาย โดยอธิบายสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) และสัมปชัญญะในอิริยาบถต่างๆ อย่างละเอียด เมื่อเวทนาชนิดใดเกิดขึ้นให้พิจารณาว่าอาศัยกาย(หรือผัสสะ)ที่ไม่เที่ยงจึงเกิดขึ้น ย่อมละอนุสัยได้ และเปรียบกายเมื่อสิ้นชีวิตดุจประทีปที่ดับเพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ไม่มีเชื้อเหลือให้เกิดทุกข์อีก
- หน้า ๒๓–๒๕ อนิจจสูตร และผัสสมูลกสูตร: เวทนาเกิดแต่ผัสสะ ดับเพราะผัสสะดับ สองพระสูตรปิดท้ายวรรคแรก อนิจจสูตรกล่าวสั้นๆ ว่าเวทนา ๓ ล้วนไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ส่วนผัสสมูลกสูตรอธิบายว่าเวทนาทั้งสามเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ และดับไปเพราะผัสสะดับ เปรียบเหมือนไม้สองอันเสียดสีกันจึงเกิดไออุ่นและไฟ เมื่อแยกไม้ออกจากกัน ไออุ่นนั้นก็ดับไปเอง จบวรรคที่ ๑ ปฐมกสคาถวรรค รวม ๑๐ สูตร
- หน้า ๒๖–๒๘ รโหคตสูตร: ความเสวยอารมณ์ใดๆ ล้วนเป็นทุกข์เพราะสังขารไม่เที่ยง ภิกษุรูปหนึ่งหลีกเร้นแล้วเกิดความสงสัยว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าตรัสว่าความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ทั้งที่ตรัสเวทนาไว้ถึง ๓ อย่าง พระองค์ทรงอธิบายว่าทรงหมายถึงความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวง แล้วตรัสลำดับความดับแห่งสังขารตั้งแต่วาจาดับในปฐมฌาน จนถึงสัญญาและเวทนาดับในสัญญาเวทยิตนิโรธ และราคะโทสะโมหะดับในพระขีณาสพ
- หน้า ๒๙–๓๒ วาตสูตรและนิวาสสูตร: เวทนาเปรียบด้วยลมและเรือนพักคนเดินทาง สามพระสูตรใช้อุปมาอธิบายความหลากหลายของเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย เปรียบเวทนาต่างๆ ดุจลมนานาชนิดพัดผ่านไปมาในอากาศ ทั้งลมร้อน ลมเย็น ลมแรง ลมอ่อน และเปรียบดุจเรือนพักที่มีคนหลายชนชั้นแวะเวียนเข้าพัก นิวาสสูตรยังจำแนกเวทนาแต่ละชนิดออกเป็นแบบมีอามิส (เจืออาศัยกาม) และไม่มีอามิส (เกิดจากฌานสมาธิ) เพิ่มเติมด้วย
- หน้า ๓๓–๓๗ อานันทสูตรและสัมพหุลสูตร: พระอานนท์ทูลถามความเกิดดับแห่งเวทนา พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเวทนามีเท่าไร อะไรเป็นเหตุเกิด ความดับ ทางดับ คุณ โทษ และอุบายสลัดออกแห่งเวทนา พระองค์ตรัสตอบว่าเวทนามี ๓ เกิดเพราะผัสสะ ดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับ แล้วตรัสย้ำลำดับความดับของสังขารทั้งหลายผ่านฌานต่างๆ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ มีทั้งบทสนทนากับพระอานนท์เองและกับภิกษุหมู่ใหญ่ในเนื้อความเดียวกัน
- หน้า ๓๘–๔๗ ปัญจกังคสูตร: ช่างไม้โต้แย้งจำนวนเวทนา และลำดับสุขที่ประณีตขึ้นไปจนถึงนิโรธ ช่างไม้ปัญจกังคะเถียงกับพระอุทายีว่าพระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่างหรือ ๓ อย่างกันแน่ ตกลงกันไม่ได้ พระอานนท์จึงนำไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงแสดงเวทนาได้หลายปริยาย (๒, ๓, ๕, ๖, ๑๘, ๓๖, ๑๐๘) แล้วแต่บริบท จากนั้นตรัสไล่เรียงสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นตามลำดับฌานทั้ง ๘ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งแม้ไม่มีการเสวยอารมณ์เลยก็ยังทรงเรียกว่าเป็น 'สุข' เพราะหมายถึงความไม่มีทุกข์ ไม่ใช่ความเพลิดเพลินทางกาม
- หน้า ๔๘–๕๑ สิวกสูตร: ไม่ใช่ทุกเวทนาที่เกิดจะมีกรรมเก่าเป็นเหตุเสมอไป ปริพาชกโมฬิยสิวกทูลถามว่าลัทธิที่เชื่อว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเกิดจากกรรมในชาติก่อนนั้นถูกหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงค้านว่าเวทนาที่เกิดในกายมีสมุฏฐานได้หลายอย่าง คือจากดี เสมหะ ลม ทั้งสามรวมกัน การเปลี่ยนฤดู การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ ถูกทำร้าย และผลของกรรมเก่า รวม ๘ ประการ ผู้ที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่าเท่านั้นจึงกล่าวผิดจากความจริงที่รู้ได้ด้วยตนเองและที่โลกยอมรับ ปริพาชกเลื่อมใสขอถึงสรณะ
- หน้า ๕๒–๕๖ อัฏฐสตปริยายสูตร: จำแนกเวทนาโดยละเอียดถึง ๑๐๘ อย่าง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยายจำแนกเวทนาอย่างละเอียดเป็นลำดับ ตั้งแต่ ๒ อย่าง (กาย-ใจ) ๓ อย่าง (สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์) ๕ อย่าง (อินทรีย์) ๖ อย่าง (ทางทวารทั้งหก) ๑๘ อย่าง ๓๖ อย่าง (แยกเป็นแบบอาศัยเรือนและอาศัยการออกจากกาม) จนถึง ๑๐๘ อย่างเมื่อนับรวมอดีตอนาคตปัจจุบัน อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าโสมนัส โทมนัส และอุเบกขาแต่ละแบบเกิดขึ้นอย่างไรทั้งฝ่ายอาศัยกามและฝ่ายอาศัยวิปัสสนา
