อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๕ · ๖๓๔ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๗๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๔ อนุพุทธสูตร: ธรรม ๔ ที่ต้องรู้แจ้งจึงพ้นสังสารวัฏ เปิดเล่มด้วยจตุกนิบาต ภัณฑคามวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่บ้านภัณฑคาม แคว้นวัชชี ว่าเพราะไม่รู้แจ้งธรรม ๔ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันเป็นอริยะ สัตว์จึงเวียนว่ายตายเกิดยาวนาน เมื่อพระองค์ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้แล้วจึงตัดตัณหาในภพและไม่ต้องเกิดอีก อรรถกถาขยายความศัพท์บาลีและอธิบายความแตกต่างระหว่างปรินิพพานครั้งแรก (ดับกิเลส) กับครั้งสุดท้าย (ดับขันธ์)
  2. หน้า ๕ ปปติตสูตร: ผู้ตกจากพระธรรมวินัยและผู้ไม่ตก พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ไม่มีอริยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ชื่อว่าตกจากพระธรรมวินัย ส่วนผู้มีธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่ตก คาถาท้ายสูตรเปรียบผู้ยังกำหนัดยินดีในกิเลสว่าต้องเวียนเกิดอีก อรรถกถาอธิบายว่าปุถุชนตกอยู่เสมอ พระอริยะระดับต้นตกในขณะเกิดกิเลส ส่วนพระขีณาสพเท่านั้นตั้งมั่นไม่ตกอีกเลย และไล่เรียงลำดับความสุขตั้งแต่สุขมนุษย์จนถึงสุขในนิพพาน
  3. หน้า ๖–๘ ปฐมขตสูตร: ธรรม ๔ ของคนพาลและบัณฑิต แสดงธรรม ๔ ที่ทำให้เป็นคนพาลได้บาปมาก คือ ชมคนควรติ ติคนควรชม เลื่อมใสในสิ่งไม่ควรเลื่อมใส และไม่เลื่อมใสในสิ่งควรเลื่อมใส ส่วนธรรมตรงข้ามทำให้เป็นบัณฑิตได้บุญมาก คาถาเตือนว่าการติเตียนพระอริยะด้วยวาจาร้ายกว่าการเสียทรัพย์หมดตัวจากการพนัน และให้ผลเป็นทุกข์ในนรกยาวนานนับไม่ถ้วน อรรถกถาไขความศัพท์นิรัพพุทะและอัพพุทะซึ่งเป็นหน่วยนับเวลาในนรก
  4. หน้า ๙–๑๐ ทุติยขตสูตร: ปฏิบัติผิด-ชอบในมารดาบิดาพระตถาคตและสาวก ผู้ปฏิบัติผิดในบุคคล ๔ ฐานะ คือ มารดา บิดา พระตถาคต และสาวกของพระตถาคต เป็นคนพาลได้บาปมาก ส่วนผู้ปฏิบัติชอบในบุคคลเหล่านี้เป็นบัณฑิตได้บุญมาก อรรถกถายกตัวอย่างบุคคลจริงประกอบ คือ นายมิตตวินทุกะปฏิบัติผิดในมารดา พระเจ้าอชาตศัตรูปฏิบัติผิดในบิดา เทวทัตปฏิบัติผิดในพระพุทธเจ้า และโกกาลิกะปฏิบัติผิดในพระสาวก เป็นตัวอย่างเตือนใจถึงผลกรรมหนัก
  5. หน้า ๑๑–๑๓ อนุโสตสูตร: บุคคล ๔ จำพวกในโลก ไปตามและทวนกระแส จำแนกบุคคล ๔ จำพวก คือ ผู้ไปตามกระแสกิเลส (เสพกามทำบาป) ผู้ไปทวนกระแส (งดเว้นแม้ต้องทนทุกข์กายใจ) ผู้ตั้งตัวได้ (พระอนาคามีผู้สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ) และผู้ข้ามถึงฝั่งเป็นพราหมณ์ (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ) คาถาย้ำว่าผู้หมกมุ่นในกามต้องเวียนเกิดแก่บ่อยๆ ส่วนผู้บรรลุถึงที่สุดแล้วชื่อว่าถึงฝั่งแท้จริง
  6. หน้า ๑๔–๑๗ อัปปสุตสูตร: สดับน้อย-มาก กับการได้หรือไม่ได้ประโยชน์ จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการสดับ (เรียนรู้คำสอน) และการปฏิบัติ คือ สดับน้อยไม่ได้ประโยชน์ สดับน้อยแต่ได้ประโยชน์ สดับมากไม่ได้ประโยชน์ และสดับมากทั้งได้ประโยชน์ ชี้ว่าสำคัญที่การรู้เนื้อความรู้ธรรมแล้วปฏิบัติตาม มิใช่ปริมาณที่เรียนมา คาถาสอนว่าบัณฑิตติเตียนหรือสรรเสริญตามทั้งศีลและการสดับ อรรถกถาอธิบายองค์ ๙ แห่งคำสอนพระศาสดา (นวังคสัตถุศาสนา) โดยละเอียด
  7. หน้า ๑๘–๑๙ สังฆโสภณสูตร: บุคคล ๔ จำพวกที่ทำให้หมู่งาม แสดงว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ฉลาด มีวินัย กล้าหาญ สดับมาก ทรงธรรม และปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่คณะให้งดงาม คาถาย้ำว่าผู้มีศรัทธาสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นพหูสูตเช่นนี้แลเป็นสังฆโสภณะที่แท้จริง สั้นกระชับ เน้นคุณสมบัติที่ทำให้บริษัททั้งสี่เป็นที่น่าเลื่อมใส
  8. หน้า ๒๐–๒๕ เวสารัชชสูตร: ญาณกล้าหาญ ๔ ของพระตถาคต พระพุทธเจ้าตรัสถึงเวสารัชชญาณ ๔ ที่ทำให้ทรงกล้าปฏิญญาพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธะและบันลือสีหนาทในบริษัท เพราะไม่ทรงเห็นผู้ใดจะทักท้วงพระองค์ได้โดยชอบว่ายังไม่ตรัสรู้จริง ยังไม่สิ้นอาสวะจริง ธรรมที่ตรัสว่าเป็นอันตรายไม่เป็นอันตรายจริง หรือธรรมที่แสดงไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์จริง อรรถกถาเปรียบพระองค์กับโคอุสภะยืนหยัดมั่นคง และไขความหมายธรรมจักร ๒ แบบคือปฏิเวธญาณและเทศนาญาณ
  9. หน้า ๒๖–๒๗ ตัณหาสูตร: เหตุเกิดตัณหา ๔ อย่างในภิกษุ ตัณหาของภิกษุเกิดขึ้นได้เพราะจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หรือเพราะความมีน้อยมีมากต่างๆ คาถาสอนว่าผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนย่อมเวียนว่ายตายเกิดไม่พ้นสงสาร ภิกษุผู้รู้เท่าทันโทษของตัณหาว่าเป็นเหตุเกิดทุกข์ พึงมีสติ สิ้นตัณหา ไม่ยึดถือสิ่งใด อรรถกถาขยายความคำว่าภวตัณหาและภวเนตติซึ่งเปรียบตัณหาดุจเชือกผูกสัตว์ไว้กับภพ
  10. หน้า ๒๘–๓๓ โยคสูตร: เครื่องผูก ๔ กับความปลอดโปร่ง จบภัณฑคามวรรคที่ ๑ แสดงโยคะ (เครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ) ๔ อย่าง คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ เกิดจากไม่รู้แจ้งความเกิดดับคุณโทษและทางออกของสิ่งเหล่านั้นตามจริง แล้วแสดงวิสังโยคะคือความปลอดโปร่งจากเครื่องผูกเหล่านี้เมื่อรู้แจ้งตามจริง อรรถกถาผูกแต่ละโยคะเข้ากับมรรคที่ถอนได้ เช่น อรหัตมรรคถอนภวโยคะและอวิชชาโยคะ โสดาปัตติมรรคถอนทิฏฐิโยคะ ปิดท้ายภัณฑคามวรรคที่ ๑ พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
  11. หน้า ๓๔–๓๖ จารสูตร: เปิดจรวรรคที่ ๒ ว่าด้วยการละวิตกบาปทุกอิริยาบถ เปิดจรวรรคที่ ๒ ด้วยจารสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ว่าภิกษุจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอนไม่หลับ หากเกิดกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกแล้วปล่อยให้ครอบงำใจไม่ละทิ้ง ถือว่าเป็นผู้เกียจคร้านไร้ความเพียร แต่หากละวิตกบาปเหล่านั้นได้ในทุกอิริยาบถ ถือว่ามีความเพียรมั่นคง คาถาสรุปว่าผู้สยบในวิตกบาปไม่อาจบรรลุโพธิญาณ ส่วนผู้รำงับวิตกได้ย่อมบรรลุได้
  12. หน้า ๓๗–๓๘ สีลสูตร: จากศีลบริบูรณ์สู่การละนิวรณ์ด้วยความเพียร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีลและปาฏิโมกข์ก่อน แล้วถามต่อว่ายังต้องทำอะไรอีก คำตอบคือในทุกอิริยาบถต้องละอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาให้ได้ พร้อมมีสติมั่นคงจิตเป็นสมาธิ คาถาสอนให้สำรวมทุกอิริยาบถและพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ทั้งปวงเพื่อความสงบใจ
  13. หน้า ๓๙–๔๐ ปธานสูตร: สัมมัปปธาน ๔ ความเพียรชอบเอาชนะมาร แสดงสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรระวังไม่ให้อกุศลใหม่เกิด เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลใหม่ให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น คาถายกย่องภิกษุผู้มีความเพียรชอบว่าครอบงำแดนมาร พ้นภัยเกิดตาย ถึงฝั่งนิพพาน และเป็นผู้ชนะมารพร้อมกองทัพมารได้อย่างสงบสุขไม่หวั่นไหว
  14. หน้า ๔๑–๔๓ สังวรสูตร: ปธาน ๔ ระวัง ละ เจริญ และตามรักษา ขยายความปธาน ๔ อย่างละเอียด คือ สังวรปธาน (สำรวมอินทรีย์ทั้งหกไม่ให้กิเลสไหลเข้า) ปหานปธาน (ละวิตกบาปที่เกิดแล้ว) ภาวนาปธาน (เจริญโพชฌงค์ ๗ อิงวิเวกวิราคะนิโรธ) และอนุรักขนาปธาน (รักษาสมาธินิมิตจากอสุภสัญญา เช่น ศพขึ้นพอง มีหนอน มีสีเขียวคล้ำ เพื่อไม่ให้เสื่อม) เป็นแนวปฏิบัติความเพียรครบวงจร
  15. หน้า ๔๔–๔๕ บัญญัตติสูตร: อัครบัญญัติ ๔ สิ่งเยี่ยมยอดในโลก แสดงสิ่งที่ได้รับบัญญัติว่าเยี่ยมยอด ๔ อย่าง คือ อสุรินทราหูเยี่ยมทางอัตภาพ (ตัวใหญ่ที่สุด) พระเจ้ามันธาตุเยี่ยมทางการบริโภคกาม มารผู้มีบาปเยี่ยมทางความเป็นใหญ่ และพระตถาคตเยี่ยมยอดเหนือสัตว์โลกทั้งปวงรวมทั้งเทวดามารพรหม อรรถกถาให้รายละเอียดขนาดมหึมาของราหูและเรื่องพระเจ้ามันธาตุผู้บันดาลฝนเงินได้
  16. หน้า ๔๖–๔๗ โสขุมมสูตร: ญาณแทงตลอดลักษณะละเอียดในขันธ์ ๔ แสดงญาณที่กำหนดรู้ลักษณะละเอียดสูงสุดในรูป เวทนา สัญญา และสังขาร โดยไม่แสวงหาญาณอื่นที่ยิ่งกว่านั้นอีกเพราะรู้แจ้งถึงที่สุดแล้ว คาถาสรุปว่าผู้รู้ความเกิดดับของขันธ์ทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตน ชื่อว่าผู้เห็นชอบ สงบแล้ว ยินดีในนิพพาน และเป็นผู้ชนะมารได้ในร่างกายอันมีในที่สุดนี้
  17. หน้า ๔๘–๔๙ อคติสูตร ๓ สูตร: ความลำเอียงและไม่ลำเอียง ๔ ประการ รวมสามสูตรสั้นเรื่องความลำเอียง (อคติ) ๔ อย่าง คือ ลำเอียงเพราะชอบ ชัง เขลา และกลัว ผู้ประพฤติล่วงธรรมด้วยอคติเหล่านี้ยศเสื่อมดุจดวงจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้ไม่ลำเอียงยศเจริญดุจดวงจันทร์ข้างขึ้น สูตรที่สามเพียงนำสองสูตรแรกมารวมกันแสดงทั้งด้านลบและด้านบวกพร้อมกัน
  18. หน้า ๕๐–๕๑ ภัตตุเทสกสูตร: พระภัตตุเทศก์ลำเอียงหรือไม่ จบจรวรรคที่ ๒ พระภัตตุทเทสก์ (ผู้จัดแจกภัตตาหารสงฆ์) ที่ลำเอียงเพราะชอบ ชัง เขลา หรือกลัว ย่อมไปเกิดในนรกเหมือนถูกจับขังไว้ ส่วนผู้ไม่ลำเอียงย่อมไปเกิดในสวรรค์เหมือนได้รับเชิญไปประดิษฐาน คาถาเรียกบริษัทที่มีผู้ลำเอียงว่าเป็นหยากเยื่อ ส่วนบริษัทที่ปราศจากอคติว่าผุดผ่อง ปิดท้ายจรวรรคที่ ๒ พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
  19. หน้า ๕๒–๕๗ ปฐมอุรุเวลสูตร: พระพุทธเจ้าทรงเคารพธรรม เปิดอุรุเวลวรรคที่ ๓ พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงคืนหลังตรัสรู้ใหม่ๆ ที่ต้นอชปาลนิโครธ ทรงดำริว่าคนไม่มีที่เคารพยำเกรงอยู่เป็นทุกข์ แต่ไม่ทรงเห็นสมณพราหมณ์ใดยิ่งกว่าพระองค์ที่จะสักการะได้ จึงตัดสินพระทัยเคารพพึ่งพิงธรรมที่ทรงตรัสรู้เอง ท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จมาสรรเสริญว่าเป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อรรถกถาอธิบายที่มาชื่ออุรุเวลาจากตำนานดาบสหมื่นคน และชาดกนกกระทา ลิง ช้างที่เคารพผู้อาวุโส
  20. หน้า ๕๘–๖๔ ทุติยอุรุเวลสูตร: เถรกรณธรรม ๔ และอรรถกถา พระพุทธเจ้าตรัสตอบพราหมณ์ผู้ตำหนิว่าพระองค์ไม่แสดงความเคารพผู้สูงวัย โดยชี้ว่าความเป็นเถระที่แท้จริงไม่ได้วัดที่อายุ แต่วัดที่การพูดถูกกาละ พูดจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย และทรงแสดงเถรกรณธรรม ๔ คือ มีศีล เป็นพหูสูต ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ และสิ้นอาสวะ อรรถกถาขยายความคำว่าเถระพาลกับเถระบัณฑิต และลักษณะผู้ทรงจำพุทธพจน์ได้แม่นยำ
  21. หน้า ๖๕–๗๐ โลกสูตร: ความหมายของคำว่า "ตถาคต" และอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุที่ทรงพระนามว่า "ตถาคต" หลายนัย เช่น ทรงตรัสรู้แจ้งโลกและเหตุเกิดดับของโลกด้วยพระองค์เอง ทรงรู้ยิ่งสิ่งที่สัตวโลกทั้งปวงเคยเห็นได้ยินรู้สึกมาแล้วทั้งหมด ตรัสอย่างใดทำอย่างนั้น ทำอย่างใดตรัสอย่างนั้น และทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใดครอบงำได้ อรรถกถาขยายความแต่ละเหตุผลอย่างละเอียดพร้อมคาถาสรรเสริญพระคุณ
  22. หน้า ๗๑–๗๒ กาฬกสูตร: ตถาคตรู้แต่ไม่ยึดติดในอารมณ์ที่รู้เห็น พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดที่ชาวโลกทั้งปวงได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ พระองค์ก็ทรงรู้สิ่งนั้นเช่นกัน แต่สิ่งนั้นไม่ปรากฏยึดติดในพระทัย หากตรัสว่าไม่รู้หรือรู้บ้างไม่รู้บ้างย่อมเป็นการกล่าวเท็จ ตถาคตทรงเห็นได้ยินได้รู้สิ่งที่ควรรู้ แต่ไม่สำคัญมั่นหมายยึดถือ ทรงคงที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่ผู้อื่นหลงติดใจว่าจริง
