จุลวรรค ภาค ๒

ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๙ · ๕๖๔ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๒ วัตรการอาบน้ำ เครื่องประดับ และมารยาทของภิกษุ อธิบายกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติทีละเรื่องเมื่อชาวบ้านตำหนิพฤติกรรมพระฉัพพัคคีย์ เช่น อาบน้ำถูตัวกับต้นไม้ เสา ฝา เหมือนนักมวย สวมเครื่องประดับ ไว้ผมยาว แต่งหน้าทาปาก ไปดูมหรสพ สวดธรรมเป็นทำนองเพลง และเก็บมะม่วงหลวงจนหมดสวน ทุกเรื่องจบด้วยการทรงห้ามพร้อมข้อยกเว้นให้ภิกษุอาพาธ ปิดท้ายด้วยเรื่องภิกษุถูกงูกัดตาย จึงทรงสอนบทแผ่เมตตาแก่ตระกูลพญางูทั้งสี่เพื่อป้องกันตัว
  2. หน้า ๑๓–๒๓ เรื่องบาตรไม้จันทน์ พระปิณโฑลภารทวาชะ และการดูแลรักษาบาตร เศรษฐีเมืองราชคฤห์แขวนบาตรไม้จันทน์มีค่าไว้บนยอดไม้ไผ่ ท้าให้ผู้อวดอ้างเป็นพระอรหันต์มาปลดเอา ครูทั้งหกทำไม่ได้ แต่พระปิณโฑลภารทวาชะเหาะไปปลดได้ต่อหน้าฝูงชน พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าอวดฤทธิ์แก่คฤหัสถ์เพราะเหตุเพียงบาตรไม้ไม่สมควร รับสั่งให้ทุบบาตรทำยาหยอดตา และห้ามใช้บาตรไม้ บาตรทอง บาตรเงิน อนุญาตเฉพาะบาตรดินและบาตรเหล็ก พร้อมกฎดูแลรักษาบาตรอีกมาก เช่น การผึ่งแดด การเก็บ และการวางบนที่สูง
  3. หน้า ๒๔–๓๘ การเย็บจีวร ผ้ากรองน้ำ เรือนไฟ ที่จงกรม และบ่อน้ำ ทรงอนุญาตอุปกรณ์เย็บจีวรทีละชิ้นตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เช่น มีด เข็ม ไม้สะดึง โรงสะดึง แล้วเกิดเหตุภิกษุปฏิเสธให้ผ้ากรองน้ำแก่เพื่อนที่กระหายจนเพื่อนตาย จึงทรงบังคับให้พกผ้ากรองน้ำเสมอเวลาเดินทาง จากนั้นหมอชีวกทูลขอให้มีที่จงกรมและเรือนไฟเพราะภิกษุอาพาธกันมาก ทรงอนุญาตพร้อมกฎก่อสร้างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งพื้น บันได ราวจับ หลังคา บ่อน้ำ และสระน้ำ
  4. หน้า ๓๙–๔๘ คดีเจ้าวัฑฒลิจฉวีใส่ร้ายพระทัพพมัลลบุตร และเรื่องโพธิราชกุมาร พระเมตติยะกับพระภุมมชกะแค้นที่พระทัพพมัลลบุตรจัดที่พักให้ไม่ถูกใจ จึงยุให้เจ้าวัฑฒลิจฉวีทูลกล่าวหาว่าท่านประทุษร้ายภรรยาตนทั้งที่ไม่มีมูล พระพุทธเจ้าทรงให้สงฆ์ลงโทษคว่ำบาตรเจ้าวัฑฒะจนสำนึกผิดขอขมา จึงทรงให้หงายบาตรคืนดี ต่อมาเสด็จไปวังโพธิราชกุมารที่ปูผ้าขาวให้เหยียบ แต่ทรงปฏิเสธเพราะทรงเห็นแก่ภิกษุรุ่นหลังที่ไม่มีลาภอย่างนี้ จึงทรงห้ามภิกษุเหยียบผ้าปูทั่วไป
  5. หน้า ๔๙–๖๓ เรื่องพัด ร่ม ไม้เท้า เล็บ หนวด และการนุ่งห่มให้เรียบร้อย นางวิสาขาถวายของใช้หลายอย่างจนเกิดพุทธานุญาตพัดและร่ม แต่ทรงห้ามกั้นร่มเดินอวดโก้เหมือนขุนนาง ยกเว้นภิกษุอาพาธ มีเรื่องภิกษุถือไม้เท้าจนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโจร จึงทรงตั้งพิธีขอไม้เท้าและสายสะพายบาตรอย่างเป็นทางการสำหรับผู้ป่วย เรื่องหญิงแกล้งกล่าวหาภิกษุเล็บยาวว่าข่มขืนตน นำไปสู่การห้ามไว้เล็บยาว ทรงห้ามแต่งหนวดตามแฟชั่น ห้ามนุ่งห่มแบบฆราวาส และทรงสอนอานิสงส์การเคี้ยวไม้สีฟัน
  6. หน้า ๖๔ เรื่องเล็บ ผม หนวด เครื่องประดับ และการแต่งกายของภิกษุ อธิบายกฎเกณฑ์เรื่องความสะอาดร่างกายและการแต่งกายของภิกษุ เช่น ห้ามไว้เล็บยาว (มีเรื่องหญิงกล่าวหาภิกษุข่มขืนทั้งที่ตนหยิกตัวเองด้วยเล็บ) ทรงอนุญาตมีดตัดเล็บ มีดโกน ห้ามไว้หนวดเคราแบบคฤหัสถ์ ห้ามใช้เครื่องประดับหู สร้อยคอ กำไล ห้ามสะสมเครื่องเงินเครื่องทอง ทรงอนุญาตผ้ารัดเข่า ประคดเอว ลูกดุม และห้ามนุ่งห่มผ้าเลียนแบบชาวบ้าน เพื่อรักษาสมณสารูปให้ต่างจากคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม
  7. หน้า ๖๕–๗๓ ปีนต้นไม้หนีช้าง เรื่องภาษาสันสกฤต ห้ามเรียนโลกายตะ-ดิรัจฉานวิชา และกฎเรื่องส้วม ทรงอนุญาตให้ภิกษุปีนต้นไม้ได้ในยามคับขัน (มีภิกษุหนีช้างได้เพราะเคยขึ้นต้นไม้) พระเมฏฐะและโกกุฏฐะ พราหมณ์สองพี่น้องเสียงไพเราะ ขอแปลพระพุทธวจนะเป็นภาษาสันสกฤตแบบพระเวท พระพุทธเจ้าทรงห้ามและให้เรียนตามภาษาเดิม ทรงห้ามเรียนและสอนคัมภีร์โลกายตะกับดิรัจฉานวิชาเพราะไม่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม มีเรื่องมารยาทตอนจาม พระสารีบุตรฉันกระเทียมรักษาโรคลมเสียดท้อง และกฎการสร้างที่ถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระให้ถูกสุขลักษณะ
