ภิกขุนีวิภังค์

ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๕ · ๕๔๗ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๕ ปาราชิกภิกษุณีข้อ ๑: เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทากับนายสาฬหะ (สิกขาบทห้ามเคล้าคลึงกาย) หน้าแรกของเล่ม ๕ (ภิกขุนีวิภังค์) เปิดด้วยปาราชิกข้อ ๑ ของภิกษุณี เล่าเรื่องนายสาฬหะหลานมิคารมารดาสร้างวิหารถวายภิกษุณีสงฆ์ ให้ภิกษุณีสุนทรีนันทาผู้งดงามเป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง ทั้งสองผูกพันกันจนสาฬหะแอบจัดที่นั่งลับหมายลวนลามนาง นางรู้ทันหนี แต่สุดท้ายยอมให้เขาเคล้าคลึงกาย ภิกษุณีชราป่วยที่นอนใกล้เห็นเหตุการณ์และเปิดโปง จึงทรงบัญญัติปาราชิกห้ามภิกษุณียินดีสัมผัสกายชายตั้งแต่ใต้ไหปลาร้าถึงเหนือเข่า พร้อมอรรถกถาอธิบายระดับอาบัติตามความยินดีของทั้งสองฝ่าย
  2. หน้า ๑๖–๓๑ ปาราชิกภิกษุณีข้อ ๒-๓: ปกปิดความผิดผู้อื่น และคบหาภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตร ภิกษุณีสุนทรีนันทาตั้งครรภ์กับนายสาฬหะ ปกปิดไว้จนสึกแล้วคลอดบุตร ภิกษุณีถุลลนันทารู้เรื่องแต่ไม่เปิดเผยเพราะเห็นแก่พวกพ้อง จึงเกิดปาราชิกข้อ ๒ ห้ามรู้ว่าภิกษุณีอื่นต้องปาราชิกแล้วไม่โจทไม่แจ้งคณะ ต่อมาถุลลนันทาฝักใฝ่พระอริฏฐะผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรเพราะเห็นผิด ไม่ยอมเลิกแม้ถูกทักท้วงและสวดประกาศเตือนครบสามครั้ง จึงเกิดปาราชิกข้อ ๓ ห้ามประพฤติตามภิกษุที่ถูกยกวัตรแล้วไม่กลับตัว ทั้งสองข้อมีอรรถกถาขยายความละเอียด
  3. หน้า ๓๒–๔๐ ปาราชิกภิกษุณีข้อ ๔: ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กับพฤติกรรมกำหนัด ๘ อย่าง และสรุปปาราชิก ๘ ข้อ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มีความกำหนัด ยอมให้ชายจับมือ จับชายจีวร ยืนคุย นัดพบ เข้าที่ลับ และทอดกายเพื่อสนองราคะ จึงทรงบัญญัติปาราชิกข้อ ๔ ครอบคลุมพฤติกรรมกำหนัด ๘ อย่างนอกเหนือการร่วมประเวณีและการเคล้าคลึงกายที่บัญญัติแล้ว ทำครบทั้ง ๘ ฐานถือเป็นปาราชิก มีเชิงอรรถว่าปาราชิกข้อ ๕-๘ ของภิกษุณีเหมือนของภิกษุทุกประการ จบด้วยคำสวดสรุปปาราชิกทั้ง ๘ ข้อในปาติโมกข์และอรรถกถาปิดท้ายหมวดปาราชิก
  4. หน้า ๔๑–๔๘ สังฆาทิเสสภิกษุณีข้อ ๑: ภิกษุณีถุลลนันทาเป็นความในศาล กรณีโรงเก็บของ อุบาสกถวายโรงเก็บของแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้วตาย บุตรผู้ไม่มีศรัทธาอ้างสิทธิ์คืน ภิกษุณีถุลลนันทาไปเป็นพยานจนภิกษุณีสงฆ์ชนะคดี บุรุษนั้นแค้นจึงส่งพวกอาชีวกมาก่อกวนที่สำนัก ถุลลนันทาแจ้งทางการจนเขาถูกจองจำ ชาวบ้านครหาว่าภิกษุณีชอบฟ้องร้อง จึงทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามภิกษุณีเป็นความกับฆราวาส มีอรรถกถาอธิบายละเอียดว่าการขอความคุ้มครองจากทางการแบบใดทำได้และแบบใดต้องอาบัติ
  5. หน้า ๔๙–๕๗ สังฆาทิเสสภิกษุณีข้อ ๒: ถุลลนันทาบวชให้หญิงที่หนีโทษประหาร ชายาเจ้าลิจฉวีนอกใจสามีถูกขู่จะฆ่า จึงหนีไปสาวัตถีพร้อมทรัพย์มีค่า ขอบวชกับเดียรถีย์และภิกษุณีอื่นแต่ถูกปฏิเสธ จนมาขอภิกษุณีถุลลนันทาพร้อมมอบห่อของมีค่าให้ ถุลลนันทาจึงบวชให้ทันที เจ้าลิจฉวีตามหาจนถึงสาวัตถีแต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ยอมคืนตัวเพราะนางบวชแล้ว ชาวบ้านครหาว่าภิกษุณีให้โจรบวช จึงทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามรับหญิงที่รู้อยู่ว่าเป็นโจรต้องโทษประหารบวชโดยไม่ขออนุญาตทางการก่อน
  6. หน้า ๕๘–๖๓ สังฆาทิเสสภิกษุณีข้อ ๓: ห้ามภิกษุณีเดินทางตามลำพัง (เริ่มเรื่อง, ตัดตอน) ภิกษุณีศิษย์พระเถรีภัททกาปิลานีทะเลาะกับหมู่คณะแล้วหนีไปคนเดียว จึงห้ามภิกษุณีไปละแวกบ้านคนเดียว ต่อมาภิกษุณี ๒ รูปข้ามแม่น้ำแยกกัน ถูกคนพายเรือข่มขืนคนละรูป จึงเพิ่มห้ามข้ามฝั่งน้ำคนเดียว ภิกษุณีรูปงามหนีไปพักคนเดียวตอนกลางคืนเพราะกลัวชายหลงรัก จึงเพิ่มห้ามอยู่ปราศจากพวกยามค่ำ และภิกษุณีปวดท้องเดินตามหลังคณะถูกชาวบ้านข่มขืน จึงเพิ่มห้ามเดินปลีกจากหมู่ รวมเป็นสิกขาบทเดียวมี ๔ ข้อห้าม ท้ายหน้า ๖๓ เริ่มอรรถกถาอธิบายเขตย่างเท้าที่ทำให้ต้องอาบัติ (ตัดตอนกลางคัน)
