สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๙ · ๓๒๓ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ สมาธิสูตร: จิตตั้งมั่นย่อมรู้เหตุเกิดและความดับแห่งเวทนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงเวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ทรงสอนว่าสาวกผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ มีสติสัมปชัญญะ ย่อมรู้ชัดทั้งเวทนา เหตุเกิดของเวทนา ที่ซึ่งเวทนาดับ (คือนิพพาน) และทางดำเนินไปสู่ความสิ้นเวทนา เมื่อสิ้นเวทนาแล้วภิกษุย่อมหมดความหิวกระหายในโลก ปรินิพพาน อรรถกถาอธิบายเชื่อมโยงกับอริยสัจ ๔ ว่าเวทนาคือทุกข์ เหตุเกิดคือสมุทัย ความดับคือนิโรธ ทางดำเนินคือมรรค
  2. หน้า ๓–๔ สุขสูตร: ผู้เห็นเวทนาเป็นทุกข์ย่อมคลายความยินดี ทรงสอนว่าความเสวยอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งภายในภายนอก ล้วนมีความพินาศทำลายเป็นธรรมดา ภิกษุผู้รู้แจ้งว่าเวทนาทุกชนิดถูกต้องด้วยความเสื่อมอยู่เสมอ ย่อมคลายความยินดีในเวทนาเหล่านั้นได้ อรรถกถาขยายความว่าเป็นการเห็นเวทนาด้วยญาณแห่งวิปัสสนา อันเป็นการพิจารณาไตรลักษณ์ในเวทนาโดยตรง
  3. หน้า ๕–๖ ปหานสูตร: พึงละอนุสัยราคะ ปฏิฆะ อวิชชาในเวทนา ๓ ทรงสอนให้ละราคานุสัยในสุขเวทนา ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา และละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนา ผู้ใดไม่รู้สึกตัวขณะเสวยเวทนาต่างๆ อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องอยู่ในใจ ส่วนผู้มีสัมปชัญญะละอนุสัยได้ ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งปวง หมดอาสวะ ตั้งอยู่ในธรรมถึงที่สุดแห่งเวท เมื่อตายไปย่อมไม่ถูกเรียกว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หรือหลงอีก
  4. หน้า ๗–๙ ปาตาลสูตร: บาดาลเป็นชื่อของทุกขเวทนาทางกาย ปุถุชนเชื่อว่ามหาสมุทรมีบาดาล แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำว่า 'บาดาล' แท้จริงเป็นชื่อของทุกขเวทนาทางกาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อถูกทุกข์ทางกายกระทบย่อมเศร้าโศกร่ำไรจนหวั่นไหว จึงเรียกว่าไม่หยั่งถึงบาดาล ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ อดกลั้นทุกขเวทนาได้โดยไม่หวั่นไหว จึงเรียกว่าปรากฏและหยั่งถึงบาดาลได้อย่างแท้จริง
  5. หน้า ๑๐ ทัฏฐัพพสูตร: พึงเห็นสุขเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นลูกศร ทรงสอนวิธีเจริญปัญญาต่อเวทนาแต่ละชนิดโดยเฉพาะ คือพึงเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ (เพราะไม่เที่ยง) พึงเห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดุจลูกศรเสียบแทง และพึงเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ผู้เห็นถูกต้องเช่นนี้ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งหลาย หมดอาสวะ และไม่ถูกนับว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หรือหลงอีกต่อไป
  6. หน้า ๑๑–๑๔ สัลลัตถสูตร: ปุถุชนถูกยิงสองลูกศร อริยสาวกถูกยิงลูกเดียว อุปมาที่โด่งดัง เมื่อทุกขเวทนาทางกายเกิดขึ้น ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมเศร้าโศกร่ำไรจนเกิดทุกข์ทางใจซ้อนขึ้นอีก เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรสองดอก ทั้งยังหมกมุ่นในกามสุขเพื่อหนีทุกข์ ทำให้อนุสัยฝังแน่น ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อทุกข์ทางกายเกิดขึ้นย่อมไม่เศร้าโศก เสวยแต่เวทนาทางกายอย่างเดียว เหมือนถูกยิงลูกศรดอกเดียว ไม่มีทุกข์ทางใจซ้อน จึงปราศจากอนุสัยและหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด
  7. หน้า ๑๕–๒๒ ปฐม-ทุติยเคลัญญสูตร: สอนสติสัมปชัญญะแก่ภิกษุไข้ในศาลาคนไข้ พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมศาลาคนไข้ที่เวสาลี ตรัสสอนให้ภิกษุมีสติสัมปชัญญะรอเวลาตาย โดยอธิบายสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) และสัมปชัญญะในอิริยาบถต่างๆ อย่างละเอียด เมื่อเวทนาชนิดใดเกิดขึ้นให้พิจารณาว่าอาศัยกาย(หรือผัสสะ)ที่ไม่เที่ยงจึงเกิดขึ้น ย่อมละอนุสัยได้ และเปรียบกายเมื่อสิ้นชีวิตดุจประทีปที่ดับเพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ไม่มีเชื้อเหลือให้เกิดทุกข์อีก
  8. หน้า ๒๓–๒๕ อนิจจสูตร และผัสสมูลกสูตร: เวทนาเกิดแต่ผัสสะ ดับเพราะผัสสะดับ สองพระสูตรปิดท้ายวรรคแรก อนิจจสูตรกล่าวสั้นๆ ว่าเวทนา ๓ ล้วนไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ส่วนผัสสมูลกสูตรอธิบายว่าเวทนาทั้งสามเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ และดับไปเพราะผัสสะดับ เปรียบเหมือนไม้สองอันเสียดสีกันจึงเกิดไออุ่นและไฟ เมื่อแยกไม้ออกจากกัน ไออุ่นนั้นก็ดับไปเอง จบวรรคที่ ๑ ปฐมกสคาถวรรค รวม ๑๐ สูตร