  23. หน้า ๗๓–๗๖ นิทานกาฬกสูตร: เรื่องนางจูฬสุภัททา เล่าที่มาของกาฬกสูตร นางจูฬสุภัททาธิดาอนาถบิณฑิกเศรษฐีแต่งงานเข้าตระกูลกาฬกเศรษฐีผู้นับถือชีเปลือย เมื่อถูกให้ไปไหว้ชีเปลือยว่าเป็น "พระอรหันต์" นางถ่มน้ำลายเดินหนี ยืนยันคุณสมบัติพระอรหันต์ที่แท้จริงต่อพ่อผัว จนพ่อผัวยอมรับ นางจึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าจากที่ไกลด้วยการโปรยดอกไม้ พระองค์เสด็จมาโปรดทำให้กาฬกเศรษฐีบรรลุโสดาบันและเลิกนับถือชีเปลือย
  24. หน้า ๗๗–๗๙ อรรถกถากาฬกสูตร ภาคขยายความและภูมิ ๕ ของตถาคต อรรถกถาขยายความสูตรนี้ต่อจากนิทาน อธิบายว่าเหตุที่ทรงแสดงธรรมนี้เพราะภิกษุ ๕๐๐ รูปสรรเสริญพระคุณพระศาสดา จึงอธิบายว่าตถาคตทรงเห็นรูปได้ยินเสียงเช่นปุถุชนแต่ไม่มีฉันทราคะ จิตหลุดพ้นดีแล้ว และตรัสภูมิ ๕ ของพระตถาคต คือภูมิสัพพัญญุตญาณ สัจจภูมิ สุญญตาภูมิ และภูมิผู้คงที่ไม่หวั่นไหวต่อลาภยศนินทาสรรเสริญสุขทุกข์
  25. หน้า ๘๐ พรหมจริยสูตร: จุดประสงค์ของการประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพรหมจรรย์ที่พระองค์ทรงประพฤตินั้น มิใช่เพื่อหลอกลวงคน เรียกร้องให้คนนับถือ หวังลาภสักการะ เป็นเจ้าลัทธิ หรือให้คนรู้จักตัว แต่ทรงประพฤติเพื่อสังวร ละ คลายกำหนัด และดับทุกข์อย่างแท้จริง อรรถกถาอธิบายศัพท์กุหนวัตถุและปหานะ ๓ พร้อมชี้ว่าสูตรนี้ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ
  26. หน้า ๘๑–๘๒ กุหสูตร: ภิกษุที่นับถือและไม่นับถือพระศาสดา พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่หลอกลวง ดื้อรั้น พล่ามเพ้อ ไว้ตัว เย่อหยิ่ง ใจไม่มั่นคง ไม่นับว่าเป็นสาวกของพระองค์และออกไปนอกพระธรรมวินัย ส่วนภิกษุที่ตรงข้าม คือไม่หลอกลวง ฉลาด ใจมั่นคง จึงจะเจริญงอกงามในธรรมวินัยได้จริง อรรถกถาอธิบายลักษณะกิเลสที่ทำให้ภิกษุไว้ตัวและเย่อหยิ่ง
  27. หน้า ๘๓–๘๔ สันตุฏฐิสูตร: สันโดษด้วยปัจจัย ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่าปัจจัย ๔ ที่แท้จริงของสมณะ คือ ผ้าบังสุกุล อาหารบิณฑบาต ที่พักโคนไม้ และยาดองมูตรเน่า ล้วนเป็นของเล็กน้อย หาง่าย ไม่มีโทษ ความสันโดษด้วยปัจจัยเหล่านี้เป็นองค์แห่งความเป็นสมณะ ทำให้ภิกษุไม่ทุกข์ใจเรื่องที่อยู่อาศัยและปัจจัยสี่ไม่ว่าจะไปที่ใด อรรถกถาอธิบายความหมายของแต่ละปัจจัย
  28. หน้า ๘๕–๘๗ อริยวังสสูตร: อริยวงศ์ ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยวงศ์ ๔ ประการ อันเป็นธรรมเนียมของพระอริยะที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลไม่เคยขาดสาย คือ สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต และเสนาสนะตามมีตามได้ โดยไม่ยกตนข่มผู้อื่น และมีภาวนาและปหานะเป็นที่ยินดี ภิกษุผู้ตั้งมั่นในธรรมเหล่านี้ย่อมไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะอยู่ทิศใด เพราะย่ำยีความไม่ยินดีได้ด้วยปัญญา
  29. หน้า ๘๘–๙๒ อรรถกถาอริยวังสสูตร: จีวร ๑๒ ชนิด บังสุกุล ๒๓ ชนิด อรรถกถาขยายความอริยวงศ์ข้อจีวรสันโดษอย่างละเอียด อธิบายวงศ์พระอริยะย้อนไปถึงพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ในอดีตไกล จำแนกชนิดผ้าจีวรที่ควรและไม่ควรใช้ ๑๒ ชนิด ผ้าบังสุกุล ๒๓ ชนิดที่เก็บได้จากที่ต่างๆ เช่น ป่าช้า กองขยะ ทางเดิน และไล่รายชื่อสันโดษด้วยจีวร ๒๐ ประการเริ่มจากสันโดษด้วยการตรึก
  30. หน้า ๙๓ เรื่องพระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลกับความตรึกบริสุทธิ์ เล่าเรื่องพระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรที่ปาจีนขัณฑราชีวิหาร ซึ่งตรวจสอบจิตใจตนเองอย่างเข้มงวดก่อนไปแสวงหาจีวร กลับตัวหลายครั้งเพราะเกรงความตรึกไม่บริสุทธิ์ จนพระมหาเถระรับรองว่าท่านตรึกบริสุทธิ์แล้ว ท่านจึงเก็บผ้าเปื้อนอุจจาระจากกองขยะด้วยความเคารพดุจบูชาพระพุทธเจ้า เจริญวิปัสสนาจนบรรลุพระอรหัตในที่สุด
  31. หน้า ๙๔–๑๐๑ สันโดษด้วยจีวรที่เหลือและสันโดษด้วยบิณฑบาต อธิบายสันโดษด้วยจีวรที่เหลือ เช่น สันโดษด้วยการไป การแสวงหา การรับพอประมาณ การซัก การเย็บ การย้อม จนถึงการสละให้ผู้อื่น จากนั้นอธิบายอริยวงศ์ข้อบิณฑบาตสันโดษ ระบุชนิดอาหาร ๑๖ อย่าง เขตแหล่งบิณฑบาต ๑๕ ประเภท เช่น สังฆภัต นิมันตนภัต และสันโดษด้วยบิณฑบาต ๑๕ ข้อ เน้นการรับแต่พอประมาณไม่ทำลายศรัทธาทายก
  32. หน้า ๑๐๒ สันโดษด้วยเสนาสนะและธุดงค์ที่เกี่ยวข้อง อรรถกถาอธิบายอริยวงศ์ข้อเสนาสนะสันโดษ ระบุเสนาสนะ ๑๕ ประเภท เช่น เตียง ตั่ง วิหาร ถ้ำ โคนต้นไม้ และเขตที่มาแห่งเสนาสนะ ๖ ทาง พร้อมธุดงค์ ๕ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อารัญญิกังคะ รุกขมูลิกังคะ และสรุปว่าคิลานปัจจัยจัดอยู่ในหมวดบิณฑบาต ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปธุดงค์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับเสนาสนะ อาหาร ความเพียร และจีวร
  33. หน้า ๑๐๓–๑๐๗ สันโดษด้วยภาวนาและปหานะ (อริยวงศ์ข้อที่ ๔) อรรถกถาอธิบายอริยวงศ์ข้อสุดท้ายคือความยินดีในภาวนาและปหานะ โดยอ้างอิงหลายพระคัมภีร์ เช่น ปฏิสัมภิทามรรค ทสุตตรสูตร สติปัฏฐานสูตร และอภิธรรม แสดงคู่ธรรมที่เจริญและละควบคู่กัน เช่น เจริญเนกขัมมะละกามฉันทะ เจริญฌานละนิวรณ์ เจริญอนุปัสสนาต่างๆ ละสัญญาผิด จนถึงเจริญอรหัตมรรคละกิเลสทั้งปวง จบด้วยคาถาว่าผู้มีปัญญาย่อมย่ำยีความไม่ยินดีได้
  34. หน้า ๑๐๘ ธัมมปทสูตร: ธรรมบท ๔ ที่บัณฑิตสรรเสริญ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมบท ๔ ข้อ อันเป็นหลักธรรมเลิศที่ไม่เคยถูกทอดทิ้งและสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่เคยคัดค้าน คือ อนภิชฌา (ไม่โลภอยาก) อพยาบาท (ไม่มุ่งร้าย) สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ อรรถกถาอธิบายว่าธรรมทั้ง ๔ นี้เป็นข้าศึกโดยตรงต่ออภิชฌา พยาบาท มิจฉาสติ และมิจฉาสมาธิตามลำดับ
  35. หน้า ๑๐๙–๑๑๑ ปริพาชกสูตร: ทรงท้าทายผู้คัดค้านธรรมบท ๔ (จบอุรุเวลวรรค) พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมบท ๔ ข้อเดียวกันนี้แก่ปริพาชกที่ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี กรุงราชคฤห์ ทรงท้าทายอย่างมั่นพระทัยว่าผู้ใดกล่าวตำหนิธรรมบทเหล่านี้และยกย่องผู้มีอภิชฌาหรือพยาบาทว่าเป็นคนดี ให้มาโต้แย้งได้เลย เพราะเป็นไปไม่ได้ ทรงชี้ว่าแม้ปริพาชกผู้มีวาทะปฏิเสธเหตุผลและกรรมยังไม่กล้าคัดค้านธรรมบทนี้เพราะกลัวถูกนินทา สูตรนี้ปิดท้ายอุรุเวลวรรค
  36. หน้า ๑๑๒–๑๑๓ อรรถกถาปริพาชกสูตร (จบอุรุเวลวรรควรรณนา) อรรถกถาอธิบายชื่อปริพาชกวัสสะและภัญญะชาวอุกกลชนบทผู้ถือมิจฉาทิฏฐิ ๓ อย่าง คือ อเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ และนัตถิกวาทะ อธิบายว่าผู้ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านี้จนครบ ๗ ขณะจิตจะกลายเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิที่แก้ไขไม่ได้แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ปิดท้ายด้วยการจบอุรุเวลวรรควรรณนาที่ ๓ ทั้งหมด
  37. หน้า ๑๑๔ รวมพระสูตรที่มีในอุรุเวลวรรคที่ ๓ หน้าสรุปรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในอุรุเวลวรรคที่ ๓ ได้แก่ ปฐมอุรุเวลสูตร ทุติยอุรุเวลสูตร โลกสูตร กาฬกสูตร พรหมจริยสูตร กุหสูตร สันตุฏฐิสูตร อริยวังสสูตร ธัมมปทสูตร และปริพาชกสูตร พร้อมอรรถกถาของแต่ละสูตร เป็นหน้าดัชนีปิดท้ายวรรคก่อนขึ้นวรรคใหม่คือจักกวรรคที่ ๔
  38. หน้า ๑๑๕–๑๑๖ จักกสูตร - จักร ๔ ประการแห่งความเจริญ พระพุทธเจ้าตรัสถึง "จักร" ๔ ประการอันเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์เจริญด้วยโภคทรัพย์ ได้แก่ การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม การคบหาสัตบุรุษ การตั้งตนไว้ชอบ และการมีบุญเก่าที่สั่งสมไว้ อรรถกถาอธิบายว่าทั้งสี่ข้อเชื่อมโยงกันด้วยอำนาจกุศลจิต ผู้มีบุญเก่าย่อมถูกจิตนั้นนำให้อยู่ในถิ่นดีและคบคนดีเอง เป็นหลักธรรมสำหรับผู้ครองเรือนที่ต้องการความเจริญในชีวิต
  39. หน้า ๑๑๗–๑๑๙ สังคหสูตร - สังคหวัตถุ ๔ ธรรมยึดเหนี่ยวใจคน ว่าด้วยสังคหวัตถุ ๔ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนไว้ในสังคม ได้แก่ ทาน เปยยวัชชะ (วาจาไพเราะ) อัตถจริยา (บำเพ็ญประโยชน์) และสมานัตตตา (วางตนเสมอต้นเสมอปลาย) อรรถกถาอธิบายว่าคนแต่ละประเภทต้องการการสงเคราะห์ต่างกัน บางคนต้องการแต่คำพูดไพเราะแม้ไม่ได้รับสิ่งของ เปรียบธรรมเหล่านี้เหมือนสลักเพลาที่ยึดล้อรถให้แล่นไปได้ ขาดไปมารดาบิดาก็ไม่ได้รับความเคารพจากบุตร
  40. หน้า ๑๒๐–๑๒๘ สีหสูตร - อุปมาราชสีห์กับพระตถาคต อุปมาราชสีห์ผู้ออกจากถ้ำแผดสีหนาททำให้สัตว์ทั้งปวงหวาดกลัว เปรียบกับพระตถาคตผู้ทรงแสดงธรรมเรื่องสักกายะจนแม้เทวดาอายุยืนก็บังเกิดความสังเวชใจว่าตนไม่เที่ยงแท้ อรรถกถาขยายความอย่างพิสดารโดยเทียบเหตุการณ์ในพุทธประวัติทุกขั้นตอน ตั้งแต่ประสูติ ออกผนวช ตรัสรู้ จนแสดงปฐมเทศนา กับพฤติกรรมของราชสีห์แต่ละช่วง เช่น ออกจากถ้ำ สะบัดกาย เหลียวดูทิศ และแผดเสียง เป็นบทเปรียบเทียบที่ละเอียดงดงามที่สุดบทหนึ่ง
  41. หน้า ๑๒๙–๑๓๑ ปสาทสูตร - ความเลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ ๔ ว่าด้วยความเลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ ๔ ประการ คือ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดแห่งสัตว์ทั้งปวง เลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ ผู้เป็นยอดแห่งสังขตธรรม เลื่อมใสในวิราคะ (นิพพาน) ผู้เป็นยอดแห่งธรรมทั้งปวง และเลื่อมใสในพระสงฆ์สาวกผู้เป็นยอดแห่งหมู่คณะ ผู้ใดเลื่อมใสในสิ่งเลิศเหล่านี้ย่อมได้รับผลอันเลิศ ทั้งบุญ อายุ วรรณะ ยศ และความสุขจะเจริญยิ่งขึ้น
  42. หน้า ๑๓๒–๑๓๖ วัสสการสูตร - นิยามความเป็นมหาบุรุษ พราหมณ์วัสสการะ อำมาตย์ใหญ่แห่งแคว้นมคธ ทูลถามว่าบุคคลที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการใดจึงเรียกว่ามหาบุรุษ ตามนิยามของพราหมณ์คือความเป็นพหูสูต รู้ความหมายที่ฟัง มีสติ และฉลาดในกิจการงาน แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิยามใหม่ คือ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก มีอำนาจทางใจในความตรึก ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ วัสสการะทูลรับว่าคุณสมบัติเหล่านี้มีอยู่ในพระองค์เอง
  43. หน้า ๑๓๗–๑๔๑ โทณสูตร - ดอกบัวพ้นน้ำ ท่านจงจำเราไว้ว่าเป็นพุทธะ โทณพราหมณ์เห็นรอยพระบาทมีลายจักรอันประหลาด จึงตามหาจนพบพระพุทธเจ้า ถามว่าเป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ หรือมนุษย์ พระองค์ตรัสปฏิเสธทุกข้อ เพราะทรงละอาสวะที่จะทำให้เกิดเป็นภพเหล่านั้นได้หมดแล้ว ตรัสอุปมาว่าพระองค์เกิดและเติบโตในโลกแต่อยู่เหนือโลก เหมือนดอกบัวเกิดในน้ำแต่โผล่พ้นน้ำไม่แปดเปื้อน จึงขอให้พราหมณ์จดจำพระองค์ว่าเป็น "พุทธะ" เป็นบทที่ให้คำจำกัดความความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างงดงามและเป็นที่รู้จักกันดี
  44. หน้า ๑๔๒–๑๔๔ อปริหานิสูตร - ธรรม ๔ ไม่เสื่อม ใกล้นิพพาน ธรรม ๔ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่มีทางเสื่อมและปฏิบัติใกล้พระนิพพาน คือ ถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ไม่ให้ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่รับรู้ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารโดยพิจารณาว่ากินเพื่อดำรงชีวิตมิใช่เพื่อสนุกหรือประดับกาย และหมั่นประกอบความเพียรไม่เห็นแก่การนอน แบ่งเวลากลางวันกลางคืนเป็นยามสำหรับเดินจงกรมนั่งสมาธิและพักผ่อนอย่างมีสติ
  45. หน้า ๑๔๕–๑๔๘ ปฏิลีนสูตร - ผู้หลีกเร้นแท้จริง อธิบายคุณสมบัติของภิกษุผู้ "หลีกเร้น" อย่างแท้จริง คือ ถ่ายถอนปัจเจกสัจจะ (ความเห็นว่าโลกเที่ยงไม่เที่ยงเป็นต้น) ละเลิกการแสวงหากาม ภพ และพรหมจรรย์โดยสิ้นเชิง มีกายสังขารสงบด้วยจตุตถฌาน และละอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเรามีเราเป็น) ได้เด็ดขาด ผู้บรรลุธรรมเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สงบ อันใครทำให้พ่ายแพ้ไม่ได้ และตรัสรู้แล้วอย่างแท้จริง
  46. หน้า ๑๔๙–๑๕๔ อุชชยสูตร-อุทายิสูตร - ยัญที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ พราหมณ์อุชชยะและอุทายิทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องการบูชายัญ พระองค์ตรัสว่าไม่ทรงสรรเสริญยัญที่ต้องฆ่าโค แพะ ไก่ สุกร เช่น อัสสเมธ ปุริสเมธ เพราะพระอรหันต์ไม่ข้องแวะยัญที่เบียดเบียนสัตว์เช่นนี้ แต่ทรงสรรเสริญยัญคือการให้ทานเป็นนิตย์ตามประเพณีที่ไม่ฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะทานที่ถวายแด่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันเป็นเนื้อนาบุญ ย่อมมีผลไพบูลย์และเป็นที่เลื่อมใสของเทวดา จบลงด้วยการสรุปจักกวรรคที่ ๔
  47. หน้า ๑๕๕–๑๕๘ สมาธิสูตร - สมาธิภาวนา ๔ ประการ เปิดวรรคใหม่ โรหิตัสสวรรคที่ ๕ ด้วยสมาธิภาวนา ๔ ประการที่ให้ผลต่างกัน คือ เจริญฌาน ๔ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เจริญอาโลกสัญญาเพื่อให้ได้ทิพยจักษุญาณ เจริญสติกำหนดรู้ความเกิดดับของเวทนา สัญญา วิตก เพื่อสติสัมปชัญญะ และพิจารณาความเกิดดับของอุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อความสิ้นอาสวะ ท้ายสูตรทรงโยงกลับไปถึงคาถาที่เคยตรัสตอบปัญหาของปุณณกมาณพในปารายนวรรค
  48. หน้า ๑๕๙–๑๖๐ ปัญหาสูตร - วิธีตอบปัญหา ๔ แบบ แสดงวิธีตอบปัญหา ๔ แบบที่ภิกษุผู้ฉลาดพึงรู้จักใช้ให้ถูกกาลเทศะ คือ ปัญหาที่ต้องตอบโดยตรงทันที (เอกังสพยากรณียะ) ปัญหาที่ต้องจำแนกแยกแยะก่อนตอบ (วิภัชชพยากรณียะ) ปัญหาที่ต้องย้อนถามผู้ถามก่อน (ปฏิปุจฉาพยากรณียะ) และปัญหาที่ควรงดเว้นไม่ตอบ (ฐปนียะ) ผู้ฉลาดในการเลือกใช้วิธีตอบให้เหมาะกับแต่ละปัญหาจึงได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต
  49. หน้า ๑๖๑–๑๖๓ ปฐม-ทุติยโกธสูตร - หนักในโกรธหรือหนักในธรรม เปรียบเทียบบุคคล ๒ ประเภท คือ ผู้หนักในความโกรธ การลบหลู่ผู้อื่น การแสวงลาภ และการแสวงสักการะ มากกว่าหนักในพระสัทธรรม กับผู้ที่หนักในพระสัทธรรมมากกว่าสิ่งเหล่านั้น ภิกษุประเภทแรกย่อมไม่งอกงามในพระธรรมวินัย เปรียบเหมือนพืชที่หว่านลงในนาเลว ส่วนประเภทหลังย่อมเจริญงอกงามดุจสมุนไพรที่ได้รับปุ๋ยอย่างดี
  50. หน้า ๑๖๔–๑๖๗ ปฐม-ทุติยโรหิตัสสสูตร - ที่สุดโลกอยู่ในกายวาหนึ่ง เทวบุตรโรหิตัสสะทูลถามว่าจะเดินทางไปให้ถึงที่สุดโลก (ที่ไม่มีเกิดแก่ตาย) ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีทางไปถึงได้ด้วยการเดินทาง เทวบุตรเล่าอดีตชาติที่ตนเป็นฤษีมีฤทธิ์เร็วกว่าลูกธนู เดินทางตลอดชีวิต ๑๐๐ ปีก็ไปไม่ถึงที่สุดโลก ตายเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงเฉลยว่าไม่อาจพ้นทุกข์ได้หากยังไม่ถึงที่สุดโลก แต่ทรงบัญญัติโลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก และทางดับโลกไว้ในร่างกายยาวหนึ่งวาที่มีสัญญาและใจนี้เอง เป็นพระสูตรที่มีชื่อเสียงมากบทหนึ่ง
  51. หน้า ๑๖๘–๑๖๙ สุวิทูรสูตร - สิ่งไกลกันแสนไกล ๔ อย่าง แสดงสิ่ง ๔ อย่างที่ไกลกันแสนไกล คือ ฟ้ากับดิน ฝั่งในกับฝั่งนอกของมหาสมุทร ทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้นกับทิศที่ดวงอาทิตย์ตก และธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ ซึ่งไกลกันยิ่งกว่าสิ่งทั้งสามข้างต้นเสียอีก เพราะการคบหาของคนดีย่อมยั่งยืนไม่เสื่อมคลาย ในขณะที่การคบหาของคนพาลย่อมเสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็ว
  52. หน้า ๑๗๐–๑๗๑ วิสาขสูตร - ธรรมิกถาอันไพเราะของพระวิสาขะ ท่านวิสาขะ ปัญจาลิบุตร แสดงธรรมิกถาแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยถ้อยคำไพเราะสละสลวย ปราศจากโทษ นับเนื่องในพระนิพพาน พระพุทธเจ้าเสด็จมาฟังแล้วประทานสาธุการชมเชย พร้อมตรัสคาถาว่าคนฉลาดที่ปะปนอยู่ในหมู่คนเขลาหากไม่พูดออกมาก็ไม่มีใครรู้จัก ต่อเมื่อได้แสดงธรรมอันเป็นอมตบทจึงเป็นที่ประจักษ์ เปรียบธรรมเป็นดุจธงของเหล่าฤษี
  53. หน้า ๑๗๒–๑๗๔ วิปัลลาสสูตร - ความวิปลาสแห่งสัญญา จิต และทิฏฐิ ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงความวิปลาส ๔ ประการที่เกิดในสัญญา จิต และทิฏฐิ คือความเข้าใจผิดว่าสิ่งไม่เที่ยงเป็นของเที่ยง สิ่งเป็นทุกข์เป็นสุข สิ่งไม่ใช่ตัวตนเป็นตัวตน และสิ่งไม่งามเป็นของงาม ความเข้าใจผิดเหล่านี้ทำให้สัตว์ถูกมารผูกมัดวนเวียนในสังสารวัฏ ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติแสดงธรรมที่ถูกต้อง ผู้มีปัญญาจึงเห็นตามความเป็นจริงและพ้นทุกข์ได้ พร้อมอรรถกถาขยายความศัพท์แต่ละคำ
  54. หน้า ๑๗๕–๑๗๗ อุปกิเลสสูตร - มลทินของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เทียบกับมลทินสมณพราหมณ์ (จบปฐมปัณณาสก์) เปรียบมลทินของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ๔ อย่าง (เมฆ หมอก ควันไฟ ราหู) กับมลทินของสมณพราหมณ์ ๔ อย่าง คือ ดื่มสุราเมรัย เสพเมถุนธรรม ยินดีรับเงินทอง และเลี้ยงชีพผิดทาง ซึ่งทำให้ไม่งามสง่าดุจดวงอาทิตย์ถูกบดบัง จบสูตรนี้เป็นการจบโรหิตัสสวรรคที่ ๕ และจบปฐมปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรแรกของนิบาต) พร้อมบัญชีรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรค
  55. หน้า ๑๗๘–๑๘๓ ปุญญาภิสันทสูตร ๑-๒ - ท่อธารบุญกุศล ๔ ประการ (เปิดทุติยปัณณาสก์) ทรงแสดงท่อธารบุญกุศล ๔ ประการ สูตรแรกกล่าวถึงการถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยาแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตสมาธิหาประมาณมิได้ ย่อมได้บุญนับประมาณมิได้ดุจน้ำในมหาสมุทร สูตรที่สองกล่าวถึงความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการมีศีลที่พระอริยะพอใจ ว่าเป็นท่อธารบุญสำคัญที่ทำให้ชีวิตไม่เปล่าประโยชน์
  56. หน้า ๑๘๔–๑๘๘ สังวาสสูตร ๑-๒ - คู่สามีภรรยา ผี-เทวดา ๔ แบบ ทรงแสดงการอยู่ร่วมกันของสามีภรรยา ๔ แบบ โดยเปรียบคู่ที่ทุศีลตระหนี่ว่าเป็น "ผี" และผู้มีศีลธรรมงามว่าเป็น "เทวดา" จึงเกิดคู่ผีกับผี ผีกับเทวดา เทวดากับผี และเทวดากับเทวดา สอนว่าคู่ที่มีคุณธรรมเสมอกันย่อมอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกทั้งชาตินี้ชาติหน้า เป็นคำสอนที่นิยมใช้ในพิธีมงคลสมรสของไทยมาจนปัจจุบัน
  57. หน้า ๑๘๙–๑๙๑ สมชีวิสูตร ๑-๒ - เรื่องนกุลบิดามารดา หวังพบกันชาติหน้า เล่าเรื่องคฤหบดีนกุลบิดาและนกุลมารดาผู้ครองคู่กันมาแต่หนุ่มสาวโดยไม่เคยนอกใจกัน ปรารถนาจะพบกันทั้งชาตินี้ชาติหน้า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าคู่สามีภรรยาที่หวังพบกันตลอดไปพึงมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน อรรถกถาเล่าว่าทั้งสองเคยเป็นบิดามารดาของพระองค์มาแล้ว ๕๐๐ ชาติ
  58. หน้า ๑๙๒–๑๙๔ สุปปวาสสูตร + สุทัตตสูตร - อานิสงส์การถวายภัตตาหาร นางสุปปวาสาและอนาถบิณฑิกคฤหบดีถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงว่าการให้โภชนาหารเป็นทานย่อมให้ผล ๔ ประการแก่ผู้รับ คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นคำสอนพื้นฐานเรื่องอานิสงส์ของทานที่ให้ด้วยความเคารพตามกาลอันควร
  59. หน้า ๑๙๕–๑๙๗ โภชนสูตร + คิหิสามีจิสูตร - ข้อปฏิบัติสมควรของคฤหัสถ์ (จบวรรคที่ ๑) ทรงแสดงซ้ำเรื่องอานิสงส์การให้ทานแก่ภิกษุ (โภชนสูตร) และธรรม ๔ ประการที่ทำให้คฤหัสถ์ปฏิบัติได้สมควรแก่เพศ คือบำรุงพระสงฆ์ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย อันเป็นทางแห่งยศและสวรรค์ จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑ พร้อมบัญชีรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรค
  60. หน้า ๑๙๘–๒๐๕ ปัตตกัมมสูตร - ธรรมที่หาได้ยาก ๔ และวิธีใช้ทรัพย์อย่างสมควร (เปิดวรรคที่ ๒) ทรงแสดงธรรม ๔ ประการที่คนปรารถนาแต่หาได้ยากในโลก คือ โภคทรัพย์ ยศ อายุยืน และสุคติ พร้อมทางให้ได้มาคือศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา แล้วสอนวิธีใช้ทรัพย์สมควร ๔ ทาง คือ เลี้ยงตนและครอบครัว ป้องกันภยันตราย ทำพลี ๕ (สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก อุทิศผู้ตาย ช่วยราชการ อุทิศเทวดา) และถวายทานแก่ผู้ทรงศีล
  61. หน้า ๒๐๖–๒๐๘ อันนนาถสูตร - สุข ๔ ประการของคฤหัสถ์ ทรงแสดงสุข ๔ ประการที่คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามควรได้รับ คือ สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์ สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ และสุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ไม่มีโทษ ตรัสว่าสุขสามอย่างแรกรวมกันยังไม่ถึงหนึ่งในสิบหกของสุขจากการงานที่ปราศจากโทษ ชี้คุณค่าความประพฤติสุจริตเหนือทรัพย์สิน
  62. หน้า ๒๐๙–๒๑๐ สพรหมสูตร + นิรยสูตร - มารดาบิดาคือพรหม / เหตุแห่งนรก สพรหมสูตรตรัสว่ามารดาบิดาเปรียบเสมือนพรหม บุรพาจารย์ บุรพเทวดา และอาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะมีอุปการะเลี้ยงดูมาก บุตรจึงควรบำรุงด้วยข้าวน้ำและการดูแล นิรยสูตรกล่าวสั้นๆ ว่าผู้ทำปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และพูดมุสาเป็นปกติ ย่อมไปเกิดในนรก
  63. หน้า ๒๑๑–๒๑๔ รูปสูตร + สราคสูตร - คน ๔ จำพวกตามสิ่งที่เลื่อมใสหรือกิเลสครอบงำ รูปสูตรจำแนกคน ๔ จำพวกตามสิ่งที่ทำให้เลื่อมใส คือ ถือรูปเป็นประมาณ ถือเสียงกึกก้อง(ชื่อเสียง)เป็นประมาณ ถือความซูบผอมเศร้าหมองเป็นประมาณ และถือธรรมเป็นประมาณ ชี้ว่าผู้ไม่รู้คุณภายในย่อมถูกชักจูงด้วยภายนอกง่าย สราคสูตรกล่าวสั้นๆ ถึงคน ๔ จำพวกที่มีราคะ โทสะ โมหะ และมานะครอบงำ
  64. หน้า ๒๑๕–๒๑๗ อหิสูตร - ที่มาของบทแผ่เมตตาป้องกันภัยจากงู (ขันธปริตร) ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตายที่กรุงสาวัตถีเพราะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้ง ๔ (วิรูปักขะ เอราปถะ ฉัพยาปุตตะ กัณหาโคตมกะ) พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตบทแผ่เมตตาแก่สัตว์ทุกจำพวกเพื่อคุ้มครองตน นี่คือที่มาของ "ขันธปริตร" บทสวดป้องกันภัยจากสัตว์เลื้อยคลานที่ชาวพุทธยังสวดสืบมาจนปัจจุบัน
  65. หน้า ๒๑๘–๒๑๙ เทวทัตตสูตร - ลาภสักการะทำลายผู้มีจิตไม่มั่นคง เมื่อพระเทวทัตแยกตัวไปได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะและคำสรรเสริญที่เกิดแก่เทวทัตเป็นไปเพื่อทำลายตนเอง เปรียบเหมือนต้นกล้วยออกผล ไผ่และอ้อออกขุย และแม่ม้าอัสดรตั้งครรภ์ ล้วนนำไปสู่ความตายของตัวมันเอง เป็นอุทาหรณ์เตือนภัยจากลาภยศที่ทำลายคนชั่ว
  66. หน้า ๒๒๐–๒๒๑ ปธานสูตร - สัมมัปปธาน ความเพียร ๔ ประการ ทรงแสดงความเพียร ๔ ประการ (สัมมัปปธาน) คือ เพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม เป็นหลักธรรมพื้นฐานสำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์
  67. หน้า ๒๒๒–๒๒๕ ธัมมิกสูตร - ความเป็นธรรมของพระราชากับความสงบสุขของบ้านเมือง (จบวรรคที่ ๒) ทรงแสดงว่าเมื่อพระราชาประพฤติไม่เป็นธรรม ข้าราชการ พราหมณ์ คฤหบดี และประชาชนก็พลอยประพฤติไม่เป็นธรรมตามกันเป็นลูกโซ่ ส่งผลถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรผิดปกติ ฝนไม่ตกตามฤดู ข้าวกล้าสุกไม่ดี คนอายุสั้น ตรงข้ามหากพระราชาทรงธรรมทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี เปรียบดั่งฝูงโคเดินตามโคจ่าฝูง เป็นคำสอนคลาสสิกเรื่องความรับผิดชอบของผู้นำ
  68. หน้า ๒๒๖–๒๒๗ ปธานสูตร + ทิฏฐิสูตร - เปิดอปัณณกวรรคที่ ๓ เปิดวรรคใหม่ชื่ออปัณณกวรรค ปธานสูตรกล่าวถึงธรรม ๔ ประการอันเป็นข้อปฏิบัติไม่ผิดพลาดและเป็นเหตุแห่งความสิ้นอาสวะ คือ มีศีล เป็นพหูสูต มีความเพียร และมีปัญญา ทิฏฐิสูตรกล่าวถึงความตรึกที่ถูกต้อง ๔ อย่าง คือ ตรึกในการออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน และมีความเห็นชอบ
  69. หน้า ๒๒๘–๒๓๐ สัปปุริสสูตร - อสัตบุรุษกับสัตบุรุษ และอุปมาสะใภ้ใหม่ ทรงแสดงลักษณะอสัตบุรุษ (คนไม่ดี) ที่ชอบเปิดเผยข้อเสียของผู้อื่นแต่ปิดบังคุณของผู้อื่น และเปิดเผยคุณของตนแต่ปิดบังข้อเสียของตน ตรงข้ามกับสัตบุรุษที่ทำตรงกันข้าม แล้วทรงเปรียบพระภิกษุใหม่กับหญิงสะใภ้ใหม่ที่แรกมาอยู่บ้านสามีมีความละอายเกรงใจมาก แต่พอคุ้นเคยกลับตะเพิดแม้พ่อแม่ผัว เตือนให้ภิกษุรักษาความละอายใจไว้เสมือนสะใภ้ใหม่ตลอดไป
  70. หน้า ๒๓๑–๒๓๒ ปฐมอัคคสูตร-ทุติยอัคคสูตร: วัตถุอันเลิศ ๔ ประการ สองพระสูตรสั้นคู่กันว่าด้วยสิ่งอันเลิศ ๔ อย่าง สูตรแรกกล่าวถึงศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติว่าเป็นสิ่งเลิศในการปฏิบัติธรรม ส่วนสูตรที่สองกล่าวถึงรูป เวทนา สัญญา และภพว่าเป็นสิ่งเลิศในแง่อารมณ์ที่เมื่อพิจารณาแล้วนำไปสู่การบรรลุพระอรหัต อรรถกถาอธิบายว่าสิ่งใดที่บุคคลพิจารณาแล้วบรรลุอรหัตได้ สิ่งนั้นชื่อว่าเป็นเลิศ
  71. หน้า ๒๓๓–๒๓๔ กุสินาราสูตร: พระพุทธเจ้าเปิดโอกาสถามก่อนปรินิพพาน เหตุการณ์ ณ ป่าสาละกรุงกุสินาราคราวจะเสด็จปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสเชิญภิกษุทั้งหลายให้ถามหากมีความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มรรค หรือปฏิปทา ไม่ต้องเกรงใจ แต่ภิกษุทั้งหมดนิ่งเงียบ พระอานนท์จึงกราบทูลว่าเลื่อมใสว่าไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย พระพุทธเจ้าทรงยืนยันด้วยพระญาณว่าจริง เพราะในหมู่ภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้น ผู้มีคุณธรรมต่ำสุดก็เป็นพระโสดาบันแล้ว
  72. หน้า ๒๓๕–๒๓๖ อจินติตสูตร: สิ่งที่ไม่ควรคิดเพราะเกินวิสัย ๔ ประการ พระพุทธเจ้าตรัสถึงอจินไตย ๔ อย่างที่ไม่ควรนำมาครุ่นคิดเพราะจะทำให้เสียสติเปล่าประโยชน์ ได้แก่ วิสัยของพระพุทธเจ้า วิสัยของผู้ได้ฌาน วิบากของกรรม และความคิดเรื่องกำเนิดโลก (ใครสร้างดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ แผ่นดิน ภูเขา เป็นต้น) อรรถกถาอธิบายว่าเรื่องเหล่านี้ลึกซึ้งเกินกว่าปัญญาสามัญจะหยั่งถึง ผู้ฝืนคิดมีแต่จะฟุ้งซ่านเสียสติ
  73. หน้า ๒๓๗–๒๓๘ ทักขิณาสูตร: ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายกและปฏิคาหก แสดงทักขิณาวิสุทธิ ๔ แบบ คือบริสุทธิ์ฝ่ายทายกอย่างเดียว ฝ่ายปฏิคาหกอย่างเดียว ไม่บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย และบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย ขึ้นอยู่กับศีลธรรมของผู้ให้และผู้รับ อรรถกถายกตัวอย่างเรื่องเล่าประกอบ เช่น พระเวสสันดรผู้ให้ทานบริสุทธิ์แม้ผู้รับทุศีล ชาวประมงผู้ถวายแด่พระทีฆสุมนเถระได้อานิสงส์มาก และนายพรานผู้ถวายแก่ปฏิคาหกทุศีลจนอมนุษย์มาต่อว่า
  74. หน้า ๒๓๙–๒๔๐ วณิชชสูตร: เหตุที่การค้าขายได้กำไรหรือขาดทุนต่างกัน พระสารีบุตรทูลถามเหตุที่พ่อค้าทำการค้าอย่างเดียวกันแต่ได้ผลต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าขึ้นอยู่กับกรรมในชาติก่อน คือเคยรับปากถวายปัจจัยแก่สมณพราหมณ์แล้วไม่ให้เลย ให้น้อยกว่าที่รับปาก ให้ตามที่รับปาก หรือให้มากกว่าที่รับปาก ผลกรรมเหล่านั้นส่งผลถึงการค้าขายในชาตินี้ว่าจะขาดทุน ได้กำไรน้อย ได้กำไรตามหวัง หรือได้กำไรเกินคาด
  75. หน้า ๒๔๑–๒๔๒ กัมโมชสูตร: เหตุที่มาตุคามไม่นั่งในสภาไม่ทำการใหญ่ (จบอปัณณกวรรคที่ ๓) พระอานนท์ทูลถามเหตุที่มาตุคาม (สตรี) ไม่นั่งในสภาวินิจฉัย ไม่ทำการงานใหญ่ และไม่ไปนอกเมือง พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะมาตุคามมักโกรธ มักริษยา มักตระหนี่ และมีปัญญาน้อย อรรถกถาขยายความว่าคุณสมบัติทั้งสี่นี้ทำให้ไม่รู้ประโยชน์และไม่อาจจัดการกิจใหญ่ได้ จบพระสูตรนี้เป็นการจบอปัณณกวรรคที่ ๓ พร้อมสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรค
  76. หน้า ๒๔๓–๒๔๕ มจลวรรคที่ ๔ เริ่มต้น: ธรรม ๔ ประการนำสู่นรกหรือสวรรค์ เริ่มวรรคใหม่ (มจลวรรคที่ ๔) ด้วยสี่พระสูตรสั้นรูปแบบเดียวกัน แสดงคู่ธรรมที่นำไปสู่นรกหรือสวรรค์ ได้แก่ ศีล ๔ ข้อ (ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท), วจีทุจริต ๔ (มุสา ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อ), การชมติคนโดยไม่ไตร่ตรองหรือไตร่ตรองแล้ว และการหนักในความโกรธ-ลบหลู่-ลาภ-สักการะเทียบกับหนักในพระสัทธรรม ผู้ทำฝ่ายชั่วเข้าถึงนรก ฝ่ายดีเข้าถึงสวรรค์
  77. หน้า ๒๔๖–๒๕๐ ตมสูตร: บุคคล ๔ จำพวก มืดมา-สว่างมา เทียบกับตระกูลสูงต่ำ แสดงบุคคล ๔ จำพวกตามความมืด-สว่างของอดีตชาติและอนาคต คือเกิดต่ำแล้วทำชั่วไปมืดต่อ เกิดต่ำแต่ทำดีไปสว่าง เกิดสูงแต่ทำชั่วไปมืด และเกิดสูงทำดีไปสว่าง ตัวชี้วัดไม่ใช่ชาติกำเนิดแต่เป็นความประพฤติทางกาย วาจา ใจ อรรถกถาบรรยายภาพชีวิตคนยากจนตระกูลต่ำที่พิการทุพพลภาพอย่างละเอียด แสดงให้เห็นว่าแม้เกิดต่ำก็เลือกทางสว่างได้ด้วยความประพฤติดี
  78. หน้า ๒๕๑ โอณตสูตร: บุคคล ๔ จำพวก ต่ำมา-สูงไป (แบบเดียวกับตมสูตร) พระสูตรสั้นซ้ำโครงสร้างเดียวกับตมสูตรก่อนหน้า แต่เปลี่ยนคำเรียกจากมืด-สว่างเป็นต่ำ-สูง คือบุคคลเกิดต่ำแล้วประพฤติชั่วยังคงต่ำ เกิดต่ำแต่ประพฤติดีกลับสูงขึ้น เกิดสูงแต่ประพฤติชั่วกลับต่ำลง และเกิดสูงประพฤติดียิ่งสูงขึ้นไปอีก ย้ำหลักที่ว่าความประพฤติทางกายวาจาใจเป็นตัวกำหนดคติในภพหน้า ไม่ใช่ชาติกำเนิด
  79. หน้า ๒๕๒–๒๕๗ ปุตตสูตร: สมณะ ๔ จำพวก และพระพุทธเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นสมณะสุขุมาลที่สุด แสดงสมณะ ๔ ระดับ คือ สมณะผู้ไม่หวั่นไหว (พระเสขะ) สมณะบุณฑริก (ขีณาสพสุกขวิปัสสก) สมณะปทุม (ขีณาสพอุภโตภาควิมุต) และสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ (ผู้มีความเป็นอยู่ประณีตสุขสบายเพราะสิ้นอาสวะ) จุดเด่นคือพระพุทธเจ้าตรัสประกาศว่าพระองค์เองคือสมณะสุขุมาลที่แท้จริง เพราะทรงมีอาพาธน้อย ได้ฌาน ๔ โดยง่าย และเพื่อนพรหมจารีปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยความเจริญใจเสมอ
  80. หน้า ๒๕๘–๒๖๒ สังโยชนสูตร-ทิฏฐิสูตร-ขันธสูตร: สมณะ ๔ จำพวกอีก ๓ มุมมอง (จบมจลวรรคที่ ๔) สามพระสูตรซ้ำกรอบสมณะ ๔ จำพวก (ไม่หวั่นไหว-บุณฑริก-ปทุม-สุขุมาล) แต่อธิบายผ่านมุมต่างกัน คือการละสังโยชน์ตามลำดับโสดาบัน-สกทาคามี-อนาคามี-ขีณาสพ การเจริญมรรคมีองค์ ๘ และการเห็นความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ ๕ อรรถกถาสรุปว่าทั้งสามสูตรกล่าวถึงบุคคลกลุ่มเดียวกันเพียงต่างเทศนาวิธี จบด้วยการปิดวรรคมจลวรรคที่ ๔ พร้อมสรุปรายชื่อสูตร
  81. หน้า ๒๖๓–๒๖๔ อสุรวรรคที่ ๕ เริ่มต้น: อสุรสูตร บุคคลอสูร-เทวดา ตามตนและบริวาร เริ่มวรรคใหม่ (อสุรวรรคที่ ๕) ด้วยพระสูตรว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวกตามความประพฤติของตนเองเทียบกับบริวาร คือทุศีลทั้งตนทั้งบริวาร (อสูรมีอสูรเป็นบริวาร) ทุศีลแต่บริวารมีศีล (อสูรมีเทวดาเป็นบริวาร) มีศีลแต่บริวารทุศีล (เทวดามีอสูรเป็นบริวาร) และมีศีลทั้งตนทั้งบริวาร (เทวดามีเทวดาเป็นบริวาร) อรรถกถาอธิบายว่าอสูรหมายถึงผู้น่าเกลียด เทวดาหมายถึงผู้งดงามด้วยคุณธรรม
  82. หน้า ๒๖๕–๒๖๙ ปฐมสมาธิสูตร-ทุติยสมาธิสูตร-ตติยสมาธิสูตร: สมถะกับวิปัสสนา ๔ จำพวก สามพระสูตรว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวกตามการได้หรือไม่ได้ความสงบใจภายใน (สมถะ) และอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา (วิปัสสนา) สูตรแรกเพียงจำแนกประเภท สูตรที่สองสอนวิธีพัฒนาให้ได้ทั้งสองอย่างด้วยความเพียร เปรียบเหมือนคนถูกไฟไหม้ผ้าไหม้ศีรษะต้องรีบดับ สูตรที่สามสอนให้ผู้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปสอบถามจากผู้ที่มีแล้วนำมาปฏิบัติตาม
  83. หน้า ๒๗๐–๒๗๑ ฉวาลาตสูตร: อุปมาดุ้นฟืนเผาศพกับผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อตนเพื่อผู้อื่น แสดงบุคคล ๔ จำพวกตามการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น ผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลยเปรียบเหมือนดุ้นฟืนเผาศพที่ไหม้ปลายทั้งสองข้างและเปื้อนคูถตรงกลาง ใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งในบ้านในป่า ส่วนผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อตนและผู้อื่นเป็นเลิศที่สุด เปรียบเหมือนหัวเนยใสที่เป็นยอดของผลิตภัณฑ์จากนมโคทั้งหมด
  84. หน้า ๒๗๒–๒๗๓ ราคสูตร: ปฏิบัติกำจัดราคะโทสะโมหะเพื่อตนและเพื่อผู้อื่น พระสูตรสั้นในชุดเดียวกับฉวาลาตสูตร แสดงบุคคล ๔ จำพวกตามการกำจัดราคะ โทสะ โมหะด้วยตนเองและการชักชวนผู้อื่นให้กำจัดด้วย ผู้ทำทั้งสองอย่างถือเป็นผู้ปฏิบัติสมบูรณ์ทั้งเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น อรรถกถาระบุว่าเนื้อความในสูตรนี้เข้าใจง่ายไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
  85. หน้า ๒๗๔–๒๗๖ นิสันติสูตร-อัตตหิตสูตร: ความรู้ธรรมกับความสามารถแสดงธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจ นิสันติสูตรแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามการรู้ธรรมได้เร็วและจดจำได้แม่นยำ เทียบกับความสามารถพูดจาไพเราะโน้มน้าวใจผู้ฟัง ผู้มีทั้งสองอย่างครบถือว่าสมบูรณ์ที่สุด ส่วนอัตตหิตสูตรกล่าวถึงกรอบเดียวกันโดยย่อ อรรถกถาอธิบายว่าสูตรนี้ตรัสตามอัธยาศัยผู้ฟังและความงามแห่งพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า
  86. หน้า ๒๗๗–๒๗๙ สิกขาสูตร-โปตลิยสูตร: ศีล ๕ และบทสนทนากับโปตลิยปริพาชก (จบทุติยปัณณาสก์) สิกขาสูตรแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามการรักษาศีล ๕ ด้วยตนเองและชักชวนผู้อื่น จากนั้นโปตลิยปริพาชกทูลถามเรื่องการติชมคนตามความจริง เขาเห็นว่าการวางเฉยดีที่สุด แต่พระพุทธเจ้าทรงค้านว่าการติชมตามกาลอันควรดีกว่า เพราะแสดงความรู้จักกาลเทศะ โปตลิยะเห็นด้วยและประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จบวรรคและจบทุติยปัณณาสก์
  87. หน้า ๒๘๐–๒๘๒ ตติยปัณณาสก์เริ่มต้น วลาหกวรรคที่ ๑: ปฐมวลาหกสูตร อุปมาเมฆคำรามกับตก เริ่มหมวดใหม่ (ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑) ด้วยอุปมาเมฆฝน ๔ แบบ คือคำรามแต่ไม่ตก ตกแต่ไม่คำราม ไม่คำรามไม่ตก และทั้งคำรามทั้งตก เปรียบกับบุคคล ๔ จำพวกตามการพูดกับการทำ ผู้พูดมากแต่ไม่ทำเหมือนเมฆคำรามลมๆแล้งๆ ผู้ทำแต่ไม่พูดเหมือนเมฆที่ตกโดยไม่คำรามเตือนล่วงหน้า
  88. หน้า ๒๘๓–๒๘๔ ทุติยวลาหกสูตร: อุปมาเมฆฝนกับการเรียนปริยัติและการรู้แจ้งอริยสัจ ใช้อุปมาเมฆ ๔ แบบเดิมแต่เปลี่ยนเนื้อหาเป็นการเล่าเรียนพระธรรม (ปริยัติ) เทียบกับการรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ผู้เรียนมากแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจเหมือนเมฆคำรามไม่ตก ผู้ไม่ได้เรียนมากแต่รู้แจ้งอริยสัจเหมือนเมฆตกไม่คำราม ผู้ทั้งเรียนทั้งรู้แจ้งเป็นผู้ประเสริฐที่สุดเหมือนเมฆทั้งคำรามทั้งตก
  89. หน้า ๒๘๕–๒๘๖ กุมภสูตร: อุปมาหม้อ ๔ แบบกับกิริยาน่าเลื่อมใสและการรู้แจ้งอริยสัจ อุปมาหม้อ ๔ แบบ คือเปล่าปิด เต็มเปิด เปล่าเปิด เต็มปิด เปรียบกับบุคคลที่มีหรือไม่มีกิริยาอาการน่าเลื่อมใส (การก้าวเดิน การทรงบาตรจีวร) ประกอบกับการรู้หรือไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามจริง ผู้มีทั้งกิริยาน่าเลื่อมใสและรู้แจ้งอริยสัจเป็นดุจหม้อเต็มที่ปิดไว้อย่างดีที่สุด ตามด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์สั้นๆ
  90. หน้า ๒๘๗ อรรถกถากุมภสูตร และอุทกรหทสูตร (อุปมาบุคคลด้วยห้วงน้ำ) อรรถกถาอธิบายศัพท์ในกุมภสูตร (หม้อเปล่า/เต็ม ปิด/เปิด) แล้วต่อด้วยอุทกรหทสูตร เปรียบบุคคล ๔ จำพวกด้วยห้วงน้ำ คือตื้นดูเหมือนลึก (กิริยาน่าเลื่อมใสแต่ไม่รู้อริยสัจ) ลึกดูเหมือนตื้น (กิริยาไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้อริยสัจ) ตื้นดูตื้น (แย่ทั้งคู่) ลึกดูลึก (ดีทั้งคู่) สอนว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
  91. หน้า ๒๘๘–๒๘๙ อัมพสูตร: อุปมาบุคคลด้วยมะม่วงดิบ-สุก ผิว-เนื้อ อัมพสูตรเปรียบบุคคล ๔ จำพวกด้วยมะม่วง ระหว่างผิว (กิริยาอาการภายนอก) กับเนื้อ (ความรู้แจ้งอริยสัจภายใน) ว่าดิบหรือสุก คือดิบผิวสุก (ท่าทีน่าเลื่อมใสแต่ไม่รู้แจ้ง) สุกผิวดิบ (ท่าทีไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้แจ้ง) ดิบผิวดิบ (แย่ทั้งคู่) สุกผิวสุก (ดีทั้งคู่) ย้ำว่าการรู้แจ้งอริยสัจสำคัญกว่ากิริยาภายนอก
  92. หน้า ๒๙๐–๒๙๑ มูสิกาสูตร: อุปมาบุคคลด้วยหนู ๔ จำพวก (สูตรที่ ๖ ขาดหาย) มูสิกาสูตรเปรียบบุคคลด้วยหนู ๔ จำพวก คือขุดรูแต่ไม่อยู่ (เรียนธรรมแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจ) อยู่แต่ไม่ขุดรู (ไม่เรียนแต่รู้แจ้ง) ไม่ขุดไม่อยู่ (แย่ทั้งคู่) ขุดด้วยอยู่ด้วย (ดีทั้งคู่) มีเชิงอรรถสำคัญระบุว่าสูตรที่ ๖ ของวรรคนี้ (เรื่องอื่น) ขาดหายไปจากพระบาลีฉบับนี้ และขาดหายเช่นเดียวกันในพระไตรปิฎกฉบับประเทศอื่นด้วย
  93. หน้า ๒๙๒–๒๙๓ พลิพัททสูตร: อุปมาบุคคลด้วยโคพลิพัทข่มเหงฝูง พลิพัททสูตรเปรียบบุคคลด้วยโคพลิพัท ๔ จำพวกตามพฤติกรรมข่มเหง คือข่มเหงฝูงตนเองแต่ไม่ข่มเหงฝูงอื่น (ทำให้บริษัทของตนหวาดกลัว) ข่มเหงฝูงอื่นไม่ข่มเหงฝูงตน ข่มเหงทั้งสองฝ่าย และไม่ข่มเหงทั้งสองฝ่าย สอนเรื่องการปกครองหมู่คณะโดยไม่สร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่นหรือแม้แต่บริวารของตนเอง
  94. หน้า ๒๙๔–๒๙๕ รุกขสูตร: อุปมาบุคคลด้วยต้นไม้กะพี้-แก่นกับบริวาร รุกขสูตรเปรียบบุคคลด้วยต้นไม้กะพี้ (ไม่มีแก่น) หรือแก่น ที่มีบริวารเป็นกะพี้หรือแก่น หมายถึงตัวบุคคลผู้ทุศีลหรือมีศีล ที่มีบริษัทบริวารทุศีลหรือมีศีลตามลำดับ ชี้ว่าทั้งตัวผู้นำและหมู่คณะที่แวดล้อมล้วนสะท้อนคุณภาพซึ่งกันและกัน คนดีควรมีบริวารดี คนชั่วมักมีบริวารชั่วตามไปด้วย
  95. หน้า ๒๙๖–๒๙๗ อาสีวิสสูตร: อุปมาความโกรธด้วยพิษงู จบวลาหกวรรคที่ ๑ อาสีวิสสูตรเปรียบบุคคล ๔ จำพวกด้วยอสรพิษตามลักษณะพิษ (แล่นเร็ว/ร้ายแรง) เทียบกับความโกรธของคน คือโกรธง่ายแต่หายเร็ว โกรธยากแต่ผูกใจเจ็บนาน โกรธง่ายทั้งผูกใจเจ็บนาน (แย่สุด) และไม่โกรธง่ายไม่ผูกใจเจ็บ (ดีสุด) ปิดท้ายด้วยสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรของวลาหกวรรคที่ ๑ (สูตรที่ ๖ เรื่องมะม่วงขาดหายในบาลี)
  96. หน้า ๒๙๘–๓๐๐ เกสีสูตร: นายเกสีสารถีฝึกม้ากับพระพุทธเจ้า บทสนทนาพระพุทธเจ้ากับนายเกสีสารถีฝึกม้า เกสีฝึกม้าด้วยวิธีละม่อม รุนแรง หรือทั้งสอง ม้าที่ฝึกไม่ได้จะถูกฆ่าทิ้งเพื่อรักษาชื่อเสียงสำนัก พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ก็ทรงฝึกคนด้วย ๓ วิธีเช่นกัน แต่คนที่ฝึกไม่ได้พระองค์จะไม่ทรงสั่งสอนอีก ซึ่งเกสีทูลว่านั่นคือ "การฆ่าอย่างดี" ในวินัยพระอริยะ เกสีเลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์เป็นอุบาสก
  97. หน้า ๓๐๑–๓๐๒ ชวสูตร: คุณสมบัติม้าอาชาไนย ๔ เทียบภิกษุ ชวสูตรเปรียบคุณสมบัติม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา ๔ ประการ (ซื่อตรง ว่องไว อดทน สงบเสงี่ยม) กับคุณธรรม ๔ ประการของภิกษุที่ทำให้เป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา และเป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า
  98. หน้า ๓๐๓–๓๐๖ ปโตทสูตร: ม้าและบุรุษอาชาไนย ๔ จำพวกตามความสังเวช ปโตทสูตรเปรียบม้าอาชาไนย ๔ จำพวกตามความไวในการสังเวชเมื่อถูกกระตุ้นด้วยปฏัก (เห็นเงา/ถูกแทงที่ขุมขน/ผิวหนัง/กระดูก) กับบุรุษอาชาไนย ๔ จำพวกที่เกิดความสลดใจและตั้งใจปฏิบัติเมื่อได้ยินข่าว เห็นเอง ญาติประสบทุกข์ หรือต้องประสบทุกข์ด้วยตนเองเท่านั้น ชี้ว่าผู้สังเวชได้ง่ายจากสิ่งเล็กน้อยประเสริฐกว่า
  99. หน้า ๓๐๗–๓๐๙ นาคสูตร: คุณสมบัติช้างต้น ๔ เทียบภิกษุ นาคสูตรเปรียบคุณสมบัติช้างต้นของพระราชา ๔ ประการ (สำเหนียกฟังคำสั่ง กำจัดศัตรูในสงคราม อดทนต่อการประหารและเสียงอึกทึก ไปได้เร็วตามสั่ง) กับคุณธรรมภิกษุ ๔ ประการ คือสำเหนียกจดจำธรรมวินัย กำจัดกามวิตกและอกุศลวิตก อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและคำหยาบ และก้าวไปสู่นิพพานได้รวดเร็ว
  100. หน้า ๓๑๐–๓๑๓ ฐานสูตรและอัปปมาทสูตร: เหตุแห่งเสื่อม-เจริญ และความไม่ประมาท ฐานสูตรว่าด้วยเหตุ ๔ ประการ คือทำสิ่งไม่พอใจแล้วฉิบหายหรือได้ประโยชน์ ทำสิ่งพอใจแล้วฉิบหายหรือได้ประโยชน์ บัณฑิตต่างจากคนพาลตรงที่รู้จักฝืนใจทำสิ่งไม่พอใจที่เป็นประโยชน์และงดสิ่งพอใจที่เป็นโทษ ต่อด้วยอัปปมาทสูตรสอนความไม่ประมาทในการละทุจริตกายวาจาใจและมิจฉาทิฏฐิ แล้วเจริญสุจริตและสัมมาทิฏฐิแทน จะไม่กลัวความตายในภายหน้า
  101. หน้า ๓๑๔–๓๑๗ อารักขสูตร สังเวชนียสูตร และภัย ๔ จบเกสีวรรคที่ ๒ อารักขสูตรสอนให้ภิกษุมีสติรักษาใจไม่ให้กำหนัด ขัดเคือง หลง หรือมัวเมา สังเวชนียสูตรระบุสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน ตามด้วยภยสูตรสองสูตรว่าด้วยภัย ๔ คือชาติ ชรา พยาธิ มรณะ และภัยจากไฟ น้ำ พระราชา โจร จบวรรคที่ ๒ (เกสีวรรค)
  102. หน้า ๓๑๘–๓๒๐ ปฐมภยสูตร (ภยวรรค): ภัย ๔ และการลงทัณฑ์โจร ปฐมภยสูตรแห่งภยวรรคว่าด้วยภัย ๔ ที่ทำให้คนละชั่วทำดี คือกลัวติเตียนตนเอง กลัวผู้อื่นติเตียน กลัวถูกลงอาญา และกลัวไปทุคติ พรรณนาการลงกรรมกรณ์ (ทัณฑ์) โจรอย่างละเอียด เช่น โบยแส้ ตัดมือเท้าหูจมูก ราดน้ำมันเดือด ให้สุนัขกัด ตัดศีรษะ เพื่อให้เห็นภาพความน่ากลัวของภัยจากอาญาบ้านเมือง
  103. หน้า ๓๒๑–๓๒๔ ทุติยภยสูตร: ภัยคลื่น-จระเข้-น้ำวน-ปลาฉลามของนักบวช ทุติยภยสูตรเปรียบภัย ๔ ที่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาพึงเผชิญกับภัยของคนลงน้ำ คือภัยคือคลื่น (ความโกรธเมื่อถูกตักเตือน) ภัยคือจระเข้ (ความเห็นแก่ท้อง ทนวินัยเรื่องฉันไม่ได้) ภัยคือน้ำวน (โหยหากามคุณ ๕ อย่างเดิม) และภัยคือปลาฉลาม (ราคะเมื่อเห็นสตรีนุ่งห่มไม่เรียบร้อย) ล้วนเป็นเหตุให้บอกคืนสิกขาสึกจากเพศบรรพชิต
  104. หน้า ๓๒๕–๓๓๑ ปฐมฌานสูตรและทุติยฌานสูตร: ผู้ติดฌานกับผู้เจริญวิปัสสนา สองสูตรกล่าวถึงบุคคล ๔ จำพวกผู้บรรลุฌาน ๑-๔ แล้วติดใจพอใจในฌานนั้น ตายแล้วไปเกิดเป็นพรหมตามชั้นและอายุกัปต่างกัน ปุถุชนเมื่อสิ้นอายุพรหมอาจตกนรกหรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้อีก ต่างจากอริยสาวกที่เจริญวิปัสสนาเห็นขันธ์ ๕ ในฌานนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะไปเกิดในสุทธาวาสภูมิและปรินิพพานที่นั่นโดยไม่ตกต่ำอีก
  105. หน้า ๓๓๒–๓๓๖ ปฐมเมตตาสูตรและทุติยเมตตาสูตร: พรหมวิหาร ๔ สองสูตรกล่าวถึงผู้เจริญพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) แผ่ไปทั่วทุกทิศจนเกิดฌาน หากติดใจพอใจจะไปเกิดเป็นพรหมชั้นต่างๆ ตามลำดับอายุกัปเพิ่มขึ้น (๑, ๒, ๔, ๕๐๐ กัป) แต่หากเจริญร่วมกับวิปัสสนาเห็นขันธ์ในฌานนั้นไม่เที่ยงเป็นทุกข์อนัตตา จะไปเกิดสุทธาวาสและปรินิพพานในภพนั้นเช่นเดียวกับสูตรว่าด้วยฌานก่อนหน้า
  106. หน้า ๓๓๗–๓๔๑ ปฐมอัจฉริยสูตรและทุติยอัจฉริยสูตร: ความอัศจรรย์แห่งพระตถาคต ปฐมอัจฉริยสูตรกล่าวถึงความอัศจรรย์ ๔ ประการเมื่อพระตถาคตอุบัติ คือแสงสว่างยิ่งใหญ่ปรากฏทั่วโลกธาตุถึงโลกันตริกนรกอันมืดมิดในยามปฏิสนธิ ประสูติ ตรัสรู้ และแสดงธรรมจักร อรรถกถาพรรณนาโลกันตริกนรกและสัตว์นรกตัวใหญ่เกาะขอบจักรวาลอย่างละเอียด ทุติยอัจฉริยสูตรกล่าวถึงความอัศจรรย์ที่หมู่สัตว์ผู้ติดในกามคุณ มานะ ความไม่สงบ และอวิชชา กลับตั้งใจฟังธรรมที่ตรงข้ามนิสัยเดิมเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดง
  107. หน้า ๓๔๒–๓๔๕ ตติยและจตุตถอัจฉริยสูตร: ความอัศจรรย์ในพระอานนท์ จบภยวรรคที่ ๓ สองสูตรกล่าวถึงความอัศจรรย์ ๔ ประการในพระอานนท์ คือบริษัททั้ง ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ต่างปลื้มใจทั้งเมื่อได้เห็นท่าน ได้ฟังท่านแสดงธรรม และไม่อิ่มแม้ท่านนิ่งเฉย เปรียบเทียบกับความอัศจรรย์แบบเดียวกันที่มีในพระเจ้าจักรพรรดิ จบภยวรรคที่ ๓ พร้อมสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรของวรรค
  108. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ ปุคคลวรรคที่ ๔ เริ่มต้น: สังโยชนสูตร บุคคล ๔ จำพวกตามการละสังโยชน์ เปิดปุคคลวรรคที่ ๔ ด้วยสังโยชนสูตร จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามระดับการละโอรัมภาคิยสังโยชน์และสังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้เกิดและให้มีภพ ได้แก่ พระสกทาคามี (ยังละไม่ได้เลย) พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ พระอนาคามีอันตราปรินิพพายี และพระอรหันตขีณาสพผู้ละได้หมด อรรถกถาอธิบายความหมายของ อุปบัติปฏิลาภิยสังโยชน์ และภวปฏิลาภิยสังโยชน์อย่างละเอียด
  109. หน้า ๓๔๙ ปฏิภาณสูตร: บุคคล ๔ จำพวกตามความฉลาดในการผูกและแก้ปัญหา จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามความฉลาดในการตั้งปัญหา (ผูก) และการตอบปัญหา (แก้) คือ ฉลาดผูกแต่ไม่ฉลาดแก้ ฉลาดแก้แต่ไม่ฉลาดผูก ฉลาดทั้งสอง และไม่ฉลาดทั้งสอง อรรถกถาเสริมว่าผู้ฉลาดผูกแต่ไม่ฉลาดแก้นั้นตอบได้แต่ช้า ต้องค่อยๆ คิดค่อยๆ แก้ เป็นสูตรสั้นแสดงทักษะทางปัญญาและการสนทนาธรรมของบุคคลต่างระดับ
  110. หน้า ๓๕๐ อุคฆฏิตัญญุสูตร: บุคคล ๔ ประเภทตามความไวในการเข้าใจธรรม สูตรสำคัญจำแนกบุคคล ๔ ประเภทตามความสามารถรู้แจ้งธรรม ได้แก่ อุคฆฏิตัญญู (ตรัสรู้ทันทีเมื่อยกหัวข้อ) วิปจิตัญญู (ต้องแจกแจงพิสดารจึงตรัสรู้) เนยยะ (ต้องเรียน ถาม ใส่ใจโดยแยบคาย คบกัลยาณมิตรจึงตรัสรู้ตามลำดับ) และปทปรมะ (ฟังมาก พูดมาก จำมากแต่ยังไม่ตรัสรู้ในชาตินั้น) เป็นหลักที่นิยมใช้อธิบายความแตกต่างของผู้ฟังธรรมมาจนถึงปัจจุบัน
  111. หน้า ๓๕๑–๓๕๓ อุฏฐานสูตรและสาวัชชสูตร: บุคคลตามแหล่งเลี้ยงชีพและระดับความมีโทษ อุฏฐานสูตรจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการดำรงชีพด้วยผลของความหมั่นหรือผลของกรรม (บุญเก่า) อรรถกถายกตัวอย่างมนุษย์สามัญ เทวดา พระราชา และสัตว์นรกเป็นแบบอย่าง สาวัชชสูตรต่อด้วยการจำแนกบุคคลตามระดับความมีโทษทางกาย วาจา ใจ คือ มีโทษ มีโทษมาก มีโทษน้อย และไม่มีโทษ (พระขีณาสพ) แสดงลำดับพัฒนาการทางศีลธรรมของบุคคล
  112. หน้า ๓๕๔–๓๕๕ ปฐมสีลสูตร-ทุติยสีลสูตร: บุคคล ๔ จำพวกตามความบริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ และปัญญา ตั้งแต่ไม่บริบูรณ์เลย (ปุถุชน) บริบูรณ์แต่ศีล (โสดาบัน-สกทาคามี) บริบูรณ์ทั้งศีลสมาธิ (อนาคามี) จนบริบูรณ์ครบทั้งสาม (พระขีณาสพ) ทุติยสีลสูตรกล่าวเนื้อความเดียวกันโดยใช้คำว่า หนักใน และมีเป็นอธิปไตยแทน หมายเหตุ: อรรถกถาปิดท้ายด้วยเลข ๗ ซึ่งคลาดเคลื่อนจากที่ควรเป็น ๖
  113. หน้า ๓๕๖–๓๕๗ นิกกัฏฐสูตร: กายออกจิตออก การอยู่ป่ากับความสงบทางใจที่แท้จริง จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามความสัมพันธ์ระหว่างการอยู่เสนาสนะป่ากับสภาพจิตใจ คือ กายออกจากบ้านแต่จิตยังฟุ้งเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน กายไม่ออกแต่จิตสงบคิดเนกขัมมะ กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก และกายก็ออกจิตก็ออก ชี้ว่าการอยู่ป่าโดยกายอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีจิตสงบจากกามวิตกจริงจึงเรียกว่าออกอย่างแท้จริง
  114. หน้า ๓๕๘–๓๕๙ ธัมมกถิกสูตรและวาทีสูตร: นักแสดงธรรมและนักโต้วาทีสี่จำพวก (จบปุคคลวรรคที่ ๔) ธัมมกถิกสูตรจำแนกธรรมกถึก ๔ จำพวกตามปริมาณธรรมที่แสดง (น้อย/มาก) และความมีประโยชน์ ชี้ว่าคุณค่าวัดที่ความเหมาะสมกับบริษัทผู้ฟังมากกว่าปริมาณคำพูด วาทีสูตรจำแนกนักพูด ๔ จำพวกตามการจำนนทางอรรถหรือพยัญชนะ และย้ำว่าภิกษุผู้มีปฏิสัมภิทา ๔ ย่อมไม่มีทางจำนนได้เลย ปิดท้ายปุคคลวรรคที่ ๔ พร้อมสรุปรายชื่อพระสูตรในวรรค
  115. หน้า ๓๖๐–๓๖๓ อาภาวรรคที่ ๕: แสงสว่าง ๔ ประการ - ปัญญาเป็นแสงสว่างที่เลิศที่สุด เปิดอาภาวรรคที่ ๕ ด้วยสูตรห้าสูตรเนื้อความเดียวกันซ้ำด้วยคำบาลีต่างกัน (อาภา ปภา อาโลก โอภาส ปัชโชต ล้วนแปลว่าแสงสว่าง) เปรียบแสงสว่าง ๔ อย่าง คือ แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงไฟ และแสงปัญญา ทุกสูตรสรุปว่าแสงสว่างแห่งปัญญาประเสริฐเลิศที่สุดในบรรดาแสงสว่างทั้งปวง เพราะส่องให้เห็นความจริงที่แสงทางกายภาพให้ไม่ได้
  116. หน้า ๓๖๔–๓๖๕ ปฐมกาลสูตร-ทุติยกาลสูตร: กาล ๔ กับอุปมาน้ำฝนไหลสู่ทะเลจนสิ้นอาสวะ แสดงกาล ๔ ที่ควรบำเพ็ญคือฟังธรรม สนทนาธรรม ทำสมถะ และทำวิปัสสนาตามกาลอันควร ทุติยกาลสูตรเสริมอุปมาไพเราะว่าฝนตกบนภูเขาไหลเต็มซอกเขา ลำราง หนอง บึง คลอง แม่น้ำ จนเต็มทะเล ฉันใด ผู้บำเพ็ญกาล ๔ นี้โดยชอบก็ย่อมถึงความสิ้นอาสวะไปตามลำดับฉันนั้น
  117. หน้า ๓๖๖–๓๖๗ วจีทุจริต-วจีสุจริตและสารสูตร: สาระ ๔ แห่งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ (จบตติยปัณณาสก์) ปฐมจริตสูตรแสดงวจีทุจริต ๔ (พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เหลวไหล) ทุติยจริตสูตรแสดงวจีสุจริต ๔ ที่ตรงข้าม (พูดจริง ไม่ส่อเสียด พูดสุภาพ พูดด้วยปัญญา) สารสูตรปิดท้ายด้วยสาระ ๔ ประการอันเป็นแก่นแท้ของการปฏิบัติ คือ ศีลสาระ สมาธิสาระ ปัญญาสาระ และวิมุตติสาระ เป็นการปิดอาภาวรรคที่ ๕ และตติยปัณณาสก์ทั้งหมด
  118. หน้า ๓๖๘–๓๗๑ จตุตถปัณณาสก์เริ่มต้น: อินทรีย์และพละ ๔ - ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เปิดจตุตถปัณณาสก์ด้วยอินทริยวรรคที่ ๑ แสดงอินทรีย์ ๔ (ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา) ตามด้วยพละ ๔ ในหลายสูตรที่จัดองค์ประกอบต่างกัน เช่น ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา, ปัญญา วิริยะ กรรมไม่มีโทษ การสงเคราะห์, สติ สมาธิ กรรมไม่มีโทษ การสงเคราะห์, และการพิจารณา การเจริญกุศล กรรมไม่มีโทษ การสงเคราะห์ แสดงองค์ธรรมที่หนุนการปฏิบัติในแง่มุมต่างๆ
  119. หน้า ๓๗๒ กัปปสูตร: อสงไขย ๔ แห่งกัป และการทำลายโลกด้วยไฟ น้ำ ลม แสดงอสงไขยกัป ๔ ระยะ คือ สังวัฏกัป (กัปเสื่อม) สังกัฏฏัฏฐายีกัป (ช่วงพินาศ) วิวัฏกัป (กัปเจริญกลับ) และวิวัฏฏัฏฐายีกัป (ช่วงเจริญ) ซึ่งยาวนานจนนับปีไม่ได้ อรรถกถาขยายความจักรวาลวิทยาว่าโลกพินาศด้วยไฟไหม้ถึงชั้นอาภัสสรพรหม ด้วยน้ำละลายถึงชั้นสุภกิณหพรหม และด้วยลมทำลายถึงชั้นเวหัปผลพรหม พร้อมอ้างอิงคัมภีร์วิสุทธิมรรคสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม
  120. หน้า ๓๗๓–๓๗๔ โรคสูตร: โรคกายโรคใจ และโรคของบรรพชิต ๔ ประการ ชี้ว่าคนไม่มีโรคกายนานนับสิบนับร้อยปีมีอยู่ แต่คนไม่มีโรคใจแม้เพียงครู่เดียวหาได้ยาก เว้นแต่พระขีณาสพ จากนั้นแสดงโรคของบรรพชิต ๔ อย่าง คือ ความมักมากไม่สันโดษในปัจจัย ๔ การตั้งความปรารถนาลามกอยากได้ลาภยศ การวิ่งเต้นขวนขวายเพื่อลาภสักการะ และการเข้าตระกูลเพื่อให้เขานับถือ เตือนภิกษุให้อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคายแทน
  121. หน้า ๓๗๕–๓๗๖ ปริหานิสูตร: พระสารีบุตรแสดงธรรม ๔ ประการที่ทำให้เสื่อมหรือไม่เสื่อมจากกุศล พระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุภิกษุณีว่า ผู้ใดมีราคะโทสะโมหะหนาแน่นและไม่มีปัญญาจักษุหยั่งลงในฐานะและอฐานะอันลึกซึ้ง พึงถือว่าตนกำลังเสื่อมจากกุศลธรรม ส่วนผู้มีราคะโทสะโมหะเบาบางและมีปัญญาจักษุหยั่งถึงฐานะและอฐานะได้ พึงถือว่าตนไม่เสื่อม เป็นเกณฑ์ตรวจสอบตนเองทางจิตใจที่ปฏิบัติได้จริง
  122. หน้า ๓๗๗–๓๗๙ ภิกขุนีสูตร: ภิกษุณีลวงป่วยหวังพระอานนท์ ทรงแสดงธรรมจนละราคะได้ ภิกษุณีรูปหนึ่งลุ่มหลงในพระอานนท์ แสร้งป่วยส่งคนไปเชิญท่านมาเยี่ยม เมื่อท่านมาถึงก็แสร้งนอนคลุมโปง พระอานนท์แสดงธรรมว่าร่างกายเกิดจากอาหาร ตัณหา มานะ และเมถุน จึงควรอาศัยสิ่งเหล่านั้นละสิ่งเหล่านั้นเสีย โดยเฉพาะเมถุนที่ตรัสสอนให้ชักสะพานเสีย ภิกษุณีฟังจบก็ลุกจากเตียงหมอบขอขมาพระอานนท์ด้วยความสำนึกผิด
  123. หน้า ๓๘๐–๓๘๔ สุคตสูตร: เหตุที่พระสัทธรรมเสื่อมหรือดำรงอยู่ ๔ ประการ (จบอินทริยวรรคที่ ๑) แสดงคุณของพระสุคตและพระธรรมวินัยว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่โลก จากนั้นชี้เหตุ ๔ ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธาน คือ เล่าเรียนพระสูตรผิดบทพยัญชนะ ว่ายากไม่ยอมรับคำสอน ผู้เป็นพหูสูตไม่สอนต่อจนขาดสาย และภิกษุผู้ใหญ่ประพฤติย่อหย่อนให้รุ่นหลังเอาอย่าง พร้อมแสดงธรรม ๔ ประการที่ตรงข้ามอันทำให้พระสัทธรรมดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ
  124. หน้า ๓๘๕–๓๘๙ สังขิตตสูตร-วิตถารสูตร (ปฏิปทาวรรคที่ ๒): ปฏิปทา ๔ กับอุปมาคนหาโคในป่า เปิดปฏิปทาวรรคที่ ๒ ด้วยปฏิปทา ๔ ตามความยากง่ายในการปฏิบัติและความช้าเร็วในการรู้แจ้ง คือ ลำบากรู้ช้า ลำบากรู้เร็ว สะดวกรู้ช้า และสะดวกรู้เร็ว วิตถารสูตรขยายความว่าขึ้นกับความกล้าของราคะโทสะโมหะและความแก่กล้าของอินทรีย์ ๕ อรรถกถาเปรียบด้วยอุปมาคนหาโคที่หนีเข้าป่า ผู้เดินทางลำบากหรือสะดวก โคซ่อนหรือยืนโล่ง ให้เห็นภาพชัดเจน
  125. หน้า ๓๙๐–๓๙๒ อสุภสูตร: ปฏิปทา ๔ ผ่านการเจริญอสุภะกับฌาน และอุปมานักรบพักเสบียง อธิบายปฏิปทา ๔ อีกนัยหนึ่งผ่านการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน ความปฏิกูลในอาหาร ความไม่น่ายินดีในโลก ความไม่เที่ยงของสังขาร และมรณสติ (ปฏิปทาลำบากเพราะฝืนใจ) เทียบกับการเจริญฌานทั้งสี่ (ปฏิปทาสะดวกเพราะเป็นสุขประณีต) อรรถกถาเปรียบด้วยอุปมานักรบที่เข้าซุ้มพักกินดื่มระหว่างศึกก่อนกลับไปรบต่อ
  126. หน้า ๓๙๓–๓๙๖ ปฐมขมสูตร-ทุติยขมสูตร-อุภยสูตร: ปฏิปทาความอดทน การข่มใจ และการรำงับ แสดงปฏิปทา ๔ แบบใหม่คือ ไม่อดทน (ด่าตอบ โกรธตอบ) อดทน (ไม่ตอบโต้) ข่มใจ (สำรวมอินทรีย์หกไม่ให้อกุศลไหลเข้า) และรำงับ (ละกามวิตกพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นทันที) ทุติยขมสูตรใช้ความอดทนต่อทุกขเวทนาทางกายแทน อุภยสูตรสรุปว่าปฏิปทาลำบากรู้ช้าเลวที่สุด ส่วนสะดวกรู้เร็วดีที่สุดในบรรดาปฏิปทาทั้งสี่
  127. หน้า ๓๙๗–๓๙๙ โมคคัลลานสูตร-สารีปุตตสูตร: พระอัครสาวกสนทนากันว่าหลุดพ้นด้วยปฏิปทาใด พระสารีบุตรถามพระมหาโมคคัลลานะว่าจิตท่านหลุดพ้นจากอาสวะด้วยปฏิปทาใดในสี่แบบ ท่านตอบว่าด้วยปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว ต่อมาพระมหาโมคคัลลานะถามพระสารีบุตรกลับ ท่านตอบว่าด้วยปฏิบัติสะดวกและรู้เร็ว อรรถกถาอธิบายว่ามรรคสามเบื้องต่ำของแต่ละท่านต่างกัน แต่อรหัตตมรรคของทั้งสองต่างก็รู้ได้เร็วเหมือนกัน
  128. หน้า ๔๐๐–๔๐๒ สสังขารสูตร: บุคคล ๔ จำพวกผู้ปรินิพพานด้วยความเพียรหรือไม่ต้องเพียร จำแนกบุคคล ๔ จำพวกผู้บรรลุปรินิพพานต่างกันตามกำลังของอินทรีย์ ๕ คือ สสังขารปรินิพพายีในภพปัจจุบัน (เพียรมากแต่บรรลุได้ทันที) สสังขารปรินิพพายีเพราะกายแตกไป (เพียรมากแต่บรรลุหลังตาย) อสังขารปรินิพพายีในภพปัจจุบัน และอสังขารปรินิพพายีเพราะกายแตกไป (อินทรีย์แก่กล้าจึงบรรลุได้โดยไม่ต้องฝืนใจมาก) เริ่มที่หน้า ๓๙๙ ต่อเนื่องข้ามไปถึงวรรคถัดไป
  129. หน้า ๔๐๓–๔๐๔ ยุคนัทธสูตร: มรรค ๔ ทางสู่พระอรหัต จบปฏิปทาวรรคที่ ๒ พระอานนท์แสดงธรรมแก่ภิกษุที่โฆสิตารามว่า ผู้ใดพยากรณ์การบรรลุอรหัตในสำนักพระพุทธเจ้า ย่อมอาศัยมรรค ๔ ทางใดทางหนึ่ง คือ เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า เจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป หรือจิตหลุดพ้นจากความฟุ้งซ่านในธรรมแล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิ ทั้งสี่แนวทางล้วนนำไปสู่การละสังโยชน์และสิ้นอนุสัยได้เหมือนกัน สูตรนี้ปิดท้ายปฏิปทาวรรคที่ ๒ พร้อมสรุปรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรค
  130. หน้า ๔๐๕–๔๐๗ เจตนาสูตร: ความจงใจทางกาย วาจา ใจ เป็นเหตุแห่งสุขทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสุขทุกข์ภายในเกิดจากเจตนาทางกาย วาจา ใจ โดยมีอวิชชาเป็นรากเหง้า ไม่ว่าตนปรุงแต่งเองหรือผู้อื่นปรุงแต่งให้ เมื่ออวิชชาดับ เหตุแห่งสุขทุกข์นั้นก็ไม่มี จากนั้นตรัสถึงความได้อัตภาพ ๔ แบบตามเจตนาของตนหรือผู้อื่น พระสารีบุตรทูลถามต่อถึงเทวดาเนวสัญญานาสัญญายตนะที่จุติแล้วบางพวกกลับมาเกิดอีก (อาคามี) บางพวกไม่กลับมา (อนาคามี) ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้วหรือยัง
  131. หน้า ๔๐๘–๔๑๒ อรรถกถาเจตนาสูตร: นับเจตนา ๒๗๖ และนิทานเทวดาผู้จุติเพราะเผลอ อรรถกถาไขความละเอียดเรื่องเจตนา ๘๐ อย่างในแต่ละทวารกาย วาจา รวมมโนทวารอีก ๑๑๖ รวมทั้งสิ้น ๒๗๖ เจตนาอันนับเป็นสังขารขันธ์ พร้อมเล่านิทานเทวดาขิฑฑาปโทสิกะที่เพลิดเพลินเล่นจนลืมกินจนตาย และเทวดามโนปโทสิกะสององค์ที่โกรธกันจนจุติทั้งที่นางฟ้ากำลังร่ำไห้ เป็นตัวอย่างว่าสัญเจตนาของตนเองหรือของผู้อื่นเป็นเหตุแห่งการจุติได้อย่างไร
  132. หน้า ๔๑๓ วิภัตติสูตร: พระสารีบุตรบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ ภายในกึ่งเดือน พระสารีบุตรประกาศต่อภิกษุทั้งหลายว่า นับแต่อุปสมบทได้เพียงกึ่งเดือน ท่านก็ทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถะ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ สามารถอธิบายแจกแจงได้หลายนัย พร้อมท้าให้ผู้สงสัยมาถามได้ โดยมีพระศาสดาประทับอยู่เป็นสักขีพยาน อรรถกถาอธิบายว่าปฏิสัมภิทา ๓ เป็นโลกิยะ ส่วนอัตถปฏิสัมภิทาเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ
  133. หน้า ๔๑๔–๔๑๖ โกฏฐิตสูตร: เมื่อผัสสายตนะ ๖ ดับหมด อะไรยังเหลืออยู่หรือไม่ พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรเป็นข้อเทียบ ๔ แบบ (มี ไม่มี มีและไม่มี ไม่ใช่มีไม่ใช่ไม่มี) ว่าเมื่อผัสสายตนะ ๖ ดับสนิทแล้วยังมีสิ่งใดเหลืออยู่หรือไม่ พระสารีบุตรปฏิเสธทุกข้อเพราะเป็นการถามที่ทำให้เรื่องไม่เนิ่นช้ากลายเป็นเนิ่นช้า (ปปัญจธรรม) แล้วสรุปว่าตราบใดที่ผัสสายตนะยังเป็นไป ปปัญจธรรมก็ยังเป็นไปด้วย เมื่อผัสสายตนะดับ ปปัญจธรรมก็ระงับไปพร้อมกัน
  134. หน้า ๔๑๗–๔๑๘ อานนทสูตร: พระอานนท์ถามปัญหาเดียวกันกับพระมหาโกฏฐิตะ พระอานนท์ตั้งคำถามแบบเดียวกับสูตรก่อนหน้า คือถามพระมหาโกฏฐิตะว่าเมื่อผัสสายตนะ ๖ ดับสนิทแล้วยังมีสิ่งใดเหลืออยู่หรือไม่ในสี่แบบ พระมหาโกฏฐิตะตอบปฏิเสธทุกข้อเช่นเดียวกับที่พระสารีบุตรเคยตอบ และอธิบายด้วยหลักเดียวกันว่าปปัญจธรรมกับผัสสายตนะเป็นไปคู่กัน สูตรนี้ไม่มีอรรถกถาประกอบ
  135. หน้า ๔๑๙–๔๒๐ อุปวานสูตร: ทำที่สุดทุกข์ได้ด้วยวิชชาและจรณะควบคู่กัน พระอุปวานถามพระสารีบุตรว่าบุคคลทำที่สุดทุกข์ได้ด้วยวิชชาอย่างเดียว จรณะอย่างเดียว ทั้งสองอย่าง หรือนอกเหนือจากทั้งสองหรือไม่ พระสารีบุตรตอบปฏิเสธทุกข้อ เพราะหากยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวก็ยังมีอุปาทาน ส่วนผู้ที่ปุถุชนเว้นจากวิชชาจรณะก็ทำที่สุดทุกข์ไม่ได้เลย สรุปว่าผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ รู้เห็นตามความเป็นจริงเท่านั้นจึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
  136. หน้า ๔๒๑ อายาจนสูตร: บุคคลต้นแบบ ๔ คู่สำหรับพุทธบริษัท ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่อจะปรารถนาเป็นเยี่ยงอย่างพึงปรารถนาตามบุคคลต้นแบบ คือ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะสำหรับภิกษุ พระเขมากับพระอุบลวรรณาสำหรับภิกษุณี จิตตคฤหบดีกับหัตถกอุบาสกชาวอาฬวีสำหรับอุบาสก และนางขุชชุตตรากับนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาสำหรับอุบาสิกา เพราะทั้งหมดนี้เป็นตราชูวัดมาตรฐานของสาวกแต่ละประเภท
  137. หน้า ๔๒๒–๔๒๓ ราหุลสูตร: ตรัสสอนพระราหุลเจริญกรรมฐานธาตุ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระราหุลให้พิจารณาธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญาอันชอบว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นเช่นนี้จิตย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในธาตุนั้น ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธาตุ ๔ ว่าไม่ใช่ตัวตนเช่นนี้ได้ชื่อว่าตัดตัณหา รื้อถอนสังโยชน์ และทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะละมานะโดยชอบ
  138. หน้า ๔๒๔–๔๒๙ ชัมพาลีสูตร: อุปมามือเปื้อนยางจับกิ่งไม้ กับบ่อน้ำอันปิดเปิดทางน้ำ ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามผลของการเข้าเจโตวิมุตติแล้วมนสิการดับสักกายะหรือทำลายอวิชชา บางคนจิตไม่น้อมไป จึงไม่พึงหวังผลได้ อุปมาดังมือเปื้อนยางจับกิ่งไม้แล้วติดหนึบ ตกน้ำจมกลายเป็นเหยื่อจระเข้ บางคนจิตน้อมไปได้ อุปมาดังมือสะอาดไต่ต้นไม้ ๘ ต้นข้ามฟากได้สำเร็จ และอุปมาบ่อน้ำใหญ่ที่ปิดทางน้ำเข้าเปิดทางออกย่อมแห้งเน่า เทียบกับผู้ไม่ฟังธรรม ส่วนผู้เปิดทางน้ำเข้าปิดทางออกย่อมเต็มล้นดุจผู้บรรลุโลกุตรธรรม
  139. หน้า ๔๓๐–๔๓๑ นิพพานสูตร: เหตุที่สัตว์บางพวกไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่าเหตุใดสัตว์บางพวกจึงไม่ปรินิพพานในภพปัจจุบัน พระสารีบุตรตอบว่าเพราะไม่ทราบชัดตามจริงถึงสัญญา ๔ ฝ่าย คือ สัญญาฝ่ายเสื่อม ฝ่ายดำรงอยู่ ฝ่ายวิเศษ และฝ่ายชำแรกกิเลส ส่วนผู้ที่ทราบชัดถึงสัญญาทั้งสี่นี้ตามความเป็นจริงย่อมปรินิพพานได้ในปัจจุบันนั่นเอง
  140. หน้า ๔๓๒–๔๓๗ มหาปเทสสูตร: หลักอ้างอิงใหญ่ ๔ ประการตรวจสอบพุทธพจน์แท้ จบสัญเจตนิยวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงมหาประเทศ ๔ คือ คำที่อ้างว่าได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเอง จากสงฆ์พร้อมพระเถระ จากพระเถระพหูสูตหลายรูป หรือจากพระเถระรูปเดียว ล้วนต้องนำมาเทียบเคียงกับพระสูตรและสอบสวนกับพระวินัยก่อนเชื่อหรือทิ้ง อรรถกถาขยายความอย่างน่าสนใจถึงข้อถกเถียงว่าอะไรนับเป็น "สูตร" โดยอ้างว่าพระสุทินนเถระเคยคัดค้านคัมภีร์ปลอมบางเล่มที่แฝงมาจากฝ่ายมหายาน สูตรนี้ปิดท้ายสัญเจตนิยวรรคที่ ๓
  141. หน้า ๔๓๘–๔๔๐ โยธสูตร: องค์ ๔ ของนักรบเทียบกับองค์ ๔ ของภิกษุ เปิดโยธาชีววรรค เปิดวรรคใหม่ (โยธาชีววรรคที่ ๔) ด้วยอุปมานักรบที่ควรแก่พระราชาต้องฉลาดในฐานะ ยิงไกล ยิงเร็ว และทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้ เทียบกับภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณาต้องมีศีล เห็นขันธ์ ๕ ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบันว่าไม่ใช่ตัวตน (ยิงไกล) รู้แจ้งอริยสัจ ๔ (ยิงเร็ว) และทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้ (ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่)
  142. หน้า ๔๔๑ ปาฏิโภคสูตร: ไม่มีใครค้ำประกันไม่ให้แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหมใดในโลกสามารถรับประกันได้ว่า สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาจะไม่แก่ สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาจะไม่เจ็บ สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาจะไม่ตาย หรือวิบากของบาปกรรมที่ทำไว้จะไม่เกิดขึ้น เป็นการเตือนสติถึงความไม่มีใครหนีกฎธรรมชาติและกฎแห่งกรรมได้
  143. หน้า ๔๔๒–๔๔๓ สุตสูตร: คำพูดที่ควรกล่าวไม่ได้ขึ้นกับว่าเห็นฟังจริงเท่านั้น วัสสการพราหมณ์เห็นว่าการพูดสิ่งที่ตนเห็น ฟัง ทราบ หรือรู้แจ้งตามจริงไม่มีโทษเลย พระพุทธเจ้าทรงแย้งว่าไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป การกล่าวสิ่งใดก็ตามที่ทำให้อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ถือว่าไม่ควรกล่าว แต่ถ้ากล่าวแล้วทำให้อกุศลเสื่อม กุศลเจริญ จึงควรกล่าว มาตรฐานจึงอยู่ที่ผลต่อจิตใจ ไม่ใช่ที่ความจริงแท้เพียงอย่างเดียว
  144. หน้า ๔๔๔–๔๔๘ อภยสูตร: บุคคล ๔ ที่กลัวตาย กับ ๔ ที่ไม่กลัวตาย พราหมณ์ชานุโสณีเชื่อว่าไม่มีใครไม่กลัวตาย พระพุทธเจ้าทรงแย้งด้วยบุคคล ๔ จำพวกที่กลัวตายเพราะยังติดกาม ติดกาย ทำบาปไว้มาก หรือยังสงสัยในธรรม เทียบกับ ๔ จำพวกที่ไม่กลัวตายเพราะปราศจากความกำหนัดในกามและกาย ทำความดีไว้ และไม่มีความสงสัยในพระสัทธรรม เมื่อจบพระธรรมเทศนา พราหมณ์ชานุโสณีเลื่อมใสขอถึงสรณะเป็นอุบาสกตลอดชีวิต
  145. หน้า ๔๔๙–๔๕๒ พราหมณสัจจสูตร: สัจจะ ๔ ของพราหมณ์แท้ที่พระพุทธเจ้าทรงรับรอง พระพุทธเจ้าตรัสแก่ปริพาชกว่าทรงรู้แจ้งสัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการด้วยพระองค์เอง คือ สัตว์ทั้งปวงไม่ควรฆ่า กามทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ภพทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และสูตรว่างเปล่าจากตัวตนทั้งสี่เงื่อน (เราไม่มีในอะไร ผู้อื่นก็ไม่มีในเรา) ผู้กล่าวสัจจะเหล่านี้โดยไม่ยึดถือว่าตนประเสริฐกว่าใคร ชื่อว่าปฏิบัติด้วยความเอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์และดำเนินในปฏิปทาอันไม่มีกังวล
  146. หน้า ๔๕๓–๔๕๖ อุมมังคสูตร: ภิกษุถามปัญหาลึกซึ้ง จิตนำโลก การเป็นพหูสูต ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นลำดับสี่ข้อ โลกอันอะไรนำไป (จิตนำไป) อะไรทำให้เป็นพหูสูตทรงธรรม (เข้าใจอรรถและปฏิบัติตามคาถา ๔ บาท) อะไรทำให้เป็นผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลส (แทงตลอดอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา) และอะไรทำให้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก (ไม่คิดเบียดเบียนตนผู้อื่น คิดแต่เกื้อกูลแก่โลก) พระพุทธเจ้าทรงชมเชยปัญญาของภิกษุนี้ทุกครั้งที่ถาม
  147. หน้า ๔๕๗–๔๖๐ วัสสการสูตร: มีแต่สัตบุรุษเท่านั้นที่รู้จักสัตบุรุษ วัสสการพราหมณ์ทูลถามว่าอสัตบุรุษหรือสัตบุรุษรู้จักกันได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีแต่สัตบุรุษเท่านั้นที่รู้จักทั้งสัตบุรุษและอสัตบุรุษ ส่วนอสัตบุรุษรู้จักใครไม่ได้เลย วัสสการพราหมณ์เล่าเรื่องโตเทยยพราหมณ์ใช้เหตุผลวนซ้ำโน้มน้าวบริษัทให้เชื่อว่าพระเจ้าเอเฬยยะและข้าราชบริพารเลื่อมใสสมณรามบุตรเพราะท่านฉลาดกว่า เป็นตัวอย่างการใช้ตรรกะชวนเชื่อที่ดูสมเหตุสมผลแต่ว่างเปล่า
  148. หน้า ๔๖๑–๔๖๔ อุปกสูตร: อุปกะโต้วาทะพระพุทธเจ้า ถูกพระเจ้าอชาตศัตรูขับไล่ อุปกมัณฑิกาบุตร สาวกเทวทัต อ้างว่าผู้ติเตียนผู้อื่นย่อมทำกุศลไม่สำเร็จ พระพุทธเจ้าทรงย้อนว่าคำนี้ใช้ได้กับตัวอุปกะเองเพราะกำลังติเตียนพระองค์อยู่ อุปกะจนแต้ม แต่ยังไปเล่าเรื่องให้พระเจ้าอชาตศัตรูฟัง กลับถูกกริ้ว ดุด่าว่าเป็น "เด็กลูกชาวนาเกลือ" อวดดีบังอาจ แล้วถูกขับไล่ออกจากราชสำนักทันที
  149. หน้า ๔๖๕ สัจฉิกิริยสูตร: ธรรม ๔ ที่ควรทำให้แจ้งด้วยกาย สติ จักษุ ปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้ประจักษ์แจ้งด้วยวิธีต่างกัน คือ วิโมกข์ ๘ พึงทำให้แจ้งด้วยกาย ปุพเพนิวาสานุสติพึงทำให้แจ้งด้วยสติ การจุติและอุบัติของสัตว์พึงทำให้แจ้งด้วยจักษุทิพย์ และความสิ้นอาสวะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญา เป็นสูตรสั้นแสดงระดับการบรรลุธรรมที่ต่างกันตามอินทรีย์
  150. หน้า ๔๖๖–๔๖๙ อุโปสถสูตร: ทรงสรรเสริญภิกษุสงฆ์ผู้สงบนิ่งในวันอุโบสถ ในวันอุโบสถ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์นั่งนิ่งสงบ จึงตรัสสรรเสริญว่าเป็นบริษัทที่หาได้ยาก ควรแก่การเคารพบูชา แล้วทรงจำแนกภิกษุในหมู่สงฆ์ว่ามีทั้งผู้ถึงความเป็นเทพด้วยฌาน ถึงความเป็นพรหมด้วยพรหมวิหาร ๔ ถึงชั้นอาเนญชาด้วยอรูปฌาน และถึงความเป็นอริยะด้วยการรู้แจ้งอริยสัจ ๔ จบวรรคที่ ๔ คือโยธาชีวรรค พร้อมสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐
  151. หน้า ๔๗๐–๔๗๔ โสตานุคตสูตร: อานิสงส์การท่องจำธรรมจนคล่องปาก พระพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ ๔ ประการของธรรมที่ภิกษุฟังเนืองๆ จนคล่องปากขึ้นใจ แม้ตายอย่างหลงสติไปเกิดเป็นเทพ บทธรรมจะผุดขึ้นช่วยให้ระลึกได้เร็ว เปรียบเหมือนได้ยินเสียงกลองเสียงสังข์ก็จำได้ทันที หรือเพื่อนเก่าเตือนความจำกัน อรรถกถาเล่าที่มาว่าเกิดจากพราหมณ์ ๕๐๐ รูปที่บวชแล้วไม่ยอมฟังธรรมเพราะคิดว่าตนรู้ไวยากรณ์ดีอยู่แล้ว
  152. หน้า ๔๗๕–๔๘๐ ฐานสูตร: ศีล ความสะอาด กำลังใจ ปัญญา รู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสฐานะ ๔ ที่พึงรู้ได้ด้วยฐานะ ๔ คือ ศีลรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันนาน ความซื่อตรงรู้ได้ด้วยการสนทนา กำลังใจรู้ได้เมื่อเผชิญอันตรายเช่นเสื่อมญาติหรือเสื่อมทรัพย์ และปัญญารู้ได้ด้วยการสนทนาไต่ถาม ทุกข้อต้องใช้เวลานานและใส่ใจจึงจะรู้ เปรียบปัญญาคนตื้นลึกเหมือนคนเห็นปลาผุดน้ำแล้วบอกขนาดปลาได้
  153. หน้า ๔๘๑–๔๘๖ ภัททิยสูตร: อย่าเชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา (แนวกาลามสูตร) เจ้าภัททิยลิจฉวีทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงมีมายากลับใจคนจริงหรือ พระองค์จึงตรัสหลักสำคัญว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา สืบต่อกันมา ตื่นข่าว อ้างตำรา นึกเดา คาดคะเน ตรงกับลัทธิตน หรือเพราะผู้พูดน่าเชื่อ แต่ให้พิจารณาด้วยตนเองว่าธรรมนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล มีโทษหรือไม่ ผ่านตัวอย่างโลภ โกรธ หลง แข่งดี ในที่สุดภัททิยะเลื่อมใสขอถึงไตรสรณะ
  154. หน้า ๔๘๗–๔๙๐ สามุคิยสูตร: องค์แห่งความเพียร ๔ เพื่อความบริสุทธิ์ พระอานนท์แสดงธรรมแก่ชาวโกฬิยะนิคมสาปุคะว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์มี ๔ คือ ศีลบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ด้วยฌาน ๔ ทิฏฐิบริสุทธิ์ด้วยการรู้อริยสัจ ๔ และวิมุตติบริสุทธิ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคลายกำหนัดหลังบำเพ็ญสามข้อแรกครบถ้วน เป็นทางนำไปสู่ความหมดจดพ้นทุกข์และก้าวล่วงความโศก
  155. หน้า ๔๙๑–๕๐๐ วัปปสูตร: เจ้าวัปปะศากยะ สาวกนิครนถ์ กลับใจถึงไตรสรณะ เจ้าวัปปะศากยะ สาวกนิครนถ์ สนทนากับพระโมคคัลลานะเรื่องอาสวะจะติดตามไปในภพหน้าหรือไม่ พระพุทธเจ้าเสด็จมาสนทนาต่อ ทรงเปรียบการดับอาสวะด้วยการตัดต้นไม้ถอนรากจนเงาไม่เกิดอีก และแสดงธรรมเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ของผู้หลุดพ้น วัปปะเปรียบตนเลี้ยงม้าขาดทุนเหมือนคบนิครนถ์แล้วขาดทุน จึงเลิกเลื่อมใสนิครนถ์ ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  156. หน้า ๕๐๑–๕๐๕ สาตถสูตร: เจ้าสาฬหะทูลถามเรื่องศีลวิสุทธิ์กับการเกลียดตบะ เจ้าสาฬหะและอภัยลิจฉวีทูลถามว่าการรื้อถอนโอฆะทำได้ด้วยศีลวิสุทธิ์หรือด้วยการเกลียดตบะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ยึดติดการเกลียดตบะและมีกายวาจาใจไม่บริสุทธิ์ไม่อาจข้ามโอฆะได้ เปรียบเหมือนไม้แต่งแต่ภายนอกแต่ในไม่เรียบย่อมจมน้ำ ส่วนผู้บริสุทธิ์ทั้งในนอกเปรียบเหมือนเรือข้ามฟากสำเร็จ และเปรียบอริยสาวกผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวิมุตติ เหมือนนักรบเก่งยิงไกล แม่น ทำลายข้าศึกได้
  157. หน้า ๕๐๖–๕๑๑ มัลลิกสูตร: เหตุใดหญิงบางคนสวยจน บางคนขี้เหร่รวย พระนางมัลลิกาเทวีทูลถามเหตุที่ทำให้สตรีบางคนรูปงามหรือรูปทราม ยากจนหรือมั่งคั่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าความมักโกรธทำให้รูปทราม ความไม่โกรธทำให้รูปงาม การไม่ให้ทานและมีใจริษยาทำให้ยากจนต่ำศักดิ์ ส่วนการให้ทานและไม่ริษยาทำให้มั่งคั่งสูงศักดิ์ พระนางมัลลิการำลึกถึงกรรมเก่าของตนแล้วตั้งใจแก้ไขนิสัย ขอถึงไตรสรณะเป็นอุบาสิกา
  158. หน้า ๕๑๒–๕๑๙ อัตตันตปสูตร: บุคคล ๔ จำพวก ผู้ทรมานตน-ทรมานผู้อื่น พระพุทธเจ้าจำแนกบุคคล ๔ จำพวก คือ ผู้ทรมานตนเอง (บรรยายพฤติกรรมชีเปลือยบำเพ็ญตบะสุดโต่งอย่างละเอียด) ผู้ทรมานผู้อื่น (นายพราน โจร ฆาตกร) ผู้ทรมานทั้งตนและผู้อื่น (กษัตริย์ทำพิธีบูชายัญให้บริวารเดือดร้อน) และผู้ไม่ทรมานใครเลย คือภิกษุผู้ออกบวช บำเพ็ญศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญฌาน จนบรรลุวิชชา ๓ สิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์ อันเป็นแบบอย่างทางสายกลางที่แท้จริง
  159. หน้า ๕๒๐–๕๒๙ อรรถกถาอัตตันตปสูตร ตอนต้น: ชีเปลือย พิธีบูชายัญ และวิธีโกงตาชั่ง อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอัตตันตปสูตร ตั้งแต่ความหมายของการทำตน-ผู้อื่นให้เดือดร้อน แจกแจงวัตรของชีเปลือย รายละเอียดพิธีบูชายัญของพระราชาที่สร้างโรงบูชายัญและฆ่าสัตว์นานาชนิด จากนั้นอธิบายวิธีโกงตาชั่ง เครื่องวัด และการฉ้อโกงหลายรูปแบบ พร้อมเล่านิทานพรานเนื้อถูกนักเลงหลอกเอาเนื้อคืนด้วยคำพูดลวงที่ฟังดูมีเหตุผล
  160. หน้า ๕๓๐–๕๓๘ อรรถกถาอัตตันตปสูตร ตอนปลาย: บริขาร ๘ การอยู่ป่า ฌานและวิชชา ๓ อรรถกถาอธิบายต่อเรื่องบริขาร ๘ ของภิกษุผู้สันโดษ (ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม รัดประคต เครื่องกรองน้ำ) เปรียบภิกษุกับนกที่บินไปด้วยปีกของตนไม่ห่วงใยที่ใด อธิบายการสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะในอิริยาบถ เหตุที่ภิกษุอยู่ป่าได้สำเร็จต้องมีศีลบริสุทธิ์ อธิบายฌาน ๔ และวิชชา ๓ อันนำไปสู่ความหลุดพ้นจากอาสวะ
  161. หน้า ๕๓๙ ตัณหาสูตรที่ ๙: ตัณหาเปรียบด้วยข่าย และตัณหาวิจริต ๑๐๘ พระพุทธเจ้าทรงแสดงตัณหาเปรียบเหมือนข่ายที่ท่องเที่ยวแผ่ซ่านเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ห่อหุ้มสัตว์โลกดุจกลุ่มด้ายยุ่งเหยิงและหญ้าปล้อง ไม่ให้พ้นจากอบายและสงสาร ทรงจำแนกตัณหาวิจริต ๑๘ ประการที่อาศัยขันธ์ภายใน และอีก ๑๘ ประการที่อาศัยขันธ์ภายนอก คูณด้วยกาลทั้งสามรวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘ ประการ
  162. หน้า ๕๔๐–๕๔๓ อรรถกถาตัณหาสูตร: อุปมาด้ายยุ่งและเชือกหญ้าปล้อง อรรถกถาขยายความอุปมาตัณหาดุจข่าย เปรียบกับด้ายของช่างหูกที่ยุ่งเหยิงหาปลายไม่เจอ และเชือกหญ้าปล้องที่มีแต่พระโพธิสัตว์เท่านั้นที่สางให้ตรงได้ อธิบายความหมายของอบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร และไขความโครงสร้างตัณหาวิจริต ๑๐๘ ว่าประกอบด้วยทิฏฐิสีสะ สุทธสีสะ และสีสมูลกะอย่างไร
  163. หน้า ๕๔๔–๕๔๙ เปมสูตรที่ ๑๐: ความรักและโทสะเกิดจากกันและกัน จบจตุตถปัณณาสก์ เปมสูตรแสดงธรรมชาติ ๔ ประการที่เกิดขึ้นในใจคน คือ ความรักเกิดเพราะความรัก โทสะเกิดเพราะความรัก ความรักเกิดเพราะโทสะ และโทสะเกิดเพราะโทสะ ล้วนเกิดจากวิธีที่ผู้อื่นปฏิบัติต่อคนที่เรารักหรือชัง ทรงแสดงว่าเมื่อภิกษุเข้าฌาน ๔ และหลุดพ้นด้วยปัญญา ธรรมชาติทั้งสี่นี้ย่อมถูกตัดรากขาดไม่เกิดอีก จบพระสูตรนี้เป็นการสิ้นสุดจตุตถปัณณาสก์
  164. หน้า ๕๕๐–๕๖๓ สัปปุริสวรรคที่ ๑ (ปัณณาสก์ที่ ๕): อสัตบุรุษ-สัตบุรุษยิ่งกว่า ๑๐ สูตร วรรคพิเศษนอกปัณณาสก์ปกติ (อรรถกถาระบุว่าเป็นปัณณาสก์ที่ ๕) รวม ๑๐ สูตรสั้นรูปแบบเดียวกัน แสดงคน ๔ ระดับ คือ อสัตบุรุษ อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ (ทำชั่วเองและชวนผู้อื่นด้วย) สัตบุรุษ และสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ โดยใช้เกณฑ์ต่างกันในแต่ละสูตร เช่น ศีล ๕ สัทธรรม ๗ กรรมบถ ๑๐ และมรรคมีองค์ ๘-๑๐ อรรถกถาระบุว่าเหมาะกับคฤหัสถ์ที่เป็นโสดาบันหรือสกทาคามีด้วย
  165. หน้า ๕๖๔–๕๗๒ โสภนวรรคที่ ๒: ผู้ทำบริษัทให้งาม และธรรม ๔ ที่นำไปนรก-สวรรค์ ๑๐ สูตร โสภนวรรคที่ ๒ รวม ๑๐ สูตร เริ่มด้วยบุคคล ๔ จำพวกที่ทำบริษัทให้เศร้าหมองหรือให้งาม (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทุศีล/มีศีล) จากนั้นเป็นสูตรรูปแบบ "ถูกโยนลงนรก-ถูกเชิญขึ้นสวรรค์" ซ้ำกันหลายสูตรตามหัวข้อต่างกัน เช่น ทุจริต ๓ กับมิจฉาทิฏฐิ ความอกตัญญู ศีล ๔ ข้อ องค์มรรคที่ผิด และการพูดเท็จเรื่องที่เห็น-ได้ยิน-รู้สึก-รู้เทียบกับพูดจริง
  166. หน้า ๕๗๓–๕๗๖ ทุจริตวรรคที่ ๓ (เริ่ม): วจีทุจริต-สุจริต และธรรม ๔ ฝ่ายคนพาล-บัณฑิต เริ่มทุจริตวรรคที่ ๓ สูตรแรกแสดงวจีทุจริต ๔ (พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อ) เทียบกับวจีสุจริต ๔ จากนั้นสูตรต่อมาใช้กรอบ "คนพาล-บัณฑิต" แทน "นรก-สวรรค์" อธิบายธรรม ๔ ประการชุดเดิม เช่น ทุจริต ๓ กับมิจฉาทิฏฐิ ความอกตัญญู ศีล ๔ ข้อ และองค์มรรคที่ผิด/ชอบ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปหน้าถัดจาก ๕๗๖
  167. หน้า ๕๗๗–๕๘๑ ทุจริตวรรคที่ ๓ คู่ตรงข้ามคนพาลกับบัณฑิต และกวี ๔ จำพวก วรรณนาคู่ตรงข้ามระหว่างคนพาลกับบัณฑิตผ่านหัวข้อวจีทุจริต-สุจริต ความอกตัญญู การฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกามพูดเท็จ มิจฉาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิ และการกล่าวเท็จเรื่องที่เห็นได้ยินรู้ทราบ ปิดท้ายด้วยกวีสูตรจำแนกกวี ๔ จำพวกตามที่มาของบทกวี คือคิดเอง ฟังมา อาศัยเนื้อความ และเกิดจากปฏิภาณเฉพาะหน้าอย่างพระวังคีสเถระ จบวรรคที่ ๓
  168. หน้า ๕๘๒–๕๘๙ กรรมวรรคที่ ๔ ตอนที่ ๑ กรรมดำ-ขาว และปุจฉาของพราหมณ์โสณกายนะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกรรม ๔ ประเภทที่ทรงตรัสรู้เอง คือกรรมดำมีวิบากดำ(เบียดเบียนผู้อื่นทำให้เกิดในอบาย) กรรมขาวมีวิบากขาว(ไม่เบียดเบียนทำให้เกิดในสวรรค์) กรรมทั้งดำทั้งขาวปนกัน(เกิดเป็นมนุษย์เทวดาบางส่วน) และกรรมไม่ดำไม่ขาวคือมรรคเจตนาที่ทำให้สิ้นกรรม เมื่อพราหมณ์โสณกายนะแย้งว่าพระองค์สอนไม่ให้ทำกรรมเลยจะทำให้โลกขาดสูญ พระองค์ทรงอธิบายหลักกรรม ๔ นี้เป็นคำตอบ
  169. หน้า ๕๙๐–๕๙๙ กรรมวรรคที่ ๔ ตอนที่ ๒ กรรมในแง่ศีลและอนันตริยกรรม สมณสูตร อธิบายกรรม ๔ ประเภทซ้ำในหลายบริบท ทั้งแง่ศีล ๕ (กรรมดำ=ฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ผิดกามพูดเท็จดื่มสุรา) แง่อนันตริยกรรม(ฆ่าบิดามารดาพระอรหันต์ทำสงฆ์แตก) และแง่โพชฌงค์ ตามด้วยสมณสูตรที่ตรัสว่าสมณะ ๔ จำพวก(โสดาบันถึงอรหันต์)มีได้เฉพาะในธรรมวินัยนี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะ และอานิสังสสูตรว่าด้วยอานิสงส์การคบสัตบุรุษ ปิดท้ายกรรมวรรคที่ ๔
  170. หน้า ๖๐๐–๖๐๖ อาปัตติภยวรรคที่ ๕ ตอนที่ ๑ สงฆ์แตกและอุปมาความกลัวอาบัติ พระอานนท์กราบทูลเรื่องพระพาหิยะยืนกรานทำสงฆ์แตกแยก พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุผล ๔ ประการที่ภิกษุลามกยินดีทำลายสงฆ์เพราะเกรงถูกขับไล่หรือเสียลาภสักการะ จากนั้นทรงเปรียบความกลัวต่ออาบัติด้วยอุปมาสะเทือนใจ เช่นโจรถูกจับตัดศีรษะ หรือบุรุษนุ่งผ้าดำห้อยสากห้อยขี้เถ้าที่คอประจานตน เพื่อสอนให้ภิกษุกลัวอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะอย่างจริงจัง
  171. หน้า ๖๐๗–๖๑๖ อาปัตติภยวรรคที่ ๕ ตอนที่ ๒ อานิสงส์พรหมจรรย์ การนอน ๔ แบบ และวจีจริง ทรงแสดงว่าพรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์ ปัญญาเป็นยอด วิมุตติเป็นแก่น สติเป็นใหญ่ จากนั้นสอนการนอน ๔ แบบเปรียบเทียบคนตาย คนบริโภคกาม ราชสีห์ และตถาคตผู้เข้าฌาน ต่อด้วยบุคคล ๔ จำพวกที่ควรสร้างสถูปบรรจุอัฐิ ธรรมเพื่อความเจริญปัญญา และคำพูดอริยะกับอนริยะที่ต้องพูดตรงตามความเป็นจริงที่ได้เห็นได้ยินได้ทราบได้รู้ ปิดท้ายวรรคที่ ๕
  172. หน้า ๖๑๗–๖๒๙ อภิญญาวรรคที่ ๖ พระมาลุงกยบุตรและอุปมาม้าอาชาไนย เริ่มด้วยธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ละ เจริญ ทำให้แจ้ง และการแสวงหาที่ประเสริฐคือมุ่งสู่นิพพานต่างจากการแสวงหาสิ่งที่ยังตกอยู่ในชราพยาธิมรณะ จุดเด่นคือเรื่องพระมาลุงกยบุตรผู้ชราวอนขอโอวาทสั้นๆ พระพุทธเจ้าทรงชี้เหตุเกิดตัณหาจากปัจจัย ๔ ท่านจึงหลีกออกบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตผล ตามด้วยเหตุตระกูลเสื่อม อุปมาม้าอาชาไนยกับภิกษุผู้สมบูรณ์คุณธรรม และผู้ควรอยู่ป่า ปิดท้ายวรรคที่ ๖
  173. หน้า ๖๓๐–๖๓๒ กรรมปถวรรคที่ ๗ กรรมบถ ๑๐ กับการทำเอง ชักชวน พอใจ สรรเสริญ ทรงแสดงกรรมบถ ๑๐ ทั้งฝ่ายอกุศลและกุศลอย่างละเอียด แต่ละข้อ(ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ โลภ พยาบาท เห็นผิด)แบ่งเป็น ๔ ลักษณะคือทำเอง ชักชวนผู้อื่นทำ พอใจที่มีการทำ และกล่าวสรรเสริญการทำ ผู้ประกอบกรรมฝ่ายชั่วทั้ง ๔ อย่างย่อมตกนรก ส่วนผู้งดเว้นและส่งเสริมฝ่ายดีทั้ง ๔ อย่างย่อมได้ขึ้นสวรรค์ ปิดท้ายกรรมปถวรรคที่ ๗
  174. หน้า ๖๓๓–๖๓๔ ปิดอรรถกถาจตุกนิบาต และราคเปยยาล จบจตุกนิบาต อรรถกถาสรุปกรรมปถวรรคว่ากล่าวคละโลกิยะโลกุตตระ แล้วปิดอรรถกถาจตุกนิบาตทั้งเล่มชื่อมโนรถปูรณี จากนั้นเป็นภาคผนวก"พระสูตรที่ไม่นับปัณณาสก์" แสดงหลักธรรมราคเปยยาล คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และอิทธิบาท ๔ ที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละราคะ โทสะ โมหะตลอดจนกิเลสอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคำว่า "จบจตุกนิบาต" ซึ่งเป็นการปิดท้ายพระสูตรหมวดสี่ทั้งหมดของอังคุตตรนิกายอย่างเป็นทางการ