จุลวรรค ภาค ๑
ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๘ · ๖๒๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒๔ ตัชชนียกรรม (ที่ ๑): ลงโทษภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะผู้ก่อความแตกแยก ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาทในสงฆ์ และยุยงภิกษุอื่นให้แข็งข้อไม่ยอมแพ้กัน พระพุทธเจ้าจึงให้สงฆ์ลงตัชชนียกรรม (การตำหนิ/ประณามอย่างเป็นทางการ) แก่พวกเธอ จากนั้นอธิบายละเอียดว่ากรรมนี้ทำอย่างไรจึงชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรม ภิกษุลักษณะใดที่สงฆ์จะลงโทษเช่นนี้ได้ ข้อวัตร 18 ข้อที่ผู้ถูกลงโทษต้องถือปฏิบัติระหว่างถูกลงโทษ และเมื่อพวกเธอกลับตัวประพฤติดีแล้ว สงฆ์จึงประชุมระงับโทษให้
- หน้า ๒๕–๔๔ นิยสกรรม (ที่ ๒): ให้พระเสยยสกะกลับไปถือนิสัยเพราะประพฤติไม่เหมาะสม พระเสยยสกะเป็นภิกษุโง่เขลา ต้องอาบัติบ่อย มีมารยาทไม่เหมาะสม และคลุกคลีกับคฤหัสถ์เกินควร ทั้งที่เพิ่งพ้นทัณฑ์อื่นมา สงฆ์จึงลงนิยสกรรม คือบังคับให้กลับไปอยู่ในความดูแลของอาจารย์ (ถือนิสัย) อีกครั้งเหมือนภิกษุบวชใหม่ จากนั้นอธิบายเงื่อนไขที่กรรมนี้ชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรม ข้อวัตรที่ต้องปฏิบัติ และในที่สุดท่านตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน ประพฤติตนดีขึ้น สงฆ์จึงระงับโทษให้
- หน้า ๔๕–๖๓ ปัพพาชนียกรรม (ที่ ๓): ขับไล่ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะออกจากกิฏาคีรี (เริ่มเรื่อง) ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะครองพื้นที่ชนบทกิฏาคีรี ประพฤติไม่เหมาะสมมากมาย เช่น ปลูกและร้อยดอกไม้ให้สตรีชาวบ้าน กินนอนร่วมกับสตรี ดื่มสุรา ฟ้อนรำขับร้องเล่นกับหญิงรำ และเล่นการพนัน/กีฬาต่างๆ จนชาวบ้านเสื่อมศรัทธาไม่ทำบุญกับสงฆ์อีก ภิกษุผู้สำรวมรูปหนึ่งเดินทางผ่านมากลับไม่ได้รับบิณฑบาตเพราะดูสมถะเกินไป อุบาสกจึงฝากข่าวให้ไปทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปขับไล่ภิกษุกลุ่มนี้ออกจากพื้นที่ ตามด้วยการอธิบายเงื่อนไขความชอบธรรมของกรรมนี้ (เนื้อหายังไม่จบในหน้า ๖๓)
- หน้า ๖๔–๗๑ ปัพพาชนียกรรม: ขั้นตอนขับไล่ภิกษุ และเกณฑ์กรรมถูก-ผิด พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะทูลถามวิธีขับไล่ภิกษุพวกพระอัสสชิและปุนัพพสุกะออกจากกิฏาคีรีเพราะประพฤติเสียหายกับชาวบ้าน พระพุทธเจ้าทรงวางคำประกาศของสงฆ์ กำหนดว่ากรรมสมบูรณ์เมื่อทำต่อหน้าผู้ถูกกล่าวโทษ สอบถามก่อน และทำตามที่รับสารภาพเท่านั้น มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ทรงระบุลักษณะภิกษุที่สงฆ์อาจลงโทษ เช่น ก่อความวุ่นวาย คบคฤหัสถ์ไม่เหมาะสม ติเตียนพระรัตนตรัย หรือประกอบมิจฉาชีพ และวางข้อปฏิบัติ 18 ข้อที่ภิกษุถูกขับไล่ต้องถือ เช่น ห้ามบวชให้ผู้อื่น ห้ามกล่าวโทษภิกษุอื่น
- หน้า ๗๒–๗๙ สงฆ์เดินทางไปขับไล่จริง และการระงับปัพพาชนียกรรม พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะนำสงฆ์ไปขับไล่พวกภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะออกจากกิฏาคีรีจริง แต่พวกเธอไม่ยอมรับผิด ยังด่าว่าคณะสงฆ์ลำเอียงและบางรูปถึงกับสึก พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้ววางเกณฑ์ว่ากรณีใดสงฆ์ห้ามยกเลิกโทษ (ยังทำผิดซ้ำ ยังติกรรม) และกรณีใดควรยกเลิก (สำนึกผิดแล้ว) พร้อมขั้นตอนพิธีขอระงับกรรมอย่างเป็นทางการ จบเรื่องปัพพาชนียกรรมที่ 3
