ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๑ · ๓๒๔ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๐ เปิดเล่ม ๕๑ ตอนที่ ๒ เถรคาถาทุกนิบาต วรรคที่ ๑: อุตตรเถรคาถา พระอุตตระบรรลุอรหัตต์ขณะถูกเสียบหลาว เล่มนี้เปิดต่อจากเอกนิบาตครบ ๑๒๐ คาถา เข้าสู่ทุกนิบาต (เถระกล่าวคาถา ๒ บท) เรื่องแรกคือพระอุตตรเถระ อดีตชาติเคยบูชาพระพุทธเจ้าสุเมธะด้วยดอกกรรณิการ์ ชาตินี้เกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล บวชแล้วถูกใส่ร้ายว่าเป็นโจรเพราะมีผู้แอบซ่อนของโจรกรรมในบาตร ถูกวัสสการพราหมณ์สั่งเสียบหลาวประจานทั้งเป็นโดยไม่ไต่สวน พระพุทธเจ้าเสด็จมาปลอบและแสดงธรรม ท่านบรรลุอรหัตต์ทันทีขณะยังอยู่บนหลาว แสดงว่ากรรมเก่าให้ผลได้แม้ผู้บริสุทธิ์ แต่ปัญญาเห็นแจ้งไตรลักษณ์ทำให้พ้นทุกข์ได้แม้ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
  2. หน้า ๑๑–๑๕ ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา: อดีตราชสีห์เฝ้าพระพุทธเจ้า สู่เอตทัคคะผู้บันลือสีหนาท และอุบายสอนพราหมณ์ตระหนี่ อดีตชาติเป็นราชสีห์เฝ้าพระพุทธเจ้าปทุมุตตระด้วยศรัทธาตลอด ๗ วัน ชาตินี้เกิดเป็นบุตรปุโรหิตพระเจ้าอุเทน ชื่อภารทวาชะ เดิมตะกละถูกศิษย์ทอดทิ้ง บวชแล้วบรรลุอรหัตต์และอภิญญา ๖ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้บันลือสีหนาท ต่อมาใช้อุบายสอนพราหมณ์สหายเก่าผู้ตระหนี่และมิจฉาทิฏฐิให้ถวายทานแก่สงฆ์แทนตน แสดงว่าตนไม่ติดในลาภสักการะ ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนว่าความหวังในสักการะเป็นดังลูกศรอันละเอียดที่ถอนได้ยากสำหรับผู้ไม่ฝึกตน
  3. หน้า ๑๖–๑๙ วัลลิยเถรคาถา: อุปมาลิงในกระท่อม ๕ ประตู เปรียบจิตที่ถูกปัญญาจับได้แล้วไปไกลไม่ได้อีก อดีตชาติถวายศาลาไม้อ้อและทางจงกรมแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านารทะ ชาตินี้เกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในสาวัตถี บวชแล้วบรรลุอรหัตต์เร็ว ท่านแสดงพระอรหัตผลด้วยอุปมาอันโด่งดัง เปรียบจิตที่เคยพลุกพล่านไปตามอารมณ์ทั้ง ๕ ทวารดุจลิงเข้าออกกระท่อม ๕ ประตูไม่หยุดนิ่ง แต่บัดนี้ถูกปัญญาจับไว้ได้แล้วด้วยอริยมรรค จึงไม่อาจวิ่งไปไกลอีกต่อไป สื่อถึงการควบคุมจิตได้เด็ดขาดด้วยการตัดกิเลสมารและอภิสังขารมาร
  4. หน้า ๒๐–๒๒ คังคาตีริยเถรคาถา: บวชด้วยความสลดใจ อยู่ป่าริมคงคา นิ่งไม่พูด ๒ พรรษา บรรลุอรหัตต์พรรษาที่ ๓ เดิมชื่อทัตตะ เคยล่วงละเมิดอคมนียฐานจนเกิดความสลดใจ บวชแล้วดำรงตนแบบลูขปฏิปทา สร้างกุฎีใบตาล ๓ ใบริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใช้บาตรดินธรรมดาและจีวรบังสุกุล ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะไม่พูดกับใครจนกว่าจะบรรลุอรหัตต์ นิ่งเงียบตลอดปีแรก ปีที่สองพลั้งเผลอพูดเมื่อหญิงคนหนึ่งทดลองใจ แต่พรรษาที่ ๓ เพียรจนบรรลุอรหัตต์ทำลายกองอวิชชาได้สำเร็จ เป็นแบบอย่างความเพียรและการสำรวมวาจาอย่างอุกฤษฏ์
  5. หน้า ๒๓–๒๖ อชินเถรคาถา: พระอรหันต์ผู้มีลาภน้อยถูกดูหมิ่น สอนธรรมว่าโลกให้ค่าคนมีลาภมากกว่าคุณธรรม อดีตชาติถวายขี้ตะกอนเปรียงเป็นยาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อาพาธ ชาตินี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ยากจน ชื่ออชินะเพราะคลอดมาห่มหนังเสือ บวชแล้วบรรลุอรหัตต์และอภิญญา ๖ แต่ยังมีลาภน้อยเพราะผลกรรมเก่า ถูกภิกษุปุถุชนดูหมิ่นว่าไม่มีชื่อเสียง ท่านจึงกล่าวคาถาเตือนสติว่าแม้ผู้สิ้นอาสวะแล้วก็ยังถูกคนพาลดูแคลนได้หากไม่มีลาภ ขณะที่คนชั่วผู้มีลาภกลับได้รับความเคารพ สะท้อนว่าโลกมักตัดสินคุณค่าคนจากลาภสักการะมากกว่าคุณธรรมภายใน
  6. หน้า ๒๗–๓๐ เมฬชินเถรคาถา: บรรลุอรหัตต์ทันทีที่ปลงผม สิ้นความสงสัยในพระศาสดาและมรรคปฏิปทา อดีตชาติถวายผลอาโมทะแด่พระพุทธเจ้าสุเมธะ ชาตินี้เกิดในตระกูลกษัตริย์กรุงพาราณสี ชื่อเมฬชินะ เชี่ยวชาญศิลปวิทยา เข้าเฝ้าฟังธรรมแล้วบวชและบรรลุอรหัตต์ในวันนั้นเอง เมื่อถูกถามว่าบรรลุธรรมแล้วหรือ ท่านตอบด้วยคาถาว่านับแต่ฟังธรรมของพระศาสดาแล้ว ไม่มีความสงสัยในพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ และไม่มีความสงสัยในมรรคปฏิปทาอีกต่อไป แสดงถึงศรัทธาที่มั่นคงประกอบกับปัญญาแจ่มแจ้งพร้อมกัน
  7. หน้า ๓๑–๓๓ ราธเถรคาถา: ชราถูกลูกเมียลบหลู่ บวชปลายวัยจนเป็นเอตทัคคะด้านปฏิภาณ อุปมาเรือนมุงดีกับจิตที่ฝึกแล้ว ชราแล้วถูกลูกเมียลบหลู่จึงออกบวช พระเถระเก่าปฏิเสธเพราะเห็นว่าแก่เกินจะปฏิบัติวัตร แต่พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยจึงให้พระสารีบุตรบวชให้ บรรลุอรหัตต์ไม่นาน ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้เลิศด้านปฏิภาณเพราะเข้าใจพระธรรมเทศนาแจ่มแจ้ง ท่านแสดงธรรมด้วยอุปมาว่าเรือนมุงไม่ดีฝนรั่วรดได้ฉันใด จิตที่ไม่ได้อบรมราคะก็รั่วรดได้ฉันนั้น ส่วนจิตที่อบรมภาวนาดีแล้วย่อมกันกิเลสได้ดุจเรือนที่มุงดี