  8. หน้า ๗๔–๗๘ หัวข้อประจำขันธกะและการจบขุททกวัตถุขันธกะ คาถาสรุปหัวข้อ (อุทเทส) ย่อเรื่องราวทั้งหมด ๑๗๕ เรื่องในขุททกวัตถุขันธกะ ตั้งแต่เรื่องอาบน้ำ เครื่องประดับ เล็บผมหนวด การแต่งกาย ไม้ชำระฟัน การจุดไฟ ปีนต้นไม้ ภาษา คัมภีร์นอกศาสนา มารยาทต่างๆ จนถึงเรื่องส้วมและเครื่องใช้ที่ทรงอนุญาต ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระวินัยธรผู้ทรงพระสัทธรรม เป็นการสรุปจบขันธกะที่ ๕
  9. หน้า ๗๙–๙๑ อรรถกถาขุททกวัตถุขันธกะ ตอนที่ ๑: อธิบายศัพท์เรื่องอาบน้ำ เครื่องประดับ ผมและการฟ้อนรำขับร้อง พระอรรถกถาจารย์อธิบายความหมายศัพท์บาลีต่างๆ ในขุททกวัตถุขันธกะ เช่น สถานที่และวิธีอาบน้ำต้องห้าม เครื่องประดับหู สร้อยคอ ลักษณะผมยาวที่ต้องปลงภายใน ๒ เดือน วิธีหวีผม การส่องกระจกดูแผล การฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรีที่ภิกษุห้ามดูและห้ามทำ กฎการสวดสรภัญญะ ๓๒ ทำนอง และการห่มผ้าขนสัตว์
  10. หน้า ๙๒–๑๐๔ อรรถกถาขุททกวัตถุขันธกะ ตอนที่ ๒: เรื่องจงกรม เรือนไฟ บ่อน้ำ ประคดเอว การนุ่งห่ม และเครื่องโลหะ อธิบายศัพท์ต่อเนื่อง เช่น ที่จงกรมและเรือนไฟ วิธีขุดบ่อและระหัดวิดน้ำ ผ้าปกปิดกาย ๓ ชนิดเวลาอาบน้ำ ลักษณะประคดเอวและการนุ่งห่มที่ถูกต้องเทียบกับการนุ่งห่มแบบเดียรถีย์และคฤหัสถ์ต่างๆ การหาบของ ไม้ชำระฟัน การจุดไฟป้องกันไฟป่า การปีนต้นไม้ คัมภีร์โลกายตะ จบด้วยเครื่องโลหะไม้ดินที่ทรงอนุญาต เป็นการปิดท้ายอรรถกถาบทนี้
  11. หน้า ๑๐๕–๑๐๘ เริ่มเสนาสนขันธกะ: เศรษฐีเมืองราชคฤห์สร้างวิหารถวายสงฆ์ ๖๐ หลังในวันเดียว เดิมภิกษุพักตามป่า โคนไม้ ถ้ำ ยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เศรษฐีเมืองราชคฤห์เห็นภิกษุเดินออกจากป่าแต่เช้าด้วยอิริยาบถงดงามน่าเลื่อมใส จึงขอสร้างวิหารถวาย พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด เศรษฐีสร้างวิหารถวาย ๖๐ หลังเสร็จในวันเดียวแล้วถวายแด่สงฆ์สี่ทิศ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคาถาอนุโมทนาอันมีชื่อเสียงว่าด้วยวิหารที่ป้องกันหนาวร้อนและสัตว์ร้าย เป็นทานอันประเสริฐ
  12. หน้า ๑๐๙–๑๒๐ พุทธานุญาตองค์ประกอบวิหาร: บานประตู หน้าต่าง เตียงตั่ง ฟูกหมอน และหอฉัน หลังสร้างวิหารแล้วเกิดปัญหาต่างๆ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตแก้ไขตามลำดับ เช่น บานประตูกันงูแมลงป่อง ลูกดาลกลอนประตู หน้าต่างกันสัตว์เข้า เครื่องปูนอนกันฝุ่น เตียงตั่งหลายแบบที่เก็บมาจากป่าช้า ทรงห้ามนอนเตียงสูงอย่างคฤหัสถ์ หมอนฟูก ๕ ชนิด ห้ามวาดภาพหญิงชายแต่อนุญาตลายดอกไม้ ผ้าม่านกันอาย เพดานกันงูตก ราวแขวนจีวร และหอฉันโรงน้ำฉันที่ต้องถมพื้นกันน้ำท่วมและมีบันไดราวยึด
  13. หน้า ๑๒๑–๑๓๑ อนาถบิณฑิกคหบดีพบพระพุทธเจ้าและสร้างวัดเชตวัน เศรษฐีอนาถบิณฑิกคหบดี (สุทัตตะ) ได้ยินคำว่าพุทธะจากราชคหเศรษฐีแล้วตื่นเต้นจนเดินฝ่าความมืดยามดึกไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่าสีตวัน กลัวจนเกือบถอยกลับสามครั้งแต่มีเทวดาให้กำลังใจ พบพระพุทธเจ้าตรัสเรียกชื่อเดิมว่าสุทัตตะ ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบัน กลับสาวัตถีชักชวนชาวบ้านสร้างวัดระหว่างทาง แล้วซื้อที่ดินสวนเจ้าเชตราชกุมารด้วยการปูเหรียญทองปิดพื้นดินทั้งหมด จนเจ้าชายยกที่ตรงซุ้มประตูให้ฟรี รวมกันสร้างเป็นวัดเชตวัน
  14. หน้า ๑๓๒–๑๔๑ กำเนิดกฎนวกรรม นิทานสัตว์สามสหาย และลำดับอาวุโสสงฆ์ ช่างชุนผู้ยากไร้อยากช่วยสร้างวัดแต่ก่อกำแพงเองจนพังซ้ำสามครั้ง กลายเป็นที่มาของกฎนวกรรมให้ภิกษุผู้ดูแลก่อสร้างรับผิดชอบซ่อมแซม พระสารีบุตรมาถึงทีหลังหาที่นอนไม่ได้เพราะศิษย์พระฉัพพัคคีย์แย่งจองที่ พระพุทธเจ้าจึงเล่านิทานสัตว์สามสหาย นกกระทา ลิง ช้าง ที่ยกย่องผู้อาวุโสกว่าโดยนับความทรงจำเก่าแก่ที่สุด สอนความเคารพลำดับอาวุโสในสงฆ์ ทรงวางกฎการไหว้และให้อาสนะตามพรรษา จบด้วยอนาถบิณฑิกคหบดีถวายวัดเชตวันแก่สงฆ์สี่ทิศพร้อมคาถาอนุโมทนาอันโด่งดัง