- หน้า ๘๐–๙๑ ปฏิสารณียกรรม: พระสุธรรมพูดข่มจิตตคหบดีเรื่องขนมแดกงา พระสุธรรมเจ้าอาวาสที่มัจฉิกาสณฑ์น้อยใจเพราะจิตตคหบดีไม่บอกท่านก่อนไปนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่อย่างพระสารีบุตรมาฉัน จึงปฏิเสธคำนิมนต์ถึงสามครั้ง แล้วยังพูดประชดตำหนิว่าอาหารที่จัดไว้ขาดขนมแดกงา จิตตคหบดีตอบโต้ด้วยนิทานเปรียบพระสุธรรมเป็นลูกไก่ผสมกาที่ร้องเสียงปนกัน พระสุธรรมโกรธประกาศจะทิ้งวัดไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงติเตียนว่าไม่ควรพูดข่มผู้มีศรัทธาที่อุปถัมภ์สงฆ์ แล้วทรงบัญญัติปฏิสารณียกรรม คือให้สงฆ์บังคับพระสุธรรมไปขอขมาจิตตคหบดี
- หน้า ๙๒–๑๐๔ เกณฑ์การลงโทษ และพระสุธรรมขอขมาสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของอนุทูต ระบุลักษณะภิกษุที่สงฆ์อาจลงปฏิสารณียกรรมได้ เช่น ทำให้คฤหัสถ์เสียลาภหรือที่อยู่ พูดติเตียนพระรัตนตรัยต่อหน้าชาวบ้าน หรือผิดคำมั่นที่ให้ไว้ พร้อมข้อปฏิบัติ 18 ข้อของผู้ถูกลงโทษ เมื่อพระสุธรรมไปขอขมาจิตตคหบดีเองไม่สำเร็จเพราะเก้อเขิน สงฆ์จึงส่งภิกษุอนุทูตไปช่วยพูดขอโทษแทน จนจิตตคหบดีให้อภัย สงฆ์จึงระงับโทษให้ตามพิธีที่กำหนด จบเรื่องปฏิสารณียกรรมที่ 4
- หน้า ๑๐๕–๑๒๐ อุกเขปนียกรรมที่ 5: พระฉันนะไม่ยอมรับว่าตนทำผิด พระฉันนะต้องอาบัติแล้วดื้อรั้นไม่ยอมยอมรับว่าตนผิด ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ คือตัดสิทธิ์ไม่ให้ร่วมทำสังฆกรรมกับสงฆ์จนกว่าจะสำนึกผิด ทรงกำหนดคำประกาศของสงฆ์ เกณฑ์กรรมที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง 12 หมวดเช่นเดิม ลักษณะภิกษุที่สงฆ์อาจลงโทษนี้ได้ และเริ่มระบุข้อปฏิบัติที่ภิกษุถูกลงโทษต้องถือรวม 43 ข้อ เช่น ห้ามรับการกราบไหว้หรือการรับใช้จากภิกษุปกติ ห้ามยุยงให้ภิกษุแตกกัน
- หน้า ๑๒๑–๑๓๓ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ (ตอนจบ): เกณฑ์ธรรม-อธรรม วัตร 43 ข้อ และการเลิกกรรม สรุปกฎเกณฑ์การลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ ว่าลงโทษแบบใดชอบธรรม แบบใดไม่ชอบธรรม กำหนดวัตร 43 ข้อที่ภิกษุผู้ถูกลงโทษต้องปฏิบัติ เช่น ห้ามบวชให้ผู้อื่น ห้ามรับความเคารพจากภิกษุปกติ แล้วเล่าเรื่องพระฉันนะถูกภิกษุอาวาสต่างๆ ปฏิเสธไม่ต้อนรับจนสำนึกผิด กลับมาขอสงฆ์ยกโทษคืน จบด้วยพิธีสวดประกาศเลิกกรรมอย่างเป็นทางการ
- หน้า ๑๓๔–๑๔๘ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ: เรื่องพระฉันนะและกฎเกณฑ์กรรม พระฉันนะต้องอาบัติแล้วไม่ยอมแสดงอาบัติเพื่อทำคืนความบริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าจึงให้สงฆ์ลงโทษห้ามคบหาสมโภคด้วย เนื้อหาไล่เรียงสูตรว่ากรรมแบบใดชอบธรรมแบบใดไม่ชอบธรรม เงื่อนไข 6 หมวดที่สงฆ์จะลงกรรมนี้ และวัตร 43 ข้อที่ภิกษุผู้ถูกลงโทษต้องถือปฏิบัติจนกว่าจะกลับตัวได้
- หน้า ๑๔๙–๑๖๒ พระฉันนะเร่ร่อนถูกภิกษุไม่ต้อนรับ และพิธีเลิกอุกเขปนียกรรมฐานไม่ทำคืนอาบัติ หลังถูกลงโทษ พระฉันนะเดินทางจากอาวาสหนึ่งไปอีกอาวาสหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีภิกษุที่ใดยอมกราบไหว้ต้อนรับหรือให้ความเคารพเลย จนในที่สุดท่านสำนึกผิด หายเย่อหยิ่ง กลับมาขอสงฆ์ยกโทษ เนื้อหาระบุเงื่อนไขที่สงฆ์ไม่ควรเลิกกรรมและที่ควรเลิกกรรม ปิดท้ายด้วยพิธีสวดประกาศเลิกกรรมอย่างเป็นทางการ
- หน้า ๑๖๓–๑๗๗ เรื่องพระอริฏฐะยึดทิฏฐิบาป: ธรรมที่ตรัสว่าเป็นอันตรายไม่ได้เป็นอันตรายจริง พระอริฏฐะ (บุตรตระกูลพรานแร้ง) เข้าใจผิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรม แท้จริงไม่เป็นอันตรายแก่ผู้เสพจริง ภิกษุอื่นทักท้วงพร้อมยกอุปมากามคุณ 10 อย่าง เช่น เหมือนร่างกระดูก เหมือนหลุมถ่านไฟ แต่ท่านไม่ยอมสละทิฏฐิ พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนและให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมห้ามคบหาสมโภค เนื้อหาต่อด้วยสูตรกรรมธรรม-อธรรม