  8. หน้า ๓๔–๓๖ สุราธเถรคาถา: น้องชายพระราธเถระบวชตาม บรรลุอรหัตต์ ประกาศความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เป็นน้องชายของพระราธเถระ เมื่อพี่ชายบวช ท่านก็ออกบวชตาม เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์ไม่นาน ท่านกล่าวคาถาประกาศผลการปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ข่ายคือทิฏฐิและอวิชชาละได้แล้ว ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพถอนได้แล้ว ประโยชน์ที่ออกบวชแสวงหาก็บรรลุแล้วโดยสมบูรณ์ คือความสิ้นสังโยชน์ทั้งโอรัมภาคิยะและอุทธัมภาคิยะทั้งปวง
  9. หน้า ๓๗–๔๐ โคตมเถรคาถา: ลุ่มหลงหญิงขายบริการจนหมดทรัพย์ สลดใจพบพระศาสดาแล้วบรรลุอรหัตต์ขณะปลงผม วัยเด็กแสร้งตาบอดขอทานสะสมทรัพย์ ภายหลังถูกมิตรชั่วชักนำให้มอบทรัพย์ทั้งหมดแก่หญิงขายบริการจนเสียพรหมจรรย์ เมื่อหญิงนั้นแสดงอาการรังเกียจก็เกิดความสลดใจ พระศาสดาเสด็จมาโปรดจนบวชและบรรลุอรหัตต์ทันทีที่ปลงผม ท่านกล่าวคาถาสอนว่ามุนีผู้ไม่พัวพันหญิงย่อมนอนหลับเป็นสุข และประกาศว่าตนประพฤติพรหมจรรย์เพื่อฆ่ากามและถึงพระนิพพานอันไร้ความเศร้าโศกแล้ว โดยไม่เปิดเผยเรื่องราวอดีตของตนตรงๆ
  10. หน้า ๔๑–๔๘ วสภเถรคาถา: ดาบสก่อเจดีย์ทรายบูชาแทนพระศาสดา สู่พระอรหันต์วัย ๗ ขวบ ปิดวรรคที่ ๑ ด้วยเรื่องภิกษุลวงโลก อดีตเป็นชฎิลผู้มีศิษย์มาก แต่รู้สึกว้าเหว่เพราะไม่มีครูให้เคารพ จึงก่อพระเจดีย์ทรายและบูชาดอกไม้ทองแทนพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทุกวัน อาศัยระลึกถึงเจดีย์นั้นข่มกิเลส ชาตินี้เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล บรรลุอรหัตต์ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ภายหลังถูกปุถุชนดูหมิ่นว่าติดในปัจจัยเพราะไม่ปฏิเสธสิ่งที่ทายกถวาย ท้าวสักกะมาถามเรื่องภิกษุลวงโลก ท่านตอบว่าคนลวงโลกฆ่าตนเองก่อนแล้วจึงฆ่าผู้อื่นด้วยการทำให้ทานไม่มีผลมาก ปิดท้ายวรรคที่ ๑ ซึ่งรวมพระเถระ ๑๐ รูป
  11. หน้า ๔๙–๕๔ เปิดวรรคที่ ๒: มหาจุนทเถรคาถา น้องชายพระสารีบุตร สอนลำดับการฟังธรรมสู่ปัญญาและการหลุดพ้น เดิมเป็นช่างหม้อถวายบาตรดินแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสี ชาตินี้เป็นน้องชายเล็กสุดของพระสารีบุตร บวชตามพี่ชายจนบรรลุอภิญญา ๖ ท่านแสดงธรรมเป็นลำดับว่า การฟังดีทำให้สุตะเจริญ สุตะทำให้ปัญญาเจริญ ปัญญาทำให้รู้ประโยชน์ ประโยชน์ที่รู้แล้วนำสุขมาให้ จึงสอนให้ภิกษุเสพเสนาสนะสงัดเพื่อบำเพ็ญภาวนาให้จิตหลุดพ้นจากสังโยชน์ หากยังไม่ได้ความยินดีในที่สงัดก็ควรมีสติสำรวมตนอยู่ในหมู่สงฆ์แทน
  12. หน้า ๕๕–๕๘ โชติทาสเถรคาถา: ถวายวิหารแด่พระมหากัสสปะจนบรรลุอรหัตต์ สอนพราหมณ์บูชาไฟว่าสิ่งที่ควรเผาคือกิเลส อดีตชาติถวายผลมะลื่นแด่พระพุทธเจ้าสิขี ชาตินี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ถวายภัตและสร้างวิหารแด่พระมหากัสสปเถระจนเกิดความสลดใจบวชและบรรลุอรหัตต์ ต่อมาพบพราหมณ์บำเพ็ญตบะเผาไฟระหว่างทาง จึงกล่าวธรรมว่าสิ่งที่ควรเผาแท้จริงคือความโกรธ ริษยา ความถือตัว ตัณหาและอวิชชา ไม่ใช่ร่างกาย ทำให้พราหมณ์และเดียรถีย์ทั้งอารามเลื่อมใสพากันบวช ท่านยังสอนญาติผู้เชื่อเรื่องยัญพิธีด้วยหลักกรรมว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วตามกฎแห่งกรรม
  13. หน้า ๕๙–๖๒ พระเหรัญญกานิเถระ: อดีตนายบ้านผู้สละตำแหน่งบวชและเตือนน้องชายเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต เล่าประวัติพระเหรัญญกานิเถระผู้เคยถวายผ้าครึ่งผืนแด่สาวกในอดีตชาติ เกิดเป็นนายบ้านของพระเจ้าโกศล มอบตำแหน่งให้น้องชายแล้วบวชจนบรรลุอรหัต จากนั้นกล่าวคาถาเตือนน้องชายผู้ยังยึดติดในหน้าที่การงานว่าวันคืนล่วงไปเร็วดุจน้ำในแม่น้ำน้อย คนพาลทำบาปโดยไม่รู้ตัวย่อมได้รับทุกข์เผ็ดร้อนภายหลัง
  14. หน้า ๖๓–๖๖ พระโสมมิตตเถระ: อุปมาเต่าตาบอดเกาะไม้จมน้ำ สอนโทษของการคบคนเกียจคร้าน พระโสมมิตตเถระเคยบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกทองกวาวในอดีตชาติ ต่อมาบวชแล้วเห็นพระวิมลเถระผู้เป็นอาจารย์เกียจคร้านมัวหลับใหลปล่อยเวลาให้ล่วงไป จึงละไปหาพระมหากัสสปเถระจนบรรลุอรหัต แล้วกล่าวคาถาเปรียบว่ากุลบุตรที่อาศัยคนเกียจคร้านย่อมจมในสังสารวัฏดุจเต่าตาบอดเกาะไม้เล็กจมทะเลใหญ่ ควรคบบัณฑิตผู้มีความเพียรแทน
  15. หน้า ๖๗–๖๙ พระสัพพมิตตเถระ: จากพรานป่าสู่พระอรหันต์ ผู้เห็นทุกข์จากความเบียดเบียนกันของมนุษย์ อดีตชาติเป็นพรานป่าผู้บูชารอยพระบาทพระพุทธเจ้าด้วยดอกหงอนไก่ เกิดเป็นพราหมณ์แล้วบวช วันหนึ่งเห็นแม่เนื้อห่วงลูกที่ติดบ่วงและเห็นโจรเผาคนทั้งเป็น เกิดความสลดใจ กล่าวคาถาสอนว่าคนที่เกี่ยวข้องผูกพันและเบียดเบียนกันย่อมได้รับผลกรรมสนองตอบกันเอง จึงควรละความผูกพันเช่นนั้นเสีย
  16. หน้า ๗๐–๗๓ พระมหากาฬเถระ: กรรมฐานอสุภะจากซากศพที่หญิงเผาศพชื่อกาฬีจัดถวาย พ่อค้าเกวียนผู้บวชหลังฟังธรรม อธิษฐานอยู่ป่าช้าเป็นวัตร หญิงเผาศพชื่อกาฬีจงใจหักแขนขาและทุบศีรษะซากศพให้มันสมองไหลออก แล้วจัดวางไว้เพื่อเป็นอารมณ์กรรมฐานแก่ท่าน พระเถระพิจารณาแล้วสอนตนว่าผู้ไม่รู้แจ้งย่อมก่อกิเลสจนต้องเวียนตายเวียนเกิดรับทุกข์ซ้ำ จึงตั้งใจไม่ก่อกิเลสอีกและบรรลุอรหัตในที่สุด
  17. หน้า ๗๔–๗๙ พระติสสเถระ: ผู้เคยถวายปะรำดอกรังคลุมพระพุทธเจ้า ๗ วัน ภายหลังเลิศด้วยลาภแต่ไม่ติดในลาภสักการะ อดีตดาบสผู้สร้างปะรำดอกรังบูชาพระพุทธเจ้าปิยทัสสีตลอด ๗ วันจนได้รับพยากรณ์สมบัติ ชาตินี้เกิดเป็นพราหมณ์ผู้เลิศด้วยลาภหลังบวช เมื่อภิกษุบางพวกอิจฉาลาภสักการะของท่าน ท่านจึงแสดงธรรมว่าลาภสักการะเป็นดุจข้าศึกของภิกษุผู้ยังยินดี ควรรู้เท่าทันโทษของมันและมีความปรารถนาน้อยจึงจะพ้นภัย
