อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๖ · ๘๔๕ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๑๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๕ สังขิตตสูตร-วิตถตสูตร: กำลังของพระเสขบุคคล ๕ (ย่อและขยาย) เปิดเล่ม ๓ (ปัญจก-ฉักกนิบาต) ด้วยสังขิตตสูตรและวิตถตสูตร แสดงกำลัง ๕ ของพระเสขบุคคล (ผู้ยังต้องศึกษา) คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา สูตรแรกกล่าวหัวข้อโดยย่อ สูตรที่สองขยายความแต่ละข้อ เช่น ศรัทธาคือเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หิริ-โอตตัปปะคือละอายและกลัวบาป ปัญญาคือเห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ พร้อมอรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีประกอบ
  2. หน้า ๖–๗ ทุกขสูตร-ภตสูตร: ธรรม ๕ ที่นำสู่ทุกข์หรือสุข นรกหรือสวรรค์ ทุกขสูตรและภตสูตร แสดงธรรม ๕ ประการเดียวกัน (ไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ เกียจคร้าน ปัญญาทราม) ว่าเป็นเหตุให้ภิกษุอยู่เป็นทุกข์และตายไปสู่ทุคติ เปรียบเหมือนถูกทิ้งขว้างดังสิ่งของไร้ค่า ส่วนผู้มีธรรม ๕ ตรงข้ามย่อมอยู่เป็นสุขและไปสู่สุคติ เปรียบเหมือนสิ่งของที่นำไปวางไว้อย่างดี สูตรทั้งสองไม่มีอรรถกถาขยายความ
  3. หน้า ๘ สิกขสูตร: ฐานะน่าติเตียนของผู้ลาสิกขาที่ขาดธรรม ๕ สิกขสูตร ว่าด้วยภิกษุหรือภิกษุณีที่ลาสิกขาสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะถูกติเตียนได้ตามเหตุผล หากไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ความเพียร และปัญญาในกุศลธรรม แต่ผู้ที่แม้มีทุกข์โทมนัสร้องไห้อยู่ ยังคงประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ต่อไป ย่อมได้รับการสรรเสริญ เพราะมีธรรม ๕ ประการนั้นครบถ้วน
  4. หน้า ๙ สมาปัตติสูตร: อกุศลครอบงำเมื่อธรรม ๕ ประการเสื่อม สมาปัตติสูตร ชี้ว่าอกุศลจะเข้าครอบงำใจได้ก็ต่อเมื่อธรรมฝ่ายกุศล ๕ อย่าง (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา) เสื่อมถอยไปก่อน เช่น เมื่อศรัทธาเสื่อม ความไม่เชื่อย่อมกลุ้มรุมจิตแทน แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันมิให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น พร้อมอรรถกถาอธิบายศัพท์
  5. หน้า ๑๐–๑๒ กามสูตร: อุปมาเด็กอ่อนกลืนเศษไม้ กับการรักษาภิกษุใหม่ กามสูตร เปรียบภิกษุหนุ่มผู้เพิ่งบวชด้วยศรัทธากับเด็กอ่อนที่กลืนเศษไม้เศษกระเบื้องเข้าปาก ซึ่งพี่เลี้ยงต้องรีบนำออกแม้จะทำให้เลือดออกก็ตาม เพราะหวังดี พระศาสดาทรงเปรียบพระองค์เป็นดุจพี่เลี้ยงที่คอยรักษาภิกษุไว้ จนกว่าเธอจะมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาเป็นที่พึ่งตนได้ จึงจะทรงวางใจปล่อยให้ดูแลตนเอง
  6. หน้า ๑๓–๑๖ จวนสูตร-อคารวสูตร ๒ สูตร: ธรรมที่ทำให้มั่นคงในพระสัทธรรม (จบเสขพลวรรคที่ ๑) จวนสูตรและอคารวสูตรทั้งสอง แสดงว่าภิกษุผู้ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ความเพียร ปัญญา และไม่มีความเคารพยำเกรงในเพื่อนพรหมจรรย์ ย่อมเสื่อมคลอนไม่มั่นคงในพระสัทธรรม ไม่อาจเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยได้ ส่วนผู้มีธรรมเหล่านี้ครบถ้วนย่อมตั้งมั่นและเจริญก้าวหน้า ปิดท้ายวรรคที่ ๑ (เสขพลวรรค) พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ สูตร
  7. หน้า ๑๗–๑๘ อนนุสสุตสูตร: กำลัง ๕ ของพระตถาคต (เปิดพลวรรคที่ ๒) อนนุสสุตสูตร เปิดพลวรรคที่ ๒ ด้วยพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสถึงกำลัง ๕ ของพระตถาคต (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา) อันเป็นเหตุให้ทรงปฏิญาณพระองค์เป็นผู้เลิศ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท ประกาศพรหมจักรได้ เพราะทรงตรัสรู้ธรรมที่ไม่เคยมีใครได้สดับมาก่อนด้วยพระองค์เอง
  8. หน้า ๑๙–๒๑ กูฏสูตร-สังขิตตสูตร-วิตถตสูตร: กำลัง ๕ ชุดใหม่ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) กูฏสูตร สังขิตตสูตร และวิตถตสูตร แสดงกำลัง ๕ ชุดใหม่ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา โดยชี้ว่าปัญญาเป็นเลิศเป็นยอดดุจยอดเรือน เป็นที่รวบรวมกำลังอื่นทั้งหมด วิตถตสูตรขยายความแต่ละข้อ เช่น สมาธิคือการบรรลุฌานทั้งสี่ ปัญญาคือเห็นความเกิดดับแห่งขันธ์จนสิ้นทุกข์
  9. หน้า ๒๒–๒๔ ทัฏฐัพพสูตร: ที่ตั้งของกำลัง ๕ อุปมาพระราชากับสหายบุตรเศรษฐี ๔ คน ทัฏฐัพพสูตร สอนว่าพึงเห็นกำลัง ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ได้จากที่ใด คือในโสตาปัตติยังคะ สัมมัปปธาน สติปัฏฐาน ฌาน และอริยสัจตามลำดับ อรรถกถาอุปมาด้วยเรื่องพระราชาเสด็จเยี่ยมบ้านสหายบุตรเศรษฐี ๔ คนก่อนจะกลับวังของพระองค์เอง แสดงว่าแม้พละทั้งห้าเกิดร่วมกัน แต่ผลัดกันเป็นใหญ่ตามลำดับ
  10. หน้า ๒๕–๒๘ ปุนกูฏสูตร-หิตสูตร ๔ สูตร: ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น (จบพลวรรคที่ ๒) ปุนกูฏสูตรย้ำว่าปัญญาเป็นเลิศในบรรดากำลัง ๕ ส่วนหิตสูตรทั้งสี่จำแนกภิกษุ ๔ แบบตามการถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสนะ ว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียว เพื่อผู้อื่นอย่างเดียว ไม่เพื่อทั้งสอง หรือเพื่อทั้งตนและผู้อื่น ขึ้นอยู่กับว่าทำได้ด้วยตนเองและชักชวนผู้อื่นด้วยหรือไม่ ปิดท้ายพลวรรคที่ ๒
  11. หน้า ๒๙–๓๑ คารวสูตร ๒ สูตร: ลำดับขั้นการปฏิบัติที่ต้องอาศัยกัน (เปิดปัญจังคิกวรรคที่ ๓) คารวสูตรทั้งสอง เปิดปัญจังคิกวรรคที่ ๓ แสดงลำดับขั้นการปฏิบัติที่ต้องอาศัยกัน เริ่มจากมีความเคารพยำเกรงประพฤติเสมอในเพื่อนพรหมจรรย์ จึงจะบำเพ็ญอภิสมาจาริกวัตร ธรรมของพระเสขะ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ตามลำดับได้ หากขาดข้อต้นย่อมไม่มีทางบรรลุข้อถัดไป
  12. หน้า ๓๒–๓๖ อุปกิเลสสูตร: มลทินของทองเทียบกับมลทินของจิต และอภิญญา ๖ อุปกิเลสสูตร เปรียบจิตที่เศร้าหมองด้วยกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา กับทองที่ปนเปื้อนเหล็ก โลหะ ดีบุก ตะกั่ว เงิน จนไม่อ่อนใช้การไม่ได้ เมื่อจิตพ้นจากอุปกิเลสเหล่านี้แล้วย่อมควรแก่การงาน สามารถน้อมไปเพื่อบรรลุอภิญญาต่าง ๆ ได้ เช่น แสดงฤทธิ์ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ ระลึกชาติ ทิพยจักษุ และความสิ้นอาสวะ
  13. หน้า ๓๗–๓๘ ทุสสีลสูตร: ต้นไม้กิ่งใบวิบัติ อุปมาศีลเป็นฐานของคุณธรรมสูงขึ้นไป ทุสสีลสูตร เปรียบภิกษุทุศีลกับต้นไม้ที่กิ่งใบวิบัติ ซึ่งทำให้เปลือก กระพี้ และแก่นไม่บริบูรณ์ตามไปด้วย ฉันใด สัมมาสมาธิของผู้ทุศีลก็ขาดอุปนิสัย ทำให้ยถาภูตญาณทัสนะ นิพพิทา วิราคะ และวิมุตติญาณทัสนะพลอยขาดตามไปด้วย ส่วนผู้มีศีลบริบูรณ์ย่อมเป็นฐานให้ธรรมขั้นสูงเจริญขึ้นตามลำดับได้อย่างสมบูรณ์
  14. หน้า ๓๙ อนุคคหสูตร: องค์ ๕ ที่สนับสนุนสัมมาทิฏฐิ อุปมาการปลูกต้นมะม่วง อนุคคหสูตร แสดงว่าสัมมาทิฏฐิที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์ ๕ คือ ศีล การสดับตรับฟังมาก การสนทนาธรรม สมถะ และวิปัสสนา ย่อมส่งผลให้เกิดเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติได้ อรรถกถาเปรียบด้วยชาวสวนที่ปลูกต้นมะม่วงแล้วดูแลรดน้ำ ปักรั้ว กำจัดศัตรูพืชตามเวลา ต้นไม้จึงเติบโตออกผลได้เร็ว เช่นเดียวกับสัมมาทิฏฐิที่ได้รับการบำรุงอย่างครบถ้วน
  15. หน้า ๔๐–๔๓ วิมุตติสูตร: เหตุแห่งความหลุดพ้น ๕ ประการ วิมุตติสูตร แสดงเหตุแห่งความหลุดพ้น ๕ ประการ ได้แก่ การฟังธรรมจากพระศาสดาหรือครูอาจารย์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นตามที่ได้เรียนมา การสาธยายธรรม การตรึกตรองใคร่ครวญธรรมด้วยใจ และการเรียนรู้สมาธินิมิตอย่างดี ทุกข้อล้วนนำไปสู่ความเข้าใจอรรถเข้าใจธรรม เกิดปราโมทย์ ปีติ กายสงบ มีสุข และจิตตั้งมั่นจนหลุดพ้นได้ในที่สุด
  16. หน้า ๔๔–๔๕ สมาธิสูตร: ญาณ ๕ อย่างที่เกิดจากการเจริญสมาธิหาประมาณมิได้ สมาธิสูตร สอนให้เจริญสมาธิอันหาประมาณมิได้ด้วยปัญญารักษาตนและสติ ซึ่งจะทำให้เกิดญาณ ๕ อย่างรู้แจ้งประจักษ์ด้วยตนเอง คือ รู้ว่าสมาธินี้มีสุขทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นของประเสริฐปราศจากอามิส คนเลวเสพไม่ได้ ละเอียดประณีตด้วยความสงบ และสามารถมีสติเข้าออกจากสมาธินั้นได้ตามต้องการ
  17. หน้า ๔๖–๕๓ อังคิกสูตร: เจริญสัมมาสมาธิองค์ ๕ ด้วยอุปมาปีติสุขซาบซ่านทั่วกาย อังคิกสูตร สอนการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ คือฌานทั้งสี่และปัจจเวกขณนิมิต ด้วยอุปมาอันไพเราะ เช่น ปีติสุขซาบซ่านทั่วกายดุจผงสีตัวชุ่มน้ำ ดุจห้วงน้ำนิ่งที่มีธารเย็นพุ่งขึ้นเอง ดุจดอกบัวจมแช่น้ำ ดุจผ้าขาวคลุมกายมิดชิด เมื่อเจริญสมาธินี้แล้วจิตจะโน้มไปสู่อภิญญาต่าง ๆ ได้คล่องแคล่วดุจหม้อน้ำเอียงก็ไหลได้ทันที
  18. หน้า ๕๔–๕๕ จังกมสูตร: อานิสงส์ของการเดินจงกรม ๕ ประการ จังกมสูตร ระบุอานิสงส์ของการเดินจงกรม ๕ ประการ คือ ทำให้อดทนต่อการเดินทางไกล อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร มีอาพาธน้อย อาหารที่บริโภคย่อยง่าย และสมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมตั้งอยู่ได้นาน เพราะนิมิตที่ถือเอาขณะเดินจะไม่เลือนหายไปเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ต่างจากนิมิตที่ได้ขณะยืน นั่ง หรือนอน
  19. หน้า ๕๖–๕๙ นาคิตสูตร: "เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา" (จบปัญจังคิกวรรคที่ ๓) นาคิตสูตร เล่าเหตุการณ์ที่ชาวบ้านอิจฉานังคละนำของถวายจำนวนมากมาส่งเสียงอื้ออึงหน้าที่ประทับ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระนาคิตะอุปัฏฐากว่า พระองค์ไม่ติดยศและยศก็ไม่ติดพระองค์ เพราะทรงมีสุขจากเนกขัมมะ วิเวก ความสงบ และการตรัสรู้อยู่แล้วโดยไม่ยาก ผู้ที่ยังยินดีในลาภสักการะและคำสรรเสริญคือผู้ไม่อาจเข้าถึงสุขที่แท้จริงนี้ได้ ปิดท้ายปัญจังคิกวรรคที่ ๓
  20. หน้า ๖๐–๖๙ สุมนสูตร: เหตุที่ผู้ให้ทานเหนือกว่าผู้ไม่ให้ในทุกภพ เจ้าหญิงสุมนาทูลถามว่าสาวกสองคนมีศรัทธา ศีล ปัญญาเท่ากัน ต่างกันที่คนหนึ่งให้ทานคนหนึ่งไม่ให้ เมื่อตายไปเป็นเทวดา มนุษย์ หรือบรรพชิต จะต่างกันหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ให้ย่อมข่มผู้ไม่ให้ด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ อธิปไตยเสมอ แต่เมื่อบรรลุอรหัตแล้วไม่มีความต่างในวิมุตติ อรรถกถาเล่าที่มาชื่อ "สุมนา" ย้อนถึงธิดาเศรษฐีถวายข้าวปายาสแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นรายแรกจนฝนดอกมะลิตกทั่วเทวโลก
  21. หน้า ๗๐–๗๒ จุนทิสูตร: เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศย่อมได้ผลที่เลิศ เจ้าหญิงจุนทีทูลถามแทนเจ้าชายจุนทะว่าผู้เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลเช่นไร จึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียวเมื่อตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นเลิศในหมู่สัตว์ทั้งปวง วิราคธรรมเป็นเลิศในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นเลิศในหมู่คณะทั้งปวง และศีลอริยกันต์เป็นเลิศในศีลทั้งปวง ผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศย่อมได้วิบากอันเลิศตามมา
  22. หน้า ๗๓–๗๘ อุคคหสูตร: โอวาทสอนกุมารีก่อนออกเรือนเป็นภรรยาที่ดี อุคคหเศรษฐีหลานเมณฑกเศรษฐีนิมนต์พระพุทธเจ้าไปสอนธิดาที่จะไปอยู่เรือนสามี พระองค์ตรัสธรรม ๕ ประการของภรรยาที่ดี คือ ตื่นก่อนนอนทีหลังสามี เคารพบูชาผู้ที่สามีเคารพ ขยันการงานในบ้าน รู้จักดูแลคนรับใช้และคนป่วยไข้ และรักษาทรัพย์สินไม่ให้เสียหาย ผู้ประพฤติครบถ้วนย่อมเข้าถึงหมู่เทวดามนาปกายิกาเมื่อตาย
  23. หน้า ๗๙–๘๑ สีหสูตร: ผลของทานที่เห็นได้เองในชาตินี้ สีหเสนาบดีทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติผลของทานที่เห็นได้ในปัจจุบันได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก สัตบุรุษคบหา กิตติศัพท์งามขจรไป และเข้าสู่ที่ประชุมอย่างองอาจไม่เก้อเขิน ส่วนผลข้อที่ ๕ คือสุคติหลังตายนั้นเห็นไม่ได้เอง สีหเสนาบดีทูลยืนยันว่าตนประจักษ์ผล ๔ ข้อแรกด้วยตนเองแล้วจริง
  24. หน้า ๘๒–๘๘ สี่พระสูตรสั้นว่าด้วยอานิสงส์ทาน กาลทาน โภชนทาน และศรัทธา รวมพระสูตรสั้น ๔ สูตร คือ ทานานิสังสสูตร (อานิสงส์ ๕ ของการให้ทาน) กาลทานสูตร (ทานที่ให้ถูกกาล เช่น แก่ผู้มาใหม่ ผู้จะไป ยามข้าวยากหมากแพง) โภชนทานสูตร (ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุข กำลัง ปฏิภาณ) และสัทธานิสังสสูตร (ผู้มีศรัทธาเป็นที่พึ่งของคนจำนวนมากดุจต้นไทรใหญ่เป็นที่อาศัยของนก)
  25. หน้า ๘๙–๙๒ ปุตตสูตรและสาลสูตร: เหตุที่มารดาบิดาปรารถนาบุตร จบสุมนวรรค ปุตตสูตรแสดงเหตุ ๕ ที่มารดาบิดาปรารถนาบุตร คือหวังให้เลี้ยงตอบแทน ทำกิจแทน ดำรงวงศ์สกุล ปกครองมรดก และทำทักษิณาอุทิศให้เมื่อตาย ส่วนสาลสูตรเปรียบเจ้าบ้านผู้มีศรัทธาดุจต้นสาละใหญ่ที่ทำให้คนภายในเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปิดท้ายสุมนวรรคที่ ๔ พร้อมบัญชีรายชื่อ ๑๐ สูตร
  26. หน้า ๙๓–๙๖ เริ่มมุณฑราชวรรคที่ ๕: อาทิยสูตร ๕ ประโยชน์ของโภคทรัพย์ ขึ้นวรรคใหม่คือมุณฑราชวรรคที่ ๕ เปิดด้วยอาทิยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงประโยชน์ ๕ ประการที่ควรใช้โภคทรัพย์ที่หามาโดยชอบธรรม คือเลี้ยงตนและครอบครัวให้เป็นสุข เลี้ยงมิตรสหาย ป้องกันภยันตราย ทำพลี ๕ อย่าง (ญาติ แขก ผู้ตาย รัฐ เทวดา) และถวายทานแก่สมณพราหมณ์ผู้มีคุณธรรม ผู้ใช้ทรัพย์ครบถ้วนย่อมไม่เดือดร้อนไม่ว่าทรัพย์จะหมดหรือเพิ่มพูน
  27. หน้า ๙๗ สัปปุริสสูตร: สัตบุรุษเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูลย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มารดาบิดา บุตรภรรยา คนรับใช้ มิตรสหาย และสมณพราหมณ์ เปรียบเหมือนมหาเมฆที่ยังข้าวกล้าทั้งปวงให้งอกงาม เทวดาย่อมรักษาผู้ตั้งอยู่ในธรรม เกียรติไม่ละเขาไปแม้เทวดาและพรหมก็สรรเสริญคนเช่นนี้
  28. หน้า ๙๘–๙๙ อิฏฐสูตร: ธรรม ๕ ที่น่าปรารถนาแต่หาได้ยากด้วยการอ้อนวอน พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า อายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์ เป็นสิ่งน่าปรารถนาแต่หาได้ยาก และไม่อาจได้มาด้วยการอ้อนวอนหรือความปรารถนาเฉย ๆ อริยสาวกผู้ต้องการสิ่งเหล่านี้ต้องปฏิบัติปฏิปทาที่นำไปสู่สิ่งนั้นจริง เช่น ทำบุญให้ทาน รักษาศีล จึงจะได้ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและสัมปรายภพ
  29. หน้า ๑๐๐–๑๐๔ มนาปทายีสูตร: อุคคคฤหบดีถวายของโปรดปรานแด่พระพุทธเจ้า อุคคคฤหบดีชาวเวสาลีได้ฟังว่าผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ จึงทูลถวายของโปรดของตนทีละอย่างแด่พระพุทธเจ้า ทั้งขนม เนื้อสุกร ข้าวสาลี ผ้ากาสี และเตียงไม้จันทน์ราคาแสนกหาปณะ พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่าผู้ให้ของเลิศย่อมได้ของเลิศ ต่อมาอุคคคฤหบดีตายไปเกิดเป็นเทพมโนมยะ มาเฝ้ากราบทูลว่าได้บรรลุตามที่ปรารถนาแล้ว (คือพระอรหัต)