- หน้า ๑๗๘ องค์ประกอบกรรมชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม 12 หมวด ในอุกเขปนียกรรมฐานไม่สละทิฏฐิ อธิบายหลักเกณฑ์ว่าการที่สงฆ์ลงโทษอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ไม่ยอมสละความเห็นผิด จะถูกต้องตามธรรมวินัยหรือไม่ โดยดูจากขั้นตอน เช่น ทำต่อหน้าหรือลับหลังจำเลย ได้ไต่สวนสอบถามก่อนหรือไม่ ทำตามคำรับสารภาพจริงหรือไม่ และสงฆ์ประชุมพร้อมเพรียงหรือทำเป็นกลุ่มย่อยแอบทำ วางไว้ 12 ชุด ชุดละ 3 เงื่อนไข ทั้งฝ่ายผิดและฝ่ายถูก เพื่อป้องกันไม่ให้สงฆ์ใช้กระบวนการที่ไม่เป็นธรรมกลั่นแกล้งภิกษุ
- หน้า ๑๗๙–๑๙๓ เงื่อนไขลงโทษ วัตร 18 ข้อ เรื่องพระอริฏฐะสึก และพิธียกโทษคืน จบกัมมขันธกะ ระบุลักษณะภิกษุที่สงฆ์พึงลงอุกเขปนียกรรมได้ เช่น ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นพาลมีอาบัติมาก คลุกคลีคฤหัสถ์ไม่เหมาะสม หรือกล่าวติเตียนพระรัตนตรัย พร้อมวัตร 18 ข้อที่ภิกษุถูกลงโทษต้องถือปฏิบัติ เช่น ห้ามบวชให้ผู้อื่น ห้ามสอนภิกษุณี จากนั้นเล่าเรื่องพระอริฏฐะผู้ยึดความเห็นผิดว่ากามไม่เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรม เมื่อถูกสงฆ์ลงโทษกลับสึกไปเสียแทนที่จะกลับใจ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้ววางพิธียกโทษคืนแก่ผู้กลับตัวได้ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปทั้ง 7 เรื่องของขันธกะนี้
- หน้า ๑๙๔–๒๐๓ อรรถกถาอธิบายศัพท์กัมมักขันธกะ และเรื่องพระสุธรรมด่าคหบดีด้วยคำเสียดสี ส่วนอรรถกถา (สมันตปาสาทิกา) ไขความศัพท์เทคนิคที่ใช้ในบทกรรมทั้ง 5 ชนิดของขันธกะนี้ทีละคำ พร้อมเล่าย้อนเรื่องพระสุธรรมผู้ถูกลงปฏิสารณียกรรม เหตุเพราะไปในบ้านคหบดีจิตตะแล้วดูหมิ่นขนมที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้ต้อนรับพระเถระว่าเป็นเพียง 'ขนมแดกงา' ทั้งที่ควรอนุโมทนา สะท้อนบทเรียนเรื่องมารยาทและความอ่อนน้อมของภิกษุต่อผู้อุปถัมภ์
- หน้า ๒๐๔–๒๑๔ เริ่มปาริวาสิกขันธกะ วัตร 94 ข้อสำหรับภิกษุอยู่ปริวาส และการขาด/เก็บ/สมาทานปริวาสใหม่ ขึ้นขันธกะใหม่ว่าด้วยภิกษุที่ต้องอยู่ปริวาสชดใช้อาบัติสังฆาทิเสสที่ปกปิดไว้ เหตุเกิดเพราะภิกษุปริวาสยอมรับการกราบไหว้ ลุกรับ และบริการต่างๆ จากภิกษุปกติซึ่งไม่สมควรแก่สถานะที่ต่ำกว่า พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติวัตร 94 ข้อ ให้ภิกษุปริวาสต้องอ่อนน้อมถ่อมตน นั่งที่ต่ำกว่า จำกัดการเดินทาง และห้ามทำกิจสงฆ์บางอย่าง พร้อมกำหนดเหตุ 3 อย่างที่ทำให้ราตรีปริวาสขาด และวิธีเก็บ-สมาทานปริวาสใหม่เมื่อจำเป็นต้องหยุดพัก
- หน้า ๒๑๕–๒๒๓ มูลายปฏิกัสสนารหวัตร วัตรของภิกษุที่ต้องถูกชักกลับไปเริ่มปริวาสใหม่ ภิกษุที่ทำผิดซ้ำระหว่างอยู่ปริวาสจนต้องถูก 'ชักกลับไปหาอาบัติเดิม' คือเริ่มนับปริวาสใหม่ ก็ยังยอมรับความเคารพบริการจากภิกษุปกติเช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับภิกษุปริวาส พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้วบัญญัติวัตรชุดเดียวกันซ้ำอีกครั้ง คือต้องอ่อนน้อม นั่งต่ำกว่า จำกัดการเดินทางไปมาระหว่างอาวาส และห้ามทำกิจสงฆ์บางประการ แสดงให้เห็นความเข้มงวดของกระบวนการเยียวยาภิกษุผู้กระทำผิดซ้ำซาก
- หน้า ๒๒๔–๒๓๔ มานัตตารหวัตรและเริ่มมานัตตจาริกวัตร วัตรของภิกษุที่รอรับและกำลังประพฤติมานัต เมื่อภิกษุอยู่ปริวาสครบกำหนดแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือรอรับ 'มานัต' (โทษ 6 คืน) แล้วจึงประพฤติมานัตจริง แต่ภิกษุกลุ่มนี้ก็ยังยอมรับการกราบไหว้บริการจากภิกษุปกติเช่นเดิม พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้วบัญญัติวัตรชุดเดิมซ้ำสำหรับแต่ละสถานะ ทั้งการอ่อนน้อม จำกัดที่นั่งที่นอน และการเดินทาง สะท้อนขั้นตอนการเยียวยาภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสที่ปกปิดไว้ซึ่งยังไม่จบในหน้าสุดท้ายของช่วงนี้