  15. หน้า ๑๔๒–๑๕๒ ระเบียบการจัดสรรที่พักสงฆ์และวินัยความเคารพ พระอุปนันทะไล่ภิกษุลุกจากที่นั่งขณะกำลังฉันจนโรงอาหารวุ่นวาย ทรงห้ามรบกวนผู้กำลังฉัน ห้ามไล่ภิกษุอาพาธและห้ามหวงที่นอนเมื่อป่วยเล็กน้อย พระฉัพพัคคีย์แย่งวิหารที่พระสัตตรสวัคคีย์เพิ่งซ่อมเสร็จจนถูกฉุดคร่าร้องไห้ นำไปสู่การตั้งภิกษุผู้จัดสรรที่พักอย่างเป็นธรรม พระอุปนันทะหวงที่พักสองแห่งถูกตำหนิ ภิกษุจำนวนมากเรียนพระวินัยจากพระอุบาลีจนยืนเมื่อยล้า จึงให้นั่งเรียนตามพรรษาเท่ากัน ปิดท้ายด้วยนางวิสาขาปรารถนาสร้างปราสาทถวายสงฆ์
  16. หน้า ๑๕๓–๑๖๕ ทรัพย์สินสงฆ์ที่แบ่งแจกไม่ได้ และปัญหาการอ้างสิทธิ์ที่พัก ทรงวางกฎว่าอาราม วิหาร เตียงตั่ง เครื่องมือ และวัสดุก่อสร้างเป็นสมบัติกลางของสงฆ์ ห้ามแบ่งหรือแจกครอบครองส่วนตัว ตอกย้ำด้วยเหตุการณ์ภิกษุพวกพระอัสสชิ-ปุนัพพสุกะที่กิฏาคิรีแบ่งที่พักกันหมดไม่ให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเพราะอคติ ภิกษุชาวอาฬวีใช้ช่องโหว่กฎนวกรรมอ้างสิทธิ์ครองที่พักถาวรแม้ซ่อมเล็กน้อย จึงจำกัดเวลาถือครองตามขนาดงาน หากภิกษุลาสิกขาหรือมรณภาพก่อนงานเสร็จ ทรัพย์สินกลับเป็นของสงฆ์ ปิดท้ายด้วยมารยาทดูแลที่พัก เช่น ห้ามเหยียบพื้นด้วยเท้าเปื้อน
  17. หน้า ๑๖๖–๑๗๑ ภัตตาหารประเภทต่างๆ และการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่สงฆ์ เมื่อเมืองราชคฤห์ข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านทำอาหารเลี้ยงสงฆ์รวมกันไม่ไหว จึงทรงอนุญาตภัตรหลายรูปแบบ เช่น อาหารตามคำเชิญ อาหารด้วยสลาก เพื่อให้ผู้มีกำลังทรัพย์น้อยร่วมทำบุญได้ พระฉัพพัคคีย์แอบเลือกอาหารดีไว้ให้พวกตนจึงต้องตั้งภัตตุเทสก์ผู้ไม่ลำเอียงมาจัดสรรด้วยวิธีจับสลาก ตามด้วยการตั้งเจ้าหน้าที่สงฆ์อีกหลายตำแหน่งดูแลคลัง จีวร ข้าวต้ม ผลไม้ ของเคี้ยว และดูแลสามเณร ปิดท้ายเสนาสนขันธกะ หมวดว่าด้วยที่อยู่อาศัยของสงฆ์
  18. หน้า ๑๗๒–๑๗๗ บทสรุปหัวข้อเสนาสนขันธกะ และเริ่มอรรถกถา ท้ายเสนาสนขันธกะมีคาถาสรุปย่อทุกเรื่องตั้งแต่ต้นหมวด ตั้งแต่กำเนิดการสร้างวิหาร เครื่องเรือน เรื่องอนาถบิณฑิกคหบดี นวกรรม ไปจนถึงการแจกภัตรและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่สงฆ์ ทบทวนเนื้อหาทั้งหมดในรูปคาถาจดจำง่าย จากนั้นเริ่มอรรถกถาอธิบายศัพท์เฉพาะ เช่น ความต่างระหว่างวิหาร เรือนมุงแถบเดียว ปราสาท เรือนโล้น และถ้ำ ซึ่งเป็นที่พักอาศัย 5 แบบที่ทรงอนุญาต เนื้อหาส่วนอรรถกถานี้ยังดำเนินต่อในหน้าถัดไป
  19. หน้า ๑๗๘–๑๘๕ อรรถกถาเสนาสนักขันธกะ: ความหมายที่พักสงฆ์ อานิสงส์การถวายวิหาร และเครื่องเรือน พระอรรถกถาจารย์ไขความศัพท์ในพระบาลี เช่น วิหาร เรือนมุงแถบเดียว ปราสาท เรือนโล้น ถ้ำ และอธิบายคาถาอนุโมทนาว่าการถวายที่พักแก่สงฆ์ป้องกันหนาวร้อนลมฝน เกื้อกูลให้ภิกษุเพ่งพินิจเห็นแจ้งธรรม จึงนับเป็นทานที่ครบถ้วนทุกอย่าง จากนั้นอธิบายศัพท์ประตู หน้าต่าง กลอน ลูกดาล เตียงตั่งชนิดต่างๆ และกำหนดว่านุ่นชนิดใดใช้ยัดหมอนฟูกได้ ห้ามชนิดใด
  20. หน้า ๑๘๖–๑๙๘ อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวัดเชตวัน มารยาทในโรงฉัน และการแจกที่พักครั้งแรก เล่าเรื่องอนาถบิณฑิกเศรษฐีปูทองคำเต็มพื้นที่ซื้อสวนเชตวันจากเจ้าชายเชต สร้างวิหารถวายพระพุทธเจ้าด้วยทรัพย์รวม 54 โกฏิ เทียบกับเศรษฐีในอดีตที่สร้างวิหารถวายพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ด้วยวิธีปูพื้นด้วยทองคำเช่นกัน ตามด้วยธรรมเนียมในโรงฉัน เช่น ห้ามให้ภิกษุที่กำลังฉันอยู่ลุกกลางคัน การจัดที่พักเหมาะกับภิกษุอาพาธ และวิธีนับจำนวนภิกษุกับที่นอนเพื่อแจกที่พักครั้งแรกในวัด
  21. หน้า ๑๙๙–๒๐๘ กฎการจับจองที่พักช่วงเข้าพรรษาและการแจกผ้าจำนำพรรษาตามที่พัก อธิบายวิธีภิกษุผู้เสนาสนคาหาปกะจัดแจกที่พักในวันเข้าพรรษา การถือครองแบบชั่วคราว (อันตรามุตกะ) เมื่อที่พักมีลาภมากแต่เจ้าของเดิมจากไป หน้าที่ภิกษุอาคันตุกะและเจ้าถิ่นในการเตรียมสถานที่ก่อนพรรษา และกฎเกณฑ์ซับซ้อนว่าผ้าจำนำพรรษาที่ทายกถวายจะตกเป็นของภิกษุรูปใด ขึ้นอยู่กับว่าถวายเจาะจงที่พัก บุคคล หรือสงฆ์ส่วนรวม