  7. หน้า ๖๔–๖๗ สิกขาบทที่ ๓: ภิกษุณีไปคนเดียว (ละแวกบ้าน แม่น้ำ ราตรี พรากจากคณะ) อธิบายเหตุที่มาของกฎห้ามภิกษุณีอยู่คนเดียว มี ๔ กรณีทยอยเกิดขึ้น: ศิษย์พระเถรีภัททากาปิลานีทะเลาะแล้วหนีไปคนเดียว, ภิกษุณี ๒ รูปข้ามแม่น้ำถูกคนแจวเรือข่มขืนทีละคน, ภิกษุณีรูปงามหนีจากที่พักเพราะกลัวชายที่หลงรักตามมาหา, ภิกษุณีเดินตามหลังคณะเพราะปวดท้องแล้วถูกชาวบ้านข่มขืน จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไปคนเดียวสู่บ้าน แม่น้ำ อยู่คนเดียวในราตรี หรือแยกจากหมู่คณะ ผู้ฝ่าฝืนต้องอาบัติสังฆาทิเสสทันที เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล่วงละเมิด
  8. หน้า ๖๘–๗๖ สิกขาบทที่ ๔-๕: รับภิกษุณีที่ถูกขับกลับเข้าหมู่โดยพลการ, รับอาหารจากมือชายที่หลงรัก สิกขาบทที่ ๔ เล่าเรื่องภิกษุณีจัณฑกาลีผู้ก่อเรื่องทะเลาะจนถูกสงฆ์ลงมติขับออกจากหมู่ แต่ภิกษุณีถุลลนันทากลับเรียกประชุมด่วนให้นางกลับเข้าหมู่โดยไม่บอกกล่าวสงฆ์ผู้ทำกรรมและไม่รู้มติคณะ จึงทรงห้ามการรับกลับเข้าหมู่โดยพลการ สิกขาบทที่ ๕ เล่าเรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทาผู้งดงาม รับของเคี้ยวของฉันจากมือชายที่มีใจปฏิพัทธ์แล้วฉันเอง ทำให้ภิกษุณีอื่นไม่ได้ฉันตามสมควร จึงทรงห้ามภิกษุณีรับอาหารด้วยมือตนเองจากชายที่กำลังหลงรักตน
  9. หน้า ๗๗–๘๘ สิกขาบทที่ ๖-๗: ยุให้รับอาหารจากชายหลงรัก, จัณฑกาลีบอกคืนพระรัตนตรัยด้วยความโกรธ สิกขาบทที่ ๖ ภิกษุณีสุนทรีนันทาไม่กล้ารับอาหารจากชายที่หลงรัก แต่ภิกษุณีอีกรูปยุให้รับเถิดเพราะนางเองไม่มีใจปฏิพัทธ์ จึงทรงห้ามพูดส่งเสริมให้ผู้อื่นรับอาหารเช่นนั้น สิกขาบทที่ ๗ เล่าเรื่องภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับหมู่คณะแล้วโกรธจัด ประกาศบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และสิกขา ขู่จะไปบวชกับสำนักอื่น สงฆ์ต้องเตือนสามครั้งให้เธอสละคำพูดนั้น หากไม่สละต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลังสวดสมนุภาสครบสามจบ
  10. หน้า ๘๙–๑๐๐ สิกขาบทที่ ๘-๙: จัณฑกาลีแพ้คดีแล้วกล่าวหาสงฆ์ลำเอียง, ศิษย์ถุลลนันทาจับกลุ่มเสียหาย สิกขาบทที่ ๘ ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินแพ้คดีในสงฆ์แล้วโกรธ กล่าวหาว่าภิกษุณีทั้งหลายลำเอียงเพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง และเพราะกลัว สงฆ์ต้องเตือนให้สละคำกล่าวหานั้น สิกขาบทที่ ๙ เล่าเรื่องศิษย์ของภิกษุณีถุลลนันทาที่คลุกคลีจับกลุ่มกัน ความประพฤติเสีย ชื่อเสียงไม่ดี เลี้ยงชีพผิด เบียดเบียนสงฆ์ และปกปิดความผิดพวกพ้องกัน สงฆ์จึงต้องเตือนให้แยกย้ายกันอยู่ ไม่ทำเช่นนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลังเตือนครบสามครั้ง
  11. หน้า ๑๐๑–๑๑๑ สิกขาบทที่ ๑๐: ถุลลนันทายุให้จับกลุ่มต่อ + สรุปสังฆาทิเสส ๑๗ ข้อของภิกษุณี ภิกษุณีถุลลนันทาถูกสงฆ์เตือนเรื่องจับกลุ่มเสียหายไปแล้ว แต่กลับไปบอกภิกษุณีอื่นว่าอย่าแยกกันอยู่ ยังมีภิกษุณีเลวกว่านี้ในสงฆ์ที่ไม่ถูกว่า สงฆ์ตำหนิพวกเธอเพราะพวกน้อยและอ่อนแอเท่านั้น สงฆ์จึงเตือนสามครั้งให้สละคำพูดนี้ หากไม่สละต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปิดท้ายด้วยบทสรุปทวนรายชื่อสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบทของภิกษุณีทั้งหมด พร้อมวิธีประพฤติปักขมานัตและการเรียกเข้าหมู่คืน
  12. หน้า ๑๑๒–๑๑๘ เริ่มหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์: ภิกษุณีฉัพพัคคีย์สั่งสมบาตรไว้มากมาย ขึ้นต้นหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทของภิกษุณี เริ่มด้วยเรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์เก็บสะสมบาตรไว้จำนวนมากจนชาวบ้านครหาว่าจะเปิดร้านขายภาชนะ ทรงห้ามเก็บบาตรเกินความจำเป็นโดยไม่อธิษฐานหรือวิกัป บาตรที่ล่วงคืนต้องสละแก่สงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีรูปหนึ่ง พร้อมระบุขนาดบาตรใหญ่ กลาง เล็ก และวิธีสละคืนอย่างละเอียด รวมทั้งกฎห้ามไม่คืนบาตรที่รับสละแล้ว
  13. หน้า ๑๑๙–๑๒๐ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒ (เริ่ม): ถุลลนันทาอ้างผ้านอกกฐินว่าเป็นผ้าในกฐิน ภิกษุณีหลายรูปจำพรรษาในชนบท มีผ้าเก่าเศร้าหมองแม้ประพฤติดี อุบาสกอุบาสิกาเห็นแล้วสงสารจึงถวายผ้านอกกาล (อกาลจีวร) แก่สงฆ์ แต่ภิกษุณีถุลลนันทากลับอธิษฐานว่าเป็นผ้าในกาล (เหมือนกรานกฐินแล้ว) แล้วแจกจ่ายกันเองเสียก่อน ทำให้ภิกษุณีเจ้าของผ้าเก่าไม่ได้รับผ้าใหม่ตามที่ผู้ถวายตั้งใจ เนื้อหาต่อเนื่องไปหน้าถัดไป (บทนี้ยังไม่จบ)