  18. หน้า ๘๐–๘๒ พระกิมพิลเถระ: การอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียงของสหาย ๓ องค์ในป่าปาจีนวังสทายวัน พระกิมพิลเถระกล่าวถึงการที่พระศากยบุตรสามองค์ผู้เป็นสหายกัน คือท่านเองกับพระอนุรุทธะและพระนันทิยะ ต่างละโภคะมากมายมาบวช ยินดีในการเที่ยวบิณฑบาต ปรารภความเพียรมุ่งสู่พระนิพพานร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันโดยธรรมของผู้ปฏิบัติที่ต่างจากการอยู่ร่วมกันทางโลก
  19. หน้า ๘๓–๘๙ พระนันทเถระ: พระอนุชาของพระพุทธเจ้าผู้เอาชนะกามราคะด้วยอุบายเปรียบเทียบนางเทพอัปสร พระนันทะพระอนุชาต่างมารดาของพระพุทธเจ้า ถูกชักชวนให้บวชในวันอภิเษกสมรส ยังมีใจกังวลถึงคู่หมั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงใช้อุบายเปรียบเทียบนางชนบทกัลยาณีกับนางเทพอัปสร ๕๐๐ นางผู้งามกว่ามาก และค่อยๆ ถอนความกำหนัดของท่านจนพระนันทะพิจารณาโดยแยบคาย ปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุอรหัต ได้รับยกย่องเป็นเลิศด้านการสำรวมอินทรีย์
  20. หน้า ๙๐–๙๘ พระสิริมาเถระ: ผู้มีลาภน้อยแต่จิตตั้งมั่น สอนว่าคำสรรเสริญติเตียนไร้ความหมายหากจิตยังไม่มั่นคง อดีตดาบสเทวละผู้สร้างเจดีย์ทรายบูชาพระพุทธเจ้าและสอนศิษย์นับหมื่นในอดีต ชาตินี้แม้บรรลุอภิญญา ๖ แต่มีลาภน้อยกว่าน้องชายจนถูกดูหมิ่น ท่านจึงกล่าวสอนว่าคำสรรเสริญจากผู้อื่นไร้ความหมายหากจิตตนเองยังไม่ตั้งมั่น เช่นเดียวกับคำติเตียนก็ไร้ความหมายหากจิตตั้งมั่นดีแล้ว ชี้ว่าคุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่สภาพจิตของตน จบวรรคที่ ๒ พร้อมรายชื่อพระเถระ ๑๐ รูปในวรรคนี้
  21. หน้า ๙๙–๑๐๒ พระอุตตรเถระ (เปิดวรรคที่ ๓): คาถาประกาศการบรรลุอรหัตด้วยการกำหนดรู้ขันธ์และถอนตัณหา เปิดวรรคที่ ๓ ของทุกนิบาต ด้วยเรื่องพระอุตตรเถระผู้เคยบูชาพระธาตุในอดีตชาติ ชาตินี้เลื่อมใสหลังเห็นยมกปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าจึงบวชและบรรลุอภิญญา ๖ เมื่อถูกถามถึงผลการปฏิบัติ ท่านตอบด้วยคาถาว่าตนกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ถอนตัณหาดุจข่าย เจริญโพชฌงค์จนสิ้นอาสวะและพร้อมจะปรินิพพานดับสนิท
  22. หน้า ๑๐๓–๑๐๙ พระภัททชิเถระ: อดีตพระเจ้ามหาปนาทะเจ้าของปราสาททองที่จมอยู่ใต้แม่น้ำคงคา บุตรเศรษฐีผู้บรรลุอรหัตขณะฟังธรรมทั้งที่ยังประดับกายอยู่เต็มยศ ภายหลังพระพุทธเจ้าทรงให้ท่านแสดงฤทธิ์ยกปราสาททองมหาปนาทะสูง ๒๕ โยชน์ที่จมอยู่ใต้แม่น้ำคงคาซึ่งเป็นของท่านในอดีตชาติขึ้นจากน้ำ เพื่อคลายความสงสัยของภิกษุที่ตำหนิว่าท่านกระด้างไม่ยอมออกจากสมาบัติต้อนรับพระมหาเถระ แต่ต้องปล่อยปราสาทกลับเพราะสัตว์น้ำที่เคยเป็นญาติเก่าของท่านเดือดร้อน
  23. หน้า ๑๑๐–๑๑๖ พระโสภิตเถระ: ผู้เลิศด้านบุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติย้อนหลังได้ ๕๐๐ กัปในคืนเดียว อดีตดาบสผู้สรรเสริญพระพุทธคุณด้วยคาถา ๖ บทจนได้รับพยากรณ์ ชาตินี้บวชแล้วเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอภิญญา ๖ และได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านการระลึกชาติ โดยระลึกย้อนไปได้ถึงภพอสัญญสัตว์ (เทวดาไม่มีจิต) นานถึง ๕๐๐ กัป ราวกับเพียงคืนเดียว ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และมรรค ๘ อย่างสมบูรณ์
  24. หน้า ๑๑๗–๑๒๐ พระวัลลิยเถระ: จากผู้ปัญญาอ่อนย่อหย่อนความเพียร สู่ผู้ขอกรรมฐานด้วยความมุ่งมั่นดุจแม่น้ำไหลสู่สาคร เดิมเป็นผู้มีปัญญาอ่อนและเกียจคร้าน ต้องอาศัยเพื่อนสพรหมจารีผู้รู้จึงเจริญก้าวหน้าได้ดุจเถาวัลย์ต้องพึ่งต้นไม้ ภายหลังเข้าหาพระเวณุทัตตเถระขอกรรมฐาน ด้วยคาถาแสดงความตั้งใจว่าจะทำทุกสิ่งที่ผู้มีความเพียรพึงทำโดยไม่ผิดพลาด และขอให้ชี้หนทางสู่นิพพาน ดุจกระแสน้ำคงคาไหลสู่สาครไม่หยุดยั้ง เนื้อหาเรื่องราวในอปทานยังดำเนินต่อเกินหน้า ๑๒๐ ยังไม่จบ
  25. หน้า ๑๒๑–๑๒๒ พระวัลลิยเถระ: จากดาบสผู้ถวายอาสนะหนังเสือ สู่ภิกษุปัญญาอ่อนที่ได้กัลยาณมิตรช่วยให้บรรลุอรหัต ในอดีตท่านเป็นดาบสที่ถวายอาสนะหนังเสือและผลไม้แด่พระพุทธเจ้าสุเมธะ ชาติสุดท้ายเกิดเป็นกัณหมิตรในเมืองไพศาลี บวชกับพระมหากัจจานะแต่มีปัญญาอ่อนและเพียรย่อหย่อน ถูกเรียกขานว่า วัลลิยะ เพราะต้องพึ่งพากัลยาณมิตรดุจเถาวัลย์ต้องพึ่งต้นไม้ ภายหลังเข้าหาพระเวณุทัตตเถระขอกรรมฐาน ปฏิบัติต่อเนื่องดุจกระแสน้ำคงคาไหลสู่สาคร จนบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน
  26. หน้า ๑๒๓–๑๒๗ พระวีตโสกเถระ: น้องชายพระเจ้าอโศก ผู้บรรลุโสดาบันขณะส่องกระจกยามปลงผม พระวีตโสกะเป็นพระอนุชาของพระเจ้าธรรมาโศกราช เกิดหลังพุทธปรินิพพาน ๒๑๘ ปี วันหนึ่งขณะรับกระจกจากช่างกัลบกเพื่อโกนหนวด ทรงส่องดูพระวรกายเห็นผมหงอกหนังเหี่ยว เกิดความสลดพระทัย เจริญวิปัสสนาบรรลุโสดาบันบนอาสนะนั้นทันที แล้วทรงผนวชกับพระคิริทัตตเถระและบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน คาถาแสดงว่าความมืดคืออวิชชาในกายได้หายสิ้นไปด้วยแสงสว่างแห่งญาณ
