มหาวรรค ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๖ · ๖๔๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๕ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทใต้ต้นโพธิ์ ๗ วัน หลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นโพธิ์ ๗ วัน ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท (ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น) ทั้งอนุโลมและปฏิโลมตลอดสามยามของราตรี แล้วทรงเปล่งอุทาน ๓ บทว่าด้วยความสิ้นสงสัยเมื่อรู้แจ้งเหตุปัจจัย อรรถกถาขยายศัพท์และเล่าเพิ่มว่าจริงๆ ทรงใช้เวลารวม ๗ สัปดาห์แถบต้นโพธิ์ เช่น สัปดาห์ ๒ ทรงยืนจ้องต้นโพธิ์ไม่กะพริบตาด้วยกตัญญู (อนิมิสเจดีย์) สัปดาห์ ๓ เดินจงกรมบนทางเพชร สัปดาห์ ๔ พิจารณาพระอภิธรรมในเรือนแก้ว
  2. หน้า ๑๖–๓๐ พราหมณ์หุหุกะ พญานาคมุจลินท์ และพ่อค้าสองพี่น้องผู้ถวายภัตตาหารครั้งแรก ที่ต้นอชปาลนิโครธ พราหมณ์หยิ่งยโสชื่อหุหุกะ (ชอบตวาดคนว่า หึหึ) ถามว่าอะไรทำให้เป็นพราหมณ์แท้ พระองค์ตรัสว่าอยู่ที่การละบาปกิเลส ไม่ใช่ชาติกำเนิด ต่อมาที่ต้นมุจลินท์ ฝนตก ๗ วัน พญานาคมุจลินท์ขดกายพัน ๗ รอบแผ่พังพานกำบังฝนลมให้ แล้วแปลงเป็นมาณพถวายอภิวาท สุดท้ายที่ต้นราชายตนะ พ่อค้าตปุสสะกับภัลลิกะถวายข้าวสัตตุ กลายเป็นอุบาสกคู่แรกของโลกที่ถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะ ท้าวจตุโลกบาลถวายบาตรศิลา ๔ ใบที่ทรงรวมเป็นใบเดียว และประทานเกศาแก่พ่อค้าทั้งสอง
  3. หน้า ๓๑–๔๐ ท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม เปรียบสัตว์โลกดังดอกบัว พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าธรรมที่ทรงบรรลุนั้นลึกซึ้ง ยากเห็น ยากเข้าใจ สวนกระแสกิเลสของสัตว์ผู้เพลิดเพลินในกามคุณ หากแสดงไปคงเหนื่อยเปล่า จึงทรงน้อมพระทัยไปทางไม่ขวนขวายแสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพรหมทราบเข้าตกใจกลัวโลกจะพินาศ จึงทูลอาราธนาว่าขอให้ทรงแสดงธรรม เพราะยังมีสัตว์ผู้มีกิเลสเบาบางที่จะเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุ เห็นเหมือนดอกบัวในกอบัวที่มีหลายระดับ บางดอกจมใต้น้ำ บางดอกเสมอน้ำ บางดอกพ้นน้ำพร้อมบาน จึงตัดสินพระทัยเปิดประตูอมตธรรม
  4. หน้า ๔๑–๕๑ เสด็จหาปัญจวัคคีย์ ทรงพบอุปกาชีวก และแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าทรงดำริโปรดอาฬารดาบสและอุทกดาบสก่อน แต่ทั้งสองสิ้นชีพแล้ว จึงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ผู้เคยอุปัฏฐาก ระหว่างทางพบอาชีวกอุปกะ ผู้ทักถามผิวพรรณผ่องใส ตรัสว่าทรงเป็นผู้ชนะทั่วโลก อุปกะส่ายหน้าไม่เชื่อแล้วจากไป ถึงป่าอิสิปตนะ ปัญจวัคคีย์ตั้งใจไม่ต้อนรับเพราะเห็นว่าเลิกทุกรกิริยาแล้วมักมาก แต่กลับใจลุกรับ ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ว่าด้วยทางสายกลาง มรรคมีองค์ ๘ อริยสัจ ๔ จบเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก เทวดาบันลือเสียงถึงพรหมโลก
  5. หน้า ๕๒–๕๘ ปัญจวัคคีย์อุปสมบทครบทั้ง ๕ พระพุทธเจ้าแสดงอนัตตลักขณสูตร สำเร็จอรหันต์ พระโกณฑัญญะทูลขอบวชเป็นรูปแรกด้วยพระวาจา เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ต่อมาอีก ๔ วัน พระวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและอุปสมบทตามลำดับจนครบ ๕ รูป จากนั้นทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ชี้ว่าขันธ์ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตน เพราะบังคับให้เป็นไปตามใจไม่ได้และนำไปสู่ความเบียดเบียน ทั้งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงไม่ควรยึดว่าเป็นเรา จบเทศนา จิตปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ หลุดพ้นจากอาสวะ เกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลกรวม ๖ องค์ จบปฐมภาณวาร
  6. หน้า ๕๙–๖๓ อรรถกถาขยายความสองพระสูตรแรก และเริ่มเรื่องยสกุลบุตรหนีปราสาทออกบวช อรรถกถาไขศัพท์ยากในสองพระสูตรก่อนหน้า ระบุว่าพระโกณฑัญญะกับเทวดา ๑๘ โกฏิบรรลุโสดาบันวันเพ็ญเดือน ๘ ส่วนพระวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ บรรลุตามลำดับวันแรมถัดมา จากนั้นเริ่มเรื่องยสกุลบุตร บุตรเศรษฐีมีปราสาท ๓ หลังตามฤดู คืนหนึ่งตื่นมาเห็นนางบำเรอนอนระเกะระกะน้ำลายไหลราวป่าช้าผีดิบ เกิดเบื่อหน่ายเปล่งอุทานว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ หนีจากปราสาทไปป่าอิสิปตนะ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย ทรงแสดงธรรมจนยสได้ดวงตาเห็นธรรม เรื่องขาดตอนขณะบิดาตามหาบุตร
  7. หน้า ๖๔–๗๒ เรื่องยสกุลบุตร: ลูกเศรษฐีเบื่อโลกจนบรรลุธรรม ครอบครัวและเพื่อนบวชตามรวม 61 องค์ ยสกุลบุตรบุตรเศรษฐีผู้มั่งคั่งเห็นบริวารสาวนอนระเกะระกะยามค่ำคืนดุจป่าช้า เกิดความเบื่อหน่ายจนเดินออกจากบ้านไปพบพระพุทธเจ้าที่ป่าอิสิปตนะ ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบันและบวช บิดาตามหาจนได้ฟังธรรมกลายเป็นอุบาสกคนแรกในโลก ส่วนยสบรรลุอรหัตต์ขณะนั้นเอง มารดาและภรรยาเก่าก็เป็นอุบาสิกาคู่แรก จากนั้นเพื่อนสหาย ๔ คนและอีก ๕๐ คนของยสก็ทยอยบวชตาม รวมมีพระอรหันต์ในโลก ๖๑ องค์ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาเล่าบุพกรรมที่กลุ่มเพื่อนเคยเผาศพหญิงมีครรภ์จนเกิดอสุภสัญญาร่วมกันมาก่อน
