ทีฆนิกาย มหาวรรค

ฉบับ มจร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๐ · ๓๗๒ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๙ มหาปทานสูตร: ปรารภปุพเพนิวาส และพุทธวงศ์ ๗ พระองค์โดยย่อ ณ พระเชตวัน ภิกษุสนทนาเรื่องปุพเพนิวาสค้างไว้ พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสถามแล้วทรงแสดงธรรมีกถาเปรียบเทียบพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ในอดีต (วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และพระองค์เอง) ทั้งพระชาติ พระโคตร พระชนมายุ ต้นไม้ตรัสรู้ คู่พระอัครสาวก การประชุมสาวก พระอุปัฏฐาก และราชตระกูล
  2. หน้า ๑๐–๒๐ พระประวัติพระวิปัสสีพุทธเจ้าโดยพิสดาร: กฎธรรมดาพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ และมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ทรงเจาะจงเล่าพระประวัติพระวิปัสสีพุทธเจ้าองค์เดียวโดยละเอียด เริ่มจากกฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ๑๖ ข้อ ตั้งแต่จุติจากดุสิตจนถึงประสูติ จากนั้นพราหมณ์โหราจารย์ทำนายมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการที่บ่งบอกคติ ๒ อย่างคือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า
  3. หน้า ๒๑–๓๐ เหตุที่ทรงพระนามว่า 'วิปัสสี' และเทวทูต ๔ สู่การเสด็จออกผนวช อธิบายที่มาพระสมญา 'วิปัสสี' จากพระอุปนิสัยเพ่งดูไม่กะพริบพระเนตรและวินิจฉัยคดีแม่นยำ ต่อมาเมื่อเสด็จประพาสอุทยาน ทรงพบเทวทูตทั้งสี่คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต ทำให้ทรงสลดพระทัยในสังขาร จนตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช พร้อมมหาชน ๘๔,๐๐๐ คนที่บวชตามเสด็จ
  4. หน้า ๓๑–๓๖ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงปลีกวิเวกและตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท หลังผนวชพร้อมบริวาร พระวิปัสสีโพธิสัตว์เสด็จหลีกออกจากหมู่ประทับอยู่ผู้เดียว ทรงพิจารณาโดยแยบคายจนตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิด (สมุทัยวาร) และสายดับ (นิโรธวาร) จนพระญาณจักษุเกิดขึ้นและจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย
  5. หน้า ๓๖–๔๑ ท้าวมหาพรหมสหัมบดีทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม แรกตรัสรู้ พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงเห็นว่าธรรมที่ตรัสรู้ลึกซึ้งยากจะสอนหมู่สัตว์ผู้ยินดีในกาม จึงทรงน้อมพระทัยจะไม่แสดงธรรม จนท้าวมหาพรหมทราบและทูลอาราธนาถึง ๓ ครั้ง พระองค์จึงทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ เปรียบด้วยดอกบัว ๓ เหล่า แล้วทรงรับจะแสดงธรรม