  27. หน้า ๑๒๘–๑๓๑ พระปุณณมาสเถระ: ไหว้ผ้าบังสุกุลด้วยศรัทธา สู่การแสดงธรรมโปรดภรรยาเก่าขณะเหาะอยู่ในอากาศ ในอดีตท่านเป็นนายพรานเห็นผ้าบังสุกุลของพระพุทธเจ้าติสสะแขวนอยู่บนกิ่งไม้ วางธนูไหว้ด้วยศรัทธา ชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลมั่งคั่งที่สาวัตถี มีครอบครัวแล้วออกบวชได้อภิญญา ๖ เมื่อภรรยาเก่าพยายามเกลี้ยกล่อมให้สึกเพราะเกรงราชทรัพย์ถูกริบ ท่านลอยตัวอยู่ในอากาศแสดงธรรมด้วยอุปมาแว่นธรรมคือญาณทัสสนะที่ส่องเห็นกายว่างเปล่าทั้งภายในภายนอก แล้วให้นางตั้งอยู่ในสรณะและศีล
  28. หน้า ๑๓๒–๑๓๔ พระนันทกเถระ: ภิกษุปัญญาอ่อนผู้บรรลุอรหัตด้วยอุปมาโคที่ล้มแล้วลุกขึ้นแบกภาระต่อ นันทกะเป็นน้องชายของพระภรตเถระ ทั้งคู่บวชตามพระโสณโกฬิวิสะ แต่นันทกะไม่อาจเจริญวิปัสสนาให้ก้าวหน้าได้เพราะกิเลสมีกำลัง พระภรตเถระผู้พี่ชายจึงชี้ให้ดูโคเทียมเกวียนที่ล้มในหล่มแล้วพักหายเหนื่อยก่อนลุกขึ้นแบกภาระต่อได้ นันทกะน้อมนำมาเป็นอารมณ์กรรมฐานว่าตนก็พึงยกตนออกจากหล่มคือสงสารได้เช่นกัน จนบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน แล้วประกาศตนเป็นอาชาไนยบุตรผู้เกิดแต่อุระพระพุทธเจ้า
  29. หน้า ๑๓๕–๑๓๙ พระภรตเถระ: ถวายรองเท้าแด่พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี สู่การบรรลุอภิญญา ๖ อย่างรวดเร็ว ในอดีตท่านถวายรองเท้าคู่งามแด่พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีผู้กำลังเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ได้รับพยากรณ์อานิสงส์มากมาย ชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลคฤหบดีที่จัมปานคร บวชตามข่าวการบวชของพระโสณเถระ บรรลุอภิญญา ๖ อย่างรวดเร็ว เมื่อทราบว่านันทกะน้องชายก็บรรลุอรหัตแล้ว จึงชวนกันไปกราบทูลพระศาสดาถึงความสำเร็จแห่งพรหมจรรย์ด้วยการบันลือสีหนาทเฉพาะพระพักตร์
  30. หน้า ๑๔๐–๑๔๓ พระภารทวาชเถระ: บิดาผู้บวชตามบุตร บันลือสีหนาทแห่งผู้ชนะมารด้วยปัญญา ภารทวาชพราหมณ์เป็นบิดาของพระกัณหทินนเถระ ในอดีตเคยถวายผลวัลลิการะแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าสุมนะ ชาติสุดท้ายเป็นพราหมณ์กรุงราชคฤห์ ภายหลังบุตรบวชและบรรลุอรหัต ตนเองก็เข้าเฝ้าพระศาสดาฟังธรรมแล้วบวชตามจนบรรลุอรหัตเช่นกัน เมื่อบุตรกลับมาทดสอบถามว่ากิจแห่งบรรพชาถึงที่สุดแล้วหรือยัง ท่านตอบด้วยคาถาว่าผู้มีปัญญาชนะมารได้ย่อมบันลือสีหนาทดังราชสีห์ในถ้ำ
  31. หน้า ๑๔๔–๑๔๗ พระกัณหทินนเถระ: บูชาดอกบุนนาคแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า สู่อรหัตด้วยการฟังธรรมสัปบุรุษ (จบวรรคที่ ๓ รวม ๑๐ เถระ) กัณหทินนะในอดีตเคยบูชาดอกบุนนาคแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าโสภิตะ ชาติสุดท้ายเกิดเป็นพราหมณ์กรุงราชคฤห์ เข้าไปหาพระธรรมเสนาบดี(สารีบุตร)ฟังธรรมแล้วบวชเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัต คาถาแสดงว่าการเข้าไปคบสัปบุรุษและฟังธรรมเนืองๆ นำไปสู่มรรคอันหยั่งลงสู่อมตธรรม กำจัดความกำหนัดยินดีในภพได้สิ้นเชิง ตอนท้ายสรุปรายชื่อพระเถระ ๑๐ รูปในวรรคที่ ๓ ปิดท้ายวรรค
  32. หน้า ๑๔๘–๑๕๑ พระมิคสิรเถระ: ปริพาชกหมอดูกะโหลกผี ผู้พ่ายแพ้ต่อกะโหลกพระขีณาสพจนสำนึกและบวช มิคสิระเป็นปริพาชกผู้เชี่ยวชาญมนต์ฉวสีสะ ใช้เล็บเคาะกะโหลกศีรษะคนตายเพื่อทำนายภพภูมิที่ไปเกิดได้แม่นยำ เขาอวดอ้างความสามารถต่อพระพุทธเจ้า แต่เมื่อพระองค์ให้นำกะโหลกของพระขีณาสพผู้ปรินิพพานแล้วมาทดสอบ เขากลับเคาะไม่พบเงื่อนงำใดๆ จนอับอายเหงื่อแตก จึงขอเรียนวิชาจากพระศาสดาและได้บวช เจริญสมถะและวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน
  33. หน้า ๑๕๒–๑๕๕ พระสิวกเถระ: อุปมานายช่างผู้สร้างเรือนคืออัตภาพ ตัณหาที่ถูกทำลายซี่โครงและช่อฟ้า ในอดีตท่านถวายขนมกุมมาสแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสี ชาติสุดท้ายบวชเป็นปริพาชกก่อนเข้าเฝ้าพระศาสดาแล้วบวชในพระพุทธศาสนา บรรลุอรหัตด้วยคาถาอันโด่งดังเปรียบตัณหาเป็นนายช่างผู้สร้างเรือนคืออัตภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสงสาร เมื่อบรรลุมรรคผลจึงประกาศว่าพบนายช่างแล้ว หักซี่โครงคือกิเลสและทำลายช่อฟ้าคืออวิชชาลงหมดสิ้น จิตจะไม่เกิดต่อไปอีกและจักดับในภพนี้เอง
  34. หน้า ๑๕๖–๑๖๒ พระอุปวาณเถระ (ชาติก่อน): มหาสถูปพระธาตุพระพุทธเจ้าปทุมุตตระที่มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์ และคนธรรพ์ร่วมกันสร้างสูงขึ้นทีละชั้น อปทานเล่าว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปทุมุตตระปรินิพพาน หมู่สัตว์ต่างชนิดผลัดกันสร้างพระสถูปให้สูงขึ้นทีละโยชน์ด้วยรัตนะต่างชนิด จนสูงถึง ๗ โยชน์ ส่องแสงกลบดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ชายยากไร้ผู้หนึ่งเห็นความปีติของมหาชนจึงผูกผ้าห่มของตนเป็นธงถวายบูชาด้วยศรัทธา ยักษ์เสนาบดีอภิสัมมตะชักธงขึ้นในอากาศ เขาได้รับพยากรณ์ว่าจะเสวยสมบัติมากมายและในที่สุดจะได้เป็นสาวกชื่ออุปวาณะของพระโคดมพุทธเจ้า
  35. หน้า ๑๖๓ พระอุปวาณเถระ: อุปัฏฐากผู้ขอน้ำร้อนบรรเทาลมในพระวรกายพระศาสดาจากพราหมณ์เทวหิตะ พระอุปวาณะเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงประชวรด้วยโรคลม ท่านไปหาพราหมณ์เทวหิตะสหายเก่าที่ปวารณาไว้ ขอน้ำร้อนไปถวาย ด้วยคาถายกย่องว่าพระผู้มีพระภาคเป็นผู้อันบุคคลควรบูชายิ่งกว่าเทวดาพรหม ยิ่งกว่าพระราชา และยิ่งกว่าพระขีณาสพทั้งหลาย พราหมณ์จึงถวายน้ำร้อนและเภสัชจนพระอาการสงบ
  36. หน้า ๑๖๔–๑๖๗ พระอิสิทินนเถระ: เทวดาเตือนอุบาสกผู้พูดว่ากามไม่เที่ยงแต่ยังยึดติดบุตรภรรยาทรัพย์สิน อิสิทินนะเป็นเศรษฐีพระโสดาบันผู้ครองเรือน เทวดาผู้หวังดีเห็นว่าอุบาสกจำนวนมากทรงจำธรรมและกล่าวสอนว่ากามไม่เที่ยงแต่ตนเองยังกำหนัดยินดีในเพชรพลอย บุตรธิดา และภรรยา จึงกล่าวคาถาเตือนว่าอุบาสกเหล่านั้นไม่รู้ธรรมแท้จริง เพราะยังไม่มีกำลังญาณตัดราคะ อิสิทินนะฟังแล้วสลดใจ บวชและบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน เป็นข้อเตือนใจว่าการรู้ธรรมทางปริยัติต่างจากการปฏิบัติจนตัดกิเลสได้จริง
  37. หน้า ๑๖๘–๑๗๐ พระสัมพุลกัจจานเถระ: นั่งภาวนาในถ้ำเภรวะท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองโดยไม่หวั่นกลัว ท่านเจริญวิปัสสนาอยู่ในถ้ำภูเขาชื่อเภรวะ คืนหนึ่งเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงจนสัตว์ป่าต่างๆ ตื่นตกใจร้องลั่น แต่ท่านไม่มีความกลัวหรือขนพองสยองเกล้าเลยเพราะไม่มีความอาลัยในร่างกายและชีวิต มุ่งเจริญวิปัสสนาต่อเนื่องจนบรรลุอรหัตพร้อมอภิญญา ๖ ในคืนนั้นเอง คาถาแสดงว่าความไม่หวาดกลัวเป็นธรรมดาของผู้กำหนดรู้และตัดฉันทราคะในสิ่งที่น่ากลัวได้แล้ว
  38. หน้า ๑๗๑–๑๗๓ พระขิตกเถระ: จิตตั้งมั่นดังภูเขา ไม่กำหนัดไม่ขัดเคือง อุปมาความมั่นคงของพระอรหันต์ ในอดีตขิตกะเป็นคนเฝ้าสวนที่ถวายขนุนสำมะลอแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสีขณะเสด็จเหาะในอากาศ ชาติสุดท้ายบวชและบรรลุอรหัต เมื่อจะสงเคราะห์ภิกษุในราวป่า ท่านกล่าวคาถาถามว่าจิตของใครตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดังภูเขา ไม่กำหนัดในอารมณ์ที่น่ากำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์ที่น่าขัดเคือง แล้วตอบด้วยตนเองว่าจิตของท่านเป็นเช่นนั้น ทุกข์จึงไม่อาจมาถึงท่านได้อีก
  39. หน้า ๑๗๔–๑๗๗ พระโสณโปฏิริยปุตตเถระ: อดีตเสนาบดีผู้ขี้เกียจนอนหลับ ถูกพระศาสดาเตือนด้วยคาถาราตรีอันควรเพียร โสณะเคยเป็นเสนาบดีของพระเจ้าภัททิยะ บวชตามเมื่อพระราชาทรงผนวช แต่ยินดีในการนอนหลับไม่เพียรภาวนา พระศาสดาทรงแผ่พระรัศมีปลุกสติแล้วตรัสเตือนว่าราตรีที่งดงามเช่นนี้มิใช่เวลาสำหรับหลับ แต่เป็นเวลาที่ผู้รู้แจ้งพึงเพียรพยายาม ท่านสลดใจ อธิษฐานธุดงค์อยู่กลางแจ้ง กล่าวคาถาว่าตายในสงครามเพราะช้างเหยียบยังดีกว่าพ่ายแพ้กิเลสแล้วมีชีวิตอยู่ เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตทันที
  40. หน้า ๑๗๘–๑๘๐ พระนิสภเถระ: ไม่อยากตายไม่อยากมีชีวิต เพียงรอเวลาปรินิพพานด้วยสติสัมปชัญญะ พระนิสภเถระในอดีตถวายผลมะขวิดแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสี ชาติสุดท้ายเกิดในโกลิยชนบท เห็นพุทธานุภาพระงับศึกระหว่างศากยะกับโกลิยะแล้วเลื่อมใสบวช บรรลุอรหัตในวันนั้นเอง ท่านสอนภิกษุผู้ประมาทให้ละกามคุณออกบวชทำที่สุดทุกข์ แล้วประกาศภาวะของพระขีณาสพว่าไม่ยินดีทั้งความตายและความเป็นอยู่ เพราะตัดเหตุแห่งภพชาติได้แล้ว เพียงมีสติสัมปชัญญะรอคอยเวลาแห่งขันธปรินิพพานเท่านั้น
  41. หน้า ๑๘๑–๑๘๓ พระอุสภเถระ: ฝันเห็นตนขี่ช้างเข้าเมืองถูกมหาชนรุมดู สลดใจจนบรรลุอรหัต พระอุสภเถระเป็นเจ้าศากยะที่บวชเพราะเห็นพุทธานุภาพ แต่แรกยังกระด้างมัวเมาด้วยชาติสกุล มัวเมาการคลุกคลีและนอนหลับไม่บำเพ็ญสมณธรรม คืนหนึ่งท่านฝันเห็นตนห่มจีวรนั่งบนคอช้างเข้าไปบิณฑบาตแล้วถูกมหาชนรุมล้อมดู จนต้องรีบลงจากคอช้างด้วยความอาย ตื่นขึ้นเกิดความสลดใจว่าตนปล่อยสติจนฝันเช่นนี้ จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาและบรรลุพระอรหัตในเวลาไม่นาน อาจารย์บางท่านเล่าต่างว่าท่านยังเป็นกษัตริย์ขณะฝัน
  42. หน้า ๑๘๔–๑๘๘ พระกัปปฏกุรเถระ: ยาจกขายหญ้าผู้สึก 7 ครั้ง จนพระศาสดาทรงเตือนด้วยอุปมาหม้ออมตะ พระกัปปฏกุรเถระเดิมเป็นยาจกยากจนในกรุงสาวัตถี นุ่งห่มผ้าเปื้อนขายหญ้าเลี้ยงชีพจนได้ชื่อว่ากัปปฏกุระ ฟังธรรมจากพระขีณาสพในป่าแล้วบวช แต่กระสันสึกถึง 7 ครั้ง ทุกครั้งที่เห็นผ้าเปื้อนเก่าที่ทิ้งไว้ก็สลดใจกลับบวชใหม่ วันหนึ่งท่านนั่งหลับกลางที่ประชุมฟังธรรม พระศาสดาจึงตรัสเตือนด้วยอุปมาว่าท่านมีน้ำอมตธรรมเต็มเปี่ยมอยู่แล้วเหตุใดจึงมัวโงกง่วง ท่านสลดใจดุจถูกศรแทงจดกระดูก เริ่มวิปัสสนาจนบรรลุอรหัต จบวรรคที่ 4 รวมพระเถระ 10 รูป
  43. หน้า ๑๘๙–๑๙๖ พระกุมารกัสสปเถระ: กำเนิดอัศจรรย์จากภิกษุณีมีครรภ์ก่อนบวช สู่เอตทัคคะด้านธรรมกถาวิจิตร พระกุมารกัสสปเถระมีกำเนิดพิเศษ มารดาตั้งครรภ์ก่อนบวชเป็นภิกษุณีโดยไม่รู้ตัว ถูกกล่าวหาว่าไม่บริสุทธิ์จนพระอุบาลีเถระตัดสินคดีต่อหน้าพระราชาว่านางบริสุทธิ์ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลี้ยงดูบุตรและให้บวชเมื่อยังเยาว์ ท้าวมหาพรหมผู้เคยปฏิบัติธรรมร่วมกันมาก่อนได้ผูกปัญหา 15 ข้อให้ทูลถามพระศาสดาจนบรรลุอรหัต ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านกล่าวธรรมกถาอันวิจิตรและทรมานพระเจ้าปายาสิ ท่านเปล่งอุทานประกาศความอัศจรรย์ของพระรัตนตรัยว่าตนเป็นพระสาวกรูปสุดท้ายในกัปนี้
  44. หน้า ๑๙๗–๒๐๐ พระธรรมปาลเถระ: ภิกษุหนุ่มผู้ตื่นอยู่ขณะผู้อื่นหลับ ชีวิตย่อมไม่ไร้ประโยชน์ พระธรรมปาลเถระในอดีตถวายผลปิลักขะแด่พระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลพราหมณ์แคว้นอวันตี เรียนศิลปศาสตร์ที่ตักกศิลาแล้วบวช เจริญวิปัสสนาจนได้อภิญญา 6 วันหนึ่งท่านใช้ฤทธิ์ช่วยสามเณร 2 รูปที่พลัดตกจากต้นไม้ให้ปลอดภัย แล้วแสดงธรรมสอนว่าภิกษุหนุ่มที่เพียรพยายามไม่ประมาทในขณะที่ผู้อื่นมัวเมาหลับใหลด้วยอวิชชานั้น ชีวิตของเขาย่อมไม่ไร้ประโยชน์ จึงควรระลึกคำสอนของพระพุทธเจ้าและประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรมอยู่เนืองๆ
  45. หน้า ๒๐๑–๒๐๓ พระพรหมาลิเถระ: อินทรีย์สงบดุจม้าฝึกดีแล้ว แม้เทวดาก็รักใคร่ผู้หมดอาสวะ พระพรหมาลิเถระในอดีตถวายผลมะม่วงกะล่อนทองแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสี ชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลพราหมณ์แคว้นโกศล บวชแล้วเจริญวิปัสสนาจนได้อภิญญา 6 อย่างรวดเร็ว ท่านกล่าวคาถาเปรียบอินทรีย์ทั้งหลายของผู้บรรลุธรรมว่าสงบระงับดุจม้าอัสดรที่นายสารถีฝึกดีแล้ว แม้เทวดาและมนุษย์ก็พากันรักใคร่เลื่อมใสในผู้ละมานะได้แล้วไม่มีอาสวะและเป็นผู้คงที่ อรรถกถาอธิบายว่าคาถานี้กินความทั้งภูมิของพระอนาคามีและพระอรหันต์
  46. หน้า ๒๐๔–๒๐๙ พระโมฆราชเถระ: ถวายน้ำผึ้งแด่พระพุทธเจ้าที่เหาะกลางอากาศ สู่เอตทัคคะผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง พระโมฆราชเถระในอดีตถวายน้ำผึ้งเต็มภาชนะแด่พระพุทธเจ้าอัตถทัสสีขณะประทับกลางอากาศ พร้อมสวดคาถาสรรเสริญพระญาณ ชาติสุดท้ายเป็นศิษย์พราหมณ์พาวรี หนึ่งใน 16 ดาบสที่ทูลถามปัญหาพระศาสดา บรรลุอรหัตหลังฟังคำวิสัชนา ได้รับยกย่องเอตทัคคะด้านทรงจีวรเศร้าหมอง ภายหลังเป็นโรคผิวหนังจึงนอนคลุมกายด้วยฟางในทุ่งนาฤดูหนาว พระศาสดาตรัสถามด้วยความห่วงใย ท่านตอบว่าพอใจตามมีตามเกิดดุจผู้มีชีวิตเป็นสุขทั่วไป
  47. หน้า ๒๑๐–๒๑๓ พระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ: อดีตกษัตริย์ผู้สละราชสมบัติ สอนคุณสมบัติพระธรรมกถึกที่แท้จริง พระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระในอดีตถวายผลวัลลิแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ชาติสุดท้ายเป็นโอรสพระเจ้าปัญจาละ ได้ครองราชสมบัติแต่สละออกบวชตามพระศาสดา บรรลุอภิญญา 6 แล้วกลับภูมิลำเนาโปรดญาติ เมื่อถูกถามถึงคุณสมบัติของพระธรรมกถึก ท่านแสดงคาถาว่าผู้แสดงธรรมพึงไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น ไม่กระทบกระทั่งใคร ไม่โอ้อวดคุณตนเองเพื่อหวังลาภ พูดแต่พอประมาณมีวัตรงาม เห็นเนื้อความละเอียดลึกซึ้งด้วยปัญญา จึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้ไม่ยาก
  48. หน้า ๒๑๔–๒๑๗ พระจูฬกเถระ: บทกวีธรรมชาติแห่งฤดูฝน นกยูงขานรับ ปลุกใจให้เพ่งฌานบรรลุอรหัต พระจูฬกเถระในอดีตถวายผลฉัตตปาณีแด่พระพุทธเจ้าสิขี ชาติสุดท้ายเกิดกรุงราชคฤห์ เลื่อมใสในคราวพระศาสดาทรงทรมานช้างธนบาลจึงบวช อยู่บำเพ็ญเพียรในถ้ำอินทสาระ วันหนึ่งขณะนั่งมองนาข้าวยามฝนตก ท่านเห็นนกยูงพากันร่ำร้องรื่นรมย์ แผ่นดินเขียวชอุ่ม ท้องฟ้างดงามด้วยเมฆฝน จึงแต่งคาถาปลุกใจตนเองให้ใช้บรรยากาศอันเหมาะสมนี้เพ่งฌานบำเพ็ญธรรมขาวผ่องอันเห็นได้ยาก จนจิตตั้งมั่นและบรรลุพระอรหัตในที่สุด
  49. หน้า ๒๑๘–๒๒๑ พระอนูปมเถระ: กล่าวเตือนจิตตนเองที่ยังฟุ้งซ่านดุจถูกเสียบหลาว พระอนูปมเถระในอดีตบูชาดอกปรูแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าปทุมะ ชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลมั่งคั่งแคว้นโกศล ละกามคุณออกบวชด้วยอุปนิสัยสมบูรณ์ แต่ขณะอยู่ป่าจิตยังแล่นไปในรูปารมณ์ภายนอกจนกรรมฐานเสื่อมถอย ท่านจึงกล่าวคาถาข่มจิตตนเองว่าธรรมใดที่นำจิตให้เพลิดเพลินไปสู่ภพต่างๆ ดุจถูกยกขึ้นสู่หลาว พึงเว้นให้เด็ดขาด เพราะพระศาสดาที่หาได้ยากท่านก็ได้พบแล้ว จึงไม่ควรให้จิตชักจูงไปในทางฉิบหายอีก ในที่สุดท่านเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัต
  50. หน้า ๒๒๒–๒๒๔ พระวัชชิตเถระ: ร้องไห้ตั้งแต่แรกเกิดเพราะจุติจากพรหมโลก สู่การตัดคติทั้งปวง พระวัชชิตเถระในอดีตเป็นพรานป่าผู้บูชาดอกจำปาแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุปสันตะ ชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลมั่งคั่งแคว้นโกศล ตั้งแต่แรกเกิดจะร้องไห้ทุกครั้งที่มารดาสัมผัสตัว เพราะเพิ่งจุติมาจากพรหมโลกจึงได้ชื่อว่าวัชชิตะ (ผู้เว้น) เห็นยมกปาฏิหาริย์ของพระศาสดาแล้วเลื่อมใสบวช บรรลุอภิญญา 6 ในวันนั้นเอง ท่านระลึกชาติแล้วเปล่งอุทานว่าเมื่อเป็นปุถุชนมืดบอดไม่เห็นอริยสัจ จึงท่องเที่ยวในสงสารยาวนาน บัดนี้ตัดคติทั้งปวงได้แล้วไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
  51. หน้า ๒๒๕–๒๒๙ พระสันธิตเถระ: ได้อนิจจสัญญาใต้ต้นโพธิ์ยามค่ำคืน บรรลุอาสวักขัยรวดเร็ว ปิดท้ายทุกนิบาต พระสันธิตเถระในอดีตเป็นนายโคบาลผู้ได้ฟังข่าวพระพุทธเจ้าสิขีเสด็จปรินิพพานจนเกิดอนิจจสัญญา แล้วไปบูชากราบไหว้ต้นโพธิ์ ชาติสุดท้ายเกิดแคว้นโกศล บวชบรรลุอภิญญา 6 อย่างรวดเร็ว ท่านเล่าถึงคืนที่นั่งใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์อันสว่างไสวด้วยแสงไฟและแก้วมณี เกิดสัญญาผสมระหว่างอนิจจตากับพุทธานุสติ ทำให้บรรลุความสิ้นอาสวะได้อย่างรวดเร็ว คาถานี้ปิดท้ายวรรคที่ 5 และทุกนิบาตทั้งหมด ซึ่งมีรวม 98 คาถา จากพระเถระ 49 รูป
  52. หน้า ๒๓๐–๒๓๔ พระอังคณิกภารทวาชเถระ: เริ่มติกนิบาต ความบริสุทธิ์แท้ไม่ได้มาจากการบูชาไฟหรือทรมานตน เริ่มต้นติกนิบาต (คาถาชุด 3 บท) ด้วยเรื่องพระอังคณิกภารทวาชเถระ ในอดีตเคยไหว้พระพุทธเจ้าเวสสภู ชาติสุดท้ายเกิดเป็นพราหมณ์เมืองอุกกัฏฐะ บวชเป็นปริพาชกบำเพ็ญอมรตบะบูชาไฟแสวงหาความบริสุทธิ์แต่ไม่พบทาง ภายหลังฟังธรรมพระพุทธเจ้าโคดมจึงบวชใหม่บรรลุอภิญญา 6 เมื่อพราหมณ์เก่าถามเหตุที่ท่านละทิ้งลัทธิเดิม ท่านตอบว่าความบริสุทธิ์ที่แสวงหาด้วยการบูชาไฟและทรมานตนนั้นไม่สำเร็จ แต่กลับได้พระนิพพานโดยง่ายในพระพุทธศาสนา (เนื้อหาต่อเนื่องไปยัง chunk ถัดไป)
  53. หน้า ๒๓๕ อังคณิกภารทวาชเถระ: จากบูชาไฟและอมรตบะ สู่ความบริสุทธิ์แท้จริงในพุทธศาสนา เรื่องราวพระอังคณิกภารทวาชเถระ ผู้เคยบวชเป็นปริพาชกบำเพ็ญอมรตบะและบูชาไฟแสวงหาความบริสุทธิ์โดยไม่แยบคาย จนได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจึงละทิ้งความเชื่อเดิม บรรลุวิชชา ๓ อรรถกถาอธิบายว่าความบริสุทธิ์ที่แท้จริงไม่มีนอกพุทธศาสนา และแสดงความหมายของการเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์เทียบกับโดยชาติกำเนิด
  54. หน้า ๒๓๖–๒๔๐ ปัจจยเถระ: อธิษฐานไม่ออกจากวิหารจนกว่าจะถอนลูกศรคือตัณหา บรรลุอรหัตใน ๕ วัน พระปัจจยเถระเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามธัมมิกะในอดีตชาติจากผลบุญถวายผลมะเดื่อ ชาตินี้เกิดเป็นกษัตริย์แคว้นโรหิณี สละราชสมบัติบวชหลังฟังธรรม อธิษฐานจิตแน่วแน่ไม่ฉัน ไม่ดื่ม ไม่ออกจากวิหารจนกว่าจะถอนลูกศรคือตัณหา บำเพ็ญเพียรอย่างเข้มข้นจนบรรลุพระอรหัตภายใน ๕ วันหลังบวช
  55. หน้า ๒๔๑–๒๔๘ พากุลเถระ: เอตทัคคะผู้มีอาพาธน้อย จากถูกปลาฮุบไปในครรภ์สู่การถวายยาแก้ไข้พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ประวัติพระพากุลเถระ ผู้มีเรื่องแปลกในวัยทารกถูกปลาฮุบไปจากมือพี่เลี้ยง แล้วรอดชีวิตเมื่อปลาถูกผ่าท้อง กลายเป็นบุตรสองตระกูล อดีตชาติเคยเป็นฤๅษีถวายยารักษาอาพาธลมแด่พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ด้วยอานิสงส์นั้นชาตินี้บวชแล้วบรรลุอรหัตภายใน ๗ วัน ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้มีอาพาธน้อยที่สุดในหมู่ภิกษุ
  56. หน้า ๒๔๙–๒๕๒ ธนิยเถระ: ช่างหม้อผู้บวชเพราะศรัทธาปุกกุสาติ สอนภิกษุให้พอใจปัจจัยตามมีตามได้ดุจงูอาศัยรูหนู พระธนิยเถระเดิมเป็นช่างหม้อ เจ้าของศาลาที่พระพุทธเจ้าเคยทรงแสดงฉธาตุวิภังคสูตรแก่ปุกกุสาติ เมื่อทราบว่าปุกกุสาติบรรลุธรรมและปรินิพพานจึงเกิดศรัทธาบวช ถูกตำหนิเรื่องขยันสร้างกุฏิ ภายหลังบรรลุอรหัต ท่านสอนภิกษุผู้ยึดติดลาภสักการะให้พอใจปัจจัยตามมีตามได้ เปรียบเสนาสนะเหมือนงูอาศัยรูหนู ไม่ควรสร้างเองให้เศร้าหมอง
  57. หน้า ๒๕๓–๒๕๗ มาตังคบุตรเถระ: จากคนเกียจคร้านถูกตำหนิ สู่ผู้เตือนอย่าอ้างหนาวร้อนละทิ้งการงาน พระมาตังคบุตรเถระเคยเกียจคร้านไม่ทำการงานจนถูกญาติตำหนิ เห็นภิกษุมีฤทธิ์จึงเกิดศรัทธาบวชและได้อภิญญา ๖ อดีตชาติเคยบูชาแก้วมณีจากหงอนแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าขณะเป็นพญานาค ท่านแต่งคาถาตำหนิคนเกียจคร้านที่อ้างเหตุหนาวร้อนเช้าเย็นละทิ้งงาน สอนให้ไม่สำคัญหนาวร้อนยิ่งกว่าหญ้า มุ่งบำเพ็ญเพียรแหวกหญ้าคาเพื่อเพิ่มพูนวิเวก
  58. หน้า ๒๕๘–๒๖๒ ขุชชโสภิตเถระ: เถระค่อมผู้เหาะดำดินไปนิมนต์พระอานนท์ในสังคายนาครั้งแรก พระขุชชโสภิตเถระมีรูปร่างค่อมเล็กน้อย บวชในสำนักพระอานนท์หลังพุทธปรินิพพาน ได้อภิญญา ๖ ในคราวปฐมสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา สงฆ์มอบหมายให้ท่านไปนิมนต์พระอานนท์โดยดำดินไปโผล่ตรงหน้าท่าน แล้วเหาะทางอากาศกลับมาถึงประตูถ้ำก่อน กล่าวคาถาแนะนำตนแก่เทวดาผู้เฝ้าประตู แสดงฤทธิ์อันเกิดจากพรหมจรรย์ที่ประพฤติมาตามลำดับ
  59. หน้า ๒๖๓–๒๖๘ วารณเถระ: สลดใจเห็นงูเห่ากับพังพอนตายเพราะโกรธกัน พระพุทธเจ้าทรงสอนเมตตาไม่เบียดเบียน พระวารณเถระในอดีตชาติเคยเป็นฤๅษีทำนายเหตุแผ่นดินไหวว่าพระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์มารดา ชาตินี้บวชหลังฟังธรรม วันหนึ่งเห็นงูเห่ากับพังพอนต่อสู้กันตายเพราะความโกรธ เกิดความสลดใจ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าผู้เบียดเบียนสัตว์อื่นย่อมเสื่อมประโยชน์ทั้งสองโลก ส่วนผู้มีเมตตาจิตย่อมได้บุญมาก ควรเข้าใกล้สมณะและอยู่ในที่สงัด
  60. หน้า ๒๖๙–๒๗๑ ปัสสิกเถระ: อาพาธแล้วหายเพราะญาติอุปัฏฐาก สอนว่าคนมีศรัทธาแม้คนเดียวก็เกื้อกูลแก่วงศ์ตระกูล พระปัสสิกเถระเกิดในตระกูลพราหมณ์ เห็นยมกปาฏิหาริย์แล้วบวช อาพาธหนักจนญาติต้องช่วยรักษาจึงเกิดความสลดใจเร่งภาวนาจนบรรลุอรหัตพร้อมอภิญญา ๖ ภายหลังท่านเหาะไปโปรดญาติให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีล เมื่อพระศาสดาตรัสถามถึงความเป็นอยู่ของญาติ ท่านตอบด้วยคาถาว่าคนมีศรัทธาปัญญาและศีลแม้เพียงคนเดียวก็มีประโยชน์เกื้อกูลแก่วงศ์ตระกูลผู้ไม่มีศรัทธาได้
  61. หน้า ๒๗๒–๒๗๗ ยโสชเถระ: บุตรชาวประมงผู้จับปลาสีทอง ถูกพระศาสดาทรงประณามจนบรรลุอรหัต สอนเรื่องอยู่ผู้เดียวดุจพรหม พระยโสชเถระเป็นบุตรหัวหน้าชาวประมง เคยจับปลาสีทองประหลาดที่แท้เป็นอดีตภิกษุผู้ทำศาสนาเสื่อมแล้วตกนรก เมื่อฟังธรรมจากพระศาสดาจึงสลดใจบวชพร้อมสหาย ภายหลังถูกพระศาสดาทรงประณามเพราะเสียงอึกทึกในวิหาร ท่านสลดใจเร่งวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตในพรรษาเดียว สอนว่าภิกษุอยู่รูปเดียวเสมือนพรหม อยู่มากกว่านั้นเกิดความโกลาหล ควรทนอันตรายดุจช้างศึก
  62. หน้า ๒๗๘–๒๘๑ สาฏิมัตติกเถระ: ถูกมารปลอมตัวหลอกจับมือหญิงสาวจนเสื่อมศรัทธา สอนว่าศรัทธาปุถุชนไม่เที่ยงแท้ พระสาฏิมัตติกเถระผู้ได้รับศรัทธาจากตระกูลหนึ่งมาก ถูกมารปลอมเป็นรูปท่านไปจับมือหญิงสาวในเรือนอุปัฏฐาก ทำให้คนในเรือนเสื่อมศรัทธา ท่านอธิษฐานให้ศพลูกสุนัขสวมคอมารจนถูกจับได้ ความจริงจึงกระจ่าง ท่านสอนว่าศรัทธาของปุถุชนไม่เที่ยงแท้กลับกลอกได้เสมอ อย่ายึดติดกับผลของศรัทธาผู้อื่น ตนไม่มีทุจริตและยังมีกำลังเดินบิณฑบาตเลี้ยงชีพได้เอง
  63. หน้า ๒๘๒–๓๐๑ อุบาลีเถระ: จากช่างกัลบกสู่เอตทัคคะพระวินัยธร อดีตชาติล่วงเกินพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยช้างต้น ประวัติพระอุบาลีเถระ ช่างกัลบกผู้บวชพร้อมกษัตริย์ศากยะ ๖ พระองค์ที่อนุปิยอัมพวัน อปทานพิสดารเล่าอดีตชาติที่ถวายอารามแด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้าด้วยปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะทางวินัย และชาติที่เป็นกษัตริย์ขี่ช้างต้นล่วงเกินพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อเทวละจนต้องขอขมาเพื่อรักษาแผ่นดินไม่ให้พินาศ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระธรรมวินัยเป็นดังนครที่มีศีลเป็นกำแพง
  64. หน้า ๓๐๒–๓๐๓ อุบาลีเถระ (ต่อ): ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะทางวินัย สอนภิกษุใหม่ให้คบกัลยาณมิตรและศึกษาพระวินัย หลังบรรลุอรหัต พระอุบาลีเถระเรียนพระวินัยปิฎกจากพระศาสดาโดยตรง วินิจฉัยคดีสำคัญ ๓ เรื่องจนได้รับตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศทางพระวินัย ในวันอุโบสถท่านให้โอวาทภิกษุใหม่ว่าควรคบกัลยาณมิตรผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ไม่เกียจคร้าน พำนักในหมู่สงฆ์ศึกษาพระวินัยให้เข้าใจ และต้องฉลาดในสิ่งควรไม่ควร ไม่ควรทำตนเป็นผู้ออกหน้าออกตา
  65. หน้า ๓๐๔–๓๐๘ อุตตรปาลเถระ: เกือบพ่ายกามราคะหลังบวช แต่ข่มจิตได้ทันดุจจับโจรพร้อมของกลาง พระอุตตรปาลเถระเคยสร้างสะพานถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้าในอดีตชาติ ชาตินี้เห็นยมกปาฏิหาริย์แล้วบวช ขณะบำเพ็ญสมณธรรมเผลอทำในใจโดยไม่แยบคายจนกามราคะเกิดขึ้น แต่ท่านข่มจิตของตนไว้ได้ทันทีดุจจับโจรพร้อมของกลาง เกิดความสลดใจเจริญวิปัสสนาต่อจนบรรลุอรหัต คาถาบรรยายว่าแม้บัณฑิตก็ยังหลงกามได้ แต่สามารถเปลื้องตนจากบ่วงมัจจุราชได้ในที่สุด
  66. หน้า ๓๐๙–๓๑๒ อภิภูตเถระ: อดีตพระราชาผู้สละราชสมบัติบวช สอนพระญาติผู้โศกเศร้าว่าการเกิดซ้ำเป็นทุกข์ พระอภิภูตเถระเคยดับไฟเชิงตะกอนถวายพระเวสสภูพุทธเจ้าในอดีตชาติ ชาตินี้เป็นพระราชาแห่งนครเวฏฐปุระ ฟังธรรมจากพระศาสดาแล้วสละราชสมบัติบวชจนบรรลุอรหัต เมื่อพระญาติและราษฎรพากันโศกเศร้าที่พระองค์ทรงผนวช ท่านแสดงธรรมปลอบว่าการเกิดแล้วเกิดอีกเป็นทุกข์ ควรออกบวชบำเพ็ญเพียรกำจัดเสนามัจจุราชดุจช้างทำลายเรือนไม้อ้อ
  67. หน้า ๓๑๓–๓๑๘ โคตมเถระ: เจ้าศากยะผู้เวียนว่ายทุกภพภูมิ สรุปสังสารวัฏว่าไม่มีแก่นสารก่อนบรรลุสันติธรรม พระโคตมเถระเชื้อสายศากยะ เคยบูชาเชิงตะกอนพระสิขีพุทธเจ้าด้วยดอกจำปาในอดีตชาติ ชาตินี้บวชในคราวชุมนุมพระญาติของพระศาสดา เมื่อถูกญาติถามเหตุที่ออกบวช ท่านแสดงธรรมว่าตนเคยท่องเที่ยวในนรก เปรตโลก กำเนิดเดียรัจฉาน มนุษย์ สวรรค์ รูปภพ อรูปภพ แม้เนวสัญญานาสัญญายตนะ รู้แจ้งว่าภพทั้งปวงไม่มีแก่นสารแปรปรวนไม่เที่ยง จึงมีสติบรรลุสันติธรรมคือนิพพาน
  68. หน้า ๓๑๙–๓๒๑ หาริตเถระ: พราหมณ์ผู้ถือตัวเรียกคนอื่นว่า 'คนถ่อย' แม้บวชแล้วก็ยังไม่เลิก จนเห็นจิตตนถูกมานะครอบงำ พระหาริตเถระเกิดในตระกูลพราหมณ์ ถือตัวจัดเพราะชาติกำเนิด เคยร้องเรียกผู้อื่นว่าคนถ่อยจนติดเป็นนิสัยแม้บวชแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมแล้วตรวจดูจิตตนเห็นว่าถูกมานะและอุทธัจจะครอบงำ จึงละทิ้งได้และเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัต ท่านให้โอวาทภิกษุด้วยคาถาเดียวกับพระอังคณิกภารทวาชเถระเรื่องผู้ผัดวันประกันพรุ่งย่อมเดือดร้อนภายหลัง
  69. หน้า ๓๒๒–๓๒๔ วิมลเถระ: เตือนให้เว้นบาปมิตรและคนเกียจคร้าน ปิดท้ายวรรคที่ ๑ ติกนิบาต และภาค ๑ แห่งอรรถกถาเถรคาถา พระวิมลเถระเคยบูชาพระพุทธสรีระด้วยดอกไม้ในอดีตชาติ ชาตินี้บวชอาศัยพระโสมมิตเถระจนบรรลุอรหัต ท่านให้โอวาทสหายว่าผู้ปรารถนาความสุขถาวรควรเว้นบาปมิตรคบกัลยาณมิตร เปรียบผู้อาศัยคนเกียจคร้านดุจเกาะไม้เล็กจมในทะเล หน้า ๓๒๔ ปิดท้ายด้วยคำว่า "จบอรรถกถาวิมลเถรคาถา" ตามด้วย "จบภาค ๑" และบัญชีสรุปพระเถระติกนิบาตวรรคที่ ๑ รวม ๑๖ รูป ๔๘ คาถา ปิดเล่มอย่างสมบูรณ์