ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๓ · ๕๗๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๔๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ มลวรรคที่ ๑๘ ว่าด้วยมลทิน (คาถา ๑๒ ข้อ) - เปิดเล่ม ๔๓ ต่อเนื่องจากเล่ม ๔๒ เปิดเล่ม ๔๓ ด้วยคาถาแปลไทยทั้ง ๑๒ ข้อของมลวรรคที่ ๑๘ ว่าด้วย 'มลทิน' หรือสิ่งแปดเปื้อนใจ ระบุชื่อ 'ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๔' แสดงว่าเป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากเล่ม ๔๒ เตือนให้เร่งทำความดีก่อนความตายมาถึงดุจใบไม้เหลือง เปรียบกิเลสที่ไม่ชำระเหมือนสนิมกัดกินเหล็กจนพินาศ ชี้ความประมาทและความเกียจคร้านเป็นมลทิน อวิชชาเป็นมลทินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ราคะโทสะโมหะตัณหาเปรียบดังไฟ ตาข่าย และแม่น้ำที่ไม่มีสิ่งใดเสมอ และชี้ว่าคนเห็นโทษผู้อื่นง่ายแต่เห็นโทษตนยาก เป็นบทนำก่อนเข้าสู่วรรณนาอรรถกถารายเรื่องถัดไป
- หน้า ๕–๑๒ เรื่องบุตรของนายโคฆาตก์ - ตัดลิ้นวัวปิ้งกินจนวิบัติ บุตรหนีไปเรียนช่างทองแล้วกลับมาทำบุญให้บิดา นายโคฆาตก์ฆ่าโคขายเนื้อเลี้ยงชีพ ๕๕ ปีไม่เคยถวายอาหารพระ วันหนึ่งภรรยาให้เนื้อที่เตรียมไว้แก่เพื่อนบ้านจนหมด เขาโกรธจึงตัดลิ้นวัวที่ยังมีชีวิตมาปิ้งกิน ทันใดนั้นลิ้นของตนเองก็ขาดตกลงในภาชนะ กลายเป็นเหมือนโคคลานร้องจนตายไปเกิดในอเวจี บุตรตกใจหนีไปเรียนช่างทองที่ตักกสิลาจนมีฐานะ ภายหลังบุตรหลานถวายทานอุทิศให้บิดาที่แก่ชราในนครนั้น พระศาสดาตรัสคาถาปณฺฑุปลาโสวเตือนให้เร่งทำความดีก่อนความตาย ผู้ฟังบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๑๓–๑๕ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง - ปรับปรุงลานห่มจีวรทีละน้อยจนสำเร็จมณฑปและศาลา พราหมณ์เห็นภิกษุห่มจีวรเปื้อนหญ้าและฝุ่นจึงค่อยๆปรับปรุงสถานที่ทีละอย่าง ถางหญ้า เกลี่ยทราย สร้างมณฑปกันแดด แล้วสร้างศาลาเมื่อฝนตก จนฉลองศาลาถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์ พระศาสดาตรัสสรรเสริญว่าบัณฑิตย่อมทำกุศลทีละน้อยขจัดมลทินของตนได้ทีละขณะ เหมือนช่างทองขัดสนิมทองทีละน้อยจนสำเร็จเป็นเครื่องประดับ พราหมณ์บรรลุโสดาปัตติผลเมื่อจบเทศนา
- หน้า ๑๖–๒๐ เรื่องพระติสสเถระ - ห่วงจีวรใหม่จนตายไปเกิดเป็นเล็น ตัณหาเปรียบดังสนิมกัดเหล็ก พระติสสเถระได้ผ้าสาฎกจากพี่สาวนำไปให้ช่างตัดจีวร แต่คืนที่จีวรเสร็จท่านเกิดความเยื่อใยในจีวรจนมรณภาพก่อนได้ห่ม ไปเกิดเป็นเล็นอยู่ในจีวรนั้นเอง เมื่อภิกษุจะแบ่งจีวรกันเล็นวิ่งร้องหวงแหน พระศาสดาจึงให้เก็บจีวรไว้ ๗ วันจนเล็นตายไปเกิดในดุสิต จึงให้แบ่งจีวรได้ พระศาสดาตรัสว่าตัณหาที่เกิดในสัตว์ย่อมนำไปสู่ทุคติ เหมือนสนิมที่เกิดจากเหล็กย่อมกัดกินเหล็กนั้นเอง
- หน้า ๒๑–๒๕ เรื่องพระโลฬุทายีเถระ - อวดอ้างเป็นนักเทศน์แต่กล่าวธรรมไม่ได้ ถูกไล่จนตกหลุมคูถ พระโลฬุทายีอวดว่าตนเทศน์ได้ดีกว่าพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ แต่เมื่อชาวบ้านนิมนต์ให้แสดงธรรมจริงกลับนึกบทธรรมไม่ออกทั้งกลางวันกลางคืนจนถูกมหาชนไล่ตีจนตกหลุมคูถ พระศาสดาเล่าชาดกอดีตชาติที่ท่านเป็นสุกรอวดดีท้าสีหะสู้แล้วพ่ายจมหลุมคูถเช่นกัน ตรัสว่าการเรียนปริยัติแล้วไม่ท่องทบทวนเป็นมลทิน เรือนที่ไม่ดูแลก็เสื่อม ความเกียจคร้านทำให้ผิวพรรณหมองคล้ำ และความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา
- หน้า ๒๖–๒๙ เรื่องกุลบุตรคนใดคนหนึ่ง - ภรรยานอกใจทำสามีอับอายจนเลิกทำบุญ พระศาสดาสอนเรื่องมลทิน ๕ อย่าง กุลบุตรมีภรรยาที่ประพฤตินอกใจตั้งแต่แต่งงาน เขาอับอายจนเลิกเข้าเฝ้าพระศาสดา เมื่อทูลถามพระศาสดาตรัสเตือนคำสอนเดิมว่าสตรีเปรียบเหมือนแม่น้ำ หนทาง โรงสุรา ที่พักและบ่อน้ำ ไม่ควรโกรธเคือง แล้วตรัสว่าความประพฤตินอกใจเป็นมลทินของสตรี ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ทาน อกุศลธรรมเป็นมลทินทั้งโลกนี้โลกหน้า แต่อวิชชาคือมลทินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือมลทินทั้งปวง ผู้ฟังบรรลุโสดาปัตติผลจำนวนมาก
- หน้า ๓๐–๓๔ เรื่องภิกษุชื่อจูฬสารี - ทำเวชกรรมแลกอาหาร พระศาสดาสอนเรื่องหิริโอตตัปปะกับผู้ไม่ละอาย พระจูฬสารีทำเวชกรรมได้อาหารประณีตนำไปถวายพระอุปัชฌาย์เพื่อแลกกับการทำเวชกรรมต่อไป แต่พระเถระนิ่งเฉยไม่รับ พระศาสดาตรัสว่าผู้ไม่มีหิริโอตตัปปะ กล้าเพียงดังกา ชอบยกตนข่มท่าน แสร้งทำเฉยเหมือนกาที่แอบจ้องอาหารแล้วโฉบคาบหนี ย่อมเลี้ยงชีพได้ง่ายแต่เศร้าหมอง ส่วนผู้มีหิริโอตตัปปะแสวงหาปัจจัยโดยธรรม แม้เป็นอยู่ยากลำบากกว่าแต่บริสุทธิ์กว่า อธิบายพฤติกรรมกาตัวกล้าและภิกษุผู้อวดดีอย่างละเอียด
- หน้า ๓๕–๓๗ เรื่องอุบาสก ๕ คน (ครั้งที่ ๑) - เถียงกันว่าศีลข้อใดรักษายากที่สุด พระศาสดาตรัสว่าศีลทุกข้อยากเท่ากัน อุบาสก ๕ คนต่างรักษาศีลคนละข้อและทุ่มเถียงกันว่าศีลของตนรักษายากที่สุด เมื่อไปทูลถามพระศาสดา พระองค์ไม่ทรงให้ศีลข้อใดต่ำต้อยกว่ากัน ตรัสว่าศีลทุกข้อรักษายากเสมอกัน แล้วตรัสคาถาเตือนว่าผู้ฆ่าสัตว์ โกหก ลักทรัพย์ ผิดภรรยาผู้อื่น และดื่มสุรา ย่อมขุดรากเหง้าตนเองในโลกนี้ ความโลภและอธรรมจะนำทุกข์มาสู่ตนตลอดกาลนาน อุบาสกทั้ง ๕ บรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๓๘–๔๑ เรื่องภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ - ติเตียนทานของผู้อื่นแต่ยกยอญาติปลอมของตน ถูกจับได้ว่าโกหก พระติสสะบุตรนายทวารบาลเที่ยวติเตียนทานของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขาว่าให้น้อยหรือมากเกินไป แต่กลับยกย่องเรือนญาติสมมุติของตนว่าเลี้ยงภิกษุดี ภิกษุหนุ่มไปสอบถามจนพบว่าท่านไม่มีญาติเช่นนั้นจริง เป็นการโกหกอวดอ้าง พระศาสดาเล่ากฏาหกชาดกที่ท่านเคยอวดทรัพย์เท็จในอดีตชาติเช่นกัน แล้วตรัสว่าผู้เก้อเขินในทานของผู้อื่นย่อมไม่บรรลุสมาธิ ส่วนผู้ตัดอกุศลนี้ได้ย่อมบรรลุสมาธิได้ทั้งกลางวันกลางคืน
- หน้า ๔๒–๔๖ เรื่องอุบาสก ๕ คน (ครั้งที่ ๒) - สี่คนไม่ตั้งใจฟังธรรมเพราะเคยเกิดเป็นงู ไส้เดือน ลิง หมอดู ๕๐๐ ชาติ อุบาสก ๕ คนไปฟังธรรม แต่มีเพียงคนเดียวฟังโดยเคารพ ที่เหลือหลับ เขียนดิน เขย่าต้นไม้ แหงนมองฟ้า พระอานนท์ทูลถามเหตุ พระศาสดาตรัสว่าแต่ละคนเคยเกิดเป็นงู ไส้เดือน ลิง และหมอดูฤกษ์สิ้น ๕๐๐ ชาติจนติดพฤติกรรมเดิม ส่วนคนที่ฟังเคารพเคยเป็นพราหมณ์ท่องมนต์มาก่อน ตรัสต่อว่าราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา คือไฟ ผู้จับ ข่าย และแม่น้ำที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน เพราะเผาผลาญและพร่องอยู่เสมอ ผู้ฟังเคารพบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๔๗–๕๙ เรื่องเมณฑกเศรษฐี - บุรพกรรมถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าท่ามกลางทุพภิกขภัยจนได้แพะทองคำอัศจรรย์ เมณฑกเศรษฐีมีแพะทองคำผุดจากดินให้เนยนมทองคำไม่สิ้นสุด มาจากอดีตชาติที่เคยถวายทานยิ่งใหญ่แด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ต่อมาชาติที่ประสบทุพภิกขภัย เขากับครอบครัวและทาสเหลือข้าวสารเพียงทะนานเดียว แต่ยังถวายภัตทั้งหมดแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าจนหมด แล้วตั้งความปรารถนาขอความไม่อดอยากและขอให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันทุกชาติ ผลบุญทำให้ภาชนะอาหารไม่มีวันพร่อง ชาติปัจจุบันเกิดเป็นเศรษฐีมั่งคั่งพบพระศาสดาแล้วบรรลุโสดาปัตติผล ปิดท้ายด้วยคาถาว่าโทษผู้อื่นเห็นง่าย โทษตนเห็นยาก
- หน้า ๖๐–๖๑ เรื่องพระอุชฌานสัญญีเถระ: โทษของภิกษุผู้ชอบจับผิดผู้อื่น พระอุชฌานสัญญีเถระเที่ยวจับผิดวิธีนุ่งห่มของภิกษุรูปอื่นอยู่เสมอ พระศาสดาตรัสว่าภิกษุที่มุ่งแต่จะยกโทษผู้อื่นเช่นนี้ จะไม่เกิดคุณวิเศษใดๆ มีฌานเป็นต้นเลย มีแต่อาสวะที่เจริญงอกงามขึ้น และยิ่งอยู่ห่างไกลจากความสิ้นอาสวะคือพระอรหัตมากขึ้นเรื่อยๆ
- หน้า ๖๒–๖๔ เรื่องสุภัททปริพาชก: ปัญหาสุดท้ายก่อนพุทธปรินิพพานและคำตอบว่าไม่มีรอยเท้าในอากาศ สุภัททปริพาชกผู้เคยพลาดโอกาสถวายทานครั้งสำคัญในอดีตชาติ จึงไม่มีวาสนาเข้าเฝ้าพระศาสดาจนวาระสุดท้าย เมื่อพระศาสดาใกล้ปรินิพพานจึงฝ่าฝืนพระอานนท์เข้าไปทูลถามปัญหา พระศาสดาตรัสตอบว่ารอยเท้าในอากาศไม่มี สมณะแท้นอกศาสนานี้ไม่มี สังขารที่เที่ยงไม่มี ทำให้สุภัททะบรรลุอนาคามิผลและเป็นสาวกองค์สุดท้าย
- หน้า ๖๕–๖๗ คาถานำธัมมัฏฐวรรคที่ 19: ลักษณะที่แท้จริงของผู้ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิต เถระ สมณะ ภิกษุ มุนี และอริยะ คาถาบาลีเปิดวรรคใหม่ 10 บท กล่าวถึงคุณสมบัติภายในที่แท้จริง มิใช่รูปลักษณ์ภายนอก ผู้ตั้งอยู่ในธรรมต้องวินิจฉัยโดยไม่ผลุนผลัน บัณฑิตมิใช่เพราะพูดมากแต่เพราะมีความเกษมไม่มีเวรภัย เถระมิใช่เพราะผมหงอกแต่เพราะมีสัจจะธรรม สมณะ ภิกษุ มุนี และอริยะล้วนวัดกันที่การละกิเลสและไม่เบียดเบียน
- หน้า ๖๘–๗๐ เรื่องมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัย: ต้นเหตุพระพุทธพจน์ว่าด้วยผู้ตั้งอยู่ในธรรม ภิกษุพบเห็นมหาอำมาตย์ผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีรับสินบนจนทำเจ้าของทรัพย์แท้จริงกลายเป็นผู้แพ้คดี จึงกราบทูลพระศาสดา พระองค์ตรัสว่าผู้ตัดสินความด้วยอคติทั้งฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ โดยผลุนผลันไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม ส่วนผู้วินิจฉัยคดีโดยละเอียดเที่ยงธรรมเท่านั้นจึงชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรมอย่างแท้จริง
- หน้า ๗๑–๗๒ เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์: บัณฑิตแท้มิใช่ผู้พูดมากแต่ผู้ไม่มีเวรภัย ภิกษุฉัพพัคคีย์อวดฉลาดทำโรงภัตให้วุ่นวายทั้งในวัดและในบ้าน ถึงกับทำร้ายภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้ทำภัตกิจ พระศาสดาทรงตำหนิและตรัสว่าคนพูดมากเบียดเบียนผู้อื่นไม่ใช่บัณฑิต แต่ผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่ผู้อื่นต่างหากที่พระองค์เรียกว่าเป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง
- หน้า ๗๓–๗๕ เรื่องพระเอกุทานเถระ: ทรงธรรมด้วยการเข้าถึง มิใช่ด้วยความรู้มาก พระเอกุทานเถระอยู่ป่ารูปเดียว ท่องคาถาเดียวแต่เทวดาสาธุการดังลั่น ต่างจากภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎกสองรูปที่แสดงธรรมมากมายกลับไม่มีเทวดาสาธุการเลย เมื่อกราบทูลพระศาสดา พระองค์ตรัสว่าผู้ทรงธรรมมิใช่เพราะเรียนมากพูดมาก แต่เพราะแม้ฟังน้อยก็เห็นแจ้งธรรมด้วยตนเองและไม่ประมาทในธรรมนั้น