  6. หน้า ๔๑–๔๖ ทรงแสดงธรรมโปรดพระขัณฑะและติสสะ พร้อมมหาชนและบรรพชิตผู้บวชตามเสด็จ พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระราชโอรสขัณฑะและบุตรปุโรหิตติสสะที่เขมมฤคทายวัน ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ จนทั้งสองบรรลุธรรมและขอบวช จากนั้นมหาชนและบรรพชิตบริวารเดิมต่างทยอยมาฟังธรรมและบรรลุอรหัตตผลตามลำดับ
  7. หน้า ๔๖–๕๖ ทรงส่งสาวกประกาศศาสนา แสดงโอวาทปาติโมกข์ เยือนพรหมโลกสุทธาวาส จบมหาปทานสูตร เมื่อมีภิกษุจำนวนมากในกรุงพันธุมดี พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงส่งสาวกออกจาริกประกาศพระศาสนา นัดกลับมาแสดงปาติโมกข์ทุก ๖ ปี ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์คาถา จากนั้นทรงเล่าการเสด็จเยือนพรหมโลกชั้นสุทธาวาสและรับฟังคำกราบทูลของเทวดาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ ก่อนตรัสสรุปจบมหาปทานสูตร
  8. หน้า ๕๗–๗๖ มหานิทานสูตร: ปฏิจจสมุปบาทฉบับพิสดาร พระอานนท์กราบทูลว่าปฏิจจสมุปบาทดูเหมือนง่าย พระพุทธเจ้าตรัสค้านว่าลึกซึ้งยิ่ง แล้วทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดารด้วยชุดคำถามตอบไล่เรียงเหตุปัจจัยตั้งแต่ชรามรณะย้อนไปถึงวิญญาณกับนามรูปที่อิงอาศัยกัน ขยายสายตัณหาที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาท จากนั้นอธิบายการบัญญัติและไม่บัญญัติอัตตา ๔ แบบ วิญญาณฐิติ ๗ ประการและอายตนะ ๒ และวิโมกข์ ๘ ประการ จบสูตร
  9. หน้า ๗๗–๘๑ มหาปรินิพพานสูตร: อชาตศัตรูคิดปราบวัชชี และราชอปริหานิยธรรม ๗ พระเจ้าอชาตศัตรูมีพระประสงค์ปราบแคว้นวัชชี ส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสราชอปริหานิยธรรม ๗ ประการที่เคยแสดงแก่เจ้าวัชชี วัสสการพราหมณ์สรุปว่าไม่ควรทำสงครามกับวัชชีโดยตรง
  10. หน้า ๘๑–๘๘ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๖ หมวด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไม่เป็นเหตุเสื่อมแก่ภิกษุสงฆ์ที่ประชุมกันในกรุงราชคฤห์ ๖ หมวด: การประชุมสงฆ์และสิกขาบท เถระ ตัณหา เสนาสนะป่า, ไม่ชอบการงาน/พูดคุย/นอนหลับ, ศรัทธาหิริโอตตัปปะพหูสูต, โพชฌงค์ ๗, สัญญา ๗, และเมตตากายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรมกับศีลทิฏฐิร่วมกัน
  11. หน้า ๘๙–๙๘ เสด็จอัมพลัฏฐิกาวัน นาฬันทา ปาฏลิคาม สร้างเมืองปาฏลีบุตร ข้ามคงคา เสด็จจากราชคฤห์ไปอัมพลัฏฐิกาวัน แล้วนาฬันทา (พระสารีบุตรบันลือสีหนาทเรื่องปัญญาของพระพุทธเจ้า) แล้วปาฏลิคาม (แสดงโทษของคนทุศีลและอานิสงส์ของคนมีศีล) มหาอำมาตย์สุนีธะ-วัสสการะสร้างเมืองปาฏลีบุตร ทรงพยากรณ์ความเจริญและภัย ๓ อย่างของเมือง แล้วเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาด้วยฤทธิ์ ตรัสอุทาน จบภาณวารที่ ๑