  8. หน้า ๗๓–๘๔ ทรงส่งสาวกออกประกาศศาสนา ทรงชนะมาร และทรงอนุญาตการบวชด้วยไตรสรณคมน์ พระพุทธเจ้าทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์แยกย้ายจาริกประกาศธรรมเพื่อประโยชน์สุขชนหมู่มาก ไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป มารพยายามอ้างว่าพระองค์ยังติดบ่วงกิเลสแต่ถูกปฏิเสธจนหายไปด้วยความเสียใจ เมื่อผู้ขอบวชมากขึ้นจนต้องเดินทางไกลมาเข้าเฝ้า พระองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุบวชกุลบุตรได้เองด้วยการกล่าวถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ๓ ครั้ง มีอรรถกถาอธิบายขั้นตอนโกนผมมอบผ้ากาสายะโดยละเอียด ก่อนจบภาณวารที่ ๒ ด้วยพระโอวาทซ้ำเรื่องความหลุดพ้นและมารมาทดลองอีกครั้งแต่พ่ายแพ้เช่นเดิม
  9. หน้า ๘๕–๘๗ เรื่องสหายภัททวัคคีย์ 30 คน: ควรแสวงหาตนเองดีกว่าแสวงหาหญิง สหายหนุ่ม ๓๐ คนพร้อมภรรยาเที่ยวสนุกในป่า มีหญิงแพศยาคนหนึ่งฉวยโอกาสขโมยเครื่องประดับหนีไประหว่างพวกเขาเผลอ จึงพากันตามหาจนพบพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามว่าการตามหาหญิงกับการแสวงหาตนเอง อย่างไหนดีกว่ากัน เมื่อพวกเขาตอบว่าแสวงหาตนดีกว่า จึงทรงแสดงธรรมให้ฟังจนทุกคนบรรลุธรรมและขอบวชทั้งหมด อรรถกถาเล่าว่าในอดีตชาติพวกเขาเคยเป็นนักเลง ๓๐ คนในตุณฑิลชาดกที่กลับใจรักษาศีลห้า
  10. หน้า ๘๘–๑๐๔ พระพุทธเจ้าทรงปราบทิฐิพระอุรุเวลกัสสปด้วยปาฏิหาริย์ต่อเนื่อง จนชฎิล 1,000 คนยอมบวช พระพุทธเจ้าเสด็จไปอุรุเวลา ขอพักในโรงบูชาไฟที่มีพญานาคดุร้ายของชฎิลอุรุเวลกัสสป ทรงปราบพญานาคด้วยฤทธิ์โดยไม่ทำร้ายมัน ชฎิลประทับใจแต่ยังเชื่อว่าตนเก่งกว่าเพราะถือตนเป็นพระอรหันต์ จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่อเนื่อง ทั้งเทวดาเข้าเฝ้า เสด็จบิณฑบาตถึงอุตตรกุรุ ช่วยผ่าฟืน ก่อไฟ ดับไฟ และเดินบนพื้นดินกลางน้ำท่วม แต่กัสสปยังไม่ยอมรับ จนพระองค์ตรัสตรงๆ ว่ากัสสปยังไม่บรรลุอรหัตต์ กัสสปสลดใจ ทิ้งเครื่องบูชาไฟลงน้ำ ขอบวชพร้อมน้องชายและบริวารรวม ๑,๐๐๐ คน
  11. หน้า ๑๐๕–๑๐๙ อาทิตตปริยายสูตร: เทศนาไฟไหม้โลกที่คยาสีสะ และอรรถกถาไขศัพท์เรื่องพระกัสสป ณ ตำบลคยาสีสะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่อดีตชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ที่รับรู้ทั้งหมดล้วน "ร้อน" อยู่ด้วยไฟราคะ โทสะ โมหะและความทุกข์ต่างๆ เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจนจิตหลุดพ้น ฟังจบทุกรูปบรรลุอรหัตต์ทันที จบภาณวารที่ ๓ จากนั้นเป็นอรรถกถาไขความหมายศัพท์บาลีในเรื่องพระอุรุเวลกัสสปตอนก่อนหน้า เช่นคำบรรยายฤทธิ์ปราบพญานาคและรัศมีของเทวดาที่มาเข้าเฝ้า
  12. หน้า ๑๑๐–๑๒๐ พระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใส ถวายสวนเวฬุวันเป็นวัดแห่งแรก พระพุทธเจ้าเสด็จถึงราชคฤห์พร้อมอดีตชฎิล ๑,๐๐๐ รูป พระเจ้าพิมพิสารพร้อมพราหมณ์คหบดี ๑๒๐,๐๐๐ คนมาเข้าเฝ้า แต่สงสัยว่าใครเป็นศิษย์ใคร พระอุรุเวลกัสสปยืนยันว่าตนเป็นสาวกพระพุทธเจ้า ทุกคนเลื่อมใสฟังธรรมจนพระเจ้าพิมพิสารบรรลุโสดาบันและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ความปรารถนา ๕ ประการแต่ครั้งเป็นราชกุมารสำเร็จครบ ท้าวสักกะแปลงกายนำเสด็จเข้าเมืองพร้อมคาถาสรรเสริญ ท้ายสุดพระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นวัดแรก ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับอารามได้นับแต่นั้น (ต่อเนื่อง)
  13. หน้า ๑๒๑ พระเจ้าพิมพิสารบรรลุธรรมและถวายพระเวฬุวัน ตอนจบเรื่องพระอุรุเวลกัสสป ท่านประกาศตนเป็นสาวกพระพุทธเจ้า ทำให้พราหมณ์คหบดีชาวมคธ 11 นหุตได้ดวงตาเห็นธรรมตามพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารทรงเล่าว่าความปรารถนา 5 ข้อตั้งแต่เป็นราชกุมารสำเร็จครบแล้ว ทรงถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและนิมนต์ฉันภัตตาหาร วันรุ่งขึ้นท้าวสักกะแปลงเป็นมาณพนำเสด็จเข้าเมืองราชคฤห์พร้อมขับคาถาสรรเสริญ พระเจ้าพิมพิสารทรงพิจารณาหาที่ประทับเหมาะสมแล้วถวายสวนเวฬุวันเป็นวัดแห่งแรกที่พระพุทธเจ้าทรงรับไว้
  14. หน้า ๑๒๒–๑๓๕ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะฟังธรรมจากพระอัสสชิแล้วบรรพชา ปริพาชกอุปติสสะ (สารีบุตร) พบพระอัสสชิบิณฑบาตด้วยอิริยาบถน่าเลื่อมใส จึงติดตามไปถามธรรม พระอัสสชิแสดงคาถาสั้นๆ ว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงทั้งเหตุและความดับ ทำให้อุปติสสะได้ดวงตาเห็นธรรมทันที จึงนำไปบอกโกลิตะ (โมคคัลลานะ) สหาย ทั้งสองพาศิษย์ 250 คนออกจากสำนักอาจารย์สญชัยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงพยากรณ์ว่าทั้งคู่จะเป็นอัครสาวก ประชาชนติเตียนว่าพระพุทธเจ้าทำให้ตระกูลมคธขาดทายาท แต่เสียงวิจารณ์หายไปภายใน 7 วัน
  15. หน้า ๑๓๖–๑๕๓ กำเนิดธรรมเนียมพระอุปัชฌาย์และวัตรของสัทธิวิหาริก เมื่อภิกษุไม่มีอุปัชฌาย์คอยสอน จึงมีมารยาทไม่เรียบร้อยขณะบิณฑบาต ประชาชนติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้มีอุปัชฌาย์ดูแลศิษย์ใหม่ดุจบิดากับบุตร กำหนดวิธีขอถืออุปัชฌาย์ด้วยคำกล่าว 3 ครั้ง แล้วทรงวางวัตรปฏิบัติละเอียดที่สัทธิวิหาริกต้องทำต่ออุปัชฌาย์ เช่น ตื่นแต่เช้าถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า ตามรับใช้เวลาเข้าบ้าน ดูแลบาตรจีวรและที่พัก ช่วยเหลือยามอุปัชฌาย์อาพาธหรือถูกสงฆ์ลงโทษ พร้อมอรรถกถาขยายความศัพท์และเหตุผลของแต่ละข้อวัตร