  22. หน้า ๒๐๙–๒๑๗ การสละที่พัก ลำดับอาวุโสในการนั่ง และรายการครุภัณฑ์ 25 อย่างที่ห้ามแจกจ่าย อธิบายกรณีพระอุปนันทะที่ถือที่พักสองแห่งพร้อมกัน และหลักว่าการถือที่พักหรือความผูกใจไว้ระงับกันได้อย่างไร ตามด้วยกฎการนั่งร่วมกันตามอาวุโส เครื่องใช้แบบชาวบ้าน (คิหิวิกัติ) ที่ภิกษุใช้ได้เฉพาะบางกรณี และเริ่มรายการครุภัณฑ์ 25 อย่างซึ่งเป็นสมบัติถาวรของสงฆ์ที่ห้ามขายหรือแจกเป็นส่วนตัว พร้อมกฎการแลกที่ดินและอาคารระหว่างสงฆ์กับชาวบ้าน
  23. หน้า ๒๑๘–๒๒๗ แยกแยะครุภัณฑ์ของสงฆ์กับของแจกได้ และกฎนวกรรมสำหรับผู้บูรณะกุฏิ ไล่เรียงรายละเอียดว่าเครื่องมือ เชือก ไม้ไผ่ หญ้ามุงหลังคา ดิน และเครื่องไม้ต่างๆ ชนิดใดถือเป็นครุภัณฑ์ถาวรของสงฆ์ที่ห้ามโอนเป็นของส่วนตัว และชนิดใดแจกจ่ายกันได้ตามปกติ จากนั้นอธิบายกฎนวกรรม คือภิกษุผู้ซ่อมแซมหรือสร้างกุฏิใหม่จะได้สิทธิ์ครองใช้แต่ผู้เดียวกี่ปีตามขนาดอาคาร (4-12 ปี) และวิธีจัดการเมื่อผู้ซ่อมสึก มรณภาพ หรือหลีกไปก่อนงานเสร็จ
  24. หน้า ๒๒๘–๒๓๔ มารยาทใช้พื้นและฝาที่พัก และกฎแจกภัตตามลำดับเขตอุปจารบ้าน อธิบายมารยาทเล็กๆ น้อยๆ ในที่พัก เช่น ห้ามเหยียบพื้นโบกฉาบด้วยเท้าเปียก ห้ามพิงฝาที่ทาสีหรือทำลวดลายโดยไม่รองผ้า จากนั้นเข้าเรื่องการแจกภัตของสงฆ์ (สังฆภัต) และภัตที่ทายกเจาะจงจำนวนภิกษุ (อุทเทสภัต) พร้อมกฎละเอียดว่าภิกษุรูปใดมีสิทธิ์รับตามลำดับอาวุโสและตามเขตอุปจารของบ้านแต่ละหลัง ซึ่งซับซ้อนตามลักษณะเรือนและฝากั้น
  25. หน้า ๒๓๕–๒๓๘ กรรมสิทธิ์ที่อยู่สงฆ์และมารยาทการใช้เสนาสนะ อธิบายการแบ่งสิทธิ์ในกุฏิและปราสาทที่สร้างร่วมกันระหว่างสงฆ์กับภิกษุส่วนตัว เช่น แบ่งชั้นล่าง-บนของปราสาท การขอตัดต้นไม้ในที่สร้างอาวาส จากนั้นกล่าวถึงมารยาทใช้เสนาสนะ เช่น ห้ามเหยียบพื้นโบกฉาบด้วยเท้าเปียกหรือไม่ล้าง ต้องปูผ้าก่อนนอนบนเตียงตั่งสงฆ์ ห้ามพิงฝาที่ทาสีโดยไม่มีผ้ารอง ก่อนเข้าสู่กฎการแจกสังฆภัตในตอนท้ายบท
  26. หน้า ๒๓๙–๒๕๔ กฎการแจกอุทเทสภัต นิมันตนภัต และสลากภัต รายละเอียดวิธีแจกอาหารถวายสงฆ์ตามลำดับพรรษา เช่น กรณีทายกเจาะจงจำนวนภิกษุหรือบาตร การจัดการเมื่อพระเถระมาช้าหรือภิกษุอาคันตุกะมาไม่ทัน กฎนิมนตนภัตที่ยังคงสิทธิ์แก่ภิกษุถือธุดงค์ และวิธีแจกสลากภัตพร้อมบทลงโทษภิกษุที่ปฏิเสธไปฉันที่บ้านเวรตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
  27. หน้า ๒๕๕–๒๖๖ ภัตประเภทต่างๆ คิลานปัจจัย และจบเสนาสนักขันธกะ อธิบายภัตอีกหลายชนิด เช่น ปักขิกภัต อาคันตุกภัต คมิกภัต คิลานภัต ธุวภัต กุฏิภัต วารกภัต วิหารภัต รวมภัตทั้งหมด ๑๔ อย่าง จากนั้นกล่าวถึงวิธีแจกเนยใส น้ำมัน และเภสัชแก่สงฆ์อย่างเป็นธรรม รวมถึงหน้าที่แจกของใช้เล็กน้อยเช่นเข็ม มีด รองเท้า จบเสนาสนักขันธกะ
  28. หน้า ๒๖๗–๒๗๓ เริ่มสังฆเภทขันธกะ - อนุรุทธะและเจ้าชายศากยะออกบวช เริ่มขันธกะใหม่ว่าด้วยความแตกแยกในสงฆ์ เล่าเรื่องอนุรุทธะสละชีวิตสุขสบายออกบวชแทนพี่ชายมหานามะ ชวนเจ้าชายศากยะอีก ๕ องค์รวมทั้งพระเจ้าภัททิยะไปบวชพร้อมอุบาลีช่างกัลบก พระพุทธเจ้าให้อุบาลีบวชก่อนเพื่อลดทิฐิมานะของเจ้าศากยะ และพระภัททิยะเปล่งอุทาน "สุขหนอ" หลังบรรลุโสดาบัน
  29. หน้า ๒๗๔–๒๘๑ เทวทัตหาผู้อุปถัมภ์และเสื่อมจากฤทธิ์ พระเทวทัตใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นเด็กมีงูพันเอวหลอกล่อเจ้าชายอชาตสัตตุให้เลื่อมใส ได้ลาภสักการะมากมาย แต่พอเกิดความคิดอยากปกครองสงฆ์ก็เสื่อมฤทธิ์ทันที พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องศาสดา ๕ จำพวกที่ปฏิญาณคุณธรรมเท็จ เทียบกับพระองค์เองผู้บริสุทธิ์จริง แล้วเตือนว่าลาภสักการะจะฆ่าเทวทัตเหมือนผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย
  30. หน้า ๒๘๒–๒๙๑ เทวทัตถูกประกาศประจานและวางแผนปลงพระชนม์ เทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์ถูกพระพุทธเจ้าปฏิเสธและตำหนิรุนแรงจนผูกอาฆาต สงฆ์จึงลงปกาสนียกรรมประกาศเทวทัตทั่วราชคฤห์ เทวทัตยุอชาตสัตตุให้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเพื่อชิงราชสมบัติ แผนถูกจับได้แต่พระราชาทรงยกสมบัติให้เอง จากนั้นเทวทัตส่งนักฆ่าเป็นทอดๆไปฆ่าพระพุทธเจ้า นักฆ่าคนแรกกลับใจฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน เรื่องยังไม่จบ ต่อบทถัดไป