  14. หน้า ๑๒๑–๑๒๘ จีวรนอกกาล-ชิงจีวรคืน: สองกลอุบายของภิกษุณีถุลลนันทา สองเรื่องความไม่ซื่อตรงของถุลลนันทา ข้อแรก: ชาวบ้านถวายผ้านอกกาลแก่ภิกษุณีสงฆ์เพราะเห็นจีวรเก่าขาด แต่นางกลับอธิษฐานว่าเป็นผ้าในกาล(กฐิน)แล้วแจกกันเอง เพื่อนไม่ได้ผ้าใหม่ ข้อสอง: นางแลกจีวรกับภิกษุณีอีกรูป แล้วภายหลังใช้อุบายพูดขอคืนผืนที่ดีกว่าจากผู้แลกเปลี่ยน ทั้งสองกรณีทรงบัญญัติห้ามและกำหนดวิธีสละคืนของที่ได้มาโดยมิชอบ
  15. หน้า ๑๒๙–๑๓๘ ขอเนยใสแล้วเปลี่ยนใจขอน้ำมัน: ถุลลนันทาสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ถวายและสิกขมานา ถุลลนันทาป่วย ขอให้อุบาสกนำเนยใสมาถวาย แต่พอได้แล้วกลับบอกว่าต้องการน้ำมันแทน อุบาสกต้องกลับไปขอแลกกับพ่อค้าซึ่งไม่ยอมรับคืนสินค้า เกิดครหา ต่อมาเกิดเหตุซ้ำโดยส่งสิกขมานาสาวไปซื้อน้ำมัน แล้วเปลี่ยนใจขอเนยใส สิกขมานาถูกพ่อค้าปฏิเสธจนต้องยืนร้องไห้ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุณีขอของอย่างหนึ่งได้แล้วขอของอย่างอื่นซ้อนอีก
  16. หน้า ๑๓๙–๑๔๙ เงินบุญเจาะจงถวายสงฆ์ ห้ามเปลี่ยนวัตถุประสงค์ (สิกขาบทที่ ๖-๗) ชาวบ้านรวบรวมเงิน(กัปปิยภัณฑ์)ฝากร้านค้าไว้เป็นค่าจีวรถวายภิกษุณีสงฆ์โดยเจาะจง แต่ภิกษุณีกลับให้เปลี่ยนเป็นค่ายาแล้วนำไปใช้ส่วนตัว ชาวบ้านตำหนิว่าผิดเจตนาผู้ถวาย พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของเงินที่เจาะจงถวายสงฆ์ สิกขาบทถัดมาเพิ่มโทษกรณีภิกษุณียังออกปากขอเปลี่ยนเองเป็นการส่วนตัวซ้ำอีกด้วย
  17. หน้า ๑๕๐–๑๖๔ เงินบุญเจาะจงถวายคณะ-บุคคล ห้ามเปลี่ยนวัตถุประสงค์ (สิกขาบทที่ ๘-๑๐) รวมเรื่องกุฏิถุลลนันทาชำรุด สิกขาบทคู่ขนานกับหมวดก่อน แต่เปลี่ยนเป็นกรณีชาวบ้านถวายเงินเจาะจงแก่คณะภิกษุณีกลุ่มหนึ่ง(ค่าข้าวยาคู) และแก่ภิกษุณีรูปเดียว ภิกษุณีก็ยังลักลอบเปลี่ยนเป็นค่ายาเพื่อใช้เอง เรื่องเด่นคือกุฏิของถุลลนันทาชำรุดเพราะไม่มีคนช่วยซ่อม ชาวบ้านเห็นใจถวายเงินซ่อมกุฏิ แต่นางกลับเบียดบังไปซื้อยาแทน จนถูกครหาอีกครั้ง
  18. หน้า ๑๖๕–๑๖๙ ถุลลนันทาทูลขอผ้ากัมพลหนาที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสวมอยู่ ถุลลนันทาเป็นพหูสูตเก่งพูด พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาฟังธรรมจากนางในฤดูหนาว ทรงห่มผ้ากัมพลราคาแพง เมื่อทรงปวารณาจะประทานสิ่งที่นางต้องการ นางกลับทูลขอผ้ากัมพลผืนที่ทรงอยู่นั้นเอง ชาวบ้านตำหนิว่านางมักมากไม่สันโดษ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติเพดานราคาผ้าห่มหนักที่ภิกษุณีจะขอให้เขาจัดซื้อได้ไม่เกิน ๔ กังสะ (๑๖ กหาปณะ)
  19. หน้า ๑๗๐–๑๗๕ ถุลลนันทาขอผ้าโขมพัสตร์ฤดูร้อนจากพระราชาซ้ำอีก และบทสรุปปิดหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมในฤดูร้อน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงห่มผ้าโขมพัสตร์เนื้อดีมาฟังธรรม ถุลลนันทาทูลขอผ้าที่ทรงอยู่อีก จึงทรงบัญญัติเพดานราคาผ้าห่มเบาไม่เกิน ๒ กังสะกึ่ง (๑๐ กหาปณะ) จบหมวดด้วยบทสวดสรุปถามความบริสุทธิ์ของภิกษุณีในสิกขาบทนิสสัคคิยปาจิตตีย์ทั้ง ๓๐ ข้อ (เฉพาะภิกษุณี ๑๒ ข้อ ร่วมกับภิกษุ ๑๘ ข้อ) พร้อมอรรถกถาอธิบายวิธีนับสิกขาบทให้ครบ ๓๐
  20. หน้า ๑๗๖–๑๗๗ เริ่มหมวดปาจิตตีย์ ๑๖๖ ข้อ: ถุลลนันทาขนกระเทียมเกินประมาณ (เริ่มนิทานหงส์ทอง) เปิดหมวดปาจิตตีย์ ๑๖๖ สิกขาบทของภิกษุณี เรื่องแรก: อุบาสกปวารณาถวายกระเทียมแก่ภิกษุณีสงฆ์ แต่ช่วงมีงานมหรสพกระเทียมขาดตลาด ถุลลนันทาไปที่ไร่แล้วขนกระเทียมไปมากมายไม่รู้จักประมาณ คนเฝ้าไร่ตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงเริ่มเล่าอดีตชาติของถุลลนันทาเป็นภรรยาพราหมณ์มีธิดา ๓ คนชื่อนันทา นันทวดี สุนทรี (เรื่องหงส์ทองคำ) เนื้อหาถูกตัดตอนต่อในส่วนถัดไป (ยังไม่จบ)
  21. หน้า ๑๗๘–๑๘๒ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑: ห้ามภิกษุณีฉันกระเทียม (เรื่องหงส์ทอง) อุบาสกปวารณากระเทียมแก่ภิกษุณีสงฆ์คนละ ๒-๓ กำ แต่ช่วงมีงานมหรสพกระเทียมขาดตลาด ภิกษุณีถุลลนันทาไปที่ไร่ขนกระเทียมมามากไม่รู้จักประมาณ ถูกคนเฝ้าไร่ตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงเล่าอดีตชาติว่านางเคยเป็นภรรยาพราหมณ์ผู้ตายไปเกิดเป็นหงส์ทองสลัดขนทองให้ภรรยาคนละเส้น แต่นางโลภจับถอนขนจนหมดตัว ขนที่งอกใหม่กลับกลายเป็นสีขาว เสื่อมจากทองเพราะความโลภ จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีฉันกระเทียม พร้อมข้อยกเว้นกระเทียมพันธุ์อื่นและที่ปรุงในอาหาร