- หน้า ๒๓๕–๒๔๒ มานัตตจาริกวัตร: ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้ประพฤติมานัต และวิธีเก็บ-สมาทานมานัต พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้อวัตรโดยละเอียดสำหรับภิกษุที่กำลังประพฤติมานัต (รับโทษ ๖ ราตรีเพื่อชดใช้อาบัติสังฆาทิเสส) ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับภิกษุผู้ควรมานัต เช่น ไม่นั่งอาสนะเดียวกับภิกษุปกติ ไม่พักร่วมชายคาเดียวกัน ต้องบอกกล่าวทุกวัน จากนั้นอธิบายรัตติเฉท (เหตุทำให้การนับคืนขาดตอน) ๔ อย่าง คือ อยู่ร่วม อยู่ห่าง ไม่บอกกล่าว และประพฤติในหมู่สงฆ์ไม่ครบ พร้อมวิธีเก็บมานัตไว้ชั่วคราวเมื่อสงฆ์มีภาระมาก และวิธีสมาทานกลับมาประพฤติต่อ
- หน้า ๒๔๓–๒๕๒ อัพภานารหวัตร: ข้อปฏิบัติของภิกษุที่ประพฤติมานัตครบแล้วรอเรียกเข้าหมู่ และสรุปท้ายขันธกะ ภิกษุผู้ควรอัพภาน (พ้นโทษมานัตแล้ว รอสงฆ์เรียกเข้าหมู่คืนสถานภาพปกติ) ก็ยินดีรับความเคารพจากภิกษุปกติเช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้วบัญญัติข้อวัตรทำนองเดียวกัน คือ ไม่นำหน้า ไม่รับสิ่งของหรือที่พักดีเลิศ ต้องบอกกล่าวการไปมา ห้ามพักร่วมชายคากับภิกษุปกติ จบบทด้วยการสรุปเนื้อหาทั้งขันธกะปาริวาสิกะ (ว่าด้วยภิกษุอยู่ปริวาส) ที่ ๒ เป็นหัวข้อย่อทบทวน
- หน้า ๒๕๓–๒๗๒ อรรถกถาอธิบายขันธกะปาริวาสิกะ: ความหมายปริวาส ๔ ชนิด และกรณีศึกษารัตติเฉทละเอียด พระอรรถกถาจารย์อธิบายศัพท์และเจตนารมณ์ของกฎในขันธกะก่อนหน้าอย่างละเอียด เช่น ปริวาสมี ๔ อย่าง ความหมายของการจัดที่นั่งที่นอน น้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า และยกตัวอย่างสถานการณ์จริงจำนวนมาก เช่น ภิกษุสองรูปนอนพร้อมกันหรือก่อนหลังกันอย่างไรจึงทำให้คืนขาดหรือไม่ขาด เพื่อช่วยให้ภิกษุนำกฎไปปฏิบัติได้ถูกต้องในสถานการณ์ต่าง ๆ จบด้วยคำอธิบายเรื่องมานัตตจาริกวัตรและปริวาสวัตรอีกเล็กน้อย
- หน้า ๒๗๓–๒๙๑ สมุจจยขันธกะ: เรื่องพระอุทายีต้องอาบัติ และพิธีกรรมขอ-ให้ปริวาส มานัต อัพภาน เริ่มขันธกะใหม่ด้วยเรื่องพระอุทายีต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อปล่อยน้ำอสุจิโดยเจตนา บางครั้งไม่ปกปิด บางครั้งปกปิดไว้ตั้งแต่ ๑ วันจนถึง ๕ วัน แต่ละกรณีมีขั้นตอนพิธีกรรมละเอียด คือ คำขอและคำสวดประกาศของสงฆ์ (ญัตติจตุตถกรรม) เพื่อให้ปริวาส ให้มานัต ๖ ราตรี และอัพภานคืนสถานภาพปกติ เป็นแบบอย่างสูตรคำกล่าวที่ต้องใช้ซ้ำในทุกกรณีความผิดลักษณะเดียวกัน
- หน้า ๒๙๒–๓๐๑ พระอุทายีต้องอาบัติซ้ำระหว่างรับโทษ: ปิดบังวันเดียวและ ๕ วัน เรื่องพระอุทายีต้องอาบัติสังฆาทิเสสจากการปล่อยน้ำอสุจิโดยตั้งใจ ปิดบังไว้วันเดียว สงฆ์ให้อยู่ปริวาสวันเดียว มานัต ๖ ราตรี แล้วสวดอัพภานคืนสถานะภิกษุปกติ ต่อมาท่านต้องอาบัติเดียวกันอีกปิดบังไว้ ๕ วัน สงฆ์ให้ปริวาส ๕ วัน แต่ระหว่างอยู่ปริวาสท่านทำผิดซ้ำอีกโดยไม่ปิดบัง สงฆ์จึงต้องสวดชักท่านกลับไปเริ่มปริวาสใหม่ตั้งแต่ต้น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำสองครั้งติดกัน แสดงหลักว่าทำผิดซ้ำระหว่างรับโทษต้องเริ่มนับเวลาลงโทษใหม่ทุกครั้ง
- หน้า ๓๐๒–๓๒๓ รวมอาบัติ ๓ ตัวเข้ามานัตเดียว แต่ยังทำผิดซ้ำระหว่างประพฤติมานัต เมื่อพระอุทายีถูกชักกลับเข้าหาอาบัติเดิมสองครั้งแล้ว สงฆ์จึงให้มานัต ๖ ราตรีครอบคลุมอาบัติทั้ง ๓ ครั้งรวมกัน แต่ระหว่างประพฤติมานัตท่านก็ยังทำผิดซ้ำแบบเดียวกันอีกโดยไม่ปิดบัง ทำให้ต้องถูกชักกลับไปเริ่มต้นและได้รับมานัตใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบ จนในที่สุดเมื่อประพฤติมานัตครบโดยไม่ทำผิดซ้ำอีก สงฆ์จึงสวดอัพภานคืนสถานะภิกษุปกติให้ท่าน ปิดคดีที่สองลง แสดงให้เห็นว่าการควบคุมตนเองระหว่างรับโทษเป็นเรื่องยากและกระทบต่อระยะเวลาการลงโทษโดยตรง