  16. หน้า ๑๕๔–๑๖๕ วัตรที่อุปัชฌาย์พึงทำต่อศิษย์ และการประณาม-ขอขมา ตอนนี้สลับมุมมอง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวัตรที่อุปัชฌาย์พึงทำต่อสัทธิวิหาริกเช่นเดียวกัน คือสอนบาลีอรรถกถา ให้บาตรจีวรเมื่อขาดแคลน พยาบาลยามอาพาธ จากนั้นเมื่อศิษย์บางรูปประพฤติไม่ดี ทรงอนุญาตให้อุปัชฌาย์ประณาม (ไล่) ศิษย์ที่ไม่เชื่อฟังได้ ศิษย์ต้องขอขมาอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ก็ต้องยกโทษให้ ทรงกำหนดคุณสมบัติ 5 ข้อ เช่น ขาดความรักเคารพเลื่อมใสอุปัชฌาย์ เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าควรประณามหรือไม่ควร
  17. หน้า ๑๖๖–๑๗๓ กำเนิดการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมและนิสัย 4 พราหมณ์คนหนึ่งขอบวชแต่ภิกษุไม่ยอมให้ จึงซูบผอมด้วยความเสียใจ พระสารีบุตรระลึกได้ว่าเคยถวายภิกษาหนึ่งทัพพีแก่ท่าน จึงขอให้บวชด้วยความกตัญญู พระพุทธเจ้าถือโอกาสนี้เลิกวิธีบวชด้วยไตรสรณคมน์อย่างง่าย เปลี่ยนเป็นสวดประกาศต่อสงฆ์ 4 ครั้ง (ญัตติจตุตถกรรม) พร้อมให้บทสวดเต็ม ต่อมามีพราหมณ์อีกคนบวชเพราะหวังอาหารดี ขู่จะสึกถ้าไม่ได้ฉันตามใจ จึงทรงกำหนดให้บอกนิสัย 4 แก่ผู้บวชใหม่ทันที คือ อาศัยบิณฑบาต ผ้าบังสุกุล โคนไม้ และยาจากมูตรเน่า
  18. หน้า ๑๗๔–๑๗๗ กฎองค์ประชุมสงฆ์และเรื่องพระอุปเสนบวชศิษย์ก่อนวัย ทรงห้ามบอกนิสัย 4 แก่ผู้ขอบวชก่อนอุปสมบท เพราะทำให้บางคนกลัวไม่ยอมบวช กำหนดว่าการอุปสมบทต้องมีสงฆ์ครบ 10 รูปขึ้นไป จากนั้นเล่าเรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตรผู้มีพรรษาเพียง 1 ปี แต่รับศิษย์มาอุปสมบทเอง เมื่อนำศิษย์เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่ายังต้องรับโอวาทจากผู้อื่น ไม่ควรไปสอนคนอื่น จึงทรงบัญญัติว่าภิกษุต้องมีพรรษาอย่างน้อย 10 ปีจึงจะเป็นอุปัชฌาย์ให้ผู้อื่นบวชได้ (เรื่องพระอุปเสนต่อในตอนหน้า)
  19. หน้า ๑๗๘–๑๘๕ อุปัชฌายะผู้เขลาให้บวช และหน้าที่ศิษย์ต่ออาจารย์ (อาจริยวัตร) พระอุปเสนถูกตำหนิเพราะพรรษาเดียวรับศิษย์ จึงบัญญัติต้องมีพรรษา ๑๐ จึงให้อุปสมบทได้ ต่อมามีอุปัชฌาย์ที่แม้ครบพรรษาแต่ยังโง่เขลาให้บวช จนศิษย์เก่งกว่าอาจารย์และมีศิษย์เดียรถีย์เดิมโต้เถียงอาจารย์แล้วหนีกลับลัทธิเดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตระบบอาจารย์-ศิษย์ (อันเตวาสิก) เพื่อดูแลกันฉันพ่อลูก และวางอาจริยวัตรอย่างละเอียด เช่น ตื่นแต่เช้าถวายไม้สีฟันน้ำล้างหน้า จัดที่นั่ง ตามรับใช้เข้าบ้าน ดูแลบาตรจีวร ทำความสะอาดกุฏิ และพยาบาลยามอาจารย์เจ็บป่วย
  20. หน้า ๑๘๖–๑๙๗ หน้าที่อาจารย์ต่อศิษย์ การประณามศิษย์ และเหตุที่นิสัยระงับ อันเตวาสิกวัตร คือหน้าที่อาจารย์พึงทำต่อศิษย์แบบเดียวกับที่ศิษย์ทำต่ออาจารย์ (ดูแลอาหาร บาตรจีวร ที่พัก ยามป่วย) จากนั้นทรงอนุญาตให้อาจารย์ประณาม (ไล่) ศิษย์ที่ประพฤติไม่ดี พร้อมกำหนดว่าเมื่อไรควรหรือไม่ควรประณาม และศิษย์ต้องขอขมา อาจารย์ก็ต้องยอมรับขมาเมื่อศิษย์สำนึก ปิดท้ายด้วยเงื่อนไขที่ทำให้ความสัมพันธ์นิสัยสิ้นสุดลง เช่น อุปัชฌาย์หรืออาจารย์หลีกไป สึก มรณภาพ ไปเข้ารีตศาสนาอื่น หรือสั่งบังคับไล่
  21. หน้า ๑๙๘–๒๑๔ คุณสมบัติ ๑๖ หมวดของภิกษุผู้ควรและไม่ควรให้อุปสมบท รายการคุณสมบัติที่กำหนดว่าภิกษุรูปใดควรหรือไม่ควรเป็นอุปัชฌาย์-อาจารย์ให้อุปสมบทและให้นิสัยได้ แบ่งเป็นชุดข้อละ ๕ และข้อละ ๖ อย่างละ ๑๖ หมวด จับคู่ด้านมืด (กัณหปักษ์ ไม่พึงให้) กับด้านสว่าง (ศุกลปักษ์ พึงให้) เช่น ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาของพระอเสขะ มีศรัทธาหิริโอตตัปปะ ไม่วิบัติศีล รู้จักอาบัติและวิธีออกจากอาบัติ สามารถพยาบาลศิษย์ยามป่วยและสอนธรรมวินัยได้ ตลอดจนต้องมีพรรษาครบ ๑๐
  22. หน้า ๒๑๕–๒๒๔ อรรถกถาอธิบายคุณสมบัติอุปัชฌาย์ และการนับว่านิสัยระงับ อรรถกถาไขความคำศัพท์ในรายการคุณสมบัติก่อนหน้า อธิบายว่าเกณฑ์เหล่านี้มุ่งกันภิกษุที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นจึงเป็นอุปัชฌาย์ได้ จากนั้นอธิบายละเอียดว่ากรณีใดถือว่านิสัยระงับจริงเมื่ออุปัชฌาย์หรืออาจารย์จากไป เช่น บอกลาหรือไม่บอกลา จะกลับเมื่อไร และวิธีนับว่าถือเป็น พบปะกัน ทั้งด้วยการเห็นตัวและได้ยินเสียง ซึ่งมีผลทำให้นิสัยกลับมาผูกพันใหม่
  23. หน้า ๒๒๕–๒๓๐ ปริวาส ๔ เดือนสำหรับเดียรถีย์ผู้มาขอบวช ภิกษุเดิมเคยเป็นเดียรถีย์ทะเลาะกับอุปัชฌาย์แล้วหนีกลับลัทธิเดิม เมื่อกลับมาขอบวชอีก พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้นักบวชนอกศาสนาที่หวังบวชในพระธรรมวินัยต้องขอและรับปริวาส ๔ เดือนก่อน พร้อมสวดไตรสรณคมน์ และกำหนดพฤติกรรมที่ทำให้สงฆ์พอใจหรือไม่พอใจระหว่างปริวาส เช่น เข้าออกบ้านตรงเวลา ไม่คลุกคลีกับหญิงแพศยาหรือภิกษุณี ขยันช่วยงานสงฆ์ ตั้งใจเรียนพระธรรมวินัย ส่วนชฎิลบูชาไฟและศากยะโดยกำเนิดได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ปริวาส
  24. หน้า ๒๓๑–๒๓๔ อรรถกถาอธิบายเรื่องปริวาสของเดียรถีย์ อรรถกถาขยายความว่าปริวาส ๔ เดือนนี้ให้เฉพาะอาชีวกหรือนักบวชเปลือยเท่านั้น ไม่ใช่เดียรถีย์ที่นุ่งห่มแบบอื่นหรือดาบสปะขาว และอธิบายรายละเอียดพฤติกรรมที่ทำให้สงฆ์ไม่พอใจ เช่น เข้าบ้านผิดเวลา คลุกคลีกับหญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวทึนทึก บัณเฑาะก์ หรือภิกษุณีจนเสียศีล เกียจคร้านไม่ช่วยงานสงฆ์ ไม่ตั้งใจเรียนบาลีและอรรถกถา (ตอนท้ายยังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป)
  25. หน้า ๒๓๕–๒๓๘ อรรถกถาอธิบายเรื่องปริวาสของผู้เคยเป็นเดียรถีย์ คำอธิบายละเอียดว่าปริวาส ๔ เดือนนี้ให้เฉพาะนักบวชเปลือย (อาชีวก อเจลก) เท่านั้น ไม่ให้แก่ผู้นุ่งห่มผ้าลัทธิอื่นหรือดาบส อธิบายความหมายของพฤติกรรมที่ทำให้สงฆ์ไม่พอใจ เช่น การคลุกคลีหญิง ความเกียจคร้าน และกำหนดว่าแม้กำลังอยู่ปริวาสแล้วบรรลุโสดาบันก็ให้อุปสมบทได้ทันที รวมทั้งวิธีจัดหาบาตรจีวรให้ผู้บวชใหม่โดยอุปัชฌาย์เป็นผู้แสวงหาให้
  26. หน้า ๒๓๙–๒๔๓ ห้ามบวชผู้เป็นโรคเรื้อน ฝี กลาก มองคร่อ ลมบ้าหมู (เรื่องหมอชีวก) เกิดโรคระบาด ๕ ชนิดในแคว้นมคธ ชาวบ้านที่ป่วยไปขอหมอชีวกโกมารภัจจ์รักษาแต่ถูกปฏิเสธเพราะท่านมีภาระมาก จึงพากันบวชเพื่อหวังให้ภิกษุดูแลและหมอชีวกรักษาให้ฟรี บางคนหายแล้วก็สึก หมอชีวกทราบเข้าจึงติเตียนและทูลขอให้พระพุทธเจ้าห้ามบวชคนเป็นโรคเรื้อน ฝี กลาก มองคร่อ และลมบ้าหมู อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าโรคแต่ละชนิดขนาดเท่าใดจึงห้ามบวช
  27. หน้า ๒๔๔–๒๕๓ ห้ามบวชราชภัฏ โจรองคุลิมาล และอาชญากรลักลอบหนี ทหารของพระเจ้าพิมพิสารพากันบวชหนีการไปปราบจลาจล ทำให้ถูกห้ามบวชราชภัฏ ต่อมาโจรองคุลิมาลผู้โด่งดังบวชในสำนักภิกษุจนชาวบ้านหวาดกลัวหนีกันเกลื่อน จึงห้ามบวชโจรมีชื่อเสียง รวมถึงโจรหนีเรือนจำ โจรถูกออกหมายจับ และผู้ถูกลงโทษเฆี่ยนหรือสักหมายโทษ แม้พระเจ้าพิมพิสารเคยประกาศคุ้มครองผู้บวชในศาสนา แต่ประชาชนก็ยังตำหนิที่สงฆ์ให้คนเหล่านี้บวช อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าโจรประเภทใดบวชได้หรือไม่ได้
  28. หน้า ๒๕๔–๒๖๔ ห้ามบวชคนมีหนี้และทาส เรื่องเด็ก ๑๗ คนของอุบาลี กำหนดอายุอุปสมบท ๒๐ ปี เจ้าหนี้และเจ้านายพากันตามจับลูกหนี้และทาสที่หนีไปบวช จึงทรงห้ามบวชคนมีหนี้และทาส (อรรถกถาแยกแยะทาสหลายประเภทว่าบวชได้หรือไม่) จากนั้นทรงอนุญาตให้อปโลกน์สงฆ์ก่อนโกนผม แล้วเล่าเรื่องเด็กชาย ๑๗ คนนำโดยอุบาลีพากันบวชตามคำแนะนำของบิดามารดา แต่กลางคืนร้องไห้ขอข้าวจนถ่ายอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราด พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามอุปสมบทผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี เพราะทนความลำบากไม่ไหว
  29. หน้า ๒๖๕–๒๗๙ กำหนดอายุบวชเณร ๑๕ ปี กฎการรับสามเณร และคุณสมบัติผู้ต้อง/ไม่ต้องถือนิสัย ตระกูลหนึ่งตายเพราะอหิวาตกโรคเหลือพ่อลูกบวชด้วยกัน เณรน้อยขอข้าวจากพ่อกลางบิณฑบาตจนถูกครหาว่าไม่ใช่พ่อจริง จึงห้ามบวชเณรอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี เว้นแต่ไล่กาได้ (ตามกรณีเด็กกำพร้าอุปัฏฐากพระอานนท์) และห้ามภิกษุรูปเดียวรับเณรเกิน ๒ รูปเว้นแต่สอนได้จริง ส่วนท้ายบทเป็นรายการคุณสมบัติ ๕-๖ ข้อ (เช่น ความรู้เรื่องอาบัติ พรรษาครบ ๕) ที่บ่งว่าภิกษุต้องพึ่งอาจารย์ (ถือนิสัย) ต่อไปหรือพ้นแล้ว
  30. หน้า ๒๘๐–๒๙๑ ราหุลบวชเป็นสามเณร ศีล ๑๐ และการเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ (ตอนต้น) ราหุลกุมารตามพระพุทธเจ้าไปทูลขอทรัพย์มรดก จึงถูกให้บวชเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์ พระเจ้าสุทโธทนศากยะเสียพระทัยมากจนทรงขอให้ห้ามบวชบุตรที่พ่อแม่ไม่อนุญาต จากนั้นทรงบัญญัติศีล ๑๐ ของสามเณร แล้วเรื่องย้อนเล่าการเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก พระญาติศากยะยึดถือตัวไม่ยอมไหว้ พระพุทธเจ้าจึงเหาะแสดงปาฏิหาริย์ เกิดฝนโบกขรพรรษ ตรัสเวสสันตรชาดก วันรุ่งขึ้นเสด็จบิณฑบาตในเมืองจนพระราชาตกใจ (เรื่องยังไม่จบ)
  31. หน้า ๒๙๒–๒๙๘ เรื่องพระราหุลบวชและกฎขออนุญาตบิดามารดาก่อนบวช พระเจ้าสุทโธทนทูลขอพรอย่าให้บวชบุตรที่บิดามารดาไม่อนุญาต เพราะความรักลูกเจ็บปวดยิ่งกว่าตัดเนื้อตัดกระดูก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้าม พร้อมอนุญาตภิกษุรูปเดียวรับสามเณรได้ 2 รูป และประทานศีล 10 แก่สามเณร จากนั้นอรรถกถาเล่าพิสดารถึงการเสด็จกลับกบิลพัสดุ์ ทรงเหาะแสดงปาฏิหาริย์ให้พระญาติผู้ถือตัวต้องคารวะ ฝนโบกขรพรรษตก เสด็จบิณฑบาตจนพระบิดาสะเทือนพระทัย พระนันทะถูกชวนบวชวันแต่งงาน และพระราหุลทูลขอ 'มรดก' จนพระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรบวชแทน เป็นที่มาของกฎนี้
  32. หน้า ๒๙๙–๓๐๗ ทัณฑกรรมและการให้สึกสามเณรผู้ประพฤติเสียหาย สามเณรบางพวกไม่มีความเคารพยำเกรงภิกษุ พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตลงทัณฑกรรม (ห้ามปราม) แก่สามเณรที่ทำให้ภิกษุเสื่อมลาภ พินาศ อยู่ไม่ได้ ด่าว่า หรือยุยงให้แตกกัน แต่ห้ามถึงขั้นห้ามเข้าวัดทุกแห่งหรืออดอาหาร ต้องขออนุญาตอุปัชฌาย์ก่อนกักกันสามเณรผู้อื่น และห้ามเกลี้ยกล่อมชิงสามเณรภิกษุอื่น ส่วนสามเณรที่ทำผิดร้ายแรง 10 อย่าง เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดพรหมจรรย์ ติเตียนพระรัตนตรัย หรือประทุษร้ายภิกษุณี ต้องถูกนาสนะ (ไล่ออกจากสามเณรภาวะ) พร้อมอรรถกถาอธิบายแต่ละกรณี
  33. หน้า ๓๐๘–๓๒๐ ห้ามบวชบัณเฑาะก์ คนแอบบวชโดยไม่ผ่านพิธี และคนเข้ารีตศาสนาอื่น บัณเฑาะก์ (กะเทย) คนหนึ่งชวนภิกษุ สามเณร และคนเลี้ยงช้างม้าให้ประทุษร้ายตน จนถูกครหาว่าสมณะศากยบุตรไม่บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าจึงห้ามบวชบัณเฑาะก์ ต่อมามีกุลบุตรปลอมบวชเองโดยไม่รู้ธรรมเนียมสงฆ์ (เถยยสังวาสก์ คนลักเพศ) จึงห้ามบวชเช่นกัน อรรถกถาอธิบายกรณีต่าง ๆ อย่างละเอียด เช่น คนหนีภัยราชภัย ทุพภิกขภัย หรือภัยจากศัตรูแล้วนุ่งผ้ากาสาวะชั่วคราวโดยไม่ยอมรับสังวาส ไม่ถือว่าเป็นคนลักเพศ ส่วนผู้ที่เคยบวชแล้วไปเข้ารีตนักบวชศาสนาอื่นก็ห้ามบวชซ้ำเช่นกัน