  31. หน้า ๒๙๒–๒๙๘ เทวทัตถูกประกาศให้ชาวเมืองรู้ และความพยายามปลงพระชนม์ หลังพระเทวทัตคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก สงฆ์จึงประกาศให้ชาวราชคฤห์ทราบว่าพฤติกรรมของเทวทัตเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพระรัตนตรัย เทวทัตยุยงอชาตสัตตุกุมารให้ปลงพระชนม์พระบิดาชิงราชสมบัติ แล้วส่งนักฆ่าไปสังหารพระพุทธเจ้า แต่นักฆ่าทุกคนกลับใจฟังธรรมจนเป็นอุบาสก เทวทัตจึงกลิ้งหินทำร้ายพระองค์เองจนพระบาทห้อพระโลหิต (กรรมหนักข้อแรก) และปล่อยช้างนาฬาคิรีดุร้ายเข้าใส่ แต่พระพุทธเจ้าทรงแผ่เมตตาจนช้างสงบราบคาบ
  32. หน้า ๒๙๙–๓๐๘ เทวทัตเสื่อมลาภ ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ และทำสังฆเภท หลังปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าไม่สำเร็จ ลาภสักการะของเทวทัตเสื่อมลง จึงพาบริษัทออกขอภัตตาหารตามบ้านจนถูกตำหนิ เทวทัตทูลขอให้บัญญัติข้อปฏิบัติเคร่งครัด ๕ ข้อ (อยู่ป่า บิณฑบาต ผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ ไม่ฉันเนื้อปลา) หวังให้ดูขัดเกลากว่าพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไม่ทรงบังคับ เทวทัตจึงประกาศแยกทำสังฆกรรมพร้อมภิกษุใหม่ ๕๐๐ รูป พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะตามไปแสดงธรรมจนภิกษุเหล่านั้นกลับใจตามมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เทวทัตทราบข่าวถึงกับอาเจียนเป็นเลือดร้อน
  33. หน้า ๓๐๙–๓๑๗ อุปมาลูกช้างเลียนแบบ คุณสมบัติทูต และเทวทัตจักตกอบาย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทวทัตที่เลียนแบบพระองค์แต่ไม่บริสุทธิ์ใจ เหมือนลูกช้างกินเหง้าบัวทั้งที่มีตมจนตาย ต่างจากช้างใหญ่ที่ล้างให้สะอาดก่อน จากนั้นตรัสคุณสมบัติภิกษุที่ควรทำหน้าที่ทูต ๘ ประการ และตรัสว่าเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ และ ๓ ประการครอบงำจนต้องตกนรกอเวจีตลอดกัป ช่วยเหลือไม่ได้ ปิดท้ายด้วยพระอุบาลีทูลถามเรื่องสังฆราชี (ความร้าวราน) ว่าต่างจากสังฆเภท (ความแตกแยกจริง) อย่างไร
  34. หน้า ๓๑๘–๓๒๕ เภทกรวัตถุ ๑๘ ประการ และผลกรรมของผู้ทำลาย-สมานสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายรายละเอียดวัตถุ ๑๘ ประการที่ทำให้เกิดสังฆเภทจริง เช่น แสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม แสดงอาบัติเบาว่าหนัก แล้วชักชวนให้จับสลากแยกฝ่าย หากครบเงื่อนไขถือว่าสงฆ์แตกกันจริง ตรัสผลกรรมว่าผู้ทำลายสงฆ์ที่พร้อมเพรียงย่อมตกนรกตลอดกัป ส่วนผู้สมานสงฆ์ที่แตกแล้วให้กลับพร้อมเพรียงย่อมได้บุญไปสวรรค์ตลอดกัป จบด้วยหัวข้อสรุปประจำขันธกะ ปิดท้ายสังฆเภทขันธกะที่ ๗
  35. หน้า ๓๒๖–๓๓๖ อรรถกถาอธิบายศัพท์สังฆเภทักขันธกะ ส่วนอรรถกถา (คำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์) ไขความศัพท์บาลีในเรื่องเทวทัตและสังฆเภทที่ผ่านมา เช่น อธิบายว่าเหตุใดพระเทวทัตยังนับเป็น "ปกตัตต์" ทั้งที่มีความผิดร้ายแรง อธิบายความหมายของธรรม-อธรรม วินัย-อวินัย อาบัติเบา-หนักตามพระวินัยปิฎก และไขความหมายคำในบทกวีที่กล่าวถึงเทวทัตและช้างนาฬาคิรี เพื่อให้เข้าใจเนื้อความในพระบาลีอย่างละเอียดถูกต้อง จบด้วยสังฆเภทักขันธกวรรณนา
  36. หน้า ๓๓๗–๓๔๘ วัตตขันธกะ: ธรรมเนียมพระอาคันตุกะ เจ้าถิ่น และในโรงฉัน เริ่มขันธกะใหม่ว่าด้วยธรรมเนียมปฏิบัติของภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติมารยาทสำหรับพระอาคันตุกะที่มาเยือนวัด เช่น ถอดรองเท้า ลดร่ม ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่น ถามเสนาสนะ และมารยาทสำหรับภิกษุเจ้าถิ่นต้อนรับแขก รวมถึงหน้าที่ก่อนออกเดินทางต้องเก็บรักษาเสนาสนะ กติกาอนุโมทนาหลังฉันภัตตาหาร และมารยาทในโรงฉัน เช่น ไม่แซงพระเถระ ไม่ส่งเสียงขณะฉัน ปิดท้ายด้วยเริ่มเรื่องมารยาทขณะออกบิณฑบาต
  37. หน้า ๓๔๙–๓๕๒ ปิณฑจาริกวัตร และอารัญญกวัตร ว่าด้วยมารยาทเวลาออกบิณฑบาต เช่น ไม่รีบร้อนเข้าออกบ้าน ไม่มองหน้าผู้ถวาย มีเรื่องภิกษุรูปหนึ่งเข้าใจผิดเดินเข้าห้องที่มีหญิงเปลือยกายนอนอยู่จนถูกสามีเธอทุบตี จึงทรงบัญญัติให้กำหนดทางเข้าออกให้ชัดเจน ส่วนภิกษุอยู่ป่าต้องเตรียมน้ำ ไฟ ไม้สีไฟ และรู้ทิศทางไว้เสมอ เพราะมีเรื่องกลุ่มโจรมาถามภิกษุป่าแล้วตอบไม่รู้อะไรเลย โจรจึงเข้าใจว่าไม่ใช่พระแท้และทุบตี