- หน้า ๓๒๔–๓๓๓ อาบัติปิดบังไว้ครึ่งเดือน: ปริวาสประมวลรวมอาบัติเก่าเข้าด้วยกัน คดีที่สาม พระอุทายีต้องอาบัติเดียวกันอีกแต่คราวนี้ปิดบังไว้นานถึง ๑ ปักษ์ (ครึ่งเดือน) สงฆ์จึงให้ปริวาส ๑ ปักษ์ แต่ระหว่างอยู่ปริวาสท่านทำผิดซ้ำอีกโดยปิดบังไว้ ๕ วัน สงฆ์จึงชักท่านกลับไปเริ่มต้น แล้วให้ปริวาสแบบ "สโมธานปริวาส" คือประมวลอาบัติเก่ากับใหม่เข้าด้วยกันเป็นช่วงลงโทษเดียว แสดงวิธีที่พระวินัยจัดการเมื่อมีอาบัติซ้อนกันหลายครั้งในเวลาต่างกัน
- หน้า ๓๓๔–๓๔๘ หลังปริวาสประมวลรวม: มานัตและวงจรทำผิดซ้ำต่อเนื่องอีกหลายรอบ หลังได้รับปริวาสประมวลรวมอาบัติแล้ว สงฆ์ให้มานัต ๖ ราตรีเพื่ออาบัติ ๓ ตัวแก่พระอุทายี แต่ท่านก็ยังทำผิดซ้ำระหว่างประพฤติมานัตอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละครั้งต้องถูกชักกลับไปเริ่มปริวาสประมวลรวมใหม่แล้วรับมานัตใหม่อีกครั้ง วนซ้ำหลายรอบต่อเนื่อง จนช่วงท้ายท่านเริ่มขออัพภานคืนสถานะอีกครั้งซึ่งเนื้อหายังดำเนินต่อไปในหน้าถัดไป สะท้อนความซับซ้อนของกระบวนการวินัยเมื่อภิกษุควบคุมตนเองไม่ได้ระหว่างรับโทษซ้ำหลายครั้ง
- หน้า ๓๔๙–๓๕๑ สรุปคดีพระอุทายี: ชักเข้าหาอาบัติเดิม สโมธานปริวาส มานัต และอัพภาน อธิบายขั้นตอนที่สงฆ์ใช้ยุติคดีพระอุทายีผู้ต้องอาบัติสุกกวิสัฏฐิปิดบังไว้ ๑ ปักษ์ เมื่ออยู่ปริวาสแล้วพลาดต้องอาบัติซ้ำ จึงถูกชักเข้าหาอาบัติเดิม รวมอาบัติเข้าด้วยกัน (สโมธานปริวาส) แล้วประพฤติมานัต ๖ ราตรีใหม่ จนสงฆ์สวดกรรมวาจาเรียกกลับเข้าหมู่ (อัพภาน) ท้ายเรื่องพระอุทายีทวนขั้นตอนทั้งหมดอย่างละเอียดในคำขออัพภาน ปิดท้ายด้วย อาบัติสุกกวิสัฏฐิ จบ
- หน้า ๓๕๒–๓๖๑ อัคฆสโมธานปริวาส: รวมโทษหลายกองด้วยวันที่ปิดบังนานสุด และเรื่องภิกษุขยายปริวาสซ้ำ กรณีภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ปิดบังไว้คนละจำนวนวัน (๑-๑๐ วัน) พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ประมวลปริวาสรวมกันโดยถือวันที่ปิดบังนานที่สุดเป็นเกณฑ์ แทนแยกอยู่ทีละกอง จากนั้นเป็นเรื่องภิกษุที่ค่อยๆ ระลึกอาบัติที่ปิดบังไว้ ๒ เดือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องขอขยายปริวาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความละอายใจ
- หน้า ๓๖๒–๓๘๔ รู้-ระลึกได้-สงสัยในอาบัติที่ปิดบัง ภิกษุผู้ฉลาดตรวจสอบความถูกต้อง และสุทธันตปริวาส ไล่เรียงกรณีภิกษุรู้/ไม่รู้ ระลึกได้/ไม่ได้ หรือสงสัย/ไม่สงสัยในอาบัติหรือเดือนที่ปิดบังไว้ แล้วมีภิกษุผู้ทรงธรรมวินัยมาตรวจสอบ ชี้ว่าปริวาสที่ให้เฉพาะส่วนที่รู้แน่ชัดเท่านั้นถูกต้อง ส่วนที่ให้แก่อาบัติที่ไม่รู้/ไม่แน่ใจเป็นโมฆะ เหลือเพียงมานัตสำหรับส่วนนั้น ปิดท้ายด้วยสุทธันตปริวาสสำหรับภิกษุที่จำต้นจำปลายอาบัติไม่ได้เลย และสรุปกฎการให้ปริวาสทั้งหมด
- หน้า ๓๘๕–๓๙๕ 40 กรณีปริวาส มานัต หรืออัพภานเป็นโมฆะ: สึก บวชเณร วิกลจริต ถูกยกวัตร หากภิกษุที่กำลังอยู่ปริวาส ประพฤติมานัต หรือรอควรอัพภาน เกิดสึก บวชเป็นสามเณร วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน ป่วยกระสับกระส่าย หรือถูกสงฆ์ลงโทษยกวัตร (ไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิชั่ว) ช่วงเวลานั้นถือเป็นโมฆะทั้งหมด แต่เมื่อกลับคืนสภาพปกติ (อุปสมบทใหม่ หายป่วย ถูกเรียกเข้าหมู่) ให้นับส่วนที่ทำไปแล้วว่าใช้ได้ และให้อยู่ส่วนที่เหลือต่อจนครบ