- หน้า ๕๗–๕๙ ภิกขุสูตร ปุพพสูตร และญาณสูตร: สรุปหลักเวทนา เหตุเกิด และความดับ กลุ่มพระสูตรสั้นในวรรคที่ ๓ ทวนหลักเดียวกันซ้ำในหลายบริบท คือภิกษุทูลถาม พระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงสมัยก่อนตรัสรู้ที่ทรงคิดค้นเรื่องเวทนาด้วยพระองค์เอง และตรัสว่าจักษุญาณปัญญาเกิดขึ้นแก่พระองค์เป็นครั้งแรกในธรรมที่ไม่เคยฟังมาก่อน ล้วนสรุปว่าเวทนามี ๓ เกิดเพราะผัสสะ ดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับ ตัณหาเป็นเหตุเกิด และการละฉันทราคะเป็นอุบายสลัดออก
- หน้า ๖๐–๖๑ เวทนา ๓ กับเกณฑ์ความเป็นสมณพราหมณ์ที่แท้จริง ชุดพระสูตรสั้นในเวทนาสังยุต ตั้งแต่ปุพพสูตร ญาณสูตร ภิกขุสูตร จนถึงสมณพราหมณสูตร ๓ สูตร แสดงเวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ โดยอธิบายเหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และทางออกจากเวทนาแต่ละอย่าง พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าทรงพิจารณาเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ และทรงชี้ว่าผู้ใดไม่รู้แจ้งเวทนาทั้งสามตามความเป็นจริง ยังเรียกว่าสมณะหรือพราหมณ์แท้ไม่ได้ ต้องรู้แจ้งจึงจะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณพราหมณ์ได้ด้วยปัญญาเอง
- หน้า ๖๒–๖๕ นิรามิสสูตร: ปีติ สุข อุเบกขา และวิโมกข์ระดับต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไล่ระดับปีติ สุข อุเบกขา และวิโมกข์ออกเป็นสามชั้น คือมีอามิส (อาศัยกามคุณ ๕) ไม่มีอามิส (เกิดจากฌาน) และไม่มีอามิสยิ่งกว่า (เกิดแก่พระขีณาสพผู้พิจารณาจิตที่หลุดพ้นจากราคะโทสะโมหะ) อรรถกถาอุปมาปีติที่ประณีตที่สุดเหมือนคนรับใช้สนิทของพระราชาที่มีอำนาจเหนือกว่าเศรษฐีแม้ตำแหน่งต่ำกว่า สะท้อนว่าความสุขทางจิตที่ประกอบด้วยปัญญาย่อมประเสริฐกว่าความสุขทางโลกเสมอ จบท้ายด้วยการสรุปเวทนาสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๖๖–๖๙ มาตุคามสังยุต: คุณสมบัติที่ถูกใจบุรุษ และทุกข์เฉพาะของสตรี เริ่มมาตุคามสังยุตด้วยอมนาปสูตรและมนาปสูตร แสดงองค์ ๕ ที่ทำให้สตรีหรือบุรุษเป็นที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจกันและกัน คือรูป โภคทรัพย์ มารยาท ความขยัน และการมีบุตร จากนั้นอาเวณิกสูตรแสดงทุกข์ ๕ ประการที่สตรีต้องเสวยเฉพาะตัวโดยบุรุษไม่ต้องประสบ ได้แก่ การจากญาติไปอยู่สกุลผัว การมีระดู การมีครรภ์ การคลอดบุตร และการต้องปรนนิบัติสามี สะท้อนมุมมองต่อสภาพชีวิตสตรีในสังคมครั้งพุทธกาล
- หน้า ๗๐–๗๖ ธรรมฝ่ายดำที่นำสตรีไปสู่อบาย มาตุคามสูตรแสดงว่าสตรีที่ใจถูกความตระหนี่ครอบงำยามเช้า ริษยายามเที่ยง และกามราคะครอบงำยามเย็น เมื่อตายย่อมเข้าถึงอบาย ต่อด้วยชุดพระสูตรที่พระอนุรุทธะทูลถามหลังเห็นด้วยทิพยจักษุว่าสตรีตกนรก พระพุทธเจ้าตรัสว่าสตรีผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริโอตตัปปะ ประกอบด้วยความโกรธ ริษยา ตระหนี่ ประพฤตินอกใจ ทุศีล สุตะน้อย เกียจคร้าน หรือหลงลืมสติ ร่วมกับปัญญาทราม ย่อมเข้าถึงอบายเมื่อตาย จบเปยยาลวรรคที่ ๑
- หน้า ๗๗–๗๙ ธรรมฝ่ายขาวที่นำสตรีไปสู่สุคติ เปยยาลวรรคที่ ๒ กลับด้านจากวรรคก่อน พระอนุรุทธะทูลถามอีกครั้งหลังเห็นสตรีไปสุคติโลกสวรรค์ด้วยทิพยจักษุ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสตรีที่มีศรัทธา มีหิริโอตตัปปะ ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่ประพฤตินอกใจ มีศีล มีสุตะมาก ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น ประกอบกับมีปัญญา ย่อมเข้าถึงสุคติเมื่อตาย ปิดท้ายด้วยปัญจสีลสูตรที่ย้ำว่าการรักษาศีล ๕ ก็เป็นเหตุให้ถึงสุคติได้เช่นกัน
- หน้า ๘๐–๘๗ กำลัง ๕ ประการของสตรีในการครองเรือน มาตุคามพลวรรคที่ ๓ แสดงกำลัง ๕ ของสตรี คือรูป โภคะ ญาติ บุตร และศีล ชี้ว่ากำลังคือศีลสำคัญที่สุด เพราะแม้ขาดกำลังอื่นญาติก็ไม่ทอดทิ้ง แต่ถ้าขาดศีลแม้มีกำลังอื่นครบก็ถูกขับออกจากตระกูล และเป็นเหตุเดียวที่นำไปสู่สุคติได้ ปิดท้ายวรรคด้วยฐานะ ๕ ที่หายากสำหรับสตรีไม่มีบุญ กับวัฑฒิสูตรที่แสดงธรรมเจริญ ๕ ของอริยสาวิกา คือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จบมาตุคามสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๘๘–๙๐ ชัมพุขาทกสังยุต: นิพพานคืออะไร เริ่มชัมพุขาทกสังยุต ปริพาชกชัมพุขาทกผู้เป็นหลานพระสารีบุตรเข้าไปถามท่านว่านิพพานคืออะไร พระสารีบุตรตอบว่านิพพานคือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ เมื่อถูกถามต่อถึงหนทางบรรลุ ท่านตอบว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ ปริพาชกชื่นชมว่าเป็นมรรคาที่ดีเพียงพอแก่ความไม่ประมาท อรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมว่านิพพานไม่ใช่เพียงความสิ้นกิเลส แต่เป็นสภาวธรรมที่ไม่มีรูปซึ่งกิเลสมีราคะเป็นต้นสิ้นไปเพราะอาศัย