  38. หน้า ๓๕๓–๓๕๙ เสนาสนวัตร ชันตาฆรวัตร และวัจจกุฏีวัตร ว่าด้วยหน้าที่ดูแลความสะอาดกุฏิ เช่น ขนของออกก่อนทำความสะอาด ไม่เคาะที่นอนใกล้ผู้อื่นหรือเหนือลม และหน้าที่ในเรือนไฟ (ห้องอบไอน้ำ) มีเรื่องพระฉัพพัคคีย์ใส่ฟืนมากแล้วปิดประตูไม่ให้พระเถระออก จนพระเถระถูกความร้อนแผดเผาสลบไป และหน้าที่ในเว็จกุฎี (ส้วม) เช่น ต้องล้างหลังถ่ายทุกครั้ง ถ่ายตามลำดับผู้มาถึงก่อน เพราะมีภิกษุใหม่กลั้นอุจจาระรอผู้อาวุโสจนสลบล้ม
  39. หน้า ๓๖๐–๓๖๙ อุปัชฌายวัตร และสัทธิวิหาริกวัตร กำหนดหน้าที่ที่ศิษย์ (สัทธิวิหาริก) พึงปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์อย่างละเอียด เช่น ตื่นแต่เช้าถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า ดูแลเรื่องอาหาร จีวร การอาบน้ำ คอยช่วยเหลือเมื่ออุปัชฌาย์ต้องอาบัติหรือเจ็บป่วยจนตลอดชีวิต และในทางกลับกัน อุปัชฌาย์ก็ต้องสงเคราะห์ดูแลศิษย์ด้วยความเมตตาเช่นเดียวกัน ทั้งเรื่องปัจจัยสี่ การสอน และการพยาบาลยามป่วยไข้ สะท้อนความสัมพันธ์แบบพ่อลูกทางธรรมที่ดูแลกันทั้งสองฝ่าย
  40. หน้า ๓๗๐–๓๗๙ อาจริยวัตร อันเตวาสิกวัตร และบทสรุปวัตตขันธกะที่ 8 เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดียวกับหมวดอุปัชฌาย์-ศิษย์ แต่เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ผู้เรียนบาลีและอรรถกถา (อันเตวาสิก) กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายดูแลกันด้วยความเคารพและเมตตาทุกด้าน ตั้งแต่ปัจจัยสี่จนถึงยามเจ็บป่วย จบด้วยวัตตขันธกะที่ 8 ซึ่งสรุปว่ามีทั้งหมด 19 เรื่อง 14 วัตร และย้ำว่าภิกษุผู้ไม่บำเพ็ญวัตรเหล่านี้ชื่อว่าไม่บำเพ็ญศีล จิตย่อมฟุ้งซ่านไม่เห็นธรรม ส่วนผู้บำเพ็ญวัตรย่อมมีจิตตั้งมั่นเห็นธรรมและพ้นทุกข์ได้
  41. หน้า ๓๘๐–๓๘๗ อุทเทส (หัวข้อประจำขันธกะ) สรุปวัตตขันธกะทั้งหมด บทสรุปท้ายขันธกะที่ทวนเรื่องราวและกฎทั้งหมดในวัตตขันธกะโดยย่อ ตั้งแต่หน้าที่ต้อนรับแขก การจากไป มารยาทในโรงฉันและบิณฑบาต การดูแลป่า กุฏิ เรือนไฟ ส้วม ไปจนถึงหน้าที่ระหว่างอุปัชฌาย์-ศิษย์และอาจารย์-ศิษย์ ปิดท้ายด้วยคาถาสอนว่าการบำเพ็ญวัตรเหล่านี้คือรากฐานของศีล สมาธิ และปัญญาที่จะนำไปสู่การเห็นธรรมและพ้นจากทุกข์
  42. หน้า ๓๘๘–๓๙๗ วัตตักขันธกวรรณนา (อรรถกถาอธิบายวัตรต่างๆ) เป็นอรรถกถาอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยของวัตรต่างๆ ที่กล่าวมาในขันธกะ เช่น อธิบายว่าเขตอุปจารสีมาคือที่ใด คำว่า "โคจรคาม" และ "อโคจร" หมายถึงอะไร วิธีปฏิบัติเมื่อไม่มีน้ำหรือภาชนะสำหรับล้าง หลักเกณฑ์การนั่งอนุโมทนาตามลำดับพรรษา และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ของวัตรในเรือนไฟและส้วม ช่วยไขข้อสงสัยในทางปฏิบัติที่ตัวพระวินัยเดิมกล่าวไว้ไม่ชัดเจนพอ
  43. หน้า ๓๙๘–๔๐๕ ปาติโมกขฐปนขันธกะ: พระอานนท์ทูลขอ และอุปมามหาสมุทร 8 ประการ เริ่มขันธกะใหม่ว่าด้วยการงดสวดปาติโมกข์ คืนหนึ่งพระอานนท์กราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาติโมกข์ถึง 3 ครั้ง แต่พระองค์ทรงนิ่งเพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ พระมหาโมคคัลลานะจึงใช้ญาณตรวจดูจนพบภิกษุทุศีลปลอมตัวอยู่ในหมู่สงฆ์ และจับแขนฉุดออกไปนอกวัด พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ต้องถึงกับจับแขน จากนั้นทรงเริ่มแสดงความอัศจรรย์ 8 ประการของมหาสมุทรเทียบกับพระธรรมวินัย เช่น มหาสมุทรลึกลงตามลำดับ ไม่ล้นฝั่ง ไม่ปนกับซากศพ (ยังแสดงไม่ครบ 8 ข้อ)
  44. หน้า ๔๐๖ จบวัตตักขันธกะ และพระอานนท์ทูลขอให้แสดงปาติโมกข์ - อัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทรเทียบธรรมวินัย ปิดท้ายวัตตักขันธกะสั้นๆ แล้วเริ่มเรื่องใหม่: คืนวันอุโบสถ พระอานนท์ทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงปาติโมกข์ถึงสามครั้ง แต่พระองค์ทรงนิ่งเพราะมีภิกษุทุศีลปนอยู่ในที่ประชุม พระโมคคัลลานะใช้ญาณตรวจพบตัวจนต้องจับแขนฉุดออกไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทร เทียบกับพระธรรมวินัย เช่น ลึกลงตามลำดับ ไม่ล้นฝั่ง ไม่คบคนทุศีล มีรสเดียวคือวิมุตติ มีรัตนะมากคือโพธิปักขิยธรรม แล้วประกาศให้สงฆ์สวดปาติโมกข์กันเองต่อไปโดยพระองค์จะไม่ทรงแสดงเองอีก