  30. หน้า ๑๐๕–๑๐๖ อภิสันทสูตร: ห้วงบุญหาประมาณมิได้เมื่อผู้รับเข้าเจโตสมาธิ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ใช้จีวร บิณฑบาต ที่อยู่ เตียงตั่ง และยารักษาโรคของทายกใด แล้วเข้าเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้ ห้วงบุญห้วงกุศลของทายกนั้นก็หาประมาณมิได้เช่นกัน เปรียบดังแม่น้ำหลายสายไหลรวมลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่สุดจะประมาณ
  31. หน้า ๑๐๗–๑๐๘ สัมปทาสูตรและธนสูตร: อริยทรัพย์ ๕ ประการ สัมปทาสูตรกล่าวสั้น ๆ ถึงสัมปทา ๕ คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ส่วนธนสูตรขยายความว่าทรัพย์ทั้ง ๕ นี้คืออริยทรัพย์ที่แท้จริง ได้แก่ความเชื่อมั่นในพระตถาคต การรักษาศีล ความเป็นพหูสูต ความมีใจปล่อยวางยินดีในการให้ และปัญญาที่แทงตลอดความเกิดดับ ผู้มีทรัพย์นี้ชื่อว่าไม่ยากจนแม้ไม่มีทรัพย์ภายนอก
  32. หน้า ๑๐๙–๑๑๓ ฐานสูตร: ๕ สิ่งที่ไม่มีใครในโลกหลีกเลี่ยงได้ พระพุทธเจ้าตรัสฐานะ ๕ ที่ไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครในโลกจะขอให้เป็นอื่นได้ คือ ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความสิ้นไป และความฉิบหาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นย่อมเศร้าโศกคร่ำครวญเหมือนถูกลูกศรพิษแทง ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับพิจารณาเห็นว่าเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงจึงถอนลูกศรแห่งความโศกออกได้ด้วยตนเอง เป็นหลักการพิจารณาที่มาของ "อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕"
  33. หน้า ๑๑๔ โกสลสูตร: พระเจ้าปเสนทิโกศลเศร้าโศกเมื่อพระนางมัลลิกาสิ้นพระชนม์ ขณะพระเจ้าปเสนทิโกศลเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ มีผู้มากราบทูลว่าพระนางมัลลิกาเทวีสิ้นพระชนม์แล้ว พระราชาทรงเศร้าสลดจนก้มพระพักตร์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนฐานะ ๕ ประการที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ (แก่ เจ็บ ตาย สิ้น ฉิบหาย) ซ้ำอีกครั้งโดยย่อ เพื่อปลอบพระทัยมิให้ทรงเศร้าโศกเกินควร
  34. หน้า ๑๑๕–๑๒๒ นารทสูตร: พระนารทะแสดงธรรมถอนลูกศรโศกแด่พระเจ้ามุณฑะ พระเจ้ามุณฑะแห่งปาตลีบุตรเศร้าโศกสุดขีดเมื่อพระนางภัททาราชเทวีสิ้นพระชนม์ จนไม่สรงน้ำ ไม่เสวย เก็บพระศพไว้ในรางน้ำมัน มหาอำมาตย์โสการักขะทูลเชิญพระนารทะมาแสดงธรรม ท่านสอนฐานะ ๕ ที่ไม่มีใครหนีพ้น คือ แก่ เจ็บ ตาย สิ้น ฉิบหาย ปุถุชนไม่พิจารณาจึงเศร้าโศกดุจถูกลูกศร ส่วนอริยสาวกพิจารณาตามจริงจึงถอนลูกศรได้ พระราชาฟังแล้วคลายโศก ตรัสว่าธรรมนี้ชื่อ "โสกสัลลหรณะ" จบมุณฑราชวรรคที่ ๕ และจบปฐมปัณณาสก์ของปัญจกนิบาต
  35. หน้า ๑๒๓–๑๒๖ อาวรณสูตร: นิวรณ์ ๕ ครอบงำจิตทำให้ปัญญาทุรพล เปิดทุติยปัณณาสก์ นีวรณวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่านิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ครอบงำจิตแล้วทำให้ปัญญาทุรพล ภิกษุที่ยังละไม่ได้ย่อมไม่อาจรู้ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นหรือบรรลุญาณทัสสนะวิเศษ ทรงเปรียบเหมือนแม่น้ำที่ถูกเปิดปากเหมืองสองข้างทำให้กระแสไหลผิดทางอ่อนแรง ส่วนภิกษุที่ละนิวรณ์ได้เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ปิดปากเหมืองไว้ กระแสน้ำจึงไหลแรงตรงทาง
  36. หน้า ๑๒๗–๑๒๙ ราสิสูตรและอังคสูตร: กองอกุศลคือนิวรณ์ และองค์ ๕ ของภิกษุผู้เพียร ราสิสูตรกล่าวสั้นๆ ว่าเมื่อจะเรียกสิ่งใดว่ากองอกุศลโดยชอบ พึงเรียกนิวรณ์ ๕ นั่นเอง ต่อด้วยอังคสูตรว่าด้วยองค์ ๕ ของภิกษุผู้มีความเพียร คือ มีศรัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีอาพาธน้อยธาตุไฟย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่โอ้อวดไม่มีมารยาเปิดเผยตนตามจริง ปรารภความเพียรละอกุศลเจริญกุศลอย่างมั่นคง และมีปัญญาเห็นความเกิดดับอันประเสริฐชำแรกกิเลส อรรถกถาอธิบายศรัทธา ๔ ประเภทและเหตุที่ความเพียรสำเร็จผลได้ต้องอาศัยธาตุไฟปานกลาง
  37. หน้า ๑๓๐–๑๓๑ สมยสูตร: สมัยที่ควรและไม่ควรบำเพ็ญเพียร พระพุทธเจ้าตรัสสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ อย่าง คือ เมื่อภิกษุแก่ชรา เจ็บป่วย ยามข้าวยากหมากแพงหาบิณฑบาตลำบาก ยามมีภัยในป่าดงผู้คนอพยพหนี และยามสงฆ์แตกแยกด่าทอกัน ส่วนสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียรคือเมื่อยังหนุ่มแน่นผมดำสนิท สุขภาพดี ข้าวของบริบูรณ์หาง่าย ผู้คนสามัคคีรักใคร่กันดุจน้ำนมกับน้ำ และสงฆ์พร้อมเพรียงกันมีอุเทศร่วมกัน อรรถกถาอธิบายว่าในสมัยข้าวยากภิกษุไม่อาจยังชีพด้วยการอุ้มบาตรขอได้สะดวก
  38. หน้า ๑๓๒–๑๓๕ มาตุปุตติกสูตร: แม่ลูกบวชแล้วเสพเมถุนกัน มาตุคามคือบ่วงแห่งมาร แม่ลูกที่บวชเป็นภิกษุและภิกษุณีจำพรรษาในเมืองเดียวกัน ไปมาหาสู่กันบ่อยจนคุ้นเคยและได้เสพเมถุนธรรมกันโดยไม่บอกลาสิกขา พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและตรัสว่าไม่ทรงเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอื่นใดครอบงำจิตบุรุษได้เท่ารูปหญิง แม้หญิงตายบวมแล้วก็ยังผูกพันชายได้ ทรงเรียกมาตุคามว่าเป็น "บ่วงรวบรัดแห่งมาร" ร้ายแรงยิ่งกว่าสนทนากับเพชฌฆาตหรือถูกอสรพิษกัด ผู้กำหนดรู้กามได้เท่านั้นจึงพ้นภัยถึงฝั่งสงสาร
  39. หน้า ๑๓๖–๑๓๘ อุปัชฌายสูตร: ภิกษุถูกถีนมิทธะครอบงำจนบรรลุอรหัตต์ ภิกษุรูปหนึ่งเข้าหาอุปัชฌาย์บอกว่ากายหนัก มองไม่เห็นทิศ ธรรมไม่แจ่มแจ้ง ถูกถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์และสงสัยในธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าอาการเหล่านี้เกิดจากไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่เพียรตื่นอยู่ ไม่เจริญโพธิปักขิยธรรม ทรงสอนให้แก้ไขทีละข้อ ภิกษุปฏิบัติตามด้วยความไม่ประมาทจนไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล แล้วกลับมารายงานอุปัชฌาย์ด้วยอาการตรงข้ามทั้งหมด
  40. หน้า ๑๓๙–๑๔๔ ฐานสูตร (ที่ ๗): อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ที่ทุกคนควรพิจารณาเนืองๆ ว่าด้วยฐานะ ๕ ที่สตรีบุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ คือ เรามีความแก่ เจ็บไข้ ตายเป็นธรรมดา ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ และมีกรรมเป็นของตนต้องรับผลกรรมที่ทำ การพิจารณาเช่นนี้ช่วยละความมัวเมาในความหนุ่มสาว ความไม่มีโรค ชีวิต ความยึดติดของรัก และละทุจริตกายวาจาใจ อริยสาวกผู้พิจารณาเนืองๆ ย่อมเกิดมรรคละสังโยชน์และสิ้นอนุสัย ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปความมุ่งมั่นไม่ถอยหลังในพรหมจรรย์
  41. หน้า ๑๔๕–๑๔๙ กุมารลิจฉวีสูตร: ธรรม ๕ ประการที่ทำให้กุลบุตรผู้ปกครองเจริญไม่มีเสื่อม พระพุทธเจ้าประทับที่ป่ามหาวันเมืองเวสาลี เจ้าลิจฉวีกุมารซุกซนดุร้ายเคยแย่งของและเตะหญิงในตระกูล เมื่อพบพระองค์กลับวางธนูนั่งสงบนิ่งประนมมือ เจ้ามหานามะเห็นแล้วอุทานว่า "เจ้าวัชชีจักเจริญ" พระพุทธเจ้าจึงตรัสธรรม ๕ ที่ทำให้ผู้ปกครองบ้านเมืองเจริญฝ่ายเดียวไม่เสื่อม คือ สักการะบูชามารดาบิดา บุตรภรรยาบริวาร เพื่อนร่วมงาน เทวดา และสมณพราหมณ์ด้วยทรัพย์ที่หามาโดยชอบธรรม ผู้นั้นย่อมได้รับไมตรีจิตตอบแทนและเจริญรุ่งเรืองทั้งโลกนี้โลกหน้า
  42. หน้า ๑๕๐–๑๕๑ ทุลลภสูตรที่ ๑-๒: คุณสมบัติหาได้ยากของภิกษุบวชเมื่อแก่ จบนีวรณวรรค ปฐมทุลลภสูตรกล่าวว่าภิกษุบวชเมื่อแก่ที่มีคุณสมบัติ ๕ ประการหาได้ยาก คือ เป็นคนละเอียด มีมารยาทสมบูรณ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก และเป็นวินัยธร ทุติยทุลลภสูตรกล่าวถึงอีกชุดหนึ่งคือ ว่าง่าย คงแก่เรียน รับโอวาทด้วยความเคารพ เป็นธรรมกถึก และเป็นวินัยธร สะท้อนความยากของการอบรมผู้บวชเมื่อวัยชราให้เป็นกำลังของพระศาสนา ปิดท้ายด้วยจบนีวรณวรรคที่ ๑ พร้อมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้
  43. หน้า ๑๕๒–๑๕๕ สัญญาวรรคที่ ๒: สัญญา ๕ มีผลมาก และธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ เปิดสัญญาวรรคที่ ๒ ปฐมและทุติยสัญญาสูตรกล่าวถึงสัญญา ๕ ที่เจริญแล้วมีผลมากหยั่งลงสู่อมตะ คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ต่อด้วยปฐมและทุติยวัฑฒิสูตรว่าด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ ๕ ของอริยสาวกและอริยสาวิกา คือ เจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ผู้เจริญด้วยธรรมเหล่านี้ชื่อว่ายึดถือสาระอันประเสริฐแห่งตนไว้ได้
  44. หน้า ๑๕๖–๑๕๙ สากัจฉสูตร สาชีวสูตร และอิทธิปาทสูตร ๒ สูตร สากัจฉสูตรและสาชีวสูตรกล่าวถึงคุณสมบัติ ๕ ที่ทำให้ภิกษุควรแก่การสนทนาและควรอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์ คือ ถึงพร้อมและตอบปัญหาได้ในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ต่อด้วยปฐมและทุติยอิทธิปาทสูตรว่าด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ร่วมกับความเพียรอย่างยิ่งเป็นที่ห้า ซึ่งนำไปสู่อรหัตผลหรืออนาคามี พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เองก็ทรงเจริญธรรมนี้ก่อนตรัสรู้จนสำเร็จฤทธิ์และอาสวักขยญาณ
  45. หน้า ๑๖๐–๑๖๑ นิพพิทาสูตรและอาสวักขยสูตร: ธรรม ๕ นำสู่นิพพานและสิ้นอาสวะ จบสัญญาวรรค ธรรม ๕ ประการที่เจริญแล้วนำไปสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนถึงนิพพาน และนำไปสู่ความสิ้นอาสวะ มีเนื้อความเดียวกันทั้งสองสูตร คือ เห็นความไม่งามในกาย เห็นอาหารเป็นของปฏิกูล ไม่ยินดีในโลกทั้งปวง เห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง และตั้งมรณสัญญาไว้ภายใน อรรถกถาระบุว่าทั้งสองสูตรนี้ตรัสวิปัสสนาไว้ ปิดท้ายด้วยจบสัญญาวรรคที่ ๒ พร้อมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรค
  46. หน้า ๑๖๒–๑๖๗ โยธาชีววรรคที่ ๓ เปิดวรรค: เจโตวิมุตติสูตร ๒ สูตร อุปมานักรบทลายโจรนคร เปิดโยธาชีววรรคที่ ๓ ปฐมและทุติยเจโตวิมุตติสูตรกล่าวถึงธรรม ๕ ที่เจริญแล้วนำสู่เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ (สูตรแรกคือเห็นกายไม่งามฯลฯ สูตรที่สองคือสัญญาในอนิจจัง ทุกข์ อนัตตา การละ และคลายกำหนัด) ภิกษุผู้บรรลุได้ชื่อว่าถอนลิ่มสลักคืออวิชชา รื้อคูคือชาติสงสาร ถอนเสาระเนียดคือตัณหา ถอดกลอนคือสังโยชน์เบื้องต่ำ และปลดธงคือมานะ อรรถกถาเปรียบด้วยนักรบทำลายโจรนครแล้วเข้าสู่เขมนคร หมายถึงพระโยคาวจรทำลายสักกายะแล้วเข้าสู่พระนิพพาน
  47. หน้า ๑๖๘–๑๗๑ ปฐมธรรมวิหาริกสูตร: ความหมายที่แท้จริงของ "ผู้อยู่ในธรรม" ภิกษุทูลถามความหมายของ "ผู้อยู่ในธรรม" พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่เพียงเรียน แสดง สาธยาย หรือตรึกตามธรรมแล้วปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยไม่หลีกเร้นบำเพ็ญความสงบใจภายใน ยังไม่ชื่อว่าผู้อยู่ในธรรม แต่เป็นเพียงผู้มากด้วยการเรียนหรือแสดงธรรมเท่านั้น ต้องเรียนธรรมแล้วไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไป หลีกเร้นบำเพ็ญสมาธิจึงจะชื่อว่าผู้อยู่ในธรรมอย่างแท้จริง ทรงสอนปิดท้ายให้เพ่งฌานที่โคนไม้เรือนว่างอย่าประมาทเกรงจะเดือดร้อนใจภายหลัง
  48. หน้า ๑๗๒ ทุติยธรรมวิหาริกสูตร: ผู้อยู่ในธรรมต้องรู้แจ้งเนื้อความด้วยปัญญา ภิกษุทูลถามความหมายของ "ผู้อยู่ในธรรม" อีกครั้ง คราวนี้พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยเกณฑ์ต่างจากสูตรก่อน คือ ผู้เรียนธรรมแล้วไม่ทราบเนื้อความยิ่งขึ้นไปด้วยปัญญา ยังไม่ชื่อว่าผู้อยู่ในธรรม ต้องเรียนธรรมแล้วรู้แจ้งเนื้อความนั้นยิ่งขึ้นด้วยปัญญาจึงจะชื่อว่าผู้อยู่ในธรรม อรรถกถาระบุบุคคล ๖ จำพวกที่นับเป็นธรรมวิหารีได้ คือ ภิกษุพหูสูต ผู้เจริญวิปัสสนา และอริยบุคคล ๔ ระดับตั้งแต่โสดาบันถึงขีณาสพ
  49. หน้า ๑๗๓–๑๗๙ ปฐมโยธาชีวสูตร: นักรบอาชีพ ๕ จำพวกเปรียบกับภิกษุที่เผชิญกิเลส เปรียบนักรบอาชีพ ๕ ระดับ (ตกใจฝุ่นฟุ้ง/เห็นธงข้าศึก/ได้ยินเสียงกึกก้อง/กลัวการประจัญบาน/ชนะสงคราม) กับภิกษุที่เผชิญสิ่งยั่วยุทางกามตั้งแต่ได้ยินข่าวหญิงงาม เห็นหญิงงาม ถูกหยอกล้อ ถูกมาตุคามลวนลาม จนถึงถูกข่มขืนแต่ไม่ยอมเสียสิกขา และสามารถหลีกออกบำเพ็ญฌานจนบรรลุอรหัตตผล ชี้ว่าการอดกลั้นต่อกิเลสทุกระดับจนถึงที่สุดคือชัยชนะแท้จริง
  50. หน้า ๑๘๐–๑๘๗ ทุติยโยธาชีวสูตร: ภิกษุ ๕ จำพวกเผชิญราคะขณะบิณฑบาต เปรียบนักรบที่ตายในสนามรบ บาดเจ็บตายระหว่างทาง บาดเจ็บรักษาแล้วตาย บาดเจ็บรักษาแล้วหาย และชนะสงคราม กับภิกษุที่เห็นหญิงงามระหว่างบิณฑบาตแล้วเสียสิกขาทันที บางรูปคิดสึกกลางทาง บางรูปแม้เพื่อนตักเตือนด้วยอุปมากาม ๑๐ อย่าง (ท่อนกระดูก ชิ้นเนื้อ คบเพลิง หลุมถ่าน ฯลฯ) ก็ยังสึก ส่วนรูปที่สำรวมอินทรีย์ครบถ้วนกลับบรรลุอรหัตตผลได้ในที่สุด
  51. หน้า ๑๘๘–๑๙๐ ปฐมอนาคตสูตร: ภัย ๕ ประการที่ภิกษุอยู่ป่าพึงพิจารณา ภิกษุผู้อยู่ป่าควรพิจารณาภัยในอนาคต ๕ อย่างเพื่อกระตุ้นความไม่ประมาท ได้แก่ ถูกงู แมลงป่อง ตะขาบกัดต่อย, ล้มป่วยด้วยโรคภัยขณะอยู่ผู้เดียว, พบสัตว์ร้ายเช่นสีหะ เสือ หมี, พบโจรผู้ร้าย, และพบอมนุษย์ดุร้ายในป่า การตระหนักถึงอันตรายเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เร่งบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมก่อนภัยจะมาถึง
  52. หน้า ๑๙๑–๑๙๓ ทุติยอนาคตสูตร: ภัย ๕ ประการแห่งความเสื่อมของสังขาร ภิกษุพึงพิจารณาภัยในอนาคตอีก ๕ อย่างเพื่อรีบเร่งความเพียรตั้งแต่ยังหนุ่มแน่นแข็งแรง คือ ความชราที่จะมาถึง ความเจ็บป่วยที่จะเกิด ภาวะข้าวยากหมากแพงที่ทำให้ต้องคลุกคลีผู้คน ภัยบ้านเมืองที่ทำให้ผู้คนหนีภัยมาอยู่รวมกัน และการแตกแยกของสงฆ์ ล้วนเป็นเหตุให้การปฏิบัติธรรมทำได้ยากขึ้น จึงควรรีบทำก่อนสิ่งเหล่านี้มาถึง
  53. หน้า ๑๙๔–๑๙๗ ตติยอนาคตสูตร: ภัยแห่งความเสื่อมพระศาสนาในอนาคต พยากรณ์ภัย ๕ ประการที่จะเกิดในอนาคตอันเนื่องจากภิกษุไม่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา แล้วยังบวชและให้นิสัยแก่กุลบุตรต่อๆ กันไปจนธรรมวินัยเสื่อมถอย รวมถึงการหลงแสดงอภิธรรมผิดเพี้ยนโดยไม่รู้ตัว และการที่ภิกษุจะนิยมฟังบทกวีของนักปราชญ์ภายนอกมากกว่าพระสูตรอันลึกซึ้งที่ตถาคตตรัสไว้ สรุปหลักว่าความเสื่อมธรรมกับความเสื่อมวินัยเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน
  54. หน้า ๑๙๘–๒๐๑ จตุตถอนาคตสูตร: ภัยจากความติดในลาภและการคลุกคลี, จบโยธาชีววรรค พยากรณ์ภัยอนาคต ๕ อย่างที่เกิดจากภิกษุติดใจจีวรดี บิณฑบาตดี เสนาสนะดี จนละทิ้งความสันโดษและป่าเสนาสนะอันสงัด เข้าไปแสวงหาลาภอย่างไม่สมควรในหมู่บ้าน รวมถึงภัยจากการคลุกคลีใกล้ชิดกับภิกษุณี สิกขมานา สมณุทเทส และคนวัดจนอาจต้องอาบัติหรือสึก จบวรรคที่ ๓ (โยธาชีววรรค) ซึ่งมี ๑๐ สูตรว่าด้วยเจโตวิมุตติ ธรรมวิหารี นักรบอาชีพ และภัยในอนาคต
  55. หน้า ๒๐๒–๒๐๗ เถรวรรค ตอนต้น: ธรรมที่ทำให้พระเถระเป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รัก เริ่มวรรคที่ ๔ (เถรวรรค) ด้วยสูตรคู่ ๆ ที่แสดงธรรม ๕ ประการซึ่งทำให้พระเถระเป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ ได้แก่ การกำหนัด ขัดเคือง หลง โกรธ มัวเมา (รัชนียสูตร) การไม่ปราศจากกิเลสและชอบลบหลู่ตีเสมอ (วีตราคสูตร) การพูดหลอกลวงเพื่อลาภ (กุหกสูตร) การไม่มีศรัทธาหิริโอตตัปปะ (อสัทธสูตร) และการไม่อดทนต่ออารมณ์ทั้ง ๕ (อักขมสูตร)