- หน้า ๙๑–๙๕ ปัญหาเรื่องอรหัต ธรรมวาที และจุดมุ่งหมายของการบวช ปริพาชกชัมพุขาทกถามพระสารีบุตรต่อเนื่องด้วยรูปแบบคำถามซ้ำ ถามว่าอรหัตคืออะไร (คือความสิ้นราคะโทสะโมหะเช่นกัน) ใครเป็นธรรมวาทีและผู้ปฏิบัติดีในโลก (ผู้แสดงและปฏิบัติเพื่อละกิเลสสามอย่างนี้) ท่านบวชเพื่ออะไร (เพื่อกำหนดรู้ทุกข์) และความหมายของผู้ถึงความโล่งใจและโล่งใจอย่างยิ่ง (คือรู้แจ้งความเกิดดับคุณโทษของผัสสายตนะ ๖) ทุกคำตอบลงท้ายด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางปฏิบัติ
- หน้า ๙๖–๙๙ ปัญหาเรื่องเวทนา อาสวะ อวิชชา และตัณหา ปริพาชกชัมพุขาทกถามพระสารีบุตรต่อเนื่องถึงความหมายของเวทนา ๓ (สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) อาสวะ ๓ (กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ) อวิชชา (ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔) และตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) แต่ละหัวข้อจบด้วยคำถามถึงหนทางละหรือกำหนดรู้ธรรมนั้น ซึ่งพระสารีบุตรตอบตรงกันทุกครั้งว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ แสดงให้เห็นว่ามรรคเดียวนี้ครอบคลุมการแก้ปัญหากิเลสทุกประเภท
- หน้า ๑๐๐–๑๐๕ ปัญหาเรื่องโอฆะ อุปาทาน ภพ ทุกข์ สักกายะ และสิ่งที่ทำได้ยากในธรรมวินัย บทสนทนาต่อเนื่องระหว่างปริพาชกชัมพุขาทกกับพระสารีบุตรครอบคลุมโอฆะ ๔ อุปาทาน ๔ ภพ ๓ สภาพทุกข์ ๓ และสักกายะ (คืออุปาทานขันธ์ ๕) ปิดท้ายด้วยทุกกรปัญหาสูตรที่ถามว่าอะไรทำได้ยากในธรรมวินัยนี้ พระสารีบุตรตอบเป็นลำดับว่า การบรรพชายาก ความยินดียิ่งในบรรพชายากกว่า และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมยากที่สุด แต่ถ้าทำได้ก็จะบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน จบชัมพุขาทกสังยุต
- หน้า ๑๐๖–๑๐๗ สามัณฑกสังยุต: ปริพาชกอีกท่านถามปัญหาเดียวกัน ปริพาชกชื่อสามัณฑกะเข้าไปหาพระสารีบุตรที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้เมืองอุกกเจลา แคว้นวัชชี และถามคำถามชุดเดียวกันกับปริพาชกชัมพุขาทก เริ่มจากนิพพานคืออะไรไปจนถึงสิ่งที่ทำได้ยากในธรรมวินัย พระสารีบุตรตอบด้วยเนื้อความอย่างเดียวกันทุกประการ อรรถกถาระบุว่าให้ถือเนื้อความตามนัยเดียวกับชัมพุขาทกสังยุตที่ผ่านมา แสดงว่าคำสอนหลักเรื่องนิพพานและมรรคเป็นสัจธรรมที่ตอบเหมือนกันไม่ว่าผู้ถามจะเป็นใคร
- หน้า ๑๐๘–๑๑๑ โมคคัลลานสังยุต: พระพุทธเจ้าเสด็จเตือนพระโมคคัลลานะเรื่องฌาน พระมหาโมคคัลลานะเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่าขณะหลีกเร้นเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน และตติยฌานตามลำดับ ทุกครั้งจิตยังฟุ้งซ่านไปด้วยสัญญามนสิการเกี่ยวกับฌานขั้นก่อนหน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาหาด้วยฤทธิ์ทุกครั้งเพื่อตรัสเตือนไม่ให้ประมาทและให้ตั้งจิตมั่นในฌานนั้น หลังจากนั้นพระโมคคัลลานะจึงเข้าฌานได้สำเร็จอย่างมั่นคง แสดงให้เห็นว่าแม้พระอัครสาวกก็ยังต้องอาศัยคำเตือนของพระศาสดาในการฝึกจิต
- หน้า ๑๑๒–๑๑๔ จตุตถฌานและอรูปฌานขั้นต้นของพระโมคคัลลานะ เรื่องราวรูปแบบเดียวกันดำเนินต่อไปกับจตุตถฌาน (ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์) อากาสานัญจายตนฌาน (คำนึงว่าอากาศหาที่สุดมิได้) และวิญญาณัญจายตนฌาน (คำนึงว่าวิญญาณหาที่สุดมิได้) ทุกขั้นพระโมคคัลลานะยังมีจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ของฌานก่อนหน้า จนพระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตรัสเตือนให้ตั้งจิตมั่นในฌานนั้นทุกครั้ง สะท้อนลำดับการฝึกจิตจากรูปฌานสู่อรูปฌานอย่างเป็นขั้นตอน
- หน้า ๑๑๕–๑๑๖ อรูปฌานขั้นสูงสุดของพระโมคคัลลานะ ต่อเนื่องจากอรูปฌานก่อนหน้า พระโมคคัลลานะเล่าประสบการณ์เข้าอากิญจัญญายตนฌาน (คำนึงว่าไม่มีสิ่งใดหน่อยหนึ่ง) และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (ฌานขั้นสูงสุดที่ล่วงอากิญจัญญายตนฌาน) โดยยังพบว่าจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ฌานก่อนหน้าทุกครั้ง จนพระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตรัสเตือนเช่นเดิม แสดงว่าแม้ฌานขั้นสูงสุดก็ยังต้องอาศัยความไม่ประมาทและการตั้งจิตมั่นอย่างต่อเนื่องจึงจะสำเร็จ