  45. หน้า ๔๐๗–๔๒๑ พระฉัพพัคคีย์คิดหลบเลี่ยง และกฎเกณฑ์การงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม มีมูล ๑ ถึง ๑๐ พระฉัพพัคคีย์วางแผนงดปาติโมกข์ของภิกษุผู้บริสุทธิ์ก่อน เพื่อกันไม่ให้ตนถูกจับได้ว่ามีอาบัติติดตัว พระพุทธเจ้าทรงห้ามงดปาติโมกข์แก่ผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีเหตุ แล้วทรงแจกแจงหลักเกณฑ์ละเอียดว่าการงดปาติโมกข์แบบใดชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ไล่จากมีมูลเหตุ ๑ ถึง ๑๐ ข้อ เช่น ศีล อาจาระ ทิฏฐิ อาชีวะวิบัติ มีมูลหรือไม่มีมูล รวมถึงกรณีภิกษุต้องปาราชิกหรือบอกลาสิกขาที่นั่งอยู่ในที่ประชุม
  46. หน้า ๔๒๒–๔๓๒ พระอุบาลีทูลถามหลักรับพิจารณาคดีสงฆ์ และคุณสมบัติผู้กล่าวโทษที่ถูกต้อง จบมูลเหตุงดปาติโมกข์ ๑๐ ประการ จบภาณวารที่ ๑ พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภิกษุจะรับพิจารณาคดี (อธิกรณ์) ได้ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ทรงสอนหลัก ๕ ข้อ เช่น ถูกกาลหรือไม่ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ แล้วสอนคุณสมบัติผู้กล่าวโทษผู้อื่นที่ดี ๕ ข้อ คือพูดถูกกาล จริง สุภาพ มีประโยชน์ มีเมตตา และผลที่ตามมาทั้งฝ่ายกล่าวโทษและถูกกล่าวโทษเมื่อทำถูกหรือผิดหลัก ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อประจำขันธกะ
  47. หน้า ๔๓๓–๔๔๐ อรรถกถาอธิบายศัพท์ปาฏิโมกขัฏฐปนักขันธกะ ส่วนอรรถกถาไขความศัพท์และประเด็นต่างๆ ในขันธกะที่ผ่านมา เช่น ความหมายของคำว่าเน่าภายใน ชุ่มด้วยกิเลส เขตที่ถือว่างดปาติโมกข์แล้วจริงๆ และเงื่อนไขการฉวยอธิกรณ์ พร้อมยกตัวอย่างการทำสังคายนาในอดีตสามครั้ง (พระมหากัสสปะ พระยสะ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ) เป็นแบบอย่างของการวินิจฉัยอธิกรณ์โดยไม่ทำให้เดือดร้อนภายหลัง จบด้วยอธิบายหน้าที่ของจำเลยที่ถูกกล่าวโทษ
  48. หน้า ๔๔๑–๔๔๘ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวช ถูกปฏิเสธ เดินเท้าเปล่าตามไปเวสาลี ทรงรับครุธรรม ๘ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้สตรีบวชได้ พระพุทธเจ้าทรงห้ามถึงสามครั้ง พระนางเสียพระทัยมาก จึงปลงพระเกสา ทรงจีวรย้อมฝาด เดินเท้าเปล่าจนพระบาทพองตามพระพุทธเจ้าไปถึงเวสาลี พระอานนท์เห็นแล้วสงสารจึงทูลขอแทน โดยถามว่าสตรีบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าได้ พระอานนท์จึงยกคุณที่พระนางเคยเลี้ยงดูพระองค์ด้วยน้ำนมมาอ้อนวอน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตโดยมีเงื่อนไขคือครุธรรม ๘ ประการซึ่งพระนางทรงรับด้วยความปีติยินดี
  49. หน้า ๔๔๙–๔๖๒ อุปสมบทภิกษุณีสำเร็จ คำทำนายพระศาสนาเหลือ ๕๐๐ ปี และกฎว่าด้วยความสัมพันธ์ภิกษุ-ภิกษุณี การรับครุธรรมถือเป็นการอุปสมบทของพระนางโคตมีทันที พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะสตรีบวช พระศาสนาจะตั้งอยู่เพียง ๕๐๐ ปีแทนที่จะเป็น ๑๐๐๐ ปี เปรียบดังโรคระบาดในนาข้าวที่สมบูรณ์ จากนั้นทรงบัญญัติกฎมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภิกษุ-ภิกษุณี เช่น ห้ามภิกษุกราบไหว้สตรี การแสดงปาติโมกข์ การสอบและรับอาบัติ การให้โอวาท จำนวนภิกษุณีที่ไปรับโอวาทได้ และกรณีพระฉัพพัคคีย์ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณีใช้น้ำโคลนรดกันและเปิดกายล่อลวงกันจนต้องมีบทลงโทษ
  50. หน้า ๔๖๓–๔๖๙ ระเบียบดูแลภิกษุณีและกฎการวางตัว กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่นำไปสู่การบัญญัติกฎควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุกับภิกษุณี เช่น พระฉัพพัคคีย์เปิดเผยร่างกายและใช้น้ำโคลนรดภิกษุณีเพื่อยั่วยวน จึงทรงห้ามและให้ลงทัณฑ์ ทรงกำหนดระบบรับโอวาทและงดโอวาท ทรงห้ามภิกษุณีแต่งตัวจัดจ้าน ทาหน้า เปิดร้านค้า และเรื่องอื้อฉาว เช่น ภิกษุณีอดีตภรรยานักมวยทำร้ายภิกษุชรา และภิกษุณีลักลอบนำทารกที่ถูกทำแท้งใส่บาตรหนีไป