- หน้า ๗๖–๗๘ เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ: ความเป็นเถระแท้อยู่ที่คุณธรรม มิใช่วัยหรือรูปร่าง ภิกษุอยู่ป่าเข้าใจผิดคิดว่าพระลกุณฏกภัททิยเถระผู้ตัวเล็กเป็นสามเณร ทั้งที่ท่านเป็นพระเถระผู้บรรลุธรรมสูง พระศาสดาจึงตรัสสอนว่าความเป็นเถระมิได้วัดจากผมหงอกหรือวัยชรา ผู้แก่เพียงร่างกายแต่ไม่มีธรรมภายในเรียกว่าแก่เปล่า ส่วนผู้มีสัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะเท่านั้นจึงชื่อว่าเป็นเถระแท้
- หน้า ๗๙–๘๑ เรื่องภิกษุมากรูป: ความริษยาตระหนี่และการอ้างวาทศิลป์เพื่อลาภสักการะ พระเถระบางกลุ่มอิจฉาที่ภิกษุหนุ่มและสามเณรได้รับใช้อาจารย์บอกธรรมและได้ลาภ จึงทูลขอให้พระศาสดาบังคับให้ผู้อื่นสอบทานธรรมกับตนก่อนเพื่อหวังลาภสักการะ พระศาสดาทรงเห็นเจตนาแฝงจึงตรัสว่าคนดีมิใช่เพราะพูดจัดจ้านหรือรูปงาม แต่เพราะตัดโทสะ ความริษยา ความตระหนี่ และความโอ้อวดได้ขาดถึงรากด้วยอรหัตมรรค
- หน้า ๘๒–๘๓ เรื่องภิกษุชื่อหัตถกะ: สมณะแท้มิใช่เพียงศีรษะโล้นแต่คือผู้สงบบาป พระหัตถกะชอบพูดโอ้อวดท้าทายวาทะกับเดียรถีย์แล้วอ้างว่าตนชนะทั้งที่ไม่มีใครมาแข่งจริง พระศาสดาทรงเรียกมาสอบถามและตรัสว่าผู้พูดเท็จเช่นนี้ แม้มีศีรษะโล้นก็ไม่ชื่อว่าสมณะ ผู้ยังมีความอยากและความโลภยิ่งไม่อาจเป็นสมณะได้ มีแต่ผู้ที่ระงับบาปน้อยใหญ่ได้โดยประการทั้งปวงเท่านั้นจึงเรียกว่าสมณะ
- หน้า ๘๔–๘๕ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง: ความเป็นภิกษุมิใช่เพียงเพราะเที่ยวขอ พราหมณ์นักบวชนอกศาสนาเที่ยวขอภิกษาเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับภิกษุ จึงทูลขอให้พระศาสดาเรียกตนว่า ภิกษุ บ้าง พระศาสดาตรัสตอบว่าคำว่าภิกษุมิได้หมายถึงเพียงผู้เที่ยวขอหรือผู้สมาทานลัทธินอกรีต แต่หมายถึงผู้ที่ละทั้งบุญและบาปด้วยมรรคพรหมจรรย์แล้วเที่ยวไปในโลกด้วยปัญญาพิจารณาสังขารทั้งปวง
- หน้า ๘๖–๘๙ เรื่องเดียรถีย์: ที่มาการอนุโมทนาของสงฆ์และความหมายที่แท้ของมุนี เดียรถีย์กล่าวมงคลอวยพรแก่ผู้ถวายภัตแล้วจากไป ต่างจากภิกษุที่นิ่งเฉยไม่กล่าวอะไรเพราะยังไม่ทรงอนุญาต จนมนุษย์ตำหนิ พระศาสดาจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุกล่าวอนุโมทนาได้ เมื่อเดียรถีย์กลับตำหนิว่าสาวกพูดมากไม่เป็นมุนี พระศาสดาตรัสแก้ว่าความเป็นมุนีมิใช่เพราะนิ่งเงียบ แต่เพราะเป็นบัณฑิตผู้ชั่งเว้นบาปด้วยปัญญา
- หน้า ๙๐–๙๑ เรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ: ชื่อไม่ทำให้เป็นอริยะ การไม่เบียดเบียนต่างหากที่ทำให้เป็น พรานเบ็ดชื่ออริยะหวังให้พระศาสดาทักชื่อตนดังที่ทักพระสาวกทั้งหลาย เมื่อพระองค์ทรงทราบความปรารถนาจึงตรัสถามชื่อและตรัสสอนว่าผู้ฆ่าสัตว์แม้ชื่ออริยะก็ไม่ใช่อริยะที่แท้จริง ผู้ที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงต่างหากที่เรียกว่าอริยะ พรานเบ็ดฟังแล้วบรรลุโสดาปัตติผลทันที
- หน้า ๙๒–๙๔ เรื่องภิกษุมากรูป: อย่าประมาทว่าถึงสุขแล้วก่อนสิ้นอาสวะ จบวรรคที่ 19 ภิกษุกลุ่มหนึ่งมั่นใจในศีล ความเป็นพหูสูต และสมาธิที่ตนมี ถึงกับคิดว่าจะบรรลุอรหัตได้ทุกเมื่อที่ปรารถนา พระศาสดาตรัสเตือนว่าตราบใดที่ยังไม่สิ้นอาสวะ ภิกษุไม่ควรวางใจด้วยเหตุเพียงศีลวัตร ความรู้มาก การได้สมาธิ หรือการอยู่ที่สงัด เพราะภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังเป็นเหตุแห่งทุกข์เสมอ
- หน้า ๙๕–๙๗ คาถานำมรรควรรคที่ 20: มรรคมีองค์ 8 ประเสริฐสุดและคำเตือนเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต คาถาบาลีเปิดวรรคใหม่ประกาศว่าในบรรดาทางทั้งปวง มรรคมีองค์ 8 ประเสริฐที่สุด เป็นทางเดียวสู่ความหมดจดแห่งทัสสนะ พร้อมสอนให้เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เตือนคนหนุ่มไม่ให้เกียจคร้าน ให้ตัดกิเลสดุจป่าและเยื่อใยในตัณหา เพราะเมื่อมัจจุมาถึง ญาติและทรัพย์ไม่อาจต้านทานได้
- หน้า ๙๘–๑๐๒ เรื่องภิกษุ 500 รูป: ทางแห่งความหมดจดคือมรรคมีองค์ 8 มิใช่ทางเดินตามปกติ ภิกษุ 500 รูปสนทนากันถึงลักษณะเส้นทางที่ตนเดินธุดงค์ผ่านมาว่าราบเรียบหรือขรุขระ พระศาสดาเสด็จมาสดับแล้วตรัสว่าทางที่สนทนากันนั้นเป็นเพียงทางภายนอก ภิกษุควรทำกรรมในอริยมรรคต่างหาก จึงตรัสคาถาว่าในบรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์ 8 ประเสริฐที่สุด เป็นทางเดียวที่นำไปสู่ความหมดจดแห่งทัสสนะและทำที่สุดทุกข์ได้ ภิกษุทั้งหมดบรรลุอรหัตผลในกาลจบเทศนา
- หน้า ๑๐๓–๑๐๕ เรื่องภิกษุ 500 รูปอื่นอีก: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามคาถาแห่งความหน่าย ภิกษุ 500 รูปเรียนกรรมฐานแล้วไม่บรรลุธรรมสักที พระศาสดาทรงทราบว่าในอดีตชาติพวกเธอเคยเจริญอนิจจลักษณะมาก่อน จึงตรัสสามคาถาต่อเนื่องกันว่าเมื่อบัณฑิตเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมหน่ายในทุกข์ ความหน่ายนั้นเองคือทางแห่งความหมดจด ภิกษุทั้งหมดบรรลุอรหัตผล
- หน้า ๑๐๖–๑๐๙ เรื่องพระปธานกัมมิกติสสเถระ: รีบทำกิจที่ควรทำก่อนจะเดือดร้อนภายหลัง ภิกษุรูปหนึ่งอยากให้พระศาสดาตรัสปราศรัยด้วยจึงรีบเร่งเดินจงกรมทั้งคืนหวังบรรลุอรหัตก่อนไปฉันภัตตาหารที่นิมนต์ไว้ แต่กลับล้มหักขาเสียก่อน พระศาสดาทรงเล่าชาดกเรื่องมาณพหักกิ่งไม้กุ่มที่ทำทีหลังแล้วเดือดร้อนภายหลัง แล้วตรัสสอนว่าคนหนุ่มมีกำลังแต่เกียจคร้านไม่ขยันในกาลที่ควร ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
- หน้า ๑๑๐–๑๑๗ เรื่องสูกรเปรต: บุรพกรรมของเปรตหน้าหมูที่พระโมคคัลลานะเห็น เกิดจากพระธรรมกถึกยุแยกสหาย พระโมคคัลลานะเห็นเปรตร่างมนุษย์หัวหมูตัวใหญ่มีหนอนไหลจากปาก พระศาสดาทรงเฉลยบุรพกรรมว่าในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า พระธรรมกถึกผู้อิจฉาความสนิทสนมของพระเถระสหายสองรูปได้ยุแยงให้ทั้งคู่แตกกัน ทำลายมิตรภาพที่มีมานานนับร้อยปี แม้ภายหลังพระเถระทั้งสองจะคืนดีและขับไล่เธอ แต่กรรมนั้นก็ทำให้เธอตกนรกอเวจีและเกิดเป็นเปรตทรมาน สอนว่าต้องระวังวาจา ใจ และกายให้บริสุทธิ์
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ เรื่องพระโปฐิลเถระ (เริ่มต้น): คุณใบลานเปล่า ผู้ทรงพระไตรปิฎกแต่ยังไม่เจริญภาวนา พระโปฐิละทรงจำพระไตรปิฎกและสอนภิกษุถึง 500 รูป แต่พระศาสดาทรงเรียกท่านว่า คุณใบลานเปล่า เพื่อกระตุ้นให้สังเวช ท่านจึงออกป่าปฏิบัติธรรม ถูกพระเถระทุกรูปส่งต่อไปจนถึงสามเณรน้อยอายุ 7 ขวบ ผู้ยอมเป็นที่พึ่งให้ก็ต่อเมื่อท่านพร้อมอดทนต่อโอวาท เรื่องราวการละมานะของพระเถระผู้เรียนมากยังดำเนินต่อในหน้าถัดไป (ยังไม่จบ คาดว่าต่อ chunk ถัดไป)
- หน้า ๑๒๑–๑๒๒ พระโปฐิลเถระ "คุณใบลานเปล่า": ผู้ทรงพระไตรปิฎกแต่ขาดธรรมปฏิบัติ ได้สติจากสามเณรน้อยและอุปมาเหี้ยลงรู ๖ ช่อง จนบรรลุพระอรหัต พระโปฐิละทรงจำพระไตรปิฎกแตกฉาน สอนธรรมแก่ศิษย์นับร้อย แต่พระศาสดาทรงเรียกท่านว่า "คุณใบลานเปล่า" เพื่อกระตุ้นให้เห็นว่าความรู้ปริยัติไม่พอ ต้องปฏิบัติด้วย ท่านสังเวชใจเข้าป่าฝึกกรรมฐาน ถูกพระเถระผู้ใหญ่ปฏิเสธเพราะเห็นว่ามีมานะ จนไปหาสามเณรอายุ ๗ ขวบ ผู้สอนด้วยอุปมาเหี้ยลงรูทั้ง ๖ ให้ปิดทวารทั้งห้าเหลือมโนทวารเดียว ในที่สุดท่านบรรลุพระอรหัตด้วยพระคาถาว่าปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบความเพียร
- หน้า ๑๒๓–๑๒๖ พวกกุฏุมพีชราบวชแล้วยึดติดในอุปัฏฐากิกาผู้ล่วงลับ พระศาสดาตรัสกากชาดกเทียบเคียง สอนให้ตัดป่าคือกิเลสมิใช่ตัดต้นไม้จริง ภิกษุแก่กลุ่มหนึ่งบวชเมื่อชราจึงเรียนธรรมไม่ทัน อาศัยอุบาสิกาผู้เคยอุปถัมภ์อาหารเป็นประจำ เมื่อนางตาย ต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญเสียใจ พระศาสดาทรงเล่ากากชาดกในอดีตชาติที่ฝูงกาพยายามวิดมหาสมุทรเพื่อช่วยกาตัวเมียที่จมน้ำแต่ไม่สำเร็จ แล้วตรัสสอนว่าภัยที่แท้จริงเกิดจากป่าคือกิเลสมิใช่ต้นไม้จริง ให้ตัดกิเลสทั้งที่หยาบและละเอียด จนภิกษุเหล่านั้นบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๑๒๗–๑๓๑ ศิษย์พระสารีบุตรเรียนอสุภกรรมฐานไม่สำเร็จเพราะไม่เหมาะจริต พระศาสดาประทานดอกบัวทองแทน จนเห็นไตรลักษณ์และบรรลุอรหัต บุตรช่างทองบวชแล้วพระสารีบุตรให้อสุภกรรมฐานเพราะเห็นว่าหนุ่มมีราคะจัด แต่ปฏิบัติสามเดือนไม่ก้าวหน้า พระศาสดาทรงทราบด้วยอาสยานุสยญาณว่าอดีตชาติท่านเคยเป็นช่างทองหลอมทองคำมานาน จึงเนรมิตดอกบัวทองให้เพ่งแทนอสุภะ เมื่อดอกบัวเหี่ยวแห้งท่านเห็นอนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ จนจิตหลุดพ้นบรรลุพระอรหัต สะท้อนความสำคัญของการเลือกกรรมฐานให้เหมาะกับอัธยาศัยแต่ละบุคคล
- หน้า ๑๓๒–๑๓๕ พ่อค้าผ้าย้อมดอกคำวางแผนค้าขายยาวนานโดยไม่รู้ว่าจะตายใน ๗ วัน พระอานนท์เตือนสติ ถวายทานแล้วบรรลุโสดาบันก่อนสิ้นชีวิต พ่อค้าขนผ้าย้อมดอกคำมาขายที่สาวัตถีแต่น้ำท่วมขายไม่ได้ จึงตั้งใจอยู่ค้าขายยาวถึงปีหน้า พระศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่าเขาจะตายในอีก ๗ วัน จึงส่งพระอานนท์ไปเตือน พ่อค้าสังเวชใจ ถวายมหาทานแด่สงฆ์ตลอด ๗ วัน พระศาสดาตรัสคาถาสอนว่าคนพาลมักวางแผนระยะยาวโดยไม่คำนึงถึงความตายที่อาจมาถึงเมื่อใดก็ได้ สุดท้ายพ่อค้าบรรลุโสดาปัตติผลก่อนตายไปเกิดในดุสิต
- หน้า ๑๓๖–๑๓๘ นางกิสาโคตมีเข้าใจความตายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง หลังพระศาสดาให้หาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย ทวนเรื่องนางกิสาโคตมีผู้หาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตายไม่ได้เลยสักบ้าน ทำให้เข้าใจว่าความตายเป็นสามัญของสรรพสัตว์ พระศาสดาตรัสคาถาเปรียบมัจจุราชพัดพาคนผู้มัวเมาในบุตรและทรัพย์สินไปเหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาชาวบ้านที่หลับใหลไปจนหมด สอนไม่ให้ประมาทในชีวิตของตน นางบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด
- หน้า ๑๓๙–๑๔๑ นางปฏาจาราคลายโศกจากการสูญเสียครอบครัวทั้งหมด พระศาสดาสอนว่าบุตร บิดา ญาติต้านทานความตายไม่ได้ ต้องชำระศีลและมรรคด้วยตนเอง ทวนเรื่องนางปฏาจาราผู้สูญเสียสามี บุตร บิดามารดา และพี่ชายในคราวเดียวกัน พระศาสดาทรงสอนว่าบุตร บิดา ญาติมิตรไม่อาจต้านทานความตายให้ใครได้เลย ผู้มีปัญญาจึงควรสำรวมศีลและรีบชำระทางไปพระนิพพานด้วยตนเอง เมื่อจบเทศนานางปฏาจาราและอีกหลายคนบรรลุโสดาปัตติผล ปิดท้ายมรรควรรคที่ ๒๐ ของคาถาธรรมบท
- หน้า ๑๔๒–๑๔๔ บทรวมพระคาถาปกิณณกวรรคที่ ๒๑ ก่อนเข้าสู่การขยายความรายเรื่อง ว่าด้วยหมวดเบ็ดเตล็ดต่างๆ เช่น สุขไพบูลย์ อาสวะ และการเสพที่สงัด เป็นบทรวมพระคาถาทั้ง ๙ บทของปกิณณกวรรคที่ ๒๑ ก่อนขยายความเป็นรายเรื่องในลำดับถัดไป เนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็น เช่น การสละสุขเล็กน้อยเพื่อสุขไพบูลย์กว่า การไม่ก่อทุกข์แก่ผู้อื่นเพื่อสุขตน อาสวะที่เจริญแก่ผู้ประมาท อุปมาการฆ่ามารดาบิดาเชิงสัญลักษณ์ ความสำคัญของสติที่ระลึกถึงพระรัตนตรัย ความยากของบรรพชา และคุณค่าของการอยู่ป่าคนเดียว