- หน้า ๑๑๗ อรูปฌานที่ ๓-๔ และอนิมิตตเจโตสมาธิ: ปัญหาสูตรของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะเล่าประสบการณ์เข้าอรูปฌานขั้นที่ ๓-๔ คืออากิญจัญญายตนฌานและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามด้วยอนิมิตตเจโตสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีนิมิต) ทุกครั้งที่จิตเริ่มฟุ้งซ่านกลับไปหาอารมณ์เดิม พระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตักเตือนมิให้ประมาทและให้ตั้งจิตมั่นในฌานนั้นต่อไป แสดงถึงความละเอียดอ่อนของการรักษาสมาธิขั้นสูงแม้สำหรับพระอัครสาวก
- หน้า ๑๑๘–๑๒๘ อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตร และสักกสูตร: ท้าวสักกะเข้าเฝ้าพระมหาโมคคัลลานะซ้ำหลายครั้ง อรรถกถาเปรียบวิปัสสนาญาณที่แก่กล้าเกินไปเหมือนช่างตัดไม้ที่มัวดูคมขวานจนงานไม่สำเร็จ จากนั้นเป็นสักกสูตร ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมเทวดาหลายระลอก ตั้งแต่ ๕๐๐ ถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ เข้าเฝ้าพระมหาโมคคัลลานะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังธรรมเรื่องความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะพอใจ ซึ่งทำให้ครอบงำเทวดาอื่นด้วยฐานะทิพย์ ๑๐ ประการ ปิดท้ายด้วยจันทนสูตรกล่าวถึงเทพบุตรอีก ๕ องค์โดยย่อ แล้วจบโมคคัลลานสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๑๒๙–๑๓๕ เริ่มจิตตคหปติปุจฉาสังยุต: สังโยชนสูตร (อุปมาโคดำโคขาว) และปฐมอิสิทัตตสูตร เริ่มสังยุตใหม่ว่าด้วยจิตตคฤหบดี อุบาสกผู้ทรงปัญญาแก้ข้อสงสัยพระภิกษุ เรื่องแรกคือสังโยชน์กับสังโยชนียธรรมต่างกันหรือไม่ จิตตคฤหบดีอุปมาด้วยโคดำโคขาวผูกเชือกเดียวกัน ชี้ว่าอายตนะภายในภายนอกไม่ใช่เครื่องผูก แต่ฉันทราคะที่เกิดจากทั้งสองต่างหากคือเครื่องติด จากนั้นพระอิสิทัตตะผู้บวชใหม่สุดในหมู่ตอบปัญหาเรื่องความต่างแห่งธาตุ ๑๘ อย่าง หลังพระเถระผู้ใหญ่นิ่งเงียบไม่กล้าตอบ
- หน้า ๑๓๖–๑๔๑ ทุติยอิสิทัตตสูตร: ทิฏฐิ ๖๒ สักกายทิฏฐิ และพระอิสิทัตตะคือเพื่อนเก่าของจิตตคฤหบดี จิตตคฤหบดีถามพระอิสิทัตตะว่าเมื่อใดทิฏฐิ ๖๒ (โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ) จึงเกิดมีหรือไม่มี ท่านตอบว่าทิฏฐิเหล่านี้เกิดจากสักกายทิฏฐิคือการยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมไม่เห็นขันธ์โดยความเป็นตนจึงไม่มีสักกายทิฏฐิ ตอนท้ายจิตตคฤหบดีสังเกตว่าพระอิสิทัตตะคือเพื่อนเก่าที่บวชจากอวันตีชนบท จึงนิมนต์ให้อยู่จำพรรษาบำรุงด้วยปัจจัยสี่ แต่ท่านออกเดินทางจากไปไม่กลับมาอีกเลย
- หน้า ๑๔๒–๑๔๔ มหกสูตร: พระมหกะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์บันดาลลมฝนและไฟ จิตตคฤหบดีถวายภัตตาหารแด่หมู่ภิกษุที่โรงโค ขณะเดินทางกลับอากาศร้อนจัดจนภิกษุเหมือนจะเปื่อย พระมหกะผู้บวชใหม่สุดจึงบันดาลฤทธิ์ให้ลมเย็น แดดอ่อน ฝนโปรยเบาๆ ต่อมาจิตตคฤหบดีขอชมฤทธิ์เพิ่ม พระมหกะจึงบันดาลไฟลอดช่องหน้าต่างไหม้ฟ่อนหญ้าโดยไม่ไหม้ผ้าห่มที่ปูรองไว้ จิตตคฤหบดีตกใจขนลุก หลังจากนั้นพระมหกะก็ออกเดินทางจากไปไม่กลับมาอีกเช่นเดียวกับพระอิสิทัตตะ
- หน้า ๑๔๕–๑๔๘ ปฐมกามภูสูตร: จิตตคฤหบดีตีความคาถา "รถแห่งร่างกาย" พระกามภูยกคาถาพุทธพจน์ "รถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลาเดียว..." ให้จิตตคฤหบดีอธิบาย คฤหบดีตีความทีละคำอย่างลึกซึ้งว่า ไม่มีโทษคือศีล หลังคาขาวคือวิมุตติ เพลาเดียวคือสติ รถคือร่างกาย ทุกข์คือราคะโทสะโมหะที่พระขีณาสพละได้แล้ว ถึงที่หมายคือพระอรหันต์ กระแสตัณหาขาดและไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน พระกามภูชื่นชมว่าปัญญาของคฤหบดีหยั่งถึงพุทธพจน์อันลึกซึ้งได้เอง
- หน้า ๑๔๙–๑๕๘ ทุติยกามภูสูตร: สังขาร ๓ และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตคฤหบดีไล่ถามพระกามภูเรื่องสังขาร ๓ (กายสังขารคือลมหายใจ วจีสังขารคือวิตกวิจาร จิตตสังขารคือสัญญาเวทนา) แล้วลึกลงไปถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ลำดับการดับเมื่อเข้านิโรธ (วจี-กาย-จิต) และการเกิดเมื่อออก (จิต-กาย-วจี) ต่างจากคนตายตรงที่อายุไออุ่นและอินทรีย์ยังผ่องใส อรรถกถาขยายความละเอียดถึงนิโรธสมาบัติ ผัสสะ ๓ (สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ) ที่ถูกต้องภิกษุผู้ออกจากนิโรธ