  56. หน้า ๒๐๘–๒๑๗ เถรวรรค ตอนปลาย: คุณสมบัติพระเถระและความเสื่อม-ไม่เสื่อมของพระเสขะ ต่อด้วยธรรมที่ทำให้พระเถระเป็นที่รัก ได้แก่ ปฏิสัมภิทา ๔ และความขยันช่วยกิจสงฆ์ (ปฏิสัมภิทาสูตร) ศีล พาหุสัจจะ วาจาไพเราะ และฌาน (สีลสูตร) จากนั้นเถรสูตรชี้ว่าพระเถระที่มีชื่อเสียงแต่มีมิจฉาทิฏฐิย่อมนำมหาชนหลงผิดตามไปด้วย ปิดท้ายด้วยธรรมเสื่อมและไม่เสื่อมของภิกษุผู้ยังต้องศึกษา (พระเสขะ) เช่น ความยินดีก่อสร้าง พูดคุย นอน คลุกคลีหมู่คณะ จบวรรคที่ ๔
  57. หน้า ๒๑๘–๒๒๐ กกุธวรรค ตอนต้น: สัมปทา ๕ และการพยากรณ์อรหัตที่ถูกและผิด เปิดวรรคที่ ๕ (กกุธวรรค) ด้วยสัมปทา ๕ สองชุด คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา และ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ จากนั้นพยากรณสูตรแจกแจงเหตุที่บุคคลอ้างว่าบรรลุอรหัตตผล ๕ แบบ ซึ่งมีทั้งที่ผิดจากความเขลา ความอยากได้ลาภ ความบ้าคลั่ง ความสำคัญผิดว่าได้บรรลุ และที่ถูกต้องแท้จริงเพียงแบบเดียว
  58. หน้า ๒๒๑–๒๒๕ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขและธรรมที่ทำให้บรรลุมรรคผลเร็ว ผาสุสูตรแสดงฌาน ๔ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข อกุปปสูตรกล่าวถึงปฏิสัมภิทา ๔ ร่วมกับการพิจารณาจิตที่หลุดพ้นเป็นเหตุแทงตลอดอรหัตตผลเร็ว ส่วนสุตสูตร กถาสูตร และอรัญญสูตรย้ำว่าภิกษุผู้มีธุระน้อย กินน้อย นอนน้อย เป็นพหูสูตหรือชอบฟังกถาขัดเกลากิเลส และอยู่ป่า เมื่อเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานย่อมบรรลุธรรมไม่กำเริบได้รวดเร็ว
  59. หน้า ๒๒๖–๒๒๗ สีหสูตร: พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมดุจราชสีห์บันลือสีหนาท อุปมาพระตถาคตเป็นดังราชสีห์ที่ออกจากถ้ำเวลาเย็น เยื้องกรายบันลือสีหนาทแล้วจับสัตว์ทุกขนาดได้แม่นยำไม่พลาด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทก็เป็นสีหนาทของพระองค์ฉันนั้น และไม่ว่าจะแสดงแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปุถุชน หรือแม้แต่คนขอทานและนายพราน ก็ทรงแสดงโดยความเคารพเสมอกันทุกครั้ง เพราะทรงเคารพในธรรมเป็นที่ตั้ง
  60. หน้า ๒๒๘–๒๓๒ กกุธสูตร: กกุธเทพบุตรแจ้งข่าวพระเทวทัต และศาสดา ๕ จำพวกที่ไม่บริสุทธิ์ กกุธเทพบุตร (อดีตอุปัฏฐากพระโมคคัลลานะ) มาแจ้งว่าพระเทวทัตคิดปรารถนาปกครองสงฆ์และเสื่อมจากฤทธิ์ทันที พระพุทธเจ้าตรัสเตือนพระโมคคัลลานะให้รอบคอบ แล้วทรงแสดงศาสดา ๕ จำพวกที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งศีล อาชีวะ ธรรมเทศนา ไวยากรณ์ หรือญาณทัสสนะ แต่ปฏิญาณว่าบริสุทธิ์ ต้องอาศัยสาวกปกปิดคุ้มครอง ต่างจากพระองค์ผู้บริสุทธิ์ทั้ง ๕ ด้านโดยไม่ต้องพึ่งการปกปิดจากผู้ใด จบทุติยปัณณาสก์
  61. หน้า ๒๓๓–๒๓๔ เวสารัชชกรณสูตร เริ่มตติยปัณณาสก์ ผาสุวิหารวรรค เริ่มต้นตติยปัณณาสก์ (หมวดที่สาม) วรรคแรกคือผาสุวิหารวรรค สูตรแรกกล่าวถึงธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้ยังเป็นเสขะมีความแกล้วกล้าไม่ครั่นคร้าม คือ มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร และมีปัญญา ผู้ขาดคุณธรรมเหล่านี้ย่อมหวั่นไหวเมื่อถูกทักท้วง ส่วนผู้มีครบย่อมมั่นคงไม่หวั่นไหว มีอรรถกถาอธิบายศัพท์ปิดท้าย
  62. หน้า ๒๓๕ สังกิตสูตร ธรรมที่ทำให้ถูกระแวงสงสัยแม้บริสุทธิ์ ภิกษุที่คบหาหญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ บัณเฑาะก์ และภิกษุณี ย่อมถูกสงสัยว่าเป็นปาปภิกษุ แม้จะเป็นพระขีณาสพผู้มีธรรมไม่กำเริบแล้วก็ตาม เพราะพฤติกรรมภายนอกทำให้ผู้อื่นระแวง เตือนใจภิกษุให้ระวังการคบหาที่อาจก่อความเข้าใจผิดแม้ตนบริสุทธิ์จริง อรรถกถาอธิบายความหมายของหญิงแต่ละประเภทที่กล่าวถึง
  63. หน้า ๒๓๖–๒๓๘ โจรสูตร เปรียบมหาโจรกับปาปภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบมหาโจรผู้อาศัยที่ไม่ราบเรียบ ที่รกชัฏ อาศัยคนมีอำนาจคุ้มครอง ใช้จ่ายทรัพย์กลบเกลื่อนความผิด และก่อกรรมคนเดียวไม่ให้ใครรู้ กับปาปภิกษุที่ประพฤติไม่สม่ำเสมอ มีความเห็นผิดสุดโต่ง อาศัยผู้มีอำนาจ แจกจ่ายลาภกลบเกลื่อนความผิด และหาลาภตามลำพังในถิ่นชายแดน ทั้งสองฝ่ายล้วนนำความเสื่อมเสียและบาปมาสู่ตน อรรถกถาอธิบายศัพท์ปิดท้าย
  64. หน้า ๒๓๙–๒๔๐ สุขุมาลสูตร สมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ พระพุทธเจ้าตรัสถึงภิกษุที่ชื่อว่าเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนที่สุด คือใช้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยารักษาโรคมากเมื่อถูกขอร้องเท่านั้น เพื่อนพรหมจรรย์ประพฤติต่อตนด้วยกาย วาจา ใจ อันเป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก มีอาพาธน้อย ได้ฌาน ๔ โดยง่าย และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ พระองค์ตรัสว่าพระองค์เองคือผู้สมควรได้รับคำยกย่องนี้อย่างแท้จริง
  65. หน้า ๒๔๑–๒๔๒ ผาสุวิหารสูตร ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ๕ ประการ ธรรมที่ทำให้ภิกษุอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก คือ ตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมประกอบด้วยเมตตาต่อเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับหมู่คณะ และมีทิฏฐิอันประเสริฐเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เสมอกัน เน้นความสำคัญของความเสมอภาคทั้งด้านจิตใจ ศีล และปัญญาในหมู่สงฆ์ อรรถกถาอธิบายว่าเป็นเรื่องจตุปาริสุทธิศีลและสัมมาทิฏฐิ
  66. หน้า ๒๔๓–๒๔๔ อานันทสูตร เหตุให้สงฆ์อยู่เป็นผาสุก พระอานนท์ทูลถามเหตุที่ทำให้สงฆ์อยู่เป็นผาสุก พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นลำดับเพิ่มเงื่อนไขทีละข้อ เริ่มจากถึงพร้อมด้วยศีลไม่ติเตียนผู้อื่น ตามด้วยใส่ใจตนเองไม่ใส่ใจผู้อื่น ไม่หวั่นไหวแม้ไม่มีชื่อเสียง และได้ฌาน ๔ พร้อมบรรลุวิมุตติในที่สุด ทรงสรุปว่าไม่มีธรรมเครื่องอยู่ผาสุกใดประณีตยิ่งกว่านี้อีกแล้ว สะท้อนอุดมคติของพระอรหันต์ผู้ไม่ยึดติดคำติชม
  67. หน้า ๒๔๕–๒๔๙ สีลสูตร อเสขิยสูตร จาตุทิสสูตร อรัญญสูตร จบวรรคที่ ๑ สี่สูตรว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ อันทำให้เป็นนาบุญของโลก ทั้งแบบทั่วไปและแบบพระอเสขะ ตามด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรเที่ยวจาริกไปในทิศทั้งสี่ได้อย่างไม่ขัดข้อง และผู้ควรอาศัยอยู่ป่าอันสงัด คือมีศีล เป็นพหูสูต มีความเพียร และได้ฌานถึงวิมุตติ ปิดท้ายวรรคผาสุวิหารวรรคที่ ๑ พร้อมบัญชีสูตรทั้งสิบ
  68. หน้า ๒๕๐–๒๕๓ อันธกวินทวรรคที่ ๒ กุลุปกสูตร ปัจฉาสมณสูตร สมาธิสูตร เริ่มวรรคที่สอง กุลุปกสูตรกล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้ภิกษุเป็นหรือไม่เป็นที่รักเมื่อเข้าไปหาสกุล เช่น สนิทสนมกับคนไม่คุ้นเคย บงการทั้งที่ไม่ใช่ใหญ่ พูดกระซิบ ขอมากเกินไป ปัจฉาสมณสูตรกล่าวถึงคุณสมบัติผู้ควรและไม่ควรเป็นพระอุปัฏฐากติดตาม เช่นการเดินให้พอดี รับบาตร ห้ามปรามคำใกล้อาบัติ สมาธิสูตรกล่าวถึงความอดทนต่ออารมณ์ทั้งห้าอันเป็นเหตุแห่งสัมมาสมาธิ
  69. หน้า ๒๕๔–๒๕๕ อันธกวินทสูตร การฝึกภิกษุใหม่ ๕ ประการ ที่อันธกวินทวิหาร แคว้นมคธ พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่าภิกษุใหม่บวชไม่นานควรได้รับการฝึกให้ตั้งมั่นในธรรม ๕ ประการ คือ สำรวมในปาติโมกข์ สำรวมอินทรีย์ พูดแต่น้อย สงบกาย (อยู่ป่า) และมีสัมมาทิฏฐิ เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานสำคัญสำหรับการอบรมพระบวชใหม่ในธรรมวินัย สะท้อนวิธีการวางรากฐานชีวิตสมณะอย่างเป็นระบบ
  70. หน้า ๒๕๖–๒๕๙ มัจฉริยสูตร วรรณนาสูตร อิสสาสูตร ธรรมภิกษุณีตกนรก-ขึ้นสวรรค์ ชุดสูตรว่าด้วยธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุณีเหมือนถูกนำไปนรกหรือเชิญขึ้นสวรรค์ ได้แก่ ความตระหนี่ที่อยู่ สกุล ลาภ วรรณะ และธรรม (มัจฉริยสูตร) การสรรเสริญติเตียนโดยไม่ใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนจนทำสัทธาไทยตกไป (วรรณนาสูตร) และความริษยาตระหนี่ (อิสสาสูตร) ล้วนเตือนให้ภิกษุณีไตร่ตรองก่อนพูดหรือกระทำ ไม่ปล่อยใจไปตามอคติ
  71. หน้า ๒๖๐–๒๖๑ ทิฏฐิสูตร วาจาสูตร วายามสูตร จบอันธกวินทวรรคที่ ๒ ต่อเนื่องชุดสูตรธรรมภิกษุณีตกนรก-ขึ้นสวรรค์ โดยเพิ่มเงื่อนไขความเห็นผิด-ชอบและดำริผิด-ชอบ (ทิฏฐิสูตร) วาจาและการงานผิด-ชอบ (วาจาสูตร) และความพยายามกับสติระลึกผิด-ชอบ (วายามสูตร) ทุกสูตรเน้นการไม่ใคร่ครวญก่อนสรรเสริญหรือติเตียนเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อม ปิดท้ายวรรคอันธกวินทวรรคที่ ๒ พร้อมบัญชีสูตรทั้งสิบ
  72. หน้า ๒๖๒–๒๖๔ คิลานวรรคที่ ๓ คิลานสูตร และสติปัฏฐานสูตร เริ่มวรรคใหม่ว่าด้วยภิกษุไข้ พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมภิกษุไข้ที่ป่ามหาวันใกล้เวสาลี ตรัสว่าธรรม ๕ ประการช่วยให้ภิกษุไข้ผู้ทุรพลบรรลุวิมุตติได้ไม่นาน คือ พิจารณาความไม่งามของกาย ความปฏิกูลในอาหาร ความไม่น่ายินดีในโลก ความไม่เที่ยงของสังขาร และมรณสติ สติปัฏฐานสูตรเสริมว่าผู้เจริญธรรมเหล่านี้พร้อมสติปัฏฐานย่อมหวังอรหัตผลหรืออนาคามิผลได้
  73. หน้า ๒๖๕–๒๖๖ อุปัฏฐากสูตรที่ ๑-๒ ภิกษุไข้และผู้พยาบาลที่ดี-ไม่ดี สูตรแรกกล่าวถึงคุณสมบัติภิกษุไข้ที่พยาบาลยากหรือง่าย เช่น การรู้จักประมาณสิ่งที่สบาย ฉันยา บอกอาการตามจริง และอดทนต่อทุกขเวทนา สูตรที่สองกล่าวถึงคุณสมบัติผู้พยาบาลที่ควรหรือไม่ควรทำหน้าที่ เช่น ความสามารถจัดยา รู้สิ่งสบาย มีเมตตาจิตไม่หวังอามิส ไม่รังเกียจสิ่งปฏิกูล และสามารถให้กำลังใจภิกษุไข้ด้วยธรรมกถา
  74. หน้า ๒๖๗–๒๗๐ อนายุสสสูตร ๒ สูตร อวัปปกาสสูตร สมณทุกขสูตร ธรรมเป็นเหตุให้อายุสั้นหรือยืน สองสูตรกล่าวถึงการไม่ทำความสบายแก่ตน ไม่รู้จักประมาณ กินของย่อยยาก เที่ยวในกาลไม่ควร ทุศีล มีมิตรเลว เทียบกับฝ่ายตรงข้าม อวัปปกาสสูตรว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุที่ควรหรือไม่ควรหลีกออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียว คือความสันโดษในปัจจัยสี่และความดำริในกาม สมณทุกขสูตรสรุปทุกข์และสุขของสมณะ ๕ ประการคล้ายกัน
  75. หน้า ๒๗๑–๒๗๒ ปริกุปปสูตร อนันตริยกรรม ๕ และสัมปทาสูตร จบคิลานวรรค ปริกุปปสูตรระบุบุคคล ๕ จำพวกที่ต้องไปอบายนรกแก้ไขไม่ได้ คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระตถาคตจนห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกกัน (อนันตริยกรรม) สัมปทาสูตรชี้ว่าความเสื่อมญาติ โภคะ หรือโรคไม่ทำให้ตกนรก แต่ความเสื่อมศีลและทิฏฐิเท่านั้นที่นำไปสู่อบาย ส่วนสมบัติคือศีลและทิฏฐินำไปสู่สวรรค์ ปิดท้ายวรรคคิลานวรรคที่ ๓ พร้อมบัญชีสูตร
  76. หน้า ๒๗๓–๒๗๕ ราชวรรคที่ ๔ จักกสูตร และอนุวัตตนสูตร เริ่มวรรคใหม่เปรียบเทียบพระเจ้าจักรพรรดิกับพระพุทธเจ้า จักกสูตรกล่าวว่าองค์คุณ ๕ ที่ทำให้จักรพรรดิหมุนจักรได้โดยธรรมคือรู้ผล เหตุ ประมาณ กาล และบริษัท เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทรงหมุนธรรมจักรอันไม่มีใครคัดค้านได้ อนุวัตตนสูตรเปรียบพระราชโอรสองค์ใหญ่ผู้หมุนจักรตามพระบิดากับพระสารีบุตรผู้หมุนธรรมจักรตามพระพุทธเจ้าด้วยองค์คุณเดียวกัน
  77. หน้า ๒๗๖–๒๗๘ ราชสูตร ธรรมคือราชาของพระเจ้าจักรพรรดิ พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมก็ยังต้องมีธรรมเป็นราชาของพระองค์ ทรงเคารพธรรมและใช้ธรรมคุ้มครองรักษาชนภายใน เหล่าเสนาบดี ประชาชน และสัตว์ทั้งปวง จึงทรงยังจักรให้เป็นไปได้ เปรียบกับพระตถาคตผู้ทรงธรรมเป็นใหญ่ ทรงคุ้มครองภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาด้วยการชี้ว่ากรรมใดควรหรือไม่ควรเสพ จึงทรงยังธรรมจักรให้เป็นไปโดยไม่มีใครคัดค้าน
  78. หน้า ๒๗๙–๒๘๓ ยัสสทิสสูตร พระราชามูรธาภิเษกเทียบภิกษุผู้หลุดพ้น เปรียบองค์คุณ ๕ ของพระราชาผู้ได้มูรธาภิเษกที่ทำให้ทรงมีพระเกียรติไม่ว่าประทับที่ใด คือ มีพระชาติสูงส่ง มั่งคั่ง มีกำลังทหาร มีปริณายกฉลาด กับองค์คุณของภิกษุที่มีศีล เป็นพหูสูต มีความเพียร และมีปัญญา อันทำให้จิตหลุดพ้นไม่ว่าจะอยู่ทิศใด มีอรรถกถายาวอธิบายรายละเอียดคำศัพท์เกี่ยวกับราชสมบัติและความหมายของความบริสุทธิ์ทางสายเลือดกษัตริย์
  79. หน้า ๒๘๔–๒๘๕ ปฐมปัตถนาสูตร พระราชโอรสปรารถนาราชสมบัติ เทียบภิกษุปรารถนาสิ้นอาสวะ พระราชโอรสองค์ใหญ่ผู้มีพระชาติสูงส่ง รูปงาม เป็นที่รักของบิดามารดาและประชาชน และเชี่ยวชาญศิลปศาสตร์ ย่อมดำริปรารถนาราชสมบัติได้อย่างสมเหตุผล เช่นเดียวกับภิกษุผู้มีศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต มีอาพาธน้อย ไม่โอ้อวด มีความเพียร และมีปัญญาเห็นความเกิดดับ ย่อมสมควรปรารถนาความสิ้นอาสวะได้เช่นกัน
  80. หน้า ๒๘๖–๒๙๑ ทุติยปัตถนาสูตร อัปปสุปติสูตร ภัตตาหกสูตร และอักขมสูตร (ยังไม่จบ) ทุติยปัตถนาสูตรเปรียบพระราชโอรสผู้ปรารถนาตำแหน่งอุปราชกับภิกษุผู้ปรารถนาสิ้นอาสวะ อัปปสุปติสูตรกล่าวถึงคน ๕ จำพวกที่หลับน้อยตื่นมาก คือ ผู้มุ่งกามคู่ครอง โจร พระราชา และภิกษุผู้มุ่งพระนิพพาน ภัตตาหกสูตรและอักขมสูตรเปรียบช้างต้นกินจุไม่อดทนต่ออารมณ์ห้ากับภิกษุผู้ไม่อดทนต่อรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส จนไม่ควรแก่ทักษิณา เนื้อหายังต่อเนื่องเกินหน้า ๒๙๑
  81. หน้า ๒๙๒–๒๙๘ อุปมาช้างต้นสามเรื่อง: ภัตตาหกสูตร อักขมสูตร โสตวสูตร (จบราชวรรคที่ ๔) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุกับช้างต้นของพระราชาต่อเนื่องสามเรื่อง คือ ช้างกินจุไม่อดทนต่ออารมณ์๕เปรียบภิกษุฉันจุไม่ควรแก่ทักษิณา, ช้างที่ไม่อดทนหรืออดทนต่อรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสในสงคราม เปรียบภิกษุที่กำหนัดหรือไม่กำหนัดในอารมณ์ว่าควรหรือไม่ควรแก่ของทำบุญ, และช้างต้นที่เชื่อฟัง ฆ่ากิเลสได้ รักษาอินทรีย์ได้ อดทนได้ ไปสู่นิพพานได้ เปรียบภิกษุผู้สมบูรณ์ธรรม ปิดท้ายด้วยการจบราชวรรคที่๔
  82. หน้า ๒๙๙–๓๐๔ เริ่มติกัณฑกีวรรคที่ ๕: คนเลว ๕ จำพวก และผู้ที่ควรตักเตือนเรื่องอาบัติ ทัตวาอวชานาติสูตรกล่าวถึงคนเลว ๕ แบบ คือ ให้แล้วดูหมิ่นผู้รับ ดูหมิ่นเพราะอยู่ร่วมกันนาน เชื่อคำติชมง่ายเกินไป มีศรัทธาน้อยจึงโลเล และเขลาหลงงมงายไม่รู้ผิดชอบ จากนั้นอารภสูตรแบ่งบุคคล ๕ จำพวกตามการล่วงอาบัติและความเดือดร้อนใจที่ต่างกัน พร้อมวิธีตักเตือนแต่ละแบบให้อบรมจิตและปัญญาจนบรรลุความสิ้นอาสวะโดยลำดับเทียบกับผู้บรรลุแล้ว
  83. หน้า ๓๐๕–๓๐๖ สารันททสูตร: แก้ว ๕ ประการที่หาได้ยากในโลก ขณะเสด็จบิณฑบาตที่เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงสดับเจ้าลิจฉวีสนทนากันเรื่องความปรากฏแห่งช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว และคฤหบดีแก้ว ว่าหาได้ยากในโลก จึงตรัสตำหนิว่าเจ้าลิจฉวีมุ่งแต่เรื่องกาม แล้วทรงชี้ว่าสิ่งหาได้ยากที่แท้จริงคือการอุบัติของพระตถาคต ผู้แสดงธรรม ผู้รู้แจ้งธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และผู้กตัญญูกตเวที