  12. หน้า ๙๙–๑๑๑ โกฏิคาม นาทิกคาม เวสาลี(อัมพปาลี) เวฬุวคาม — ทรงประชวรหนัก แสดงอริยสัจ ๔ ที่โกฏิคาม ตอบคำถามอานนท์เรื่องคติของผู้ล่วงลับที่นาทิกคามและแสดง 'แว่นธรรม' แล้วเสด็จเวสาลี นางอัมพปาลีคณิกาชนะใจเจ้าลิจฉวีถวายภัตตาหารและถวายสวนมะม่วงแก่สงฆ์ จากนั้นเข้าจำพรรษาที่เวฬุวคาม ทรงประชวรหนักจวนปรินิพพานแต่ทรงข่มอาพาธ ตรัสเรื่อง 'มีตนเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง' จบคามกัณฑ์และภาณวารที่ ๒
  13. หน้า ๑๑๒–๑๑๙ ปาวาลเจดีย์: นิมิตโอภาส มารทูลขอปรินิพพาน ทรงปลงพระชนมายุสังขาร แผ่นดินไหว ที่ปาวาลเจดีย์ทรงทำนิมิตโอภาสเรื่องอิทธิบาท ๔ แต่อานนท์ไม่ทันสังเกตจึงไม่ทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ มารมากราบทูลให้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ตรัสเหตุปัจจัย ๘ ประการแห่งแผ่นดินไหว และแสดงบริษัท ๘ จำพวกที่เคยเสด็จเข้าไปหา
  14. หน้า ๑๒๐–๑๒๕ อภิภายตนะ ๘ วิโมกข์ ๘ (ซ้ำ) และทรงเล่าเรื่องมารย้อนอดีต แสดงอภิภายตนะ ๘ ประการและวิโมกข์ ๘ ประการซ้ำอีกครั้ง แล้วทรงเล่าย้อนอดีตเมื่อแรกตรัสรู้ที่ต้นอชปาลนิโครธซึ่งมารเคยทูลขอให้ปรินิพพานแต่ยังไม่ทรงรับ จนกระทั่งบัดนี้ที่ปาวาลเจดีย์จึงทรงรับคำอาราธนาว่าจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือน
  15. หน้า ๑๒๖–๑๓๐ พระอานนท์ทูลอาราธนา และทรงแสดงอานุภาพอิทธิบาท ๔ ประการ พระอานนท์ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ ๓ ครั้งแต่สายเกินไป พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นความบกพร่องของอานนท์ที่ไม่ทันทูลขอเมื่อทรงทำนิมิตชัดเจน แล้วทรงแสดงอานุภาพอิทธิบาท ๔ โดยไล่รำลึกสถานที่ต่างๆ ในกรุงราชคฤห์และเวสาลีที่เคยทรงแสดงนิมิตแบบเดียวกัน
  16. หน้า ๑๓๐–๑๓๒ ทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสังเวชนียธรรม ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่งคือสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรคมีองค์ ๘ แล้วตรัสคาถาสังเวชนียธรรมว่าอีก ๓ เดือนจะปรินิพพาน จบภาณวารที่ ๓
  17. หน้า ๑๓๒–๑๓๔ การทอดพระเนตรกรุงเวสาลีครั้งสุดท้าย และเสด็จสู่ภัณฑุคาม ทอดพระเนตรกรุงเวสาลีเป็นครั้งสุดท้ายอย่างช้างมอง แล้วเสด็จภัณฑุคาม ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ คืออริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ อันเป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
  18. หน้า ๑๓๔–๑๓๗ มหาปเทส ๔ ประการ เสด็จผ่านหัตถีคาม อัมพคาม ชัมพุคาม ถึงโภคนคร ทรงแสดงมหาปเทส ๔ ประการ หลักตรวจสอบคำที่อ้างว่าเป็นพุทธพจน์โดยเทียบกับพระสูตรและพระวินัย
  19. หน้า ๑๓๗–๑๔๑ เรื่องนายจุนทกัมมารบุตร เสวยสุกรมัททวะ และเสด็จสู่กุสินารา เสด็จถึงกรุงปาวา นายจุนทะถวายภัตตาหารมีสุกรมัททวะ หลังเสวยทรงประชวรหนักลงพระบังคนเป็นโลหิต จึงมุ่งสู่กุสินารา ระหว่างทางทรงกระหายน้ำ พระอานนท์ตักน้ำที่ขุ่นแต่กลับใสสะอาดด้วยพุทธานุภาพ