  34. หน้า ๓๒๑–๓๓๒ นาคแปลงกายบวช และห้ามบวชคนฆ่ามารดาบิดา-ผู้ทำร้ายพระศาสนา พญานาคตัวหนึ่งเบื่อหน่ายกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มมาบวช แต่คืนหนึ่งขณะหลับได้กลับกลายเป็นงูจนภิกษุร่วมกุฏิตกใจ พระพุทธเจ้าทรงให้สึก และห้ามสัตว์เดรัจฉานบวชอีก จากนั้นทรงห้ามบวชผู้ทำอนันตริยกรรมและผู้ทำลายพระศาสนา ได้แก่ คนฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ (มีเรื่องโจรปล้นฆ่าพระแล้วหนีมาบวช) ผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ผู้ทำสังฆเภท ผู้ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และอุภโตพยัญชนก (ผู้มีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิง) พร้อมอรรถกถาอธิบายเงื่อนไขแต่ละข้อ
  35. หน้า ๓๓๓–๓๔๐ อรรถกถาอุภโตพยัญชนก และบัญชีบุคคล 20+32 จำพวกที่ห้ามบวช อรรถกถาอธิบายอุภโตพยัญชนก 2 ชนิด (หญิงและชายที่มีสองเพศ) ว่าบวชไม่ได้เลย จากนั้นวินัยระบุบุคคล 20 จำพวกที่ห้ามอุปสมบท เช่น ไม่มีอุปัชฌาย์ มีสงฆ์หรือคณะเป็นอุปัชฌาย์ หรือมีบัณเฑาะก์/คนลักเพศ/สัตว์เดรัจฉาน/คนฆ่ามารดาบิดาเป็นอุปัชฌาย์ รวมถึงไม่มีบาตรจีวรของตนเอง และบุคคล 32 จำพวกที่ห้ามแม้แต่บรรพชา ได้แก่ผู้มีอวัยวะพิการต่าง ๆ เช่น มือเท้าขาด หูจมูกแหว่ง ค่อม เตี้ย คอพอก ถูกสักหมายโทษ ตาบอด ใบ้ หูหนวก ชราทุพพลภาพ เพื่อรักษาความน่าเลื่อมใสของหมู่สงฆ์
  36. หน้า ๓๔๑–๓๔๘ อรรถกถาอธิบายลักษณะพิการและรูปร่างที่ทำให้หมู่สงฆ์เสื่อมศรัทธา อรรถกถาไขความแต่ละคำในบัญชีคนห้ามบวช เช่น นิยามคนมือขาด เท้าขาด หูขาด จมูกแหว่ง คนค่อม คนเตี้ย คนคอพอก คนตีนปุก โดยระบุว่าอวัยวะที่รักษาให้หายหรือต่อติดได้ก่อนบวชยังบวชได้ จากนั้นบรรยายละเอียดยืดยาวถึงลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ 'ทำให้บริษัทเสื่อม' (ปริสทูสกะ) เช่น ตัวสูงเตี้ยผิดปกติ ศีรษะ ผม คิ้ว ตา หู จมูก ปาก ฟัน คางที่ผิดรูปในลักษณะต่าง ๆ นับสิบแบบ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  37. หน้า ๓๔๙–๓๕๐ จบบัญชีคนต้องห้ามบวช 32 จำพวก และอรรถกถาขยายความ เริ่มด้วยท้ายรายชื่อคนต้องห้ามบวช 32 จำพวก แล้วเป็นอรรถกถาอธิบายว่าคนบวชโดยไม่มีอุปัชฌาย์หรือใช้บาตรจีวรยืมมาจะไม่ได้รับการดูแลตามธรรมเหมือนสามเณร จากนั้นอรรถกถาไล่อธิบายลักษณะความพิการและรูปร่างที่ห้ามบวชอย่างละเอียดมาก เช่น มือขาด เท้าขาด หูขาด จมูกแหว่ง ค่อม เตี้ย คอพอก ตาโต ตาเล็ก จมูกยาว ปากเบี้ยว ฟันเหยิน และรูปร่างหน้าตาประหลาดสารพัดแบบที่ทำให้ไม่ควรบวชเพราะจะทำให้ผู้พบเห็นเสื่อมศรัทธาในพระศาสนา
  38. หน้า ๓๕๑–๓๖๕ กฎการถือนิสัย พิธีอุปสมบทละเอียด และอกรณียกิจ 4 ห้ามภิกษุอลัชชีให้หรือรับนิสัยกัน ต้องสืบสวน 4-5 วันก่อน ยกเว้นเดินทางไกล อาพาธ หรืออยู่ป่า จากนั้นเป็นพิธีอุปสมบทละเอียด ถามอันตรายิกธรรม 13 ข้อ สอนซ้อมก่อนบวช เรื่องพระกุมารกัสสปนับอายุรวมเวลาในครรภ์ครบ 20 ปี สอนนิสสัย 4 (บิณฑบาต ผ้าบังสุกุล โคนไม้ มูตรเน่า) และอกรณียกิจ 4 ห้ามเสพเมถุน ลักทรัพย์ ฆ่าคน อวดคุณวิเศษ เปรียบหัวขาด ใบไม้เหลือง หินแตก ตาลยอดด้วน เกิดจากภิกษุใหม่ถูกทิ้งลำพังไปเสพเมถุนกับภรรยาเก่า ปิดท้ายด้วยวิธีรับภิกษุที่สงฆ์ยกเสียกลับเข้าหมู่
  39. หน้า ๓๖๖–๓๗๖ คาถาสรุปมหาขันธกะ 172 เรื่อง และอรรถกถาปิดท้าย เป็นอุททานคาถาร้อยกรองสรุปหัวข้อทั้งหมดในมหาขันธกะ 172 เรื่อง ตั้งแต่ตรัสรู้จนถึงพิธีอุปสมบทและข้อห้ามต่างๆ ที่ผ่านมา จากนั้นเป็นอรรถกถาอธิบายรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น ควรสังเกตความประพฤติของภิกษุผู้ให้นิสัยกี่วันก่อนถือนิสัย วิธีสวดประกาศอุปสมบทพร้อมกันครั้งละ 2-3 รูปโดยต้องมีอุปัชฌาย์รูปเดียวกัน และวิธีวัดเงาแดดกำหนดฤดูในพิธีอุปสมบท ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถามหาขันธกะในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา
  40. หน้า ๓๗๗–๓๘๖ กำเนิดอุโบสถขันธกะ ทรงอนุญาตสวดปาติโมกข์ นักบวชศาสนาอื่นประชุมแสดงธรรมวัน 14-15-8 ค่ำได้คนนับถือมาก พระเจ้าพิมพิสารทูลขอให้สงฆ์ทำเช่นกัน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ประชุม แรกๆ ภิกษุนั่งเงียบถูกชาวบ้านตำหนิว่าเหมือนหมูอ้วน จึงทรงอนุญาตให้แสดงธรรม ต่อมาให้สวดปาติโมกข์แทน กำหนดสวดเดือนละ 2 ครั้งไม่ใช่ทุกวันหรือ 3 ครั้ง ต้องสวดพร้อมกันทั้งอาวาสห้ามแยกสวดเฉพาะพวก ปิดท้ายด้วยเรื่องพระมหากัปปินะสงสัยว่าตนบริสุทธิ์แล้วต้องร่วมอุโบสถหรือไม่ พระพุทธเจ้าเสด็จไปสอนว่าต้องไปเพื่อเป็นแบบอย่าง
  41. หน้า ๓๘๗–๓๙๔ อรรถกถาสีมา กฎกำหนดนิมิตเขตแดนวัดอย่างละเอียด อรรถกถาอธิบายกฎเกณฑ์การกำหนดนิมิต (หลักเขต) ของสีมาอย่างละเอียดมาก เช่น หินต้องไม่ใหญ่เกินขนาดช้างจึงจะนับเป็นหินไม่ใช่ภูเขา ต้นไม้ต้องมีแก่นสูงอย่างน้อย 8 นิ้ว ป่าต้องมีต้นไม้อย่างน้อย 4-5 ต้น ทางเดินต้องเป็นทางสัญจรจริงไม่ใช่ทางลัดผ่านกลางวัด จอมปลวกต้องสูงอย่างน้อยเท่าเขาโค แม่น้ำต้องมีน้ำไหลตลอดฤดูฝนจึงนับได้ และห้ามใช้นิมิตที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวล้อมรอบวัดกำหนดซ้ำหลายทิศ
  42. หน้า ๓๙๕–๔๐๕ วิธีสมมติสีมา ปัญหาสีมาใหญ่เกิน และเขตไม่พรากไตรจีวร ทรงอนุญาตให้สงฆ์สมมติสีมาอย่างเป็นทางการด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา พระฉัพพัคคีย์สมมติสีมาใหญ่เกิน 4-6 โยชน์ทำให้มาอุโบสถไม่ทัน จึงจำกัดไม่เกิน 3 โยชน์ ห้ามสมมติสีมาคร่อมแม่น้ำเว้นมีเรือหรือสะพานถาวร กำหนดโรงอุโบสถห้ามมี 2 แห่งในอาวาสเดียว แก้ปัญหาโรงเล็กเกินและหลายวัดแย่งจัดอุโบสถ เรื่องพระมหากัสสปข้ามน้ำจีวรเปียกจึงทรงอนุญาตเขตไม่ต้องพรากไตรจีวร แต่ภิกษุเก็บจีวรไว้ในบ้านแล้วหายถูกไฟไหม้หนูกัด จึงทรงแก้ให้เว้นเขตบ้านออก (เนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปยังไม่จบ)
  43. หน้า ๔๐๖–๔๐๗ พระมหากัสสปะจีวรเปียกข้ามแม่น้ำ กำเนิดสีมาไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร พระมหากัสสปะข้ามแม่น้ำไปทำอุโบสถที่ราชคฤห์ ถูกน้ำพัดจีวรเปียก จึงทรงอนุญาตสีมาที่ไม่ต้องอยู่ปราศจากไตรจีวร (ติจีวราวิปปวาส) แต่ภายหลังภิกษุเก็บจีวรไว้ในบ้านแล้วถูกขโมยหรือไฟไหม้ จึงทรงแก้ให้เว้นเขตบ้านออกจากสีมานี้ พร้อมทรงแสดงสีมาที่ไม่ต้องผูกอย่างเป็นทางการ คือเขตบ้าน เขตป่า 7 อัพภันดรโดยรอบ และเขตน้ำกระเซ็นในแม่น้ำ ทะเล บึง และห้ามสมมติสีมาซ้อนทับหรือคาบเกี่ยวสีมาเดิม
  44. หน้า ๔๐๘–๔๑๙ อรรถกถาวิธีผูกสีมา: มหาสีมา ขัณฑสีมา บนศิลา กุฎี ปราสาท และภูเขา คัมภีร์อรรถกถาอธิบายรายละเอียดวิธีผูกสีมาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่การกำหนดนิมิต 8 อย่าง ขนาดขัณฑสีมาต้องจุภิกษุอย่างน้อย 21 รูป การเว้นสีมันตริกระหว่างขัณฑสีมากับมหาสีมา ไปจนถึงวิธีผูกสีมาในสถานที่พิเศษ เช่น บนศิลาดาด ในกุฎี ในที่เร้น บนปราสาท และบนยอดเขา พร้อมอธิบายว่าสีมาจะหยั่งลงไปถึงพื้นดินเบื้องล่างหรือไม่ในแต่ละกรณี และกำหนดขนาดสูงสุดของสีมาไม่เกิน 3 โยชน์
  45. หน้า ๔๒๐–๔๓๑ อรรถกถาสีมาคร่อมแม่น้ำ วิธีถอนสีมา และสีมาที่ไม่ต้องผูก อรรถกถาอธิบายวิธีกำหนดนทีปารสีมา (สีมาคร่อมแม่น้ำ) ต้องมีเรือประจำหรือสะพานถาวร รวมถึงกรณีมีเกาะกลางแม่น้ำ จากนั้นอธิบายวิธีถอนสีมาอย่างถูกต้อง สีมาที่ไม่ต้องผูกอย่างเป็นทางการ (คามสีมา นิคมสีมา) สัตตัพภันตรสีมาสำหรับภิกษุอยู่ป่า และอุทกุกเขปสีมาในแม่น้ำ ทะเล บึง พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงมากมาย เช่น เรือแตก น้ำท่วม ทำนบกั้นน้ำ และปิดท้ายด้วยเรื่องพระฉัพพัคคีย์ผูกสีมาคาบเกี่ยวหรือทับสีมาเดิมโดยเจตนา
  46. หน้า ๔๓๒–๔๓๗ วันอุโบสถ 2 แบบ การทำอุโบสถ 4 อย่าง และการสวดปาติโมกข์ย่อ ทรงแสดงว่าวันอุโบสถมี 2 วัน คือ 14 ค่ำและ 15 ค่ำ และการทำอุโบสถมี 4 แบบ โดยที่ถูกต้องคือทำพร้อมเพรียงกันโดยธรรมเท่านั้น จากนั้นทรงแสดงวิธีสวดปาติโมกข์ 5 แบบตั้งแต่สวดเต็มไปจนถึงสวดย่อสุด แต่ทรงห้ามสวดย่อตามใจชอบ อนุญาตเฉพาะเมื่อมีอันตราย 10 อย่าง เช่น พระราชาเสด็จมา โจรปล้น ไฟไหม้ น้ำหลาก คนมามาก ผีเข้าสิง สัตว์ร้ายหรืองูเข้ามา ภิกษุอาพาธหนัก หรือมีภัยต่อพรหมจรรย์
  47. หน้า ๔๓๘–๔๔๗ กฎการขออนุญาตก่อนแสดงธรรม ถามและวิสัชนาพระวินัย และการกล่าวโทษภิกษุ ทรงบัญญัติว่าภิกษุจะแสดงธรรม ถามหรือวิสัชนาพระวินัยกลางสงฆ์ต้องได้รับอาราธนาหรือสมมติก่อน และต้องพิจารณาดูบุคคลก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัย เพราะพระฉัพพัคคีย์เคยขู่ฆ่าภิกษุที่ถามวินัย ภิกษุที่จะกล่าวโทษผู้อื่นต้องขอให้จำเลยเปิดโอกาสก่อน ห้ามทำกรรมไม่เป็นธรรม อนุญาตให้คัดค้านและแสดงความเห็นแย้งได้ พร้อมเรื่องพระอุทายีเสียงแหบเหมือนกาสวดปาติโมกข์ไม่ชัด และพระเทวทัตสวดปนคฤหัสถ์ จนทรงกำหนดให้ปาติโมกข์เป็นหน้าที่พระเถระ
  48. หน้า ๔๔๘–๔๕๑ พระเถระโง่เขลาไม่รู้อุโบสถที่เมืองโจทนาวัตถุ ส่งภิกษุไปเรียนปาติโมกข์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองโจทนาวัตถุ พบว่าพระเถระประจำวัดโง่เขลาไม่รู้จักอุโบสถหรือปาติโมกข์เลย จึงทรงอนุญาตให้มอบหน้าที่สวดปาติโมกข์แก่ภิกษุที่ฉลาดแทน แม้จะเป็นพระใหม่ก็ตาม ต่อมาในอีกวัดหนึ่งเมื่อไม่มีใครสวดปาติโมกข์ได้เลยแม้แต่พระสังฆนวกะ ทรงให้ส่งภิกษุไปเรียนปาติโมกข์จากวัดใกล้เคียง และเมื่อชาวบ้านถามวันที่ในปักษ์หรือจำนวนภิกษุแล้วตอบไม่ได้จนถูกติเตียน จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทุกรูปเรียนวิธีนับวันและนับจำนวนภิกษุด้วยการเรียกชื่อหรือจับสลาก
  49. หน้า ๔๕๒–๔๕๙ หน้าที่เตรียมโรงอุโบสถ การขออนุญาตก่อนไป และการต้อนรับพระพหุสูต ทรงวางระเบียบเตรียมโรงอุโบสถ ได้แก่ กวาดโรง ปูอาสนะ และตามประทีป โดยพระเถระมีสิทธิ์บัญชาพระนวกะให้ทำ หากไม่ทำต้องอาบัติทุกกฏ นอกจากนี้ภิกษุที่จะเดินทางไปทิศต่างๆ ต้องขออนุญาตพระอุปัชฌาย์อาจารย์ก่อนเสมอ และเมื่อมีภิกษุพหุสูตผู้ทรงธรรมวินัยมาเยือนวัดที่มีแต่ภิกษุโง่เขลา ทรงให้ต้อนรับดูแลด้วยความเคารพเพื่อจูงใจให้ท่านอยู่สอน หากวัดใดไม่มีภิกษุรู้ปาติโมกข์เลย ต้องส่งภิกษุไปเรียนจากที่อื่นก่อนเข้าพรรษา มิฉะนั้นห้ามจำพรรษาที่วัดนั้น
  50. หน้า ๔๖๐–๔๖๒ การมอบปาริสุทธิของภิกษุอาพาธที่มาร่วมอุโบสถไม่ได้ เมื่อจะทำอุโบสถแต่มีภิกษุอาพาธมาร่วมไม่ได้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิ (คำรับรองความบริสุทธิ์) ผ่านภิกษุอื่นแทนตน โดยมีพิธีมอบที่ชัดเจน หากหาผู้รับมอบไม่ได้ให้หามเตียงหรือตั่งภิกษุอาพาธมาร่วมประชุมแทน ทรงอธิบายกรณีต่างๆ ที่ปาริสุทธิเป็นอันนำมาแล้วหรือไม่ เช่น ผู้นำสึกหรือตายกลางทาง ต้องมอบใหม่ แต่ถ้าเข้าประชุมสงฆ์แล้วจึงลืมบอกหรือหลับไปถือว่านำมาแล้ว ท้ายบทเริ่มเรื่องการมอบฉันทะในทำนองเดียวกัน (เนื้อหาต่อในตอนถัดไป)
  51. หน้า ๔๖๓–๔๖๗ ส่งพระไปเรียนปาติโมกข์ การมอบปาริสุทธิ-ฉันทะแทนภิกษุอาพาธ ภิกษุโง่เขลาไม่รู้วิธีทำอุโบสถหรือสวดปาติโมกข์ ต้องส่งรูปหนึ่งไปเรียนจากวัดใกล้เคียง หรือย้ายไปอยู่วัดที่มีผู้รู้ (มีอรรถกถาขยายความ) จากนั้นเป็นเรื่องภิกษุอาพาธมาร่วมอุโบสถไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ "มอบปาริสุทธิ" (ฝากบอกความบริสุทธิ์) และ "มอบฉันทะ" (ฝากความยินยอม) ให้ภิกษุอื่นนำไปแจ้งสงฆ์แทน พร้อมกรณีญาติ พระราชา โจร จับตัวภิกษุไว้ในวันอุโบสถซึ่งสงฆ์ต้องขอร้องให้ปล่อยชั่วคราว และเรื่องภิกษุบ้าชื่อคัคคะที่สงฆ์ประกาศยกเว้นไม่ต้องนับเป็นองค์ประชุม
  52. หน้า ๔๖๘–๔๘๓ วิธีทำอุโบสถตามจำนวนภิกษุ (4/3/2/1 รูป) และการแสดงอาบัติก่อนอุโบสถ กำหนดวิธีทำอุโบสถต่างกันตามจำนวนภิกษุ: 4 รูปขึ้นไปสวดปาติโมกข์เต็มรูป, 3 รูปบอกความบริสุทธิ์ต่อกัน, 2 รูปก็ทำปาริสุทธิอุโบสถ, ส่วนรูปเดียวปัดกวาดตั้งน้ำรอแล้วอธิษฐานเป็นวันอุโบสถของตน ตามด้วยอรรถกถาขยายความ จากนั้นเป็นเรื่องภิกษุต้องอาบัติหรือสงสัยว่าต้องอาบัติก่อนวันอุโบสถ ต้องแสดงคืนอาบัติกับภิกษุอื่นก่อนร่วมอุโบสถได้ รวมกรณีสงฆ์ทั้งวัดต้องอาบัติชนิดเดียวกันพร้อมกัน ห้ามแสดงหรือรับแสดงกันเอง ต้องส่งไปหาภิกษุพหูสูตต่างถิ่นเพื่อวินิจฉัยชื่ออาบัติก่อน
  53. หน้า ๔๘๔–๔๙๔ 25 กรณีศึกษา: อุโบสถที่ทำไปแล้วมีภิกษุมาทีหลังมากกว่า/เท่ากัน/น้อยกว่า ชุดกรณีศึกษาทางวินัยแบบละเอียดยิบ ว่าด้วยภิกษุเจ้าถิ่นกลุ่มหนึ่งไม่รู้ว่ายังมีภิกษุเจ้าถิ่นอื่นมาไม่ทันจึงเริ่มสวดปาติโมกข์ไปก่อน แล้วมีภิกษุมาสมทบทีหลังระหว่างสวดหรือหลังสวดจบ แยกแยะว่าเมื่อภิกษุที่มาใหม่มีจำนวนมากกว่า เท่ากัน หรือน้อยกว่าเดิม ต้องสวดใหม่หรือไม่ และผิดอาบัติหรือไม่ ทั้งกรณีไม่รู้ตัว สงสัยแต่ขืนทำ ฝืนใจทำทั้งที่รู้ว่ายังมีคนมาไม่ครบ และตั้งใจกีดกันด้วยความคิดมุ่งร้ายให้สงฆ์แตกกัน (โทษหนักถึงถุลลัจจัย)
  54. หน้า ๔๙๕–๕๑๐ วันอุโบสถต่างกันของเจ้าถิ่น-อาคันตุกะ จบขันธกะอุโบสถ เมื่อภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุจรถือวันอุโบสถ (14 หรือ 15 ค่ำ) ไม่ตรงกัน ฝ่ายจำนวนน้อยกว่าต้องคล้อยตามฝ่ายมากกว่า ถ้าเท่ากันฝ่ายมาใหม่คล้อยตามเจ้าถิ่น มีเรื่องภิกษุอาคันตุกะสงสัยว่ายังมีเจ้าถิ่นซ่อนอยู่หรือไม่ต้องค้นหาก่อนทำอุโบสถ และกรณีเข้าใจผิดเรื่องนิกาย (สังวาส) กัน ตามด้วยข้อห้ามเดินทางข้ามวัดในวันอุโบสถ รายชื่อบุคคลต้องห้ามฟังปาติโมกข์ (ภิกษุณี สามเณร คนถูกสงฆ์ลงโทษ บัณเฑาะก์ ฯลฯ) ปิดท้ายด้วยสรุป 86 เรื่องประจำขันธกะ เป็นการจบอุโบสถขันธกะโดยสมบูรณ์
  55. หน้า ๕๑๑–๕๑๖ เริ่มวัสสูปนายิกขันธกะ: กำเนิดการจำพรรษา และพระฉัพพัคคีย์ฝ่าฝืน ขันธกะใหม่เริ่มที่นี่ เดิมภิกษุเที่ยวจาริกทุกฤดูไม่เว้นแม้ฤดูฝน ชาวบ้านตำหนิว่าเหยียบย่ำต้นไม้ทำร้ายสัตว์เล็กยิ่งกว่านักบวชนอกศาสนาและนกที่ยังรู้จักทำรังพักในฤดูฝน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้จำพรรษา กำหนดวันเข้าพรรษาต้นและหลัง 2 แบบ ต่อมาพระฉัพพัคคีย์ยังจาริกระหว่างพรรษา ไม่ยอมจำพรรษา หรือแกล้งเลยวัดไปเพื่อเลี่ยงกฎ ล้วนถูกทรงห้ามและปรับอาบัติทุกกฏ ส่วนพระเจ้าพิมพิสารขอให้เลื่อนวันเข้าพรรษาออกไป พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้คล้อยตามพระราชาได้ ปิดท้ายด้วยอรรถกถา
  56. หน้า ๕๑๗–๕๑๙ เรื่องอุบาสกอุเทน กำเนิดกฎสัตตาหกรณียะ (ลาออกนอกพรรษาได้ 7 วัน) อุบาสกอุเทนสร้างวิหารถวายสงฆ์ในแคว้นโกศล ส่งทูตนิมนต์ภิกษุมาฉันทาน ฟังธรรม แต่ภิกษุปฏิเสธเพราะกำลังจำพรรษาอยู่ ทำให้อุบาสกน้อยใจตำหนิว่าตนเป็นผู้อุปถัมภ์สงฆ์แท้ๆ กลับไม่ได้รับการเหลียวแล พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ "สัตตาหกรณียะ" คือเมื่อบุคคล 7 จำพวก (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา) ส่งทูตมานิมนต์ด้วยกิจจำเป็น ภิกษุออกจากที่จำพรรษาได้ชั่วคราวโดยต้องกลับภายใน 7 วัน พร้อมเริ่มไล่รายชื่อสิ่งก่อสร้างที่ทายกอาจถวาย (ยังไม่จบ ต่อหน้าถัดไป)
  57. หน้า ๕๒๐–๕๒๙ กฎเจ็ดวัน (สัตตาหกรณียะ) เมื่อทายกสร้างเสนาสนะนิมนต์ อุบาสกชื่ออุเทนสร้างวิหารถวายสงฆ์แล้วส่งคนไปนิมนต์ภิกษุมาร่วมงาน แต่ภิกษุปฏิเสธเพราะกำลังจำพรรษาอยู่ ทำให้อุบาสกน้อยใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติกฎสัตตาหกรณียะ อนุญาตให้ภิกษุลาไปได้ไม่เกิน ๗ วันโดยไม่ขาดพรรษา เมื่อทายก (อุบาสก อุบาสิกา หรือนักบวชด้วยกัน) สร้างวิหาร กุฏิ บ่อน้ำ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นถวายแล้วส่งคนมานิมนต์ แต่ถ้าไม่มีใครส่งคนมาเชิญก็ไม่พึงไปเอง
  58. หน้า ๕๓๐–๕๓๕ สัตตาหกรณียะเพราะสหธรรมิก ๕ เจ็บป่วยหรือมีปัญหาทางใจ ทรงขยายกฎเจ็ดวันให้ภิกษุไปเยี่ยมได้แม้ไม่มีผู้ส่งคนมาเชิญ เมื่อเพื่อนนักบวช ๕ จำพวก (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี) เจ็บป่วย เกิดความกระสันอยากสึก มีความรำคาญใจ มีความเห็นผิด ต้องอาบัติหนักที่ต้องอยู่ปริวาส หรือถูกสงฆ์ลงโทษทางวินัย โดยระบุเจตนาที่ไปช่วยเหลือ เช่น หาอาหารคนไข้ ปลอบใจ หรือช่วยดำเนินการทางสงฆ์ แต่ต้องกลับภายใน ๗ วันเสมอ (รายละเอียดครอบคลุมภิกษุและภิกษุณี)
  59. หน้า ๕๓๖–๕๔๓ สัตตาหกรณียะเพราะสิกขมานา สามเณร มารดาบิดาป่วย และกิจสงฆ์ เนื้อหาต่อเนื่องระบุเหตุที่ไปได้ ๗ วันสำหรับสิกขมานาและสามเณร/สามเณรี เช่น อยากถามอายุหรืออยากบวช จากนั้นมีเรื่องภิกษุรูปหนึ่งมารดาป่วยแต่มารดาไม่ใช่อุบาสิกา พระพุทธเจ้าจึงเพิ่มมารดาบิดาเข้าในกลุ่มที่ไปเยี่ยมได้แม้ไม่ส่งคนมาเชิญ รวมถึงพี่น้องและญาติที่ป่วยไข้ (ต้องมีคนมาเชิญ) และกรณีวิหารชำรุดต้องไปขนไม้มาซ่อม จบขันธกะภาคแรกและเริ่มอรรถกถาขยายความ
  60. หน้า ๕๔๔–๕๕๐ อันตรายที่ทำให้ภิกษุออกจากพรรษาได้โดยไม่เป็นอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุที่จำพรรษาแล้วหลีกหนีออกจากอาวาสได้โดยไม่ต้องอาบัติ (แต่ถือว่าพรรษาขาด) เมื่อเผชิญอันตรายร้ายแรง เช่น ถูกสัตว์ร้ายหรืองูทำร้าย ถูกโจรปล้น ถูกผีสิง หมู่บ้านถูกไฟไหม้หรือน้ำท่วมจนขาดอาหาร ไม่ได้อาหารหรือยาที่เหมาะสม หรือถูกหญิงล่อลวงด้วยทรัพย์สินและการแต่งงานจนเกรงจะเสียพรหมจรรย์ รวมถึงกรณีพบเห็นหรือได้ข่าวว่ามีภิกษุพยายามทำสงฆ์แตกแยก ซึ่งทรงสอนวิธีรับมือหลายแบบตามความสัมพันธ์กับผู้ก่อเหตุ