- หน้า ๑๔๕–๑๕๓ ภัย ๓ อย่างในเมืองไพศาลี (ภิกษาหายาก อมนุษย์ โรคระบาด) พระศาสดาเสด็จโปรดด้วยรัตนสูตร ฝนโบกขรพรรษชะล้างซากศพ อมนุษย์หนีสิ้น เมืองไพศาลีประสบภัย ๓ อย่างคือขาดแคลนอาหาร อมนุษย์รบกวน และโรคระบาด ชาวเมืองทูลเชิญพระศาสดาจากราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทรงจัดเตรียมเส้นทางอย่างสมพระเกียรติ เมื่อเสด็จถึงฝั่งไพศาลี ฝนโบกขรพรรษตกชะล้างซากศพจนหมดสิ้น ทรงให้พระอานนท์สวดรัตนสูตรเดินรอบกำแพงเมือง น้ำมนต์ขับไล่อมนุษย์ ผู้คนหายโรค เทวดาและพญานาคร่วมสักการะตลอดทาง สะท้อนอานุภาพแห่งเมตตาธรรมและพระปริตร
- หน้า ๑๕๔–๑๕๘ ที่มาของสักการะยิ่งใหญ่ที่ไพศาลี: อดีตชาติพระพุทธเจ้าเป็นพราหมณ์ถอนหญ้าบูชาสถูปพระปัจเจกพุทธเจ้าสุสิมะ ผลบุญเล็กน้อยให้ผลไพบูลย์ พระศาสดาทรงเล่าว่าสักการะอันยิ่งใหญ่ที่ทรงได้รับที่เมืองไพศาลีมิได้เกิดจากพุทธานุภาพหรืออานุภาพเทวดา แต่เกิดจากบุญเล็กน้อยในอดีตชาติที่พระองค์เป็นสังขพราหมณ์ ถอนหญ้า เกลี่ยทราย บูชาดอกไม้ป่า และผูกธงฉัตรถวายสถูปของพระปัจเจกพุทธเจ้าสุสิมะผู้เป็นบุตรของสหายซึ่งบวชแล้วบรรลุปัจเจกโพธิญาณ จึงตรัสคาถาสอนว่าบัณฑิตควรสละสุขเล็กน้อยเพื่อพบสุขอันไพบูลย์กว่าคือพระนิพพาน
- หน้า ๑๕๙–๑๖๑ ห่วงโซ่อาฆาตข้ามภพชาติ ๕๐๐ ชาติ จากแม่ไก่-แมว-เนื้อ-เสือเหลือง สู่ยักษิณีและกุลธิดา สอนว่าเวรระงับด้วยการไม่จองเวรเท่านั้น กุมาริกาติดใจกินไข่จนแม่ไก่ผูกอาฆาต ทั้งสองเวียนว่ายเกิดเป็นคู่ศัตรูสลับกันข้ามภพชาติกว่า ๕๐๐ ชาติ ตั้งแต่แมวกับไก่ เสือเหลืองกับเนื้อ จนชาติสุดท้ายเป็นยักษิณีไล่ล่ากุลธิดาในสาวัตถี พระศาสดาชี้ว่าผู้หวังสุขเพื่อตนด้วยการก่อทุกข์แก่ผู้อื่นย่อมไม่พ้นเวร เมื่อฟังธรรมยักษิณีตั้งอยู่ในสรณะและศีลห้า ส่วนกุลธิดาบรรลุโสดาปัตติผล เวรจึงระงับได้ด้วยการไม่จองเวรตอบเท่านั้น
- หน้า ๑๖๒–๑๖๔ ภิกษุชาวภัททิยะหมกมุ่นประดับเขียงเท้าจนละทิ้งกิจสงฆ์ พระศาสดาตำหนิและสอนว่าอาสวะเจริญแก่ผู้ประมาททำสิ่งไม่ควรทำ ภิกษุกลุ่มหนึ่งในนครภัททิยะหมกมุ่นตกแต่งเขียงเท้าและเครื่องใช้หลายแบบ จนละเลยการเรียนธรรม ไต่ถาม และภาวนา พระศาสดาทรงตำหนิว่าพวกเธอมาบวชด้วยกิจอย่างหนึ่งแต่กลับขวนขวายอีกอย่างหนึ่ง แล้วตรัสคาถาสอนว่าอาสวะย่อมเจริญแก่ผู้ทิ้งกิจที่ควรทำไปทำสิ่งไม่ควรทำด้วยความประมาท ส่วนผู้มีสติระลึกถึงกายเป็นนิตย์และทำกิจที่ควรทำเนืองๆ อาสวะย่อมเสื่อมสิ้นไป ภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตในที่สุด
- หน้า ๑๖๕–๑๖๘ อุปมา "ฆ่ามารดาบิดา ฆ่ากษัตริย์สอง ฆ่าแว่นแคว้นพร้อมเจ้าพนักงาน" หมายถึงตัดตัณหา มานะ ทิฏฐิ อายตนะ และนิวรณ์ด้วยอรหัตมรรค พระศาสดาตรัสถึงพระลกุณฏกภัททิยเถระผู้มีรูปร่างเล็กว่า "ฆ่ามารดาบิดาแล้วเป็นพราหมณ์ไม่มีทุกข์" ทำให้ภิกษุสงสัย จึงทรงอธิบายเป็นสัญลักษณ์ว่าตัณหาคือมารดา อัสมิมานะคือบิดา สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิคือกษัตริย์สองพระองค์ อายตนะสิบสองคือแว่นแคว้น ความกำหนัดคือเจ้าพนักงานเก็บส่วย และนิวรณ์ห้ามีวิจิกิจฉาเป็นที่ห้าคือหนทางเสือโคร่ง ผู้ตัดสิ่งเหล่านี้ด้วยอรหัตมรรคญาณย่อมไม่มีทุกข์อีกต่อไป
- หน้า ๑๖๙–๑๗๕ เด็กชายผู้เจริญพุทธานุสสติรอดพ้นจากอมนุษย์ในป่าช้ายามค่ำคืน พระศาสดาทรงแสดงฐานะ ๖ คือสติที่ตั้งมั่นในพุทธ ธรรม สงฆ์ กาย เมตตา ภาวนา เด็กชายผู้สั่งสมพุทธานุสสติจากการเล่นขลุบ นอนอยู่ใต้เกวียนใกล้ป่าช้าคนเดียวยามค่ำคืน อมนุษย์ตนหนึ่งคิดจะกินเป็นอาหารแต่กลัวภัยถอยไปเมื่อเด็กเปล่งวาจา "นโม พุทฺธสฺส" อมนุษย์อีกตนช่วยปกป้องและนำอาหารจากวังมาเลี้ยงจนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโจร เมื่อไต่สวนความจริงพระราชาจึงพาไปเฝ้าพระศาสดา ผู้ทรงแสดงฐานะ ๖ คือสติระลึกถึงพุทธ ธรรม สงฆ์ กาย อหิงสา และภาวนาเป็นนิตย์ว่าเป็นเครื่องคุ้มครองแท้จริง เด็กพร้อมบิดามารดาบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๑๗๖–๑๗๗ ภิกษุโอรสเจ้าวัชชีบวชแล้วอยู่ป่าคนเดียว ได้ยินเสียงมหรสพยามค่ำคืนในไพศาลีจนคร่ำครวญน้อยใจ เทวดาปลอบให้เกิดสังเวช (เรื่องเริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงนี้) ภิกษุผู้เคยเป็นราชโอรสแห่งแคว้นวัชชีสละราชสมบัติออกบวช อยู่ในป่ามหาวันใกล้ไพศาลี คืนหนึ่งได้ยินเสียงมหรสพครึกครื้นทั่วเมืองที่กำลังฉลองพระจันทร์เต็มดวง เกิดความไม่ยินดีในเพศบรรพชิต คร่ำครวญว่าตนเลวกว่าใครในโลก เทวดาผู้สิงในป่ากล่าวคาถาปลอบให้เห็นว่าท่านกลับเป็นที่อิจฉาของผู้อื่นดุจสัตว์นรกอิจฉาผู้ไปสวรรค์ ทำให้เกิดความสังเวชและเข้าเฝ้าพระศาสดาในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะทรงแสดงทุกข์ ๕ อย่างต่อไป (เนื้อหาต่อในหน้าถัดไปนอกช่วงข้อมูลนี้)
- หน้า ๑๗๘–๑๗๙ ภิกษุวัชชีบุตรเปล่าเปลี่ยวในป่าฟังเสียงมหรสพแล้วสังเวช พระศาสดาทรงแสดงทุกข์ ๕ อย่างของฆราวาส ภิกษุผู้เคยเป็นราชโอรสวัชชี บวชอยู่ป่าใกล้ไพศาลี คืนหนึ่งได้ยินเสียงมหรสพครึกครื้นทั่วเมือง รู้สึกเปล่าเปลี่ยวเหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า จนเปล่งวาจาคร่ำครวญ เทวดาที่สิงในป่ากล่าวคาถาให้เกิดความสังเวชยิ่งขึ้นแล้วไปกราบทูลพระศาสดา พระองค์จึงทรงแสดงทุกข์ ๕ ประการของชีวิตฆราวาส ได้แก่ บวชยาก ยินดียาก ครองเรือนไม่ดีเป็นทุกข์ อยู่ร่วมกับผู้ไม่เสมอกันเป็นทุกข์ และผู้เดินทางไกล(วัฏฏะ)ถูกทุกข์ติดตาม จบเทศนาภิกษุนั้นบรรลุพระอรหัต
- หน้า ๑๘๐–๑๘๑ จิตตคฤหบดีผู้มีศรัทธาศีลบริบูรณ์ ย่อมได้รับการบูชาไม่ว่าไปแห่งใด พระอานนท์ทูลถามว่าลาภสักการะที่เกิดแก่จิตตคฤหบดีนั้นเกิดเฉพาะเมื่อมาเฝ้าพระศาสดาหรือไปที่อื่นก็เกิดเหมือนกัน พระศาสดาตรัสว่าอุบาสกผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล ประกอบด้วยยศและโภคะ ไปประเทศใดย่อมได้รับการบูชาในที่นั้นเสมอเพราะคุณธรรมภายในเป็นเหตุ ไม่ใช่เพราะสถานที่ จบเทศนาชนเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๑๘๒–๑๘๙ นางจูฬสุภัททาธิดาอนาถบิณฑิกเศรษฐี แต่งงานเข้าตระกูลมิจฉาทิฏฐิ แสดงคุณพระรัตนตรัยจนนิมนต์พระศาสดาข้ามแดนได้สำเร็จ อนาถบิณฑิกเศรษฐีทำกติกากับอุคคเศรษฐีชาวอุคคนครไว้แต่หนุ่มว่าจะยกบุตรธิดาให้กัน จึงยกนางจูฬสุภัททาให้บุตรอุคคเศรษฐีผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อพ่อผัวให้ไหว้ชีเปลือย นางปฏิเสธจนต้องอธิบายคุณสมณะแท้แก่แม่ผัว แล้วนิมนต์พระพุทธเจ้าและสงฆ์ข้ามระยะทาง ๑๒๐ โยชน์โดยส่งดอกมะลิขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณ ท้าวสักกะให้วิสสุกรรมเนรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลังรับเสด็จ อุคคเศรษฐีเลื่อมใสถวายทานตลอด ๗ วัน สัตว์ ๘๔,๐๐๐ บรรลุธรรม แสดงหลักธรรมว่าสัตบุรุษย่อมปรากฏแม้อยู่ไกลเหมือนภูเขาหิมพานต์
- หน้า ๑๙๐–๑๙๑ พระเถระเอกวิหารีผู้อยู่ผู้เดียวเป็นนิจ พระศาสดาทรงสรรเสริญวิเวกและการทรมานตนโดยลำพัง พระเถระรูปหนึ่งได้ชื่อว่าเอกวิหารีเพราะนั่ง เดิน ยืน อยู่แต่ผู้เดียวเป็นปกติ ภิกษุกราบทูลพระศาสดา พระองค์ประทานสาธุการและตรัสอานิสงส์แห่งวิเวก สอนว่าภิกษุพึงเสพที่นั่งที่นอนคนเดียว ไม่เกียจคร้าน ทรมานตนเอง ยินดียิ่งในป่าที่สงัดจากเสียงรบกวน เพราะผู้อยู่พลุกพล่านย่อมทรมานตนไม่สำเร็จ จบเทศนาภิกษุจำนวนมากบรรลุโสดาปัตติผล และตั้งแต่นั้นมหาชนปรารถนาการอยู่คนเดียว
- หน้า ๑๙๒–๑๙๔ สรุปพระคาถานิรยวรรคที่ ๒๒ ว่าด้วยกรรมชั่วนำสัตว์สู่นรก ก่อนเข้าสู่วรรณนาอรรถกถา หมวดคาถาบาลีแปล ๙ คาถาต้นวรรค กล่าวถึงเหตุแห่งนรก เช่น การพูดเท็จ ภิกษุทุศีลนุ่งห่มผ้ากาสาวะ การเสพภรรยาผู้อื่น การประพฤติสมณธรรมย่อหย่อน กรรมชั่วเผาผลาญในภายหลัง การรักษาตนดุจรักษาปัจจันตนคร และความเห็นผิดเรื่องสิ่งควรกลัวไม่ควรกลัวนำไปสู่ทุคติ เป็นบทนำก่อนอรรถกถาอธิบายเรื่องราวประกอบคาถาแต่ละบทในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๙๕–๒๐๐ เดียรถีย์วางแผนใช้นางสุนทรีใส่ร้ายพระศาสดาแล้วฆ่านางซุกศพใกล้พระคันธกุฎี ความจริงปรากฏภิกษุพ้นข้อกล่าวหา เมื่อลาภสักการะของพระพุทธเจ้าเจริญรุ่งเรือง พวกอัญญเดียรถีย์อิจฉาริษยาจึงร่วมมือกับนางปริพาชิกาสุนทรี ให้แสร้งเดินเข้าออกพระเชตวันแล้วอ้างว่าค้างคืนกับพระสมณโคดม จากนั้นจ้างนักเลงฆ่านางซุกไว้ใกล้พระคันธกุฎี ใส่ร้ายว่าพระสาวกฆ่าปิดบังความผิดของพระศาสดา ทำให้มหาชนด่าว่าภิกษุทั่วเมือง ภายหลังนักเลงเมาสุราแตกความลับ พระราชาจับพวกเดียรถีย์มาลงโทษประหารชีวิต พระศาสดาตรัสว่าผู้พูดเท็จและผู้ปฏิเสธกรรมที่ทำย่อมเข้าถึงนรกเสมอกัน
- หน้า ๒๐๑–๒๐๒ พระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตร่างกระดูกจากยอดเขาคิชฌกูฏ พระศาสดาทรงแสดงผลกรรมของภิกษุลามกผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวะ พระมหาโมคคัลลานะลงจากภูเขาคิชฌกูฏพร้อมพระลักขณเถระ เห็นอัตภาพเนรยิกสัตว์มีเปรตร่างกระดูกจึงยิ้ม แต่รอทูลถามพระศาสดาก่อนจึงเล่าที่เห็นแก่สหธรรมิก พระศาสดาทรงยืนยันว่าสัตว์เหล่านั้นเคยบวชในศาสนาพระกัสสปทศพลแต่ประพฤติลามกไม่สำรวม จึงตรัสว่าผู้มีคอพันผ้ากาสาวะแต่มีธรรมลามกย่อมเข้าถึงนรกเพราะกรรมของตนเอง แล้วยังไหม้ในเปรตวิสัยต่อเนื่องเพราะกรรมที่เหลือ จบเทศนาชนบรรลุโสดาปัตติผลจำนวนมาก
- หน้า ๒๐๓–๒๐๔ ภิกษุแห่งลุ่มน้ำวัคคุมุทากล่าวคุณอุตตริมนุสสธรรมของกันและกันเพื่อลาภ พระศาสดาตรัสว่าก้อนเหล็กร้อนยังดีกว่าฉันข้าวด้วยความทุศีล ภิกษุกลุ่มหนึ่งซึ่งจำพรรษาที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทากล่าวยกย่องคุณวิเศษของกันและกันแก่คฤหัสถ์เพื่อประโยชน์แก่ปากท้อง เป็นเหตุแห่งอาบัติปาราชิกฐานอวดอุตตริมนุสสธรรม พระศาสดาทรงติเตียนแล้วตรัสว่าภิกษุกลืนกินก้อนเหล็กร้อนดุจเปลวไฟยังดีกว่าภิกษุทุศีลไม่สำรวมบริโภคก้อนข้าวที่ชาวบ้านถวายด้วยศรัทธา เพราะก้อนเหล็กทำให้อัตภาพเดียวถูกไฟไหม้ แต่การบริโภคของศรัทธาโดยไม่สำรวมทำให้ไหม้นรกนับร้อยชาติ
- หน้า ๒๐๕–๒๐๘ เขมกะหลานอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นนักเลงเจ้าชู้ถูกจับ ๓ ครั้ง พระศาสดาทรงแสดงโทษ ๔ ประการของการเสพภรรยาผู้อื่น นายเขมกะรูปงามถูกหญิงหลงใหลและมักเสพภรรยาผู้อื่นจนถูกราชบุรุษจับถึง ๓ ครั้งแต่พระราชาปล่อยเพราะเกรงใจตระกูล อนาถบิณฑิกเศรษฐีพาไปเฝ้าพระศาสดา พระองค์ตรัสว่าผู้ประมาทเสพภรรยาคนอื่นย่อมถึงฐานะ ๔ คือได้บาป นอนไม่เป็นสุข ถูกนินทา และตกนรก พร้อมเล่าบุรพกรรมของเขมกะที่เคยตั้งความปรารถนาไว้ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าให้หญิงอื่นกำหนัดตน จบเทศนาเขมกะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๐๙–๒๑๑ ภิกษุเด็ดหญ้าโดยไม่แกล้งแล้วเกิดความรังเกียจ พระศาสดาทรงแสดงว่าสมณธรรมที่ทำย่อหย่อนไม่มีผลมาก ภิกษุรูปหนึ่งเด็ดหญ้าโดยไม่ตั้งใจแล้วเกิดความสงสัยในอาบัติ ไปถามภิกษุอื่นซึ่งตอบว่าไม่มีโทษแต่ควรแสดงอาบัติเพื่อความสบายใจ ภิกษุผู้ถูกถามกลับถอนหญ้าเองโดยไม่ระวังเสียเอง พระศาสดาทรงติเตียนแล้วตรัสว่าคุณเครื่องสมณะที่บุคคลจับไม่ดีย่อมคร่าไปนรกดุจหญ้าคาบาดมือผู้จับไม่ดี การงานย่อหย่อน วัตรเศร้าหมอง พรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ ล้วนไม่มีผลมาก ควรทำกรรมที่ทำให้จริงจังมั่นคง จบเทศนาภิกษุนั้นบรรลุพระอรหัตในภายหลัง