  20. หน้า ๑๔๑–๑๔๕ เรื่องปุกกุสะ มัลลบุตร และถวายผ้าสีทอง ปุกกุสะเข้าเฝ้าและเลื่อมใสในธรรมเรื่องความสงบแห่งจิต ถวายผ้าสีทองเนื้อละเอียดคู่หนึ่ง เมื่อทรงครองแล้วพระฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก พระพุทธเจ้าตรัสว่าความบริสุทธิ์เช่นนี้มีเพียง ๒ คราวคือคืนตรัสรู้และคืนปรินิพพาน พร้อมประกาศว่าจะปรินิพพานในค่ำคืนนี้
  21. หน้า ๑๔๕–๑๔๗ เสด็จสรงน้ำกกุธานที และรับสั่งบรรเทาความร้อนใจนายจุนทะ เสด็จลงสรงและดื่มน้ำในแม่น้ำกกุธา ทรงพักผ่อนกับพระจุนทกะ แล้วรับสั่งให้พระอานนท์ไปบรรเทาความร้อนใจนายจุนทกัมมารบุตรว่าบิณฑบาตมื้อสุดท้ายมีอานิสงส์เท่าบิณฑบาตก่อนตรัสรู้ จบภาณวารที่ ๔
  22. หน้า ๑๔๗–๑๕๐ เสด็จสู่ควงไม้สาละทั้งคู่และทรงบรรทมสีหไสยา เสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีสู่สาลวัน บรรทมระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ดอกสาละและดอกมณฑารพทิพย์ร่วงหล่นบูชา ทรงสอนว่าการปฏิบัติธรรมคือการบูชาแท้จริง มีเรื่องพระอุปวาณะถูกให้ถอยเพราะเทวดามาชุมนุมแน่นขนัดเพื่อเฝ้าครั้งสุดท้าย
  23. หน้า ๑๕๐–๑๕๒ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล และข้อปฏิบัติต่อสตรี ตรัสสังเวชนียสถาน ๔ แห่งที่ควรไปดู คือที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน แล้วตอบคำถามพระอานนท์เรื่องปฏิบัติต่อสตรีว่าอย่าดู อย่าพูดด้วย หากจำเป็นให้ตั้งสติ
  24. หน้า ๑๕๒–๑๕๔ การปฏิบัติต่อพระสรีระ และถูปารหบุคคล ๔ จำพวก ตรัสว่าภิกษุไม่ต้องกังวลเรื่องบูชาพระสรีระ ให้เป็นหน้าที่คฤหัสถ์ผู้เลื่อมใสปฏิบัติเช่นพระบรมศพพระเจ้าจักรพรรดิ และตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกที่ควรสร้างสถูปถวาย
  25. หน้า ๑๕๔–๑๕๘ ความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์ พระอานนท์ร้องไห้ในวิหารด้วยความเสียใจ พระพุทธเจ้าทรงปลอบและสรรเสริญว่าเป็นอุปัฏฐากยอดเยี่ยม ทรงแสดงคุณสมบัติน่าอัศจรรย์ ๔ ประการของอานนท์ที่เทียบได้กับพระเจ้าจักรพรรดิ
  26. หน้า ๑๕๘–๑๕๙ พระอานนท์ทูลขอให้ปรินิพพานในเมืองใหญ่ พระอานนท์ทูลขอให้เสด็จปรินิพพานในเมืองใหญ่แทนกุสินาราซึ่งเป็นเมืองเล็ก พระพุทธเจ้าทรงห้ามและเล่าว่ากุสินาราเคยเป็นกรุงกุสาวดีราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะมาก่อน
  27. หน้า ๑๕๙–๑๖๔ แจ้งข่าวแก่เจ้ามัลละ และเรื่องสุภัททปริพาชก พระอานนท์แจ้งข่าวให้เจ้ามัลละรีบมาเฝ้าครั้งสุดท้าย ถวายอภิวาทตลอดปฐมยาม ระหว่างนั้นสุภัททปริพาชกขอเข้าเฝ้า ฟังธรรมเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วขอบวชและได้เป็นพระอรหันต์สักขิสาวกองค์สุดท้าย จบภาณวารที่ ๕