- หน้า ๓๙๖–๔๐๒ 36 กรณีต้องอาบัติซ้ำระหว่างอยู่ปริวาส: นับจำนวนได้แน่นอนหรือไม่ ปิดบังหรือไม่ ไล่เรียงกรณีภิกษุที่กำลังอยู่ปริวาส ประพฤติมานัต หรือรอควรอัพภาน แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มอีกระหว่างนั้น จำแนกว่าจำนวนอาบัติใหม่นับได้แน่นอนหรือไม่ และปิดบังไว้หรือไม่ ทุกกรณีต้องถูกชักกลับเข้าหาอาบัติเดิม และหากปิดบังไว้ต้องให้ปริวาสประมวลรวมกองอาบัติใหม่เข้ากับของเดิมด้วย
- หน้า ๔๐๓–๔๐๕ มานัตหนึ่งร้อย: ภิกษุสึกแล้วบวชใหม่ ปิดบังอาบัติก่อน-หลังต่างกัน เริ่มเรื่องภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวแล้วสึกไป เมื่อบวชใหม่ต้องพิจารณาว่าอาบัติเดิมที่ปิดบังไว้ก่อนสึก กับที่ปิดบังหรือไม่ปิดบังหลังบวชใหม่ต่างกันอย่างไร เพื่อกำหนดว่าต้องให้ปริวาสตามช่วงก่อน หลัง หรือทั้งสองช่วงก่อนให้มานัต เนื้อหาไล่เรียงกรณีย่อยต่อเนื่องข้ามไปหน้าถัดไปยังไม่จบ
- หน้า ๔๐๖–๔๑๔ สูตรคำนวณปริวาสสำหรับภิกษุที่ยังไม่พ้นโทษ และกรณีสึกแล้วบวชใหม่ ตอนนี้ไล่เรียงกรณีต่างๆ อย่างละเอียดว่า เมื่อภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสซ้อนกันหลายครั้ง (ทั้งปิดบังและไม่ปิดบัง) ระหว่างกำลังอยู่ปริวาส ประพฤติมานัต หรือรอรับอัพภาน สงฆ์ต้องนับรวมโทษเดิมกับโทษใหม่อย่างไร จากนั้นขยายไปถึงกรณีภิกษุสึกออกไปแล้วกลับมาบวชใหม่ (เป็นภิกษุหรือสามเณร) โดยยังไม่ได้ชดใช้โทษเดิมครบ ว่าต้องคิดปริวาสจากการปิดบังครั้งก่อนและครั้งหลังรวมกันอย่างไร
- หน้า ๔๑๕–๔๓๓ กรณีภิกษุวิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน หรือป่วยหนัก ระหว่างต้องอาบัติซ้อน ยังคงเป็นสูตรคำนวณปริวาสแบบเดียวกับตอนก่อน แต่เปลี่ยนสาเหตุที่ภิกษุไม่ได้เปิดเผยอาบัติตามกำหนด จากการสึกบวชใหม่ มาเป็นกรณีเกิดวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน หรือกระสับกระส่ายเพราะเจ็บป่วยหนักจนขาดสติ แล้วภายหลังหายเป็นปกติ สงฆ์ต้องพิจารณาว่าอาบัติที่ต้องระหว่างนั้นปิดบังหรือไม่ รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จำได้หรือจำไม่ได้ เพื่อกำหนดปริวาสก่อนให้มานัต จบหมวด "มานัตหนึ่งร้อย" ที่หน้า ๔๓๓
- หน้า ๔๓๔–๔๔๖ ปริวาสรวมยอด (สโมธานปริวาส) และกรณีภิกษุสองรูปปิดบังอาบัติร่วมกัน เปลี่ยนจากการให้ปริวาสทีละกอง มาเป็น "สโมธานปริวาส" คือรวมโทษหลายกองเป็นปริวาสเดียว แล้วไล่สูตรกรณีเดิมซ้ำแบบย่อ (สึกบวชใหม่ วิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน เจ็บป่วย) จากนั้นมีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมขึ้นคือกรณีภิกษุสองรูปต้องอาบัติร่วมกัน รูปหนึ่งยอมเปิดเผย อีกรูปปิดบัง รวมเรื่องภิกษุตั้งใจไปสารภาพแต่ระหว่างทางเกิดความคิดลบหลู่ไม่อยากบอกจนเลยเวลา กลายเป็นปิดบังโดยไม่ตั้งใจ ต้องรับอาบัติทุกกฏเพิ่มก่อนเข้าปริวาสตามปกติ
- หน้า ๔๔๗–๔๕๒ เก้าหมวดที่ภิกษุยังไม่พ้นโทษ เพราะสงฆ์ทำมานัตและอัพภานไม่ถูกวิธี อธิบายเก้ากรณีที่แม้ภิกษุจะขอปริวาส ขอชักเข้าหาอาบัติเดิม และขอสโมธานปริวาสถูกต้องตามธรรมแล้วก็ตาม แต่ถ้าขั้นตอนให้มานัตและอัพภาน (การรับกลับเข้าหมู่สงฆ์) สงฆ์ทำไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย ภิกษุนั้นก็ยังถือว่าไม่พ้นโทษ ไม่บริสุทธิ์จากอาบัติเดิม แสดงให้เห็นว่าทุกขั้นตอนของกระบวนการต้องถูกต้องครบถ้วนจึงจะใช้ได้จริง
- หน้า ๔๕๓–๔๕๘ เก้าหมวดที่ภิกษุพ้นโทษแล้ว เมื่อสงฆ์ทำทุกขั้นตอนถูกต้องตามธรรม เนื้อหาคู่ขนานกับหมวดก่อนหน้าแต่กลับกัน คือแสดงเก้ากรณีที่ภิกษุขอปริวาส ขอชักเข้าหาอาบัติเดิม ขอสโมธานปริวาส ขอมานัต และขออัพภาน โดยสงฆ์ทำทุกขั้นตอนถูกต้องตามธรรมวินัยทั้งหมด ไม่มีข้อบกพร่อง ผลคือภิกษุนั้นบริสุทธิ์พ้นจากอาบัติเดิมอย่างสมบูรณ์ ยืนยันหลักว่าความถูกต้องของกระบวนการสงฆ์ทุกขั้นตอนคือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการชำระอาบัติให้หมดจด
- หน้า ๔๕๙–๔๖๒ ภิกษุแก้ไขปริวาสที่สงฆ์เคยให้โดยไม่ถูกธรรม ด้วยการขอใหม่ให้ถูกต้อง กรณีนี้เล่าคล้ายเรื่องจริง คือภิกษุต้องอาบัติซ้อนหลายครั้ง สงฆ์ให้สโมธานปริวาสและชักเข้าหาอาบัติเดิมไปแล้วแต่ทำไม่ถูกต้องตามธรรม (เป็นโมฆะ) โดยตัวภิกษุเองก็เข้าใจผิดคิดว่าตนอยู่ปริวาสอย่างถูกต้อง ต่อมาเมื่อระลึกได้ว่ากระบวนการที่ผ่านมาไม่ชอบ จึงทบทวนและขอให้สงฆ์ทำพิธีปริวาส มานัต และอัพภานใหม่ให้ถูกต้องตามธรรมทั้งหมด จนบริสุทธิ์พ้นจากอาบัติได้จริง เนื้อหายังไม่จบตอน ต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
- หน้า ๔๖๓–๔๖๗ จบสมุจจยักขันธกะ: เก้าหมวดว่าด้วยการชักภิกษุผู้ต้องอาบัติซ้อนกลับเข้าหาอาบัติเดิม ตอนจบของขันธกะที่ว่าด้วยกรณีภิกษุกำลังอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตเพื่ออาบัติสังฆาทิเสสเดิม แล้วต้องอาบัติสังฆาทิเสสซ้อนขึ้นอีกในระหว่างนั้น ทั้งแบบปิดบังและไม่ปิดบัง สงฆ์ต้องทำสังฆกรรม 'ชักเข้าหาอาบัติเดิม' เพื่อรวมอาบัติเข้าด้วยกันก่อนให้ปริวาส มานัต และอัพภานใหม่อย่างถูกต้อง เนื้อหาเป็น 9 หมวดซ้ำรูปแบบเดิมตามจำนวนและลักษณะอาบัติที่ต่างกัน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อประจำขันธกะ
- หน้า ๔๖๘–๔๘๐ อรรถกถาสมุจจยักขันธกะ: มานัต 4 แบบ และ 10 ลักษณะที่นับว่าปิดอาบัติจริง พระอรรถกถาจารย์เริ่มไขความพระบาลีที่เข้าใจยาก แบ่งมานัตเป็น 4 แบบ คือ ไม่ปิด ปิด กึ่งเดือนสำหรับภิกษุณี และแบบรวม จากนั้นอธิบายเงื่อนไข 10 ประการที่ทำให้นับว่า 'ปิดอาบัติจริง' เช่น ต้องรู้ว่าเป็นอาบัติ รู้ว่าตนยังเป็นผู้ปกติ ไม่มีอันตรายขัดขวาง มีกำลังไปบอกได้ และตั้งใจปิดจริง พร้อมยกตัวอย่างกรณีเข้าใจผิดต่างๆ ที่ไม่นับว่าปิด แล้วเริ่มอธิบายวิธีสวดคำขอปริวาสตามจำนวนวันที่ปิดบัง
- หน้า ๔๘๑–๔๙๕ คำขอปริวาสตามจำนวนวัน สุทธันตปริวาส และสโมธานปริวาส 3 แบบ อธิบายคำสวดบาลีขอปริวาสตามจำนวนวันที่ปิดบัง ตั้งแต่วันเดียวจนถึง 60 ปี และตามจำนวน/ชนิดอาบัติที่ต่างกัน จากนั้นอธิบายสุทธันตปริวาส (สำหรับภิกษุจำจำนวนวันที่ต้องอาบัติไม่ได้) แบ่งเป็นจูฬสุทธันตะกับมหาสุทธันตะ และสโมธานปริวาส 3 แบบ คือ โอธานสโมธาน (ยกเลิกวันเดิมรวมอาบัติใหม่) อัคฆสโมธาน (รวมตามอาบัติที่ปิดนานสุด) และมิสสกสโมธาน (รวมอาบัติต่างวัตถุกัน) ปิดท้ายด้วยเริ่มเรื่องปักขมานัตสำหรับภิกษุณี
- หน้า ๔๙๖–๕๐๙ จบอรรถกถาสมุจจยักขันธกะ แล้วเปิดสมถขันธกะใหม่ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์โดยธรรม อธิบายขั้นตอนปักขมานัตของภิกษุณีต่อจนจบ พร้อมวิธีเก็บวัตรและป้องกันการขาดวัตร แล้วจบอรรถกถาสมุจจยักขันธกะ จากนั้นเริ่มขันธกะใหม่ (สมถขันธกะ) ด้วยเรื่องพระฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุอื่นลับหลังโดยไม่เป็นธรรม พระพุทธเจ้าทรงห้าม แล้วทรงแสดงธรรมฝ่ายดำ 9 อย่างและธรรมฝ่ายขาว 9 อย่าง ว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยธรรมหรือไม่เป็นธรรมของบุคคล หมู่ และสงฆ์ฝ่ายถูกและผิด
- หน้า ๕๑๐–๕๑๙ พระทัพพมัลลบุตรจัดที่พักด้วยฤทธิ์ และการใส่ร้ายเท็จของพระเมตติยะภุมมชกะ พระทัพพมัลลบุตรบรรลุอรหัตตั้งแต่อายุ 7 ขวบ อาสาจัดเสนาสนะและแจกอาหารแก่สงฆ์ สงฆ์แต่งตั้งท่านอย่างเป็นทางการ ท่านใช้ฌานเตโชกสิณส่องแสงนำภิกษุไปที่พักไกลยามค่ำคืน ต่อมาพระเมตติยะและพระภุมมชกะซึ่งได้ที่พักและอาหารเลวเพราะบุญน้อย อิจฉาที่ท่านจัดของดีให้รูปอื่น จึงยุยงภิกษุณีเมตติยาให้กล่าวหาว่าท่านทัพพะประทุษร้ายตน พระพุทธเจ้าทรงไต่สวน ท่านทัพพะปฏิเสธอย่างสงบ ภิกษุณีถูกให้สึก และพระเมตติยะภุมมชกะยอมรับว่ากล่าวเท็จ