- หน้า ๒๑๒–๒๑๓ หญิงขี้หึงทำร้ายทาสรับใช้ที่ผัวเป็นชู้แล้วปกปิดพาผัวไปวัด พระศาสดาตรัสว่ากรรมชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง หญิงคนหนึ่งจับหญิงรับใช้ที่สามีลอบสัมพันธ์ด้วยมามัดตัดหูตัดจมูกแล้วขังไว้ จากนั้นชวนสามีไปวัดฟังธรรมเพื่อปกปิดความผิด แต่ญาติมาพบและช่วยปล่อยหญิงรับใช้ซึ่งไปกราบทูลพระศาสดา พระองค์ตรัสว่าไม่ควรทำทุจริตแม้เล็กน้อยเพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ กรรมชั่วที่ปกปิดย่อมเผาผลาญใจในภายหลังเสมอ ส่วนกรรมดีย่อมนำความปราโมทย์มาให้แม้ไม่มีใครรู้ จบเทศนาทั้งอุบาสกและหญิงนั้นบรรลุโสดาปัตติผล และหญิงรับใช้ได้รับอิสรภาพ
- หน้า ๒๑๔–๒๑๖ ภิกษุอาคันตุกะจำพรรษาในปัจจันตนครที่ถูกโจรปล้นไม่มีผู้อุปัฏฐาก พระศาสดาสอนให้รักษาตนดุจรักษาเมืองชายแดน ภิกษุกลุ่มหนึ่งจำพรรษาในปัจจันตนครมีความสุขเพียงเดือนแรก จากนั้นถูกโจรปล้นทำให้ชาวบ้านมัวปฏิสังขรณ์เมืองจนไม่มีเวลาอุปัฏฐากภิกษุ เมื่อออกพรรษาไปเฝ้าพระศาสดาเล่าความลำบาก พระองค์ปลอบว่าความสุขตลอดกาลหาได้ยาก แล้วสอนให้ภิกษุรักษาอัตภาพดุจชาวเมืองรักษาป้อมปราการทั้งภายในภายนอก อย่าให้ขณะอันประเสริฐแห่งการเกิดพบพระพุทธศาสนาผ่านพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ มิฉะนั้นจะเศร้าโศกในนรก จบเทศนาภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตผล
- หน้า ๒๑๗–๒๑๙ ภิกษุเปรียบนิครนถ์กับชีเปลือยเรื่องความละอาย เดียรถีย์แก้ตัวว่าปกปิดเพราะกลัวฝุ่นเปื้อนอาหาร พระศาสดาทรงแสดงความเห็นผิดเรื่องสิ่งควรและไม่ควรละอาย ภิกษุสนทนากันว่านิครนถ์ที่ปกปิดร่างกายด้านหน้ายังดูมีความละอายกว่าชีเปลือย แต่นิครนถ์แก้ว่าที่ปกปิดเพราะกลัวฝุ่นละอองปนเปื้อนอาหารในบาตร ไม่ใช่เพราะละอาย ภิกษุนำความไปกราบทูล พระศาสดาตรัสว่าสัตว์ที่ละอายในสิ่งไม่ควรละอาย แต่ไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอายจริง(คือองค์ที่ยังหิริให้กำเริบ) ชื่อว่าสมาทานมิจฉาทิฏฐิย่อมถึงทุคติแน่แท้ จบเทศนานิครนถ์จำนวนมากมีใจสังเวชแล้วบวชในพระศาสนา
- หน้า ๒๒๐–๒๒๒ บุตรเดียรถีย์ถูกห้ามไหว้พระศาสดาแต่แอบดื่มน้ำในพระเชตวันจนศรัทธา พระศาสดาทรงแสดงความเห็นผิดถูกเรื่องสิ่งมีโทษไม่มีโทษ สาวกเดียรถีย์สั่งบุตรไม่ให้ไหว้พระภิกษุศากยบุตรหรือเข้าวิหาร แต่วันหนึ่งบุตรเหล่านั้นกระหายน้ำจึงส่งเพื่อนไปขอน้ำในพระเชตวัน พระศาสดาทรงเรียกเด็กทุกคนมาดื่มน้ำ แสดงธรรมให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์และศีล บิดามารดาโกรธในตอนแรกแต่ภายหลังยอมรับและนำบุตรมาถวายแด่พระศาสดาเอง พระองค์ตรัสว่าสัตว์ผู้เห็นผิดว่าธรรมมีโทษเป็นไม่มีโทษหรือกลับกัน ชื่อว่าถือมิจฉาทิฏฐิย่อมไปทุคติ จบเทศนาทุกคนตั้งอยู่ในสรณะ ๓ แล้วภายหลังบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๒๓–๒๒๕ สรุปพระคาถานาควรรคที่ ๒๓ ว่าด้วยการฝึกตนดุจฝึกช้างและอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน หมวดคาถาบาลีแปล ๘ คาถาต้นวรรค เปรียบพระศาสดาดุจช้างศึกอดทนลูกศร กล่าวถึงคุณค่าของตนที่ฝึกดีแล้วเหนือกว่าสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้ว อุปมาช้างธนปาลกะที่ดุร้ายไม่ยอมกินอาหารเพราะคิดถึงป่า เตือนเรื่องคนเกียจคร้านกินมากนอนมากเหมือนสุกรอ้วน สอนให้ข่มจิตด้วยโยนิโสมนสิการดุจควาญช้างข่มช้างซับมัน และแนะนำให้เลือกคบสหายมีปัญญาหรือเที่ยวไปคนเดียวดีกว่าคบคนพาล เป็นบทนำก่อนอรรถกถาขยายความในหน้าถัดไป
- หน้า ๒๒๖–๒๓๐ พระนางมาคันทิยาจ้างชาวเมืองด่าพระศาสดาด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ พระอานนท์ทูลให้หนีแต่พระองค์ทรงอดทนดุจช้างศึก พระนางมาคันทิยาแค้นที่ทำอันตรายพระนางสามาวดีไม่สำเร็จ จึงจ้างชาวเมืองโกสัมพีด่าบริภาษพระศาสดาด้วยถ้อยคำหยาบ ๑๐ ประการขณะเสด็จบิณฑบาต พระอานนท์ทูลขอให้เสด็จหนีไปเมืองอื่น แต่พระศาสดาตรัสว่าหากไปที่ไหนก็จะถูกด่าอีก ควรให้อธิกรณ์สงบในที่ที่เกิดขึ้นก่อน แล้วตรัสว่าจะทรงอดทนคำล่วงเกินดุจช้างศึกอดทนลูกศรที่มาจากสี่ทิศ เพราะคนทุศีลมีมาก ผู้ฝึกตนดีแล้วย่อมประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วทั้งปวง จบเทศนาชาวเมืองที่รับสินจ้างด่าทั้งหมดบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๓๑–๒๓๒ อดีตควาญช้างผู้บวชแนะนายหัตถาจารย์ฝึกช้างสำเร็จ พระศาสดาทรงติเตียนว่าการฝึกตนประเสริฐกว่าฝึกสัตว์พาหนะ ภิกษุรูปหนึ่งเคยเป็นนายหัตถาจารย์ เห็นควาญช้างฝึกช้างไม่สำเร็จจึงแนะให้แทงช้างตรงจุดหนึ่งจนฝึกได้สำเร็จ ภิกษุอื่นนำความไปกราบทูล พระศาสดาทรงติเตียนว่าไม่มีประโยชน์ใดจากยานพาหนะที่ฝึกแล้วเช่นช้างม้า เพราะไม่มีใครไปถึงที่ที่ไม่เคยไปได้ด้วยยานเหล่านั้น มีแต่ผู้ฝึกตนดีแล้วเท่านั้นที่ไปถึงพระนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปได้ ทรงสอนให้ภิกษุนั้นมุ่งฝึกตนแทนการฝึกสัตว์ จบเทศนาชนเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๓๓–๒๓๔ พราหมณ์เฒ่ายกทรัพย์ให้บุตร ๔ คนจนหมดตัวแล้วถูกทอดทิ้ง ต้องเที่ยวขอทานก่อนตัดสินใจไปเฝ้าพระสมณโคดม (เรื่องยังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป) พราหมณ์มีทรัพย์ ๘ แสนแบ่งให้บุตร ๔ คนคนละแสนเมื่อแต่งงาน เมื่อภรรยาตาย บุตรกลัวพ่อจะได้เมียใหม่มาแบ่งสมบัติจึงชวนกันดูแลพ่อจนพ่อยกทรัพย์ที่เหลือให้อีกคนละแสน แต่หลังจากนั้นบุตรคนโตดูแลเพียง ๒-๓ วันก็ทอดทิ้ง ลูกสะใภ้แต่ละบ้านผลัดกันขับไล่จนพราหมณ์ไม่มีที่พึ่ง ต้องบวชเป็นชีปะขาวเที่ยวขอทาน สุดท้ายคิดถึงกิตติศัพท์ว่าพระสมณโคดมมีพระพักตร์เบิกบานต้อนรับดี จึงตัดสินใจเดินทางไปเข้าเฝ้า เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดจาก 234
- หน้า ๒๓๕–๒๔๑ เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า: บุตร ๔ คนทอดทิ้งบิดาหลังยกทรัพย์ให้หมด พระศาสดาสอนคาถาให้กล่าวจนบุตรกลับมาเลี้ยงดูและทั้งครอบครัวบรรลุโสดาบัน พราหมณ์เฒ่าแบ่งทรัพย์ทั้งหมดให้บุตร ๔ คนตามคำขอ แต่กลับถูกลูกสะใภ้ไล่จนต้องเที่ยวขอทาน จึงมาเฝ้าพระศาสดา ทรงสอนคาถาเปรียบบุตรอกตัญญูดุจรากษสให้ไปกล่าวในที่ประชุมพราหมณ์ บุตรกลัวถูกสังคมประณามจึงกลับมาเลี้ยงดูดี พราหมณ์ซาบซึ้งถวายภัตแด่พระศาสดา ภายหลังทรงเล่ามาตุโปสกนาคชาดกเรื่องช้างกตัญญูประกอบ จบด้วยพราหมณ์และบุตรลูกสะใภ้ทั้งหมดบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๒๔๒–๒๔๔ เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล: เสวยจุจนง่วงซึม พระศาสดาสอนอุบายลดอาหารด้วยคาถาที่ให้อุตตรมาณพท่องก่อนเสวยทุกมื้อ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวมากจนง่วงซึมทุกครั้ง เสด็จมาเฝ้าพระศาสดาด้วยพระอาการอิดโรย พระองค์ทรงเปรียบผู้บริโภคจุกับสุกรอ้วนที่นอนหมกอยู่กับที่ไม่อาจพิจารณาไตรลักษณ์ได้ แล้วประทานคาถาให้อุตตรมาณพท่องเตือนพระราชาทุกมื้อเสวยจนทรงลดพระกระยาหารได้ ทำให้มีพระวรกายเบาสำราญ และถวายอสทิสทานเป็นเวลา ๗ วัน
- หน้า ๒๔๕–๒๕๑ เรื่องสานุสามเณร: ยักษิณีผู้เคยเป็นมารดาเข้าสิงกายเพื่อขัดขวางการสึก มารดาโลกีย์คร่ำครวญจนสามเณรตัดสินใจไม่สึกและอุปสมบท สามเณรสานุมีศีลดี หมั่นให้ส่วนบุญแก่มารดาที่ตายไปเกิดเป็นยักษิณี เมื่อเธอกระสันจะสึกและไปหามารดาที่บ้าน ยักษิณีจึงเข้าสิงกายให้ล้มชักจนเกือบตายเพื่อกันมิให้สึก มารดามนุษย์คร่ำครวญเปรียบเธอเป็นดุจภัณฑะที่ถูกช่วยออกจากไฟไหม้แล้วยังอยากกลับเข้าไปอีก สามเณรสำนึกได้ ไม่สึก อุปสมบทและได้ฟังคาถาเรื่องการข่มจิตดุจควาญช้างข่มช้างซับมัน
- หน้า ๒๕๒–๒๕๓ เรื่องช้างชื่อปาเวรกะ: ช้างแก่ชราติดหล่มแต่ใช้กำลังถอนตนขึ้นได้ พระศาสดาสอนภิกษุให้ถอนตนจากหล่มกิเลสด้วยความไม่ประมาท ช้างปาเวรกะของพระเจ้าโกศลเมื่อชราถูกกำลังลมเบียดจนตกหล่ม แต่เมื่อได้ยินเสียงกลองศึกก็ลุกขึ้นจากหล่มได้ด้วยเชื้อชาติมานะ พระศาสดาทรงเปรียบเทียบกับภิกษุที่จมอยู่ในหล่มกิเลส สอนให้ยินดีในความไม่ประมาท รักษาจิตตน และถอนตนขึ้นจากกิเลสดุจช้างถอนตนจากเปือกตม จบเทศนาภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตผล
- หน้า ๒๕๔–๒๕๙ เรื่องสัมพหุลภิกษุ: ช้างปาลิไลยกะอุปัฏฐากพระศาสดาที่ป่ารักขิตะ ทรงสอนภิกษุ ๕๐๐ รูปว่าเที่ยวไปคนเดียวประเสริฐกว่าคบพาล ดุจช้างมาตังคะละโขลง ระหว่างประทับที่ป่ารักขิตะโดยลำพัง มีช้างปาลิไลยกะคอยอุปัฏฐากดูแล เมื่อภิกษุ ๕๐๐ รูปตามพระอานนท์มาเฝ้าและสงสัยว่าพระองค์ทรงลำบากหรือไม่ พระศาสดาตรัสว่าถ้าไม่ได้สหายผู้มีปัญญาดี การเที่ยวไปคนเดียวย่อมประเสริฐกว่า ดุจพระราชาที่สละแว่นแคว้นหรือช้างมาตังคะที่ละโขลงเที่ยวไปในป่าตามลำพัง เพราะคุณธรรมแห่งสหายไม่มีในคนพาล จบเทศนาภิกษุทั้ง ๕๐๐ บรรลุพระอรหัตผล
- หน้า ๒๖๐–๒๖๕ เรื่องมาร: มารทูลยุให้พระศาสดาทรงครองราชสมบัติเพื่อหวังโอกาสจากความประมาท ทรงแสดงคาถาว่าด้วยเหตุแห่งความสุขต่างๆ ในโลก มารทราบพระปริวิตกของพระศาสดาเรื่องการปกครองโดยธรรม จึงทูลยุให้ทรงครองราชสมบัติโดยหวังใช้ความประมาทแห่งอำนาจเป็นช่องทางหาโอกาส พระองค์ทรงตัดพ้อว่าแม้ภูเขาทองคำสองเท่าก็ไม่พอแก่คนคนเดียว แล้วตรัสคาถาว่าด้วยเหตุแห่งความสุขนานัปการ เช่น มีสหายยามมีกิจ ความสันโดษ บุญ การเกื้อกูลมารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ศีล ศรัทธา ปัญญา และการไม่ทำบาป
- หน้า ๒๖๖–๒๗๐ พระคาถาตัณหาวรรคที่ ๒๔: ว่าด้วยธรรมชาติของตัณหาที่ผูกมัดสรรพสัตว์ไว้ในวัฏสงสารดุจเถาวัลย์และกระแสน้ำเชี่ยว รวมพระคาถา ๑๒ บทเปรียบตัณหาดุจเถาย่านทรายที่เจริญงอกงามในผู้ประมาท ดุจรากไม้ที่แม้ถูกตัดก็งอกใหม่หากยังไม่ถูกถอนหมดสิ้น สอนให้ขุดรากตัณหาด้วยปัญญา เปรียบสัตว์ที่ติดตัณหาดุจแมลงมุมติดใยที่ตนเองสร้างหรือกระต่ายติดกับดักนายพราน และยืนยันว่าธรรมทานและความสิ้นตัณหาย่อมชนะทุกสิ่ง ปิดท้ายว่าทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากราคะโทสะโมหะย่อมมีผลมาก
- หน้า ๒๗๑–๒๘๐ เรื่องปลาชื่อกปิละ: ภิกษุผู้เมาลาภยศทำลายศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้าจนตกนรกแล้วเกิดเป็นปลาสีทองปากเหม็น สนทนากับพระศาสดาก่อนดิ่งสู่นรกอีกครั้ง กปิละภิกษุผู้ทรงจำพระไตรปิฎกแต่หลงมัวเมาลาภสักการะ กล่าวตู่ธรรมวินัยจนถูกภิกษุพี่ชายตักเตือนไม่ฟัง สุดท้ายด่าทอสงฆ์และทำลายพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า ตายไปเกิดในอเวจี แล้วเกิดเป็นปลาทองปากเหม็นด้วยเศษวิบาก พระราชานำมาถวายพระศาสดา เมื่อปลาสนทนากราบทูลว่าจะกลับไปอเวจีอีก ก็เอาศีรษะฟาดเรือตายทันที พระศาสดาจึงตรัสกปิลสูตรและคาถาเรื่องตัณหาเตือนมหาชน จบด้วยบุตรชาวประมง ๕๐๐ คนออกบวช
- หน้า ๒๘๑–๒๘๙ เรื่องนางลูกสุกร: พระศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์เห็นนางลูกสุกร ตรัสเล่าบุรพกรรม ๑๓ ภพจากแม่ไก่สู่ราชธิดาจนถึงสุกรและการบรรลุอรหัตของพระสุมนาเถรี พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นนางลูกสุกรกินคูถแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสเล่าบุรพกรรมว่าเดิมเป็นแม่ไก่ฟังธรรมแล้วเกิดเป็นราชธิดาอุพพรีผู้ได้ปฐมฌานจากการเห็นหมู่หนอน แต่สับสนคติกลับมาเกิดเป็นสุกร ทรงแสดงคาถาเปรียบตัณหาดุจรากไม้ที่ตัดแล้วงอกใหม่หากยังไม่ถูกถอนถึงราก ต่อมานางลูกสุกรเวียนเกิดอีกหลายภพจนเป็นพระสุมนาเถรีผู้ระลึกชาติได้และบรรลุพระอรหัตก่อนปรินิพพาน
- หน้า ๒๙๐–๒๙๑ เรื่องวิพภันตกภิกษุ: อดีตผู้ได้ฌาน ๔ สึกไปเป็นโจรจนถูกจับจะประหาร แต่ระลึกกัมมัฏฐานได้ฌานคืนจึงไม่หวั่นกลัวความตาย (เนื้อเรื่องต่อในหน้าถัดไป) ภิกษุศิษย์พระมหากัสสปเถระผู้เคยได้ฌาน ๔ เกิดหลงรักหญิงในเรือนลุงจึงสึกออกไป แล้วกลายเป็นโจรเลี้ยงชีพจนถูกราชบุรุษจับมัดเฆี่ยนนำไปประหาร พระอุปัชฌาย์พบระหว่างบิณฑบาตจึงเตือนให้ระลึกถึงกัมมัฏฐานเดิม เขาได้จตุตถฌานกลับคืนมาจึงไม่หวั่นไหวแม้ถูกจับนอนบนหลาว มหาชนแตกตื่นในความไม่กลัวของเขา เนื้อเรื่องยังไม่จบในหน้า ๒๙๑ ต่อเนื่องไปยัง chunk ถัดไป
- หน้า ๒๙๒ เรื่องวิพภันตกภิกษุ: ภิกษุสึกไปเป็นโจร ถูกจับจะประหาร พระมหากัสสปะแนะให้ระลึกกัมมัฏฐานจนคืนฌาน ฟังธรรมบรรลุอรหัตบนหลาว ภิกษุสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระสึกเพราะหลงรักหญิงในเรือนลุงตน ต่อมาเป็นโจรถูกจับจะประหารชีวิต พระเถระแนะให้ระลึกถึงกัมมัฏฐานเดิมจนได้จตุตถฌานอีกครั้งจึงไม่หวาดกลัวความตาย พระศาสดาทรงแสดงธรรมว่าผู้พ้นจากอาลัยแล้วยังวิ่งกลับเข้าหาอาลัยอีกเป็นเรื่องน่าเตือนใจ เขาฟังธรรมบนปลายหลาวจนบรรลุโสดาบันแล้วเหาะมาเฝ้าพระศาสดาบวชและบรรลุอรหัต
- หน้า ๒๙๓–๒๙๗ เรื่องเรือนจำ: พระศาสดาตรัสว่าเครื่องจองจำคือกิเลสตัณหาในทรัพย์บุตรภรรยามั่นคงยิ่งกว่าโซ่ตรวน พร้อมชาดกบัณฑิตผู้ตัดใจบวชสำเร็จ ภิกษุเห็นโจรถูกจองจำด้วยขื่อคาเชือกตรวนแล้วทูลถามพระศาสดา พระองค์ตรัสว่าเครื่องจองจำคือกิเลสตัณหาในทรัพย์ บุตร ภรรยา แก้วมณีเครื่องประดับ มั่นคงกว่าเครื่องจองจำภายนอกยิ่งนักเพราะตัดได้ยากแม้ไม่บาดผิวหนัง ทรงยกอดีตนิทานบัณฑิตผู้ต้องเลี้ยงมารดาแล้วถูกภรรยาผูกมัดด้วยการตั้งครรภ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องหนีไปบวชในป่าหิมพานต์จึงสำเร็จ
- หน้า ๒๙๘–๓๐๑ เรื่องพระนางเขมา: ทรงหลงใหลในรูปโฉมของตน พระศาสดาทรงเนรมิตหญิงงามแล้วแสดงความเสื่อมของรูปจนเหลือแต่กระดูก ทรงบรรลุโสดาบันและอรหัต พระนางเขมาอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารทรงหลงมัวเมาในรูปโฉมตน ไม่ยอมเข้าเฝ้าพระศาสดาเพราะเกรงถูกตำหนิเรื่องรูป พระราชาจึงให้ขับเพลงชมสวนเวฬุวันล่อพระทัย พระศาสดาทรงเนรมิตหญิงงามยืนถวายงานแล้วค่อยแสดงความเสื่อมของวัยจนเหลือแต่โครงกระดูก พระนางเห็นแล้วสลดพระทัยว่ารูปหาสาระมิได้ ฟังธรรมบรรลุโสดาบันแล้วบรรลุอรหัตในเวลาต่อมา
- หน้า ๓๐๒–๓๑๐ เรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน: หลงใหลนางนักฟ้อนจนออกเรียนกายกรรม สุดท้ายฟังธรรมบนไม้แป้นสูง ๖๐ ศอกบรรลุอรหัต อุคคเสนบุตรเศรษฐีหลงรักธิดานักหกคะเมนจนยอมออกจากเรือนไปเรียนศิลปะกายกรรมกับพ่อตา ภายหลังภรรยาแต่งเพลงเย้ยว่าเป็นเพียงคนบ้านนอก เขาจึงกลับมาแสดงศิลปะที่ราชคฤห์ พระศาสดาทรงทราบอุปนิสัยจึงส่งพระโมคคัลลานะไปเชื้อเชิญให้แสดง แล้วตรัสคาถาให้ปล่อยวางความอาลัยในขันธ์ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน อุคคเสนบรรลุอรหัตขณะยืนบนปลายไม้แป้นแล้วทูลขอบวช
- หน้า ๓๑๑–๓๑๖ เรื่องจุฬธนุคคหบัณฑิต: อดีตชาติบัณฑิตผู้ถูกภรรยาทรยศให้โจรฆ่า สอนภิกษุหนุ่มผู้กระสันเพราะหญิงให้ตัดตัณหาด้วยอสุภกรรมฐาน ภิกษุหนุ่มกระสันในกามเพราะหญิงสาวผู้ถวายน้ำและอาหารชวนให้สึก พระศาสดาทรงเล่าอดีตชาติจูฬธนุคคหบัณฑิตผู้ฆ่าโจรถึง ๔๙ คนด้วยลูกศรเพื่อปกป้องภรรยา แต่นางกลับทรยศยกดาบให้โจรฆ่าตน ท้าวสักกะแปลงเป็นสุนัขจิ้งจอกเตือนสติว่าโทษของผู้อื่นเห็นง่ายแต่โทษตนเห็นยาก แสดงว่าหญิงเนรคุณเป็นเหตุให้บัณฑิตถึงตาย ทรงสอนภิกษุให้ตัดตัณหาด้วยการเจริญอสุภกรรมฐานจนบรรลุโสดาบัน
- หน้า ๓๑๗–๓๒๐ เรื่องมาร: มารแปลงเป็นช้างรัดกระหม่อมพระราหุลเพื่อข่มขู่ พระศาสดาตรัสว่าผู้สิ้นตัณหาไม่มีวันหวาดกลัว มารวสวัตดีแปลงเป็นช้างใหญ่เอางวงรัดกระหม่อมพระราหุลเถระผู้บรรลุอรหัตแล้วขณะนอนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี หวังให้พระศาสดาสะเทือนพระทัย พระศาสดาทรงทราบว่าเป็นมารจึงตรัสว่าผู้สิ้นตัณหา ตัดลูกศรแห่งภพได้แล้วย่อมไม่หวาดสะดุ้งแม้มารนับแสน ทรงแสดงคุณสมบัติผู้ถึงที่สุดคือพระอรหันต์ว่าเป็นมหาบุรุษผู้มีปัญญามาก มารจำพระศาสดาได้จึงหายไป
- หน้า ๓๒๑–๓๒๒ เรื่องอุปกาชีวก: ทูลถามพระศาสดาหลังตรัสรู้ว่าใครเป็นศาสดา พระองค์ตรัสว่าทรงครอบงำธรรมทั้งปวงได้โดยไม่มีอาจารย์ ระหว่างเสด็จไปกรุงพาราณสีเพื่อแสดงธรรมจักร พระศาสดาทรงพบอุปกาชีวกผู้ทูลถามถึงศาสดาของพระองค์ พระศาสดาตรัสตอบว่าพระองค์ทรงครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทุกอย่าง ไม่ติดในสิ่งใด พ้นแล้วโดยสิ้นตัณหาด้วยการตรัสรู้เอง จึงไม่มีผู้ใดที่จะอ้างเป็นอาจารย์ อุปกาชีวกฟังแล้วไม่เชื่อ สั่นศีรษะแลบลิ้นแยกทางเดินไปเอง
- หน้า ๓๒๓–๓๒๘ เรื่องท้าวสักกเทวราช: เทวดาถกปัญหา ๔ ข้อเรื่องทาน รส และความยินดีใดประเสริฐสุดไม่ได้ พระศาสดาเฉลยว่าธรรมทานประเสริฐกว่าทานทั้งปวง เทวดาในหมื่นจักรวาลถกเถียงกันนานถึง ๑๒ ปีว่าทาน รส และความยินดีชนิดใดประเสริฐสุด และเหตุใดความสิ้นตัณหาจึงประเสริฐที่สุด ไม่มีผู้ใดตอบได้จนถึงท้าวสักกะ จึงพากันไปเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงเฉลยว่าธรรมทานชนะทานทั้งปวง รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง และความสิ้นตัณหาคือพระอรหัตชนะทุกข์ทั้งปวงเพราะเป็นเหตุให้สัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏ
- หน้า ๓๒๙–๓๓๓ เรื่องเศรษฐีผู้ไม่มีบุตร: อปุตตกเศรษฐีตระหนี่ไม่ยอมใช้ทรัพย์แม้กับตนเอง สิ้นชีวิตแล้วทรัพย์ตกเป็นของหลวง พระศาสดาทรงเผยกรรมเก่าที่ทำให้ตระหนี่และตกนรก พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาหลังนำทรัพย์ของเศรษฐีผู้ไม่มีทายาทเข้าคลังหลวง ทรงเล่าว่าเศรษฐีตระหนี่ถึงขั้นไม่กล้าใช้ทรัพย์แม้กับตนเอง พระศาสดาทรงแสดงบุรพกรรมว่าเคยถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วเสียดายภายหลัง และเคยฆ่าหลานชายเพื่อชิงทรัพย์ จึงส่งผลให้ตระหนี่ในชาตินี้และต้องไปไหม้ในนรกหลังตาย ทรงสรุปว่าโภคะย่อมฆ่าคนทรามปัญญาผู้ไม่แสวงหาทางพ้นทุกข์
- หน้า ๓๓๔–๓๓๖ เรื่องอังกุรเทพบุตร: พระศาสดาตรัสสอนการเลือกให้ทานแก่ผู้ปราศจากราคะโทสะโมหะย่อมมีผลมาก เปรียบกับนาที่ปราศจากหญ้าวัชพืช จบวรรคตัณหา เปรียบเทียบทานของอินทกเทพบุตรที่ถวายภิกษาเพียงทัพพีเดียวแก่พระอนุรุทธเถระว่ามีผลมากกว่าทานมหาศาลของอังกุรเทพบุตรที่ให้โดยไม่เลือกเนื้อนาบุญ พระศาสดาตรัสว่าทานที่ให้แก่ท่านผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และความอยากย่อมมีผลมาก ดุจพืชที่หว่านในนาปราศจากหญ้าวัชพืชย่อมงอกงามดี เทวบุตรทั้งสองบรรลุโสดาบัน จบตัณหาวรรคและวรรคที่ ๒๔
- หน้า ๓๓๗–๓๔๐ คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคที่ ๒๕: ว่าด้วยทางเดินของภิกษุ ความสำรวมอินทรีย์ การครองตน และข้อปฏิบัติของภิกษุผู้มุ่งพระนิพพาน รวมพระคาถาธรรมบทเปิดวรรคใหม่ (ภิกขุวรรคที่ ๒๕) กล่าวถึงความสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าเป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ สอนให้ภิกษุพอใจในลาภของตน ไม่ยึดถือนามรูปว่าเป็นของตน หมั่นวิดน้ำออกจากเรือคือตัดกิเลส ตักเตือนตนด้วยตนเอง เจริญฌานและปัญญาควบคู่กัน คบมิตรดี เพื่อบรรลุสันตบทอันเป็นที่เข้าไปสงบสังขารเป็นสุข
- หน้า ๓๔๑–๓๔๖ ภิกขุวรรควรรณนา เรื่องภิกษุ ๕ รูป: เถียงกันว่าทวารใดรักษายากที่สุด พระศาสดาตรัสว่าทุกทวารรักษายากเท่ากัน พร้อมชาดกรากษสกินคนไม่สำรวมทวาร ภิกษุ ๕ รูปต่างรักษาทวารคนละอย่างแล้วเถียงกันว่าทวารใดรักษายากที่สุด พระศาสดาตรัสว่าทวารทั้งหมดรักษาได้ยากเท่ากัน ทรงเล่าชาดกตักกสิลาที่คณะเดินทาง ๕ คนไม่สำรวมทวารถูกรากษสหลอกกินจนตายหมด เว้นผู้สำรวมตนได้รอดชีวิตขึ้นครองราชสมบัติ จากนั้นทรงอธิบายคาถาความสำรวมทางตาหูจมูกลิ้นกายวาจาใจอย่างละเอียดว่าเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ทั้งปวง ภิกษุ ๕ รูปบรรลุโสดาบัน
- หน้า ๓๔๗–๓๔๘ เรื่องภิกษุฆ่าหงส์ (ยังไม่จบ): ภิกษุหนุ่มดีดก้อนกรวดใส่ตาหงส์จนตาย ถูกตำหนิว่าทำปาณาติบาต พระศาสดาทรงเริ่มเล่าอดีตนิทานกุรุธรรมศีล ๕ ภิกษุสหายสองรูปยืนพูดคุยริมแม่น้ำอจิรวดีหลังสรงน้ำ รูปหนึ่งอวดฝีมือดีดก้อนกรวดใส่ตาหงส์ที่บินผ่านจนหงส์ตายทันที ภิกษุอื่นเห็นแล้วตำหนิว่าทำปาณาติบาตไม่สมควรแก่สมณะ จึงพาไปเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงเริ่มตรัสอดีตนิทานถึงพระเจ้าธนญชัยแห่งแคว้นกุรุผู้ทรงรักษาราชธรรม ๑๐ และศีล ๕ อันเรียกว่ากุรุธรรมอย่างเคร่งครัด เนื้อเรื่องยังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไปของ chunk ถัดไป
- หน้า ๓๔๙–๓๕๒ เรื่องภิกษุฆ่าหงส์: กุรุธรรมของพระเจ้าธนญชัยและพระคาถาสอนสำรวมมือเท้าวาจา ภิกษุหนุ่มดีดก้อนกรวดถูกตาหงส์จนตาย พระศาสดาทรงตำหนิแล้วเล่าอดีตชาติพระเจ้าธนญชัยแห่งอินทปัตต์ผู้ทรงรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัดเรียกว่ากุรุธรรม จนเมื่อพระเจ้ากาลิงคะทรงถือปฏิบัติตามฝนที่แล้งก็ตกลงมา สอนว่าภิกษุพึงสำรวมมือ เท้า วาจา ไม่ทำร้ายสัตว์แม้เพียงเล่นสนุกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
- หน้า ๓๕๓–๓๕๖ เรื่องภิกษุชื่อโกกาลิกะ: ชาดกเต่ากับหงส์สอนโทษของการพูดไม่ถูกเวลา ปรารภข่าวพระโกกาลิกะตกนรกเพราะด่าพระอัครสาวก พระศาสดาทรงเล่าชาดกเต่าที่หงส์สองตัวคาบท่อนไม้พาเหาะไปแต่เต่าอดพูดไม่ได้เมื่อถูกเด็กล้อ จึงหลุดจากท่อนไม้ตกตาย เป็นอุทาหรณ์ว่าการพูดมากไม่ถูกกาลเทศะนำภัยมาสู่ตน สอนให้ภิกษุสำรวมปาก พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน จึงจะมีวาจาไพเราะ
- หน้า ๓๕๗–๓๕๙ เรื่องพระธรรมารามเถระ: ผู้ปฏิบัติธรรมแทนการเศร้าโศกเมื่อพระศาสดาใกล้ปรินิพพาน เมื่อพระศาสดาตรัสว่าจะปรินิพพานในอีก 4 เดือน ภิกษุทั้งหลายพากันเศร้าโศกรวมกลุ่มปรึกษากัน มีเพียงพระธรรมารามะแยกตัวไปเจริญภาวนาคนเดียวเพื่อบรรลุอรหัตให้ทันขณะพระศาสดายังทรงพระชนม์ พระศาสดาทรงสรรเสริญว่าการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเท่านั้นที่ชื่อว่าเป็นการบูชาพระองค์อย่างแท้จริง ยิ่งกว่าการบูชาด้วยดอกไม้ของหอม
- หน้า ๓๖๐–๓๖๓ เรื่องภิกษุคบภิกษุฝ่ายพระเทวทัตเพราะเห็นแก่ลาภ กับชาดกช้างมหิลามุข ภิกษุฝ่ายพระศาสดารูปหนึ่งไปพักอาศัยลาภสักการะกับฝ่ายพระเทวทัตหลายวัน แม้อ้างว่าไม่เลื่อมใสลัทธินั้น พระศาสดาตรัสว่าเธอประพฤติเสมือนเลื่อมใส แล้วทรงเล่าชาดกช้างมหิลามุขที่ถูกโจรสอนให้ดุร้ายแต่กลับเป็นช้างประเสริฐเมื่อฟังคำสมณะ สอนว่าภิกษุพึงยินดีด้วยลาภของตน ไม่ปรารถนาลาภผู้อื่น มิฉะนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ
- หน้า ๓๖๔–๓๖๘ เรื่องปัญจัคคทายกพราหมณ์: ความหมายของคำว่า "ภิกษุ" ผู้ไม่ยึดถือนามรูป พราหมณ์ผู้ถวายทานอันเลิศ 5 ขั้นตอนของการทำนาเป็นประจำ พระศาสดาเสด็จไปโปรดถึงประตูบ้าน ภรรยาพยายามบังไม่ให้พราหมณ์เห็นแต่พระรัศมีเผยให้เห็นจนพราหมณ์ถวายภัตส่วนที่เหลือ แล้วทูลถามความหมายคำว่าภิกษุ พระศาสดาตรัสว่าผู้ไม่ยึดถือนามรูปว่าเป็นของตนและไม่เศร้าโศกเมื่อนามรูปดับไปจึงชื่อว่าภิกษุแท้ ทั้งคู่บรรลุอนาคามิผล
- หน้า ๓๖๙–๓๘๓ เรื่องสัมพหุลภิกษุ: พระโสณกุฏิกัณณะ มารดาผู้ฟังธรรมไม่สนใจโจรปล้น และโจร ๙๐๐ คนบวชบรรลุอรหัต พระโสณกุฏิกัณณะเดินทางไกลมาเฝ้าพระศาสดา ได้พักและแสดงธรรมในคันธกุฎีเดียวกัน เสียงสาธุการของเทวดาดังไปถึงมารดาที่บ้านเกิดห่าง 120 โยชน์ เมื่อมารดาเชิญท่านแสดงธรรม โจร 900 คนบุกปล้นเรือนแต่มารดาไม่สนใจทรัพย์ ขอฟังธรรมต่อเพราะเชื่อว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม โจรสำนึกคุณจึงคืนทรัพย์และขอบวชทั้งหมด บรรลุอรหัตพร้อมกันด้วยพระคาถายาวสอนตั้งแต่เมตตา สำรวมอินทรีย์ ตัดกิเลส จนถึงฌานและปัญญาสู่นิพพาน
- หน้า ๓๘๔–๓๘๕ เรื่องภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป: ดอกมะลิเหี่ยวร่วงเป็นแรงบันดาลใจเพียรตัดราคะโทสะ ภิกษุ 500 รูปเจริญกรรมฐานในป่าเห็นดอกมะลิที่บานเช้าร่วงหล่นในเย็นวันเดียวกัน จึงตั้งใจเพียรให้หลุดพ้นจากราคะโทสะก่อนดอกไม้จะร่วง พระศาสดาทรงทราบวาระจิตจึงตรัสเปรียบเทียบการปลดเปลื้องกิเลสเหมือนมะลิสลัดดอกที่เหี่ยวทิ้ง ภิกษุทั้งหมดบรรลุอรหัตทันทีที่จบพระคาถา
- หน้า ๓๘๖–๓๘๗ เรื่องพระสันตกายเถระ: อดีตชาติราชสีห์ผู้ฝึกตนไม่ขยับเขยื้อน กับความหมายผู้สงบระงับ พระสันตกายเถระมีอิริยาบถสงบไม่เคยขยับมือเท้าหรือบิดกาย เนื่องจากในอดีตชาติเคยเกิดเป็นราชสีห์ที่ฝึกตนเคร่งครัดไม่ให้ขยับเขยื้อนขณะพักผ่อนเจ็ดวัน มิฉะนั้นจะอดอาหารลงโทษตนเอง พระศาสดาตรัสสอนว่าผู้มีกาย วาจา ใจสงบ และคายอามิสโลกได้แล้ว จึงเรียกว่าผู้สงบระงับอย่างแท้จริง
- หน้า ๓๘๘–๓๙๑ เรื่องพระนังคลกูฏเถระ: ชายเข็ญใจตักเตือนตนเองใต้ต้นไม้จนบรรลุอรหัต ชายเข็ญใจแบกไถรับจ้างเลี้ยงชีพบวชตามคำชวนของภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อกระสันอยากสึกเพราะติดใจในลาภสักการะ ท่านไปตักเตือนตนเองซ้ำๆ ใต้ต้นไม้จนคลายกระสันและบรรลุอรหัต เมื่อถูกภิกษุอื่นล้อว่าไม่ไปหา "อาจารย์" อีกแล้ว ท่านตอบว่าตัดกิเลสได้แล้วจึงไม่ต้องไป พระศาสดาตรัสสอนว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พึงสงวนตนดุจพ่อค้าสงวนม้าดี
- หน้า ๓๙๒–๓๙๔ เรื่องพระวักกลิเถระ: "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" และการบรรลุอรหัตกลางอากาศ พระวักกลิบวชเพราะหลงใหลในพระรูปโฉมพระศาสดา ละทิ้งกรรมฐานเพื่อเฝ้ามองพระองค์ แม้ทรงเตือนว่าผู้เห็นธรรมชื่อว่าเห็นตถาคตท่านก็ยังละไม่ได้ พระศาสดาจึงทรงขับไล่ในวันเข้าพรรษาเพื่อให้เกิดความสังเวช เมื่อท่านคิดกระโดดหน้าผาตาย พระศาสดาทรงเปล่งรัศมีปลอบและตรัสให้กำลังใจ ท่านเหาะขึ้นไปกลางอากาศและบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาในทันที
- หน้า ๓๙๕–๔๐๕ เรื่องสุมนสามเณร: บุพกรรมพระอนุรุทธะ อันนภาระผู้ถวายทานแก่ปัจเจกพุทธะ และเจ้าชายผู้ไม่รู้จักคำว่า "ไม่มี" (เรื่องยังไม่จบในช่วงหน้านี้) เริ่มเล่าบุพกรรมพระอนุรุทธะย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตระที่ตั้งปณิธานเป็นเลิศด้านทิพยจักษุ ต่อมาเกิดเป็นคนขนหญ้าชื่ออันนภาระถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธะแล้วแบ่งบุญแก่สุมนเศรษฐีด้วยอุปมาประทีปที่จุดต่อกันไม่มีวันหมด ตามด้วยชาติเป็นเจ้าชายอนุรุทธะสุขุมาลชาติที่ไม่รู้จักคำว่า "ไม่มี" จนออกบวชพร้อมเจ้าศากยะ 5 พระองค์ และเริ่มตามหาสหายเก่าที่เกิดใหม่เป็นสามเณรจูฬสุมนะ เนื้อเรื่องยังดำเนินต่อเกินหน้า 405
- หน้า ๔๐๖ พระอนุรุทธเถระจำพรรษาที่บ้านมหามุณฑะ ปฏิเสธลาภ ให้จูฬสุมนะบวชแทน พระอนุรุทธเถระรับนิมนต์จำพรรษาที่เรือนมหามุณฑอุบาสกผู้เป็นบิดาของจูฬสุมนะ เมื่ออุบาสกถวายวัสสาวาสิกลาภและเสนอให้บุตรชายคนโตเป็นสามเณรรับใช้ ท่านกลับปฏิเสธทุกอย่างจนขอให้จูฬสุมนะ (สุมนเศรษฐีในอดีตชาติ) บวชแทน จูฬสุมนะบรรลุพระอรหัตทันทีที่ปลงผมเสร็จ แสดงถึงบุญบารมีที่สั่งสมมาข้ามภพชาติ
- หน้า ๔๐๗–๔๑๑ สามเณรสุมนะไปนำน้ำจากสระอโนดาต ต่อสู้และเอาชนะพญานาคปันนกะ เมื่อพระอนุรุทธเถระอาพาธด้วยลมในท้อง สามเณรสุมนะวัย 7 ขวบอาสาไปนำน้ำจากสระอโนดาตในหิมวันตประเทศมาปรุงยา แต่พญานาคปันนกะโกรธที่สามเณรเหยียบฝุ่นลงบนหัวจึงปิดสระด้วยพังพานไม่ยอมให้น้ำ สามเณรจึงเชิญเทวดาทุกชั้นฟ้ามาเป็นสักขีพยาน แล้วนิรมิตกายใหญ่เหยียบพังพานพญานาคจนได้น้ำสำเร็จ แสดงฤทธานุภาพของพระพุทธศาสนา
- หน้า ๔๑๒–๔๑๕ สามเณรสุมนะได้รับอุปสมบทตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หลังนำน้ำล้างพระบาทได้สำเร็จ พวกภิกษุล้อเลียนจับสามเณรสุมนะเล่นโดยไม่รู้ฤทธานุภาพ พระศาสดาจึงทรงประกาศคุณของท่านด้วยการให้สามเณร 500 รูปผลัดกันไปนำน้ำจากสระอโนดาตมาล้างพระบาท มีเพียงสุมนสามเณรที่กล้ารับอาสาและทำสำเร็จ พระศาสดาจึงประทานอุปสมบทให้ทันทีทั้งที่มีอายุเพียง 7 ขวบ ปิดท้ายด้วยพระคาถาเปรียบภิกษุหนุ่มผู้พากเพียรดุจพระจันทร์พ้นหมอก จบวรรคภิกขุวรรค
- หน้า ๔๑๖–๔๒๒ พราหมณวรรคที่ 26 บทประพันธ์คาถา 39 บทว่าด้วยคุณลักษณะที่แท้จริงของ "พราหมณ์" รวมพระคาถาบาลี-ไทย 39 บทเปิดวรรคใหม่ อธิบายว่าผู้สมควรเรียกว่า "พราหมณ์" ที่แท้จริงมิใช่ผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์หรือไว้ชฎา หากแต่คือผู้ตัดกระแสตัณหา สิ้นอาสวะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีจิตบริสุทธิ์ปราศจากราคะโทสะโมหะ เป็นบทนำที่วางกรอบความหมายก่อนจะขยายความด้วยเรื่องเล่าประกอบแต่ละคาถาต่อไป
- หน้า ๔๒๓–๔๒๕ เรื่องพราหมณ์ผู้มีความเลื่อมใสมาก เรียกภิกษุทุกรูปว่า "พระอรหันต์" พราหมณ์ผู้เลื่อมใสตั้งนิตยภัตถวายภิกษุ 16 รูป แต่กล่าวเชื้อเชิญด้วยคำว่า "พระอรหันต์" ทุกครั้ง ทำให้ทั้งปุถุชนและพระขีณาสพในหมู่นั้นรู้สึกอึดอัดไม่กล้าไปฉัน พระศาสดาตรัสว่าไม่เป็นอาบัติเพราะเป็นคำกล่าวด้วยศรัทธา และแนะให้ภิกษุทั้งหลายบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตจริงเพื่อสมกับคำเรียกนั้น
- หน้า ๔๒๖–๔๒๗ เรื่องภิกษุมากรูป พระสารีบุตรทูลถาม "ธรรม 2 ประการ" ภิกษุอาคันตุกะประมาณ 30 รูปเข้าเฝ้าพระศาสดา พระสารีบุตรเถระเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตของภิกษุเหล่านั้นจึงทูลถามว่า "ธรรม 2 ประการ" คืออะไร พระศาสดาตรัสตอบว่าคือสมถะและวิปัสสนา เมื่อพระขีณาสพถึงฝั่งในธรรมทั้งสองแล้วกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงย่อมสิ้นไป จบพระธรรมเทศนาภิกษุทั้งหมดบรรลุพระอรหัต
- หน้า ๔๒๘–๔๒๙ เรื่องมาร ปลอมตัวทูลถามพระศาสดาเรื่อง "ฝั่ง" พญามารแปลงกายเป็นบุรุษเข้าเฝ้าทูลถามความหมายของคำว่า "ฝั่ง" พระศาสดาทรงทราบทันทีว่าเป็นมารจึงตรัสตอบว่าฝั่งคืออายตนะภายใน 6 ที่มิใช่ฝั่งคืออายตนะภายนอก 6 ผู้ไม่ยึดถือทั้งสองว่าเป็นเราหรือของเรา ผู้พรากจากกิเลสได้แล้วเท่านั้นจึงควรเรียกว่าพราหมณ์ จบเทศนาชนจำนวนมากบรรลุอริยผล
- หน้า ๔๓๐–๔๓๑ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ผู้อยากได้รับเรียกว่า "พราหมณ์" เพราะชาติกำเนิด พราหมณ์ผู้หนึ่งเห็นพระศาสดาเรียกสาวกว่า "พราหมณ์" จึงอยากให้เรียกตนเช่นนั้นบ้างเพราะเกิดในตระกูลพราหมณ์ พระศาสดาตรัสอธิบายว่าคำเรียกนั้นสงวนไว้สำหรับผู้เพ่งฌาน ปราศจากธุลีคือกาม อยู่ผู้เดียว มีกิจที่ควรทำเสร็จสิ้นแล้ว หมดอาสวะ และบรรลุประโยชน์สูงสุดคือพระอรหัตเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิด
- หน้า ๔๓๒–๔๓๔ เรื่องพระอานนทเถระ เปรียบรัศมีพระอาทิตย์ พระจันทร์ กษัตริย์ กับพระพุทธเจ้า ในคืนวันมหาปวารณาที่พระจันทร์ขึ้นพร้อมพระอาทิตย์อัสดง พระอานนท์สังเกตรัศมีของพระราชา พระเถระ และพระศาสดาแล้วทูลว่าพระรัศมีพระพุทธเจ้างามล้ำเลิศที่สุด พระศาสดาจึงตรัสว่าพระอาทิตย์รุ่งเรืองเฉพาะกลางวัน พระจันทร์เฉพาะกลางคืน กษัตริย์เฉพาะยามทรงเครื่อง พระขีณาสพเฉพาะในสมาบัติ แต่พระพุทธเจ้ารุ่งเรืองด้วยเดช 5 ตลอดทั้งวันคืน
- หน้า ๔๓๕–๔๓๖ เรื่องบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง ผู้บวชนอกพระพุทธศาสนาอยากถูกเรียกว่า "บรรพชิต" พราหมณ์ผู้บวชในลัทธิอื่นคิดว่าตนก็เป็นบรรพชิตเช่นเดียวกับสาวกของพระพุทธเจ้า จึงทูลถามขอให้เรียกตนเช่นนั้นบ้าง พระศาสดาตรัสว่าคำว่า "พราหมณ์" หมายถึงผู้มีบาปอันลอยแล้ว "สมณะ" หมายถึงผู้ประพฤติสงบระงับ ส่วน "บรรพชิต" คือผู้ขับไล่มลทินกิเลสของตนออกไปได้จริง มิใช่เพียงรูปแบบการบวชภายนอก
- หน้า ๔๓๗–๔๔๑ เรื่องพระสารีบุตรเถระถูกพราหมณ์ตี ทดสอบขันติแล้วสำนึกผิด พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิได้ยินคนสรรเสริญความอดทนของพระสารีบุตรจึงทดลองตีท่านที่กลางหลังขณะบิณฑบาต พระเถระเดินต่อไปโดยไม่แสดงอาการโกรธเลย พราหมณ์เร่าร้อนใจสำนึกผิด กราบขอขมาและนิมนต์ฉันภัตที่เรือน ชาวบ้านโกรธจะรุมทำร้ายพราหมณ์แต่พระเถระห้ามไว้ พระศาสดาจึงตรัสว่าพระขีณาสพไม่ควรทำร้ายหรือจองเวรกัน แม้ถูกทำร้ายก่อนก็ตาม