- หน้า ๑๕๙–๑๖๔ โคทัตตสูตร: เจโตวิมุตติ ๔ ประการ มีอรรถต่างกันหรือเหมือนกัน พระโคทัตตะถามจิตตคฤหบดีว่าเจโตวิมุตติ ๔ แบบ คืออัปปมาณา อากิญจัญญา สุญญตา และอนิมิตตา มีความหมายต่างกันหรือเหมือนกัน คฤหบดีตอบว่ามีทั้งสองนัย โดยองค์ธรรม (พรหมวิหาร อรูปฌาน วิปัสสนา) ต่างกันตามภูมิและอารมณ์ แต่โดยที่สุดคืออรหัตตผลหรือเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ ซึ่งว่างจากราคะโทสะโมหะเหมือนกันทั้งหมด จึงมีอรรถเดียวกันคือนิพพาน ต่างกันเพียงพยัญชนะที่ใช้เรียก
- หน้า ๑๖๕–๑๗๑ นิคัณฐสูตรและอเจลสูตร: เอาชนะวาทะนิครนถ์ และโปรดอเจลกัสสปให้บวชจนบรรลุอรหัตต์ นิครนถนาฏบุตรถามจิตตคฤหบดีเรื่องสมาธิไร้วิตกวิจาร คฤหบดีตอบตามประสบการณ์ฌานจริงของตน ทำให้นิครนถ์กลับคำจนเสียหน้า คฤหบดีจึงทิ้งปัญหา ๑๐ ข้อให้คิดแล้วจากไป ต่อมาอเจลกัสสปเพื่อนเก่าซึ่งบวชนอกศาสนา ๓๐ ปีแต่ไม่ได้อุตตริมนุสสธรรมใดเลย ได้ฟังคฤหบดีเล่าว่าแม้เป็นคฤหัสถ์ก็เข้าฌาน ๔ ได้ จึงเกิดศรัทธาขอบวชในพระธรรมวินัยและไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๗๒–๑๗๖ จบอรรถกถาอเจลสูตร และคิลานสูตร: จิตตคฤหบดีป่วยหนักถึงมรณกาล ตอนจบอรรถกถาอเจลสูตรอธิบายศัพท์เรื่องนักบวชเปลือยกาย ตามด้วยคิลานสูตร เมื่อจิตตคฤหบดีป่วยหนักใกล้ตาย เทพยดาที่สิงในสวนป่าและต้นไม้มาเชิญชวนให้ตั้งความปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในภพหน้า แต่ท่านเห็นว่าแม้ความเป็นเช่นนั้นก็ไม่เที่ยงจึงปฏิเสธ แล้วสั่งสอนญาติมิตรให้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และรู้จักแบ่งปันทานก่อนท่านจะถึงแก่กรรม ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้งหมดในจิตตคหปติสังยุต
- หน้า ๑๗๗–๑๗๘ จัณฑสูตร: เหตุที่ทำให้คนเป็นคนดุหรือคนสงบเสงี่ยม นายจัณฑคามณีทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรเป็นเหตุให้คนบางคนถูกเรียกว่าคนดุ และบางคนถูกเรียกว่าคนสงบเสงี่ยม พระองค์ตรัสตอบว่าขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นละราคะ โทสะ โมหะได้แล้วหรือยัง ผู้ที่ยังละไม่ได้เมื่อถูกยั่วยุจะแสดงความโกรธออกมาจึงถูกนับว่าดุ ส่วนผู้ที่ละกิเลสเหล่านี้ได้แล้วแม้ถูกยั่วยุก็ไม่โกรธ จึงนับว่าเป็นคนสงบเสงี่ยม นายจัณฑคามณีเลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์
- หน้า ๑๗๙–๑๘๓ ตาลปุตตสูตร: นักแสดงตาลบุตรกับมิจฉาทิฏฐิเรื่องสวรรค์เทวดาผู้ร่าเริง อรรถกถาจัณฑสูตร ตามด้วยตาลปุตตสูตร นักแสดงชื่อตาลบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าสามครั้งว่าผู้ทำให้คนหัวเราะสนุกสนานในโรงมหรสพเมื่อตายแล้วจะไปเกิดเป็นสหายเทวดาผู้ร่าเริงจริงหรือไม่ พระองค์ทรงห้ามไม่ให้ถามก่อนจะเฉลยว่าความเชื่อนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะนักแสดงเองมัวเมาประมาทและปลุกเร้ากิเลสแก่คนดู ตายแล้วกลับไปเกิดในนรกชื่อปหาสะ ตาลบุตรร้องไห้เสียใจที่ถูกครูอาจารย์หลอกมานาน แล้วขอบวชจนบรรลุอรหัตผล
- หน้า ๑๘๔–๑๘๖ โยธาชีวสูตรและหัตถาโรหสูตร: นักรบอาชีพและนายทหารช้างตายในสนามรบ โยธาชีวสูตร นักรบอาชีพทูลถามทำนองเดียวกันว่าผู้ที่ตายขณะสู้รบอย่างกล้าหาญจะไปเกิดเป็นสหายเทวดาเหล่าสรชิตหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าจิตของนักรบขณะนั้นมุ่งร้ายปรารถนาให้ฝ่ายตรงข้ามตายจึงเป็นอกุศล ตายแล้วย่อมเข้าถึงนรกสรชิต ความเชื่อว่าจะได้ไปสวรรค์เป็นมิจฉาทิฏฐิ นักรบเสียใจร้องไห้แล้วขอถึงไตรสรณคมน์ ตามด้วยหัตถาโรหสูตรซึ่งย่อเรื่องเดียวกันสำหรับนายทหารช้าง
- หน้า ๑๘๗–๑๘๙ อัสสาโรหสูตรและเริ่มภูมกสูตร: นายทหารม้าและปัญหาเรื่องสวรรค์ด้วยการสวดอ้อนวอน อัสสาโรหสูตร นายทหารม้าทูลถามปัญหาเดียวกับนักรบอาชีพและนายทหารช้าง คือตายขณะรบจะได้ไปเกิดเป็นสหายเทวดาเหล่าสรชิตหรือไม่ พระพุทธเจ้าตอบเช่นเดิมว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินำไปนรกเพราะจิตมุ่งร้ายขณะสู้รบ นายทหารม้าเสียใจแล้วขอถึงไตรสรณคมน์ อรรถกถาสรุปว่าสูตรที่ ๔ และ ๕ มีนัยเดียวกัน จากนั้นเริ่มภูมกสูตรที่นายบ้านอสิพันธกบุตรถามว่าพระพุทธเจ้าทรงช่วยสัตว์โลกไปสวรรค์ได้ทั้งหมดหรือไม่
- หน้า ๑๙๐–๑๙๓ ภูมกสูตร: ก้อนหินจมน้ำกับน้ำมันลอยน้ำ อุปมาผลกรรมที่แท้จริง ภูมกสูตร อสิพันธกบุตรถามว่าพราหมณ์อ้างว่าสวดอ้อนวอนพาสัตว์ตายขึ้นสวรรค์ได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบผู้ทำบาปแม้มีคนมาสวดอ้อนวอนขอให้ไปสวรรค์ก็ไม่พ้นอบาย เหมือนก้อนหินที่โยนลงน้ำจะไม่มีวันลอยขึ้นแม้คนจะอ้อนวอนเท่าใด ส่วนผู้ทำความดีแม้มีคนแช่งขอให้ตกนรกก็ยังไปสวรรค์ได้ เหมือนน้ำมันในหม้อที่ทุบแล้วย่อมลอยน้ำเสมอ แสดงว่าผลกรรมเป็นไปตามการกระทำ ไม่ใช่ตามคำอธิษฐานของผู้อื่น