  22. หน้า ๑๘๓–๑๙๑ ลสุณวรรค สิกขาบท ๒-๔: ถอนขนที่แคบ สัมผัสองค์รหัสกัน และใช้ท่อนยางเกลี้ยง ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ถอนขนที่รักแร้และทวารเบาแล้วเปลือยกายอาบน้ำปนกับหญิงแพศยาที่แม่น้ำอจิรวดี ถูกตำหนิ จึงห้ามถอนขนบริเวณที่แคบ; ภิกษุณี ๒ รูปอันความกระสันบีบคั้นเข้าห้องสัมผัสองค์รหัสกันจนภิกษุณีอื่นได้ยินเสียง จึงห้ามสัมผัสที่ลับแม้ด้วยกลีบบัว; ภิกษุณีอดีตพระสนมสอนภิกษุณีอีกรูปให้ใช้ท่อนยางเกลี้ยงคลายกำหนัดแล้วลืมล้างทิ้งไว้จนแมลงวันตอม จึงห้ามสอดวัตถุใดๆเข้าองค์รหัส ทุกข้อยกเว้นกรณีเจ็บป่วย
  23. หน้า ๑๙๒–๑๙๙ ลสุณวรรค สิกขาบท ๕-๖: จำกัดความลึกการชำระองค์รหัส และห้ามปรนนิบัติภิกษุขณะฉัน พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีทูลว่ามาตุคามมีกลิ่นเหม็น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตน้ำชำระ แต่ภิกษุณีรูปหนึ่งใช้ชำระลึกเกินจนเป็นแผลในองค์รหัส จึงจำกัดไว้เพียง ๒ ข้อองคุลี; ต่อมาภิกษุณีที่เคยเป็นภรรยามหาอำมาตย์ซึ่งบวชเป็นภิกษุ เข้าไปปรนนิบัติน้ำและพัดวีสามีเก่าขณะฉันภัตร พูดจาเกี้ยวพาราสีเรื่องครองเรือน เมื่อถูกภิกษุห้ามก็โกรธเทน้ำรดหัวและตีด้วยพัด จึงทรงห้ามภิกษุณีเข้าไปปรนนิบัติภิกษุด้วยน้ำหรือพัดขณะฉันอาหาร
  24. หน้า ๒๐๐–๒๑๑ ลสุณวรรค สิกขาบท ๗-๙: ขอ/หุงข้าวเปลือกสด และทิ้งของโสโครกนอกกำแพงหรือลงในพืชผล ช่วงฤดูเกี่ยวข้าว ภิกษุณีขอข้าวเปลือกสดจากชาวบ้านจนถูกแซวที่ประตูเมือง จึงห้ามขอ คั่ว ตำ หุงข้าวเปลือกสดฉัน; ภิกษุณีเทอุจจาระนอกฝาที่พำนักรดศีรษะพราหมณ์ผู้กำลังจะไปทูลขอตำแหน่งราชการคืน พราหมณ์โกรธจะเผาสำนัก แต่อุบาสกแนะว่าเป็นมงคลจะได้ตำแหน่งคืน ผลปรากฏจริงตามนั้น จึงทรงห้ามเทของโสโครกนอกฝา/กำแพง; ภิกษุณีเทของเสียลงในนาข้าวเหนียวของพราหมณ์จนพืชเสียหาย จึงห้ามเทของโสโครกลงในพืชผลสดด้วย
  25. หน้า ๒๑๒–๒๑๖ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑๐: ห้ามภิกษุณีไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี คราวมีมหรสพบนยอดเขาที่ราชคฤห์ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พากันไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรีเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ชาวบ้านพากันตำหนิ จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไปดูมหรสพเหล่านี้ เว้นแต่ยืนอยู่ในอารามแล้วเห็นหรือได้ยินเอง เดินสวนทางพบโดยไม่ตั้งใจ หรือมีกิจจำเป็นต้องเดินผ่านไป
  26. หน้า ๒๑๗–๒๒๙ อันธการวรรค สิกขาบท ๑-๔: ห้ามยืน/เจรจากับชายหนึ่งต่อหนึ่งในที่มืด ที่กำบัง ที่แจ้ง และตามถนน ศิษย์ของพระภัททากาปิลานีเถรียืนคุยกับญาติผู้ชายตามลำพังในที่มืดไม่มีแสงไฟ ถูกตำหนิจึงห้าม จากนั้นนางหลบไปคุยในที่กำบังแทน แล้วเปลี่ยนไปคุยในที่แจ้งแทนอีก แต่ละครั้งถูกบัญญัติสิกขาบทเพิ่มขึ้นทีละข้อ ปิดช่องโหว่ทีละทาง; ต่อมาภิกษุณีถุลลนันทายืนคุยกระซิบใกล้หูชายในถนน ตรอกตัน ทางสามแพร่ง และแกล้งส่งภิกษุณีเพื่อนกลับก่อนเพื่อคุยตามลำพัง จึงทรงห้ามทั้งหมด ยกเว้นมีหญิงอื่นอยู่ด้วยหรือมีกิจจำเป็นจริง
  27. หน้า ๒๓๐–๒๓๔ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๕-๖: ต้องบอกลาเจ้าของบ้านก่อนออกจากสกุลทั้งก่อนและหลังฉัน ภิกษุณีรูปหนึ่งรับกิจนิมนต์ประจำสกุลหนึ่ง เข้าไปนั่งบนอาสนะแล้วกลับโดยไม่บอกลา ทาสีมัวเก็บกวาดเรือนได้เผลอเก็บอาสนะนั้นทิ้งลงกระโถน เจ้าของบ้านหาไม่พบจึงคาดคั้นเอาคืนจนถึงกับงดถวายภัตร ภายหลังพบอาสนะในกระโถนจึงขอขมา ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีนั่งบนอาสนะในสกุลก่อนฉันแล้วไม่บอกลาก่อนกลับ; ต่อมาภิกษุณีถุลลนันทาเข้าสกุลหลังฉันแล้วนั่งบ้างนอนบ้างโดยไม่บอกกล่าว ทำให้เจ้าของบ้านเกรงใจไม่กล้าใช้อาสนะเอง (เรื่องดำเนินต่อในหน้าถัดไป)
  28. หน้า ๒๓๕–๒๓๗ มารยาทกับชายและกับเจ้าของบ้าน: อยู่ลำพังกับชาย, อาสนะหายในกระโถน, เข้าบ้านไม่บอกลา สามสิกขาบท: ห้ามภิกษุณียืนคุย กระซิบใกล้หู หรือส่งเพื่อนภิกษุณีกลับเพื่ออยู่กับชายหนึ่งต่อหนึ่งตามถนนตรอกที่ลับ (กรณีถุลลนันทา); ภิกษุณีที่นั่งอาสนะในบ้านอุปัฏฐากแล้วไม่บอกลากลับ ทาสีเผลอกวาดอาสนะลงกระโถน เจ้าของบ้านหาไม่พบจึงตัดภัตตาหารประจำ ภายหลังพบจึงขอขมา; และถุลลนันทาเข้าบ้านหลังเที่ยงแล้วนั่งนอนโดยไม่บอกกล่าว จนคนในบ้านเกรงใจไม่กล้าใช้ที่นั่งที่นอนของตนเอง
  29. หน้า ๒๓๘–๒๔๘ ขอพักแรมยามค่ำ ยุแยงให้เข้าใจผิด และการแช่งด้วยนรก ภิกษุณีหมู่หนึ่งขอพักแรมบ้านพราหมณ์ตอนเย็นโดยไม่รอเจ้าบ้าน พราหมณ์กลับมาเห็นสั่งไล่ออกว่า 'หญิงหัวโล้นเหล่านี้เป็นหญิงเสเพล' จึงบัญญัติห้ามเข้าสกุลยามวิกาลโดยไม่บอก; ภิกษุณีรูปหนึ่งยุให้เพื่อนเข้าใจผิดเรื่องจีวรที่จะได้รับ; และภิกษุณีจัณฑกาลีถูกถามหาของหาย จึงโกรธแช่งตนเองและเพื่อนภิกษุณีให้ตกนรกพ้นจากสมณเพศหากพูดเท็จ
  30. หน้า ๒๔๙–๒๖๐ จัณฑกาลีทุบตนร้องไห้ อาบน้ำเปลือยกาย และผิดสัญญาเย็บจีวร ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับหมู่คณะแล้วทุบตัวเองร้องไห้ จึงห้ามการประทุษร้ายตนเอง; ภิกษุณีหลายรูปเปลือยกายอาบน้ำร่วมท่ากับหญิงแพศยาในแม่น้ำอจิรวดี ถูกหญิงเหล่านั้นแซวเยาะว่ายังสาวจะบวชทำไม จึงอับอาย นำมาสู่ข้อห้ามเปลือยกายอาบน้ำและกำหนดขนาดผ้าอาบน้ำ; และถุลลนันทารับปากจะเย็บจีวรที่ให้เลาะออกแต่ผัดผ่อนไม่ทำ
  31. หน้า ๒๖๑–๒๗๒ ฝากจีวรจนขึ้นรา สวมจีวรผู้อื่นโดยไม่บอก และขัดขวางการถวาย-แจกจีวร ภิกษุณีฝากจีวรไว้แล้วออกจาริกจนจีวรขึ้นราตกหนาว จึงกำหนดต้องผลัดเปลี่ยนผ้าสังฆาฏิทุก ๕ วัน; ภิกษุณีรูปหนึ่งสวมจีวรที่ผู้อื่นตากผึ่งไว้โดยไม่ขออนุญาต; ถุลลนันทาห้ามอุปัฏฐากถวายจีวรแก่สงฆ์ ภายหลังบ้านนั้นถูกไฟไหม้ ชาวบ้านตำหนิว่าทำให้เสียทั้งบุญทั้งทรัพย์; และถุลลนันทาห้ามแจกจีวรระหว่างรอศิษย์ของตนกลับมา
  32. หน้า ๒๗๓–๒๘๓ ให้จีวรแก่นักแสดงเพื่อแลกคำสรรเสริญ ประวิงเวลาแจกจีวร และห้ามเดาะกฐิน ถุลลนันทามอบจีวรของสงฆ์ให้ครูฟ้อนรำ คนโดดไม้สูง และตัวตลก เพื่อแลกให้พวกเขาป่าวประกาศยกย่องคุณของตนในที่ชุมชนให้ชาวบ้านถวายของแก่ตน; ถุลลนันทาประวิงเวลาแจกจีวรของหมู่ด้วยหวังจะได้จีวรจากแหล่งอื่นที่ยังไม่แน่นอน; และเมื่ออุบาสกผู้สร้างวิหารขอให้สงฆ์เดาะกฐินเพื่อถวายจีวรนอกกาล ถุลลนันทากลับขัดขวางไว้เอง มีบทกรรมวาจาสวดเดาะกฐินแทรกอยู่ด้วย
  33. หน้า ๒๘๔–๒๙๑ ภิกษุณีสองรูปนอนเตียงเดียวกัน ห่มผ้าผืนเดียวกัน และถุลลนันทาริษยาพระภัททากาปิลานี ภิกษุณีสองรูปนอนร่วมเตียงเดียวกันและใช้ผ้าปูผ้าห่มผืนเดียวกัน ถูกชาวบ้านครหาว่าเหมือนหญิงชาวบ้าน จึงบัญญัติห้ามทั้งสองกรณี; ตอนท้ายเริ่มเรื่องถุลลนันทาผู้เชี่ยวชาญพูดเก่ง อิจฉาที่ชาวบ้านนิยมพระภัททากาปิลานีมากกว่า จึงจงใจจงกรม ยืน นั่ง นอน ท่องบ่นบังหน้าท่านเพื่อก่อกวนใจ (เรื่องยังไม่จบในหน้านี้)
  34. หน้า ๒๙๒–๒๙๖ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ 1-4: นอนร่วมเตียง ผ้าห่มผืนเดียว ความริษยา และทอดทิ้งเพื่อนป่วย บัญญัติสิกขาบทภิกษุณี 4 ข้อ: ห้ามภิกษุณีสองรูปนอนเตียงเดียวกัน (86) หรือใช้ผ้าปูและผ้าห่มผืนเดียวกัน (87) เพราะดูเหมือนหญิงชาวบ้าน; เรื่องถุลลนันทาริษยาภัททากาปิลานีที่คนนิยมมากกว่า จึงจงกรม ยืน นั่ง สอนขัดขวางไม่ให้คนเข้าหาภัททากาปิลานีได้สะดวก ทรงห้ามแกล้งก่อความไม่สำราญแก่ภิกษุณีอื่น (88); และห้ามทอดทิ้งไม่ช่วยเหลือสหชีวินีที่เจ็บป่วย (89).
  35. หน้า ๒๙๗–๓๐๖ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ 5-6: ถุลลนันทาฉุดคร่าภัททากาปิลานี และจัณฑกาลีคลุกคลีคหบดี ถุลลนันทาให้ห้องพักแก่ภัททากาปิลานี แต่พอเห็นคนนิยมนางมากกว่าตนก็ริษยา โกรธขัดใจ ฉุดคร่านางออกจากห้องพักเอง ทรงห้ามฉุดคร่าภิกษุณีออกจากที่พักด้วยความโกรธ (90); เรื่องจัณฑกาลีคลุกคลีกับคหบดีและบุตรคหบดีเกินควร ทรงบัญญัติให้ตักเตือน 3 ครั้ง แล้วสวดสมนุภาสกลางสงฆ์หากไม่เชื่อฟัง จึงต้องอาบัติ (91).
  36. หน้า ๓๐๗–๓๑๖ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ 7-10: ห้ามเที่ยวจาริกเสี่ยงภัยและห้ามเลี่ยงจาริกหลังออกพรรษา บัญญัติห้ามภิกษุณีเที่ยวจาริกโดยไม่มีขบวนเกวียนคุ้มกันในถิ่นที่รู้กันว่ามีโจรและอันตราย ทั้งในแว่นแคว้นตน (92) และนอกแว่นแคว้น (93) เพราะเคยถูกนักเลงทำร้าย; ห้ามจาริกในพรรษาเพราะเหยียบย่ำหญ้าและสัตว์เล็ก (94); และห้ามอยู่ประจำที่เดิมไม่ยอมออกจาริกแม้พ้นพรรษาแล้ว อย่างน้อยต้องเดินทางไกล 5-6 โยชน์ (95) จบตุวัฏฏวรรคที่ 4.
  37. หน้า ๓๑๗–๓๒๙ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ 1-4: ห้ามดูโรงมหรสพ นั่งตั่งสูง กรอด้าย และทำงานให้ชาวบ้าน เริ่มวรรคใหม่ ห้ามภิกษุณีไปดูโรงละครหลวง ห้องภาพ อุทยาน สระโบกขรณี เพราะทำตัวเหมือนหญิงชาวบ้าน (96); ห้ามนั่งนอนบนตั่งหรือแคร่สูงเกินประมาณ (97); ห้ามกรอด้ายเอง (98); และห้ามช่วยทำงานบ้านให้ชาวบ้าน เช่น หุงข้าว ต้มยาคู ซักผ้า เว้นแต่ทำถวายสงฆ์หรือบูชาเจดีย์ (99).
  38. หน้า ๓๓๐–๓๓๙ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ 5-7: ผิดสัญญาไกล่เกลี่ย ติดสินบนนักแสดง และไม่ยอมสละผ้าอนามัย ถุลลนันทารับปากช่วยระงับข้อพิพาทของภิกษุณีรูปหนึ่งแล้วไม่ทำตาม ทรงห้ามรับปากช่วยระงับอธิกรณ์แล้วไม่ทำ (100); เรื่องถุลลนันทาให้ของกินแก่นักแสดง นักฟ้อน นักกายกรรมด้วยมือตนเอง เพื่อแลกคำสรรเสริญตนต่อหน้าชุมชน ทรงห้ามให้ของเคี้ยวแก่ฆราวาสหรือปริพาชกด้วยมือตนเอง (101); และห้ามใช้ผ้าอนามัยส่วนกลางค้างไว้ไม่ให้ผู้อื่นใช้ต่อ (102).
  39. หน้า ๓๔๐–๓๔๘ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ 8-10: ห้องพักถูกไฟไหม้ และห้ามเรียน-สอนวิชาดิรัจฉาน ถุลลนันทาออกจาริกโดยไม่ฝากห้องพักให้ผู้ใดดูแล ต่อมาห้องถูกไฟไหม้ ภิกษุณีอื่นไม่ยอมช่วยขนของเพราะกลัวถูกทวงของหาย ทรงห้ามหลีกจาริกโดยไม่มอบหมายห้องพัก (103); และห้ามภิกษุณีฉัพพัคคีย์เรียนหรือสอนวิชาดิรัจฉาน ศาสตร์นอกศาสนาที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น มนต์คาถา ทั้งการเรียน (104) และการสอน (105) จบจิตตาคารวรรคที่ 5.
  40. หน้า ๓๔๙ ไม่มอบหมายห้องพักก่อนจาริก และภิกษุณีฉัพพัคคีย์เรียน-สอนวิชานอกศาสนา (จบจิตตาคารวรรค) ภิกษุณีถุลลนันทาออกจาริกโดยไม่มอบหมายให้ใครดูแลห้องพัก ต่อมาห้องถูกไฟไหม้ เพื่อนภิกษุณีไม่ยอมช่วยขนของออกเพราะกลัวถูกทวงของที่หาย นางจึงตำหนิพวกเขา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้มอบหมายก่อนไปจาริก ต่อมาภิกษุณีฉัพพัคคีย์ถูกชาวบ้านครหาว่าพากันเรียนและสอนวิชานอกศาสนา (คาถาอาคม ของขลัง) เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม จึงทรงห้ามทั้งเรียนและสอนวิชาดังกล่าว ยกเว้นวิชาป้องกันตัวและการเรียนหนังสือทั่วไป จบจิตตาคารวรรคที่ ๕
  41. หน้า ๓๕๐–๓๖๑ เข้าอารามภิกษุโดยไม่บอกกล่าว, พระกัปปิตกเถระถูกลอบฆ่า, ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกยกวัตร ภิกษุณีเข้าอารามที่มีภิกษุอยู่โดยไม่บอกก่อน จึงทรงบัญญัติให้บอกก่อนเข้าเสมอ จากนั้นเล่าเรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์สร้างสถูปให้ภิกษุณีที่ตายใกล้กุฎิพระกัปปิตกเถระแล้วร้องไห้เสียงดังจนท่านทำลายสถูป พวกนางโกรธวางแผนฆ่าท่าน แต่พระอุบาลีแอบเตือนให้หนี พวกนางถมกุฎิด้วยหินดินคิดว่าท่านตายแล้ว แต่ท่านรอดชีวิต แล้วกลับด่าพระอุบาลีผู้เปิดโปงว่าเป็นคนรับใช้ตระกูลต่ำ ทรงห้ามด่าภิกษุณีด้วยกัน ต่อด้วยเรื่องจัณฑกาลีถูกยกวัตร แล้วถุลลนันทาด่าคณะสงฆ์ว่าโง่เขลา ทรงห้ามตำหนิคณะสงฆ์
  42. หน้า ๓๖๒–๓๗๑ ฉันของที่บอกห้ามภัตแล้วอีก, ภิกษุณีหวงตระกูลอุปถัมภ์, จำพรรษาที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณีรับนิมนต์ฉันจนอิ่มแล้วยังไปฉันที่บ้านอื่นอีก จนพราหมณ์ผู้เลี้ยงน้อยใจว่าตนเลี้ยงได้ไม่พอ จึงทรงห้ามฉันซ้ำหลังบอกห้ามภัตแล้ว ต่อมาภิกษุณีรูปหนึ่งหวงตระกูลที่อุปถัมภ์ตน กลัวภิกษุณีอื่นมาแย่งลาภ จึงหลอกเพื่อนว่าทางนั้นมีสุนัขดุ ทรงห้ามความตระหนี่ตระกูลเช่นนี้ และห้ามจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุอยู่เลย เพราะจะขาดที่พึ่งสำหรับถามครุธรรมและกิจอุโบสถ-ปวารณา
  43. หน้า ๓๗๒–๓๘๓ ปวารณาหลังจำพรรษา, ไปรับโอวาท, ถามอุโบสถทุกกึ่งเดือน, เหตุบ่งฝีในที่ลับกับชายผู้เดียว ทรงบัญญัติให้ภิกษุณีที่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาต่อภิกษุสงฆ์ทั้งสองฝ่าย ต้องไปรับโอวาทและร่วมกิจสงฆ์กับภิกษุ และทุกกึ่งเดือนต้องถามวันอุโบสถและขอโอวาทจากภิกษุสงฆ์ หากละเลยต้องอาบัติ ปิดท้ายด้วยเรื่องภิกษุณีรูปหนึ่งให้ชายคนเดียวช่วยบ่งฝีที่เกิดบริเวณร่มผ้า (ใต้สะดือเหนือเข่า) ตามลำพัง ชายนั้นถือโอกาสพยายามประทุษร้ายนาง นางร้องขึ้นจนภิกษุณีอื่นวิ่งมาช่วย จึงทรงห้ามรักษาส่วนที่ลับกับชายตามลำพังโดยไม่บอกสงฆ์หรือคณะก่อน จบอารามวรรคที่ ๖
  44. หน้า ๓๘๔–๓๙๕ ห้ามบวชหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน, ห้ามบวชสิกขมานาที่ยังไม่ครบธรรม ๖ ข้อ ๒ ปี ภิกษุณีบวชให้หญิงมีครรภ์และหญิงมีลูกอ่อน จนชาวบ้านครหาเมื่อเห็นนางออกบิณฑบาตท้องโต จึงทรงห้ามบวชหญิงสองประเภทนี้ ต่อมาทรงห้ามบวชสิกขมานาที่ยังไม่ได้สมาทานศึกษาศีล ๖ ข้อ (เว้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มสุรา ฉันในเวลาวิกาล) ให้ครบ ๒ ปีก่อน เพราะจะทำให้ได้ภิกษุณีที่โง่เขลาไม่รู้ผิดชอบ ทรงวางขั้นตอนขอสิกขาสมมติต่อสงฆ์และคำสมาทานศีลทั้ง ๖ ข้อไว้อย่างละเอียด
  45. หน้า ๓๙๖–๔๐๕ สงฆ์ต้องสมมติการอุปสมบทก่อนบวชสิกขมานาที่ครบธรรม ๒ ปี, ห้ามบวชเด็กหญิงต่ำกว่า ๑๒ ปี แม้สิกขมานาจะศึกษาศีล ๖ ข้อครบ ๒ ปีแล้ว หากสงฆ์ยังไม่ได้ประชุมให้สมมติการอุปสมบทอย่างเป็นทางการ ภิกษุณีก็ยังบวชให้ไม่ได้ ทรงวางขั้นตอนขอสมมติต่อสงฆ์ไว้โดยละเอียด จากนั้นทรงห้ามบวชเด็กหญิงชาวบ้านที่อายุยังไม่ครบ ๑๒ ปี เพราะยังทนความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคายไม่ไหว ต่างจากเด็กอายุครบ ๑๒ ปีที่อดทนได้ ท้ายบทเริ่มเรื่องบวชเด็กหญิงอายุครบ ๑๒ ปีแต่ยังไม่ได้ศึกษาศีล ๖ ข้อ (เนื้อหาต่อในหน้าถัดไป)
  46. หน้า ๔๐๖–๔๑๔ บวชเด็กหญิงอายุครบ 12 ปี ต้องผ่านสิกขาสมมติและได้รับอนุมัติจากสงฆ์ก่อน เมื่อเด็กหญิงอายุครบ 12 ปีแล้ว ต้องศึกษาสิกขาในธรรม 6 ประการก่อนตลอด 2 ปี (สิกขาบทที่ 6) และแม้ศึกษาครบแล้วก็ต้องขอให้สงฆ์ประกาศสมมติอย่างเป็นทางการก่อนจึงจะบวชได้ (สิกขาบทที่ 7) มีเรื่องเล่าภิกษุณีบวชให้ก่อนได้รับสมมติ เมื่อถูกเรียกว่าสิกขมานา เด็กเหล่านั้นแย้งว่า พวกดิฉันไม่ใช่สิกขมานา พวกดิฉันเป็นภิกษุณี
  47. หน้า ๔๑๕–๔๒๒ ถุลลนันทาทอดทิ้งศิษย์ที่บวชให้ ไม่อนุเคราะห์ ไม่ติดตาม จนถูกจับตัวไป ภิกษุณีถุลลนันทาบวชสัทธิวิหารินีแล้วไม่สอนไม่ดูแลตลอด 2 ปี (สิกขาบทที่ 8) ภิกษุณีอื่นก็ไม่ติดตามดูแลอุปัชฌาย์ผู้บวชให้ตน (สิกขาบทที่ 9) และถุลลนันทาบวชศิษย์แล้วปล่อยให้เดินทางตามลำพัง ไม่พาไปเอง ไม่ให้ใครพาไป จนถูกชายคนหนึ่งฉวยตัวไประหว่างทาง จึงทรงบัญญัติให้ต้องพาศิษย์ที่บวชใหม่ไปด้วยเสมอแม้ระยะทางเพียง 5-6 โยชน์ (สิกขาบทที่ 10) จบคัพภินีวรรค
  48. หน้า ๔๒๓–๔๓๖ บวชสามเณรีก่อนอายุ 20 หรือก่อนศึกษาสิกขาครบ ทำให้ทนความยากลำบากไม่ไหว ทรงห้ามบวชสามเณรีที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีเพราะทนความหนาวร้อนหิวกระหายไม่ไหว (สิกขาบทที่ 1) จึงทรงอนุญาตให้สิกขาสมมติแก่สามเณรีอายุ 18 ปีก่อน (สิกขาบทที่ 2) และแม้ศึกษาสิกขาครบ 2 ปีแล้วก็ต้องขอสมมติจากสงฆ์อย่างเป็นทางการก่อนบวช (สิกขาบทที่ 3) อรรถกถาอธิบายลำดับอายุการให้สิกขาสมมติแก่หญิงคฤหัสถ์ กุมารี และสามเณรีอย่างละเอียด
  49. หน้า ๔๓๗–๔๔๕ ภิกษุณีต้องมีพรรษาครบ 12 ปีและได้รับสมมติจากสงฆ์จึงเป็นอุปัชฌาย์บวชกุลธิดาได้ ภิกษุณีที่มีพรรษายังไม่ถึง 12 ปี ยังไม่มีประสบการณ์พอจะเป็นอุปัชฌาย์บวชให้กุลธิดา (สิกขาบทที่ 4) แม้พรรษาครบ 12 แล้วก็ต้องขอสมมติจากสงฆ์ก่อน โดยสงฆ์จะพิจารณาว่าฉลาดและมีความละอายหรือไม่ (สิกขาบทที่ 5) มีเรื่องภิกษุณีจัณฑกาลีถูกสงฆ์ทักว่ายังไม่สมควรเป็นอุปัชฌาย์ ก็รับคำเห็นด้วย แต่ภายหลังน้อยใจบ่นว่าเมื่อเห็นภิกษุณีอื่นได้รับสมมติ จึงทรงห้ามการกลับคำบ่นเช่นนี้ (สิกขาบทที่ 6)
  50. หน้า ๔๔๖–๔๕๔ ถุลลนันทาเรียกสินบนและเงื่อนไขแลกกับการบวชให้สิกขมานา ถุลลนันทาบอกสิกขมานาว่าจะบวชให้ก็ต่อเมื่อได้รับจีวรเป็นการตอบแทน แต่พอไม่มีเหตุขัดข้องกลับไม่บวชให้ (สิกขาบทที่ 7) ทำนองเดียวกันเรียกร้องให้สิกขมานาคอยรับใช้ตนนาน 2 ปีก่อนจึงจะบวชให้ (สิกขาบทที่ 8) และยังบวชให้จัณฑกาลี สิกขมานาที่มีเรื่องเสียหายกับผู้ชาย คลุกคลีกับเด็กหนุ่ม ดุร้าย ทำให้ชายอื่นเป็นทุกข์ (สิกขาบทที่ 9)