- หน้า ๔๔๒–๔๔๓ เรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี ภิกษุณีรังเกียจเพราะไม่มีอุปัชฌายะปรากฏ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม 8 ประการโดยไม่มีอุปัชฌายะหรืออาจารย์คนใดปรากฏชัดเจน ทำให้ภิกษุณีอื่นรังเกียจไม่ร่วมทำอุโบสถปวารณาด้วย เมื่อกราบทูลพระศาสดา พระองค์ตรัสว่าพระองค์เองทรงเป็นทั้งอาจารย์และอุปัชฌายะของพระนาง จึงไม่ควรรังเกียจพระขีณาสพผู้ปราศจากทุจริตทางกาย วาจา ใจ
- หน้า ๔๔๔–๔๔๕ เรื่องพระสารีบุตรเถระเคารพพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์ ถูกเข้าใจผิดว่ามิจฉาทิฏฐิ พระสารีบุตรตั้งแต่บรรลุโสดาปัตติผลด้วยฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ มักประคองอัญชลีและนอนหันศีรษะไปทางทิศที่ท่านอาศัยอยู่เสมอ ภิกษุอื่นเข้าใจผิดว่าท่านยังมีมิจฉาทิฏฐิถือฤกษ์ทิศ พระศาสดาจึงตรัสอธิบายว่านี่คือความกตัญญูต่ออาจารย์ผู้สอนธรรมให้ ควรนอบน้อมดุจพราหมณ์บูชาไฟ มิใช่ความงมงาย
- หน้า ๔๔๖–๔๔๗ เรื่องชฎิลพราหมณ์ ผู้อยากถูกเรียกว่า "พราหมณ์" เพราะไว้ชฎาและโคตรตระกูล ชฎิลพราหมณ์ผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์ทั้งฝ่ายบิดามารดาคิดว่าตนสมควรได้รับเรียกว่าพราหมณ์เช่นเดียวกับสาวกของพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปทูลถาม พระศาสดาตรัสตอบว่าความเป็นพราหมณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชฎา โคตร หรือชาติกำเนิด แต่อยู่ที่การมีสัจจะและธรรมประจำใจ ผู้นั้นจึงจะได้ชื่อว่าสะอาดบริสุทธิ์และเป็นพราหมณ์แท้
- หน้า ๔๔๘–๔๕๒ เรื่องกุหกพราหมณ์หลอกลวงชาวเวสาลี และชาดกดาบสผู้พยายามฆ่าพญาเหี้ย พราหมณ์เจ้าเล่ห์ห้อยหัวจากต้นกุ่มขู่ชาวเมืองเวสาลีว่าจะทำให้บ้านเมืองล่มจมหากไม่ให้ทรัพย์สินตามต้องการ จนได้ของไปสมใจ พระศาสดาตรัสว่าเขาเคยหลอกลวงมาแต่อดีตชาติเช่นกัน แล้วเล่าชาดกดาบสผู้ติดใจรสเนื้อเหี้ยจนพยายามตีพญาเหี้ยผู้เป็นลูกศิษย์เพื่อฆ่ากินเนื้อ แต่พญาเหี้ย (ชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์) ทันเล่ห์กลจึงหนีทัน ตำหนิดาบสว่าภายนอกสะอาดแต่ภายในรกรุงรังด้วยกิเลส
- หน้า ๔๕๓–๔๕๔ เรื่องนางกิสาโคตมี เอตทัคคะด้านทรงผ้าบังสุกุล ท้าวสักกะสังเกตเห็นภิกษุณีรูปหนึ่งเหาะมาเข้าเฝ้าแล้วรีบถวายบังคมกลับไปทันทีที่เห็นพระองค์ จึงทูลถามพระศาสดาว่าคือใคร ได้รับคำตอบว่าคือพระนางกิสาโคตมีเถรี ธิดาของพระตถาคตผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุณีผู้ทรงผ้าบังสุกุล พระศาสดาตรัสว่าผู้ผอมสะพรั่งด้วยเอ็น เพ่งอยู่ผู้เดียวในป่าเช่นนี้แลควรเรียกว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๕๕–๔๕๖ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ปิดท้ายวรรค ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลจึงเป็นพราหมณ์แท้ พราหมณ์ผู้เกิดในกำเนิดพราหมณ์คิดว่าตนสมควรได้รับเรียกว่าพราหมณ์เช่นเดียวกับสาวกของพระศาสดา จึงเข้าไปทูลถาม พระศาสดาตรัสว่าไม่ทรงเรียกผู้ใดว่าพราหมณ์เพียงเพราะเกิดจากครรภ์มารดาที่เป็นพราหมณี เพราะเขายังมีกิเลสเครื่องกังวลอยู่ ผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลและไม่ถือมั่นเท่านั้นจึงควรเรียกว่าพราหมณ์แท้จริง จบเทศนาพราหมณ์นั้นบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๔๕๗–๔๕๘ เรื่องอุคคเสน (๑๔): ผู้ตัดสังโยชน์ทั้งปวงย่อมไม่สะดุ้งกลัว เศรษฐีบุตรอุคคเสน อดีตนักกายกรรม บรรลุอรหัตแล้วมักกล่าวว่าตนไม่กลัว ภิกษุบางรูปเข้าใจว่าท่านอวดอ้างพระอรหัตผลด้วยคำไม่จริง พระศาสดาจึงตรัสยืนยันว่าบุคคลผู้เช่นบุตรของพระองค์ซึ่งตัดสังโยชน์ได้แล้วย่อมไม่มีความสะดุ้งกลัวอีกเลย เพราะก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและหลุดพ้นแล้วอย่างแท้จริง ผู้เช่นนั้นจึงควรเรียกว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๕๙–๔๖๐ เรื่องพราหมณ์ ๒ คน (๑๕): ตัดเครื่องผูกภายในคือความโกรธและตัณหา พราหมณ์สองคนเถียงกันเรื่องความแข็งแรงของโค จึงเทียมเกวียนบรรทุกทรายแข่งกันจนชะเนาะและเชือกขาด พระศาสดาทรงเปรียบว่าเครื่องผูกภายนอกใครก็ตัดได้ แต่ภิกษุควรตัดเครื่องผูกภายในคือความโกรธและตัณหา รวมถึงเครื่องต่อคือทิฏฐิและลิ่มสลักคืออวิชชา ผู้ตัดสิ่งเหล่านี้และรู้แจ้งสัจจะ ๔ แล้วจึงชื่อว่าพราหมณ์ ภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุอรหัตผลจบเทศนา
- หน้า ๔๖๑–๔๖๔ เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ (๑๖): ขันติเป็นกำลังของผู้อดกลั้นคำด่า นางธนัญชานีผู้เป็นโสดาบันเปล่งอุทานสรรเสริญพระพุทธเจ้าทุกครั้งที่พลาดจนสามีพราหมณ์โกรธไปโต้วาทะ แต่กลับเลื่อมใสบวชบรรลุอรหัต น้องชายอีกสามคนคืออักโกสกภารทวาชะ สุนทริกภารทวาชะ และพิลังคกภารทวาชะ ต่างพากันด่าพระศาสดาแทนแต่ถูกทรงแนะนำจนบวชบรรลุอรหัตเช่นกัน แสดงว่าพระองค์ไม่ทรงประทุษร้ายผู้ประทุษร้าย ผู้มีกำลังคือขันติอดกลั้นคำด่าและการทำร้ายได้จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๖๕–๔๖๗ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (๑๗): มารดาด่าว่าฉิบหายแต่ไม่โกรธ พระสารีบุตรไปบิณฑบาตที่บ้านมารดาซึ่งยังไม่เลื่อมใสพระศาสนา นางด่าว่าท่านสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิบวชเสียแล้วทำให้ตนฉิบหาย พระราหุลเล่าเหตุการณ์นี้แด่พระศาสดาว่าพระอุปัชฌาย์ของตนไม่กล่าวโต้ตอบอะไรเลย ภิกษุทั้งหลายสรรเสริญว่าน่าอัศจรรย์ พระศาสดาตรัสแสดงว่าพระขีณาสพผู้ไม่โกรธ มีวัตร มีศีล ปราศจากตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกอินทรีย์แล้ว มีอัตภาพในที่สุดนั้น จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๖๘–๔๖๙ เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี (๑๘): พระขีณาสพไม่ติดในกามดังน้ำบนใบบัว มหาชนสนทนากันว่าพระขีณาสพอาจยังยินดีในกามสุขเพราะร่างกายยังสดชื่นมิใช่ไม้ผุหรือจอมปลวก พระศาสดาเสด็จมาตรัสแก้ความเข้าใจผิดนี้ว่าพระขีณาสพย่อมไม่ยินดีในกามเลย เปรียบดังหยาดน้ำบนใบบัวและเมล็ดพันธุ์ผักกาดบนปลายเหล็กแหลมที่ไม่มีวันติดอยู่ได้ ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลายเช่นนี้จึงควรเรียกว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๗๐–๔๗๑ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (๑๙): ภิกษุผู้มีภาระอันปลงแล้ว ทาสของพราหมณ์คนหนึ่งหนีไปบวชและบรรลุอรหัตก่อนที่พระศาสดาจะทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามบวชทาส วันหนึ่งพราหมณ์พบท่านบิณฑบาตกับพระศาสดาจึงยึดจีวรไว้อ้างสิทธิ์ พระศาสดาตรัสว่าภิกษุรูปนั้นเป็นผู้มีภาระอันปลงแล้ว พราหมณ์เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระอรหันต์ จึงตรัสแสดงว่าผู้รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตนในศาสนานี้ มีภาระอันปลงแล้ว พรากได้แล้ว จึงชื่อว่าพราหมณ์ พราหมณ์นั้นเลื่อมใสบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๔๗๒–๔๗๓ เรื่องพระเขมาภิกษุณี (๒๐): ผู้มีปัญญาลึกซึ้งฉลาดในทางและมิใช่ทาง ท้าวสักกะเสด็จมาฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระเขมาภิกษุณีเหาะมายืนถวายบังคมพระศาสดาในอากาศแล้วกลับไปโดยไม่ลงมาสัมผัสพื้น จึงทูลถามว่าภิกษุณีนั้นเป็นใคร พระศาสดาตรัสว่าเป็นธิดาของพระองค์ผู้มีปัญญามาก ฉลาดในทางและมิใช่ทาง แล้วตรัสแสดงว่าผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นปราชญ์ ฉลาดในทางแห่งทุคติ สุคติ และพระนิพพาน บรรลุประโยชน์สูงสุดคือพระอรหัตแล้ว จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๗๔–๔๗๙ เรื่องพระติสสเถระอยู่ในเงื้อมเขา (๒๑): เทวดาทดสอบศีลไม่พบข้อด่างพร้อย พระติสสเถระเข้าไปปฏิบัติธรรมในถ้ำแห่งหนึ่ง เทวดาผู้สิงอยู่รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้มีศีลจึงคิดหาทางขับไล่ โดยเข้าสิงบุตรอุบาสิกาผู้อุปัฏฐากให้ป่วยหนักแล้วหลอกให้นางขอน้ำล้างเท้าพระเถระมารดศีรษะบุตร หวังจะใช้เป็นหลักฐานกล่าวหาว่าท่านทำเวชกรรมผิดวินัย แต่เมื่อพระเถระตรวจสอบศีลตนตั้งแต่บวชก็ไม่พบข้อเศร้าหมองเลย เกิดปีติจนบรรลุอรหัตผลทันที แล้วขับไล่เทวดาออกจากป่า แสดงลักษณะพราหมณ์คือผู้ไม่เกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์และบรรพชิต ไม่มีอาลัย ปรารถนาน้อย
- หน้า ๔๘๐–๔๘๒ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (๒๒): ถูกสามีหึงหวงทำร้ายแต่ไม่โกรธ ภิกษุผู้บรรลุอรหัตแล้วเดินทางกลับจากป่า มีหญิงคนหนึ่งแอบเดินตามหลังท่านโดยที่ท่านไม่รู้ตัว สามีของนางเข้าใจผิดคิดว่าท่านพานางหนีไปจึงทำร้ายร่างกายท่านจนบาดเจ็บ แต่เมื่อภิกษุถามว่าโกรธหรือไม่ ท่านตอบว่าไม่โกรธเลย ภิกษุบางรูปสงสัยว่าท่านโกหกอวดอรหัตผล พระศาสดาตรัสว่าธรรมดาพระขีณาสพผู้วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ไม่ฆ่าเองไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ย่อมไม่โกรธแม้ถูกประหาร จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๘๓–๔๘๘ เรื่องสามเณร (๒๓): ท้าวสักกะแปลงเป็นพราหมณ์แก่ทรมานพราหมณีผู้ดูหมิ่นสามเณร พราหมณีเตรียมอาหารถวายพราหมณ์แก่ ๔ รูป แต่พราหมณ์กลับพาสามเณรขีณาสพวัย ๗ ปีทั้งสี่รูปมาแทน นางโกรธไม่ให้นั่งอาสนะที่จัดไว้ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะที่ถูกตามมาแทนก็ปฏิเสธไม่รับภัตเพื่อคุ้มครองสามเณร ในที่สุดท้าวสักกะแปลงเป็นพราหมณ์แก่มาแต่ถูกพราหมณีขับไล่อย่างรุนแรง จนทั้งคู่ตกใจกลัวเมื่อรู้ความจริงและถวายอาหารแก่สามเณร สามเณรถูกถามว่าโกรธหรือไม่ก็ตอบว่าไม่โกรธ พระศาสดาตรัสแสดงว่าผู้ไม่เคียดแค้นในผู้เคียดแค้น ไม่ถือมั่นในผู้ถือมั่น จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๘๙–๔๙๐ เรื่องพระมหาปันถกเถระ (๒๔): ขับไล่น้องชายเพราะมุ่งประโยชน์ไม่ใช่ความโกรธ พระมหาปันถกะขับไล่พระจูฬปันถกะน้องชายออกจากวิหารด้วยถ้อยคำรุนแรงเพราะท่องคาถาแม้บทเดียวไม่คล่องภายใน ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่าพระขีณาสพยังมีความโกรธได้หรือ พระศาสดาตรัสว่ากิเลสมีราคะเป็นต้นไม่มีแก่พระขีณาสพ แต่ท่านทำเช่นนั้นเพราะมุ่งอรรถและธรรมเป็นเบื้องหน้า แล้วตรัสแสดงว่าผู้ให้ราคะ โทสะ มานะ และมักขะตกไปเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกจากปลายเหล็กแหลม จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๙๑–๔๙๒ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ (๒๕): เรียกคนอื่นว่า 'คนถ่อย' ด้วยความเคยชิน ไม่ใช่โทสะ พระปิลินทวัจฉะติดพูดคำว่า 'คนถ่อย' เรียกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตจนภิกษุร้องเรียนพระศาสดา พระองค์ทรงทราบด้วยบุพเพนิวาสญาณว่าท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ต่อเนื่องมาถึง ๕๐๐ ชาติ คำพูดนั้นจึงเป็นเพียงความเคยชินสืบมา ไม่ได้มีโทสะในใจเลย แล้วตรัสแสดงว่าผู้กล่าวถ้อยคำไม่หยาบ ให้รู้เนื้อความได้ เป็นคำจริง ไม่ทำให้ผู้อื่นขัดใจ จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๙๓–๔๙๕ เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (๒๖): ถือผ้าด้วยสำคัญว่าบังสุกุลไม่ใช่เจตนาขโมย พระขีณาสพรูปหนึ่งเห็นผ้าสาฎกวางอยู่โดยไม่เห็นเจ้าของ จึงอธิษฐานเป็นผ้าบังสุกุลแล้วถือเอา แต่พราหมณ์เจ้าของมาด่าว่าขโมยผ้า ท่านคืนผ้าให้ทันทีโดยไม่มีความอาลัยเสียดายเลย ภิกษุถามล้อว่าผ้ายาวหรือสั้นก็ยังตอบได้ไม่ติดขัด บางรูปสงสัยว่าท่านโกหกอวดอรหัตผล พระศาสดาตรัสยืนยันว่าท่านพูดจริง เพราะพระขีณาสพย่อมไม่ถือเอาของที่เขาไม่ให้ไม่ว่ายาวสั้นเล็กใหญ่งามหรือไม่งาม จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๙๖–๔๙๗ เรื่องพระสารีบุตรเถระ (๒๗): สั่งส่งผ้าจำนำพรรษาด้วยความห่วงใยไม่ใช่ตัณหา พระสารีบุตรจำพรรษาในชนบทแล้วได้รับผ้าจำนำพรรษาจากชาวบ้านจำนวนมาก แต่ท่านรีบไปเฝ้าพระศาสดาก่อนผ้าจะถึงมือครบ จึงสั่งภิกษุให้ส่งผ้าตามไปให้สัทธิวิหาริกของตนภายหลัง ภิกษุทั้งหลายเข้าใจผิดคิดว่าท่านยังมีตัณหาในลาภ พระศาสดาตรัสแก้ว่าตัณหาไม่มีแก่บุตรของพระองค์ ท่านสั่งเช่นนั้นเพราะห่วงใยไม่ให้ภิกษุหนุ่มและสามเณรเสียบุญและลาภที่ชอบธรรม แล้วตรัสแสดงว่าผู้ไม่มีความหวังทั้งโลกนี้และโลกหน้า พรากกิเลสได้แล้ว จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๔๙๘–๔๙๙ เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ (๒๘): ผู้ไม่มีความอาลัย หยั่งลงสู่อมตะ เรื่องมีเนื้อความคล้ายกับเรื่องพระสารีบุตรก่อนหน้า แต่คราวนี้พระศาสดาตรัสแสดงคุณของพระมหาโมคคัลลานเถระว่าเป็นผู้ไม่มีตัณหาความอาลัยแล้ว แล้วตรัสว่าผู้ที่ความอาลัยไม่มี รู้วัตถุ ๘ ตามความเป็นจริง ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่าอย่างไร หยั่งลงสู่พระนิพพานอันเป็นอมตะและบรรลุตามแล้ว จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๕๐๐–๕๐๑ เรื่องพระเรวตเถระ (๒๙): พระขีณาสพล่วงพ้นทั้งบุญและบาป ภิกษุทั้งหลายสนทนาชื่นชมว่าสามเณรมีบุญมากสามารถสร้างเรือนยอด ๕๐๐ หลังให้ภิกษุ ๕๐๐ รูปได้ในคราวเดียว พระศาสดาเสด็จมาตรัสแก้ว่าบุญและบาปทั้งสองไม่มีแก่บุตรของพระองค์แล้ว เพราะทรงละทั้งสองอย่างเสียแล้ว แล้วตรัสแสดงว่าผู้ล่วงพ้นทั้งบุญและบาปและกิเลสเครื่องข้องในโลกนี้ได้ ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี บริสุทธิ์แล้ว จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๕๐๒–๕๐๘ เรื่องพระจันทาภเถระ (๓๐): รัศมีจากบุรพกรรมบูชาไม้จันทน์หายไปต่อหน้าพระศาสดา ในอดีตชาติพ่อค้าไม้จันทน์แดงผูกมิตรกับชายชนบทผู้นำไม้จันทน์มาถวาย ทั้งสองร่วมกันสร้างมณฑลไม้จันทน์บูชาพระเจดีย์พระกัสสปพุทธเจ้า ผลบุญนั้นทำให้ชาติปัจจุบันเกิดเป็นพราหมณ์มีรัศมีดุจดวงจันทร์จากสะดือ ชื่อจันทาภะ พวกพราหมณ์นำเขาเที่ยวหาผลประโยชน์โดยเก็บเงินจากผู้มาสัมผัสตัว แต่เมื่อพาเข้าเฝ้าพระศาสดารัศมีกลับหายไปทุกครั้ง จันทาภะจึงขอเรียนมนต์ซ่อนรัศมี บวชแล้วบรรลุอรหัตภายใน ๒-๓ วัน แสดงลักษณะพราหมณ์คือผู้บริสุทธิ์ผ่องใสไม่ขุ่นมัวดุจพระจันทร์ปราศจากมลทิน สิ้นตัณหาในภพแล้ว
- หน้า ๕๐๙–๕๑๑ เรื่องพระสีวลีเถระ (๓๑): พระนางสุปปวาสาทรงครรภ์ ๗ ปี ๗ วันก่อนประสูติ พระนางสุปปวาสาแห่งโกลิยวงศ์ทรงครรภ์นานถึง ๗ ปีและมีอาการหลงอีก ๗ วัน ทรงอดกลั้นทุกขเวทนากล้าด้วยการระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระนิพพาน เมื่อพระศาสดาตรัสอวยพรให้หายโรคก็ประสูติพระโอรสโดยสวัสดี ซึ่งภายหลังบวชและบรรลุอรหัตเป็นพระสีวลี ภิกษุกล่าวถึงทุกข์มากมายที่ท่านทนมาในครรภ์ พระศาสดาตรัสแสดงว่าผู้ล่วงทางอ้อม หล่มคือกิเลส สงสาร และโมหะ ถึงฝั่งแล้ว ดับกิเลสแล้ว จึงชื่อว่าพราหมณ์
- หน้า ๕๑๒–๕๑๘ เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ (๓๒): หญิงแพศยาเกี้ยวพา ๔๐ กิริยาบนปราสาท ๗ ชั้น กุลบุตรสุนทรสมุทรจากตระกูลมั่งคั่งฟังธรรมแล้วออกบวช มารดาว่าจ้างหญิงแพศยาไปล่อลวงให้ท่านสึก นางค่อยๆ เกลี้ยกล่อมด้วยอาหารประณีตจนพาท่านขึ้นปราสาท ๗ ชั้นแล้วปิดประตูแสดงกิริยายั่วยวน ๔๐ อย่างเกี้ยวพาราสี ท่านเกิดความสังเวชใหญ่ พระศาสดาซึ่งประทับไกลถึง ๔๕ โยชน์ทรงทราบด้วยญาณ ทรงแผ่รัศมีตรัสสอนให้ละกามทั้งสอง ท่านบรรลุอรหัตทันทีแล้วเหาะทะลุหลังคาปราสาทไปเฝ้าพระศาสดา ทรงเล่าชาดกว่าเคยทรงช่วยเนื้อสมันให้พ้นบ่วงแห่งรสมาก่อน แสดงลักษณะพราหมณ์คือผู้ละกามในโลกนี้ ไม่มีเรือน มีกามและภพสิ้นแล้ว
- หน้า ๕๑๙–๕๒๘ บุรพกรรมสองพี่น้องถวายรสอ้อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า พี่บวชบรรลุอรหัต น้องสร้างพระคันธกุฎีแก้ว ๗ ประการถวายพระศาสดา ย้อนอดีตชาติสองพี่น้องกุฎุมพีถวายรสอ้อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า น้องตั้งความปรารถนาสมบัติ พี่ปรารถนาพระอรหัต เวียนว่ายจนมาเกิดเป็นเสนกับอปราชิตในสมัยพระศาสดา พี่ชายบวชบรรลุอรหัตอย่างรวดเร็ว ส่วนน้องชายสร้างพระคันธกุฎีสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการถวาย โปรยรัตนะรอบกุฎีให้มหาชนเก็บ แม้พราหมณ์ลักแก้วมณีไปก็มิให้จิตหวั่นไหว
- หน้า ๕๒๙–๕๓๗ อปราชิตกุฎุมพีเกิดเป็นโชติกเศรษฐี ท้าวสักกะเนรมิตปราสาทแก้ว ๗ ชั้น พระเจ้าพิมพิสารเสวยในเรือน พระกุมารอชาตศัตรูทรงน้อยพระทัย อปราชิตกุฎุมพีจุติเกิดเป็นโชติกะ บุตรเศรษฐีในราชคฤห์ วันเกิดอาวุธทั้งเมืองรุ่งโรจน์ ท้าวสักกะเสด็จมาเนรมิตปราสาทแก้ว ๗ ชั้น กำแพง ต้นกัลปพฤกษ์ และขุมทรัพย์ ๔ ขุมพร้อมยักษ์รักษา พระเจ้าพิมพิสารประทานฉัตรตั้งเป็นเศรษฐี เสด็จเยี่ยมปราสาทเสวยข้าวปายาสอันประณีต ภรรยาโชติกะน้ำตาไหลเพราะไม่เคยกลิ่นควันไฟ ขณะพระกุมารอชาตศัตรูทรงอิจฉาคิดจะยึดปราสาทเมื่อขึ้นครองราชย์
- หน้า ๕๓๘–๕๔๘ กำเนิดพระชฎิลเถระ ทารกถูกลอยน้ำได้ภูเขาทองเพราะบุรพกรรมถวายดอกไม้ทองคำบรรจุพระธาตุ ออกบวชบรรลุอรหัต ธิดาเศรษฐีมีครรภ์กับวิทยาธร คลอดแล้วลอยน้ำทิ้ง หญิงสองคนแย่งกันจนพระราชาตัดสิน อุปัฏฐายิกาพระมหากัจจายนะได้เลี้ยงดูตั้งชื่อชฎิละ โตขึ้นค้าขายเก่งได้แต่งงาน ภูเขาทองผุดขึ้นหลังเรือนเพราะบุรพกรรมชาติก่อนที่ร่วมบิดาทำดอกไม้ทองคำขอขมาพระศาสดาบรรจุพระธาตุ เศรษฐีให้บุตรคนเล็กครองสมบัติ แล้วออกบวชบรรลุอรหัตอย่างรวดเร็ว แสดงความไม่ยึดติดในทรัพย์และบุตร
- หน้า ๕๔๙–๕๕๒ พระเจ้าอชาตศัตรูพยายามยึดปราสาทโชติกเศรษฐีแต่พ่ายยักษ์รักษา ทรงถอดแหวนไม่ออก โชติกเศรษฐีสลดใจออกบวชบรรลุอรหัต หลังปลงพระชนม์พระบิดา พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพหมายยึดปราสาทโชติกเศรษฐีแต่ถูกยักษ์ยมโมลีขับไล่ จึงเสด็จไปข่มขู่เศรษฐีที่วัด เศรษฐีท้าให้ทรงถอดแหวนของตนแต่พระราชาทรงพยายามสุดกำลังก็ไม่สำเร็จ เศรษฐีเกิดความสลดใจในอนิจจังของสมบัติ ทูลขอบวช เมื่อบรรลุอรหัตสมบัติทั้งปวงก็อันตรธานหายไปทันที ปิดเรื่องพระโชติกเถระ
- หน้า ๕๕๓–๕๕๖ เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนสองรูป ละกิเลสเครื่องประกอบทั้งของมนุษย์และทิพย์ ละความยินดีและไม่ยินดีได้เด็ดขาด อดีตนักฟ้อนสองรูปบวชแล้วบรรลุอรหัต เพื่อนภิกษุสงสัยเมื่อเห็นเด็กเล่นกีฬาฟ้อนรำจึงถามว่ายังอาลัยหรือไม่ ท่านตอบว่าไม่มีแล้ว พระศาสดาทรงยืนยันและตรัสคาถาสองบทว่าผู้ละกิเลสเครื่องประกอบทั้งของมนุษย์และทิพย์ได้ ผู้ละทั้งความยินดีและความไม่ยินดี เย็นสงบ ครอบงำโลกได้ทั้งหมด จึงควรเรียกว่าพราหมณ์
- หน้า ๕๕๗–๕๖๑ เรื่องพระวังคีสเถระ พราหมณ์เคาะกะโหลกศีรษะทำนายภพภูมิ พ่ายแพ้พระศาสดาจึงบวชเรียนมนต์แล้วบรรลุอรหัตรู้จุติปฏิสนธิสัตว์ทั้งปวง วังคีสพราหมณ์มีวิชาเคาะกะโหลกศีรษะคนตายทำนายภพภูมิได้แม่นยำ เมื่อมาท้าพิสูจน์กับพระศาสดา ทายถูกสี่กะโหลกแรกแต่ทายกะโหลกพระขีณาสพไม่ได้ จึงขอเรียนมนต์ พระศาสดาให้บวชก่อน ระหว่างบำเพ็ญกรรมฐานก็บรรลุอรหัตจริง ทรงตรัสคาถาว่าผู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งปวง มีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่มีใครหยั่งรู้คติได้ ควรเรียกว่าพราหมณ์
- หน้า ๕๖๒–๕๖๔ เรื่องพระธรรมทินนาเถรี วิสาขอุบาสกบรรลุอนาคามิให้ภรรยาบวช นางบรรลุอรหัตตอบปัญหาธรรมลึกซึ้งจนพระศาสดาทรงยกย่อง วิสาขอุบาสกบรรลุอนาคามิผลแล้วมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ภรรยาธรรมทินนาโดยไม่อธิบายเหตุผล นางจึงขอบวชแทน ไม่นานก็บรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทา เมื่อกลับมาเยี่ยมญาติ วิสาขะทดสอบถามปัญหามรรคผลจนเกินวิสัย นางแนะให้ไปทูลถามพระศาสดาแทน พระองค์ทรงรับรองคำตอบของนางว่าถูกต้องดุจพระองค์ตอบเอง แล้วตรัสคาถาว่าผู้ไม่มีความกังวลทั้งในอดีตอนาคตปัจจุบันคือพราหมณ์
- หน้า ๕๖๕–๕๖๖ เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ ไม่หวาดกลัวช้างดุร้าย พระศาสดาตรัสสรรเสริญความแกล้วกล้าไม่หวั่นไหวของพระขีณาสพ ภิกษุทั้งหลายเห็นพระอังคุลิมาลไม่กลัวช้างดุร้ายที่ยืนกั้นฉัตรจึงสงสัยว่าท่านอวดอ้างอรหัตผลเกินจริง พระศาสดาตรัสยืนยันว่าพระขีณาสพผู้องอาจย่อมไม่หวั่นไหว แล้วตรัสคาถาสรรเสริญบุคคลผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า แสวงหาคุณอันใหญ่ ชนะมารได้ ล้างกิเลสแล้ว รู้สัจธรรม ควรเรียกว่าเป็นพราหมณ์
- หน้า ๕๖๗–๕๖๙ เรื่องเทวหิตพราหมณ์ ทูลถามผู้ควรรับทักษิณาที่มีผลมาก พระศาสดาแสดงลักษณะพราหมณ์แท้ ปิดพราหมณวรรคและคาถาธรรมบททั้งหมด คราวพระศาสดาทรงประชวร เทวหิตพราหมณ์ถวายน้ำร้อนและน้ำอ้อยจนหายอาพาธ จึงทูลถามว่าควรให้ทานแก่ผู้ใดจึงมีผลมาก พระศาสดาตรัสว่าผู้รู้ขันธ์ในอดีต เห็นสวรรค์อบายด้วยทิพยจักษุ สิ้นชาติสิ้นอาสวะ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ชื่อว่าพราหมณ์แท้ พราหมณ์เลื่อมใสถึงสรณะเป็นอุบาสก ปิดท้ายพราหมณวรรคและคาถาธรรมบท ๔๒๓ คาถาทั้ง ๒๖ วรรคโดยสมบูรณ์
- หน้า ๕๗๐–๕๗๓ บทสรุปรวมวรรคคาถาธรรมบททั้ง ๒๖ วรรค อรรถกถา ๒๙๙ เรื่อง คำอุทิศและพรรณนาคุณของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้เรียบเรียง ปิดท้ายคัมภีร์ หน้า ๕๗๐ สรุปรายชื่อ ๒๖ วรรคและจำนวนคาถารวม ๔๒๓ คาถาของคาถาธรรมบท หน้า ๕๗๑ อรรถกถาสรุปจำนวนเรื่องราว ๒๙๙ เรื่องตามวรรค รวม ๗๒ ภาณวาร จบด้วยคำว่า "จบธัมมปทัฏฐกถา" หน้า ๕๗๒ เป็นคำอุทิศส่วนกุศลของผู้เรียบเรียง หน้า ๕๗๓ ปิดท้ายด้วยบทพรรณนาคุณสมบัติของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้เรียบเรียงอรรถกถานี้ทั้งหมด ถือเป็นโคลงปิดท้ายคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาโดยสมบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