- หน้า ๑๙๔–๑๙๗ เทศนาสูตร: อุปมานาสามชนิดและขวดน้ำสามใบกับลำดับการแสดงธรรม เทศนาสูตร อสิพันธกบุตรสงสัยว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์ทั่วหน้าจึงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น พระองค์ทรงเปรียบด้วยชาวนาหว่านพืชในนาดีก่อนแล้วจึงหว่านนาปานกลางและนาเลว และเปรียบด้วยขวดน้ำสามใบ ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุภิกษุณีก่อนเพราะพึ่งพระองค์อยู่ ต่อมาแก่อุบาสกอุบาสิกา และสุดท้ายแก่เดียรถีย์ แต่แท้จริงพระองค์ทรงแสดงธรรมด้วยความเคารพเสมอกันทุกบริษัท
- หน้า ๑๙๘–๒๐๓ อสังขาสูตรตอนต้น: หักล้างคำสอนนิครนถ์เรื่องกรรมมากนำไปนรกเสมอ อสังขาสูตรตอนต้น อสิพันธกบุตรซึ่งเดิมเป็นสาวกนิครนถ์เล่าคำสอนของนิครนถ์นาฏบุตรว่าผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม หรือพูดเท็จ ต้องตกนรกทั้งหมดเสมอ พระพุทธเจ้าทรงซักถามจนพบว่าคำสอนนี้ขัดแย้งในตัวเอง เพราะคนทำบาปเหล่านี้เป็นครั้งคราวมากกว่าที่ไม่ทำ หากเป็นจริงตามคำนิครนถ์ก็ไม่มีใครพ้นนรกได้ พระองค์จึงทรงแสดงว่าพระองค์เองสอนให้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และมุสาวาทแทน
- หน้า ๒๐๔–๒๐๗ อสังขาสูตรตอนปลาย: สาวกละบาปด้วยปัญญา และการเจริญพรหมวิหารสี่ อสังขาสูตรตอนปลาย สาวกที่เลื่อมใสพระพุทธเจ้าเมื่อพิจารณาเห็นโทษของบาปที่เคยทำ ย่อมสำนึกและตั้งใจงดเว้นได้จริง ต่างจากสาวกนิครนถ์ที่ติดอยู่ในความเชื่อเดิมจนเหมือนถูกขังในนรก จากนั้นทรงแสดงอริยสาวกผู้ปราศจากอภิชฌาพยาบาท เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแผ่ไปทั่วทุกทิศอย่างไพบูลย์ไม่มีประมาณ เปรียบดังเสียงสังข์ของผู้มีกำลังที่ดังไปได้ทั่วทั้งสี่ทิศโดยไม่ยาก
- หน้า ๒๐๘–๒๑๑ กุลสูตร: เหตุปัจจัย ๘ ประการที่ทำให้ตระกูลคับแค้น กุลสูตร ขณะเกิดทุพภิกขภัยที่นาฬันทคาม นิครนถ์นาฏบุตรยุยงให้อสิพันธกบุตรไปกล่าวหาพระพุทธเจ้าว่าพาภิกษุสงฆ์จำนวนมากมาเที่ยวบิณฑบาตซ้ำเติมความอดอยากของชาวบ้านจนทำให้ตระกูลคับแค้น พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าตลอด ๙๑ กัปไม่เคยเบียดเบียนตระกูลใด และทรงแสดงเหตุปัจจัย ๘ ประการที่แท้จริงทำให้ตระกูลคับแค้น เช่น ภัยจากพระราชา โจร ไฟ น้ำ และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
- หน้า ๒๑๒–๒๑๕ มณิจูฬกสูตร: ทองและเงินไม่สมควรแก่สมณศากยบุตร มณิจูฬกสูตร ขณะราชบริษัทถกเถียงกันว่าสมณศากยบุตรควรรับทองเงินได้หรือไม่ นายบ้านมณิจูฬกะยืนยันว่าไม่ควรรับแต่ไม่มีใครเชื่อ จึงมาทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับรองว่าถูกต้อง เพราะผู้ใดยินดีทองเงินก็ย่อมยินดีในกามคุณห้าไปด้วย ซึ่งไม่ใช่กิจของสมณะ พระองค์เพียงอนุญาตให้ภิกษุแสวงหาปัจจัยที่จำเป็น เช่น หญ้ามุงหลังคา ไม้ซ่อมกุฏิ หรือแรงงานช่วยงาน แต่ไม่เคยอนุญาตให้แสวงหาทองเงินด้วยเหตุใดเลย
- หน้า ๒๑๖–๒๑๙ คันธภกสูตร: ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง คันธภกสูตร นายบ้านคันธภกะทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงเหตุเกิดและดับแห่งทุกข์โดยใช้ปัจจุบันเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงถามว่าเขาโศกเศร้าเพราะคนในหมู่บ้านตายหรือไม่ เขาตอบว่าโศกเฉพาะคนที่เขามีฉันทราคะด้วย เช่น บุตรชายชื่อจิรวาสีที่เขาเป็นห่วงกังวลอยู่เสมอแม้ยังมีชีวิต ทรงสรุปว่าทุกข์ทุกชนิดไม่ว่าอดีตหรืออนาคตล้วนมีฉันทะความติดใจพอใจเป็นมูลเหตุ หากไม่มีฉันทะก็ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น
- หน้า ๒๒๐–๒๒๘ ราสิยสูตรตอนต้น: มัชฌิมาปฏิปทา และบุคคลผู้บริโภคกามหลายจำพวก ราสิยสูตรตอนต้น นายบ้านราสิยะทูลถามว่าจริงหรือที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียนผู้บำเพ็ญตบะทุกคน พระองค์ตรัสว่าไม่จริง แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาที่เว้นจากส่วนสุดสองทาง คือการหมกมุ่นในกามสุขและการทรมานตนให้ลำบากเปล่า ได้แก่อริยมรรคมีองค์แปด จากนั้นทรงจำแนกบุคคลผู้บริโภคกามหลายจำพวกตามวิธีแสวงหาทรัพย์ การใช้จ่ายเลี้ยงตน และการให้ทาน ว่าควรถูกติเตียนหรือสรรเสริญกี่สถานตามความประพฤติของแต่ละคน
- หน้า ๒๒๙–๒๓๓ ราสิยสูตรตอนปลาย: ผู้บำเพ็ญตบะเศร้าหมองสามจำพวก และธรรมที่พึงเห็นเอง ราสิยสูตรตอนปลาย ทรงจำแนกผู้บำเพ็ญตบะทรงชีพอย่างเศร้าหมองสามจำพวกตามผลที่ได้ คือไม่บรรลุอะไรเลย บรรลุกุศลธรรมแต่ยังไม่ถึงญาณทัสสนะวิเศษ หรือบรรลุครบถ้วน แต่ละพวกควรถูกติเตียนหรือสรรเสริญต่างกัน จากนั้นทรงแสดงธรรมสามอย่างที่บุคคลพึงเห็นได้ด้วยตนเอง คือเมื่อยังมีราคะ โทสะ โมหะ ย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่น แต่เมื่อละได้แล้วย่อมไม่คิดเบียดเบียนอีก ปิดท้ายด้วยอรรถกถาราสิยสูตร
- หน้า ๒๓๔–๒๔๔ ปาฏลิยสูตร ตอนต้น: ทรงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องมายา และโทษของการพูดเท็จ นายบ้านปาฏลิยะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องข่าวลือว่าทรงรู้จักมายา (เล่ห์กล) พระองค์ทรงอธิบายว่าทรงรู้ชัดทั้งมายา ผลของมายา และผลของอกุศลกรรมต่างๆ รวมถึงการพูดเท็จ โดยยกตัวอย่างคนที่ถูกจับได้ว่าพูดเท็จ ทำโจรกรรม ถูกสังคมประณามและลงโทษต่อหน้าธารกำนัลหลายเรื่อง เพื่อชี้ให้ปาฏลิยะเห็นว่าคนพูดเท็จเป็นคนทุศีล มีความเห็นผิด ไม่สมควรเลื่อมใส
- หน้า ๒๔๕–๒๕๗ ปาฏลิยสูตร ตอนปลาย: วาทะศาสดา ๔ ท่าน และธรรมสมาธิแก้ความสงสัย ปาฏลิยะเล่าเรื่องศาสดา ๔ ท่านซึ่งมีวาทะขัดแย้งกันเรื่องผลของกรรม บ้างว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล บ้างว่ามีผล ทำให้เกิดความสงสัยว่าใครพูดจริง พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีแก้สงสัยด้วย "ธรรมสมาธิ" คือเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอย่างไพบูลย์ก่อน แล้วพิจารณาว่าไม่ว่าคำสอนฝ่ายใดจริง ตนก็ได้ประโยชน์แน่นอนเพราะไม่เบียดเบียนใคร ปาฏลิยะเลื่อมใสถึงไตรสรณคมน์ จบปาฏลิยสูตรและจบคามณิสังยุต
- หน้า ๒๕๘–๒๕๙ อรรถกถาปาฏลิยสูตร และปิดท้ายอรรถกถาคามณิสังยุต อรรถกถาไขความศัพท์ในปาฏลิยสูตร เช่นคำว่ามาลีกุณฑลี (ประดับดอกไม้ใส่ตุ้มหู) และอธิบายความหมายของธรรมสมาธิว่าคือความแน่วแน่ของจิตที่เกิดจากการเจริญพรหมวิหารเพื่อระงับความสงสัยในเรื่องกรรมและผลของกรรม ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๓ สูตรในคามณิสังยุต แล้วประกาศจบอรรถกถาคามณิสังยุต
- หน้า ๒๖๐–๒๖๒ อสังขตสังยุต วรรคที่ ๑: อสังขตะ (นิพพาน) และทางที่จะให้ถึง พระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงอสังขตสังยุต โดยนิยามว่า "อสังขตะ" (สภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง คือนิพพาน) ได้แก่ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ส่วน "ทางที่จะให้ถึงอสังขตะ" ได้แก่การเจริญกายคตาสติและสมถะวิปัสสนา ทรงแสดงสูตรลักษณะเดียวกันซ้ำหลายครั้งด้วยทางปฏิบัติต่างชื่อกัน เพื่อชี้ว่าล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวกันคือนิพพาน
- หน้า ๒๖๓–๒๗๖ อสังขตสังยุต วรรคที่ ๒: ไล่เรียงคำไวพจน์ของนิพพานกว่า ๓๐ ชื่อ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวรรคที่ ๒ ของอสังขตสังยุตด้วยรูปแบบเดียวกันซ้ำๆ คือตรัสถึงทางปฏิบัติที่นำไปสู่อสังขตะด้วยหมวดธรรมต่างๆ เช่น สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ พร้อมทั้งไล่เรียงคำไวพจน์เรียกนิพพานกว่า ๓๐ ชื่อ เช่น อนันตะ อนาสวะ สัจจะ ปาระ นิปุณะ เขมะ วิราคะ ทีปะ เลณะ ตาณะ สรณะ เพื่อแสดงคุณลักษณะหลากหลายของนิพพานซึ่งเป็นสภาวะเดียวกัน
- หน้า ๒๗๗–๒๗๙ อรรถกถาอสังขตสังยุต และรายชื่อ ๓๓ สูตร, จบอสังขตสังยุต อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอสังขตสังยุต เช่นความหมายของฌานที่เพ่งอารมณ์กรรมฐาน ๓๘ ประการ และคำไวพจน์ต่างๆ ของนิพพาน ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๓๓ สูตรในอสังขตสังยุต เช่น อสังขตสูตร อันตสูตร นิพพานสูตร ทีปสูตร ปรายนสูตร แล้วประกาศ "จบ อสังขตสังยุต"
- หน้า ๒๘๐–๒๘๗ เขมาเถรีสูตร: อุปมามหาสมุทรตอบปัญหาที่ทรงไม่พยากรณ์ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปหาพระเขมาภิกษุณีทูลถามปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ คือสัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ พระเขมาเถรีทรงอุปมาด้วยมหาสมุทรว่าลึกประมาณมิได้ฉันใด พระตถาคตก็พ้นจากการบัญญัติด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฉันนั้น จึงกล่าวถึงพระองค์ในแง่เกิดอีกหรือไม่เกิดอีกไม่ได้ ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามเดียวกันด้วยถ้อยคำเดียวกันทุกประการ ยืนยันความสอดคล้องระหว่างพระศาสดากับสาวิกา
- หน้า ๒๘๘–๒๘๙ อรรถกถาอัพยากตสังยุตและเขมาเถรีสูตร อรรถกถาเปิดอัพยากตสังยุตและไขความในเขมาเถรีสูตร อธิบายว่าพระตถาคตทรงละรูปได้เด็ดขาดดุจตาลยอดด้วนถูกตัดราก จึงไม่อาจบัญญัติว่าเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกในลักษณะใดๆ ได้ เพราะพ้นจากขันธ์ทั้งห้าอันเป็นเหตุแห่งการบัญญัติสัตว์โดยสิ้นเชิง
