ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๒ · ๔๗๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๓ พระคาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙ ว่าด้วยบุญและบาป (๑๒ คาถา) หน้าเปิดเล่ม ๔๒ ระบุหัวเรื่องว่าเป็นคาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๓ ต่อเนื่องจากเล่ม ๔๑ แต่เนื้อหาขึ้นวรรคใหม่ทันทีคือปาปวรรคที่ ๙ ว่าด้วยบุญและบาป รวมพระคาถา ๑๒ บท สอนให้รีบขวนขวายทำความดีก่อนใจจะเอนเอียงไปทางบาป เตือนไม่ให้ดูหมิ่นบาปหรือบุญว่าเล็กน้อยเพราะสั่งสมได้เหมือนหยาดน้ำหยดจนเต็มหม้อ และย้ำว่าไม่มีที่ใดในโลกไม่ว่าอากาศ กลางทะเล หรือซอกเขาที่จะหนีผลกรรมชั่วพ้นได้ เป็นแม่บทของเรื่องเล่าอธิบายความ ๑๒ เรื่องที่ตามมา
  2. หน้า ๔–๘ เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก พราหมณ์ยากจนมีผ้าสาฎกผืนเดียวใช้ร่วมกับภรรยา คืนหนึ่งเมื่อไปฟังธรรม เกิดใจตระหนี่นับพันดวงต่อสู้กับศรัทธาดวงเดียวตลอดสามยาม ในที่สุดข่มใจตระหนี่ถวายผ้าผืนเดียวที่มีแด่พระศาสดาได้สำเร็จ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเห็นความกล้าหาญนี้จึงพระราชทานทรัพย์และของใช้เพิ่มทวีคูณจนร่ำรวย แสดงหลักว่าบุญที่ทำโดยไม่รีรอย่อมให้ผลเร็วและมาก ส่วนบุญที่ทำช้าย่อมให้ผลช้าตามไปด้วย
  3. หน้า ๙–๑๐ เรื่องพระเสยยสกัตเถระ พระเสยยสกัตเถระถูกพระโลฬุทายีชักชวนจนทำครุกรรมปฐมสังฆาทิเสส เมื่อพระศาสดาทรงทราบจึงตำหนิและทรงบัญญัติสิกขาบท พร้อมสอนว่าเมื่อพลาดทำบาปแล้วไม่ควรทำซ้ำหรือพอใจในบาปนั้นอีก เพราะการสั่งสมบาปมีแต่จะนำทุกข์มาให้ทั้งภพนี้และภพหน้า เป็นอุทาหรณ์เตือนใจไม่ให้ปล่อยตัวตามความผิดพลาดครั้งแรกจนเป็นนิสัย
  4. หน้า ๑๑–๑๕ เรื่องนางลาชเทวธิดา หญิงเฝ้านาข้าวสาลีมีศรัทธาถวายข้าวตอกแด่พระมหากัสสปเถระด้วยใจเลื่อมใส ระหว่างเดินกลับถูกงูกัดตายไปเกิดเป็นเทพธิดามีวิมานทองอันโอฬาร นางต้องการทำวัตรปรนนิบัติพระเถระเพื่อรักษาสมบัติทิพย์ให้มั่นคงแต่ถูกท่านห้ามเกรงครหา จนต้องร้องไห้ในอากาศ พระศาสดาทรงแสดงธรรมยืนยันว่าการสั่งสมบุญแม้เพียงเล็กน้อยด้วยจิตเลื่อมใสก็ให้ผลเป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้มากมาย นางบรรลุโสดาปัตติผลกลางอากาศ
  5. หน้า ๑๖–๒๓ เรื่องอนาถบิณฑิกเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐีเคยถวายทานมหาศาลจนทรัพย์ร่อยหรอลง แต่ยังคงถวายทานตามมีตามได้แม้เป็นของเศร้าหมอง พระศาสดาทรงปลอบว่าทานที่ถวายด้วยจิตประณีตย่อมไม่เศร้าหมอง เทวดาประจำซุ้มประตูเรือนพยายามห้ามท่านเศรษฐีมิให้บริจาคอีกจนถูกขับไล่ไร้ที่อยู่ ภายหลังไปทำทัณฑกรรมตามคำแนะนำท้าวสักกะด้วยการเสกทรัพย์คืนให้เศรษฐีจนได้รับอโหสิกรรม เรื่องนี้แสดงหลักว่าคนทำบาปหรือทำดีจะเห็นผลจริงก็ต่อเมื่อกรรมนั้นเผล็ดผลแล้วเท่านั้น
  6. หน้า ๒๔–๒๖ เรื่องภิกษุไม่ถนอมบริขาร ภิกษุรูปหนึ่งใช้เตียงตั่งของสงฆ์แล้วไม่เก็บ ปล่อยให้เสียหายเพราะแดดฝนและปลวก เมื่อถูกทักท้วงกลับดูหมิ่นว่าเป็นกรรมเล็กน้อยเพราะบริขารไม่มีจิตใจ พระศาสดาทรงตำหนิและสอนว่าบาปแม้น้อยก็ไม่ควรดูหมิ่น เพราะสั่งสมไปเรื่อยๆ ย่อมเต็มเหมือนภาชนะที่รองหยาดน้ำฝนทีละหยดจนเต็มได้ พร้อมทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุปล่อยเครื่องใช้สงฆ์ตากแดดตากฝนโดยไม่เก็บ
  7. หน้า ๒๗–๓๑ เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ บัณฑิตบุรุษเรี่ยไรชาวเมืองสาวัตถีถวายทานร่วมกันเพื่อให้ได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ เศรษฐีตระหนี่คนหนึ่งโกรธที่ถูกชักชวนจึงหยิบข้าวสารเพียงสามนิ้วมือให้อย่างเสียไม่ได้จนได้ฉายาว่า 'เศรษฐีตีนแมว' เมื่อเห็นว่าผู้เรี่ยไรอธิษฐานให้ผลบุญเสมอกันแก่ทุกคนไม่ว่าจะให้มากหรือน้อย เศรษฐีสำนึกผิดหมอบขอขมา พระศาสดาทรงสอนว่าบุญแม้น้อยก็ไม่ควรดูหมิ่นเพราะสั่งสมแล้วย่อมเต็มได้เช่นกัน เศรษฐีบรรลุโสดาปัตติผล
  8. หน้า ๓๒–๓๕ เรื่องมหาธนวาณิช พ่อค้าผู้มั่งคั่งชวนภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินทางไปค้าขายด้วยกันเพื่อความปลอดภัย ขณะที่โจร ๕๐๐ คนซุ่มดักปล้นอยู่ระหว่างทาง เมื่อทราบข่าวโจรซุ่มอยู่ทั้งสองฝั่ง พ่อค้าตัดสินใจหยุดพักอยู่กับที่ไม่เสี่ยงเดินทางต่อ ภิกษุจึงลาเดินทางกลับไปเข้าเฝ้าพระศาสดาแทน พระศาสดาทรงยกเป็นอุปมาสอนว่าภิกษุพึงเว้นกรรมชั่วเสีย เหมือนพ่อค้าผู้มีทรัพย์มากมีพวกน้อยหลีกเลี่ยงเส้นทางอันตราย และเหมือนผู้รักชีวิตหลีกเลี่ยงยาพิษ
  9. หน้า ๓๖–๔๔ เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร ธิดาเศรษฐีเมืองราชคฤห์หลงรักนายพรานกุกกุฏมิตรจนลอบหนีตามไปอยู่ด้วยและมีบุตร ๗ คน วันหนึ่งพระศาสดาเสด็จไปดักหน้าที่บ่วงล่าสัตว์ทำให้นายพรานโก่งธนูจะยิงแต่ยิงไม่ออก เมื่อทุกคนในครอบครัวจำได้ว่าพระองค์คือพระญาติ (พ่อตา) จึงวางอาวุธขอขมาและบรรลุโสดาปัตติผลทั้งหมด ๑๕ คน พระศาสดาทรงอธิบายว่าภรรยานายพรานแม้ส่งอาวุธล่าสัตว์ให้สามีก็ไม่บาปเพราะไม่มีเจตนาชั่ว เปรียบเหมือนยาพิษไม่ซึมเข้าฝ่ามือที่ไม่มีแผล และย้อนเล่าบุรพกรรมที่ทั้ง ๑๖ คนเคยเป็นทาสรับใช้เจดีย์พระกัสสปพุทธเจ้าร่วมกันมาก่อน
  10. หน้า ๔๕–๔๙ เรื่องนายพรานสุนัขชื่อโกกะ นายพรานโกกะพบพระภิกษุบิณฑบาตระหว่างออกล่าสัตว์แล้วไม่ได้เหยื่อ จึงโกรธถือว่าพระเป็นกาลกรรณี ปล่อยสุนัขไล่กัดจนพระต้องปีนหนีขึ้นต้นไม้ นายพรานใช้ลูกศรแทงเท้าพระซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจีวรหลุดตกคลุมตัวนายพรานเอง สุนัขเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระจึงรุมกัดเจ้าของตายเหลือแต่กระดูก พระศาสดาทรงยืนยันว่าศีลของพระเถระไม่ด่างพร้อยและเล่าบุรพกรรมชาติก่อนของนายพรานที่เคยฆ่าหมองู แสดงว่าผู้ประทุษร้ายคนบริสุทธิ์ย่อมได้รับผลร้ายกลับคืนสู่ตนเองเสมอ เหมือนฝุ่นที่ซัดทวนลม
  11. หน้า ๕๐–๕๓ เรื่องพระติสสเถระผู้เข้าถึงสกุลนายช่างแก้ว พระติสสเถระรับภัตในบ้านนายช่างแก้วมา ๑๒ ปี วันหนึ่งนกกะเรียนที่เลี้ยงไว้กลืนแก้วมณีของพระราชาไปด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นเนื้อ นายช่างแก้วหาไม่พบจึงเข้าใจผิดว่าพระเถระขโมย ทรมานท่านจนโลหิตไหลจากศีรษะ เมื่อบังเอิญเตะนกกะเรียนตายและผ่าท้องพบแก้วมณีจึงรู้ความจริงและขอขมา พระเถระให้อภัยแต่สลดใจสมาทานธุดงค์ไม่เข้าเรือนผู้อื่นอีกจนปรินิพพานในเวลาไม่นาน ส่วนนกกะเรียน นายช่างแก้ว และภรรยาต่างไปเกิดตามกรรมของตนคือครรภ์มนุษย์ นรก และสวรรค์ตามลำดับ
  12. หน้า ๕๔–๖๐ เรื่องชน ๓ คน ภิกษุสามกลุ่มเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาพบเหตุประหลาดคนละแบบ กลุ่มแรกเห็นกาถูกไฟไหม้ตายกลางอากาศ กลุ่มที่สองเห็นภรรยานายเรือถูกจับสลากว่าเป็นกาลกรรณีแล้วถูกผูกไหกรอกทรายถ่วงน้ำตาย กลุ่มที่สามติดอยู่ในถ้ำที่หินก้อนใหญ่กลิ้งปิดปากถ้ำอดอาหารนาน ๗ วัน พระศาสดาทรงเฉลยบุรพกรรมของแต่ละฝ่ายว่าเคยเผาวัวทั้งเป็น เคยผูกคอสุนัขถ่วงน้ำ และเคยปิดช่องจอมปลวกขังตัวเงินตัวทองไว้ ๗ วันตามลำดับ แล้วตรัสคาถาสรุปว่าไม่มีที่ใดในโลก ไม่ว่าอากาศ กลางทะเล หรือซอกเขา ที่จะหนีพ้นผลของกรรมชั่วที่ทำไว้ได้
  13. หน้า ๖๑–๖๕ เรื่องเจ้าสุปปพุทธศากยะ ผู้แกล้งปิดทางเสด็จพระศาสดาแล้วถูกแผ่นดินสูบ เจ้าสุปปพุทธะผูกอาฆาตพระพุทธเจ้าเพราะเรื่องพระนางยโสธราและราหุลออกบวช จึงนั่งเสวยน้ำจัณฑ์ปิดทางเสด็จ พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่าท้าวเธอจะถูกธรณีสูบในวันที่ ๗ ท้าวเธอพยายามหนีด้วยการขังตนในปราสาท ๗ ชั้นปิดประตูมิดชิด แต่สุดท้ายม้าคึกคะนองทำให้เสด็จลงมาและถูกแผ่นดินสูบไปเกิดในอเวจีนรกตามคำทำนายทุกประการ
  14. หน้า ๖๖–๖๘ คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคที่ ๑๐ ว่าด้วยอาชญาและผลของการเบียดเบียนสัตว์อื่น รวมพระคาถาบาลี ๑๑ บทในทัณฑวรรค สอนหลักไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นเพราะทุกชีวิตกลัวอาชญาและความตายเหมือนกัน ผู้ประทุษร้ายคนไม่มีความผิดย่อมได้รับผลร้าย ๑๐ ประการ การบำเพ็ญตบะภายนอกเช่นเปลือยกาย เกล้าชฎา หรือนอนเปือกตมไม่ทำให้บริสุทธิ์ได้จริง ต้องฝึกตนและงดอาชญาต่อสรรพสัตว์จึงจะเป็นพราหมณ์ สมณะ หรือภิกษุที่แท้จริง เป็นบทคาถาตั้งต้นที่เรื่องราวต่อ ๆ ไปในวรรคนี้จะขยายความ
  15. หน้า ๖๙–๗๑ เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ (๑) แย่งเสนาสนะแล้วทำร้ายภิกษุสัตตรสวัคคีย์ ต้นเหตุบัญญัติปหารทานสิกขาบท ภิกษุฉัพพัคคีย์แย่งเสนาสนะที่ภิกษุสัตตรสวัคคีย์ซ่อมแซมไว้แล้วประหารร่างกายจนภิกษุเหล่านั้นร้องด้วยกลัวตาย พระศาสดาจึงทรงบัญญัติปหารทานสิกขาบทห้ามภิกษุทำร้ายกันเอง พร้อมตรัสคาถาว่าสัตว์ทั้งหมดหวาดหวั่นต่ออาชญาและกลัวความตายเหมือนกัน จึงไม่ควรฆ่าเองหรือใช้ผู้อื่นให้ฆ่า อรรถกถาขยายความถึงสัตว์วิเศษ ๔ จำพวกที่ไม่หวาดกลัวเพราะละสักกายทิฏฐิหรือมีกำลังทิฏฐิมาก
  16. หน้า ๗๒–๗๓ เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ (๒) เงื้อหมัดขู่ภิกษุอื่น ต้นเหตุบัญญัติตลสัตติกสิกขาบท ภิกษุฉัพพัคคีย์เงื้อหมัดข่มขู่ภิกษุสัตตรสวัคคีย์ซ้ำอีกครั้งด้วยเรื่องเดิม พระศาสดาจึงทรงบัญญัติตลสัตติกสิกขาบทห้ามการข่มขู่ทำร้ายกัน และตรัสคาถาย้ำหลักว่าชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งปวงเช่นเดียวกับตนเอง จึงไม่ควรฆ่าหรือใช้ผู้อื่นให้ฆ่า อรรถกถาอธิบายเพิ่มว่าเฉพาะพระขีณาสพเท่านั้นที่วางเฉยต่อชีวิตและความตายได้อย่างแท้จริงเพราะสิ้นตัณหาแล้ว
  17. หน้า ๗๔–๗๕ เรื่องเด็กหลายคนตีงูเรือน พระศาสดาทรงสอนไม่ให้เบียดเบียนสัตว์อื่นเพื่อความสุขของตน พระศาสดาทรงพบเด็กจำนวนมากใช้ไม้ตีงูเรือนด้วยความกลัวถูกกัด จึงตรัสสอนว่าผู้แสวงหาสุขเพื่อตนแต่เบียดเบียนสัตว์อื่นด้วยท่อนไม้ย่อมไม่ได้สุขในโลกหน้า ส่วนผู้ไม่เบียดเบียนย่อมได้สุขทั้งสามอย่าง เมื่อจบเทศนาเด็กทั้ง ๕๐๐ คนบรรลุโสดาปัตติผล สะท้อนหลักกรรมที่เชื่อมโยงการกระทำต่อสัตว์อื่นกับผลที่ตนเองจะได้รับในภายหลัง
  18. หน้า ๗๖–๘๕ เรื่องพระโกณฑธานเถระ ถูกรูปสตรีเทวดาติดตามเพราะบุรพกรรมเทวดาแกล้งใส่ร้ายจนภิกษุสหายแตกคอกัน มีรูปสตรีล่องหนติดตามพระโกณฑธานเถระไปทุกแห่งจนถูกกล่าวหาว่าผิดศีล บุรพกรรมเกิดจากชาติก่อนที่เทวดาแกล้งแปลงเพศเป็นหญิงใส่ร้ายทำให้ภิกษุสหายสองรูปที่รักใคร่กันแตกคอกัน พระราชาทรงพิสูจน์ว่าเป็นรูปเทียมจึงทรงอุปถัมภ์แทนขับไล่ พระศาสดาตรัสสอนให้ระงับการโต้เถียงดุจกังสดาลที่ถูกกำจัดขอบปากจนไม่ดัง ท่านจึงบรรลุพระอรหัตและได้จับสลากที่หนึ่งเป็นประจำในกาลต่อมา
  19. หน้า ๘๖–๘๘ เรื่องอุโบสถกรรม นางวิสาขาถามหญิง ๕๐๐ คนถึงจุดประสงค์การรักษาอุโบสถที่ต่างกันตามวัย นางวิสาขาสอบถามหญิง ๕๐๐ คนที่มารักษาอุโบสถถึงความปรารถนาที่ต่างกันตามช่วงวัย เช่น หวังสมบัติทิพย์ หวังพ้นจากหญิงร่วมสามี หวังได้บุตรชายในครรภ์แรก หรือหวังได้ไปสู่เรือนผัวแต่ยังสาว พระศาสดาทรงชี้ว่าสรรพสัตว์ล้วนถูกชาติ ชรา พยาธิ มรณะต้อนไปเหมือนนายโคบาลต้อนฝูงโคด้วยท่อนไม้ เตือนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังปรารถนาวัฏฏะ มิใช่มุ่งหวังพระนิพพานอย่างแท้จริง
  20. หน้า ๘๙–๙๔ เรื่องอชครเปรต พระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตร่างยักษ์ ๒๕ โยชน์ถูกไฟไหม้ทั้งตัว พระมหาโมคคัลลานะเห็นอชครเปรตขนาดใหญ่ถูกไฟไหม้ทั่วร่างด้วยทิพยจักษุ บุรพกรรมคือโจรที่ผูกอาฆาตเศรษฐีสุมงคลจนเผานาและเรือนซ้ำหลายครั้งแล้วยังลอบเผาพระคันธกุฎี แต่เมื่อเห็นเศรษฐีไม่โกรธกลับอุทิศบุญให้ตนก่อน โจรสำนึกผิดขอขมาและได้รับการอโหสิกรรม แม้พ้นโทษทางโลกแต่ยังต้องชดใช้กรรมเป็นเปรตถูกไฟไหม้ แสดงหลักว่าคนพาลทำบาปโดยไม่รู้สึกตัวจนกว่าจะเดือดร้อนภายหลัง
  21. หน้า ๙๕–๑๐๓ เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ ถูกโจรทุบจนมรณภาพและปรินิพพานด้วยฤทธิ์ต่อหน้าพระศาสดา พวกเดียรถีย์อิจฉาลาภสักการะที่เกิดขึ้นเพราะพระมหาโมคคัลลานะจึงจ้างโจรฆ่าท่าน แม้หลบหลีกได้หลายเดือนแต่ในที่สุดท่านยอมให้โจรทุบกระดูกจนแหลกเพราะรู้ว่าเป็นผลกรรมเก่าที่เคยฆ่ามารดาบิดาด้วยอุบายในอดีตชาติ ท่านประสานร่างด้วยฌานไปทูลลาปรินิพพาน พระราชาทรงจับกุมและลงโทษเดียรถีย์กับโจรอย่างรุนแรง พระศาสดาตรัสคาถาว่าผู้ประทุษร้ายคนไม่มีความผิดย่อมถึงความพินาศ ๑๐ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งพลันทีเดียว
  22. หน้า ๑๐๔–๑๑๒ เรื่องภิกษุมีภัณฑะมาก พร้อมชาดกเทวธรรมของพระโพธิสัตว์มหิสสกกุมารปราบรากษสน้ำ ภิกษุผู้สะสมข้าวของมากถูกตำหนิเรื่องความมักน้อยจนโกรธเปลื้องผ้าห่มประท้วงกลางบริษัท พระศาสดาทรงเล่าชาดกอดีตชาติว่าท่านเคยเป็นรากษสน้ำผู้แสวงหาเทวธรรมมานาน จนพระโพธิสัตว์มหิสสกกุมารแสดงธรรมเรื่องหิริโอตตัปปะให้ฟังจนเลื่อมใสปล่อยกุมารสองพระองค์ที่ถูกจับไว้ ทรงสอนต่อว่าการเปลือยกาย เกล้าชฎา อดอาหาร หรือนอนเปือกตมล้วนไม่ทำให้บริสุทธิ์ได้จริง ต้องอาศัยการฝึกตนภายในเท่านั้น
  23. หน้า ๑๑๓–๑๒๐ เรื่องสันตติมหาอำมาตย์ บรรลุพระอรหัตและปรินิพพานบนอากาศทันทีหลังหญิงคู่ขับฟ้อนตายกะทันหัน สันตติมหาอำมาตย์ได้รับราชสมบัติ ๗ วันเป็นรางวัลจากพระราชาปเสนทิโกศล มึนเมาฟ้อนรำจนหญิงผู้ขับฟ้อนเกิดลมพิษในท้องเสียชีวิตกะทันหันขณะแสดง ความโศกเศร้าทำให้สร่างเมาทันที จึงเข้าเฝ้าพระศาสดาฟังคาถาสั้น ๆ จนบรรลุพระอรหัตทันทีทั้งที่ยังประดับเครื่องอาภรณ์ครบชุด แล้วเหาะขึ้นปรินิพพานบนอากาศชั่ว ๗ ลำตาลด้วยเตโชธาตุ หลังเล่าบุรพกรรมชักชวนมหาชนทำบุญสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า
  24. หน้า ๑๒๑–๑๒๕ เรื่องพระปิโลติกเถระ: ผ้าเก่ากับกระเบื้องขอทานเป็นเครื่องเตือนสติไม่ให้หวนกลับสู่ชีวิตต่ำ พระอานนท์ชักชวนเด็กขอทานให้บวช แต่เมื่อได้ลาภสักการะจนอ้วนพีก็เกิดความอยากสึก ท่านแก้ปัญหาด้วยการเก็บผ้าท่อนเก่าและกระเบื้องขอทานเดิมแขวนไว้ที่กิ่งไม้ ทุกครั้งที่กระสันอยากสึกจะไปยืนดูของเก่านั้นแล้วตักเตือนตนเองว่าอย่าหวนกลับไปสู่ความอับอายเช่นก่อน ทำซ้ำหลายครั้งจนสามารถห้ามใจตนได้และบรรลุอรหัตตผลด้วยตนเองในที่สุด
  25. หน้า ๑๒๖–๑๔๐ เรื่องสุขสามเณร: จากเศรษฐีสุรุ่ยสุร่ายสู่ลูกจ้างผู้ถวายทานหมดตัวและสามเณรผู้บรรลุอรหัตตผลในไม่กี่ชั่วโมง คันธเศรษฐีใช้ทรัพย์มหาศาลเพื่อความสำราญส่วนตัวโดยไม่คิดทำบุญ ชายชาวบ้านนอกยอมรับจ้างในเรือนเศรษฐี ๓ ปีเพื่อแลกภัตหนึ่งถาด แต่กลับถวายทั้งหมดแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าโดยไม่เหลือไว้กินเอง ด้วยอานุภาพทานนี้เขาได้สมบัติมหาศาลและกลายเป็นเศรษฐี ต่อมาเกิดใหม่เป็นสุขสามเณรผู้บรรลุมรรคผล ๓ ชั้นระหว่างรอพระอุปัชฌาย์นำภัตมาถวาย เทวดา พระอาทิตย์ และพระจันทร์ต้องหยุดนิ่งรอจนกว่าท่านจะบรรลุอรหัตตผล
  26. หน้า ๑๔๑–๑๔๒ ชราวรรคที่ ๑๑: ประมวลพระคาถา ๙ บทว่าด้วยความชราและความไม่เที่ยงของสังขาร รวมพระคาถาธรรมบทชุดใหม่ทั้ง ๙ บทก่อนเข้าสู่อรรถกถา เตือนว่าโลกถูกไฟกิเลสเผาผลาญอยู่เสมอ ร่างกายเป็นเพียงกระดูก ๓๐๐ ท่อนหุ้มด้วยเนื้อหนังที่จะแตกสลายในที่สุด เปรียบร่างกายกับราชรถวิจิตรที่ต้องคร่ำคร่าไปตามกาลเวลา และผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ไม่สะสมทรัพย์ในวัยหนุ่มสาวย่อมซบเซาเหมือนนกกระเรียนแก่ในบึงไร้ปลา เป็นการปูพื้นธีมหลักของวรรคนี้ก่อนเล่าเรื่องประกอบแต่ละคาถา
  27. หน้า ๑๔๓–๑๔๗ เรื่องหญิงสหายของนางวิสาขา: หญิง ๕๐๐ คนแอบดื่มสุราจนถูกเทวดามารสิงให้หัวเราะฟ้อนรำต่อหน้าพระศาสดา ภรรยา ๕๐๐ คนที่สามีฝากไว้กับนางวิสาขาแอบดื่มสุราที่เหลือจากงานมหรสพจนถูกจับได้และถูกทุบตี ต่อมาลอบซ่อนสุราไปวัดอ้างว่าจะบูชาพระศาสดาแต่กลับดื่มจนเมา เทวดาฝ่ายมารเข้าสิงร่างให้แสดงอาการหัวเราะฟ้อนรำไม่สมควรต่อพระพักตร์ พระศาสดาทรงเปล่งรัศมีสร้างความมืดจนสุราสร่างและหญิงเหล่านั้นบรรลุโสดาปัตติผล แสดงโทษของสุราที่ทำลายสติแม้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
  28. หน้า ๑๔๘–๑๕๓ เรื่องนางสิริมา: ความตายฉับพลันของหญิงงามและศพที่ไม่มีใครรับแม้ให้เปล่า นางสิริมาอดีตหญิงแพศยาผู้กลับใจถวายทานเป็นประจำเสียชีวิตกะทันหัน หลังพระภิกษุรูปหนึ่งหลงใหลในความงามของนางเพียงจากคำเล่าลือจนอดอาหาร พระศาสดาให้ทิ้งศพไว้ในป่าช้าจนเน่าเปื่อยแล้วให้พระราชาประกาศขายแม้เพียงกหาปณะเดียวก็ไม่มีใครกล้ารับ ลดราคาจนให้เปล่าก็ยังไม่มีใครเอา แสดงว่าความงามของร่างกายไม่จีรังและไร้ค่าเมื่อสิ้นชีวิต ภิกษุผู้หลงใหลจึงคลายกำหนัดและบรรลุโสดาปัตติผล
  29. หน้า ๑๕๔–๑๕๕ เรื่องพระอุตตราเถรี: ภิกษุณีวัย ๑๒๐ ปีถวายภัตจนอดอาหารสามวันแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พระเถรีชราวัย ๑๒๐ ปีถวายบิณฑบาตที่ได้มาแก่พระภิกษุรูปหนึ่งซ้ำหลายวันจนตนเองอดอาหาร วันหนึ่งขณะเดินถอยหลังเพื่อหลีกทางพระศาสดาได้เหยียบชายจีวรตนเองจนล้ม พระศาสดาทรงเตือนว่าร่างกายที่แก่หง่อมนี้เป็นรังของโรคและจะแตกสลายไปในไม่ช้าเพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด เมื่อฟังพระคาถานี้พระเถรีก็บรรลุโสดาปัตติผลทันที
  30. หน้า ๑๕๖–๑๕๗ เรื่องพระอธิมานิกภิกษุ: ๕๐๐ ภิกษุสำคัญผิดว่าบรรลุอรหัตตผลเพราะฌานสงบระงับกิเลสชั่วคราว ภิกษุ ๕๐๐ รูปเจริญฌานในป่าจนกิเลสไม่ฟุ้งขึ้นแล้วเข้าใจผิดว่าตนบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระศาสดาทรงหยั่งรู้จึงส่งให้ไปป่าช้าผีดิบก่อนเข้าเฝ้า เมื่อเห็นซากศพสดที่เพิ่งทิ้งไว้ ๑-๒ วันกลับเกิดความกำหนัดขึ้นในใจ ทำให้รู้ตัวว่ายังมีกิเลสอยู่ พระศาสดาทรงแสดงพระคาถาเปรียบกระดูกที่ถูกทิ้งเกลื่อนกลาดว่าไม่ควรก่อความยินดี ภิกษุทั้งหมดจึงบรรลุอรหัตตผลจริงในที่สุด
  31. หน้า ๑๕๘–๑๖๕ เรื่องพระนางรูปนันทาเถรี: พระศาสดาทรงเนรมิตหญิงสาวให้แก่ตายต่อหน้าเพื่อขจัดความหลงในรูปกาย พระนางรูปนันทาผนวชเพราะสิเนหาในหมู่ญาติไม่ใช่ด้วยศรัทธา และหลีกเลี่ยงเข้าเฝ้าพระศาสดาเพราะกลัวถูกตำหนิเรื่องรูปโฉม เมื่อถูกชักชวนไปฟังธรรมโดยไม่แสดงตน พระศาสดาทรงเนรมิตหญิงสาวสวยงามยืนถวายงานพัดแล้วค่อยๆแสดงความแก่ ความเจ็บ และความตายของหญิงนั้นไปตามลำดับ จนพระนางเบื่อหน่ายในรูปกายของตนเองที่ไม่ต่างกัน บรรลุโสดาปัตติผลแล้วบรรลุอรหัตตผลเมื่อทรงแสดงว่าร่างกายเป็นเพียงนครแห่งกระดูกที่ไม่มีแก่นสาร
  32. หน้า ๑๖๖–๑๗๑ เรื่องพระนางมัลลิกาเทวี: คำโกหกปิดบังความผิดที่ตามหลอกหลอนจนสิ้นพระชนม์ พระนางมัลลิกาถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลจับได้ว่าทำอนาจารกับสุนัขในซุ้มสรงน้ำ จึงกลับกล่าวหาพระราชาด้วยคำเท็จทำนองเดียวกันจนพระองค์หลงเชื่อ ความรู้สึกผิดจากคำโกหกนี้ติดตามพระนางจนวาระสุดท้าย สิ้นพระชนม์แล้วไปเกิดในอเวจีนรกชั่วคราวก่อนขึ้นสวรรค์ชั้นดุสิต พระศาสดาทรงป้องกันมิให้พระราชาทรงทราบขณะยังอยู่ในนรกเพื่อมิให้เสื่อมศรัทธา แล้วทรงเทศน์เปรียบราชรถเก่าคร่ำคร่ากับสรีระที่ต้องเสื่อมสลาย มีเพียงธรรมของสัตบุรุษเท่านั้นที่ไม่คร่ำคร่า
  33. หน้า ๑๗๒–๑๗๗ เรื่องพระโลฬุทายีเถระ: ภิกษุผู้กล่าวสูตรผิดโอกาสซ้ำซากเพราะสุตะน้อยเหมือนโคถึกที่โตแต่ตัวไม่โตปัญญา พระโลฬุทายีเถระมักกล่าวบทสวดผิดโอกาสเสมอ เช่นสวดบทอวมงคลในงานมงคลและสวดบทมงคลในงานศพ พระศาสดาทรงเล่าชาดกอดีตว่าครั้งหนึ่งพราหมณ์บิดาถูกบุตรชายสอนให้ท่องคาถาขอโคจากพระราชาแต่จำสลับไปมาจนพูดผิดต่อหน้าพระที่นั่ง แม้กระนั้นพระราชาก็ยังพระราชทานโคให้ด้วยความเมตตา แสดงว่าผู้มีสุตะน้อยแม้ร่างกายเติบโตแต่ปัญญาไม่เจริญเหมือนโคถึกที่แก่ไปโดยไม่มีประโยชน์
  34. หน้า ๑๗๘–๑๘๐ เรื่องปฐมโพธิกาล: พุทธอุทานหลังตรัสรู้ (คาถานายช่างเรือน) พระศาสดาประทับใต้ต้นโพธิ์ ทรงกำจัดมารในปฐมยาม ทรงระลึกชาติในปฐมยาม ทิพยจักษุในมัชฌิมยาม และหยั่งปัจจยาการในปัจฉิมยามจนตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ แล้วทรงเปล่งอุทานเปรียบตัณหาว่าเป็นนายช่างผู้สร้างเรือนคืออัตภาพที่ทรงแสวงหามานับแสนชาติ บัดนี้ทรงหักซี่โครงกิเลสและรื้อยอดเรือนคืออวิชชาได้หมดแล้ว จิตถึงพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหา
  35. หน้า ๑๘๑–๑๘๕ เรื่องบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก: ผลาญทรัพย์ ๑๖๐ โกฏิเพราะสุราจนต้องขอทาน บุตรเศรษฐีถูกนักเลงล่อลวงให้ดื่มสุราจนติดจนผลาญทรัพย์ของตนและภรรยารวม ๑๖๐ โกฏิหมดสิ้น สุดท้ายต้องเที่ยวขอทานประทังชีวิต พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้วตรัสว่าหากไม่ประมาทเขาจะได้เป็นเศรษฐีและอาจบรรลุธรรมชั้นสูงถึงอรหัตได้ แต่เพราะมัวเมาจึงเสื่อมทั้งทางโลกและทางธรรม เปรียบดั่งนกกะเรียนแก่ซบเซาอยู่ในบึงที่หมดปลา
  36. หน้า ๑๘๖–๑๘๗ คาถาธรรมบท อัตตวรรคที่ ๑๒: ๑๐ คาถาว่าด้วยการรักษาตน รวมพระคาถา ๑๐ บทของอัตตวรรค เน้นหลักการพึ่งพาตนเองเป็นแกนกลาง เช่น บัณฑิตพึงรักษาตนตลอดสามยาม พึงตั้งตนในคุณอันสมควรก่อนสอนผู้อื่น ตนเป็นที่พึ่งของตนไม่มีใครอื่นเป็นที่พึ่งได้ บาปและบุญเป็นของเฉพาะตนคนอื่นทำแทนกันไม่ได้ และไม่พึงเสียประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก
  37. หน้า ๑๘๘–๑๙๔ เรื่องโพธิราชกุมาร: เหตุที่พระศาสดาไม่ทรงเหยียบผ้าลาดหวังบุตร โพธิราชกุมารให้นายช่างสร้างปราสาทโกกนทวิจิตรแต่คิดฆ่านายช่างกันสร้างซ้ำให้ผู้อื่น นายช่างรู้ตัวจึงสร้างนกครุฑไม้พาครอบครัวบินหนีไปครองเมืองอื่น ต่อมาราชกุมารนิมนต์พระศาสดาฉลองปราสาท ลาดผ้าน้อยหวังจะได้บุตรหากพระองค์ทรงเหยียบ แต่พระศาสดาไม่ทรงเหยียบ ตรัสว่าจะไม่มีบุตรเพราะกรรมเก่าที่สองสามีภรรยาประมาทเผากินไข่และลูกนกจนสิ้นชีวิตบนเกาะร้าง สอนให้รักษาตนไม่ประมาทแม้เพียงวัยเดียวก็ยังดี
  38. หน้า ๑๙๕–๑๙๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร: ตัดสินแบ่งผ้าอย่างเอาเปรียบ พระอุปนันทะฉลาดเทศน์หาลาภ เที่ยวสำรวจว่าวิหารใดถวายผ้าจำนำพรรษามากก่อนตัดสินใจเข้าพรรษา แล้วยังเรียกเก็บผ้าจากวิหารอื่นที่เคยวางบริขารทำทีไว้ด้วย เมื่อภิกษุหนุ่มสองรูปแบ่งผ้าสาฎกกับผ้ากัมพลไม่ลงตัว ท่านตัดสินแบ่งผ้าราคาน้อยให้ทั้งสองแต่ริบผ้ากัมพลราคาแพงเป็นของตนเอง พระศาสดาตรัสชาดกนากกับสุนัขจิ้งจอกแบ่งปลาเปรียบเทียบ สอนว่าผู้จะสอนผู้อื่นต้องฝึกตนให้ดีก่อน
  39. หน้า ๒๐๐–๒๐๒ เรื่องพระปธานิกติสสเถระ: อาจารย์สอนศิษย์เพียรแต่ตนไม่ทำ พระเถระสอนศิษย์ ๕๐๐ รูปให้เพียรทำสมณธรรมตลอดคืนในป่า แต่ตนเองกลับไปนอนหลับแล้วคอยตื่นมาปลุกไล่ศิษย์ออกจากที่พักโดยไม่เคยปฏิบัติเองเลย ทำให้ศิษย์ฟุ้งซ่านไม่มีใครได้คุณวิเศษตลอดพรรษา พระศาสดาตรัสชาดกไก่ขันผิดเวลาเพราะโตในสำนักที่ไม่มีพ่อแม่หรืออาจารย์สอน สอนว่าผู้สอนต้องฝึกตนดีก่อนจึงจะสอนผู้อื่นได้ผลจริง
  40. หน้า ๒๐๓–๒๐๘ เรื่องมารดาพระกุมารกัสสป: ตั้งครรภ์ก่อนบวชแต่พิสูจน์บริสุทธิ์ได้ ธิดาเศรษฐีบวชในสำนักฝ่ายพระเทวทัตโดยไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกจับได้จะให้สึก พระศาสดาให้พระอุบาลีกับนางวิสาขาตรวจสอบต่อหน้าพระราชาและบริษัท ๔ พิสูจน์ว่าตั้งครรภ์ก่อนบวชจึงพ้นอาบัติ บุตรชื่อกัสสปได้รับเลี้ยงจากพระราชาจนบวชสำเร็จเป็นพระอรหันต์นามกุมารกัสสป ส่วนมารดาแม้เจ็บปวดพลัดพรากก็ตัดใจได้บรรลุอรหัตด้วยวาจากระด้างของบุตรที่แกล้งพูดเพื่อช่วยให้ตัดสิเนหา
  41. หน้า ๒๐๙–๒๑๒ เรื่องอุบาสกมหากาล: ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโจรจนถูกทุบตาย มหากาลผู้รักษาอุโบสถฟังธรรมทั้งคืนถูกโจรที่หนีการติดตามทิ้งของกลางไว้ใกล้ตัวแล้วหลบหนีไป ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าเขาเป็นโจรจึงรุมทุบจนตาย พระศาสดาแสดงบุรพกรรมว่าในอดีตชาติเขาเป็นราชภัฏที่ใส่ร้ายฆ่าชายบริสุทธิ์ด้วยการซ่อนแก้วมณีในของผู้อื่นเพราะหลงรักภรรยาเขา จึงต้องถูกทุบตายซ้ำนับร้อยชาติ สอนว่าบาปที่ตนทำย่อมย่ำยีตนเองดุจเพชรกัดทำลายแก้วมณีที่เกิดจากหินเดียวกัน
  42. หน้า ๒๑๓–๒๑๕ เรื่องพระเทวทัต: ตัณหาจากความทุศีลรัดรึงจนตนพินาศ ภิกษุสนทนาถึงความทุศีลของพระเทวทัตที่เกลี้ยกล่อมพระเจ้าอชาตศัตรูให้ปลงพระชนม์พระราชบิดาและร่วมมือกันพยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าหลายครั้ง พระศาสดาตรัสว่าเทวทัตเคยพยายามฆ่าพระองค์มาแล้วในอดีตชาติเช่นกันตามชาดกต่างๆ แล้วตรัสเปรียบตัณหาที่เกิดจากความทุศีลล่วงส่วนว่ารัดรึงบุคคลจนพินาศดุจเถาย่านทรายรัดรึงต้นสาละจนหักโค่นลง
  43. หน้า ๒๑๖–๒๑๗ เรื่องพระเทวทัตพยายามทำลายสงฆ์: ความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย พระเทวทัตประกาศกับพระอานนท์ว่าจะแยกทำอุโบสถและสังฆกรรมต่างหากจากพระศาสดาเพื่อทำสังฆเภท พระศาสดาทรงเปล่งอุทานว่าความดีคนดีทำง่ายแต่คนชั่วทำยาก ส่วนความชั่วคนชั่วทำง่ายแต่อริยบุคคลทำได้ยาก แล้วตรัสว่ากรรมที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนทำได้ง่าย ส่วนกรรมที่เป็นประโยชน์และดีนั้นทำได้ยากยิ่งดุจทดน้ำแม่คงคาที่ไหลไปทางตะวันออกให้ไหลย้อนกลับ
  44. หน้า ๒๑๘–๒๒๐ เรื่องพระกาลเถระ: ห้ามอุปัฏฐายิกาฟังธรรมเพราะกลัวเสียลาภ พระกาลเถระห้ามอุบาสิกาผู้อุปัฏฐากไปฟังธรรมจากพระศาสดาเพราะกลัวว่านางจะเลื่อมใสจนเลิกอุปถัมภ์ตน เมื่อนางแอบไปฟังธรรมจนได้ ท่านตามไปทูลขอให้พระศาสดาแสดงเพียงธรรมง่ายๆ แก่นาง พระศาสดาตรัสว่าท่านมีปัญญาโฉดคัดค้านคำสอนของพระอริยะเพราะทิฏฐิชั่วช้าที่อาศัยความหวงสักการะของตน เปรียบเหมือนขุยไม้ไผ่ที่ออกผลเพื่อฆ่าต้นของตนเอง
  45. หน้า ๒๒๑–๒๒๓ เรื่องอุบาสกจุลกาล: รอดข้อหาโจรเพราะนางกุมภทาสีช่วยยืนยัน จุลกาลถูกโจรที่หนีการติดตามทิ้งของกลางไว้ใกล้ตัวหลังฟังธรรมทั้งคืนเช่นเดียวกับเรื่องมหากาล ชาวบ้านเข้าใจผิดจับโบยตี แต่กลุ่มนางกุมภทาสีที่เห็นเหตุการณ์จริงช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้เขารอดชีวิต พระศาสดาตรัสว่าเขารอดเพราะไม่ได้ทำบาปนั้นจริง สอนหลักว่าบาปที่ตนทำย่อมทำให้ตนเศร้าหมองเอง บาปที่ไม่ได้ทำตนก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัวคนอื่นทำแทนกันไม่ได้
  46. หน้า ๒๒๔–๒๒๖ เรื่องพระอัตตทัตถเถระ: เร่งบรรลุอรหัตก่อนพระศาสดาปรินิพพาน เมื่อพระศาสดาตรัสว่าจะปรินิพพานในอีก ๔ เดือน ภิกษุปุถุชน ๗๐๐ รูปพากันวิตกปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร แต่พระอัตตทัตถเถระกลับหลีกเร้นเร่งความเพียรมุ่งบรรลุอรหัตให้ทันขณะพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่โดยไม่เข้าร่วมปรึกษาด้วย พระศาสดาทรงสรรเสริญว่าการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเช่นนี้ต่างหากคือการบูชาพระองค์ที่แท้จริง สอนว่าไม่พึงเสียประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก
  47. หน้า ๒๒๗–๒๒๘ คาถาธรรมบท โลกวรรคที่ ๑๓: ๑๑ คาถาว่าด้วยเรื่องโลก รวมพระคาถา ๑๑ บทของโลกวรรค กล่าวถึงการมองโลกอย่างผู้รู้ เช่น โลกนี้เปรียบดั่งฟองน้ำหรือพยับแดดที่มัจจุราชมองไม่เห็นผู้พิจารณาเห็นแจ้ง ผู้เคยประมาทแล้วกลับไม่ประมาทย่อมส่องโลกให้สว่างดุจดวงจันทร์พ้นหมอก คนตระหนี่ไม่อาจไปสวรรค์ ส่วนโสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นเอกราชในแผ่นดินและความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง
  48. หน้า ๒๒๙–๒๓๑ เรื่องภิกษุหนุ่ม: ทะเลาะหลานสาวนางวิสาขาเรื่องคำล้อเลียน ภิกษุหนุ่มกับหลานสาวของนางวิสาขาต่างหัวเราะเยาะเงาหน้ากันในตุ่มน้ำจนบาดหมางกันด้วยคำล้อว่า "หัวขาด" นางวิสาขาไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จทั้งสองฝ่าย พระศาสดาเสด็จมาทรงเข้าข้างภิกษุหนุ่มเพราะทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของเธอ แล้วตรัสสอนว่าไม่พึงเสพธรรมอันเลวคือกามคุณ ไม่พึงอยู่ร่วมความประมาทและความเห็นผิด มิฉะนั้นจะเป็นคนรกโลก ในที่สุดภิกษุหนุ่มบรรลุโสดาปัตติผล
  49. หน้า ๒๓๒–๒๓๔ เรื่องพระเจ้าสุทโธทนะ: เสด็จบิณฑบาตกบิลพัสดุ์สร้างวงศ์พุทธะ (ต่อในหน้าถัดไป) พระศาสดาเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรกหลังตรัสรู้ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์จงกรมในอากาศทำลายมานะพระญาติจนฝนโบกขรพรรษตกกลางสมาคม วันรุ่งขึ้นเสด็จบิณฑบาตตามลำดับตรอกในเมืองจนพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จมาทรงตำหนิว่าทำให้พระองค์อับอาย พระศาสดาตรัสตอบว่าการบิณฑบาตเป็นวงศ์ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่วงศ์กษัตริย์ แล้วเริ่มตรัสพระคาถาสอนเรื่องความไม่ประมาทในก้อนข้าวและการประพฤติธรรมโดยสุจริต เนื้อหายังไม่จบต่อเนื่องในหน้าถัดไป
  50. หน้า ๒๓๕ เรื่องพระเจ้าสุทโธทนะ: เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ทรงบิณฑบาตตามวงศ์พระพุทธเจ้า พระศาสดาเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ทรงแสดงปาฏิหาริย์ทำลายมานะพระญาติแล้วตรัสเวสสันดรชาดก วันรุ่งขึ้นเสด็จบิณฑบาตในเมือง พระเจ้าสุทโธทนะทรงตำหนิว่าทำให้อับอาย แต่พระศาสดาตรัสว่าการบิณฑบาตเป็นวงศ์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ใช่วงศ์กษัตริย์ จบเทศนาพระราชาบรรลุโสดาปัตติผล
  51. หน้า ๒๓๖–๒๓๗ เรื่องภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา ๕๐๐ รูป: เห็นฟองน้ำและพยับแดดเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน ภิกษุ ๕๐๐ รูปเรียนกัมมัฏฐานแต่ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ ระหว่างเดินทางเห็นพยับแดดและฟองน้ำที่เกิดจากฝนแตกกระจาย จึงยึดเป็นอารมณ์พิจารณาความไม่เที่ยงของอัตภาพ พระศาสดาทรงแผ่พระโอภาสตรัสว่าผู้พิจารณาเห็นโลกเช่นนี้ พระยามัจจุย่อมมองไม่เห็น ภิกษุทั้งหมดบรรลุพระอรหัตในที่ยืนนั้นเอง
  52. หน้า ๒๓๘–๒๓๙ เรื่องอภัยราชกุมาร: ความโศกจากการตายของนางฟ้อน สู่คาถาโลกดุจราชรถ อภัยราชกุมารได้ครองราชสมบัติชั่วคราว ๗ วันพร้อมนางฟ้อนซึ่งเสียชีวิตกะทันหันด้วยลมในพระอุทยาน ทรงโศกเศร้าจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงแสดงว่าน้ำตาที่ร้องไห้ในสงสารมีมากเกินคณนาจนความโศกครั้งนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย และตรัสว่าโลกนี้งดงามดุจราชรถที่คนเขลาหมกมุ่นแต่ผู้รู้ไม่ข้องแวะ กุมารบรรลุโสดาปัตติผล
  53. หน้า ๒๔๐–๒๔๒ เรื่องพระสัมมัชชนเถระ: กวาดวัดไม่เลือกเวลา พระเรวตเถระสอนให้ปฏิบัติธรรมก่อน พระสัมมัชชนเถระเที่ยวกวาดวัดทุกเวลาโดยไม่แบ่งเวลาปฏิบัติ ถูกพระเรวตเถระตักเตือนให้จัดสรรเวลาสาธยายและพิจารณาอาการ ๓๒ ก่อนแล้วจึงกวาดยามเย็น ท่านปฏิบัติตามจนบรรลุพระอรหัตและเลิกกวาดจนที่นั้นรกรุงรัง พระศาสดาตรัสว่าผู้ประมาทมาก่อนแล้วไม่ประมาทในภายหลังย่อมยังโลกให้สว่างดุจดวงจันทร์พ้นหมอก
  54. หน้า ๒๔๓–๒๔๔ เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ: อุทานหลังปรินิพพาน บาปที่ละได้ด้วยกุศล หลังพระอังคุลิมาลเถระเปล่งอุทานเรื่องผู้ไม่ประมาทในภายหลังย่อมยังโลกให้สว่างแล้วปรินิพพาน ภิกษุสงสัยว่าท่านไปเกิดที่ใด พระศาสดาตรัสอธิบายว่าท่านเคยทำบาปมากเพราะไม่มีกัลยาณมิตร แต่ภายหลังได้กัลยาณมิตรจึงเลิกประมาทและละบาปกรรมได้ด้วยอรหัตมรรค
  55. หน้า ๒๔๕–๒๕๓ เรื่องธิดานายช่างหูก: เจริญมรณสติ ๓ ปี ตอบปัญหา ๔ ข้อของพระศาสดา ตายแล้วเกิดในดุสิต ธิดาช่างหูกวัย ๑๖ ปีเจริญมรณสติต่อเนื่อง ๓ ปีตามคำสอนที่เมืองอาฬวี พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามปัญหา ๔ ข้อเชิงปริศนาเรื่องการมาการไปของชีวิต นางตอบได้ถูกต้องทุกข้อจนได้รับสาธุการ ๔ ครั้ง แต่ระหว่างเดินไปหาบิดาถูกฟืมทอผ้ากระแทกอกถึงแก่ความตายและไปเกิดในดุสิต บิดาเสียใจจนออกบวชและบรรลุอรหัต
  56. หน้า ๒๕๔ เรื่องภิกษุ ๓๐ รูป: ฟังธรรมแล้วเหาะไปในอากาศดุจหงส์ ผู้เจริญอิทธิบาทย่อมพ้นจากโลก ภิกษุอาคันตุกะ ๓๐ รูปเข้าเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถาแล้วบรรลุพระอรหัตและเหาะจากไปทางอากาศทันที พระอานนท์ทูลถามหาภิกษุเหล่านั้นจึงทรงอธิบายว่าผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้วย่อมไปในอากาศได้ดุจหงส์ และธีรชนผู้ชนะมารพร้อมพาหนะย่อมออกจากโลกได้
  57. หน้า ๒๕๕–๒๖๑ เรื่องนางจิญจมาณวิกา: เดียรถีย์ใช้อุบายใส่ร้ายพระพุทธเจ้าเรื่องตั้งครรภ์ ถูกแผ่นดินสูบ พวกเดียรถีย์อิจฉาลาภสักการะของพระพุทธศาสนา จึงวานนางจิญจมาณวิกาผู้งดงามให้สร้างเรื่องว่าตั้งครรภ์กับพระพุทธเจ้าและกล่าวหากลางที่ประชุมสงฆ์ เทวดาแปลงเป็นหนูกัดเชือกไม้ที่ผูกไว้ในท้องจนหลุดร่วงเผยความเท็จ มหาชนขับไล่นางออกไปและแผ่นดินแยกสูบนางลงอเวจี พระศาสดาตรัสชาดกเปรียบเทียบเหตุการณ์คล้ายกันในอดีตชาติ
  58. หน้า ๒๖๒–๒๖๙ เรื่องอสทิสทาน: พระนางมัลลิกาจัดทานแข่งราษฎรถวายพระพุทธเจ้า อำมาตย์กาฬะถูกเนรเทศ พระราชาถวายทานแข่งกับชาวเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสู้ไม่ได้ พระนางมัลลิกาทรงคิดอุบายจัดมณฑป เศวตฉัตร ช้าง และเจ้าหญิงบดของหอมถวายภิกษุจนได้ชื่อว่าอสทิสทาน แต่พระศาสดาไม่ทรงอนุโมทนาเต็มที่เพราะทรงเห็นจิตริษยาของกาฬอำมาตย์ พระราชาจึงเนรเทศกาฬะและมอบราชสมบัติให้ชุณหอำมาตย์ผู้อนุโมทนาบุญจนบรรลุโสดาปัตติผล
  59. หน้า ๒๗๐–๒๗๔ เรื่องนายกาละ: บิดาจ้างด้วยทรัพย์ให้ฟังธรรมจนบรรลุโสดาปัตติผลโดยไม่ตั้งใจ เศรษฐีอนาถบิณฑิกะจ้างบุตรชื่อกาละด้วยกหาปณะให้ไปฟังธรรมและรักษาอุโบสถ เพราะบุตรไม่มีศรัทธาในพระศาสนา แต่ขณะยืนฟังด้วยหวังจะจดจำคาถาไปรับรางวัล กลับได้บรรลุโสดาปัตติผลโดยไม่รู้ตัวและปฏิเสธไม่รับกหาปณะที่บิดาให้ พระศาสดาตรัสว่าโสดาปัตติผลประเสริฐกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิและสวรรค์ทั้งปวง
  60. หน้า ๒๗๕–๒๗๘ คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ ๑๔ (๙ พระคาถา) ว่าด้วยคุณของพระพุทธเจ้า รวมพระคาถา ๙ บทว่าด้วยพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชนะกิเลสไม่กลับแพ้ ความยากของการเกิดเป็นมนุษย์และได้ฟังธรรม หัวใจคำสอนคือไม่ทำบาป ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องใส และการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่แท้จริงซึ่งพ้นทุกข์ได้ด้วยอริยสัจ ๔ ต่างจากสรณะอื่นที่ไม่เกษม
  61. หน้า ๒๗๙–๒๘๖ เรื่องมารธิดา: มาคันทิยพราหมณ์ยกธิดาถวาย พระศาสดาทรงปฏิเสธ ธิดามารยั่วยวนไม่สำเร็จ มาคันทิยพราหมณ์เห็นพระศาสดาแล้วประสงค์ยกธิดาให้เป็นภรรยา แต่พระศาสดาทรงแสดงรอยพระบาทไว้แล้วเสด็จหลีกไป นางพราหมณีทำนายจากรอยเท้าว่าเป็นของผู้หมดกิเลส พระศาสดาทรงเล่าอดีตครั้งมารธิดาสามนางพยายามยั่วยวนหลังตรัสรู้แต่ไม่สำเร็จเพราะทรงชนะกิเลสสิ้นเชิงแล้ว จบเทศนาสองสามีภรรยาบรรลุอนาคามิผล
  62. หน้า ๒๘๗–๒๙๑ เรื่องยมกปาฏิหารย์ (ตอนต้น): เศรษฐีได้บาตรไม้จันทน์ ครูทั้ง ๖ พยายามแย่งชิงแต่ล้มเหลว เศรษฐีกรุงราชคฤห์ได้ปุ่มไม้จันทน์แดงจากแม่น้ำคงคา จึงกลึงเป็นบาตรแขวนไว้กลางอากาศประกาศว่าผู้เป็นพระอรหันต์จริงจึงเหาะมาถือเอาได้ ครูทั้ง ๖ พยายามอ้างสิทธิ์แต่ไม่มีใครเหาะได้จริง จนพระปิณโฑลภารทวาชะแสดงฤทธิ์เหาะถือเอาบาตรได้ พระศาสดาทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุแสดงปาฏิหาริย์ เรื่องเชื่อมต่อการท้าทายจากเดียรถีย์ในหน้าถัดไป
  63. หน้า ๒๙๒ เศรษฐีได้บาตรไม้จันทน์แดง ครูทั้งหกพยายามหลอกเอา และพระปิณโฑลภารทวาชะเหาะไปนำบาตรมาจนถูกทรงห้ามแสดงปาฏิหาริย์ เศรษฐีกรุงราชคฤห์ได้ท่อนไม้จันทน์แดงลอยน้ำมา ให้กลึงเป็นบาตรแขวนกลางอากาศ ประกาศว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์จริงให้เหาะมาเอา ครูทั้งหกพยายามลวงให้ได้บาตรแต่ไม่กล้าเหาะจริง จนพระปิณโฑลภารทวาชะเหาะไปนำบาตรมาถวายเศรษฐี พระศาสดาทรงติเตียนที่แสดงฤทธิ์เพราะเหตุเล็กน้อย รับสั่งให้ทำลายบาตรและทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุแสดงปาฏิหาริย์แก่คฤหัสถ์
  64. หน้า ๒๙๓–๒๙๘ พวกเดียรถีย์ท้าแข่งปาฏิหาริย์ พระศาสดาทรงรับทำเองที่สาวัตถี ประวัติต้นคัณฑามพพฤกษ์ และท้าวสักกะทำลายมณฑปเดียรถีย์ เมื่อพวกเดียรถีย์ประกาศจะแข่งทำปาฏิหาริย์ พระศาสดาตรัสว่าสิกขาบทที่ทรงบัญญัติมีไว้สำหรับสาวกเท่านั้น จึงทรงรับทำปาฏิหาริย์ที่สาวัตถีในอีก ๔ เดือน ระหว่างทางนายคัณฑะถวายมะม่วงสุก เมื่อเสวยแล้วทรงปลูกเมล็ดและล้างพระหัตถ์ ต้นมะม่วงใหญ่งอกขึ้นทันทีเรียกว่าคัณฑามพพฤกษ์ ท้าวสักกะยังบันดาลลมและฝนทำลายมณฑปของพวกเดียรถีย์จนแตกหนีกระจัดกระจาย
  65. หน้า ๒๙๙–๓๐๓ อุบาสิกาฆรณี จุลอนาถบิณฑิกะ สามเณรีวีรา สามเณรจุนทะ พระอุบลวรรณาเถรี และพระโมคคัลลานะ อาสาทำปาฏิหาริย์แทนแต่ถูกทรงห้าม ก่อนวันทำปาฏิหาริย์ สาวกหลายรูปทั้งอุบาสิกาฆรณี จุลอนาถบิณฑิกะ สามเณรีวีรา สามเณรจุนทะ พระอุบลวรรณาเถรี และพระมหาโมคคัลลานะ ต่างทูลอาสาแสดงฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์แทนพระองค์ แต่พระศาสดาทรงห้ามทุกรูปโดยตรัสว่าทรงทราบความสามารถของแต่ละคนดีอยู่แล้ว เพราะธุระนี้เป็นของพระองค์เองที่ไม่มีผู้ใดรับแทนได้ ทรงยกชาดกเรื่องโคกัณหะและโคนันทวิสาลมาประกอบคำสอน
  66. หน้า ๓๐๔–๓๑๕ พระศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ท่อไฟสายน้ำจากพระวรกาย แล้วเสด็จขึ้นดาวดึงส์แสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดาตลอดไตรมาส พระพุทธองค์เสด็จจงกรมบนที่จงกรมแก้วกลางอากาศ ทรงบันดาลท่อไฟและสายน้ำพวยพุ่งสลับกันจากทุกส่วนพระวรกายพร้อมแสดงธรรมและตอบปัญหาผ่านพระพุทธนิรมิต มหาชนบรรลุธรรมจำนวนมาก จากนั้นเสด็จขึ้นดาวดึงส์แสดงพระอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาตลอดไตรมาส โดยเสด็จไปบิณฑบาตป่าหิมพานต์ทุกวันและทรงแสดงเรื่องอังกุรเทพบุตรกับอินทกเทพบุตรว่าทานที่ให้แก่ทักขิไณยบุคคลย่อมมีผลมากกว่า แม้ให้น้อยกว่ามาก
  67. หน้า ๓๑๖–๓๒๒ เสด็จลงจากดาวดึงส์ทางบันไดทอง เงิน แก้วมณี ที่สังกัสสนคร และพระสารีบุตรแก้ปัญหาที่ไม่มีผู้ใดในบริษัทตอบได้ เมื่อครบไตรมาส พระศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์ทางบันไดทอง เงิน แก้วมณีที่ท้าวสักกะนิรมิตไว้ที่ประตูสังกัสสนคร ท่ามกลางเทวดาและมนุษย์ที่มองเห็นกันทั่วทุกทิศด้วยฉัพพรรณรังสี ทรงตั้งปัญหาที่ไม่มีผู้ใดในบริษัทตอบได้เว้นพระสารีบุตรผู้เดียวซึ่งแก้ได้ด้วยนัยที่พระองค์ประทาน แสดงถึงปัญญาอันยิ่งใหญ่ของท่าน โดยมีชาดกเปรียบว่าคนโง่รวมกันร้อยพันคนก็สู้บัณฑิตผู้เดียวไม่ได้
  68. หน้า ๓๒๓–๓๓๐ เรื่องนาคราชเอรกปัตตะ: ภิกษุทำใบตะไคร้น้ำขาดโดยไม่แสดงอาบัติ เกิดเป็นนาคราชรอฟังผู้แก้เพลงปริศนาเพื่อรู้ข่าวพระพุทธเจ้าอุบัติ ภิกษุหนุ่มสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าทำใบตะไคร้น้ำขาดโดยไม่แสดงอาบัติ ตายไปเกิดเป็นนาคราชเอรกปัตตะ ให้ธิดาขับเพลงปริศนาบนพังพานทุกกึ่งเดือนรอผู้ตอบถูกซึ่งจะบอกว่าพระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว มาณพอุตตระได้รับคาถาแก้จากพระพุทธเจ้าไปขับตอบจนบรรลุโสดาบัน นาคราชทราบข่าวพระพุทธเจ้าอุบัติแล้วดีใจร้องไห้ เข้าเฝ้าฟังธรรมเรื่องความยากแห่งการได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลเพราะยังเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
  69. หน้า ๓๓๑–๓๓๔ ปัญหาของพระอานนท์เรื่องอุโบสถของพระพุทธเจ้าในอดีตต่างกันตามกาล แต่โอวาทปาติโมกข์เหมือนกันทุกพระองค์ พระอานนท์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งเจ็ดพระองค์ทรงทำอุโบสถห่างกันต่างเวลาตามระยะที่พระโอวาทยังคุ้มครองสงฆ์ได้ แต่เนื้อหาคำสอนเหมือนกันทุกพระองค์คือโอวาทปาติโมกข์ ได้แก่การไม่ทำบาป ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องใส พร้อมอธิบายรายละเอียดเรื่องขันติ ศีล และการไม่เบียดเบียนผู้อื่นว่าเป็นแก่นแท้ของความเป็นสมณะและบรรพชิต
  70. หน้า ๓๓๕–๓๓๙ ภิกษุหนุ่มกระสันอยากสึกเพราะมรดกร้อยกหาปณะ พระศาสดาให้นับก้อนกรวดสอนว่าความอยากไม่มีวันเต็ม ภิกษุหนุ่มได้รับมรดกร้อยกหาปณะจากบิดาที่เสียชีวิต คิดจะสึกไปใช้ทรัพย์เลี้ยงชีพ พระศาสดาให้เขาลองคำนวณด้วยก้อนกรวดว่าทรัพย์นั้นพอเลี้ยงชีพได้จริงหรือไม่ พบว่าไม่พอ จึงตรัสสอนว่าความอยากไม่มีวันเต็มได้แม้ด้วยทรัพย์มหาศาลเพียงใด โดยยกชาดกพระเจ้ามันธาตุราชผู้ครองสมบัติจักรพรรดิและสวรรค์ก็ยังไม่อิ่มในกามจนสิ้นชีวิต ภิกษุฟังแล้วบรรลุโสดาปัตติผล
  71. หน้า ๓๔๐–๓๔๙ ปุโรหิตอัคคิทัตออกบวชนอกศาสนาสอนให้ยึดภูเขาป่าเป็นสรณะ พระมหาโมคคัลลานะปราบนาคราชอหิฉัตตะ แล้วพระศาสดาทรงสอนสรณะที่แท้จริง (เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๓๔๘) อดีตปุโรหิตอัคคิทัตออกบวชเป็นนักบวชนอกศาสนาพร้อมศิษย์หมื่นคน สอนให้ยึดภูเขา ป่า ต้นไม้เป็นสรณะ พระศาสดาส่งพระมหาโมคคัลลานะไปโปรดก่อน ท่านปราบนาคราชอหิฉัตตะที่หวงกองทรายด้วยฤทธิ์ควันไฟจนยอมแพ้ เมื่อพระศาสดาเสด็จมาเอง ตรัสสอนว่าสรณะที่แท้จริงคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้นที่ทำให้พ้นทุกข์ในวัฏฏะได้จริง ฤษีทั้งหมดบรรลุอรหัตและขอบวช เนื้อหายังดำเนินต่อเกินหน้า ๓๔๘ เรื่องดำเนินต่อจนถึงหน้า 349 ที่ผู้เปลี่ยนใจเหาะถวายบังคมพระศาสดาซ้ำ 7 ครั้งประกาศตนเป็นสาวก
  72. หน้า ๓๕๐–๓๕๑ เรื่องปัญหาพระอานนทเถระ: กำเนิดบุรุษอาชาไนย พระอานนท์สงสัยว่าบุรุษอาชาไนย (ผู้ประเสริฐ) เกิดขึ้นในที่ใด เช่นเดียวกับช้างม้าอาชาไนยที่มีถิ่นกำเนิดเฉพาะ พระศาสดาตรัสตอบว่าบุรุษอาชาไนยซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้าย่อมไม่เกิดในที่ทั่วไป แต่เกิดในมัชฌิมประเทศ ในตระกูลกษัตริย์หรือพราหมณ์ชั้นสูงเท่านั้น และตระกูลที่ท่านเกิดย่อมประสบความสุข
  73. หน้า ๓๕๒–๓๕๔ เรื่องสัมพหุลภิกขุ: ถกเถียงเรื่องความสุขที่แท้จริง ภิกษุ ๕๐๐ รูปถกเถียงกันว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงในโลก บางกลุ่มเห็นว่าคือสุขในราชสมบัติ กาม หรืออาหารดี พระศาสดาเสด็จมาชี้ว่าสุขเหล่านั้นยังเนื่องด้วยทุกข์ในวัฏสงสาร ส่วนสุขแท้จริงคือการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า การได้ฟังธรรม ความสามัคคีพร้อมเพรียงของหมู่สงฆ์ และความเพียรของผู้ที่พร้อมเพรียงกัน
  74. หน้า ๓๕๕–๓๕๙ เรื่องพระเจดีย์ทองของพระกัสสปทสพล: จบวรรคที่ ๑๔ ระหว่างเสด็จจาริก พระศาสดาทรงพบพราหมณ์ผู้กราบไหว้เทวสถานเก่าโดยไม่รู้ว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ของพระกัสสปพุทธเจ้า พระองค์ทรงนิรมิตพระเจดีย์ทองให้ปรากฏเพื่อแสดงคุณค่าของการบูชาบุคคลที่ควรบูชาอย่างแท้จริง ทรงสอนว่าบุญจากการบูชาพระพุทธเจ้าและพระสาวกไม่มีผู้ใดคำนวณได้ ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะยังทรงพระชนม์อยู่หรือปรินิพพานแล้ว จบวรรคที่ ๑๔ (พุทธวรรค)
  75. หน้า ๓๖๐–๓๖๑ คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕ (บทนำหมวดว่าด้วยความสุขที่แท้จริง) หมวดคาถาธรรมบทลำดับที่ ๑๕ ว่าด้วยความสุขที่แท้จริง รวมพระคาถา ๘ บท กล่าวถึงความสุขของผู้ไม่มีเวร ไม่มีทุกข์ร้อน ไม่ขวนขวายท่ามกลางผู้อื่นที่มี เปรียบไฟแห่งราคะ โทษแห่งโทสะ ทุกข์แห่งขันธ์ ยกย่องพระนิพพานเป็นสุขสูงสุด ความหิวเป็นโรคร้ายที่สุด ความไม่มีโรคเป็นลาภสูงสุด และการคบหาบัณฑิตนำความสุขมาให้ ก่อนขยายความเป็นเรื่องราวทีละบทต่อไป
  76. หน้า ๓๖๒–๓๖๖ เรื่องระงับความทะเลาะแห่งหมู่พระญาติ: วิวาทแย่งน้ำโรหิณี เจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะสองแคว้นวิวาทแย่งน้ำจากแม่น้ำโรหิณีเพื่อทำนา ลุกลามเป็นการดูหมิ่นวงศ์ตระกูลจนเตรียมทำสงคราม พระศาสดาเสด็จไปประทับกลางแม่น้ำโดยไม่มีใครทัดทาน ตรัสถามจนทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าน้ำมีค่าน้อยกว่าชีวิตกษัตริย์มากมายนัก ทรงสอนว่าพระองค์เป็นสุขเพราะไม่มีเวร ไม่มีทุกข์ร้อน และไม่ขวนขวายแสวงหากามคุณเหมือนปุถุชนทั่วไป
  77. หน้า ๓๖๗–๓๖๘ เรื่องมาร: มารขัดขวางบิณฑบาตที่บ้านปัญจสาลา พระศาสดาเสด็จบิณฑบาตที่บ้านพราหมณ์ปัญจสาลา มารได้เข้าสิงชาวบ้านทั้งหมดเพื่อขัดขวางไม่ให้มีผู้ใส่บาตรแก่พระองค์ เมื่อมารทูลถามเยาะเย้ยว่าทรงหิวหรือไม่ พระศาสดาตรัสว่าแม้ไม่ได้อาหารก็จะทรงเป็นสุขด้วยปีติดุจเทวดาชั้นอาภัสระที่ไม่ต้องอาศัยอาหารเลี้ยงชีวิต แสดงความไม่ผูกพันกับปัจจัยภายนอก เด็กหญิง ๕๐๐ คนที่เห็นเหตุการณ์นี้ได้ฟังธรรมและบรรลุโสดาปัตติผล
  78. หน้า ๓๖๙–๓๗๐ เรื่องปราชัยของพระเจ้าโกศล: แพ้ชนะล้วนก่อทุกข์ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพ่ายแพ้สงครามแก่พระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นหลานถึงสามครั้งติดต่อกัน จนทรงท้อพระทัยถึงกับตัดพระกระยาหารบรรทมด้วยความอับอาย เมื่อภิกษุกราบทูลเรื่องนี้ พระศาสดาทรงชี้ให้เห็นธรรมชาติของการแพ้ชนะว่า ผู้ชนะย่อมสร้างศัตรูก่อเวรใหม่ ส่วนผู้แพ้ย่อมทุกข์ระทม มีเพียงผู้สงบระงับ ละทั้งความอยากชนะและความกลัวแพ้เท่านั้นที่จะพบความสุขแท้จริง
  79. หน้า ๓๗๑–๓๗๒ เรื่องเด็กหญิงแห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง: ราคะในงานมงคลสมรส ในงานมงคลสมรส เจ้าบ่าวหนุ่มเฝ้าจ้องมองเจ้าสาวที่กำลังปรนนิบัติภิกษุด้วยราคะจนละเลยการบำรุงพระพุทธเจ้าและพระเถระ พระศาสดาทรงทราบวาระจิตจึงบันดาลไม่ให้เขาเห็นนาง เมื่อเขาหันมามองพระองค์แทน จึงตรัสสอนว่าไม่มีไฟใดร้อนแรงเท่าราคะ ไม่มีโทษใดร้ายเท่าโทสะ ไม่มีทุกข์ใดเสมอการแบกขันธ์ และไม่มีสุขใดเทียบพระนิพพานได้ ทั้งคู่บรรลุโสดาปัตติผลในตอนจบ
  80. หน้า ๓๗๓–๓๗๖ เรื่องอุบาสกคนใดคนหนึ่ง: เสด็จไกล ๓๐ โยชน์รอคนหิวโหย พระศาสดาเสด็จไกลถึง ๓๐ โยชน์เพื่อโปรดชายยากจนคนหนึ่งในเมืองอาฬวีผู้มีอุปนิสัยพร้อมจะบรรลุธรรม แต่วันนั้นวัวของเขาหายจึงต้องออกตามหาก่อน พระองค์ทรงรอมิได้แสดงธรรมจนกว่าเขาจะมาถึง เมื่อเขามาถึงด้วยความหิวโหย ทรงให้จัดอาหารเลี้ยงก่อนแสดงธรรม ภิกษุบางรูปติเตียนว่าลำเอียง พระองค์จึงอธิบายว่าความหิวเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุธรรม ไม่มีโรคใดร้ายเท่าความหิว
  81. หน้า ๓๗๗–๓๘๐ เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล: ทรงลดการเสวยจุด้วยคาถาเตือนสติ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารมากจนอึดอัดง่วงซึม พระศาสดาทรงแนะให้เจ้าชายสุทัสนะกล่าวคาถาเตือนสติทุกมื้อเสวยพร้อมค่อยๆลดปริมาณข้าวสารลง จนพระวรกายเบาสบายคล่องแคล่ว ภายหลังท้าวเธอทรงเล่าความสุขที่เกิดขึ้นหลายประการทั้งการสงบศึกกับหลาน ได้แก้วมณีคืน และผูกสัมพันธ์กับพุทธศาสนา พระศาสดาจึงตรัสสรุปว่าความไม่มีโรคเป็นลาภสูงสุด สันโดษเป็นทรัพย์สูงสุด ความคุ้นเคยเป็นญาติสูงสุด และนิพพานเป็นสุขสูงสุด
  82. หน้า ๓๘๑–๓๘๓ เรื่องพระติสสเถระ: ปลีกวิเวกเร่งบรรลุอรหัตก่อนพุทธปรินิพพาน เมื่อพระศาสดาตรัสว่าจะเสด็จปรินิพพานในอีก ๔ เดือน ภิกษุจำนวนมากเศร้าสะเทือนใจ พระติสสเถระตัดสินใจปลีกวิเวกอยู่ผู้เดียวมุ่งเร่งบำเพ็ญเพื่อบรรลุอรหัตผลก่อนพระศาสดาจะจากไป จนถูกภิกษุอื่นเข้าใจผิดกราบทูลว่าไม่มีความรักในพระศาสดา แต่พระองค์กลับตรัสสรรเสริญว่าท่านทำถูกแล้ว เพราะผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมต่างหากที่ชื่อว่าบูชาพระองค์อย่างแท้จริง ท้ายเรื่องพระติสสเถระบรรลุอรหัตผล
  83. หน้า ๓๘๔–๓๘๘ เรื่องท้าวสักกะ: บำรุงพระศาสดาผู้ประชวร จบวรรคที่ ๑๕ เมื่อพระศาสดาทรงประชวรหนักด้วยโรคที่มีเลือดออก ท้าวสักกเทวราชเสด็จลงมาบำรุงพยาบาลด้วยพระองค์เอง ถึงกับทรงนำภาชนะรองพระบังคนหนักออกไปด้วยพระเศียรโดยไม่รังเกียจ ภิกษุพากันสรรเสริญ พระศาสดาตรัสว่าไม่แปลกใจเพราะท้าวสักกะเคยฟังธรรมจากพระองค์จนบรรลุโสดาบันและกลับเป็นหนุ่มขึ้นใหม่ ทรงสอนว่าการได้พบเห็นและอยู่ร่วมกับอริยบุคคลนำความสุขมาให้เสมอ ต่างจากการคบคนพาลที่นำแต่ทุกข์ จบวรรคที่ ๑๕ (สุขวรรค)
  84. หน้า ๓๘๙–๓๙๐ คาถาธรรมบท ปิยวรรคที่ ๑๖ (บทนำหมวดว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก) หมวดคาถาธรรมบทลำดับที่ ๑๖ ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก รวมพระคาถา ๙ บท ชี้ให้เห็นว่าความโศกและภัยล้วนเกิดจากความรัก ความยินดี กาม และตัณหา ผู้ที่หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่มีความโศกและภัยใดๆ อีกทั้งสอนไม่ให้ยึดติดกับสิ่งที่รักหรือไม่รักมากเกินไป เพราะการพลัดพรากเป็นทุกข์เสมอ ก่อนขยายความเป็นเรื่องราวแต่ละบทต่อไป
  85. หน้า ๓๙๑–๓๙๖ เรื่องบรรพชิต ๓ รูป: ครอบครัวบวชตามกันแต่คลุกคลีจนต้องสึก ครอบครัวหนึ่งมีบุตรชายคนเดียว บุตรปรารถนาจะบวชแต่พ่อแม่ไม่ยินยอม จึงลวงมารดาแล้วหนีไปบวช บิดาตามหาไม่พบก็บวชตาม มารดาตามมาพบทั้งคู่บวชแล้วก็บวชตามด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสามแม้บวชแล้วก็ยังคลุกคลีสนทนากันจนรบกวนความสงบของหมู่สงฆ์ พระศาสดาจึงตรัสสอนว่าไม่ควรยึดสัตว์หรือสิ่งใดให้เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักจนเกินไป เพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่รักย่อมนำทุกข์มาเสมอ ท้ายเรื่องทั้งสามคนตัดสินใจสึกกลับไปอยู่บ้านตามเดิม
  86. หน้า ๓๙๗–๓๙๙ เรื่องกุฎุมพีคนใดคนหนึ่ง: ระงับความโศกเมื่อบุตรตาย กุฎุมพีผู้หนึ่งเศร้าโศกร้องไห้ในป่าช้าไม่หยุดหย่อนเมื่อบุตรเสียชีวิต พระศาสดาเสด็จไปเยี่ยมถึงเรือน ตรัสสอนว่าความตายมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ทั้งปวง ไม่มีสังขารใดเที่ยงแท้ ทรงยกนิทานชาดกเรื่องบัณฑิตในอดีตที่ไม่เศร้าโศกเมื่อบุตรตายมาเป็นตัวอย่าง สอนว่าความโศกและภัยล้วนเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก ท้ายเรื่องกุฎุมพีบรรลุโสดาปัตติผล
  87. หน้า ๔๐๐–๔๐๑ เรื่องนางวิสาขาอุบาสิกา [๑๖๗] นางวิสาขาโศกเศร้าเพราะหลานสาวสุทัตตีเสียชีวิต พระศาสดาทรงถามจำนวนคนในกรุงสาวัตถีที่ตายวันละมาก ชี้ให้เห็นว่าหากเศร้าโศกทุกคนที่ตายก็ต้องร้องไห้ไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน แล้วตรัสคาถา 'เปมโต ชายตี โสโก' ว่าความโศกและภัยเกิดจากความรัก ผู้พ้นจากความรักย่อมไม่มีทั้งสอง เทศนานี้ทำให้ชนจำนวนมากบรรลุโสดาปัตติผล
  88. หน้า ๔๐๒–๔๐๓ เรื่องเจ้าลิจฉวี [๑๖๘] เจ้าลิจฉวีหลายองค์แต่งกายประกวดกันไปเที่ยวอุทยานพร้อมหญิงนครโสภิณีคนเดียวกัน เกิดความริษยาวิวาทประหารกันจนเลือดไหลนอง พระศาสดาทรงชี้ให้ภิกษุเห็นว่าเมื่อเช้าประดับตัวราวกะเทวดา แต่บัดนี้ถึงความพินาศเพราะหญิงคนหนึ่ง ความโศกและภัยเกิดจากความยินดี ตรัสคาถา 'รติยา ชายตี โสโก' มีผู้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นอันมาก
  89. หน้า ๔๐๔–๔๐๘ เรื่องอนิตถิคันธกุมาร [๑๖๙] กุมารผู้เกลียดกลัวหญิงตั้งแต่เกิดให้ช่างหล่อรูปทองคำเป็นแบบคู่ครองในอุดมคติ พราหมณ์ตามหาหญิงที่มีรูปเหมือนรูปหล่อจนพบกุมาริกางามที่สาคลนคร แต่นางป่วยและเสียชีวิตกลางทางก่อนถึงเมืองเพราะความอ่อนแอของสรีระ กุมารโศกเศร้าหนักด้วยความรักที่ยังไม่ทันสมหวัง พระศาสดาทรงแสดงว่าความโศกและภัยเกิดจากกามด้วยคาถา 'กามโต ชายตี โสโก' กุมารบรรลุโสดาปัตติผล
  90. หน้า ๔๐๙–๔๑๒ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง [๑๗๐] พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิเมินเฉยพระศาสดาแรก ๆ แต่ค่อยผูกมิตรและสัญญาจะแบ่งผลผลิตนาให้เมื่อข้าวออกรวง คืนก่อนเก็บเกี่ยวฝนตกหนักพัดข้าวกล้าเสียหายหมดจนพราหมณ์อดอาหารด้วยความเสียใจที่ทำตามสัญญาไม่ได้ พระศาสดาเสด็จไปเยี่ยมและทรงแสดงว่าความโศกและภัยเกิดแต่ตัณหาด้วยคาถา 'ตณฺหาย ชายตี โสโก' พราหมณ์บรรลุโสดาปัตติผล
  91. หน้า ๔๑๓–๔๑๕ เรื่องเด็ก ๕๐๐ คน [๑๗๑] เด็ก ๕๐๐ คนถือกระเช้าขนมผ่านพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ในวันมหรสพโดยไม่ถวายเลย แต่พอเห็นพระมหากัสสปเถระเดินตามหลังกลับเกิดความเลื่อมใสน้อมถวายขนมทั้งกระเช้า ภิกษุตำหนิว่าเด็กเห็นแก่หน้า พระศาสดาทรงอธิบายว่าผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและสัจจะย่อมเป็นที่รักของชนทั้งปวงโดยธรรมชาติ ด้วยคาถา 'สีลทสฺสนสมฺปนฺนํ' เด็กทั้งหมดบรรลุโสดาปัตติผล
  92. หน้า ๔๑๖–๔๑๘ เรื่องพระอนาคามิเถระ [๑๗๒] พระเถระบรรลุอนาคามิผลแต่ละอายที่จะบอกศิษย์เพราะคฤหัสถ์ก็บรรลุได้เช่นกัน ตั้งใจรอบรรลุอรหัตแล้วค่อยบอกแต่มรณภาพก่อนไปเกิดในสุทธาวาส ศิษย์ร้องไห้เสียใจที่ไม่ทันทราบคุณธรรมของอุปัชฌาย์ พระศาสดาทรงปลอบและอธิบายลักษณะผู้มีจิตไม่เกี่ยวเกาะในกาม มีกระแสมุ่งสู่เบื้องบนด้วยคาถา 'ฉนฺทชาโต' ศิษย์ทั้งหมดบรรลุอรหัตผล
  93. หน้า ๔๑๙–๔๒๓ เรื่องนายนันทิยะ [๑๗๓] — จบปิยวรรคและวรรคที่ ๑๖ นายนันทิยะเป็นทานบดีสร้างศาลา ๔ มุขถวายสงฆ์ที่ป่าอิสิปตนะ ผลบุญให้เกิดปราสาททิพย์ใหญ่โตพร้อมหมู่นางอัปสรในดาวดึงส์รอท่าอยู่ล่วงหน้า พระมหาโมคคัลลานะไปเยี่ยมเทวโลกพบปราสาทว่างเปล่าจึงทูลถามพระศาสดาว่าทิพยสมบัติเกิดแก่ผู้ทำดีในโลกมนุษย์จริงหรือ พระศาสดาทรงเปรียบเหมือนญาติต้อนรับผู้กลับจากแดนไกลด้วยคาถา 'จิรปฺปวาสึ' ปิดท้ายปิยวรรคและวรรคที่ ๑๖
  94. หน้า ๔๒๔–๔๒๕ โกธวรรคที่ ๑๗ ว่าด้วยเรื่องความโกรธ (บทคาถานำ) บทนำวรรคที่ ๑๗ ว่าด้วยความโกรธ ประมวลพระคาถาธรรมบท ๘ บทเป็นแกนเรื่องของวรรค ได้แก่ การละความโกรธและมานะเพื่อล่วงสังโยชน์ การสะกดความโกรธที่พลุ่งขึ้นดุจสารถีห้ามรถ การเอาชนะคนโกรธด้วยไม่โกรธและคนไม่ดีด้วยความดี การพูดสัตย์ไม่โกรธถึงถูกขอน้อยก็ให้ การสำรวมกายวาจาใจของมุนีผู้ไม่เบียดเบียน และเรื่องนินทาสรรเสริญที่มีมาแต่โบราณ
  95. หน้า ๔๒๖–๔๓๑ เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี [๑๗๔] เจ้าหญิงโรหิณีเป็นโรคผิวหนังจนอับอายไม่กล้าพบพระอนุรุทธเถระผู้เป็นพี่ชาย พระเถระแนะให้ขายเครื่องประดับสร้างโรงฉันถวายสงฆ์ โรคค่อยราบไปขณะทรงกวาดโรงฉันด้วยพระองค์เอง พระศาสดาทรงเผยว่าโรคเกิดจากความริษยาในอดีตชาติที่ทรงโปรยผงเต่าร้างใส่หญิงนักฟ้อน ตรัสคาถา 'โกธํ ชเห' สอนละความโกรธและมานะ พระนางบรรลุโสดาปัตติผล มีวรรณะดุจทองคำ และภายหลังจุติไปเกิดเป็นเทพธิดางามที่เทวบุตร ๔ องค์แย่งชิงกัน
  96. หน้า ๔๓๒–๔๓๔ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๑๗๕] (ตัดต้นไม้เทวดา) ภิกษุจะตัดต้นไม้ที่เทวดามีลูกอ่อนอาศัยอยู่ เทวดาอ้อนวอนไม่สำเร็จจึงวางลูกไว้บนกิ่งหวังให้ภิกษุเห็นแล้วเลิกตัด แต่ภิกษุตัดถูกแขนทารกขาด เทวดาโกรธจนคิดจะฆ่าแต่ยั้งใจไว้เพราะเกรงบาปและเกรงเป็นเยี่ยงอย่าง จึงมาทูลพระศาสดาแทน พระศาสดาทรงสรรเสริญการข่มความโกรธด้วยคาถา 'โย เว อุปฺปติตํ โกธํ' เทวดาบรรลุโสดาปัตติผล และเหตุการณ์นี้เป็นที่มาของภูตคามสิกขาบท
  97. หน้า ๔๓๕–๔๔๐ เรื่องอุตตราอุบาสิกา [๑๗๖] ตอนที่ ๑ — นายปุณณะได้เป็นเศรษฐี นายปุณณะยากจนรับจ้างไถนาแทนที่จะเล่นนักษัตรกับชาวเมือง ระหว่างทางถวายไม้สีฟันและน้ำแก่พระสารีบุตรผู้เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ภรรยาที่ตามมาส่งภัตก็ถวายอาหารทั้งหมดโดยไม่เหลือเผื่อสามีเพราะเชื่อว่าบุญสำคัญกว่า ผลบุญทำให้ดินที่ไถกลายเป็นทองคำในวันเดียวกันนั้นเอง พระราชาพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีชื่อพหุธนเศรษฐีแก่เขา แสดงอานุภาพของทานที่ถวายด้วยศรัทธาแท้แม้เพียงเล็กน้อยแต่ให้ผลทันตา
  98. หน้า ๔๔๑–๔๔๗ เรื่องอุตตราอุบาสิกา [๑๗๖] ตอนที่ ๒ — นางสิริมาราดน้ำมันเดือด ธิดาของปุณณเศรษฐีคือนางอุตตราถูกยกให้ตระกูลมิจฉาทิฏฐิจนทำบุญไม่ได้ นางว่าจ้างนางสิริมาหญิงงามเมืองมาปรนนิบัติสามีแทนตนกึ่งเดือนเพื่อแลกโอกาสถวายทานฟังธรรม สิริมาเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นภรรยาจริงจึงหึงหวงและราดน้ำมันเดือดใส่นางอุตตรา แต่ไม่เป็นอันตรายเพราะนางแผ่เมตตาไว้ก่อน สิริมาสำนึกผิดขอโทษ พระศาสดาตรัสคาถา 'อกฺโกเธน ชิเน โกธํ' สอนเอาชนะความโกรธด้วยไม่โกรธ สิริมาพร้อมญาติ ๕๐๐ บรรลุโสดาปัตติผล
  99. หน้า ๔๔๘–๔๕๐ เรื่องปัญหาของพระโมคคัลลานเถระ [๑๗๗] พระมหาโมคคัลลานเถระเที่ยวจาริกในเทวโลกถามเทพธิดาหลายองค์ถึงบุญที่ทำให้ได้ทิพยสมบัติ พบว่าบางองค์เพียงรักษาคำสัตย์ บางองค์เพียงข่มความโกรธไม่ตอบโต้นายที่ทุบตี บางองค์ถวายของเล็กน้อยเช่นผลมะพลับหรือฟักทองก็ได้สมบัติทิพย์มากมาย ทูลถามพระศาสดาว่าเป็นไปได้จริงหรือ พระศาสดาทรงยืนยันด้วยคาถา 'สจฺจํ ภเณ' ว่าเพียงกล่าวสัตย์ ไม่โกรธ และให้แม้น้อยก็ไปเทวโลกได้
  100. หน้า ๔๕๑–๔๕๖ เรื่องปัญหาที่ภิกษุทูลถาม [๑๗๘] (พราหมณ์ผู้เรียกพระพุทธเจ้าว่าบุตร) พราหมณ์เฒ่าและภรรยาที่เมืองสาเกตเรียกพระศาสดาว่าบุตรด้วยความรักที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันในอดีตชาตินับพันชาติเป็นบิดามารดากันมาก่อน พระศาสดาทรงรับภิกษาที่เรือนนี้เป็นประจำจนสองสามีภรรยาบรรลุอนาคามิผลแล้วปรินิพพาน พระศาสดาทรงแสดงชราสูตรและอธิบายว่าพระอเสขะผู้ไม่เบียดเบียนสำรวมกายวาจาใจย่อมถึงฐานะอันไม่จุติไม่ตายอีก ด้วยคาถา 'อหึสกา เย มุนโย'
  101. หน้า ๔๕๗–๔๖๑ เรื่องนางปุณณทาสี [๑๗๙] นางปุณณาทาสีซ้อมข้าวกลางคืนเห็นภิกษุเดินจงกรมด้วยแสงสว่างจากนิ้วมือพระทัพพมัลลบุตร เข้าใจผิดว่าเกิดเหตุร้ายจึงไม่หลับ รุ่งเช้าพบพระศาสดาจึงถวายขนมรำที่ตนทำเองด้วยศรัทธาแม้เศร้าหมอง พระศาสดาทรงรับและเสวยเป็นภัตนอกเมือง เทวดาเสริมรสให้เป็นทิพย์ ตรัสว่าสาวกไม่หลับเพราะตื่นด้วยธรรมต่างจากนางที่ตื่นด้วยทุกข์ ด้วยคาถา 'สทา ชาครมานานํ' พร้อมยกกุณฑกสินธวโปตกชาดกประกอบ นางบรรลุโสดาปัตติผล
  102. หน้า ๔๖๒–๔๖๗ เรื่องอตุลอุบาสก [๑๘๐] (นินทาและสรรเสริญ) อุบาสกอตุลพาบริวาร ๕๐๐ ไปฟังธรรมกับพระเรวตะผู้นิ่งเงียบก็โกรธ ไปหาพระสารีบุตรผู้แสดงอภิธรรมละเอียดก็โกรธว่าเข้าใจยาก ไปหาพระอานนท์ผู้แสดงสั้นก็โกรธว่าน้อยไป จนไปเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงชี้ว่าการนินทาสรรเสริญมีมาแต่โบราณ ไม่มีใครพ้นจากถูกนินทาได้ทั้งคนนิ่ง คนพูดมาก คนพูดน้อย มีแต่ผู้ที่วิญญูชนใคร่ครวญแล้วสรรเสริญเพราะมีศีลปัญญาแท้จริงเท่านั้นที่ไม่ควรถูกติเตียน ด้วยคาถา 'โปราณเมตํ อตุล' อุบาสกทั้ง ๕๐๐ บรรลุโสดาปัตติผล
  103. หน้า ๔๖๘–๔๗๐ เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ [๑๘๑] — จบโกธวรรคที่ ๑๗ (จบเล่ม ๔๒) พระศาสดาทรงสดับเสียงขฏะขฏะของภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้สวมเขียงเท้าไม้จงกรมเสียงดังบนหลังแผ่นหิน จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามสวมเขียงเท้า แล้วทรงแสดงธรรมเรื่องการรักษาความสำรวมกาย วาจา ใจ ละทุจริตประพฤติสุจริตทั้งสามทาง ด้วยคาถา 'กายปฺปโกปํ รกฺเขยฺย' เทศนาจบลงมีผู้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นอันมาก หน้า ๔๗๐ ปิดท้ายด้วยข้อความ 'เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ จบ. โกธวรรควรรณนา จบ. วรรคที่ ๑๗ จบ.' ซึ่งปิดท้ายทั้งเรื่องสุดท้าย วรรณนา และวรรคที่ ๑๗ ของคาถาธรรมบทอย่างสมบูรณ์ในหน้าสุดท้ายจริงของเล่ม ๔๒