  9. หน้า ๒๖–๒๘ รโหคตสูตร: ความเสวยอารมณ์ใดๆ ล้วนเป็นทุกข์เพราะสังขารไม่เที่ยง ภิกษุรูปหนึ่งหลีกเร้นแล้วเกิดความสงสัยว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าตรัสว่าความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ทั้งที่ตรัสเวทนาไว้ถึง ๓ อย่าง พระองค์ทรงอธิบายว่าทรงหมายถึงความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวง แล้วตรัสลำดับความดับแห่งสังขารตั้งแต่วาจาดับในปฐมฌาน จนถึงสัญญาและเวทนาดับในสัญญาเวทยิตนิโรธ และราคะโทสะโมหะดับในพระขีณาสพ
  10. หน้า ๒๙–๓๒ วาตสูตรและนิวาสสูตร: เวทนาเปรียบด้วยลมและเรือนพักคนเดินทาง สามพระสูตรใช้อุปมาอธิบายความหลากหลายของเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย เปรียบเวทนาต่างๆ ดุจลมนานาชนิดพัดผ่านไปมาในอากาศ ทั้งลมร้อน ลมเย็น ลมแรง ลมอ่อน และเปรียบดุจเรือนพักที่มีคนหลายชนชั้นแวะเวียนเข้าพัก นิวาสสูตรยังจำแนกเวทนาแต่ละชนิดออกเป็นแบบมีอามิส (เจืออาศัยกาม) และไม่มีอามิส (เกิดจากฌานสมาธิ) เพิ่มเติมด้วย
  11. หน้า ๓๓–๓๗ อานันทสูตรและสัมพหุลสูตร: พระอานนท์ทูลถามความเกิดดับแห่งเวทนา พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเวทนามีเท่าไร อะไรเป็นเหตุเกิด ความดับ ทางดับ คุณ โทษ และอุบายสลัดออกแห่งเวทนา พระองค์ตรัสตอบว่าเวทนามี ๓ เกิดเพราะผัสสะ ดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับ แล้วตรัสย้ำลำดับความดับของสังขารทั้งหลายผ่านฌานต่างๆ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ มีทั้งบทสนทนากับพระอานนท์เองและกับภิกษุหมู่ใหญ่ในเนื้อความเดียวกัน
  12. หน้า ๓๘–๔๗ ปัญจกังคสูตร: ช่างไม้โต้แย้งจำนวนเวทนา และลำดับสุขที่ประณีตขึ้นไปจนถึงนิโรธ ช่างไม้ปัญจกังคะเถียงกับพระอุทายีว่าพระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่างหรือ ๓ อย่างกันแน่ ตกลงกันไม่ได้ พระอานนท์จึงนำไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงแสดงเวทนาได้หลายปริยาย (๒, ๓, ๕, ๖, ๑๘, ๓๖, ๑๐๘) แล้วแต่บริบท จากนั้นตรัสไล่เรียงสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นตามลำดับฌานทั้ง ๘ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งแม้ไม่มีการเสวยอารมณ์เลยก็ยังทรงเรียกว่าเป็น 'สุข' เพราะหมายถึงความไม่มีทุกข์ ไม่ใช่ความเพลิดเพลินทางกาม
  13. หน้า ๔๘–๕๑ สิวกสูตร: ไม่ใช่ทุกเวทนาที่เกิดจะมีกรรมเก่าเป็นเหตุเสมอไป ปริพาชกโมฬิยสิวกทูลถามว่าลัทธิที่เชื่อว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเกิดจากกรรมในชาติก่อนนั้นถูกหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงค้านว่าเวทนาที่เกิดในกายมีสมุฏฐานได้หลายอย่าง คือจากดี เสมหะ ลม ทั้งสามรวมกัน การเปลี่ยนฤดู การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ ถูกทำร้าย และผลของกรรมเก่า รวม ๘ ประการ ผู้ที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่าเท่านั้นจึงกล่าวผิดจากความจริงที่รู้ได้ด้วยตนเองและที่โลกยอมรับ ปริพาชกเลื่อมใสขอถึงสรณะ
  14. หน้า ๕๒–๕๖ อัฏฐสตปริยายสูตร: จำแนกเวทนาโดยละเอียดถึง ๑๐๘ อย่าง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยายจำแนกเวทนาอย่างละเอียดเป็นลำดับ ตั้งแต่ ๒ อย่าง (กาย-ใจ) ๓ อย่าง (สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์) ๕ อย่าง (อินทรีย์) ๖ อย่าง (ทางทวารทั้งหก) ๑๘ อย่าง ๓๖ อย่าง (แยกเป็นแบบอาศัยเรือนและอาศัยการออกจากกาม) จนถึง ๑๐๘ อย่างเมื่อนับรวมอดีตอนาคตปัจจุบัน อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าโสมนัส โทมนัส และอุเบกขาแต่ละแบบเกิดขึ้นอย่างไรทั้งฝ่ายอาศัยกามและฝ่ายอาศัยวิปัสสนา
  15. หน้า ๕๗–๕๙ ภิกขุสูตร ปุพพสูตร และญาณสูตร: สรุปหลักเวทนา เหตุเกิด และความดับ กลุ่มพระสูตรสั้นในวรรคที่ ๓ ทวนหลักเดียวกันซ้ำในหลายบริบท คือภิกษุทูลถาม พระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงสมัยก่อนตรัสรู้ที่ทรงคิดค้นเรื่องเวทนาด้วยพระองค์เอง และตรัสว่าจักษุญาณปัญญาเกิดขึ้นแก่พระองค์เป็นครั้งแรกในธรรมที่ไม่เคยฟังมาก่อน ล้วนสรุปว่าเวทนามี ๓ เกิดเพราะผัสสะ ดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับ ตัณหาเป็นเหตุเกิด และการละฉันทราคะเป็นอุบายสลัดออก
  16. หน้า ๖๐–๖๑ เวทนา ๓ กับเกณฑ์ความเป็นสมณพราหมณ์ที่แท้จริง ชุดพระสูตรสั้นในเวทนาสังยุต ตั้งแต่ปุพพสูตร ญาณสูตร ภิกขุสูตร จนถึงสมณพราหมณสูตร ๓ สูตร แสดงเวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ โดยอธิบายเหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และทางออกจากเวทนาแต่ละอย่าง พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าทรงพิจารณาเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ และทรงชี้ว่าผู้ใดไม่รู้แจ้งเวทนาทั้งสามตามความเป็นจริง ยังเรียกว่าสมณะหรือพราหมณ์แท้ไม่ได้ ต้องรู้แจ้งจึงจะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณพราหมณ์ได้ด้วยปัญญาเอง
  17. หน้า ๖๒–๖๕ นิรามิสสูตร: ปีติ สุข อุเบกขา และวิโมกข์ระดับต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไล่ระดับปีติ สุข อุเบกขา และวิโมกข์ออกเป็นสามชั้น คือมีอามิส (อาศัยกามคุณ ๕) ไม่มีอามิส (เกิดจากฌาน) และไม่มีอามิสยิ่งกว่า (เกิดแก่พระขีณาสพผู้พิจารณาจิตที่หลุดพ้นจากราคะโทสะโมหะ) อรรถกถาอุปมาปีติที่ประณีตที่สุดเหมือนคนรับใช้สนิทของพระราชาที่มีอำนาจเหนือกว่าเศรษฐีแม้ตำแหน่งต่ำกว่า สะท้อนว่าความสุขทางจิตที่ประกอบด้วยปัญญาย่อมประเสริฐกว่าความสุขทางโลกเสมอ จบท้ายด้วยการสรุปเวทนาสังยุตทั้งหมด
  18. หน้า ๖๖–๖๙ มาตุคามสังยุต: คุณสมบัติที่ถูกใจบุรุษ และทุกข์เฉพาะของสตรี เริ่มมาตุคามสังยุตด้วยอมนาปสูตรและมนาปสูตร แสดงองค์ ๕ ที่ทำให้สตรีหรือบุรุษเป็นที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจกันและกัน คือรูป โภคทรัพย์ มารยาท ความขยัน และการมีบุตร จากนั้นอาเวณิกสูตรแสดงทุกข์ ๕ ประการที่สตรีต้องเสวยเฉพาะตัวโดยบุรุษไม่ต้องประสบ ได้แก่ การจากญาติไปอยู่สกุลผัว การมีระดู การมีครรภ์ การคลอดบุตร และการต้องปรนนิบัติสามี สะท้อนมุมมองต่อสภาพชีวิตสตรีในสังคมครั้งพุทธกาล
  19. หน้า ๗๐–๗๖ ธรรมฝ่ายดำที่นำสตรีไปสู่อบาย มาตุคามสูตรแสดงว่าสตรีที่ใจถูกความตระหนี่ครอบงำยามเช้า ริษยายามเที่ยง และกามราคะครอบงำยามเย็น เมื่อตายย่อมเข้าถึงอบาย ต่อด้วยชุดพระสูตรที่พระอนุรุทธะทูลถามหลังเห็นด้วยทิพยจักษุว่าสตรีตกนรก พระพุทธเจ้าตรัสว่าสตรีผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริโอตตัปปะ ประกอบด้วยความโกรธ ริษยา ตระหนี่ ประพฤตินอกใจ ทุศีล สุตะน้อย เกียจคร้าน หรือหลงลืมสติ ร่วมกับปัญญาทราม ย่อมเข้าถึงอบายเมื่อตาย จบเปยยาลวรรคที่ ๑
  20. หน้า ๗๗–๗๙ ธรรมฝ่ายขาวที่นำสตรีไปสู่สุคติ เปยยาลวรรคที่ ๒ กลับด้านจากวรรคก่อน พระอนุรุทธะทูลถามอีกครั้งหลังเห็นสตรีไปสุคติโลกสวรรค์ด้วยทิพยจักษุ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสตรีที่มีศรัทธา มีหิริโอตตัปปะ ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่ประพฤตินอกใจ มีศีล มีสุตะมาก ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น ประกอบกับมีปัญญา ย่อมเข้าถึงสุคติเมื่อตาย ปิดท้ายด้วยปัญจสีลสูตรที่ย้ำว่าการรักษาศีล ๕ ก็เป็นเหตุให้ถึงสุคติได้เช่นกัน
  21. หน้า ๘๐–๘๗ กำลัง ๕ ประการของสตรีในการครองเรือน มาตุคามพลวรรคที่ ๓ แสดงกำลัง ๕ ของสตรี คือรูป โภคะ ญาติ บุตร และศีล ชี้ว่ากำลังคือศีลสำคัญที่สุด เพราะแม้ขาดกำลังอื่นญาติก็ไม่ทอดทิ้ง แต่ถ้าขาดศีลแม้มีกำลังอื่นครบก็ถูกขับออกจากตระกูล และเป็นเหตุเดียวที่นำไปสู่สุคติได้ ปิดท้ายวรรคด้วยฐานะ ๕ ที่หายากสำหรับสตรีไม่มีบุญ กับวัฑฒิสูตรที่แสดงธรรมเจริญ ๕ ของอริยสาวิกา คือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จบมาตุคามสังยุตทั้งหมด
  22. หน้า ๘๘–๙๐ ชัมพุขาทกสังยุต: นิพพานคืออะไร เริ่มชัมพุขาทกสังยุต ปริพาชกชัมพุขาทกผู้เป็นหลานพระสารีบุตรเข้าไปถามท่านว่านิพพานคืออะไร พระสารีบุตรตอบว่านิพพานคือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะ เมื่อถูกถามต่อถึงหนทางบรรลุ ท่านตอบว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ ปริพาชกชื่นชมว่าเป็นมรรคาที่ดีเพียงพอแก่ความไม่ประมาท อรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมว่านิพพานไม่ใช่เพียงความสิ้นกิเลส แต่เป็นสภาวธรรมที่ไม่มีรูปซึ่งกิเลสมีราคะเป็นต้นสิ้นไปเพราะอาศัย
  23. หน้า ๙๑–๙๕ ปัญหาเรื่องอรหัต ธรรมวาที และจุดมุ่งหมายของการบวช ปริพาชกชัมพุขาทกถามพระสารีบุตรต่อเนื่องด้วยรูปแบบคำถามซ้ำ ถามว่าอรหัตคืออะไร (คือความสิ้นราคะโทสะโมหะเช่นกัน) ใครเป็นธรรมวาทีและผู้ปฏิบัติดีในโลก (ผู้แสดงและปฏิบัติเพื่อละกิเลสสามอย่างนี้) ท่านบวชเพื่ออะไร (เพื่อกำหนดรู้ทุกข์) และความหมายของผู้ถึงความโล่งใจและโล่งใจอย่างยิ่ง (คือรู้แจ้งความเกิดดับคุณโทษของผัสสายตนะ ๖) ทุกคำตอบลงท้ายด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางปฏิบัติ
  24. หน้า ๙๖–๙๙ ปัญหาเรื่องเวทนา อาสวะ อวิชชา และตัณหา ปริพาชกชัมพุขาทกถามพระสารีบุตรต่อเนื่องถึงความหมายของเวทนา ๓ (สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) อาสวะ ๓ (กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ) อวิชชา (ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔) และตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) แต่ละหัวข้อจบด้วยคำถามถึงหนทางละหรือกำหนดรู้ธรรมนั้น ซึ่งพระสารีบุตรตอบตรงกันทุกครั้งว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ แสดงให้เห็นว่ามรรคเดียวนี้ครอบคลุมการแก้ปัญหากิเลสทุกประเภท
  25. หน้า ๑๐๐–๑๐๕ ปัญหาเรื่องโอฆะ อุปาทาน ภพ ทุกข์ สักกายะ และสิ่งที่ทำได้ยากในธรรมวินัย บทสนทนาต่อเนื่องระหว่างปริพาชกชัมพุขาทกกับพระสารีบุตรครอบคลุมโอฆะ ๔ อุปาทาน ๔ ภพ ๓ สภาพทุกข์ ๓ และสักกายะ (คืออุปาทานขันธ์ ๕) ปิดท้ายด้วยทุกกรปัญหาสูตรที่ถามว่าอะไรทำได้ยากในธรรมวินัยนี้ พระสารีบุตรตอบเป็นลำดับว่า การบรรพชายาก ความยินดียิ่งในบรรพชายากกว่า และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมยากที่สุด แต่ถ้าทำได้ก็จะบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน จบชัมพุขาทกสังยุต
  26. หน้า ๑๐๖–๑๐๗ สามัณฑกสังยุต: ปริพาชกอีกท่านถามปัญหาเดียวกัน ปริพาชกชื่อสามัณฑกะเข้าไปหาพระสารีบุตรที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้เมืองอุกกเจลา แคว้นวัชชี และถามคำถามชุดเดียวกันกับปริพาชกชัมพุขาทก เริ่มจากนิพพานคืออะไรไปจนถึงสิ่งที่ทำได้ยากในธรรมวินัย พระสารีบุตรตอบด้วยเนื้อความอย่างเดียวกันทุกประการ อรรถกถาระบุว่าให้ถือเนื้อความตามนัยเดียวกับชัมพุขาทกสังยุตที่ผ่านมา แสดงว่าคำสอนหลักเรื่องนิพพานและมรรคเป็นสัจธรรมที่ตอบเหมือนกันไม่ว่าผู้ถามจะเป็นใคร
  27. หน้า ๑๐๘–๑๑๑ โมคคัลลานสังยุต: พระพุทธเจ้าเสด็จเตือนพระโมคคัลลานะเรื่องฌาน พระมหาโมคคัลลานะเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่าขณะหลีกเร้นเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน และตติยฌานตามลำดับ ทุกครั้งจิตยังฟุ้งซ่านไปด้วยสัญญามนสิการเกี่ยวกับฌานขั้นก่อนหน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาหาด้วยฤทธิ์ทุกครั้งเพื่อตรัสเตือนไม่ให้ประมาทและให้ตั้งจิตมั่นในฌานนั้น หลังจากนั้นพระโมคคัลลานะจึงเข้าฌานได้สำเร็จอย่างมั่นคง แสดงให้เห็นว่าแม้พระอัครสาวกก็ยังต้องอาศัยคำเตือนของพระศาสดาในการฝึกจิต
  28. หน้า ๑๑๒–๑๑๔ จตุตถฌานและอรูปฌานขั้นต้นของพระโมคคัลลานะ เรื่องราวรูปแบบเดียวกันดำเนินต่อไปกับจตุตถฌาน (ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์) อากาสานัญจายตนฌาน (คำนึงว่าอากาศหาที่สุดมิได้) และวิญญาณัญจายตนฌาน (คำนึงว่าวิญญาณหาที่สุดมิได้) ทุกขั้นพระโมคคัลลานะยังมีจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ของฌานก่อนหน้า จนพระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตรัสเตือนให้ตั้งจิตมั่นในฌานนั้นทุกครั้ง สะท้อนลำดับการฝึกจิตจากรูปฌานสู่อรูปฌานอย่างเป็นขั้นตอน
  29. หน้า ๑๑๕–๑๑๖ อรูปฌานขั้นสูงสุดของพระโมคคัลลานะ ต่อเนื่องจากอรูปฌานก่อนหน้า พระโมคคัลลานะเล่าประสบการณ์เข้าอากิญจัญญายตนฌาน (คำนึงว่าไม่มีสิ่งใดหน่อยหนึ่ง) และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (ฌานขั้นสูงสุดที่ล่วงอากิญจัญญายตนฌาน) โดยยังพบว่าจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ฌานก่อนหน้าทุกครั้ง จนพระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตรัสเตือนเช่นเดิม แสดงว่าแม้ฌานขั้นสูงสุดก็ยังต้องอาศัยความไม่ประมาทและการตั้งจิตมั่นอย่างต่อเนื่องจึงจะสำเร็จ
  30. หน้า ๑๑๗ อรูปฌานที่ ๓-๔ และอนิมิตตเจโตสมาธิ: ปัญหาสูตรของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะเล่าประสบการณ์เข้าอรูปฌานขั้นที่ ๓-๔ คืออากิญจัญญายตนฌานและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามด้วยอนิมิตตเจโตสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีนิมิต) ทุกครั้งที่จิตเริ่มฟุ้งซ่านกลับไปหาอารมณ์เดิม พระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตักเตือนมิให้ประมาทและให้ตั้งจิตมั่นในฌานนั้นต่อไป แสดงถึงความละเอียดอ่อนของการรักษาสมาธิขั้นสูงแม้สำหรับพระอัครสาวก
  31. หน้า ๑๑๘–๑๒๘ อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตร และสักกสูตร: ท้าวสักกะเข้าเฝ้าพระมหาโมคคัลลานะซ้ำหลายครั้ง อรรถกถาเปรียบวิปัสสนาญาณที่แก่กล้าเกินไปเหมือนช่างตัดไม้ที่มัวดูคมขวานจนงานไม่สำเร็จ จากนั้นเป็นสักกสูตร ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมเทวดาหลายระลอก ตั้งแต่ ๕๐๐ ถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ เข้าเฝ้าพระมหาโมคคัลลานะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังธรรมเรื่องความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะพอใจ ซึ่งทำให้ครอบงำเทวดาอื่นด้วยฐานะทิพย์ ๑๐ ประการ ปิดท้ายด้วยจันทนสูตรกล่าวถึงเทพบุตรอีก ๕ องค์โดยย่อ แล้วจบโมคคัลลานสังยุตทั้งหมด
  32. หน้า ๑๒๙–๑๓๕ เริ่มจิตตคหปติปุจฉาสังยุต: สังโยชนสูตร (อุปมาโคดำโคขาว) และปฐมอิสิทัตตสูตร เริ่มสังยุตใหม่ว่าด้วยจิตตคฤหบดี อุบาสกผู้ทรงปัญญาแก้ข้อสงสัยพระภิกษุ เรื่องแรกคือสังโยชน์กับสังโยชนียธรรมต่างกันหรือไม่ จิตตคฤหบดีอุปมาด้วยโคดำโคขาวผูกเชือกเดียวกัน ชี้ว่าอายตนะภายในภายนอกไม่ใช่เครื่องผูก แต่ฉันทราคะที่เกิดจากทั้งสองต่างหากคือเครื่องติด จากนั้นพระอิสิทัตตะผู้บวชใหม่สุดในหมู่ตอบปัญหาเรื่องความต่างแห่งธาตุ ๑๘ อย่าง หลังพระเถระผู้ใหญ่นิ่งเงียบไม่กล้าตอบ
  33. หน้า ๑๓๖–๑๔๑ ทุติยอิสิทัตตสูตร: ทิฏฐิ ๖๒ สักกายทิฏฐิ และพระอิสิทัตตะคือเพื่อนเก่าของจิตตคฤหบดี จิตตคฤหบดีถามพระอิสิทัตตะว่าเมื่อใดทิฏฐิ ๖๒ (โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ) จึงเกิดมีหรือไม่มี ท่านตอบว่าทิฏฐิเหล่านี้เกิดจากสักกายทิฏฐิคือการยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตน อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมไม่เห็นขันธ์โดยความเป็นตนจึงไม่มีสักกายทิฏฐิ ตอนท้ายจิตตคฤหบดีสังเกตว่าพระอิสิทัตตะคือเพื่อนเก่าที่บวชจากอวันตีชนบท จึงนิมนต์ให้อยู่จำพรรษาบำรุงด้วยปัจจัยสี่ แต่ท่านออกเดินทางจากไปไม่กลับมาอีกเลย
  34. หน้า ๑๔๒–๑๔๔ มหกสูตร: พระมหกะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์บันดาลลมฝนและไฟ จิตตคฤหบดีถวายภัตตาหารแด่หมู่ภิกษุที่โรงโค ขณะเดินทางกลับอากาศร้อนจัดจนภิกษุเหมือนจะเปื่อย พระมหกะผู้บวชใหม่สุดจึงบันดาลฤทธิ์ให้ลมเย็น แดดอ่อน ฝนโปรยเบาๆ ต่อมาจิตตคฤหบดีขอชมฤทธิ์เพิ่ม พระมหกะจึงบันดาลไฟลอดช่องหน้าต่างไหม้ฟ่อนหญ้าโดยไม่ไหม้ผ้าห่มที่ปูรองไว้ จิตตคฤหบดีตกใจขนลุก หลังจากนั้นพระมหกะก็ออกเดินทางจากไปไม่กลับมาอีกเช่นเดียวกับพระอิสิทัตตะ
  35. หน้า ๑๔๕–๑๔๘ ปฐมกามภูสูตร: จิตตคฤหบดีตีความคาถา "รถแห่งร่างกาย" พระกามภูยกคาถาพุทธพจน์ "รถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลาเดียว..." ให้จิตตคฤหบดีอธิบาย คฤหบดีตีความทีละคำอย่างลึกซึ้งว่า ไม่มีโทษคือศีล หลังคาขาวคือวิมุตติ เพลาเดียวคือสติ รถคือร่างกาย ทุกข์คือราคะโทสะโมหะที่พระขีณาสพละได้แล้ว ถึงที่หมายคือพระอรหันต์ กระแสตัณหาขาดและไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน พระกามภูชื่นชมว่าปัญญาของคฤหบดีหยั่งถึงพุทธพจน์อันลึกซึ้งได้เอง
  36. หน้า ๑๔๙–๑๕๘ ทุติยกามภูสูตร: สังขาร ๓ และสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ จิตตคฤหบดีไล่ถามพระกามภูเรื่องสังขาร ๓ (กายสังขารคือลมหายใจ วจีสังขารคือวิตกวิจาร จิตตสังขารคือสัญญาเวทนา) แล้วลึกลงไปถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ลำดับการดับเมื่อเข้านิโรธ (วจี-กาย-จิต) และการเกิดเมื่อออก (จิต-กาย-วจี) ต่างจากคนตายตรงที่อายุไออุ่นและอินทรีย์ยังผ่องใส อรรถกถาขยายความละเอียดถึงนิโรธสมาบัติ ผัสสะ ๓ (สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ) ที่ถูกต้องภิกษุผู้ออกจากนิโรธ
  37. หน้า ๑๕๙–๑๖๔ โคทัตตสูตร: เจโตวิมุตติ ๔ ประการ มีอรรถต่างกันหรือเหมือนกัน พระโคทัตตะถามจิตตคฤหบดีว่าเจโตวิมุตติ ๔ แบบ คืออัปปมาณา อากิญจัญญา สุญญตา และอนิมิตตา มีความหมายต่างกันหรือเหมือนกัน คฤหบดีตอบว่ามีทั้งสองนัย โดยองค์ธรรม (พรหมวิหาร อรูปฌาน วิปัสสนา) ต่างกันตามภูมิและอารมณ์ แต่โดยที่สุดคืออรหัตตผลหรือเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ ซึ่งว่างจากราคะโทสะโมหะเหมือนกันทั้งหมด จึงมีอรรถเดียวกันคือนิพพาน ต่างกันเพียงพยัญชนะที่ใช้เรียก
  38. หน้า ๑๖๕–๑๗๑ นิคัณฐสูตรและอเจลสูตร: เอาชนะวาทะนิครนถ์ และโปรดอเจลกัสสปให้บวชจนบรรลุอรหัตต์ นิครนถนาฏบุตรถามจิตตคฤหบดีเรื่องสมาธิไร้วิตกวิจาร คฤหบดีตอบตามประสบการณ์ฌานจริงของตน ทำให้นิครนถ์กลับคำจนเสียหน้า คฤหบดีจึงทิ้งปัญหา ๑๐ ข้อให้คิดแล้วจากไป ต่อมาอเจลกัสสปเพื่อนเก่าซึ่งบวชนอกศาสนา ๓๐ ปีแต่ไม่ได้อุตตริมนุสสธรรมใดเลย ได้ฟังคฤหบดีเล่าว่าแม้เป็นคฤหัสถ์ก็เข้าฌาน ๔ ได้ จึงเกิดศรัทธาขอบวชในพระธรรมวินัยและไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล
  39. หน้า ๑๗๒–๑๗๖ จบอรรถกถาอเจลสูตร และคิลานสูตร: จิตตคฤหบดีป่วยหนักถึงมรณกาล ตอนจบอรรถกถาอเจลสูตรอธิบายศัพท์เรื่องนักบวชเปลือยกาย ตามด้วยคิลานสูตร เมื่อจิตตคฤหบดีป่วยหนักใกล้ตาย เทพยดาที่สิงในสวนป่าและต้นไม้มาเชิญชวนให้ตั้งความปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในภพหน้า แต่ท่านเห็นว่าแม้ความเป็นเช่นนั้นก็ไม่เที่ยงจึงปฏิเสธ แล้วสั่งสอนญาติมิตรให้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และรู้จักแบ่งปันทานก่อนท่านจะถึงแก่กรรม ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้งหมดในจิตตคหปติสังยุต
  40. หน้า ๑๗๗–๑๗๘ จัณฑสูตร: เหตุที่ทำให้คนเป็นคนดุหรือคนสงบเสงี่ยม นายจัณฑคามณีทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรเป็นเหตุให้คนบางคนถูกเรียกว่าคนดุ และบางคนถูกเรียกว่าคนสงบเสงี่ยม พระองค์ตรัสตอบว่าขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นละราคะ โทสะ โมหะได้แล้วหรือยัง ผู้ที่ยังละไม่ได้เมื่อถูกยั่วยุจะแสดงความโกรธออกมาจึงถูกนับว่าดุ ส่วนผู้ที่ละกิเลสเหล่านี้ได้แล้วแม้ถูกยั่วยุก็ไม่โกรธ จึงนับว่าเป็นคนสงบเสงี่ยม นายจัณฑคามณีเลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์
  41. หน้า ๑๗๙–๑๘๓ ตาลปุตตสูตร: นักแสดงตาลบุตรกับมิจฉาทิฏฐิเรื่องสวรรค์เทวดาผู้ร่าเริง อรรถกถาจัณฑสูตร ตามด้วยตาลปุตตสูตร นักแสดงชื่อตาลบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าสามครั้งว่าผู้ทำให้คนหัวเราะสนุกสนานในโรงมหรสพเมื่อตายแล้วจะไปเกิดเป็นสหายเทวดาผู้ร่าเริงจริงหรือไม่ พระองค์ทรงห้ามไม่ให้ถามก่อนจะเฉลยว่าความเชื่อนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะนักแสดงเองมัวเมาประมาทและปลุกเร้ากิเลสแก่คนดู ตายแล้วกลับไปเกิดในนรกชื่อปหาสะ ตาลบุตรร้องไห้เสียใจที่ถูกครูอาจารย์หลอกมานาน แล้วขอบวชจนบรรลุอรหัตผล
  42. หน้า ๑๘๔–๑๘๖ โยธาชีวสูตรและหัตถาโรหสูตร: นักรบอาชีพและนายทหารช้างตายในสนามรบ โยธาชีวสูตร นักรบอาชีพทูลถามทำนองเดียวกันว่าผู้ที่ตายขณะสู้รบอย่างกล้าหาญจะไปเกิดเป็นสหายเทวดาเหล่าสรชิตหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าจิตของนักรบขณะนั้นมุ่งร้ายปรารถนาให้ฝ่ายตรงข้ามตายจึงเป็นอกุศล ตายแล้วย่อมเข้าถึงนรกสรชิต ความเชื่อว่าจะได้ไปสวรรค์เป็นมิจฉาทิฏฐิ นักรบเสียใจร้องไห้แล้วขอถึงไตรสรณคมน์ ตามด้วยหัตถาโรหสูตรซึ่งย่อเรื่องเดียวกันสำหรับนายทหารช้าง
  43. หน้า ๑๘๗–๑๘๙ อัสสาโรหสูตรและเริ่มภูมกสูตร: นายทหารม้าและปัญหาเรื่องสวรรค์ด้วยการสวดอ้อนวอน อัสสาโรหสูตร นายทหารม้าทูลถามปัญหาเดียวกับนักรบอาชีพและนายทหารช้าง คือตายขณะรบจะได้ไปเกิดเป็นสหายเทวดาเหล่าสรชิตหรือไม่ พระพุทธเจ้าตอบเช่นเดิมว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินำไปนรกเพราะจิตมุ่งร้ายขณะสู้รบ นายทหารม้าเสียใจแล้วขอถึงไตรสรณคมน์ อรรถกถาสรุปว่าสูตรที่ ๔ และ ๕ มีนัยเดียวกัน จากนั้นเริ่มภูมกสูตรที่นายบ้านอสิพันธกบุตรถามว่าพระพุทธเจ้าทรงช่วยสัตว์โลกไปสวรรค์ได้ทั้งหมดหรือไม่
  44. หน้า ๑๙๐–๑๙๓ ภูมกสูตร: ก้อนหินจมน้ำกับน้ำมันลอยน้ำ อุปมาผลกรรมที่แท้จริง ภูมกสูตร อสิพันธกบุตรถามว่าพราหมณ์อ้างว่าสวดอ้อนวอนพาสัตว์ตายขึ้นสวรรค์ได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบผู้ทำบาปแม้มีคนมาสวดอ้อนวอนขอให้ไปสวรรค์ก็ไม่พ้นอบาย เหมือนก้อนหินที่โยนลงน้ำจะไม่มีวันลอยขึ้นแม้คนจะอ้อนวอนเท่าใด ส่วนผู้ทำความดีแม้มีคนแช่งขอให้ตกนรกก็ยังไปสวรรค์ได้ เหมือนน้ำมันในหม้อที่ทุบแล้วย่อมลอยน้ำเสมอ แสดงว่าผลกรรมเป็นไปตามการกระทำ ไม่ใช่ตามคำอธิษฐานของผู้อื่น
  45. หน้า ๑๙๔–๑๙๗ เทศนาสูตร: อุปมานาสามชนิดและขวดน้ำสามใบกับลำดับการแสดงธรรม เทศนาสูตร อสิพันธกบุตรสงสัยว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์ทั่วหน้าจึงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น พระองค์ทรงเปรียบด้วยชาวนาหว่านพืชในนาดีก่อนแล้วจึงหว่านนาปานกลางและนาเลว และเปรียบด้วยขวดน้ำสามใบ ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุภิกษุณีก่อนเพราะพึ่งพระองค์อยู่ ต่อมาแก่อุบาสกอุบาสิกา และสุดท้ายแก่เดียรถีย์ แต่แท้จริงพระองค์ทรงแสดงธรรมด้วยความเคารพเสมอกันทุกบริษัท
  46. หน้า ๑๙๘–๒๐๓ อสังขาสูตรตอนต้น: หักล้างคำสอนนิครนถ์เรื่องกรรมมากนำไปนรกเสมอ อสังขาสูตรตอนต้น อสิพันธกบุตรซึ่งเดิมเป็นสาวกนิครนถ์เล่าคำสอนของนิครนถ์นาฏบุตรว่าผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม หรือพูดเท็จ ต้องตกนรกทั้งหมดเสมอ พระพุทธเจ้าทรงซักถามจนพบว่าคำสอนนี้ขัดแย้งในตัวเอง เพราะคนทำบาปเหล่านี้เป็นครั้งคราวมากกว่าที่ไม่ทำ หากเป็นจริงตามคำนิครนถ์ก็ไม่มีใครพ้นนรกได้ พระองค์จึงทรงแสดงว่าพระองค์เองสอนให้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และมุสาวาทแทน
  47. หน้า ๒๐๔–๒๐๗ อสังขาสูตรตอนปลาย: สาวกละบาปด้วยปัญญา และการเจริญพรหมวิหารสี่ อสังขาสูตรตอนปลาย สาวกที่เลื่อมใสพระพุทธเจ้าเมื่อพิจารณาเห็นโทษของบาปที่เคยทำ ย่อมสำนึกและตั้งใจงดเว้นได้จริง ต่างจากสาวกนิครนถ์ที่ติดอยู่ในความเชื่อเดิมจนเหมือนถูกขังในนรก จากนั้นทรงแสดงอริยสาวกผู้ปราศจากอภิชฌาพยาบาท เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแผ่ไปทั่วทุกทิศอย่างไพบูลย์ไม่มีประมาณ เปรียบดังเสียงสังข์ของผู้มีกำลังที่ดังไปได้ทั่วทั้งสี่ทิศโดยไม่ยาก
  48. หน้า ๒๐๘–๒๑๑ กุลสูตร: เหตุปัจจัย ๘ ประการที่ทำให้ตระกูลคับแค้น กุลสูตร ขณะเกิดทุพภิกขภัยที่นาฬันทคาม นิครนถ์นาฏบุตรยุยงให้อสิพันธกบุตรไปกล่าวหาพระพุทธเจ้าว่าพาภิกษุสงฆ์จำนวนมากมาเที่ยวบิณฑบาตซ้ำเติมความอดอยากของชาวบ้านจนทำให้ตระกูลคับแค้น พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าตลอด ๙๑ กัปไม่เคยเบียดเบียนตระกูลใด และทรงแสดงเหตุปัจจัย ๘ ประการที่แท้จริงทำให้ตระกูลคับแค้น เช่น ภัยจากพระราชา โจร ไฟ น้ำ และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  49. หน้า ๒๑๒–๒๑๕ มณิจูฬกสูตร: ทองและเงินไม่สมควรแก่สมณศากยบุตร มณิจูฬกสูตร ขณะราชบริษัทถกเถียงกันว่าสมณศากยบุตรควรรับทองเงินได้หรือไม่ นายบ้านมณิจูฬกะยืนยันว่าไม่ควรรับแต่ไม่มีใครเชื่อ จึงมาทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับรองว่าถูกต้อง เพราะผู้ใดยินดีทองเงินก็ย่อมยินดีในกามคุณห้าไปด้วย ซึ่งไม่ใช่กิจของสมณะ พระองค์เพียงอนุญาตให้ภิกษุแสวงหาปัจจัยที่จำเป็น เช่น หญ้ามุงหลังคา ไม้ซ่อมกุฏิ หรือแรงงานช่วยงาน แต่ไม่เคยอนุญาตให้แสวงหาทองเงินด้วยเหตุใดเลย
  50. หน้า ๒๑๖–๒๑๙ คันธภกสูตร: ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง คันธภกสูตร นายบ้านคันธภกะทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงเหตุเกิดและดับแห่งทุกข์โดยใช้ปัจจุบันเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงถามว่าเขาโศกเศร้าเพราะคนในหมู่บ้านตายหรือไม่ เขาตอบว่าโศกเฉพาะคนที่เขามีฉันทราคะด้วย เช่น บุตรชายชื่อจิรวาสีที่เขาเป็นห่วงกังวลอยู่เสมอแม้ยังมีชีวิต ทรงสรุปว่าทุกข์ทุกชนิดไม่ว่าอดีตหรืออนาคตล้วนมีฉันทะความติดใจพอใจเป็นมูลเหตุ หากไม่มีฉันทะก็ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น
  51. หน้า ๒๒๐–๒๒๘ ราสิยสูตรตอนต้น: มัชฌิมาปฏิปทา และบุคคลผู้บริโภคกามหลายจำพวก ราสิยสูตรตอนต้น นายบ้านราสิยะทูลถามว่าจริงหรือที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียนผู้บำเพ็ญตบะทุกคน พระองค์ตรัสว่าไม่จริง แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาที่เว้นจากส่วนสุดสองทาง คือการหมกมุ่นในกามสุขและการทรมานตนให้ลำบากเปล่า ได้แก่อริยมรรคมีองค์แปด จากนั้นทรงจำแนกบุคคลผู้บริโภคกามหลายจำพวกตามวิธีแสวงหาทรัพย์ การใช้จ่ายเลี้ยงตน และการให้ทาน ว่าควรถูกติเตียนหรือสรรเสริญกี่สถานตามความประพฤติของแต่ละคน
  52. หน้า ๒๒๙–๒๓๓ ราสิยสูตรตอนปลาย: ผู้บำเพ็ญตบะเศร้าหมองสามจำพวก และธรรมที่พึงเห็นเอง ราสิยสูตรตอนปลาย ทรงจำแนกผู้บำเพ็ญตบะทรงชีพอย่างเศร้าหมองสามจำพวกตามผลที่ได้ คือไม่บรรลุอะไรเลย บรรลุกุศลธรรมแต่ยังไม่ถึงญาณทัสสนะวิเศษ หรือบรรลุครบถ้วน แต่ละพวกควรถูกติเตียนหรือสรรเสริญต่างกัน จากนั้นทรงแสดงธรรมสามอย่างที่บุคคลพึงเห็นได้ด้วยตนเอง คือเมื่อยังมีราคะ โทสะ โมหะ ย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่น แต่เมื่อละได้แล้วย่อมไม่คิดเบียดเบียนอีก ปิดท้ายด้วยอรรถกถาราสิยสูตร
  53. หน้า ๒๓๔–๒๔๔ ปาฏลิยสูตร ตอนต้น: ทรงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องมายา และโทษของการพูดเท็จ นายบ้านปาฏลิยะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องข่าวลือว่าทรงรู้จักมายา (เล่ห์กล) พระองค์ทรงอธิบายว่าทรงรู้ชัดทั้งมายา ผลของมายา และผลของอกุศลกรรมต่างๆ รวมถึงการพูดเท็จ โดยยกตัวอย่างคนที่ถูกจับได้ว่าพูดเท็จ ทำโจรกรรม ถูกสังคมประณามและลงโทษต่อหน้าธารกำนัลหลายเรื่อง เพื่อชี้ให้ปาฏลิยะเห็นว่าคนพูดเท็จเป็นคนทุศีล มีความเห็นผิด ไม่สมควรเลื่อมใส
  54. หน้า ๒๔๕–๒๕๗ ปาฏลิยสูตร ตอนปลาย: วาทะศาสดา ๔ ท่าน และธรรมสมาธิแก้ความสงสัย ปาฏลิยะเล่าเรื่องศาสดา ๔ ท่านซึ่งมีวาทะขัดแย้งกันเรื่องผลของกรรม บ้างว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล บ้างว่ามีผล ทำให้เกิดความสงสัยว่าใครพูดจริง พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีแก้สงสัยด้วย "ธรรมสมาธิ" คือเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอย่างไพบูลย์ก่อน แล้วพิจารณาว่าไม่ว่าคำสอนฝ่ายใดจริง ตนก็ได้ประโยชน์แน่นอนเพราะไม่เบียดเบียนใคร ปาฏลิยะเลื่อมใสถึงไตรสรณคมน์ จบปาฏลิยสูตรและจบคามณิสังยุต
  55. หน้า ๒๕๘–๒๕๙ อรรถกถาปาฏลิยสูตร และปิดท้ายอรรถกถาคามณิสังยุต อรรถกถาไขความศัพท์ในปาฏลิยสูตร เช่นคำว่ามาลีกุณฑลี (ประดับดอกไม้ใส่ตุ้มหู) และอธิบายความหมายของธรรมสมาธิว่าคือความแน่วแน่ของจิตที่เกิดจากการเจริญพรหมวิหารเพื่อระงับความสงสัยในเรื่องกรรมและผลของกรรม ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๓ สูตรในคามณิสังยุต แล้วประกาศจบอรรถกถาคามณิสังยุต
  56. หน้า ๒๖๐–๒๖๒ อสังขตสังยุต วรรคที่ ๑: อสังขตะ (นิพพาน) และทางที่จะให้ถึง พระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงอสังขตสังยุต โดยนิยามว่า "อสังขตะ" (สภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง คือนิพพาน) ได้แก่ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ส่วน "ทางที่จะให้ถึงอสังขตะ" ได้แก่การเจริญกายคตาสติและสมถะวิปัสสนา ทรงแสดงสูตรลักษณะเดียวกันซ้ำหลายครั้งด้วยทางปฏิบัติต่างชื่อกัน เพื่อชี้ว่าล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวกันคือนิพพาน
  57. หน้า ๒๖๓–๒๗๖ อสังขตสังยุต วรรคที่ ๒: ไล่เรียงคำไวพจน์ของนิพพานกว่า ๓๐ ชื่อ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวรรคที่ ๒ ของอสังขตสังยุตด้วยรูปแบบเดียวกันซ้ำๆ คือตรัสถึงทางปฏิบัติที่นำไปสู่อสังขตะด้วยหมวดธรรมต่างๆ เช่น สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ พร้อมทั้งไล่เรียงคำไวพจน์เรียกนิพพานกว่า ๓๐ ชื่อ เช่น อนันตะ อนาสวะ สัจจะ ปาระ นิปุณะ เขมะ วิราคะ ทีปะ เลณะ ตาณะ สรณะ เพื่อแสดงคุณลักษณะหลากหลายของนิพพานซึ่งเป็นสภาวะเดียวกัน
  58. หน้า ๒๗๗–๒๗๙ อรรถกถาอสังขตสังยุต และรายชื่อ ๓๓ สูตร, จบอสังขตสังยุต อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอสังขตสังยุต เช่นความหมายของฌานที่เพ่งอารมณ์กรรมฐาน ๓๘ ประการ และคำไวพจน์ต่างๆ ของนิพพาน ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๓๓ สูตรในอสังขตสังยุต เช่น อสังขตสูตร อันตสูตร นิพพานสูตร ทีปสูตร ปรายนสูตร แล้วประกาศ "จบ อสังขตสังยุต"
  59. หน้า ๒๘๐–๒๘๗ เขมาเถรีสูตร: อุปมามหาสมุทรตอบปัญหาที่ทรงไม่พยากรณ์ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปหาพระเขมาภิกษุณีทูลถามปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ คือสัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ พระเขมาเถรีทรงอุปมาด้วยมหาสมุทรว่าลึกประมาณมิได้ฉันใด พระตถาคตก็พ้นจากการบัญญัติด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฉันนั้น จึงกล่าวถึงพระองค์ในแง่เกิดอีกหรือไม่เกิดอีกไม่ได้ ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามเดียวกันด้วยถ้อยคำเดียวกันทุกประการ ยืนยันความสอดคล้องระหว่างพระศาสดากับสาวิกา
  60. หน้า ๒๘๘–๒๘๙ อรรถกถาอัพยากตสังยุตและเขมาเถรีสูตร อรรถกถาเปิดอัพยากตสังยุตและไขความในเขมาเถรีสูตร อธิบายว่าพระตถาคตทรงละรูปได้เด็ดขาดดุจตาลยอดด้วนถูกตัดราก จึงไม่อาจบัญญัติว่าเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกในลักษณะใดๆ ได้ เพราะพ้นจากขันธ์ทั้งห้าอันเป็นเหตุแห่งการบัญญัติสัตว์โดยสิ้นเชิง
  61. หน้า ๒๙๐–๒๙๖ อนุราธสูตร: ไม่พบตถาคตแม้ในปัจจุบันโดยขันธ์ ๕ ปริพาชกลัทธิอื่นถามพระอนุราธะว่าพระตถาคตหลังตายแล้วเป็นเช่นไรใน ๔ กรณี ท่านตอบว่าพระตถาคตทรงบัญญัตินอกเหนือจาก ๔ กรณีนั้น ทำให้ถูกปริพาชกตำหนิว่าตอบไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนพระอนุราธะว่าแม้ในปัจจุบันก็ไม่อาจชี้ตัวตถาคตได้แท้จริงโดยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นขันธ์เหล่านั้นเอง มีขันธ์เหล่านั้น อยู่ในขันธ์ หรือขันธ์อยู่ในตถาคต จึงยิ่งไม่ควรบัญญัติสภาพหลังสิ้นชีวิต
  62. หน้า ๒๙๗–๒๙๙ ปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตรและอรรถกถา: เหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์ พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรถึงเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์คำถามทั้ง ๔ เกี่ยวกับสัตว์หลังตาย พระสารีบุตรอธิบายว่าเป็นเพราะบุคคลยังยินดี หมกมุ่น ไม่เห็นความดับแห่งรูปนามตามความเป็นจริง ความเห็นเหล่านั้นจึงยังเกิดขึ้นได้อยู่ อรรถกถาต่อท้ายไขความศัพท์สั้นๆ ก่อนขึ้นสูตรถัดไป
  63. หน้า ๓๐๐–๓๐๓ ทุติย-ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร: สลับบทบาทถามตอบเหตุแห่งความไม่พยากรณ์ พระมหาโกฏฐิตะและพระสารีบุตรผลัดกันถามตอบซ้ำรูปแบบเดิมอีกสองครั้ง โดยขยายเหตุผลว่าความเห็นเรื่องสัตว์หลังตายเกิดจากความยินดีในภพ ยังไม่เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง แต่ละสูตรจบด้วย "จบ...โกฏฐิตสูตร" ตามลำดับที่ ๔ และ ๕ แสดงวิธีสอนแบบไล่เลียงเหตุปัจจัยอย่างเป็นระบบ
  64. หน้า ๓๐๔–๓๐๖ จตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร (ตอนจบ): ตัณหาเป็นรากเหง้าของทิฏฐิ พระมหาโกฏฐิตะอธิบายเพิ่มเติมแก่พระสารีบุตรว่าความเห็นทั้ง ๔ เกี่ยวกับสัตว์หลังตายจะไม่เกิดแก่ผู้ไม่ยินดีในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเห็นความดับแห่งขันธ์เหล่านั้นตามจริง แต่จะเกิดแก่ผู้ยังยินดีหมกมุ่นในภพ สรุปว่าตัณหาความยินดีในภพเป็นรากเหง้าของทิฏฐิเหล่านี้ จบสารีปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๖
  65. หน้า ๓๐๗–๓๑๑ โมคคัลลานสูตร: วัจฉโคตรถามปริศนาสิบเรื่องกับพระโมคคัลลานะ วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระมหาโมคคัลลานะด้วยปัญหาที่ยังไม่ยุติ ๑๐ ข้อ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันหรือไม่ สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ท่านตอบว่าล้วนเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ทั้งสิ้น เพราะปุถุชนยึดถือขันธ์ ๕ โดยความเป็นตน ขณะที่พระอรหันต์ไม่ยึดถือเช่นนั้นจึงไม่มีมูลฐานให้พยากรณ์
  66. หน้า ๓๑๒–๓๑๕ วัจฉสูตร: ทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรง คำตอบตรงกับพระโมคคัลลานะ วัจฉโคตรปริพาชกนำปัญหาเดิม ๑๐ ข้อไปทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรง ได้คำตอบไม่ทรงพยากรณ์เช่นเดียวกัน เมื่อถามเหตุผล พระองค์ตรัสว่าเพราะไม่ทรงเห็นรูปนามโดยความเป็นตนเหมือนปริพาชกลัทธิอื่น เมื่อวัจฉโคตรนำคำตอบไปเทียบกับพระโมคคัลลานะก็พบว่าตรงกันทุกถ้อยคำ แสดงความสอดคล้องระหว่างพระศาสดากับพระสาวก
  67. หน้า ๓๑๖–๓๑๘ กุตุหลสาลาสูตร: ทรงเหนือกว่าครูทั้ง ๖ และอุปมาไฟกับเชื้อ วัจฉโคตรทูลว่าครูทั้ง ๖ (ปูรณกัสสปะ มักขลิโคสาล ฯลฯ) ต่างพยากรณ์ที่เกิดของสาวกที่ตายไปแล้วได้ แต่พระพุทธเจ้ากลับไม่ทรงพยากรณ์เรื่องสัตว์หลังตาย พระองค์ทรงอธิบายด้วยอุปมาไฟที่ต้องมีเชื้อจึงลุกโพลง คนที่ยังมีอุปาทาน (ตัณหา) เปรียบเหมือนเชื้อไฟจึงบัญญัติการเกิดใหม่ได้ ส่วนผู้สิ้นอุปาทานแล้วไม่มีเชื้อให้บัญญัติการเกิดอีก
  68. หน้า ๓๑๙–๓๒๐ อานันทสูตร: เหตุที่ทรงนิ่งเมื่อถูกถามว่ามีอัตตาหรือไม่ เมื่อวัจฉโคตรทูลถามว่าอัตตามีอยู่หรือไม่มี พระพุทธเจ้าทรงนิ่งทั้งสองครั้ง ภายหลังทรงอธิบายแก่พระอานนท์ว่าหากตอบว่ามีอัตตาจะเข้าข้างสัสสตทิฏฐิ หากตอบว่าไม่มีอัตตาจะเข้าข้างอุจเฉททิฏฐิและซ้ำเติมความงมงายของวัจฉโคตรที่คิดว่าตนเคยมีอัตตาแล้วสูญไป การทรงนิ่งจึงเป็นอุบายหลีกเลี่ยงทิฏฐิสุดโต่งทั้งสองด้าน
  69. หน้า ๓๒๑–๓๒๓ สภิยสูตร: ถามพระสภิยกัจจานะ และปิดท้ายสฬายตนวรรคสังยุตทั้งวรรค วัจฉโคตรปริพาชกถามปัญหาสิบข้อเดิมกับพระสภิยกัจจานะ ได้รับคำตอบไม่ทรงพยากรณ์เหมือนทุกครั้ง เมื่อถามเหตุผล ท่านตอบว่าเมื่อเหตุปัจจัยของการบัญญัติสัตว์ดับหมดสิ้นแล้วก็ไม่มีทางบัญญัติได้อีก วัจฉโคตรชื่นชมคำตอบแม้ท่านบวชได้เพียง ๓ พรรษา จบสภิยสูตรและจบอัพยากตสังยุต ปิดท้ายด้วยรายชื่อสูตรและสังยุตทั้งหมดในสฬายตนวรรคสังยุต เป็นการจบวรรคใหญ่ทั้งวรรคอย่างเป็นทางการ