  61. หน้า ๕๕๑–๕๕๙ สถานที่จำพรรษาที่เหมาะสม กรณีอุปนนทศากยบุตรโกหกพระราชา ทรงอนุญาตให้จำพรรษาร่วมกับกองเกวียนหรือเรือได้ตามความจำเป็น แต่ห้ามจำพรรษาในโพรงไม้ ค่าคบไม้ ที่แจ้ง กระท่อมผี ใต้ร่ม หรือในตุ่ม เพราะชาวบ้านตำหนิว่าเหมือนผี พรานหรือเดียรถีย์ มีเรื่องสงฆ์สาวัตถีตั้งกฎห้ามบวชระหว่างพรรษาจนหลานชายนางวิสาขาไม่ได้บวชตามตั้งใจ และเรื่องพระอุปนนทศากยบุตรรับปากพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าจะจำพรรษาที่หนึ่งแต่กลับไปจำพรรษาสองแห่งหวังจีวรมากขึ้น ถูกตำหนิเรื่องพูดเท็จ นำไปสู่กฎเกณฑ์ละเอียดว่ากรณีใด วันจำพรรษาต้น/หลังปรากฏหรือไม่
  62. หน้า ๕๖๐–๕๖๗ สรุปหัวข้อขันธกะและอรรถกถาอธิบายกรณีอันตรายจำพรรษา เป็นบทสรุปรายการหัวข้อเรื่องทั้งหมดในวัสสูปนายิกขันธกะ (อุทเทส) ตามด้วยอรรถกถาขยายความรายละเอียดปลีกย่อย เช่น วิธีปฏิบัติเมื่อหมู่บ้านย้ายไกลออกไป วิธีจำพรรษาในโพรงไม้หรือค่าคบไม้ให้ถูกต้อง (ต้องกั้นฝาและประตูมิดชิด) และเกณฑ์การนับว่าภิกษุขาดพรรษาเมื่อใด จบบริบูรณ์ทั้งพระบาลีและอรรถกถาของขันธกะนี้
  63. หน้า ๕๖๘–๕๗๖ ปวารณาขันธกะ: เรื่องภิกษุถือมูควัตรเงียบเหมือนสัตว์ ถูกตำหนิ ภิกษุกลุ่มหนึ่งในแคว้นโกศลตกลงจะไม่พูดจาทักทายกันตลอดพรรษาเพื่อความสงบ ผลัดกันจัดที่นั่งและอาหารโดยใช้มือสัญญาณแทนคำพูด เมื่อกลับมาเข้าเฝ้าและเล่าเรื่องนี้ด้วยความภูมิใจ พระพุทธเจ้ากลับทรงตำหนิอย่างรุนแรงว่าอยู่ร่วมกันเหมือนฝูงสัตว์ ฝูงแพะ ไม่ใช่ความผาสุกแท้จริง ทรงห้ามการถือมูควัตรแบบเดียรถีย์ แล้วบัญญัติพิธีปวารณาให้ภิกษุเชิญกันว่ากล่าวตักเตือนด้วยสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัย พร้อมคำกล่าวปวารณา อนุญาตให้นั่งกระโหย่งหรือนั่งบนอาสนะตามสมควร (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในช่วงถัดไป)
  64. หน้า ๕๗๗–๕๘๖ คำสวดพิธีปวารณาอย่างเป็นทางการสำหรับสงฆ์ 5, 4, 3, 2 รูป และภิกษุรูปเดียว กำหนดคำสวดญัตติและคำกล่าวปวารณาอย่างเป็นทางการสำหรับสงฆ์ตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป และคณะปวารณาสำหรับ 4, 3, 2 รูป รวมถึงกรณีภิกษุอยู่รูปเดียวให้อธิษฐานปวารณาด้วยตนเอง พร้อมกำหนดจำนวนขั้นต่ำที่แต่ละรูปแบบต้องมี และห้ามลดจำนวนโดยอาศัยการมอบปวารณาแทนกัน
  65. หน้า ๕๘๗–๕๙๓ ภิกษุมีอาบัติสงสัยก่อนปวารณา สงฆ์ทั้งหมดต้องอาบัติร่วมกัน และกรณีศึกษาชุดแรก วางหลักปฏิบัติสำหรับภิกษุที่ต้องอาบัติหรือสงสัยในอาบัติก่อนวันปวารณาให้สารภาพก่อน รวมถึงกรณีสงฆ์ทั้งอาวาสต้องอาบัติร่วมกัน (สภาคาบัติ) ให้ส่งภิกษุไปแสดงอาบัติที่อื่นแล้วกลับมาปวารณา จากนั้นเริ่มกรณีศึกษาละเอียด 15 ข้อว่าด้วยภิกษุเจ้าถิ่นปวารณาไปโดยไม่รู้ว่ายังมีภิกษุมาไม่ครบ แล้วมีภิกษุมาเพิ่มภายหลังต้องปรับอย่างไร
  66. หน้า ๕๙๔–๖๐๐ กรณีศึกษาซ้ำ 3 ชุด: รู้แต่ขืนทำ สงสัยแต่ขืนทำ ฝืนใจทำ และมุ่งร้าย ขยายกรณีศึกษาเดิมซ้ำอีก 3 ชุด โดยเปลี่ยนเจตนาของภิกษุเจ้าถิ่นที่ปวารณาไปทั้งที่รู้ว่ายังมีภิกษุมาไม่ครบ ได้แก่ กรณีรู้แต่ขืนทำ กรณีสงสัยแต่ขืนทำ กรณีฝืนใจทำทั้งที่ไม่แน่ใจ และกรณีมุ่งร้ายให้ภิกษุที่มาไม่ทันเสียหาย (โทษหนักถึงถุลลัจจัย) แสดงหลักว่าโทษหนักเบาขึ้นกับเจตนาเป็นสำคัญ ปิดท้ายด้วยการสรุปว่ารวมกันได้ 700 กรณี
  67. หน้า ๖๐๑–๖๑๑ ปวารณาต่างวันของภิกษุเจ้าถิ่น-อาคันตุกะ และข้อห้ามในวันปวารณา วางหลักปรับวันปวารณาให้ตรงกันเมื่อภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุแขกถือวันต่างกัน ฝ่ายจำนวนน้อยกว่าต้องคล้อยตามฝ่ายมาก กำหนดหน้าที่ค้นหาก่อนปวารณาหากสงสัยว่ามีภิกษุอื่นซ่อนอยู่ ห้ามปวารณาร่วมกับผู้ต่างนิกายโดยไม่ไต่ถาม ระบุบุคคลที่ห้ามร่วมวงปวารณา (ภิกษุณี สามเณร ผู้ถูกสงฆ์ยกเป็นต้น) และห้ามเดินทางออกจากอาวาสที่มีภิกษุครบไปยังที่มีภิกษุไม่ครบในวันปวารณา
  68. หน้า ๖๑๒–๖๒๑ อันตราย 10 ประการย่นพิธีปวารณา และวิธีงดปวารณาภิกษุมีอาบัติ เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน เช่น คนป่ามาพลุกพล่าน ชาวบ้านถวายทานจนดึก ฝนตั้งเค้า พระราชาเสด็จ โจรปล้น ไฟไหม้ น้ำหลาก ผีเข้าสิงภิกษุ สัตว์ร้ายหรืองูเลื้อยเข้ามา ทรงอนุญาตให้ย่นการปวารณาจาก 3 หนเหลือ 2 หน 1 หน หรือปวารณาพร้อมกันทั้งหมด ภิกษุมีอาบัติติดตัวห้ามปวารณาจนกว่าจะเปิดโอกาสให้ถูกโจท และกำหนดวิธีไต่สวนผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาอย่างละเอียด
  69. หน้า ๖๒๒–๖๓๑ ข้อพิพาทเรื่องประเภทอาบัติ ภิกษุก่อกวนขัดขวางปวารณา และจบขันธกะ กำหนดวิธีแก้ปัญหาเมื่อสงฆ์เห็นไม่ตรงกันว่าภิกษุต้องอาบัติชนิดใด ให้ยึดความเห็นฝ่ายที่ตัดสินเบาสุดไปพลาง กรณีพบวัตถุหรือตัวบุคคลที่น่าสงสัยแต่ยังไม่ครบให้เว้นไว้ก่อนแล้วค่อยปวารณา และวางแผนรับมือภิกษุจอมป่วนที่จงใจมาเพื่อขัดขวางปวารณาของภิกษุผู้อยู่จำพรรษาสงบสุข ด้วยการรีบปวารณาล่วงหน้าหรือเลื่อนปวารณาออกไป ปิดท้ายด้วยสรุปว่าปวารณาขันธกะมีทั้งสิ้น 46 เรื่อง
  70. หน้า ๖๓๒–๖๔๖ อรรถกถาอธิบายปวารณาขันธกะโดยละเอียด จบเล่ม ๖ ส่วนอรรถกถาไขความคำบาลีและรายละเอียดของปวารณาขันธกะทั้งหมด เช่น ความหมายของคำว่าอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉาน วิธีสวดคำปวารณาที่ถูกต้องในแต่ละรูปแบบ หลักเกณฑ์รวมปวารณาของภิกษุที่เข้าพรรษาต่างวันกัน และเรื่อง "ปวารณาสังคหะ" ที่ให้แก่ภิกษุผู้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาอย่างอ่อน อรรถกถาจบลงด้วยข้อความ "อรรถกถาปวารณาขันธก จบ" ปิดท้ายเล่ม ๖ อย่างสมบูรณ์