  84. หน้า ๓๐๗–๓๐๙ ติกัณฑกีสูตร: การฝึกจิตต่อสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลด้วยอุเบกขา ที่ป่าติกัณฑกีวันใกล้เมืองสาเกต พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุฝึกมนสิการ ๕ แบบ คือ เห็นสิ่งไม่ปฏิกูลว่าปฏิกูลเพื่อไม่ให้กำหนัด เห็นสิ่งปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลเพื่อไม่ให้ขัดเคือง และฝึกวางเฉยมีสติสัมปชัญญะต่อทั้งสองอย่างเสมอกัน เป็นการฝึกวิปัสสนาควบคุมราคะและโทสะไม่ให้เกิดขึ้นในอารมณ์ใดๆแม้เพียงเล็กน้อย
  85. หน้า ๓๑๐–๓๑๓ นิรยสูตร มิตตสูตร อสัปปุริสทานสูตร: ศีล ๕ มิตรแท้ และทานที่ไม่ดี นิรยสูตรกล่าวว่าผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา เหมือนถูกฝังในนรก ส่วนผู้งดเว้นเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ มิตตสูตรชี้ลักษณะภิกษุที่ควรและไม่ควรคบเป็นมิตรจากการใช้งาน ก่ออธิกรณ์ และความสามารถให้กำลังใจ อสัปปุริสทานสูตรกล่าวถึงการให้ทานอย่างไม่เคารพ ไม่อ่อนน้อม ไม่ใช้มือตนเอง ให้ของเดน ซึ่งเป็นทานแบบอสัตบุรุษที่ไม่ควรทำ
  86. หน้า ๓๑๔–๓๑๘ สัปปุริสทานสูตรและสมยวิมุตตสูตร ๒ เรื่อง: จบวรรคและจบตติยปัณณาสก์ สัปปุริสทานสูตรกล่าวถึงทาน๕แบบของสัตบุรุษ คือให้ด้วยศรัทธา เคารพ ตามกาล มีจิตอนุเคราะห์ ไม่กระทบตนและผู้อื่น พร้อมผลตอบแทนแต่ละแบบ เช่น ความมั่งคั่ง รูปงาม บริวารเชื่อฟัง จากนั้นสมยวิมุตตสูตรสองสูตรกล่าวถึงธรรมที่ทำให้ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นชั่วสมัยเสื่อมหรือไม่เสื่อม เช่น ชอบทำงาน ชอบคุย ชอบนอน ไม่สำรวมอินทรีย์ ปิดท้ายด้วยการจบวรรคที่๕และจบตติยปัณณาสก์
  87. หน้า ๓๑๙–๓๒๑ เริ่มจตุตถปัณณาสก์ สัทธัมมวรรค: ผู้ฟังธรรมที่เข้าถึงกุศลธรรมได้ เริ่มปัณณาสก์ที่๔และสัทธัมมวรรคที่๑ สัทธัมมนิยามสูตรสองสูตรแรกกล่าวถึงบุคคลที่แม้ฟังธรรมก็ไม่อาจหยั่งลงสู่ความถูกต้องในกุศลธรรมได้ เพราะพูดมาก พูดตามผู้อื่น พูดถึงตนเอง จิตฟุ้งซ่าน มนสิการไม่แยบคาย หรือมีปัญญาทรามและอวดรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ส่วนผู้ที่ตรงข้ามคือฟังธรรมด้วยความสงบเรียบร้อยและมีปัญญาแท้จริงย่อมเข้าถึงกุศลธรรมได้
  88. หน้า ๓๒๒–๓๒๘ ตติยสัทธัมมนิยามสูตรและสัทธัมมสัมโมสสูตร: เหตุเสื่อมและตั้งมั่นแห่งพระศาสนา กล่าวถึงบุคคลที่ลบหลู่ธรรม แข่งดี หาช่องจับผิดผู้แสดงธรรม ทำให้ไม่เข้าถึงกุศลธรรม จากนั้นสัทธัมมสัมโมสสูตรสามสูตรชี้เหตุที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญหรือมั่นคง เช่น การฟัง เล่าเรียน ทรงจำ พิจารณา ปฏิบัติธรรมโดยเคารพหรือไม่ การทรงจำพระสูตรถูกหรือผิด ความเป็นผู้ว่าง่ายหรือยาก และความสามัคคีหรือแตกแยกของสงฆ์ ซึ่งกระทบต่อความเลื่อมใสของผู้คน
  89. หน้า ๓๒๙–๓๓๒ ทุกถาสูตร: ถ้อยคำเดียวกันเป็นคำดีหรือคำร้ายขึ้นกับผู้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าถ้อยคำเรื่องศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ จาคะ และปัญญา จะกลายเป็นถ้อยคำที่ทำให้ขัดเคืองโกรธเคืองแก่ผู้ไม่มีคุณธรรมนั้นในตน เพราะไม่เห็นความสมบูรณ์ในตนจึงไม่เกิดปีติปราโมทย์ แต่ถ้อยคำเดียวกันกลับเป็นถ้อยคำดีที่สร้างปีติปราโมทย์แก่ผู้มีคุณธรรมนั้นอยู่แล้ว เพราะเห็นความสมบูรณ์ของตนเองเมื่อได้ฟัง
  90. หน้า ๓๓๓–๓๓๖ สารัชชสูตร อุทายิสูตร ทุพพิโนทยสูตร: หลักการแสดงธรรมที่ดี (จบวรรคที่ ๑) สารัชชสูตรชี้ธรรม๕ที่ทำให้ภิกษุครั่นคร้ามหรือกล้าหาญ คือ ศรัทธา ศีล การสดับ ความเพียร ปัญญา จากนั้นเรื่องพระอุทายีแสดงธรรมท่ามกลางคฤหัสถ์จำนวนมาก พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่าการแสดงธรรมแก่ผู้อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องแสดงตามลำดับ อ้างเหตุผล ด้วยความเอ็นดู ไม่หวังลาภ ไม่กระทบตนและผู้อื่น ปิดท้ายด้วยธรรม๕ที่บรรเทาได้ยากคือราคะโทสะโมหะปฏิภาณและจิตที่คิดจะไป
  91. หน้า ๓๓๗–๓๔๔ อาฆาตวรรคที่ ๒: วิธีระงับความอาฆาต ๕ ประการ พร้อมอุปมาของพระสารีบุตร ปฐมอาฆาตวินยสูตรสอนวิธีระงับความอาฆาต ๕ อย่าง คือ เจริญเมตตา กรุณา อุเบกขาในผู้นั้น ไม่ใส่ใจถึงเขา หรือพิจารณาว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน จากนั้นพระสารีบุตรสอนทุติยอาฆาตวินยสูตรจำแนกบุคคล๕แบบตามความบริสุทธิ์กายวาจา พร้อมอุปมาอันโด่งดัง เช่น ภิกษุถือผ้าบังสุกุลเลือกเก็บส่วนดีจากผ้าเก่า คนกระหายน้ำแหวกแหนดื่มน้ำใส และคนไข้อนาถาที่ควรได้รับความกรุณา
  92. หน้า ๓๔๕ อรรถกถาทุติยอาฆาตวินยสูตร: ขยายความอุปมาระงับความอาฆาต อธิบายศัพท์และอุปมาในทุติยอาฆาตวินยสูตร ได้แก่ ภิกษุถือผ้าบังสุกุลเลือกเก็บเฉพาะส่วนดีของผ้าเก่า เปรียบกับการมองเฉพาะข้อดีของผู้มีเวร, สระน้ำมีสาหร่ายปกคลุมที่ยังพอดื่มได้เมื่อแหวกออก, น้ำในรอยเท้าโคที่ต้องคุกเข่าดื่มอย่างระมัดระวัง, และสระน้ำใสสะอาดสมบูรณ์ ทั้งหมดสอนภิกษุให้รู้จักมองส่วนดีของผู้อื่นเพื่อระงับความอาฆาตในใจไม่ว่าบุคคลนั้นจะบกพร่องอย่างไร
  93. หน้า ๓๔๖ สากัจฉาสูตร: คุณสมบัติภิกษุที่ควรสนทนาธรรมด้วย พระสารีบุตรแสดงธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุเหมาะแก่การสนทนากับเพื่อนพรหมจรรย์ คือ ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสามารถตอบปัญหาที่เกี่ยวกับคุณธรรมแต่ละข้อได้อย่างแจ่มแจ้ง แสดงว่าการสนทนาธรรมที่มีประโยชน์ต้องอาศัยทั้งการปฏิบัติจริงและความสามารถในการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ
  94. หน้า ๓๔๗ สาชีวสูตร: คุณสมบัติภิกษุที่ควรอยู่ร่วมกัน พระสารีบุตรแสดงธรรม ๕ ประการเดียวกับสากัจฉาสูตร คือ ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะโดยตนเอง และแก้ปัญหาเรื่องนั้นได้ แต่ในที่นี้ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าภิกษุรูปใดเหมาะสมที่จะอยู่ร่วมจำพรรษาหรือปฏิบัติธรรมร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์ได้อย่างราบรื่นและเกื้อกูลกัน
  95. หน้า ๓๔๘ ปัญหาปุจฉาสูตร: เหตุ ๕ ประการที่ภิกษุถามปัญหา พระสารีบุตรอธิบายเหตุ ๕ ประการที่ภิกษุถามปัญหาผู้อื่น คือ เพราะโง่เขลาหลงลืม เพราะปรารถนาลามกอยากอวด เพราะดูหมิ่นผู้ถูกถาม เพราะต้องการรู้จริง หรือเพราะหวังทดสอบว่าอีกฝ่ายจะตอบถูกหรือไม่แล้วตนจะแก้ไขให้ ท่านชี้แจงว่าตนเองถามด้วยเหตุสุดท้ายคือปรารถนาช่วยเหลือหากผู้ถูกถามตอบไม่ถูกต้อง
  96. หน้า ๓๔๙–๓๕๒ นิโรธสูตร: ข้อขัดแย้งพระสารีบุตร-พระอุทายี เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธ พระสารีบุตรกล่าวว่าภิกษุผู้ถึงพร้อมศีล สมาธิ ปัญญา แม้ยังไม่บรรลุอรหัตในชาตินี้ ก็อาจเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธได้หลังไปเกิดเป็นเทพมโนมัย แต่พระอุทายีคัดค้านถึง ๓ ครั้งทั้งต่อหน้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสตำหนิพระอุทายีว่าโง่เขลา และตำหนิพระอานนท์ที่ไม่ปกป้องพระเถระผู้ถูกรังแก ก่อนที่พระอุปวาณะจะแสดงธรรม ๕ ประการที่ทำให้พระเถระเป็นที่รักของหมู่สงฆ์
  97. หน้า ๓๕๓–๓๕๔ อรรถกถานิโรธสูตร: ขยายความศัพท์และเหตุผลที่ตรัสตำหนิพระอานนท์ อธิบายศัพท์ในนิโรธสูตร เช่น เทพมโนมัยหมายถึงพรหมชั้นสุทธาวาส และชี้แจงเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตำหนิพระอานนท์เป็นการเฉพาะ เพราะท่านเป็นคลังธรรมและเป็นสหายสนิทของพระสารีบุตร จึงมีภาระต้องปกป้องท่านเมื่อถูกพระอุทายีรังแกด้วยคำคัดค้านซ้ำๆ ทั้งที่ไม่เข้าใจเนื้อความที่แท้จริง
  98. หน้า ๓๕๕–๓๕๙ โจทนาสูตร: หลักธรรม ๕ ประการก่อนกล่าวโทษผู้อื่น พระสารีบุตรสอนว่าภิกษุผู้จะกล่าวโทษ(โจท)ผู้อื่นพึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในใจก่อน คือ กล่าวถูกกาละ กล่าวเรื่องจริง กล่าวด้วยคำอ่อนหวาน กล่าวเรื่องมีประโยชน์ และกล่าวด้วยเมตตาจิต หากผู้ถูกโจทถูกกล่าวโทษไม่ตรงตามหลักนี้ไม่ควรเดือดร้อนใจ แต่ถ้าถูกโจทถูกต้องตามธรรมควรยอมรับด้วยความไม่โกรธ พระพุทธเจ้าทรงเสริมว่าคนบางพวกเมื่อถูกตักเตือนก็ไม่รับฟังด้วยความเคารพ
  99. หน้า ๓๖๐–๓๖๑ สีลสูตร: ศีลเป็นรากฐานของสมาธิ ปัญญา และวิมุตติ พระสารีบุตรเปรียบภิกษุผู้ทุศีลเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหาย ทำให้เปลือก กระพี้ และแก่นไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย ฉันใด เมื่อศีลบกพร่อง สัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาวิราคะ และวิมุตติญาณทัสสนะก็ย่อมบกพร่องตามกันเป็นลูกโซ่ ฉันนั้น ในทางกลับกัน ผู้มีศีลสมบูรณ์ย่อมเกื้อหนุนให้ธรรมขั้นสูงเจริญงอกงามขึ้นตามลำดับ
  100. หน้า ๓๖๒–๓๖๔ นิสันติสูตร: พระอานนท์แสดงเหตุแห่งการเรียนรู้ธรรมได้รวดเร็ว พระอานนท์ตอบคำถามพระสารีบุตรว่าอะไรทำให้ภิกษุใคร่ครวญธรรมได้เร็ว เรียนได้ดี เรียนได้มาก และจดจำไม่ลืมเลือน คือความเป็นผู้ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาดในนิรุตติ(ภาษา) และฉลาดในเบื้องต้นเบื้องปลายของเรื่องราว พระสารีบุตรชื่นชมว่าเป็นคำตอบที่น่าอัศจรรย์และยกย่องพระอานนท์ในธรรม ๕ ข้อนี้
  101. หน้า ๓๖๕–๓๖๗ ภัททชิสูตร: ยอดแห่งการเห็น การได้ยิน สุข สัญญา และภพ พระอานนท์ถามพระภัททชิว่าอะไรเป็นยอดของการเห็น การได้ยิน ความสุข สัญญา และภพ พระภัททชิตอบโดยยกพรหมและเทพชั้นต่างๆ เช่น พรหมผู้เป็นใหญ่ เทพอาภัสสระ สุภกิณหะ เป็นคำตอบ แต่พระอานนท์ชี้ว่าคำตอบที่แท้จริงคือการเห็น ได้ยิน หรือรู้ตามความเป็นจริงจนถึงความสิ้นอาสวะ คือความหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นยอดที่แท้จริงยิ่งกว่าการเกิดในภพภูมิใดๆ จบอาฆาตวรรคที่ ๒ ที่นี่
  102. หน้า ๓๖๘–๓๗๐ สารัชชสูตร-วิสารทสูตร-นิรยสูตร: ศีล ๕ กับความกล้าหาญของอุบาสก เปิดอุปาสกวรรคที่ ๓ ด้วยสามสูตรสั้นที่มีเนื้อความคล้ายกัน สอนว่าอุบาสกผู้ล่วงละเมิดศีล ๕ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา) ย่อมครั่นคร้ามหวาดกลัว ไม่แกล้วกล้าในการครองเรือน และเสมือนถูกนำไปไว้ในนรก ส่วนผู้รักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วนย่อมแกล้วกล้า มั่นใจ และเสมือนถูกเชิญไปอยู่ในสวรรค์
  103. หน้า ๓๗๑–๓๗๒ เวรสูตร: ภัยเวร ๕ ประการที่ทำให้อุบาสกทุศีลหรือมีศีล พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าอุบาสกที่ไม่ละภัยเวร ๕ ประการ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา) ชื่อว่าผู้ทุศีลและเข้าถึงนรก ส่วนผู้ละภัยเวรเหล่านี้ได้ชื่อว่าผู้มีศีลและเข้าถึงสุคติ ทรงอธิบายว่าการงดเว้นแต่ละข้อช่วยดับทุกข์โทมนัสทั้งในปัจจุบันและภพหน้า พร้อมท้ายสูตรมีคาถาสรุปเป็นบทกวี
  104. หน้า ๓๗๓–๓๗๔ จัณฑาลสูตร: อุบาสกเลวทรามกับอุบาสกแก้ว พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ๕ ประการที่ทำให้อุบาสกเป็นคนเลวทราม เศร้าหมอง น่ารังเกียจ คือ ไม่มีศรัทธา ทุศีล เชื่อโชคลางไม่เชื่อกรรม แสวงบุญนอกศาสนา และช่วยสนับสนุนลัทธิอื่น ตรงข้ามกับอุบาสกที่มีศรัทธา มีศีล เชื่อกรรมไม่ถือมงคลตื่นข่าว และอุปถัมภ์พระศาสนาอย่างมั่นคง ซึ่งได้รับยกย่องเป็น "อุบาสกแก้ว อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑริก"
  105. หน้า ๓๗๕–๓๗๖ ปีติสูตร: การถวายปัจจัยไม่พอ ต้องฝึกเข้าถึงปีติที่เกิดแต่วิเวก พระพุทธเจ้าตรัสกับอนาถบิณฑิกเศรษฐีและอุบาสก ๕๐๐ คนว่าการบำรุงสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ ยังไม่เพียงพอ ควรฝึกเข้าถึงปีติที่เกิดจากความสงัดตามกาลอันควรด้วย พระสารีบุตรกราบทูลเสริมว่าเมื่อเข้าถึงปีตินี้ ฐานะ ๕ ประการคือทุกข์สุขที่เกี่ยวกับกามและอกุศลย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำอธิบายนี้
  106. หน้า ๓๗๗ วณิชชสูตร: การค้าขาย ๕ อย่างที่อุบาสกไม่พึงกระทำ พระพุทธเจ้าทรงห้ามอุบาสกประกอบอาชีพค้าขาย ๕ ประเภท ได้แก่ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าน้ำเมา และค้ายาพิษ อรรถกถาขยายความว่าแม้การทำเองหรือชักชวนผู้อื่นให้ทำการค้าเหล่านี้ก็ไม่สมควรทั้งสิ้น เพราะเป็นอาชีพที่ก่อความเบียดเบียนหรือส่งเสริมความเสื่อมแก่ผู้อื่นโดยตรง
  107. หน้า ๓๗๘–๓๘๑ ราชสูตร: ผู้มีศีลไม่เคยถูกราชอาญาเพราะการรักษาศีล พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุซ้ำหลายครั้งว่าเคยเห็นหรือได้ยินไหมว่าผู้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท หรือการดื่มสุราถูกพระราชาลงโทษเพราะเหตุนั้น ภิกษุตอบว่าไม่เคย แต่กลับเคยเห็นผู้กระทำผิดศีลเหล่านั้นจริงถูกลงโทษ แสดงให้เห็นว่าโทษทางโลกเกิดจากการล่วงละเมิด มิใช่จากการรักษาศีล
  108. หน้า ๓๘๒–๓๘๖ คิหิสูตร: คฤหัสถ์ผู้มีศีล ๕ และศรัทธามั่นคงเป็นโสดาบันได้ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรว่าคฤหัสถ์นุ่งขาวที่รักษาศีล ๕ ครบถ้วนและมีความเลื่อมใสมั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมศีลบริสุทธิ์ ย่อมพยากรณ์ตนเป็นพระโสดาบันได้ มีคาถาท้ายสูตรเปรียบกับโคทุกสีที่ฝึกดีแล้วล้วนใช้งานได้ไม่เลือกสี เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกวรรณะ ไม่ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร หรือจัณฑาล หากฝึกตนดีย่อมบรรลุธรรมได้เสมอกัน
  109. หน้า ๓๘๗–๓๙๔ ภเวสิสูตร: อุบาสกภเวสีพัฒนาตนและพา ๕๐๐ สหายบรรลุอรหัตต์ พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า อุบาสกภเวสีนำอุบาสก ๕๐๐ คนถือศีลเสมอกัน จึงยกระดับตนสูงขึ้นเรื่อยๆ ทีละขั้น(รักษาศีลบริบูรณ์ ประพฤติพรหมจรรย์ ฉันมื้อเดียว) ให้สหายตามทันแล้วยกระดับต่อ จนออกบวชและบรรลุอรหัตผล เป็นแรงบันดาลใจให้สหายทั้ง ๕๐๐ บวชตามและบรรลุธรรมเช่นกัน เรื่องนี้เป็นเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์เมื่อผ่านป่าสาละที่เกิดเหตุการณ์นี้ จบอุปาสกวรรคที่ ๓ ที่นี่
  110. หน้า ๓๙๕–๓๙๖ อารัญญกสูตร: ภิกษุอยู่ป่า ๕ จำพวก จำพวกไหนประเสริฐสุด เปิดอรัญญวรรคที่ ๔ พระพุทธเจ้าจำแนกภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก คือ เพราะโง่เขลา เพราะความปรารถนาลามก เพราะเป็นบ้า เพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้าสรรเสริญ และเพราะปรารถนาน้อยสันโดษแท้จริง จำพวกสุดท้ายประเสริฐที่สุดเปรียบเหมือนหัวเนยใสที่กลั่นจากนมโค เป็นยอดของโครสทั้ง ๕ อย่าง
  111. หน้า ๓๙๗–๔๐๐ วัตรปฏิบัติธุดงค์ ๘ ข้อ และปัตตปิณฑิกสูตร: ฉันเฉพาะในบาตร สูตรที่ ๒-๙ แสดงภิกษุผู้ถือธุดงค์ต่างๆ โดยย่อ(ฯลฯ)ตามแบบอารัญญกสูตร ได้แก่ ถือผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ อยู่ป่าช้า อยู่กลางแจ้ง ถือการนั่ง อยู่ตามเสนาสนะที่จัดให้ นั่งฉันอาสนะเดียว และห้ามภัตที่ถวายภายหลัง ส่วนสูตรที่ ๑๐ ปัตตปิณฑิกสูตรแสดงเต็มรูปแบบว่าภิกษุถือฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ จำพวกเช่นเดียวกับอารัญญกสูตร จบอรัญญวรรคที่ ๔ ที่นี่
  112. หน้า ๔๐๑–๔๐๓ โสณสูตร: ธรรมเก่าแก่ของพราหมณ์ที่เหลืออยู่แต่ในหมู่สุนัข พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมเก่าแก่ของพราหมณ์แต่โบราณ ๕ ประการ เช่น ไม่สมสู่นอกวรรณะ ไม่สมสู่หญิงมีระดู ไม่ซื้อขายภรรยา ไม่สะสมทรัพย์ และแสวงหาอาหารพอประทังชีวิต บัดนี้ไม่ปรากฏในหมู่พราหมณ์ที่เสื่อมจากธรรมเนียมเดิมแล้ว แต่กลับยังปรากฏอยู่ในหมู่สุนัข เป็นการเสียดสีว่าพราหมณ์ยุคปัจจุบันเสื่อมทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน พร้อมอรรถกถาขยายความศัพท์บาลี.