- หน้า ๕๒๐–๕๒๒ พระทัพพมัลลบุตรจัดเสนาสนะและกลอุบายใส่ร้ายด้วยภิกษุณีเมตติยา พระทัพพมัลลบุตรผู้ได้รับแต่งตั้งให้จัดที่พักและอาหารแก่สงฆ์อย่างยุติธรรม ถูกพระเมตติยะและพระภุมมชกะสองรูปที่ได้เสนาสนะเลวอิจฉา จึงยุยงภิกษุณีเมตติยาไปกล่าวหาว่าท่านประทุษร้ายตน พระพุทธเจ้าไต่สวนแล้วให้ภิกษุณีสึกเพราะกล่าวเท็จ และประทานสติวินัย (คำรับรองว่าไม่ผิด) แก่พระทัพพะผู้บริสุทธิ์ ส่วนสองรูปที่ใส่ร้ายถูกลงโทษด้วยเช่นกัน
- หน้า ๕๒๓–๕๓๖ พระคัคคะวิกลจริตกับกฎการตัดสินคดีตามคำรับสารภาพ เล่าเรื่องพระคัคคะผู้เสียสติประพฤติผิดวินัยมากมายแล้วจำไม่ได้ สงฆ์จึงให้อมูฬหวินัยคือยกเว้นโทษเมื่อหายวิกลจริตแล้ว จากนั้นอธิบายหลักการตัดสินคดีตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าแบบใดเป็นธรรมแบบใดไม่เป็นธรรม เช่น กรณีพระฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุอื่นทั้งที่ยังไม่รับสารภาพ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักวินัย
- หน้า ๕๓๗–๕๕๖ การลงโทษด้วยเสียงข้างมากและวิธีกลบเกลื่อนความบาดหมางด้วยหญ้า อธิบายวิธีจับสลากเพื่อตัดสินด้วยเสียงข้างมาก (เยภุยยสิกา) เมื่อสงฆ์เห็นไม่ตรงกัน แล้วเล่าเรื่องพระอุปวาฬที่ถูกซักถามเรื่องอาบัติแต่กลับคำให้การไปมาจนสงฆ์ต้องลงโทษพิเศษ (ตัสสปาปิยสิกา) พร้อมกำหนด ๑๘ ข้อจำกัดสิทธิ์ผู้ถูกลงโทษ ปิดท้ายด้วยเหตุการณ์ภิกษุทะเลาะวิวาทจนเกือบแตกแยก พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้กลบไว้ด้วยหญ้าคือยกโทษเล็กน้อยให้กันเพื่อความสงบ
- หน้า ๕๕๗–๕๘๐ จำแนกอธิกรณ์ ๔ ประเภทและรากเหง้าของความขัดแย้งในสงฆ์ จำแนกข้อพิพาทในสงฆ์เป็น ๔ ประเภท คือ การถกเถียงเรื่องธรรมวินัย การกล่าวหากัน การต้องอาบัติ และกิจธุระของสงฆ์ พร้อมชี้รากเหง้าของการทะเลาะ เช่น ความโกรธ ริษยา ถือดี ยึดความเห็นตน แล้วอธิบายว่าข้อพิพาทแต่ละแบบระงับด้วยวิธีใดได้บ้าง และเมื่อสงฆ์ถกเถียงกันเสียงดังจนตัดสินไม่ได้ อนุญาตให้ตั้งคณะภิกษุผู้ทรงคุณ ๑๐ ประการมาช่วยวินิจฉัยแทน
- หน้า ๕๘๑–๕๙๘ วิธีจับสลากตัดสินคดีและตัวอย่างการซักไซ้จำเลยจนรับสารภาพ อธิบายวิธีจับสลาก ๓ แบบ คือปกปิด กระซิบ และเปิดเผย เพื่อความยุติธรรมเมื่อสงฆ์แบ่งฝ่าย จากนั้นอธิบาย ๔ วิธีระงับข้อกล่าวหา และยกตัวอย่างบทสนทนาที่ภิกษุถูกซักถามเรื่องต้องอาบัติร้ายแรงแต่ปฏิเสธแล้วรับสลับไปมาหลายครั้ง จนถูกคาดคั้นให้ยอมรับความจริงในที่สุด สงฆ์จึงลงโทษตัสสปาปิยสิกาแก่ผู้ให้การเท็จนั้น
- หน้า ๕๙๙–๖๐๖ การสารภาพอาบัติและวิธีกลบเกลื่อนหมู่ใหญ่ ปิดท้ายคัมภีร์ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์ อธิบายว่าอาบัติเล็กน้อยระงับได้ด้วยการสารภาพต่อหน้าภิกษุรูปเดียวหรือหมู่สงฆ์ ส่วนกรณีภิกษุจำนวนมากประพฤติผิดพร้อมกันจนอาจแตกแยก ให้ใช้วิธีกลบด้วยหญ้าคือแสดงอาบัติทั้งหมู่พร้อมกันโดยเว้นอาบัติร้ายแรง ปิดท้ายด้วยข้อสรุปว่ากิจธุระของสงฆ์ระงับได้ด้วยการประชุมพร้อมหน้ากันเท่านั้น เป็นการจบเนื้อหาหลักของคัมภีร์ว่าด้วยการระงับข้อพิพาท
- หน้า ๖๐๗–๖๒๒ อรรถกถาอธิบายศัพท์และหลักปฏิบัติในคัมภีร์ว่าด้วยการระงับข้อพิพาท คำอธิบายเชิงอรรถของพระอรรถกถาจารย์ไขความศัพท์และเจตนารมณ์ของกฎเกณฑ์ในบทก่อนหน้า เช่น สติวินัยให้แก่พระอรหันต์เท่านั้น เปรียบวิธีกลบด้วยหญ้าเหมือนกลบอุจจาระเพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็น อธิบายวิธีเลือกกรรมการอุพพาหิกวิธีและเทคนิคจับสลากในหมู่ภิกษุต่างประเภท จบด้วยโทษของภิกษุที่ให้การเท็จเรื่องอาบัติหนัก เล่มจบลงสมบูรณ์ด้วยคำว่า สมถักขันธกวรรณนา จบ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