  28. หน้า ๑๖๔–๑๖๗ พระปัจฉิมโอวาท ตรัสว่าธรรมวินัยจะเป็นศาสดาแทนพระองค์ วางระเบียบการเรียกขานกันในสงฆ์ การถอนสิกขาบทเล็กน้อย พรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ แล้วตรัสถามภิกษุ ๓ ครั้งว่ามีข้อสงสัยหรือไม่ ไม่มีผู้ถาม จึงตรัสพระปัจฉิมวาจาว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา จงทำหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท
  29. หน้า ๑๖๗–๑๗๐ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงเข้าฌานสมาบัติตามลำดับจนถึงจตุตถฌานแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ท้าวสหัมบดีพรหม ท้าวสักกะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์กล่าวคาถาสังเวช ภิกษุที่ยังมีราคะร้องไห้คร่ำครวญ พระอนุรุทธะและพระอานนท์แสดงธรรมีกถาตลอดคืนยันรุ่ง
  30. หน้า ๑๗๐–๑๗๔ บูชาพระพุทธสรีระ ๗ วัน และอัญเชิญสู่มกุฏพันธนเจดีย์ พระอานนท์แจ้งข่าวปรินิพพานแก่เจ้ามัลละ บูชาพระสรีระด้วยฟ้อนรำขับร้องตลอด ๗ วัน จะอัญเชิญไปทิศใต้แต่ยกไม่ขึ้นเพราะเทวดาประสงค์ให้อัญเชิญผ่านใจกลางเมืองไปทิศตะวันออก ห่อพระสรีระด้วยผ้าและสำลี ๑,๐๐๐ ชั้นแบบพระเจ้าจักรพรรดิเตรียมถวายพระเพลิง
  31. หน้า ๑๗๔–๑๗๗ เรื่องพระมหากัสสปเถระ และถวายพระเพลิง พระมหากัสสปะพร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูปทราบข่าวระหว่างทาง ภิกษุสุภัททะผู้บวชแก่กล่าวจ้วงจาบดีใจที่พ้นพระพุทธเจ้า พระมหากัสสปะตักเตือน จิตกาธานไม่ติดไฟจนพระมหากัสสปะถวายอภิวาทก่อน ถวายพระเพลิงแล้วพระสรีระไหม้หมดไม่เหลือเถ้าเขม่า
  32. หน้า ๑๗๗–๑๘๐ แจกพระบรมสารีริกธาตุ (จบมหาปรินิพพานสูตร) กษัตริย์และพราหมณ์จากเมืองต่างๆ ส่งทูตขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เจ้ามัลละปฏิเสธในตอนแรก จนโทณพราหมณ์เจรจาให้แบ่งเป็น ๘ ส่วนเท่ากัน สร้างพระสถูปประดิษฐานในเมืองต่างๆ รวมสถูปทะนานและพระอังคาร เป็นอันจบมหาปรินิพพานสูตร
  33. หน้า ๑๘๑–๑๘๓ เริ่มมหาสุทัสสนสูตร กรุงกุสาวดีราชธานี ทรงเล่าย้อนว่ากุสินาราเคยเป็นกรุงกุสาวดีราชธานีของพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะ เจริญรุ่งเรือง มีกำแพง ๗ ชั้น ประตู ๔ สี และแถวต้นตาล ๗ แถวที่ส่งเสียงไพเราะยามต้องลม
  34. หน้า ๑๘๓–๑๘๕ แก้ว ๗ ประการ ตอนที่ ๑ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เริ่มจากจักรแก้วทิพย์ที่หมุนพิชิตทิศทั้งสี่โดยไม่ใช้อาวุธ ช้างแก้วและม้าแก้วที่เหาะได้และเลียบแผ่นดินได้ในเช้าเดียว
  35. หน้า ๑๘๕–๑๘๘ แก้ว ๗ ประการ ตอนที่ ๒ และฤทธิ์ ๔ ประการ มณีแก้วส่องสว่างได้ ๑ โยชน์ นางแก้วผู้งดงามซื่อสัตย์ คหบดีแก้วผู้มีตาทิพย์เห็นขุมทรัพย์ ปริณายกแก้วผู้ฉลาด ครบแก้ว ๗ ประการ แล้วทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ ๔ ประการคือพระรูปงาม พระชนมายุยืน โรคาพาธน้อย เป็นที่รักของพราหมณ์คหบดี
  36. หน้า ๑๘๘–๑๙๐ สร้างธรรมปราสาทและสระโบกขรณี (เริ่ม) พราหมณ์คหบดีขออาสาสร้างพระราชนิเวศน์ถวาย ท้าวสักกะส่งวิสสุกรรมเทพบุตรมาเนรมิตธรรมปราสาทซึ่งมีเสาและเรือนยอดนับหมื่น ประดับรัตนะ ๗ ชนิด
  37. หน้า ๑๙๑–๒๐๔ มหาสุทัสสนสูตร (ตอนจบ): สระโบกขรณี ฤทธิ์เพิ่มเติม สมบัติ ๘๔,๐๐๐ อย่าง และปรินิพพาน เนื้อหาต่อจากการสร้างธรรมปราสาท กล่าวถึงสระโบกขรณีและคหบดีแก้วปริณายกแก้วจบแก้ว ๗ ประการ การเจริญฌานและพรหมวิหาร สมบัติ ๘๔,๐๐๐ อย่าง พระนางสุภัททาเทวีเข้าเฝ้าและพระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเกิดความสังเวชก่อนสวรรคตไปเกิดในพรหมโลก ปิดท้ายด้วยพระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าพระองค์เองคือพระเจ้ามหาสุทัสสนะในอดีตชาติ และจบสูตรด้วยคาถาสังขารไม่เที่ยง
  38. หน้า ๒๐๕–๒๒๖ ชนวสภสูตร: ชนวสภยักษ์ทูลเรื่องการอุบัติของชาวมคธและเทวสภา พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์คติของชาวนาทิกคาม แต่มิได้พยากรณ์ชาวมคธ พระอานนท์ทูลเลียบเคียง ต่อมายักษ์ชื่อชนวสภะ (คืออดีตพระเจ้าพิมพิสาร) ปรากฏตนทูลเล่าเรื่องเทวสภาที่ดาวดึงส์ การปรากฏของสนังกุมารพรหม ผู้แสดงธรรมเรื่องอิทธิบาท ๔ วิธีบรรลุโอกาส ๓ สติปัฏฐาน ๔ และบริขารแห่งสมาธิ ๗ แก่เหล่าเทพ จบด้วยผลคือชาวมคธกว่า ๒,๔๐๐,๐๐๐ คนเป็นโสดาบัน
  39. หน้า ๒๒๗–๒๕๘ มหาโควินทสูตร: ปัญจสิขคนธรรพ์เล่าเรื่องมหาโควินทพราหมณ์ ปัญจสิขคนธรรพ์ทูลเล่าเทวสภาที่ดาวดึงส์และท้าวสักกะประกาศพระคุณตามความเป็นจริง ๘ ประการของพระพุทธเจ้า จากนั้นเล่าเรื่องมหาโควินทพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิต ๗ แคว้น แบ่งแผ่นดินและสร้างเมืองหลวง ๗ เมือง ต่อมาหลีกเร้นเพ่งกรุณาฌาน ๔ เดือนจนได้พบและสนทนากับสนังกุมารพรหมเรื่องทางสู่พรหมโลกและกลิ่นชั่วร้าย จึงตัดสินใจออกบวช ทูลลาพระเจ้าเรณุและกษัตริย์ ๖ พระองค์ผู้ขอต่อรองเวลาก่อนจะบวชตาม ปิดท้ายด้วยพระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าพระองค์คือมหาโควินทพราหมณ์ในอดีต และทรงชี้ความต่างระหว่างพรหมจรรย์แบบเดิม (ไปพรหมโลก)
  40. หน้า ๒๕๙–๒๗๒ มหาสมยสูตร เทวดาจากหมื่นโลกธาตุมาประชุมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่ามหาวัน กรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์ตรัสคาถาระบุชื่อหมู่เทพ ยักษ์ ท้าวจตุมหาราช คนธรรพ์ นาค ครุฑ อสูร และเหล่าพรหมที่มาร่วมประชุม ปิดท้ายด้วยเรื่องมารส่งเสนามารไปรบกวนแต่พ่ายแพ้ต่อพุทธานุภาพ
  41. หน้า ๒๗๓–๓๐๐ สักกปัญหสูตร ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ถ้ำอินทสาละ โดยให้ปัญจสิขะคันธรรพบุตรบรรเลงพิณขับกล่อมก่อน แล้วทูลถามปัญหาไล่เรียงตั้งแต่ตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งความริษยา/ตระหนี่/วิวาท ไปจนถึงการสำรวมอินทรีย์และปาติโมกข์ จบด้วยท้าวสักกะและเทวดา ๘๐,๐๐๐ องค์ได้ดวงตาเห็นธรรม
  42. หน้า ๓๐๑–๓๐๖ มหาสติปัฏฐานสูตร (เริ่มต้น): อุทเทส และกายานุปัสสนาหมวดต้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ เริ่มจากอุทเทสแล้วขยายความกายานุปัสสนา ได้แก่ หมวดลมหายใจเข้าออก อิริยาบถ สัมปชัญญะ และปฏิกูลมนสิการ
  43. หน้า ๓๐๗–๓๐๘ กายานุปัสสนา หมวดมนสิการธาตุ ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้ตามที่ตั้งอยู่โดยความเป็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เปรียบเหมือนคนฆ่าโคแบ่งอวัยวะออกเป็นส่วนๆ นั่งอยู่ที่ทางสี่แพร่ง
  44. หน้า ๓๐๘–๓๑๓ กายานุปัสสนา หมวดป่าช้า ๙ หมวด (จบกายานุปัสสนา) ภิกษุพิจารณาซากศพในป่าช้า ๙ ระยะตั้งแต่ศพขึ้นอืดจนถึงกระดูกผุป่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วน้อมเข้ามาเปรียบกับกายตนเองว่าไม่ล่วงพ้นสภาพเช่นนั้นไปได้
  45. หน้า ๓๑๓–๓๑๔ เวทนานุปัสสนา ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย รู้ชัดสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ทั้งที่มีอามิสและไม่มีอามิส
  46. หน้า ๓๑๔–๓๑๕ จิตตานุปัสสนา ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต รู้ชัดจิตมีราคะ-ปราศจากราคะ จิตหดหู่-ฟุ้งซ่าน จิตเป็นสมาธิ-ไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น-ไม่หลุดพ้น เป็นต้น
  47. หน้า ๓๑๖–๓๑๗ ธัมมานุปัสสนา หมวดนิวรณ์ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคือนิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา รู้ชัดความเกิดและความดับของแต่ละอย่าง
  48. หน้า ๓๑๘–๓๑๙ ธัมมานุปัสสนา หมวดขันธ์ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคืออุปาทานขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) รู้ชัดความเกิดและความดับของแต่ละขันธ์
  49. หน้า ๓๑๙–๓๒๑ ธัมมานุปัสสนา หมวดอายตนะ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคืออายตนะภายใน ๖ และภายนอก ๖ รู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดจากอายตนะแต่ละคู่ และเหตุแห่งการเกิด-ละ-ไม่เกิดอีกของสังโยชน์นั้น
  50. หน้า ๓๒๑–๓๒๓ ธัมมานุปัสสนา หมวดโพชฌงค์ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายคือโพชฌงค์ ๗ (สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) รู้ชัดความมีอยู่ ความเกิดขึ้น และความเจริญบริบูรณ์ของแต่ละองค์
  51. หน้า ๓๒๔–๓๒๘ ธัมมานุปัสสนา หมวดสัจจะ: ทุกขสัจจนิทเทส อธิบายทุกขอริยสัจโดยละเอียด ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์กาย โทมนัส อุปายาส การประสบสิ่งไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งรัก การไม่ได้สิ่งปรารถนา และโดยย่อคืออุปาทานขันธ์ ๕