  51. หน้า ๔๕๕–๔๖๒ ถุลลนันทาบวชสิกขมานาไม่ได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ และเชิญฝ่ายพระเทวทัตมาบวชแทน ถุลลนันทาบวชสิกขมานาที่พ่อแม่หรือสามียังไม่อนุญาต ทำให้ครอบครัวติเตียน (สิกขาบทที่ 10) จากนั้นนิมนต์พระเถระมาประชุมเพื่อบวชศิษย์ แต่เห็นว่าอาหารมีน้อยจึงส่งกลับ แล้วหันไปเชิญพระเทวทัต โกกาลิกะ กฏโมรกติสสกะ และสมุทททัตตะมาบวชแทน ทรงห้ามการบวชด้วยการขอฉันทะจากที่ประชุมเดิมที่เลิกไปแล้ว (สิกขาบทที่ 11) ท้ายบทเริ่มเรื่องภิกษุณีบวชสิกขมานาทุกปีจนที่พักอาศัยไม่พอ (สิกขาบทที่ 12 ยังไม่จบ)
  52. หน้า ๔๖๓–๔๖๗ กฎการบวชสิกขมานา: ต้องขออนุญาตพ่อแม่-สามี ห้ามบวชด้วยฉันทะค้าง และจำกัดจำนวนต่อปี ต่อจากตอนก่อน ภิกษุณีต้องขออนุญาตบิดามารดาหรือสามีของสิกขมานาก่อนบวชให้ (กรณีถุลลนันทาบวชสิกขมานาที่พ่อแม่ยังไม่อนุญาต) ห้ามบวชด้วย "ฉันทะค้าง" คือรอจนที่ประชุมสงฆ์เลิกแล้วเปลี่ยนใจนิมนต์คณะอื่นมาบวชแทนคณะเดิมที่ส่งกลับไป และห้ามบวชสิกขมานาเกินปีละ 1 รูป เพราะที่พักอาศัยในสำนักไม่เพียงพอจนชาวบ้านตำหนิ กฎเหล่านี้ล้วนป้องกันความวุ่นวายและความขาดแคลนที่อยู่อาศัยในหมู่ภิกษุณี
  53. หน้า ๔๖๘–๔๘๔ ฉัตตุปาหนวรรค: ห้ามภิกษุณีใช้ร่ม รองเท้า ยานพาหนะ เครื่องประดับ และของหอมอย่างสตรีคฤหัสถ์ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กั้นร่มสวมรองเท้า นั่งยานพาหนะ ใช้เครื่องประดับเอวและเครื่องประดับสตรี อาบน้ำอบกลิ่นหอมและกำยาน ทำให้ชาวบ้านตำหนิว่าทำตัวเหมือนสตรีคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม แต่ผ่อนผันให้ใช้ได้เมื่ออาพาธ เรื่องเด่นคือภิกษุณีรูปหนึ่งสวมเครื่องประดับเอวที่ชาวบ้านฝากไปให้คนอื่น แต่ด้ายขาดเครื่องประดับหล่นเกลื่อนถนนจนถูกครหา
  54. หน้า ๔๘๕–๕๐๕ ห้ามใช้ผู้อื่นนวด ต้องขออนุญาตก่อนนั่งหรือถามปัญหาพระ เรื่องผ้ารัดถันหลุด และจบหมวดปาจิตตีย์ 166 ข้อ ห้ามภิกษุณีใช้ภิกษุณี สิกขมานา สามเณรี หรือสตรีคฤหัสถ์นวดหรือขยำตัวให้ เหมือนสตรีมั่งมี ต้องขอโอกาสก่อนนั่งตรงหน้าและก่อนถามปัญหาพระภิกษุ เรื่องเด่น ภิกษุณีรูปหนึ่งไม่สวมผ้ารัดถันเข้าบิณฑบาต ลมพัดเวิกผ้าสังฆาฏิกลางถนน ชาวบ้านร้องล้อว่าถันและท้องสวย นางอับอายมาก จึงทรงบัญญัติให้สวมผ้ารัดถันเข้าบ้าน จบด้วยการสวดทวนถามความบริสุทธิ์ปิดหมวดปาจิตตีย์ 166 สิกขาบท
  55. หน้า ๕๐๖–๕๒๑ ปาฏิเทสนียะ 1-4: ห้ามภิกษุณีขอเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยมาฉันเมื่อไม่อาพาธ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ขอของฉันรสเลิศ คือเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย จากชาวบ้านมาฉันทั้งที่ไม่เจ็บป่วย ถูกครหาว่าเห็นแก่ปาก จึงทรงห้ามและกำหนดให้ผู้ล่วงละเมิดต้องแสดงคืนทุกคำกลืน แต่เมื่อทรงห้ามเด็ดขาดแต่แรก ภิกษุณีที่อาพาธจริงกลับไม่กล้าขอจนไม่สบายใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันให้ภิกษุณีอาพาธขอฉันได้ตามเดิม
  56. หน้า ๕๒๒–๕๓๘ ปาฏิเทสนียะ 5-8: ห้ามขอปลา เนื้อ นมสด นมส้มมาฉันเมื่อไม่อาพาธ จบหมวดปาฏิเทสนียะ 8 ข้อ ต่อเนื่องจากหมวดก่อน ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ขอปลา เนื้อ นมสด และนมส้มจากชาวบ้านมาฉันทั้งที่ไม่ป่วย ถูกครหาเช่นเดียวกัน จึงทรงบัญญัติห้ามและให้แสดงคืนเมื่อล่วงละเมิด แต่อนุญาตแก่ผู้อาพาธเช่นเดิม จบด้วยพิธีสวดทวนถามความบริสุทธิ์ปิดหมวดปาฏิเทสนียะทั้ง 8 สิกขาบท พร้อมคำอธิบายสรุปสมุฏฐานของสิกขาบทเหล่านี้
  57. หน้า ๕๓๙–๕๔๗ เสขิยวัตร ข้อระงับอธิกรณ์ 7 ประการ และบทสรุปปิดท้ายภิกขุนีวิภังค์ทั้งเล่ม หมวดเสขิยะเริ่มด้วยกฎการนุ่งห่มให้เรียบร้อยปิดสะดือถึงเข่า จากกรณีภิกษุณีฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าเลื้อยหน้าเลื้อยหลัง แล้วย่อกฎข้ออื่นถึงข้อ 75 ห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงน้ำ เพราะซ้ำกับมหาวิภังค์ จากนั้นแสดงอธิกรณสมถะ 7 วิธีระงับข้อพิพาท และคำนิคมสรุปรวมสิกขาบททั้งหมดของภิกษุณี ปิดท้ายด้วยคาถาอุทิศกุศลของผู้แต่งอรรถกถา จบเล่มอย่างสมบูรณ์