  113. หน้า ๔๐๔–๔๑๓ โทณสูตร: พราหมณ์ ๕ จำพวกตามคำสอนฤาษีโบราณ โทณพราหมณ์ทูลถามเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอภิวาทพราหมณ์ผู้เฒ่า พระองค์จึงแสดงพราหมณ์ ๕ จำพวกตามที่ฤาษีบุรพาจารย์บัญญัติไว้ คือ ผู้เสมอด้วยพรหม ผู้เสมอด้วยเทวดา ผู้มีความประพฤติดี ผู้มีความประพฤติดีและชั่วปนกัน และพราหมณ์จัณฑาลผู้เลี้ยงชีพด้วยการงานทุกอย่างไม่เลือกธรรมหรืออธรรม โทณพราหมณ์ยอมรับว่าตนไม่เข้าพวกใดเลยแม้แต่จัณฑาล จึงเลื่อมใสขอถึงไตรสรณะเป็นอุบาสก.
  114. หน้า ๔๑๔–๔๒๑ สังคารวสูตร: นิวรณ์ ๕ เป็นเหตุให้มนต์ไม่แจ่มแจ้ง สังคารวพราหมณ์ทูลถามเหตุที่มนต์ซึ่งท่องมานานบางครั้งกลับไม่แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนิวรณ์ ๕ (กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ดังภาชนะน้ำที่ผสมสี เดือดพล่าน มีสาหร่ายปกคลุม ถูกลมพัด หรือขุ่นมัวในที่มืด ทำให้มองไม่เห็นเงาหน้าตนเอง เมื่อจิตปลอดจากนิวรณ์เหล่านี้จึงเห็นแจ้งประโยชน์ตนและผู้อื่นได้ สังคารวพราหมณ์เลื่อมใสขอถึงสรณะ.
  115. หน้า ๔๒๒–๔๒๘ การณปาลีสูตร: อุปมาความเลื่อมใสในพระธรรมของปิงคิยานีพราหมณ์ การณปาลีพราหมณ์ถามปิงคิยานีพราหมณ์ถึงเหตุที่เลื่อมใสยิ่งในพระสมณโคดม ปิงคิยานีตอบด้วยอุปมาห้าประการ คือ ผู้อิ่มรสเลิศย่อมไม่ปรารถนารสเลว ดุจรวงผึ้งรสหวานไม่เจือ ดุจกลิ่นหอมแท้จากไม้จันทน์ ดุจหมอเก่งบำบัดโรคเร็ว และดุจสระน้ำใสเย็นดับความกระวนกระวาย เมื่อฟังจบ การณปาลีพราหมณ์นอบน้อมพระพุทธเจ้าสามครั้งและขอถึงสรณะ.
  116. หน้า ๔๒๙–๔๓๐ ปิงคิยานีสูตร: รัตนะ ๕ ประการที่หาได้ยากในโลก ท่ามกลางเจ้าลิจฉวี ๕๐๐ องค์ที่มาเข้าเฝ้าด้วยสีสันต่างๆ ปิงคิยานีพราหมณ์กล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงรุ่งโรจน์ดุจดอกบัวโกกนุทและดวงอาทิตย์ เจ้าลิจฉวีจึงถวายผ้าอุตราสงค์ ๕๐๐ ผืนแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรัตนะ ๕ ประการที่หาได้ยากในโลก คือ พระตถาคต ผู้แสดงธรรมวินัย ผู้รู้แจ้งธรรมที่ผู้อื่นแสดง ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และผู้กตัญญูกตเวที.
  117. หน้า ๔๓๑–๔๓๗ สุปินสูตร: มหาสุบิน ๕ ประการก่อนตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสเล่ามหาสุบิน ๕ ที่ทรงฝันก่อนตรัสรู้ คือ แผ่นดินเป็นที่บรรทม เขาหิมวันต์เป็นหมอน พระหัตถ์พระบาทหย่อนลงในมหาสมุทรสี่ทิศ หญ้าคางอกจากพระนาภีจดฟ้า หนอนขาวหัวดำไต่จากพระบาทถึงพระชานุ นกสี่สีบินจากสี่ทิศมากลายเป็นสีขาว และทรงจงกรมบนภูเขาคูถโดยไม่แปดเปื้อน แต่ละข้อเป็นบุรพนิมิตแห่งการตรัสรู้ การประกาศธรรม การมีพุทธบริษัท วรรณะสี่หลุดพ้น และการไม่ติดในลาภสักการะ อรรถกถาอธิบายเหตุแห่งความฝัน ๔ ประเภทด้วย.
  118. หน้า ๔๓๘–๔๓๙ วัสสสูตร: เหตุฝนแล้งที่หมอดูล่วงรู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสอันตรายของฝน ๕ ประการที่พวกหมอดูคาดคะเนไม่ถึง ได้แก่ เตโชธาตุและวาโยธาตุเบื้องบนกำเริบทำให้เมฆกระจาย อสุรินทราหูรับน้ำฝนด้วยฝ่ามือแล้วทิ้งลงมหาสมุทร เทวบุตรผู้ดูแลฝนประมาทเสีย และมนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชี้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างเกินความรู้ของโหราศาสตร์และโยงกับศีลธรรมของมนุษย์.
  119. หน้า ๔๔๐–๔๔๑ วาจาสูตรและกุลสูตร: วาจาสุภาษิตและบุญที่ตระกูลได้จากภิกษุผู้ทรงศีล วาจาสูตรแสดงองค์ ๕ ของวาจาสุภาษิต คือ พูดถูกกาล พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดมีประโยชน์ และพูดด้วยเมตตาจิต ส่วนกุลสูตรแสดงว่าเมื่อภิกษุผู้มีศีลเข้าไปหาตระกูลใด ตระกูลนั้นย่อมได้บุญ ๕ ทาง คือ จิตเลื่อมใส ต้อนรับกราบไหว้ ขจัดความตระหนี่ ถวายทานตามกำลัง และได้ฟังธรรม อันนำไปสู่สวรรค์ ตระกูลสูง เกียรติยศ โภคทรัพย์ และปัญญาตามลำดับ.
  120. หน้า ๔๔๒–๔๔๕ นิสสารณียสูตร: ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ปิดท้ายจตุตถปัณณาสก์ แสดงธาตุ ๕ ที่จิตพึงพรากออกได้ด้วยการเจริญคู่ตรงข้าม คือ พรากจากกามด้วยเนกขัมมะ พรากจากพยาบาทด้วยเมตตา พรากจากวิหิงสาด้วยกรุณา พรากจากรูปด้วยอรูปฌาน และพรากจากสักกายะด้วยอรหัตผล เมื่อจิตพรากออกแล้วย่อมไม่มีความเพลิดเพลินและทุกข์ที่เกิดจากสิ่งเหล่านั้นอีก สูตรนี้ปิดท้ายพราหมณวรรคที่ ๕ และจตุตถปัณณาสก์ (หมวดที่ ๔) ของปัญจกนิบาตอย่างสมบูรณ์.
  121. หน้า ๔๔๖–๔๔๘ กิมพิลสูตร: เหตุที่พระสัทธรรมดำรงอยู่หรือเสื่อมหลังพุทธปรินิพพาน เปิดปัญจมปัณณาสก์ (หมวดที่ ๕ ของปัญจกนิบาต) ด้วยกิมพิลวรรคที่ ๑ พระกิมพิละทูลถามเหตุที่พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นานหลังพุทธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเกิดจากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ขาดความเคารพยำเกรงในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา และกันและกัน หากมีความเคารพครบทั้ง ๕ ด้าน พระสัทธรรมจึงดำรงอยู่ได้นาน.
  122. หน้า ๔๔๙–๔๕๑ อานิสงส์ฟังธรรม คุณสมบัติม้าอาชาไนย และกำลัง ๕ รวมสามสูตรสั้น ธัมมัสสวนสูตรแสดงอานิสงส์การฟังธรรม ๕ ประการ (ได้ฟังสิ่งใหม่ เข้าใจชัด บรรเทาสงสัย เห็นตรง จิตเลื่อมใส) อาชานิยสูตรเปรียบภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณาดุจม้าอาชาไนยที่มีความซื่อตรง ว่องไว อ่อนโยน อดทน และเสงี่ยม พลสูตรแสดงกำลัง ๕ ของภิกษุ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา.
  123. หน้า ๔๕๒–๔๕๓ เจโตขีลสูตร: ตะปูตรึงใจ ๕ ที่ขัดขวางความเพียร แสดงตะปูตรึงใจ (เจโตขีละ) ๕ ประการที่ทำให้จิตภิกษุไม่น้อมไปในความเพียร ได้แก่ ความเคลือบแคลงสงสัยไม่เลื่อมใสในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา และความโกรธกระด้างในเพื่อนพรหมจรรย์ ตราบใดที่ยังละตะปูเหล่านี้ไม่ได้ จิตย่อมไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้เต็มที่ พร้อมอรรถกถาขยายความแต่ละข้อ.
  124. หน้า ๔๕๔–๔๕๖ วินิพันธสูตร: เครื่องผูกพันใจ ๕ ที่ถ่วงความเพียร แสดงเครื่องผูกพันใจ (วินิพันธะ) ๕ ที่ขัดขวางความเพียรของภิกษุ คือ ยังไม่คลายกำหนัดในกาม ในกาย ในรูป การติดสุขในการนอนหลับหลังฉันอิ่ม และการตั้งความปรารถนาจะเกิดเป็นเทพด้วยศีลพรตแทนที่จะมุ่งนิพพาน ล้วนทำให้จิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเผากิเลสอย่างจริงจัง.
  125. หน้า ๔๕๗–๔๖๐ ท้ายกิมพิลวรรค: ไม้สีฟัน การขับเสียงยาว การนอนหลับมีสติ จบสามสูตรท้ายกิมพิลวรรคที่ ๑ ว่าด้วยโทษของการไม่เคี้ยวไม้สีฟันซึ่งทำให้ตาฟาง ปากเหม็น อาหารไม่อร่อย เทียบกับอานิสงส์ตรงข้ามเมื่อเคี้ยว จากนั้นกล่าวโทษของภิกษุผู้แสดงธรรมด้วยเสียงขับยาวซึ่งทำให้ตนและผู้ฟังกำหนัดและสมาธิเสื่อม และปิดท้ายด้วยโทษของภิกษุผู้หลับโดยไม่มีสติสัมปชัญญะที่หลับเป็นทุกข์ ฝันร้าย เทวดาไม่คุ้มครอง ตรงข้ามกับผู้มีสติซึ่งหลับตื่นเป็นสุข จบกิมพิลวรรคที่ ๑
  126. หน้า ๔๖๑–๔๖๒ อักโกสกวรรคที่ ๒: โทษการด่าและการก่อวิวาทในสงฆ์ เปิดวรรคใหม่ด้วยโทษของภิกษุที่ชอบด่า บริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ และติเตียนพระอริยเจ้า ซึ่งอาจถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิกขาดทางบรรลุโลกุตรธรรม ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างอื่น ได้รับโรคเรื้อรัง หลงกระทำกาละ และตกอบาย ตามด้วยโทษของภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง ทะเลาะ วิวาท และก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ซึ่งทำให้ไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้บรรลุและเสื่อมจากคุณที่ได้บรรลุแล้ว
  127. หน้า ๔๖๓–๔๖๕ สีลสูตร: โทษของความทุศีลและอานิสงส์ของศีล แสดงโทษ ๕ ประการของคนทุศีล เช่น เสื่อมทรัพย์เพราะความประมาท กิตติศัพท์ชั่วฟุ้งไป ไม่กล้าเข้าสังคม หลงกระทำกาละ และตกอบาย เทียบกับอานิสงส์ของผู้มีศีลที่ตรงข้ามกันทุกข้อ อรรถกถาขยายความว่าสูตรนี้ใช้ได้ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต พร้อมพรรณนาภาพผู้ทุศีลนอนป่วยใกล้ตายเห็นอบาย ๔ ปรากฏราวถูกหอกร้อยเล่มแทงที่ศีรษะ ร้องขอให้ช่วยห้ามแต่ก็ตายไป
  128. หน้า ๔๖๖–๔๖๘ โทษของการพูดมากและความไม่อดทน ว่าด้วยโทษของผู้พูดมากที่มักพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ และเพ้อเจ้อจนตกอบาย เทียบกับอานิสงส์ของผู้พูดพอประมาณที่ได้สุคติ ตามด้วยสองสูตรว่าด้วยโทษของความไม่อดทนซึ่งทำให้ไม่เป็นที่รัก มีเวรมาก มีโทษมาก โหดร้าย และเดือดร้อนใจ เมื่อตายไปตกอบาย ตรงข้ามกับอานิสงส์ของขันติที่นำมาซึ่งความรักใคร่และสุคติโลกสวรรค์
  129. หน้า ๔๖๙–๔๗๒ ความประพฤติน่าเลื่อมใส โทษของไฟ และนครมธุรา ว่าด้วยโทษของภิกษุผู้มีความประพฤติไม่น่าเลื่อมใสที่ทำให้ตนติเตียนตนเอง วิญญูชนติเตียน และผู้เลื่อมใสคลายศรัทธาไม่ทำตามคำสอน ตรงข้ามกับผู้ประพฤติน่าเลื่อมใส จากนั้นกล่าวโทษของไฟที่ทำลายสายตาและผิวพรรณ ปิดท้ายด้วยโทษของนครมธุราที่พื้นขรุขระ ฝุ่นมาก สุนัขดุ มียักษ์ร้าย และหาอาหารยาก ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเพื่อทรงติเตียนนครนั้นหลังนางยักษิณีขวางทาง จบอักโกสกวรรคที่ ๒
  130. หน้า ๔๗๓–๔๗๖ ทีฆจาริกวรรคที่ ๓: โทษการจาริกไปนานและการอยู่ประจำที่ เปิดวรรคใหม่ด้วยโทษของภิกษุที่จาริกไปนานไม่มีกำหนด ทำให้ไม่ได้ฟังธรรมใหม่ ไม่เข้าใจสิ่งที่ฟังแล้ว ไม่บรรลุคุณวิเศษ ได้รับโรคเรื้อรัง และไม่มีมิตร ตรงข้ามกับการจาริกมีกำหนดพอสมควรที่ให้อานิสงส์ตรงข้าม ตามด้วยโทษของการอยู่ประจำที่แห่งเดียวนานเกินไป ซึ่งทำให้สะสมข้าวของและเภสัชมาก ไม่ฉลาดในกิจ คลุกคลีคฤหัสถ์ไม่สมควร และอาลัยเมื่อต้องจากไป
  131. หน้า ๔๗๗–๔๗๙ ความตระหนี่ของภิกษุอยู่ประจำที่ และโทษการเข้าสู่สกุล ว่าด้วยโทษของภิกษุผู้อยู่ประจำที่ที่มักตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่สกุลอุปัฏฐาก ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ และตระหนี่ธรรม เทียบกับผู้ไม่ตระหนี่ ตามด้วยสองสูตรว่าด้วยโทษของภิกษุที่เข้าไปสู่ตระกูลบ่อยจนต้องอาบัติจากการไม่บอกลา นั่งในที่ลับหูลับตากับสตรี และคลุกคลีเกินเวลาจนจิตใจผูกพัน อาจถึงขั้นต้องอาบัติเศร้าหมองหรือบอกคืนสิกขาลาเพศ
  132. หน้า ๔๘๐–๔๘๒ คุณและโทษของโภคทรัพย์ และการหุงหาอาหารตามเวลา แสดงโทษของโภคทรัพย์ที่เป็นของกลางแก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร และทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก เทียบกับอานิสงส์ที่ทำให้เลี้ยงตน มารดาบิดา บุตรภรรยา มิตรสหาย ให้เป็นสุขและบำเพ็ญทานแก่สมณพราหมณ์ได้ ตามด้วยโทษของครัวเรือนที่หุงต้มอาหารสายเกินเวลาจนขาดการต้อนรับแขกและบูชาเทวดาตามเวลา คนใช้หลบงาน อาหารไม่มีโอชา ตรงข้ามกับครัวที่หุงตามเวลา
  133. หน้า ๔๘๓–๔๘๔ อุปมางูเห่ากับมาตุคาม เปรียบเทียบโทษ ๕ ประการของงูเห่ากับมาตุคาม (สตรี) ว่าไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่ากลัวมาก มีภัยเฉพาะหน้า และมักประทุษร้ายมิตร สูตรที่สองเพิ่มว่ามักโกรธ ผูกโกรธ มีพิษร้าย มีสองลิ้น อรรถกถาอธิบายว่าพิษร้ายหมายถึงราคะจัด สองลิ้นหมายถึงวาจาส่อเสียด และประทุษร้ายมิตรหมายถึงความนอกใจ จบทีฆจาริกวรรคที่ ๓
  134. หน้า ๔๘๕–๔๘๘ อาวาสกวรรคที่ ๔: ธรรมของเจ้าอาวาสที่ควรและไม่ควรยกย่อง เปิดวรรคใหม่ว่าด้วยธรรม ๕ ประการที่ทำให้เจ้าอาวาสไม่ควรหรือควรได้รับการยกย่อง คือ มรรยาทและวัตร ความเป็นพหูสูต การขัดเกลาตน วาจาไพเราะ และปัญญา ตามด้วยธรรมที่ทำให้เจ้าอาวาสเป็นที่รักที่เคารพของเพื่อนพรหมจรรย์ และธรรมที่ทำให้อาวาสงดงาม ซึ่งเพิ่มความสามารถแสดงธรรมให้ผู้ฟังแจ่มแจ้งและได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา
  135. หน้า ๔๘๙–๔๙๐ เจ้าอาวาสผู้มีอุปการะมาก และผู้อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ว่าด้วยเจ้าอาวาสผู้มีอุปการะมากแก่อาวาส คือ มีศีล เป็นพหูสูต ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุด และแจ้งคฤหัสถ์เมื่อมีสงฆ์หมู่ใหญ่มาเยือนเพื่อให้ทำบุญ ตามด้วยธรรมที่ทำให้เจ้าอาวาสอนุเคราะห์คฤหัสถ์ได้ เช่น ชักนำให้ถือศีลและเห็นธรรม ให้สติผู้ป่วยระลึกถึงพระรัตนตรัย ฉันโภชนะที่คฤหัสถ์ถวายโดยไม่รังเกียจ และไม่ยังศรัทธาไทยให้เสื่อม
  136. หน้า ๔๙๑–๔๙๔ เจ้าอาวาสเหมือนถูกโยนลงนรกหรือเชิญขึ้นสวรรค์ ชุดสูตรว่าด้วยธรรม ๕ ประการที่ทำให้เจ้าอาวาสเหมือนถูกโยนลงนรกหรือเชิญขึ้นสวรรค์ ได้แก่ การกล่าวติเตียนหรือสรรเสริญผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรอง การแสดงความเลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสผิดที่ ความตระหนี่ที่อยู่ สกุล ลาภ วรรณะ และธรรม ซึ่งล้วนทำให้ศรัทธาไทยของคฤหัสถ์ตกไปหรือดำรงอยู่ตามความประพฤติของเจ้าอาวาส จบอาวาสกวรรคที่ ๔
  137. หน้า ๔๙๕–๕๐๐ ทุจริตวรรคที่ ๕: โทษของทุจริตทางกาย วาจา ใจ เปิดวรรคใหม่ด้วยชุดสูตรสั้นซ้ำรูปแบบกันหลายสูตร ว่าด้วยโทษของทุจริตทางกาย วาจา และใจ ที่ทำให้ตนติเตียนตนเอง วิญญูชนติเตียน กิตติศัพท์เสีย หลงกระทำกาละ ตกอบาย หรือเสื่อมจากสัทธรรมและตั้งอยู่ในอสัทธรรม เทียบกับอานิสงส์ของสุจริตที่ตรงข้ามกันทุกข้อ ครอบคลุมทุจริตแต่ละทวารจากหลายมุมมอง
  138. หน้า ๕๐๑–๕๐๓ อุปมาป่าช้า และโทษของความเลื่อมใสในบุคคลที่ไม่มั่นคง เปรียบเทียบบุคคลผู้มีกายวาจาใจไม่สะอาดกับป่าช้าที่สกปรก มีกลิ่นเหม็น น่ากลัว เป็นที่อยู่ของคนร้าย และเป็นที่รำพันทุกข์ของผู้อยู่ร่วม ตามด้วยโทษของความเลื่อมใสที่ผูกติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อบุคคลนั้นถูกลงโทษ หลีกไป ลาสิกขา หรือตาย ผู้เลื่อมใสอาจเสื่อมศรัทธาในหมู่ภิกษุและห่างจากสัทธรรม จบทุจริตวรรคที่ ๕ และจบปัญจมปัณณาสก์
  139. หน้า ๕๐๔–๕๑๑ พระสูตรนอกวรรค: คุณสมบัติอุปสมบท ความตระหนี่ และตำแหน่งสงฆ์ รวมพระสูตรที่ไม่จัดเข้าวรรค ว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุที่ควรให้อุปสมบทหรือให้นิสัยได้ คือศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ ความตระหนี่ ๕ ที่ต้องละเพื่อบรรลุฌานและมรรคผล และเกณฑ์คุณสมบัติที่สงฆ์พึงหรือไม่พึงแต่งตั้งภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ เช่น ผู้แจกภัตตาหาร ผู้ปูอาสนะ ผู้รักษาคลัง ผู้แจกจีวรและของฉัน
  140. หน้า ๕๑๒–๕๑๓ ศีล ๕ กับนรก-สวรรค์ทุกหมู่เหล่า และธรรมเพื่อรู้ยิ่งราคะ จบปัญจกนิบาต แสดงธรรม ๕ ประการ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา) ที่ทำให้ทุกหมู่เหล่าตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ตามการงดเว้นหรือไม่งดเว้น ครอบคลุมภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ปริพาชก และเดียรถีย์ต่างๆ ปิดท้ายด้วยธรรมที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งและละราคะโทสะโมหะ เช่น อสุภสัญญา มรณสัญญา อินทรีย์ ๕ และพละ ๕ จบปัญจกนิบาตทั้งหมด
  141. หน้า ๕๑๔–๕๑๕ อรรถกถาสูตรท้ายปัญจกนิบาตที่มิได้จัดเป็นวรรค และจบปัญจกนิบาต อรรถกถาอธิบายศัพท์ในสูตรท้าย ๆ ของปัญจกนิบาตที่ไม่ได้จัดเป็นวรรค เช่น หน้าที่อุปัชฌาย์-อาจารย์ในการให้อุปสมบทและให้นิสัย เจ้าหน้าที่แจกจ่ายผ้าอาบน้ำฝนและบาตร ความหมายของ อาชีวก (นักบวชเปลือย) และนิครนถ์-ปริพาชกนิกายต่าง ๆ ที่ศีลไม่บริบูรณ์จึงตกนรก ปิดท้ายด้วยคำว่า จบอรรถกถาปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ชื่อมโนรถปูรณี อันเป็นจุดสิ้นสุดของปัญจกนิบาตทั้งเล่ม
  142. หน้า ๕๑๖–๕๑๗ เริ่มฉักกนิบาต: ปฐมอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นนาบุญ จุดเริ่มต้นฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อาหุเนยยวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ คือเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ และรู้ธรรมารมณ์แล้วไม่ยินดียินร้าย มีอุเบกขาพร้อมสติสัมปชัญญะ ย่อมเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นนาบุญของโลก อรรถกถาอธิบายว่าธรรมนี้เป็นวิหารธรรมประจำของพระขีณาสพ
  143. หน้า ๕๑๘–๕๒๐ ทุติยอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอภิญญา ๖ แสดงอภิญญา ๖ ที่ทำให้ภิกษุเป็นนาบุญของโลก ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง หูทิพย์ฟังเสียงทั้งใกล้ไกล กำหนดรู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติก่อนได้มากมาย เห็นสัตว์จุติอุบัติไปตามกรรมด้วยตาทิพย์ และทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันสิ้นอาสวะ อรรถกถาระบุว่าตรัสอภิญญาตามลำดับสำหรับพระขีณาสพโดยเฉพาะ
  144. หน้า ๕๒๑–๕๒๒ อินทริยสูตรและพลสูตร ว่าด้วยอินทรีย์และพละ ๕ สองสูตรสั้นคู่กันแสดงธรรม ๖ ประการที่ทำให้เป็นนาบุญของโลก คือ อินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และพละ ๕ อย่างเดียวกัน รวมกับการทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันสิ้นอาสวะเป็นข้อที่ ๖ อรรถกถาสรุปว่าทั้งสองสูตรตรัสมุ่งถึงพระขีณาสพเช่นเดียวกัน
  145. หน้า ๕๒๓–๕๒๖ สามอาชานิยสูตร อุปมาภิกษุด้วยม้าอาชาไนย อุปมาภิกษุด้วยม้าอาชาไนยของพระราชา ที่ต้องอดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และมีคุณสมบัติพิเศษอีกหนึ่งอย่าง คือสมบูรณ์ด้วยวรรณะ กำลังกาย หรือฝีเท้าตามลำดับสามสูตร จึงควรเป็นม้าต้น เช่นเดียวกับภิกษุที่อดทนต่ออารมณ์ทั้งหกรวมถึงธรรมารมณ์ ย่อมควรแก่การเป็นนาบุญของโลก เนื้อหาซ้ำโครงสร้างเดิมสามครั้งต่างกันเพียงคุณสมบัติพิเศษของม้า
  146. หน้า ๕๒๗–๕๒๘ อนุตตริยสูตรและอนุสสติสูตร ว่าด้วยสิ่งยอดเยี่ยม ๖ และอนุสติ ๖ แสดงอนุตริยะ ๖ (สิ่งยอดเยี่ยม) คือ การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การปรนนิบัติ และการระลึกที่ยอดเยี่ยม อรรถกถาอธิบายว่าของทางโลก เช่นเห็นช้างแก้วหรือฟังคำสรรเสริญกษัตริย์ไม่นับ แต่การเห็น-ฟังพระรัตนตรัยด้วยศรัทธามั่นคงเท่านั้นจึงเป็นอนุตริยะ ต่อด้วยอนุสติฐานะ ๖ คือระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ และเทวดา
  147. หน้า ๕๒๙–๕๓๔ มหานามสูตร ว่าด้วยอนุสติของพระอริยสาวก จบวรรคที่ ๑ เจ้าศากยะมหานามะทูลถามวิหารธรรมของพระอริยสาวกผู้บรรลุผลแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายอนุสติ ๖ อย่างละเอียด คือ ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน การบริจาคของตน และคุณธรรมของเทวดาเทียบกับตน แต่ละข้อทำให้จิตไม่ถูกราคะโทสะโมหะกลุ้มรุม เกิดปราโมทย์ปีติกายสงบจิตตั้งมั่น อรรถกถาชี้ว่าทรงตอบเฉพาะระดับพระโสดาบัน ปิดท้ายวรรคที่ ๑ พร้อมรายชื่อ ๑๐ สูตร
  148. หน้า ๕๓๕–๕๓๖ ปฐมสาราณียสูตร เริ่มวรรคที่ ๒ ว่าด้วยสาราณียธรรม ๖ เริ่มวรรคที่ ๒ (สาราณิยาทิวรรค) แสดงสาราณียธรรม ๖ ประการที่ทำให้ระลึกถึงกัน เป็นที่รักเคารพ ได้แก่ ตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมประกอบเมตตาต่อเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยธรรม มีศีลเสมอกัน และมีทิฏฐิอันเป็นอริยะเสมอกันกับหมู่คณะ
  149. หน้า ๕๓๗–๕๔๕ อรรถกถาปฐมสาราณียสูตร พร้อมเรื่องพระติสสเถระและพระนาคเถรี อรรถกถาขยายความสาราณียธรรมแต่ละข้อทั้งฝ่ายภิกษุและคฤหัสถ์ อธิบายว่าต้องบำเพ็ญถึง ๑๒ ปีจึงบริบูรณ์ พร้อมเล่าเรื่องพระติสสเถระผู้บิณฑบาตได้เต็มบาตรแล้วแบ่งเลี้ยงพระ ๕๐ รูปไม่หมดสิ้นเพราะอานิสงส์สาราณียธรรม และเรื่องพระนาคเถระผู้หนีภัยไปหาพระนาคเถรีน้องสาวจนเทวดาต้นไทรช่วยอุปัฏฐากถึง ๗ ปี เป็นตัวอย่างอานิสงส์ของธรรมนี้
  150. หน้า ๕๔๖–๕๔๗ ทุติยสาราณียสูตร ว่าด้วยสาราณียธรรม ๖ (ซ้ำ) ตรัสสาราณียธรรม ๖ ประการซ้ำอีกครั้งในรูปแบบสั้นกระชับ เน้นว่าธรรมเหล่านี้เป็นเหตุแห่งการระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รักเป็นที่เคารพ นำไปสู่ความสงเคราะห์กัน ไม่วิวาทกัน และความสามัคคีพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่สงฆ์ อรรถกถาอธิบายศัพท์ปิยกรณา ครุกรณา สังคหะ อวิวาทะ และเอกีภาวะโดยย่อ
  151. หน้า ๕๔๘–๕๕๒ เมตตาสูตร (นิสสารณียสูตร) ว่าด้วยธาตุเครื่องสลัดออก ๖ แสดงธาตุเครื่องสลัดออก ๖ ประการ คือ เมตตาเจโตวิมุตติสลัดพยาบาท กรุณาสลัดวิหิงสา มุทิตาสลัดอรติ อุเบกขาสลัดราคะ อนิมิตตาเจโตวิมุตติสลัดการแส่หานิมิต และอรหัตมรรคถอนอัสมิมานะสลัดความสงสัย สอนว่าหากภิกษุอ้างว่าเจริญธรรมข้อใดแล้วแต่กิเลสตรงข้ามยังครอบงำอยู่ แสดงว่าพยากรณ์ผิด ต้องถูกทักท้วง เพราะธรรมแต่ละข้อขจัดกิเลสนั้นได้จริงเมื่อเจริญบริบูรณ์
  152. หน้า ๕๕๓–๕๕๕ ภัททกสูตร ว่าด้วยการอยู่ที่เจริญและไม่เจริญ พระสารีบุตรสอนว่าการอยู่แบบใดทำให้ตายไม่เจริญ ได้แก่ ชอบการงาน การคุย การนอนหลับ การคลุกคลีหมู่คณะและคฤหัสถ์ และธรรมเครื่องเนิ่นช้า เรียกว่าผู้ยินดีสักกายะ ส่วนผู้ไม่ยินดีสิ่งเหล่านี้ตายแล้วย่อมเจริญ เรียกว่าผู้ยินดีนิพพาน ปิดท้ายด้วยคาถาเปรียบผู้ติดธรรมเนิ่นช้าเหมือนมฤคที่ไม่ได้ชมนิพพาน
  153. หน้า ๕๕๖–๕๕๗ อนุตัปปิยสูตร ว่าด้วยการอยู่ที่ทำให้เดือดร้อนและไม่เดือดร้อน พระสารีบุตรสอนหลักธรรมเดียวกับภัททกสูตรอีกครั้งแต่เปลี่ยนมุมเป็นเรื่องความเดือดร้อนหลังตาย ภิกษุที่ชอบการงาน การคุย การหลับ การคลุกคลี และธรรมเนิ่นช้า ตายแล้วย่อมเดือดร้อน ส่วนผู้ไม่ชอบสิ่งเหล่านี้ตายแล้วไม่เดือดร้อน จบด้วยคาถาเดียวกับสูตรก่อนเรื่องมฤคกับนิพพานที่เกษมจากโยคะ
  154. หน้า ๕๕๘–๕๖๓ นกุลสูตร คำเตือนของนกุลมารดาต่อสามีที่ป่วยหนัก เรื่องนกุลมารดาคฤหปตานีปลอบใจสามีที่ป่วยหนักใกล้ตายไม่ให้ห่วงกังวล เพราะตนสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซื่อสัตย์ต่อสามี ยังต้องการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า มีศีลบริบูรณ์ และมีความสงบใจมั่นคงในธรรมไม่ต้องพึ่งผู้อื่น สามีหายป่วยแล้วไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งตรัสยกย่องภรรยาว่าเป็นสาวิกาผู้เพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ และศรัทธาแท้จริง
  155. หน้า ๕๖๔–๕๖๗ กุสลสูตร ว่าด้วยโทษของการเห็นแก่หลับนอน พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบภิกษุใหม่จำนวนมากนอนหลับกัดฟันจนรุ่งเช้าหลังพระเถระผู้ใหญ่กลับที่พักไปแล้ว ทรงตำหนิว่าไม่สมควร เปรียบเทียบกับพระราชาหรือผู้ปกครองที่นอนสบายตลอดชีวิตก็ไม่เป็นที่รักของประชาชน ทรงสอนให้คุ้มครองอินทรีย์ รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร เห็นแจ้งกุศลธรรม และเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งกลางวันกลางคืนจึงจะบรรลุธรรมได้
  156. หน้า ๕๖๘–๕๗๐ มัจฉสูตร ว่าด้วยโทษของการฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นชาวประมงฆ่าปลาขาย จึงตรัสถามภิกษุว่าเคยเห็นคนฆ่าปลา ฆ่าโค แพะ สุกร หรือสัตว์ป่าขายแล้วร่ำรวยขี่ช้างขี่ม้าหรือไม่ ภิกษุตอบว่าไม่เคย เพราะผู้ฆ่าสัตว์มองดูสัตว์ที่จะฆ่าด้วยใจบาป กรรมนั้นย่อมนำไปสู่ทุกข์และอบายในที่สุด ยิ่งกว่านั้นการมองมนุษย์ด้วยใจคิดฆ่าย่อมมีผลร้ายแรงกว่า
  157. หน้า ๕๗๑–๕๗๔ ปฐมมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณสติมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่ามรณสติที่เจริญแล้วมีผลมากหยั่งลงสู่อมตะ ตรัสถามภิกษุหลายรูปว่าเจริญมรณสติอย่างไร บางรูปหวังมีชีวิตอยู่ได้วันหนึ่งคืนหนึ่ง บางรูปแค่มื้อฉันหนึ่งมื้อหรือสี่คำข้าว พระองค์ตรัสว่านั่นยังประมาทอยู่ ส่วนผู้เจริญมรณสติระดับคำข้าวคำเดียวหรือลมหายใจเข้าออกครั้งเดียวเท่านั้นจึงชื่อว่าไม่ประมาท เจริญมรณสติเพื่อสิ้นอาสวะได้เร็วแรงกล้า
  158. หน้า ๕๗๕–๕๗๘ ทุติยมรณัสสติสูตร: พิจารณาเหตุแห่งความตายทุกเช้าค่ำ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีเจริญมรณสติอีกแบบหนึ่ง คือให้ภิกษุพิจารณาทุกคืนและทุกวันว่าตนอาจตายได้จากเหตุต่างๆ เช่น งูกัด แมลงป่องต่อย พลาดล้ม อาหารไม่ย่อย แล้วตรวจสอบตนเองว่ายังมีอกุศลธรรมที่จะเป็นอันตรายเมื่อตายหรือไม่ หากยังมีให้เร่งละด้วยความเพียรอย่างยิ่งดุจดับไฟที่ไหม้ศีรษะ หากไม่มีให้เป็นผู้มีปีติปราโมทย์ศึกษากุศลธรรมต่อไป จบสาราณิยาทิวรรคที่ ๒ พร้อมรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรค
  159. หน้า ๕๗๙–๕๘๑ สามกสูตร: เทวดาทูลธรรมที่ทำให้ภิกษุเสื่อม เปิดวรรคใหม่ (อนุตตริยวรรคที่ ๓) ด้วยเรื่องเทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้ากลางคืนทูลว่า ความชอบทำงาน ชอบคุย และชอบนอนหลับ เป็นเหตุให้ภิกษุเสื่อมจากกุศลธรรม พระพุทธเจ้าทรงยืนยันและเพิ่มอีก ๓ ประการคือ ชอบคลุกคลีหมู่คณะ ว่ายาก และมีมิตรชั่ว รวมเป็นธรรม ๖ ประการที่ทำให้ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตเสื่อมจากกุศลธรรมเหมือนกันหมด
  160. หน้า ๕๘๒–๕๘๕ อปริหานิยธรรม ๖ และกามเปรียบเหมือนภัย ทุกข์ โรค เปือกตม สูตรแรกแสดงธรรม ๖ ประการตรงข้ามกับสามกสูตร คือไม่ชอบงาน ไม่ชอบคุย ไม่ชอบหลับ ไม่คลุกคลี ว่าง่าย มีมิตรดี ทำให้ไม่เสื่อมจากกุศลธรรม สูตรถัดมาแสดงว่าคำว่า ภัย ทุกข์ โรค ฝี เครื่องขัดข้อง เปือกตม ล้วนเป็นชื่อของกาม เพราะผู้กำหนัดในกามย่อมไม่พ้นภัยทั้งปัจจุบันและภพหน้า ปิดท้ายด้วยคาถาว่าผู้ไม่ถือมั่นย่อมหลุดพ้นถึงนิพพานอันเกษมสุข ผ่านพ้นเวรภัยและทุกข์ทั้งปวง
  161. หน้า ๕๘๖–๕๘๗ หิมวันตสูตร: ความฉลาดในสมาธิ ๖ ด้าน ทำลายอวิชชาได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ คือฉลาดในการเข้าสมาธิ ฉลาดในการตั้งอยู่แห่งสมาธิ ฉลาดในการออกจากสมาธิ ฉลาดในความพร้อมมูลแห่งสมาธิ ฉลาดในอารมณ์ของสมาธิ และฉลาดในการนำสมาธิให้ก้าวหน้าไปสู่สมาบัติสูงขึ้น ย่อมสามารถทำลายแม้ขุนเขาหิมวันต์ได้ นับประสาอะไรกับอวิชชาอันลามก อรรถกถาอธิบายความหมายของความฉลาดแต่ละด้านอย่างละเอียด
  162. หน้า ๕๘๘–๕๘๙ อนุสสติฏฐานสูตร: อนุสติ ๖ ประการชำระจิตให้บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุสติ ๖ อย่าง คือ ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน จาคะของตน และเทวดา เมื่ออริยสาวกระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ จิตจะปลอดจากราคะโทสะโมหะ ดำเนินตรงและหลุดพ้นจากความอยากในกามคุณ ทำให้สัตว์บางพวกในโลกบริสุทธิ์ได้ด้วยการทำอนุสตินี้ให้เป็นอารมณ์แห่งจิตอย่างสม่ำเสมอ
  163. หน้า ๕๙๐–๕๙๔ กัจจานสูตร: พระมหากัจจานะแสดงอนุสติ ๖ ในที่คับแคบ ท่านพระมหากัจจานะกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่าน่าอัศจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบอนุสติ ๖ ประการ อันเป็นโอกาสแม้ในที่คับแคบด้วยกามคุณ เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ ก้าวล่วงความโศก ดับทุกข์ และบรรลุนิพพาน โดยอธิบายอนุสติทั้ง ๖ อย่างเดียวกับสูตรก่อน แต่เน้นว่าเมื่อระลึกแล้วจิตจะไพบูลย์เสมอด้วยอากาศ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียน
  164. หน้า ๕๙๕–๕๙๗ ปฐมสมยสูตร: ๖ โอกาสที่ควรเข้าพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่าเมื่อใดควรเข้าพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ๖ กรณี คือ เมื่อจิตถูกกามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ หรือวิจิกิจฉาครอบงำและไม่รู้อุบายสลัดออก หรือเมื่อไม่รู้เห็นนิมิตแห่งความสิ้นอาสวะโดยลำดับ ควรเข้าไปหาท่านและขอให้แสดงธรรมเพื่อละสิ่งเหล่านั้น
  165. หน้า ๕๙๘–๖๐๐ ทุติยสมยสูตร: พระเถระถกกันเรื่องเวลาที่ควรพบผู้เจริญภาวนา ภิกษุเถระที่ป่าอิสิปตนมิคทายวันถกเถียงกันว่าเวลาใดควรเข้าพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ บ้างว่าหลังกลับจากบิณฑบาต บ้างว่าเวลาเย็น บ้างว่าเวลาเช้ามืด แต่ละความเห็นถูกโต้แย้งด้วยเหตุผลเรื่องความเหนื่อยล้าหรือสมาธินิมิตที่ยังฟุ้งซ่าน สุดท้ายพระมหากัจจานะเฉลยว่าคำตอบที่แท้จริงตรงกับพุทธพจน์ ๖ ประการในปฐมสมยสูตร
  166. หน้า ๖๐๑–๖๐๓ อุทายีสูตร: พระอุทายีนิ่งเงียบ พระอานนท์แจงอนุสติ ๖ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอุทายีเรื่องอนุสติถึง ๓ ครั้งแต่ท่านนิ่งเงียบ พระอานนท์จึงตอบแทนด้วยอนุสติ ๕ ประการ คือ ฌานที่ ๓ อาโลกสัญญา อสุภกัมมัฏฐาน (พิจารณาอวัยวะร่างกาย) การพิจารณาซากศพในป่าช้า และจตุตถฌาน พระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระอุทายีว่าเป็นโมฆบุรุษไม่ตั้งใจฟัง แล้วเพิ่มอนุสติข้อที่ ๖ คือการมีสติในทุกอิริยาบถ
  167. หน้า ๖๐๔–๖๐๗ อรรถกถาอุทายีสูตร: อธิบายซากศพในป่าช้า ๙ ระยะโดยละเอียด อรรถกถาขยายความคำสอนเรื่องอสุภกัมมัฏฐานและการพิจารณาซากศพในป่าช้าอย่างละเอียด ตั้งแต่ศพขึ้นพอง (อุทธุมาตกะ) สีเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ (วินีลกะ) มีหนองไหล (วิปุพพกะ) ถูกสัตว์กัดกิน จนกระทั่งกระดูกกระจัดกระจายและผุเป็นผงคลี อธิบายว่าเป็นการน้อมกายตนเข้าเปรียบเทียบเพื่อถอนอัสมิมานะและแทงตลอดธาตุต่างๆ ในร่างกาย
  168. หน้า ๖๐๘–๖๑๓ อนุตตริยสูตร: สิ่งยอดเยี่ยม ๖ ประการ จบอนุตตริยวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุตริยะ ๖ คือ การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำรุง และการระลึกถึง โดยเปรียบเทียบว่าสิ่งเหล่านี้ในทางโลก เช่น ดูช้างแก้ว ฟังเพลง หาลาภ เป็นของเลว ส่วนการเห็น ฟัง ได้ศรัทธา ศึกษา บำรุง และระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกด้วยศรัทธาไม่หวั่นไหวจึงยอดเยี่ยมที่สุด นำไปสู่ความบริสุทธิ์และนิพพาน จบวรรคที่ ๓ พร้อมรายชื่อ ๑๐ สูตร
  169. หน้า ๖๑๔–๖๑๕ เสกขสูตร: เปิดวรรคใหม่ ธรรมเสื่อมและไม่เสื่อมของพระเสขะ เปิดเสขปริหานิยวรรคที่ ๔ ด้วยธรรม ๖ ประการที่ทำให้พระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) เสื่อมจากคุณธรรมเบื้องสูง คือ ชอบงาน ชอบคุย ชอบหลับ ชอบคลุกคลี ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณในโภชนะ และธรรม ๖ ประการตรงข้ามที่ทำให้ไม่เสื่อม อรรถกถาระบุว่าพระเสขะมี ๗ จำพวก ส่วนปุถุชนไม่ต้องพูดถึง
  170. หน้า ๖๑๖–๖๑๘ เทวดาทูลธรรมไม่เสื่อม ๖ ประการ สองสูตรติดกัน เทวดาองค์หนึ่งมาเฝ้าพระพุทธเจ้ากลางคืนทูลว่าความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา ความไม่ประมาท และปฏิสันถาร เป็นธรรมไม่เสื่อมของภิกษุ คืนถัดมาเทวดาอีกองค์ทูลอีกชุดหนึ่งโดยเปลี่ยนข้อสุดท้ายเป็นความเคารพในหิริและโอตตัปปะ ทั้งสองสูตรลงท้ายด้วยคาถาว่าภิกษุผู้มีความเคารพเช่นนี้ย่อมไม่เสื่อมและอยู่ใกล้นิพพาน
  171. หน้า ๖๑๙–๖๒๒ โมคคัลลานสูตร: พระโมคคัลลานะสนทนากับติสสพรหมเรื่องโสดาบัน พระมหาโมคคัลลานะเหาะไปพรหมโลกสนทนากับติสสพรหม (อดีตภิกษุที่เพิ่งมรณภาพ) ถามว่าเทวดาชั้นใดรู้ตนว่าเป็นพระโสดาบัน ติสสพรหมตอบว่าเทวดาทุกชั้นตั้งแต่จาตุมหาราชถึงปรนิมมิตวสวัตดีมีญาณเช่นนี้ได้เฉพาะผู้ที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและมีศีลที่พระอริยะพอใจเท่านั้น มิใช่เทวดาทุกองค์ในชั้นนั้น
  172. หน้า ๖๒๓ วิชชาภาคิยสูตร: สัญญา ๖ ประการฝ่ายวิชชา สูตรสั้นแสดงธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา คือ อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และนิโรธสัญญา อรรถกถาอธิบายว่าแต่ละสัญญาเกิดจากญาณวิปัสสนาขั้นต่างๆตามลำดับ เป็นบทสรุปสั้นกระชับก่อนเข้าสู่สูตรว่าด้วยมูลเหตุแห่งการวิวาท
  173. หน้า ๖๒๔–๖๒๗ วิวาทมูลสูตร: มูลเหตุวิวาท ๖ ประการ ผลกระทบลูกโซ่ต่อเทวดามนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ ๖ ประการ เช่น มักโกรธผูกโกรธ ลบหลู่ตีเสมอ ริษยาตระหนี่ โอ้อวดมีมารยา ปรารถนาลามกมิจฉาทิฏฐิ และยึดมั่นทิฏฐิตนไม่ยอมสละ อรรถกถาขยายความว่าเมื่อภิกษุสองรูปวิวาทกัน จะลุกลามถึงศิษย์ ภิกษุณี อุปัฏฐาก และแม้เทวดาผู้รักษาที่ก็แตกแยกเป็นสองฝ่ายตามธรรมวาทีและอธรรมวาที ส่งผลถึงความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์เป็นวงกว้าง
  174. หน้า ๖๒๘–๖๓๑ ทานสูตร - นันทมารดาถวายทักษิณาทานอันประกอบด้วยองค์ ๖ เรื่องอุบาสิกานันทมารดาชาวเวฬุกัณฑกะถวายทักษิณาทานแด่สงฆ์ที่มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ทานนั้นประกอบด้วยองค์ ๖ คือ องค์ ๓ ฝ่ายทายก (ดีใจก่อนให้ ผ่องใสขณะให้ ปลื้มใจหลังให้) และองค์ ๓ ฝ่ายปฏิคาหก (ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัด) พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุญจากทานเช่นนี้นับประมาณมิได้ เปรียบดั่งน้ำในมหาสมุทร อรรถกถาขยายความเรื่องเจตนา ๓ ช่วงของการให้ทาน
  175. หน้า ๖๓๒–๖๓๓ อัตตการีสูตร - หักล้างวาทะว่าการทำเพื่อตนเพื่อผู้อื่นไม่มี พราหมณ์ผู้หนึ่งกราบทูลว่าตนมีความเห็นว่า "การทำเพื่อตนไม่มี การทำเพื่อผู้อื่นไม่มี" พระพุทธเจ้าทรงย้อนถามด้วยธาตุแห่งความเพียร ๖ อย่าง (อารัพภธาตุ นิกกมธาตุ ปรักกมธาตุ ถามธาตุ ธิติธาตุ อุปักกมธาตุ) ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อพราหมณ์ยอมรับว่ามี จึงทรงชี้ให้เห็นว่าความพยายามที่ปรากฏนั้นเองคือการกระทำเพื่อตนและเพื่อผู้อื่น พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์
  176. หน้า ๖๓๔–๖๓๗ นิทานสูตรและกิมมิลสูตร - เหตุเกิดกรรมและเหตุความเสื่อม-เจริญของพระศาสนา สองพระสูตรสั้นรวมกัน นิทานสูตรแสดงเหตุเกิดกรรมฝ่ายอกุศล (โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งนำไปสู่ทุคติ และเหตุเกิดกรรมฝ่ายกุศล (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) ซึ่งนำไปสู่สุคติ โดยชี้ว่ากรรมแต่ละชนิดย่อมเกิดจากรากเหง้าประเภทเดียวกันของตน กิมมิลสูตรพระกิมมิละทูลถามเหตุที่พระสัทธรรมดำรงอยู่ไม่นานหรือยั่งยืนหลังพุทธปรินิพพาน คำตอบคือความมีหรือไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา ความไม่ประมาท และปฏิสันถาร
  177. หน้า ๖๓๘ ทารุกขันธสูตร - อำนาจฤทธิ์น้อมกองไม้ให้เป็นธาตุต่างๆ พระสารีบุตรพร้อมภิกษุหลายรูปเห็นกองไม้ใหญ่ที่เชิงเขาคิชฌกูฏ จึงแสดงธรรมว่าภิกษุผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญทางใจ สามารถน้อมใจกองไม้นั้นให้กลายเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม หรือให้เป็นของงามหรือไม่งามได้ เพราะธาตุเหล่านั้นมีแฝงอยู่ในกองไม้อยู่แล้ว เป็นการแสดงหลักอิทธิวิธีที่อาศัยธาตุที่มีอยู่จริงเป็นฐาน มิใช่สร้างขึ้นจากความว่างเปล่า
  178. หน้า ๖๓๙–๖๔๓ นาคิตสูตร - พระพุทธเจ้าไม่ทรงติดยศ และจบเสกขปริหานิยวรรคที่ ๔ พระนาคิตะอุปัฏฐากทูลว่าชาวบ้านอิจฉานังคละนำอาหารจำนวนมากมาถวายจนส่งเสียงอื้ออึง พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงติดยศและไม่ให้ยศติดพระองค์ เพราะทรงมีสุขจากเนกขัมมะ วิเวก ความสงบ และความตรัสรู้อยู่แล้ว ทรงแสดงเกณฑ์พอพระทัย-ไม่พอพระทัยต่อภิกษุผู้อยู่ใกล้บ้านหรืออยู่ป่าโดยดูคุณภาพจิต จบวรรคที่ ๔ (เสกขปริหานิยวรรค) พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๒
  179. หน้า ๖๔๔–๖๔๘ นาคสูตร - พระกาฬุทายีสรรเสริญพระพุทธเจ้าเป็น "ช้างตัวประเสริฐ" พระพุทธเจ้าเสด็จสรงน้ำที่ท่าน้ำบุพพโกฏฐกะพร้อมพระอานนท์ ขณะนั้นช้างเผือกของพระเจ้าปเสนทิโกศลปรากฏ มหาชนต่างสรรเสริญว่าช้างงามเลิศ พระกาฬุทายีทูลถามว่าอะไรคือความประเสริฐที่แท้จริง พระองค์ตรัสว่าผู้ไม่ทำชั่วทั้งกาย วาจา ใจ ต่างหากที่ชื่อว่าประเสริฐ พระกาฬุทายีจึงกล่าวคาถา ๑๖ คาถาเปรียบพระพุทธองค์เป็น "ช้างตัวประเสริฐ" (นาคะ) ด้วยอวัยวะต่างๆ แทนคุณธรรม
  180. หน้า ๖๔๙–๖๕๙ อรรถกถานาคสูตร - อธิบายคาถาช้างนาคะโดยละเอียด อรรถกถาอธิบายรายละเอียดคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าในรูปช้างนาคะของพระกาฬุทายีทีละบท เช่น ศรัทธาเปรียบงวง อุเบกขาเปรียบงาขาว สติเปรียบคอ ปัญญาเปรียบศีรษะ วิมังสาเปรียบปลายงวง วิเวกเปรียบหาง ฌานเปรียบลมหายใจ พร้อมอธิบายความหมายของนิพพานและการปรินิพพานผ่านอุปมาไฟดับเพราะสิ้นเชื้อ ปิดท้ายว่าเมื่อจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ บรรลุธรรม
  181. หน้า ๖๖๐–๖๖๔ มิคสาลาสูตร - เหตุใดปุราณะกับอิสิทัตตะได้คติเสมอกัน อุบาสิกามิคสาลาถามพระอานนท์ว่าเหตุใดบิดาของนาง (ปุราณะ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์) กับอิสิทัตตะ (ผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์แต่ยินดีเฉพาะภรรยาตน) จึงได้รับพยากรณ์เป็นสกทาคามีเหมือนกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่ามิคสาลาเป็นสตรีผู้ไม่ฉลาดพอจะหยั่งรู้ญาณกำหนดอินทรีย์บุคคล ทรงแสดงบุคคล ๖ จำพวกที่ต่างกันด้วยคุณสมบัติภายใน มิใช่การกระทำภายนอกเพียงอย่างเดียว และทรงเตือนไม่ให้ถือประมาณเปรียบเทียบบุคคล
  182. หน้า ๖๖๕–๖๗๑ อิณสูตร - ความยากจนทางโลกเปรียบกับความยากจนทางธรรม พระพุทธเจ้าทรงเปรียบความยากจนทางโลก การกู้หนี้ ดอกเบี้ย การถูกทวง ติดตาม จองจำ ว่าล้วนเป็นทุกข์ ฉันใด ผู้ไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม ก็ชื่อว่าเป็นคนยากจนในธรรมวินัยของพระอริยะฉันนั้น เมื่อประพฤติทุจริตแล้วปกปิดจนถูกตำหนิเดือดร้อนใจ ก็เหมือนถูกจองจำในนรกหรือกำเนิดดิรัจฉาน ส่วนผู้มีธรรมเหล่านี้ครบถ้วนย่อมถึงญาณอันไม่มีหนี้คือพระอรหัตอันประเสริฐสุด
  183. หน้า ๖๗๒–๖๗๔ มหาจุนสูตร - ภิกษุผู้เพ่งฌานกับผู้ประกอบธรรมพึงสรรเสริญกัน พระมหาจุนทะแสดงธรรมแก่ภิกษุที่นิคมสัญชาติ แคว้นเจดี ว่าภิกษุฝ่ายธรรมกถึก (ผู้ประกอบธรรม) กับภิกษุฝ่ายผู้เพ่งฌานมักรุกรานดูหมิ่นกันและกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก จึงสอนให้ทั้งสองฝ่ายสรรเสริญกันและกัน เพราะผู้ถูกต้องอมตธาตุด้วยกาย (นักเพ่งฌาน) และผู้แทงตลอดอรรถอันลึกซึ้งด้วยปัญญา (นักธรรมกถึก) ต่างก็หาได้ยากในโลกเช่นเดียวกัน
  184. หน้า ๖๗๕–๖๗๘ สันทิฏฐิกสูตรทั้งสอง - ธรรมที่ผู้บรรลุพึงเห็นได้ด้วยตนเอง โมฬิยสิวกปริพาชกและพราหมณ์คนหนึ่งต่างทูลถามความหมายของ "ธรรมอันผู้บรรลุพึงเห็นเอง" พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยวิธีย้อนถามให้แต่ละคนพิจารณาจิตตนเองว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ (หรือราคะ) อยู่ภายในหรือไม่ การรู้ชัดสภาวะจิตของตนตามความเป็นจริงเช่นนี้เองคือธรรมที่ผู้บรรลุพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นบอก ทั้งสองท่านเลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์
  185. หน้า ๖๗๙–๖๘๑ เขมสุมนสูตร - พระอรหันต์ไม่มีมานะเปรียบเทียบตนกับผู้อื่น พระเขมะและพระสุมนะกราบทูลลักษณะของพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะว่าไม่มีความคิดเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นไม่ว่าจะดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่า พระพุทธเจ้าทรงพอพระทัยทั้งสองรูป และทรงเตือนภิกษุทั้งหลายว่าการพยากรณ์อรหัตผลควรกล่าวตรงตามเนื้อความโดยไม่โอ้อวด เพราะโมฆบุรุษบางพวกพยากรณ์อย่างร่าเริงเกินจริงย่อมประสบทุกข์ในภายหลัง
  186. หน้า ๖๘๒–๖๘๓ อินทรียสังวรสูตร - อินทรีย์สังวรเป็นฐานของศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับธรรมที่อิงอาศัยกันเป็นชั้นๆ เริ่มจากการสำรวมอินทรีย์เป็นฐานให้ศีลสมบูรณ์ ศีลเป็นฐานให้สัมมาสมาธิสมบูรณ์ สมาธิเป็นฐานให้ยถาภูตญาณทัสสนะ ต่อเนื่องถึงนิพพิทาวิราคะและวิมุตติญาณทัสสนะ หากขาดข้อต้นข้อปลายก็บกพร่องตามไปด้วย เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบไม่สมบูรณ์ สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่นก็ไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย
  187. หน้า ๖๘๔–๖๘๖ อานันทสูตร - ธรรม ๖ ประการที่ทำให้ทรงจำและเข้าใจธรรมได้ พระอานนท์อธิบายแก่พระสารีบุตรถึงเหตุ ๖ ประการที่ทำให้ภิกษุได้ฟังธรรมใหม่ ไม่ลืมธรรมที่ฟังแล้ว และเข้าใจธรรมที่ยังไม่เข้าใจ ได้แก่ การเล่าเรียนพระธรรม ๙ ประเภท (สุตตะ เคยยะ ฯลฯ) การแสดงสอนและสาธยายธรรมแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร การตรึกตรองธรรมด้วยใจ การจำพรรษาใกล้พระเถระผู้เป็นพหูสูต และการเข้าไปไต่ถามข้อสงสัยกับพระเถระเหล่านั้น พระสารีบุตรสรรเสริญว่าพระอานนท์ประกอบด้วยธรรม ๖ นี้ครบถ้วน
  188. หน้า ๖๘๗ ท้ายอานันทสูตร: คุณธรรม ๖ ของพระอานนท์ผู้ทรงจำธรรม ส่วนท้ายของอานันทสูตร พระสารีบุตรสรรเสริญพระอานนท์ว่าประกอบด้วยธรรม ๖ ประการที่ทำให้ทรงจำพระธรรมไม่ลืมเลือน คือ เล่าเรียนคัมภีร์ประเภทต่างๆ แสดงและสอนผู้อื่นได้พิสดาร ทบทวนด้วยใจ และหมั่นเข้าหาพระเถระผู้เป็นพหูสูตเพื่อไต่ถามขจัดข้อสงสัย อรรถกถาขยายความศัพท์ เช่น ผู้ทรงพระสุตตันตะ วินัย และมาติกา
  189. หน้า ๖๘๘–๖๙๑ ขัตติยาธิปปายสูตร: ความปรารถนาสูงสุดของคน ๖ จำพวก พราหมณ์ชาณุสโสณิทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความปรารถนาสูงสุดของคน ๖ จำพวก คือ กษัตริย์ปรารถนาโภคทรัพย์และแผ่นดิน พราหมณ์ปรารถนามนต์และพรหมโลก คฤหบดีปรารถนาการงานสำเร็จ สตรีปรารถนาบุรุษและความเป็นใหญ่ในเรือน โจรปรารถนาที่ลับไม่ให้ใครเห็น ส่วนสมณะปรารถนาศีลและพระนิพพานเป็นที่สุด พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงสรณะ
  190. หน้า ๖๙๒–๖๙๔ อัปปมาทสูตร: ความไม่ประมาทเปรียบรอยเท้าช้าง พราหมณ์ทูลถามธรรมข้อเดียวที่ให้สำเร็จประโยชน์ทั้งปัจจุบันและภายหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือความไม่ประมาท ทรงเปรียบด้วยอุปมาหลายข้อ เช่น รอยเท้าช้างที่ยิ่งใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์อื่น ยอดเรือนที่กลอนทั้งปวงโน้มเข้าหา และแสงจันทร์ที่เหนือกว่าแสงดาว แสดงว่าความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงสรณะ
  191. หน้า ๖๙๕–๗๐๕ ธรรมิกสูตร: พระธรรมิกะถูกขับไล่ ต้นไทรสุปติฏฐะ จบปฐมปัณณาสก์ เรื่องพระธรรมิกะผู้ด่าว่าภิกษุอาคันตุกะจนถูกอุบาสกขับไล่จากอาวาสทั้ง ๗ แห่ง จนต้องมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสสอนด้วยนิทานนกหาฝั่งและต้นไทรสุปติฏฐะที่หยุดออกผลเพราะคนตัดกิ่งเกินควร สอนว่าสมณะแท้ต้องไม่ด่าตอบผู้ด่า ทรงเล่าเรื่องศาสดา ๖ ในอดีต ว่าผู้ด่าว่าพระโสดาบันบาปหนักกว่าด่าศาสดาเหล่านั้น จบปฐมปัณณาสก์ของฉักกนิบาต
  192. หน้า ๗๐๖–๗๑๑ โสณสูตร: อุปมาสายพิณ ความเพียรที่พอเหมาะ พระโสณะบำเพ็ญเพียรอย่างหนักจนเท้าแตกแต่จิตยังไม่หลุดพ้น คิดจะสึก พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดด้วยอุปมาสายพิณ ๓ ระดับ ตึงเกินไปเสียงไม่ไพเราะ หย่อนเกินไปก็ไม่ไพเราะ ต้องพอดีจึงจะดี สอนให้ตั้งความเพียรและอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ พระโสณะปฏิบัติตามจนบรรลุอรหัตตผล แล้วแสดงธรรมว่าจิตที่หลุดพ้นย่อมไม่หวั่นไหวดุจภูเขาศิลาไม่หวั่นไหวด้วยลม
  193. หน้า ๗๑๒–๗๑๘ อรรถกถาโสณสูตร: ขยายความเรื่องพระโสณะและอุปมาพิณ อรรถกถาขยายความโสณสูตรอย่างละเอียด เล่าเบื้องหลังว่าพระโสณะเดินจงกรมจนฝ่าเท้าและเข่าแตก อธิบายว่าเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบด้วยพิณเพราะพระโสณะเคยชำนาญดนตรีมาก่อนบวช ขยายความศัพท์บาลีเรื่องความสม่ำเสมอของอินทรีย์ นิมิตแห่งสมถะวิปัสสนา และความหมายของเนกขัมมะ ปวิเวกะ อัพยาปัชฌะ ที่ล้วนหมายถึงอรหัตตผล
  194. หน้า ๗๑๙–๗๒๒ ผัคคุณสูตร: เยี่ยมภิกษุอาพาธและอานิสงส์ฟังธรรม ๖ พระผัคคุณะอาพาธหนัก พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมและทรงแสดงธรรมโปรด หลังจากนั้นท่านมรณภาพด้วยอินทรีย์ผ่องใส เพราะจิตหลุดพ้นจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ จากการฟังธรรม พระพุทธเจ้าจึงตรัสอานิสงส์ของการฟังธรรมและใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร ๖ ประการ ว่าช่วยให้จิตหลุดพ้นได้แม้ในเวลาใกล้ตาย ไม่ว่าจะได้เห็นพระตถาคต สาวก หรือเพียงตรึกตรองธรรมที่เคยฟัง
  195. หน้า ๗๒๓–๗๒๗ ฉฬาภิชาติยสูตร: ชาติ ๖ ตามความประพฤติ ไม่ใช่กำเนิด พระอานนท์ทูลถามเรื่องปูรณกัสสปบัญญัติชาติ ๖ สี (ดำ เขียว แดง เหลือง ขาว ขาวจัด) ตามอาชีพและลัทธิ ซึ่งโลกไม่ยอมรับ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติชาติ ๖ ใหม่ตามความประพฤติ ไม่ใช่ชาติกำเนิด คือคนเกิดต่ำหรือสูงอาจประพฤติชั่ว(ดำ) ประพฤติดี(ขาว) หรือบวชบำเพ็ญจนบรรลุนิพพานที่ไม่ดำไม่ขาวก็ได้ แสดงว่าความดีไม่ขึ้นกับชาติกำเนิด
  196. หน้า ๗๒๘–๗๓๘ อาสวสูตร: อาสวะ ๖ ที่พึงละด้วยวิธีต่างกัน ว่าด้วยอาสวะที่ภิกษุพึงละด้วยวิธีต่างกัน ๖ อย่าง คือ สำรวมอินทรีย์ ใช้สอยปัจจัย ๔ โดยพิจารณา อดทนต่อความหนาวร้อนและถ้อยคำหยาบ หลีกเลี่ยงอันตราย บรรเทาวิตกชั่ว และเจริญโพชฌงค์ ๗ ผู้ทำได้ครบจึงเป็นนาบุญของโลก อรรถกถาขยายความละเอียดถึงกระบวนการเกิดอาสวะ ๔ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ในแต่ละกรณีและวิธีสังวรแต่ละแบบ
  197. หน้า ๗๓๙–๗๔๑ ทารุกัมมิกสูตร: สรรเสริญสังฆทานเหนือทานเจาะจงบุคคล คฤหบดีทารุกัมมิกะทูลว่าตนถวายทานเฉพาะภิกษุที่คิดว่าเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคฤหัสถ์ยากจะรู้ได้ว่าใครเป็นอรหันต์จริง ไม่ว่าจะอยู่ป่า บิณฑบาต หรือครองผ้าบังสุกุล ล้วนอาจฟุ้งซ่านหรือสำรวมได้ทั้งนั้น จึงทรงแนะให้ถวายเป็นสังฆทานแทนการเจาะจงบุคคล เพราะทำให้จิตเลื่อมใสและนำไปสู่สุคติ
  198. หน้า ๗๔๒–๗๔๗ จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร: ภิกษุลาสิกขาแม้ได้ฌานแล้วกลับมาบรรลุอรหัตต์ (ยังไม่จบ) พระจิตตหัตถิสาริบุตรพูดสอดขึ้นระหว่างพระเถระสนทนาอภิธรรม ถูกพระมหาโกฏฐิตะเตือน ท่านอธิบายว่าคนที่ดูสงบเสงี่ยมใกล้ครูอาจเสื่อมได้เมื่อคลุกคลีหมู่คณะจนราคะกำเริบแล้วสึก แม้ได้ฌานถึงขั้นที่ ๔ หรือเจโตสมาธิก็ยังเสื่อมได้ถ้าไม่ระวัง เปรียบด้วยฝุ่นที่กลับมาเมื่อสงบฝน ต่อมาบุรุษจิตตหัตถิสาริบุตรก็สึกจริงตามที่ทำนาย แต่ภายหลังกลับมาบวชใหม่และบรรลุอรหัตตผล (เนื้อหายังไม่จบในหน้า ๗๔๗ ต่อในช่วงถัดไป)
  199. หน้า ๗๔๘ จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร: ภิกษุพูดแทรกวงสนทนาอภิธรรมแล้วลาสิกขา เรื่องพระจิตตหัตถิสาริบุตรผู้ชอบพูดแทรกวงสนทนาอภิธรรมของพระเถระ ถูกพระมหาโกฏฐิตะเตือน ท่านจึงแสดงว่าแม้ผู้ได้ฌานหรือสมาธิขั้นสูงก็ยังลาสิกขาได้หากคลุกคลีหมู่คณะปล่อยจิตตามราคะ เปรียบด้วยโคที่เคยกินข้าวกล้าย่อมกลับไปกินอีก ต่อมาพระจิตตหัตถิสาริบุตรสึกจริงตามคำทำนาย แต่ภายหลังกลับมาบวชใหม่และบรรลุอรหัตผล
  200. หน้า ๗๔๙–๗๕๖ ปรายนสูตร: ความหมายของส่วนสุด ๒ อย่างกับท่ามกลาง ภิกษุเถระสนทนากันว่าคาถา 'ส่วนสุด ๒ อย่างกับท่ามกลาง' ในปรายนสูตรหมายถึงอะไร แต่ละรูปตอบต่างกัน เช่น ผัสสะ อดีต-อนาคต เวทนา นามรูป อายตนะ สักกายะ แล้วพากันทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าคำตอบทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย แต่ทรงแสดงว่าผัสสะเป็นส่วนสุดหนึ่ง เหตุเกิดผัสสะเป็นอีกส่วน ความดับผัสสะเป็นท่ามกลาง ตัณหาคือเครื่องร้อยรัดที่ทำให้เวียนว่ายในภพ อรรถกถาเปรียบตัณหาดุจเชือกร้อยไม้เข้าด้วยกัน
  201. หน้า ๗๕๗–๗๖๖ อุทกสูตร: พระเทวทัตตกนรกและญาณกำหนดรู้บุคคล ๖ จำพวก พระอานนท์ถูกภิกษุถามว่าพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่าต้องตกนรกตลอดกัปเพราะทรงรู้แจ้งจริงหรือเพียงบางส่วน เมื่อกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าทรงเห็นพระเทวทัตไม่มีธรรมฝ่ายดีแม้เท่าปลายเส้นผม เปรียบดั่งคนตกหลุมคูถจนหาที่จับยกขึ้นไม่ได้ จากนั้นทรงจำแนกบุคคล ๖ จำพวกตามการรู้วาระจิต เปรียบด้วยเมล็ดพืชและถ่านไฟ บางพวกเสื่อม บางพวกไม่เสื่อม บางพวกจะปรินิพพาน
  202. หน้า ๗๖๗–๗๗๕ นิพเพธิกสูตร: ธรรมปริยายชำแรกกิเลส (กาม เวทนา สัญญา อาสวะ กรรม ทุกข์) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยายที่ 'ชำแรกกิเลส' โดยไล่อธิบายทีละหัวข้อคือ กาม เวทนา สัญญา อาสวะ กรรม และทุกข์ แต่ละอย่างทรงชี้เหตุเกิด ความแตกต่าง ผลวิบาก ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่น่าสังเกตคือทรงนิยาม 'กรรม' ว่าคือเจตนาที่แสดงออกทางกาย วาจา ใจ และตรัสว่ากามคุณ ๕ ไม่ใช่กามที่แท้จริง แต่ความกำหนัดในความดำริต่างหากคือกาม
  203. หน้า ๗๗๖–๗๘๒ พลสูตร: กำลังตถาคต ๖ ประการ และปิดมหาวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงกำลังของตถาคต ๖ ประการที่ทำให้ทรงกล้าปฏิญาณพระองค์เป็นผู้เลิศ บันลือสีหนาทในบริษัท ได้แก่ ทรงรู้ฐานะและเหตุมิใช่ฐานะ รู้วิบากกรรม รู้ความเศร้าหมองผ่องแผ้วของฌาน ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุเห็นการจุติเกิดของสัตว์ตามกรรม และทรงสิ้นอาสวะแล้ว หน้าสุดท้ายปิดมหาวรรค พร้อมบัญชีรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรของวรรคนี้และวรรคถัดไป
  204. หน้า ๗๘๓–๗๙๒ เทวตาวรรคที่ ๒: เงื่อนไขบรรลุอนาคามิ-อรหัตตผล และเทวดาสอนธรรมไม่เสื่อม เริ่มเทวตาวรรคที่ ๒ ว่าด้วยธรรม ๖ ประการที่เป็นเงื่อนไขบรรลุอนาคามิผลและอรหัตผล ความสำคัญของการมีมิตรดี และการไม่คลุกคลีหมู่คณะเพื่อเจริญวิปัสสนา จุดเด่นคือเทวตาสูตร เทวดาองค์หนึ่งมาทูลว่าธรรม ๖ อย่างทำให้ภิกษุไม่เสื่อม คือเคารพพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา เป็นผู้ว่าง่าย มีมิตรดี พระสารีบุตรขยายความละเอียด ปิดท้ายด้วยสติสูตรว่าสมาธิสงบประณีตจำเป็นต่อการแสดงฤทธิ์และญาณต่างๆ
  205. หน้า ๗๙๓–๗๙๘ สักขิสูตร-ทุติยฌานสูตร: ปิดเทวตาวรรคที่ ๒ จบเทวตาวรรคที่ ๒ ด้วยพระสูตรสั้น ๔ สูตร สักขิสูตรว่าด้วยคุณสมบัติที่ทำให้เป็นพยานยืนยันคุณวิเศษได้ พลสูตรว่าด้วยความชำนาญเข้า-ตั้งอยู่-ออกจากสมาธิ ปฐมฌานสูตรว่าด้วยนิวรณ์ ๕ และการเห็นโทษกามที่ต้องละก่อนบรรลุปฐมฌาน และทุติยฌานสูตรว่าด้วยวิตกและสัญญาฝ่ายอกุศล ๓ คู่ที่ต้องละ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อ ๑๐ สูตรของวรรคนี้
  206. หน้า ๗๙๙–๘๐๗ อรหันตวรรคที่ ๓: ทุกข์-สุขในปัจจุบัน มานะ ๖ แบบ และเงื่อนไขสู่อรหัต เริ่มอรหันตวรรคที่ ๓ ว่าด้วยธรรมที่ทำให้ทุกข์หรือสุขในปัจจุบัน (วิตกและสัญญาฝ่ายกามพยาบาทวิหิงสา เทียบฝ่ายตรงข้าม) เงื่อนไขบรรลุอรหัตผลโดยละมานะ ๖ แบบ (ถือตัวเสมอ ต่ำกว่า สูงกว่า ฯลฯ) คุณสมบัติที่ทำให้เกิดญาณทัสสนะขั้นอริยะ ความยินดีในธรรม-ภาวนา-การละที่นำสู่ความสุขและสิ้นอาสวะ และปัจจัยที่ทำให้เจริญในกุศลธรรมอย่างรวดเร็ว
  207. หน้า ๘๐๘–๘๑๑ นิรยสูตรทั้งสอง: ศีล ๕ และวจีสุจริตที่นำสู่นรกหรือสวรรค์ สองพระสูตรสำคัญเรื่องกรรมพื้นฐาน ปฐมนิรยสูตรและทุติยนิรยสูตรระบุว่าการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ-ส่อเสียด-หยาบ-เพ้อเจ้อ ความปรารถนาลามกและเห็นผิด นำไปเกิดในนรก ส่วนการงดเว้นสิ่งเหล่านี้นำไปเกิดในสวรรค์ ตามด้วยอัคคธรรมสูตรว่าด้วยเหตุแห่งอรหัตอันเลิศ และรัตติสูตรว่าภิกษุมักมากไม่สันโดษย่อมเสื่อม ส่วนผู้สันโดษมีศรัทธาศีลย่อมเจริญ ปิดท้ายอรหันตวรรคที่ ๓
  208. หน้า ๘๑๒–๘๒๓ สีติวรรคที่ ๔: อนันตริยกรรม ๕ และคุณสมบัติของโสดาบัน สีติวรรคที่ ๔ ว่าด้วยเงื่อนไขบรรลุความเย็นสนิท (นิพพาน) การฟังธรรมแล้วก้าวลงสู่ความแน่นอนในกุศล ระบุอนันตริยกรรม ๕ (ฆ่าพ่อ แม่ พระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ทำสงฆ์แตกแยก) และความเป็นใบ้บ้าน้ำลายเป็นเครื่องกั้นมรรคผล อธิบายสังโยชน์ ๓ ข้อแรกที่โสดาบันละได้แล้ว (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) และฐานะที่โสดาบันไม่มีวันทำ เช่น ฆ่าบิดามารดา ถือศาสดาอื่น เชื่อมงคลตื่นข่าว
  209. หน้า ๘๒๔–๘๓๒ อานิสังสวรรคที่ ๕: อานิสงส์โสดาปัตติผลและการเห็นสังขารโดยไตรลักษณ์ อานิสังสวรรคที่ ๕ เริ่มด้วยปาตุภาวสูตรว่าการอุบัติของพระพุทธเจ้าและโอกาสฟังธรรมเป็นของหาได้ยาก ตามด้วยอานิสงส์ของโสดาปัตติผล และชุดพระสูตรว่าด้วยการเห็นสังขารทั้งปวงโดยไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเห็นนิพพานเป็นสุขจึงจะก้าวลงสู่มรรคผลได้ อธิบายอานิสงส์ของอนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญาอย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยภพ ๓ ไตรสิกขา ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ที่ควรละ จบทุติยปัณณาสก์ (หมวดห้าสิบที่สอง) ของฉักกนิบาต
  210. หน้า ๘๓๓–๘๔๐ ติกวรรคที่ ๑ (นอกปัณณาสก์): ๑๐ คู่ธรรมที่ควรละและควรเจริญ วรรคที่ไม่ได้จัดเข้าในปัณณาสก์ทั้งสอง เรียกติกวรรคที่ ๑ รวม ๑๐ สูตรสั้นๆ แต่ละสูตรแสดงธรรมฝ่ายอกุศล ๓ อย่างคู่กับธรรมฝ่ายกุศลที่ควรเจริญเพื่อละ เช่น ราคะ-โทสะ-โมหะ ละด้วยอสุภะ-เมตตา-ปัญญา ทุจริต ๓ ทางกายวาจาใจ ละด้วยสุจริต วิตกและสัญญาฝ่ายกาม-พยาบาท-วิหิงสา ละด้วยเนกขัมมะ ความไม่สันโดษ ละด้วยสันโดษ และความฟุ้งซ่านทางจิตละด้วยอานาปานสติ
  211. หน้า ๘๔๑–๘๔๕ พระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค: สติปัฏฐาน อุบาสกผู้ไม่หวั่นไหว และจบฉักกนิบาต ปิดท้ายด้วยพระสูตรที่ไม่จัดเข้าวรรคใด ว่าด้วยธรรม ๖ ประการที่ต้องละก่อนจึงเจริญสติปัฏฐานได้ (ชอบงาน ชอบคุย ชอบนอน คลุกคลีหมู่ ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณอาหาร) ตามด้วยรายชื่ออุบาสกสำคัญกว่า ๒๐ ท่านมีตปุสสคฤหบดี อนาถบิณฑิกะ ชีวกโกมารภัจ ฯลฯ ผู้เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยไม่หวั่นไหว และธรรม ๖ หมวด (อนุตตริยะ อนุสติ สัญญา) ที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งและสิ้นราคะโทสะโมหะ จบฉักกนิบาตและอรรถกถามโนรถปูรณีของฉักกนิบาตในหน้าสุดท้ายของเล่ม