- หน้า ๒๙๐–๒๙๖ อนุราธสูตร: ไม่พบตถาคตแม้ในปัจจุบันโดยขันธ์ ๕ ปริพาชกลัทธิอื่นถามพระอนุราธะว่าพระตถาคตหลังตายแล้วเป็นเช่นไรใน ๔ กรณี ท่านตอบว่าพระตถาคตทรงบัญญัตินอกเหนือจาก ๔ กรณีนั้น ทำให้ถูกปริพาชกตำหนิว่าตอบไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนพระอนุราธะว่าแม้ในปัจจุบันก็ไม่อาจชี้ตัวตถาคตได้แท้จริงโดยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นขันธ์เหล่านั้นเอง มีขันธ์เหล่านั้น อยู่ในขันธ์ หรือขันธ์อยู่ในตถาคต จึงยิ่งไม่ควรบัญญัติสภาพหลังสิ้นชีวิต
- หน้า ๒๙๗–๒๙๙ ปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตรและอรรถกถา: เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์ พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรถึงเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์คำถามทั้ง ๔ เกี่ยวกับสัตว์หลังตาย พระสารีบุตรอธิบายว่าเป็นเพราะบุคคลยังยินดี หมกมุ่น ไม่เห็นความดับแห่งรูปนามตามความเป็นจริง ความเห็นเหล่านั้นจึงยังเกิดขึ้นได้อยู่ อรรถกถาต่อท้ายไขความศัพท์สั้นๆ ก่อนขึ้นสูตรถัดไป
- หน้า ๓๐๐–๓๐๓ ทุติย-ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร: สลับบทบาทถามตอบเหตุแห่งความไม่พยากรณ์ พระมหาโกฏฐิตะและพระสารีบุตรผลัดกันถามตอบซ้ำรูปแบบเดิมอีกสองครั้ง โดยขยายเหตุผลว่าความเห็นเรื่องสัตว์หลังตายเกิดจากความยินดีในภพ ยังไม่เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง แต่ละสูตรจบด้วย "จบ...โกฏฐิตสูตร" ตามลำดับที่ ๔ และ ๕ แสดงวิธีสอนแบบไล่เลียงเหตุปัจจัยอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๓๐๔–๓๐๖ จตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร (ตอนจบ): ตัณหาเป็นรากเหง้าของทิฏฐิ พระมหาโกฏฐิตะอธิบายเพิ่มเติมแก่พระสารีบุตรว่าความเห็นทั้ง ๔ เกี่ยวกับสัตว์หลังตายจะไม่เกิดแก่ผู้ไม่ยินดีในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเห็นความดับแห่งขันธ์เหล่านั้นตามจริง แต่จะเกิดแก่ผู้ยังยินดีหมกมุ่นในภพ สรุปว่าตัณหาความยินดีในภพเป็นรากเหง้าของทิฏฐิเหล่านี้ จบสารีปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๖
- หน้า ๓๐๗–๓๑๑ โมคคัลลานสูตร: วัจฉโคตรถามปริศนาสิบเรื่องกับพระโมคคัลลานะ วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระมหาโมคคัลลานะด้วยปัญหาที่ยังไม่ยุติ ๑๐ ข้อ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันหรือไม่ สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ท่านตอบว่าล้วนเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ทั้งสิ้น เพราะปุถุชนยึดถือขันธ์ ๕ โดยความเป็นตน ขณะที่พระอรหันต์ไม่ยึดถือเช่นนั้นจึงไม่มีมูลฐานให้พยากรณ์
- หน้า ๓๑๒–๓๑๕ วัจฉสูตร: ทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรง คำตอบตรงกับพระโมคคัลลานะ วัจฉโคตรปริพาชกนำปัญหาเดิม ๑๐ ข้อไปทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรง ได้คำตอบไม่ทรงพยากรณ์เช่นเดียวกัน เมื่อถามเหตุผล พระองค์ตรัสว่าเพราะไม่ทรงเห็นรูปนามโดยความเป็นตนเหมือนปริพาชกลัทธิอื่น เมื่อวัจฉโคตรนำคำตอบไปเทียบกับพระโมคคัลลานะก็พบว่าตรงกันทุกถ้อยคำ แสดงความสอดคล้องระหว่างพระศาสดากับพระสาวก
- หน้า ๓๑๖–๓๑๘ กุตุหลสาลาสูตร: ทรงเหนือกว่าครูทั้ง ๖ และอุปมาไฟกับเชื้อ วัจฉโคตรทูลว่าครูทั้ง ๖ (ปูรณกัสสปะ มักขลิโคสาล ฯลฯ) ต่างพยากรณ์ที่เกิดของสาวกที่ตายไปแล้วได้ แต่พระพุทธเจ้ากลับไม่ทรงพยากรณ์เรื่องสัตว์หลังตาย พระองค์ทรงอธิบายด้วยอุปมาไฟที่ต้องมีเชื้อจึงลุกโพลง คนที่ยังมีอุปาทาน (ตัณหา) เปรียบเหมือนเชื้อไฟจึงบัญญัติการเกิดใหม่ได้ ส่วนผู้สิ้นอุปาทานแล้วไม่มีเชื้อให้บัญญัติการเกิดอีก
- หน้า ๓๑๙–๓๒๐ อานันทสูตร: เหตุที่ทรงนิ่งเมื่อถูกถามว่ามีอัตตาหรือไม่ เมื่อวัจฉโคตรทูลถามว่าอัตตามีอยู่หรือไม่มี พระพุทธเจ้าทรงนิ่งทั้งสองครั้ง ภายหลังทรงอธิบายแก่พระอานนท์ว่าหากตอบว่ามีอัตตาจะเข้าข้างสัสสตทิฏฐิ หากตอบว่าไม่มีอัตตาจะเข้าข้างอุจเฉททิฏฐิและซ้ำเติมความงมงายของวัจฉโคตรที่คิดว่าตนเคยมีอัตตาแล้วสูญไป การทรงนิ่งจึงเป็นอุบายหลีกเลี่ยงทิฏฐิสุดโต่งทั้งสองด้าน
- หน้า ๓๒๑–๓๒๓ สภิยสูตร: ถามพระสภิยกัจจานะ และปิดท้ายสฬายตนวรรคสังยุตทั้งวรรค วัจฉโคตรปริพาชกถามปัญหาสิบข้อเดิมกับพระสภิยกัจจานะ ได้รับคำตอบไม่ทรงพยากรณ์เหมือนทุกครั้ง เมื่อถามเหตุผล ท่านตอบว่าเมื่อเหตุปัจจัยของการบัญญัติสัตว์ดับหมดสิ้นแล้วก็ไม่มีทางบัญญัติได้อีก วัจฉโคตรชื่นชมคำตอบแม้ท่านบวชได้เพียง ๓ พรรษา จบสภิยสูตรและจบอัพยากตสังยุต ปิดท้ายด้วยรายชื่อสูตรและสังยุตทั้งหมดในสฬายตนวรรคสังยุต เป็นการจบวรรคใหญ่ทั้งวรรคอย่างเป็นทางการ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