  52. หน้า ๓๒๙–๓๓๑ สมุทยสัจจนิทเทส อธิบายทุกขสมุทยอริยสัจคือตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) และแสดงว่าตัณหาเกิดและตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูป คือ อายตนะ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา วิตก วิจาร โดยละเอียด
  53. หน้า ๓๓๒–๓๓๔ นิโรธสัจจนิทเทส อธิบายทุกขนิโรธอริยสัจคือความดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ แสดงว่าตัณหาละและดับที่ปิยรูปสาตรูปเดียวกันกับที่กล่าวในสมุทยสัจจ์
  54. หน้า ๓๓๕–๓๓๘ มัคคสัจจนิทเทส อธิบายอริยมรรคมีองค์ ๘ ทีละองค์ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ และสมาธิ (อธิบายฌาน ๔) ปิดท้ายด้วยสรุปธัมมานุปัสสนาทั้งหมด
  55. หน้า ๓๓๘–๓๔๐ อานิสงส์แห่งการเจริญสติปัฏฐาน ๔ และจบมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงผลของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตั้งแต่ ๗ ปีลดหลั่นลงมาจนถึง ๗ วัน ว่าพึงหวังอรหัตตผลหรืออนาคามีผล ปิดท้ายด้วยพุทธดำรัสว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย
  56. หน้า ๓๔๑–๓๕๒ ปายาสิสูตร ตอนที่ ๑: เรื่องเจ้าปายาสิและอุปมาชุดแรก เจ้าปายาสิผู้ครองเมืองเสตัพยะมีทิฏฐิว่าไม่มีโลกหน้า พระกุมารกัสสปะโต้แย้งด้วยอุปมาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ อุปมาโจรที่ไม่ได้รับการผ่อนผันจากเพชฌฆาต อุปมาเทพชั้นดาวดึงส์ และอุปมาคนตาบอดแต่กำเนิดที่ปฏิเสธสิ่งที่ตนไม่เคยเห็น
  57. หน้า ๓๕๓–๓๕๙ ปายาสิสูตร ตอนที่ ๒: อุปมาชุดกลาง จบภาณวารที่ ๑ พระกุมารกัสสปะยกอุปมาสตรีมีครรภ์ผู้แหวะท้อง อุปมาโจรถูกต้มในหม้อและชั่งน้ำหนักศพ อุปมาคนหลับฝัน อุปมาก้อนเหล็กร้อน และอุปมาการเป่าสังข์ที่ต้องอาศัยคนและลมจึงมีเสียง เพื่อหักล้างทิฏฐิว่าไม่มีวิญญาณหรือชีวะ จบภาณวารที่ ๑
  58. หน้า ๓๕๙–๓๖๘ ปายาสิสูตร ตอนที่ ๓: อุปมาชุดท้ายก่อนเจ้าปายาสิกลับใจ พระกุมารกัสสปะยกอุปมาชฎิลผู้บูชาไฟหาไฟผิดวิธี อุปมานายกองเกวียนสองกองที่กองหนึ่งเชื่อคนแปลกหน้าจนพินาศ อุปมาคนทูนห่ออุจจาระและนักเลงสกาโกงกลืนลูกสกาพิษ และอุปมาคนหอบเปลือกป่านที่ไม่ยอมทิ้งของด้อยค่าเพื่อแลกทอง สอนให้เจ้าปายาสิสละทิฏฐิผิด
  59. หน้า ๓๖๘–๓๗๒ ปายาสิสูตร ตอนที่ ๔: ทรงรับสรณคมน์ ยัญพิธี เรื่องอุตตรมาณพ และจบเล่ม เจ้าปายาสิทรงเลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระกุมารกัสสปะสอนวิธีบูชายัญที่ถูกต้องไม่เบียดเบียนสัตว์ เรื่องอุตตรมาณพผู้ให้ทานด้วยความเคารพจึงไปเกิดเป็นเทพดาวดึงส์ต่างจากเจ้าปายาสิที่ให้ทานอย่างโยนทิ้งจึงได้เพียงวิมานว่างเปล่า ปายาสิเทพบุตรมายืนยันเรื่องนี้แก่พระควัมปติ จบปายาสิสูตรและจบทีฆนิกาย มหาวรรค