  51. หน้า ๔๗๐–๔๘๐ ผ้าประจำเดือน และคำถามคุณสมบัติก่อนบวชภิกษุณี เมื่อภิกษุณีมีประจำเดือนเปื้อนที่นอน ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าซับในและเชือกรัดเอวเฉพาะช่วงมีประจำเดือน จบภาณวารที่ 2 จากนั้นเริ่มขั้นตอนอุปสมบทภิกษุณี โดยทรงบัญญัติคำถาม 24 ข้อตรวจคุณสมบัติ (อันตรายิกธรรม) เช่น เป็นหญิงแท้ อายุครบ 20 ปี ไม่มีหนี้สิน บิดามารดาอนุญาตแล้ว พร้อมกำหนดวิธีสอนซ้อมผู้จะบวชในที่ลับก่อนถามท่ามกลางสงฆ์เพื่อไม่ให้เก้อเขิน
  52. หน้า ๔๘๑–๔๙๔ พิธีอุปสมบทภิกษุณีและจบภิกขุนีขันธกะ บรรยายพิธีอุปสมบทภิกษุณีอย่างสมบูรณ์ พร้อมเรื่องนางอัฑฒกาสีอดีตหญิงแพศยาที่ถูกนักเลงดักรอ จึงทรงอนุญาตให้อุปสมบทโดยใช้ทูตแทนตัวได้ ทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่าเพราะถูกนักเลงประทุษร้าย ทรงอนุญาตที่พักและเพื่อนคอยดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่บวชและภิกษุณีที่กำลังประพฤติมานัต ทรงห้ามนั่งขัดสมาธิ ถ่ายอุจจาระในที่โล่ง และอาบน้ำปะปนกับชาย จบภิกขุนีขันธกะที่ ๑๐ รวม ๑๐๙ เรื่อง
  53. หน้า ๔๙๕–๕๐๘ บทสรุปและอรรถกถาภิกขุนีขันธกะ คาถาสรุปหัวข้อประจำขันธกะที่ ๑๐ ทบทวนเรื่องราวทั้งหมดของภิกษุณีขันธกะ ตามด้วยอรรถกถาอธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงบ่ายเบี่ยงไม่อนุญาตให้พระนางโคตมีบวชในตอนแรก เพื่อให้สตรีเห็นคุณค่าของการบวชที่ได้มายาก และอธิบายว่าครุธรรม ๘ ข้อทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ครบ ๑,๐๐๐ ปี แทนที่จะเสื่อมเร็วเพราะสตรีบวช พร้อมไขความหมายศัพท์ต่างๆ ในขันธกะนี้
  54. หน้า ๕๐๙–๕๒๖ ปฐมสังคายนา: พระอานนท์บรรลุอรหัตต์และพระฉันนะรับพรหมทัณฑ์ หลังพุทธปรินิพพาน พระมหากัสสปะได้ยินคำพูดลบหลู่พระธรรมวินัยของพระสุภัททะ จึงคัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปทำสังคายนาครั้งแรกที่ราชคฤห์ พระอานนท์แม้ยังไม่บรรลุอรหัตต์ก็ได้รับเลือกและบรรลุธรรมในคืนก่อนวันประชุม พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัย พระอานนท์วิสัชนาพระสูตร เกิดข้อถกเถียงเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยจึงตกลงไม่ยกเลิกสิกขาบทใด พระอานนท์ถูกปรับอาบัติทุกกฏหลายข้อซึ่งท่านไม่เห็นผิดแต่ยอมแสดงอาบัติด้วยความเคารพสงฆ์ พระฉันนะถูกลงพรหมทัณฑ์จนบรรลุอรหัตต์แล้วโทษจึงระงับเอง
  55. หน้า ๕๒๗–๕๔๒ ทุติยสังคายนา: วัตถุ ๑๐ ประการและการตามหาพระเรวตะ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในปัญจสติกขันธกะ จากนั้นเริ่มเรื่องสังคายนาครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธปรินิพพานล่วง ๑๐๐ ปี ภิกษุวัชชีบุตรเมืองเวสาลีประกาศวัตถุ ๑๐ ประการว่าควรทำได้ เช่น เก็บเกลือในเขนง รับเงินทอง พระยสกากัณฑกบุตรคัดค้านจนถูกวัชชีบุตรลงโทษ จึงออกตามหาพระเถระผู้ทรงคุณมาเป็นพันธมิตร โดยเฉพาะพระเรวตะซึ่งหลบเลี่ยงไม่พบพวกวัชชีบุตรข้ามหลายเมือง จนตามทันที่สหชาตินคร แล้วพระยสถามพระเรวตะทีละข้อ ซึ่งท่านตอบว่าทั้งหมดไม่ควร
  56. หน้า ๕๔๓–๕๕๙ ทุติยสังคายนา: ไต่สวนวัตถุ ๑๐ ประการจบสมบูรณ์ (แจง ๗๐๐) คณะสงฆ์ ๘ รูป (ฝ่ายปราจีน ๔ ฝ่ายปาฐา ๔) ถูกคัดเลือกมาชำระอธิกรณ์ที่วัดวาลิการาม เมืองเวสาลี พระเรวตะถามพระสัพพกามีเถระผู้บวชมา ๑๒๐ พรรษาซึ่งเป็นศิษย์พระอานนท์โดยตรง ให้ตอบทีละข้อว่าวัตถุ ๑๐ ประการทรงห้ามที่ไหน ต้องอาบัติอะไร สรุปทุกข้อผิดธรรมผิดวินัยทั้งสิ้น เช่น การรับเงินทองต้องอาบัติปาจิตตีย์ อธิกรณ์จึงระงับด้วยมติเอกฉันท์ การสังคายนาครั้งนี้มีภิกษุร่วม ๗๐๐ รูปพอดี จึงเรียกว่าสังคายนาครั้งที่ ๒ หรือ "แจง ๗๐๐"
  57. หน้า ๕๖๐–๕๖๔ อรรถกถาสัตตสติกขันธกะและบทปิดคัมภีร์จุลวรรค อรรถกถาอธิบายรายละเอียดศัพท์ในสัตตสติกขันธกะ เช่น ความหมายของสิงคิโลณกัปปะและผ้าปูนั่งไม่มีชาย ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าคัมภีร์จุลวรรคทั้ง ๑๒ ขันธกะ ตั้งแต่กัมมักขันธกะจนถึงสัตตสติกขันธกะจบสมบูรณ์แล้ว เป็นการปิดเล่มพระวินัยปิฎกอย่างเป็นทางการ พร้อมคำอธิษฐานให้ความหวังอันงามของสรรพสัตว์สำเร็จผล เช่นเดียวกับที่การแต่งอรรถกถานี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี