ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

ฉบับ มจร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๑ · ๔๓๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒๗ ปาฏิกสูตร (ตอนต้น): สุนักขัตตะบอกคืนศาสนา และคำพยากรณ์นักบวชเปลือย ๓ คน เจ้าลิจฉวีสุนักขัตตะทูลบอกคืนพระศาสนาต่อภัคควโคตรปริพาชก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และไม่ทรงประกาศทฤษฎีต้นกำเนิดโลก พระพุทธเจ้าตรัสเล่าคำพยากรณ์ที่เป็นจริงเรื่องนักบวชเปลือยโกรักขัตติยะ (ตายด้วยโรค ศพยังลุกขึ้นยืนยันคำพยากรณ์) และกฬารมัชฌกะ (เสื่อมยศกลับมีเมีย) รวมถึงนักบวชเปลือยปาฏิกบุตรผู้อวดจะแข่งแสดงฤทธิ์แต่กลับขนพองไม่กล้ามาเผชิญหน้า
  2. หน้า ๒๗–๓๔ ปาฏิกสูตร (ตอนปลาย): ทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ๔ ประการ (จบสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสตอบภัคควโคตรปริพาชกถึงทฤษฎีกำเนิดโลก ๔ แบบที่สมณพราหมณ์ถือกัน คือ พระอิศวร/พรหมสร้างโลก, เกิดจากเทพขิฑฑาปโทสิกะผู้หมกมุ่นสนุกจนหลงลืมสติ, เทพมโนปโทสิกะผู้จ้องจับผิดกันจนมุ่งร้าย, และเกิดขึ้นเอง ทรงชี้ว่าพระองค์ทรงรู้ทั้งทฤษฎีและความเป็นมาแต่ไม่ทรงยึดมั่น จบด้วยภัคควโคตรปริพาชกเลื่อมใสศรัทธา จบปาฏิกสูตร
  3. หน้า ๓๕–๔๔ อุทุมพริกสูตร (ตอนต้น): ปริพาชกนิโครธ และลัทธิกีดกันบาปด้วยตบะที่บริบูรณ์แต่มีอุปกิเลส สันธานคหบดีพบนิโครธปริพาชกผู้ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาเปิดโอกาสให้นิโครธถามเรื่องลัทธิกีดกันบาปด้วยตบะ ทรงแสดงลักษณะตบะที่บริบูรณ์แล้วทรงชี้อุปกิเลส ๒๒ ข้อของตบะแม้บริบูรณ์ก็ยังเศร้าหมอง เช่น ยึดติดยินดีในตบะ ยกตนข่มผู้อื่น มัวเมาลาภสักการะ ริษยา โอ้อวด พูดเท็จปิดบังความผิด
  4. หน้า ๔๔–๕๘ อุทุมพริกสูตร (ตอนปลาย): ระดับความบริสุทธิ์ของตบะ และคำสารภาพผิดของนิโครธ (จบสูตร) พระพุทธเจ้าไล่ลำดับความบริสุทธิ์ของตบะจากไม่มีอุปกิเลส ๒๒ ข้อ เพิ่มศีลและพรหมวิหาร ๔ เพิ่มปุพเพนิวาสานุสติญาณ-ระลึกชาติ เพิ่มทิพยจักษุและรู้กรรมของสัตว์ แต่ยังไม่เท่าธรรมที่ทรงสอนสาวก ปริพาชกทั้งหมดนิ่งอับอาย นิโครธสารภาพผิด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมว่าผู้ปฏิบัติตรงบรรลุได้ภายใน ๗ วัน จบสูตรด้วยทรงเหาะกลับภูเขาคิชฌกูฏ
  5. หน้า ๕๙–๖๖ จักกวัตติสูตร (๑): พระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิและจักรวรรดิวัตร เรื่องพระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิผู้ทรงธรรมและจักรแก้วอันเป็นทิพย์ พระราชฤๅษีทรงสอนจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐแก่รัชทายาท คือยึดธรรมเป็นใหญ่ ให้ทานแก่ผู้ยากไร้ และปรึกษาสมณพราหมณ์ เมื่อกษัตริย์จักรพรรดิองค์ที่ ๗ ทรงละเลยไม่ประพฤติวัตรนี้ บ้านเมืองจึงเริ่มเสื่อม
  6. หน้า ๖๗–๘๒ จักกวัตติสูตร (๒): วัฏจักรความเสื่อม-เจริญของอายุขัยมนุษย์และพระศรีอริยเมตไตรย (จบสูตร) เมื่อกษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์แก่คนยากไร้ ความขัดสนนำไปสู่โจรกรรม ฆ่า โกหก จนอายุขัยมนุษย์ลดจาก ๘๐,๐๐๐ ปีเหลือ ๑๐ ปีในยุคมิคสัญญี มนุษย์ฆ่ากันด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นเนื้อ ก่อนบางส่วนจะสำนึกกลับมาสมาทานกุศลธรรมจนอายุขัยเพิ่มกลับสู่ ๘๐,๐๐๐ ปี ซึ่งจะมีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามสังขะและพระพุทธเจ้าพระนามเมตไตรยเสด็จอุบัติ
  7. หน้า ๘๓–๘๗ อัคคัญญสูตร (๑): ข้อกล่าวหาเรื่องวรรณะพราหมณ์ สามเณรวาเสฏฐะและภารทวาชะผู้เคยเป็นพราหมณ์ถูกพราหมณ์ด่าว่าละทิ้งวรรณะประเสริฐมาบวช พระพุทธเจ้าตรัสหักล้างว่าคำกล่าวอ้างว่าพราหมณ์บริสุทธิ์กว่าวรรณะอื่นไม่เป็นความจริง เพราะทุกวรรณะเกิดจากครรภ์มารดาเช่นเดียวกัน ผู้เลิศที่สุดคือพระอรหันต์ผู้บริบูรณ์ด้วยธรรม ไม่ใช่โดยชาติกำเนิด
  8. หน้า ๘๘–๑๐๒ อัคคัญญสูตร (๒): กำเนิดโลกและกำเนิดวรรณะ ๔ (จบสูตร) ทรงแสดงกำเนิดโลกและมนุษย์ตั้งแต่ยุคสัตว์มีรัศมีในตัวเอง จนบริโภคง้วนดิน สะเก็ดดิน เครือดิน และข้าวสาลีตามลำดับ ทำให้ร่างกายหยาบขึ้น เกิดเพศหญิงชาย เกิดการสะสมทรัพย์และอทินนาทาน จึงมีการแต่งตั้ง 'มหาสมมติ' ผู้ปกครอง อันเป็นที่มาของวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และสมณะ สรุปว่าธรรมประเสริฐที่สุดในหมู่ชน
  9. หน้า ๑๐๓–๑๒๔ สัมปสาทนียสูตร: พระสารีบุตรบันลือสีหนาทและเทศนาอันยอดเยี่ยม (จบสูตร) พระสารีบุตรกราบทูลเลื่อมใสว่าไม่มีผู้ใดมีปัญญาเหนือกว่าพระพุทธเจ้าในทางพระสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงซักว่าท่านหยั่งรู้พระทัยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์หรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าใช้วิธีอนุมานจากธรรมที่ทรงแสดง จากนั้นแสดงเทศนาอันยอดเยี่ยมหลายหมวด เช่น กุศลธรรม อายตนะ การก้าวลงสู่ครรภ์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ทัสสนสมาบัติ บุคคลบัญญัติ ๗ จำพวก โพชฌงค์ ปฏิปทา วิธีสั่งสอนสาวก สัสสตวาทะ การระลึกชาติ และการแสดงฤทธิ์
  10. หน้า ๑๒๕–๑๕๘ ๖. ปาสาทิกสูตร หลังนิครนถ์นาฏบุตรสิ้นชีวิต พวกนิครนถ์แตกแยกทะเลาะกัน พระจุนทะสมณุทเทสทูลพระอานนท์ แล้วทั้งสองเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงศาสดา ๒ ประเภทและผลต่อสาวกที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามธรรม องค์ประกอบของพรหมจรรย์ที่บริบูรณ์ ธรรมที่ควรสังคายนา (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) วิธีอธิบายธรรมให้ถูกต้อง สุขัลลิกานุโยคที่ถูกและผิด ความหมายของคำว่า 'ตถาคต' และปัญหาที่ทรงพยากรณ์/ไม่ทรงพยากรณ์ ปิดท้ายด้วยพระพุทธเจ้าประทานชื่อธรรมบรรยายนี้ว่า 'ปาสาทิกะ'
  11. หน้า ๑๕๙–๑๖๓ ลักขณสูตร — บทนำ: ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เริ่มลักขณสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่ามหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓๒ ประการ มีคติเพียง ๒ อย่าง คือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นทรงแจกแจงรายชื่อลักษณะมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ประการโดยละเอียด
  12. หน้า ๑๖๓–๑๖๕ ลักษณะที่ ๑ ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน อธิบายกรรมในอดีตชาติที่ทำให้ได้ลักษณะฝ่าพระบาทราบเสมอกัน คือการสมาทานมั่นในกุศลธรรมต่างๆ พร้อมอานิสงส์เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า ปิดท้ายด้วยคาถาของพระโบราณกเถระ
  13. หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ลักษณะที่ ๒ ลายจักรที่ฝ่าพระบาท ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลายจักรที่ฝ่าพระบาททั้งสอง คือการให้ความสุขและคุ้มครองผู้อื่นโดยธรรม พร้อมอานิสงส์มีบริวารมาก
  14. หน้า ๑๖๗–๑๖๙ ลักษณะที่ ๓-๕ ส้นพระบาท องคุลี กายตั้งตรง ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลักษณะ ๓ ประการร่วมกัน คือ ส้นพระบาทยื่นยาว องคุลียาว และพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม อันเกิดจากการงดเว้นการฆ่าสัตว์ อานิสงส์คือมีพระชนมายุยืนยาว
  15. หน้า ๑๖๙–๑๗๐ ลักษณะที่ ๖ พระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลักษณะพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็มบริบูรณ์ คือการให้อาหารประณีตแก่ผู้อื่น อานิสงส์คือได้รับของเคี้ยวของฉันอันประณีตเสมอ
  16. หน้า ๑๗๐–๑๗๒ ลักษณะที่ ๗-๘ พระหัตถ์พระบาทอ่อนนุ่ม ลายตาข่าย ทรงแสดงกรรมที่ทำให้ได้ลักษณะพระหัตถ์พระบาทอ่อนนุ่มและมีลายเส้นข้อนิ้วเป็นรูปตาข่าย คือการสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ ๔ ผลคือมีบริวารที่ได้รับการสงเคราะห์ดี
  17. หน้า ๑๗๒–๑๗๔ ลักษณะที่ ๙-๑๐ ข้อพระบาทสูง ลักษณะข้อที่ ๙-๑๐ คือข้อพระบาทสูงและพระโลมชาติปลายงอนขึ้น เกิดจากกรรมกล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์และธรรมแก่คนหมู่มาก ผลคือทรงเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นประมุขเหนือผู้อื่น
  18. หน้า ๑๗๔–๑๗๖ ลักษณะที่ ๑๑ พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย ลักษณะข้อที่ ๑๑ คือพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย เกิดจากกรรมตั้งใจสอนศิลปวิทยาแก่ผู้อื่นด้วยความปรารถนาให้เรียนรู้ได้เร็ว ผลคือทรงได้รับพาหนะและปัจจัยที่เหมาะสมโดยพลัน
  19. หน้า ๑๗๖–๑๗๗ ลักษณะที่ ๑๒ พระฉวีละเอียด ลักษณะข้อที่ ๑๒ คือพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่ติดพระวรกาย เกิดจากกรรมหมั่นเข้าไปถามปัญหาธรรมกับสมณพราหมณ์ในอดีตชาติ ผลคือทรงมีพระปัญญามากเหนือผู้อื่นทั้งปวง
  20. หน้า ๑๗๗–๑๗๙ ลักษณะที่ ๑๓ พระฉวีสีทอง ลักษณะข้อที่ ๑๓ คือพระฉวีสีทอง เกิดจากกรรมไม่มีความโกรธและให้ทานผ้าเนื้อดีแก่ผู้อื่น ผลคือทรงได้เครื่องลาดและผ้าทรงเนื้อดีเสมอ
  21. หน้า ๑๗๙–๑๘๐ ลักษณะที่ ๑๔ พระคุยหฐานเร้นในฝัก (จบภาณวารที่ ๑) ลักษณะข้อที่ ๑๔ คือพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก เกิดจากกรรมนำญาติมิตรที่พลัดพรากให้กลับมาพบกัน ผลคือมีพระโอรสหรือพระสาวกจำนวนมาก จบภาณวารที่ ๑ ของลักขณสูตร
  22. หน้า ๑๘๐–๑๘๒ ลักษณะที่ ๑๕-๑๖ พระวรกายเป็นปริมณฑล ลักษณะข้อที่ ๑๕-๑๖ คือพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจต้นไทร และทรงลูบคลำพระชานุได้โดยไม่ต้องน้อมพระองค์ เกิดจากกรรมรู้จักสงเคราะห์คนตามฐานะที่เหมาะสม ผลคือทรงมั่งคั่งด้วยทรัพย์ทั้งทางโลกและอริยทรัพย์
  23. หน้า ๑๘๒–๑๘๔ ลักษณะที่ ๑๗-๑๙ พระวรกายดุจท่อนหน้าราชสีห์ ลักษณะข้อที่ ๑๗-๑๙ คือพระวรกายบริบูรณ์ดุจท่อนหน้าราชสีห์ ร่องพระปฤษฎางค์เต็ม และลำพระศอกลมเท่ากัน เกิดจากกรรมปรารถนาความเจริญแก่คนหมู่มากในทุกด้าน ผลคือไม่มีความเสื่อมทั้งทรัพย์สมบัติทางโลกและอริยทรัพย์
  24. หน้า ๑๘๔–๑๘๖ ลักษณะที่ ๒๐ เส้นประสาทรับรสอาหาร ลักษณะข้อที่ ๒๐ คือเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี เกิดจากกรรมไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือหรืออาวุธ ผลคือทรงมีพระโรคาพาธน้อย ธาตุย่อยอาหารสม่ำเสมอ
  25. หน้า ๑๘๖–๑๘๗ ลักษณะที่ ๒๑-๒๒ ดวงพระเนตรดำสนิท ลักษณะข้อที่ ๒๑-๒๒ คือดวงพระเนตรดำสนิทและแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด เกิดจากกรรมมองดูผู้อื่นด้วยความรักไม่ถลึงตา ผลคือทรงเป็นที่รักที่พอใจของคนหมู่มาก
  26. หน้า ๑๘๗–๑๘๙ ลักษณะที่ ๒๓ พระเศียรดุจประดับกรอบพระพักตร์ ลักษณะข้อที่ ๒๓ คือพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ เกิดจากกรรมเป็นผู้นำคนหมู่มากในกุศลธรรมต่างๆ ผลคือทรงเป็นผู้ที่คนหมู่มากดำเนินตาม
  27. หน้า ๑๘๙–๑๙๐ ลักษณะที่ ๒๔-๒๕ พระโลมชาติเดี่ยว ลักษณะข้อที่ ๒๔-๒๕ คือพระโลมชาติเดี่ยว และพระอุณาโลมสีขาวระหว่างพระโขนง เกิดจากกรรมละเว้นการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ผลคือทรงเป็นผู้ที่คนหมู่มากประพฤติตาม
  28. หน้า ๑๙๑–๑๙๒ ลักษณะที่ ๒๖-๒๗ พระทนต์ ๔๐ ซี่ ลักษณะข้อที่ ๒๖-๒๗ คือพระทนต์ ๔๐ ซี่และไม่ห่างกัน เกิดจากกรรมละเว้นคำส่อเสียด สมานคนที่แตกกัน ผลคือทรงมีบริษัทบริวารที่ไม่แตกแยกกัน
  29. หน้า ๑๙๓–๑๙๔ ลักษณะที่ ๒๘-๒๙ พระชิวหาใหญ่ยาว-เสียงพรหม ลักษณะข้อที่ ๒๘-๒๙ คือพระชิวหาใหญ่ยาวและพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม เกิดจากกรรมละเว้นคำหยาบ พูดแต่คำไพเราะ ผลคือทรงมีพระวาจาที่คนทั้งหลายยอมรับเชื่อฟัง
  30. หน้า ๑๙๔–๑๙๖ ลักษณะที่ ๓๐ พระหนุดุจคางราชสีห์ ลักษณะข้อที่ ๓๐ คือพระหนุ (คาง) ดุจคางราชสีห์ เกิดจากกรรมละเว้นคำเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริงมีประโยชน์ตามกาล ผลคือไม่มีข้าศึกศัตรูใดกำจัดพระองค์ได้
  31. หน้า ๑๙๖–๑๙๘ ลักษณะที่ ๓๑-๓๒ พระทนต์เรียบ-เขี้ยวแก้วขาว (จบสูตร) ลักษณะข้อที่ ๓๑-๓๒ อันเป็นข้อสุดท้าย คือพระทนต์เรียบเสมอกันและพระเขี้ยวแก้วขาวงาม เกิดจากกรรมดำรงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ ไม่โกงไม่ล่อลวง ผลคือทรงมีบริวารที่สะอาดบริสุทธิ์ จบลักขณสูตรที่ ๗
  32. หน้า ๑๙๙–๒๑๘ สิงคาลกสูตร (สิงคาโลวาทสูตร): ทิศ ๖ พระพุทธเจ้าทรงเห็นสิงคาลกมาณพไหว้ทิศ ๖ ตามคำสั่งเสียของบิดา จึงทรงสอนวิธีไหว้ทิศในอริยวินัย เริ่มด้วยการละกรรมกิเลส ๔ เหตุแห่งบาป ๔ และอบายมุข ๖ พร้อมโทษของแต่ละอบายมุขอย่างละเอียด จากนั้นทรงแยกแยะมิตรเทียม ๔ จำพวกและมิตรแท้ ๔ จำพวก และอธิบายทิศ ๖ ที่แท้จริง คือ บิดามารดา ครูอาจารย์ บุตรภรรยา มิตรสหาย บ่าวไพร่ และสมณพราหมณ์ พร้อมหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกัน จบด้วยสิงคาลกะแสดงตนเป็นอุบาสก
  33. หน้า ๒๑๙–๒๓๒ ๙. อาฏานาฏิยสูตร ภาณวารที่ ๑ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ พร้อมกองทัพยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาค เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวเวสวัณกราบทูลว่ายักษ์ชั้นสูงบางส่วนไม่เลื่อมใสในพระธรรมวินัย จึงทูลขอให้ทรงเรียนมนต์อาฏานาฏิยะเพื่อคุ้มครองภิกษุสงฆ์ ตามด้วยบทนอบน้อมพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ในอดีต พรรณนาทิศทั้ง ๔ กับท้าวมหาราชผู้ปกครองแต่ละทิศ พร้อมชื่อเมืองและยักษ์บริวาร และวิธีร้องขอความคุ้มครองจากยักษ์ใหญ่หากถูกเบียดเบียน
  34. หน้า ๒๓๓–๒๔๖ อาฏานาฏิยสูตร ภาณวารที่ ๒ (จบสูตร) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเหตุการณ์คืนนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายซ้ำอีกครั้ง ทวนเนื้อหามนต์อาฏานาฏิยะทั้งหมดตามที่ท้าวเวสวัณทูลถวาย แล้วทรงสั่งให้ภิกษุเรียนและทรงจำมนต์นี้ไว้เพื่อคุ้มครองตน จบสูตร
  35. หน้า ๒๔๗–๒๕๐ สังคีติสูตร: ต้นเหตุการสังคายนา พระพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงปาวา ทรงใช้ท้องพระโรงใหม่ชื่ออุพภตกะเป็นปฐมฤกษ์ แสดงธรรมแก่เจ้ามัลละเกือบตลอดคืนแล้วโปรดให้พระสารีบุตรแสดงธรรมต่อ เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรสิ้นชีวิต เหล่าสาวกแตกแยกทะเลาะวิวาทกัน พระสารีบุตรจึงชักชวนภิกษุสงฆ์ให้ร่วมกันสังคายนาธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเพื่อมิให้เกิดความแตกแยกเช่นนั้น
  36. หน้า ๒๕๐–๒๕๑ สังคีติหมวด ๑ หมวดธรรมที่มีองค์ประกอบเดียว ยกตัวอย่างเช่น สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร และดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร
  37. หน้า ๒๕๑–๒๕๘ สังคีติหมวด ๒ หมวดธรรมคู่รวม ๓๓ คู่ เช่น นาม-รูป, อวิชชา-ภวตัณหา, หิริ-โอตตัปปะ, สมถะ-วิปัสสนา, สีลวิสุทธิ-ทิฏฐิวิสุทธิ, วิชชา-วิมุตติ
  38. หน้า ๒๕๙–๒๗๖ สังคีติหมวด ๓ หมวดธรรมสามอย่างรวม ๖๐ ชุด เป็นหมวดที่ยาวและหนาแน่นที่สุดในสูตร ครอบคลุมเช่น อกุศลมูล-กุศลมูล ๓, ทุจริต-สุจริต ๓, ตัณหา ๓, ภพ ๓, สิกขา ๓, อนุตตริยะ ๓, สมาธิ ๓, จักขุ ๓, กถาวัตถุ ๓, วิชชา ๓, วิหารธรรม ๓ และปาฏิหาริย์ ๓
  39. หน้า ๒๗๖–๒๙๙ สังคีติหมวด ๔: ธรรม ๕๐ หมวดย่อยตั้งแต่สติปัฏฐานถึงบุคคล ๔ ประเภท ธรรมหมวด ๔ ประการ รวม ๕๐ หมวดย่อย เริ่มจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน ๔ สมาธิภาวนา อัปปมัญญา อรูปฌาน อริยวงศ์ ญาณ ๔ องค์แห่งพระโสดาบัน สามัญญผล ธาตุ ๔ อาหาร วิญญาณฐิติ อคติ ตัณหา ปฏิปทา ธรรมขันธ์ พละ อธิษฐาน กรรม ๔ โอฆะ โยคะ อุปาทาน โยนิ การก้าวลงสู่ครรภ์ ทักขิณาวิสุทธิ สังคหวัตถุ จนถึงบุคคล ๔ ประเภทต่าง ๆ
  40. หน้า ๒๙๙–๓๑๕ สังคีติหมวด ๕: ขันธ์ นิวรณ์ สังโยชน์ ศีล ๕ ถึงเหตุแห่งวิมุตติ ธรรมหมวด ๕ ประการ ครอบคลุมขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ กามคุณ คติ มัจฉริยะ นิวรณ์ สังโยชน์เบื้องต่ำ-สูง ศีล ๕ อภัพพฐานของพระขีณาสพ พยสนะและสัมปทา ๕ ธรรมสำหรับโจทก์ สุทธาวาส พระอนาคามี ๕ ประเภท กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู วินิพันธา ธาตุที่สลัด เหตุแห่งวิมุตติ และสัญญาเพื่อวิมุตติ
  41. หน้า ๓๑๕–๓๓๐ สังคีติหมวด ๖: อายตนะ สารณียธรรม วิวาทมูล ธาตุ ๖ ถึงอภิชาติ ธรรมหมวด ๖ ประการ กล่าวถึงอายตนะภายใน-นอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา สัญเจตนา ตัณหาทั้ง ๖ ทาง อคารวะ-คารวะ ๖ สารณียธรรม วิวาทมูล ธาตุ ๖ อนุตตริยะ ๖ อนุสสติฐาน สตตวิหารธรรมของพระขีณาสพ อภิชาติ ๖ และนิพเพธภาคิยสัญญา
  42. หน้า ๓๓๐–๓๓๙ สังคีติหมวด ๗ (จบพร้อมภาณวารที่ ๒) ธรรมหมวดละ ๗ ประการ ๑๔ หัวข้อ ได้แก่ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ องค์มรรคที่เป็นบริขารสมาธิ ๗ อสัทธรรม-สัทธรรม ๗ สัปปุริสธรรม ๗ นิททสวัตถุ ๗ สัญญา ๗ พละ ๗ วิญญาณฐิติ ๗ ทักขิเณยยบุคคล ๗ อนุสัย ๗ สังโยชน์ ๗ และอธิกรณสมถธรรม ๗ จบพร้อมภาณวารที่ ๒
  43. หน้า ๓๓๙–๓๕๑ สังคีติหมวด ๘ ธรรมหมวดละ ๘ ประการ ครอบคลุมมิจฉัตตะ-สัมมัตตะ ๘ ทักขิเณยยบุคคล ๘ กุสีตวัตถุ ๘ และอารัมภวัตถุ ๘ ทานวัตถุ ๘ ทานุปปัตติ ๘ บริษัท ๘ โลกธรรม ๘ อภิภายตนะ ๘ และวิโมกข์ ๘
  44. หน้า ๓๕๑–๓๕๘ สังคีติหมวด ๙ ธรรมหมวดละ ๙ ประการ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ และอาฆาตปฏิวินยะ ๙ สัตตาวาส ๙ กาลไม่ใช่ขณะเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๙ อนุปุพพวิหารธรรม ๙ (ฌานสมาบัติตามลำดับถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ) และอนุปุพพนิโรธ ๙
  45. หน้า ๓๕๘–๓๖๖ สังคีติหมวด ๑๐ และบทปิดสังคีติสูตร ธรรมหมวดละ ๑๐ ประการ ได้แก่ นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ ๑๐ อกุศลกรรมบถ-กุศลกรรมบถ ๑๐ อริยวาส ๑๐ และอเสขธรรม ๑๐ จบด้วยฉากพระพุทธเจ้าเสด็จลุกขึ้นตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่า 'ดีละ ดีละ' และปิดสังคีติสูตร
  46. หน้า ๓๖๗–๓๖๙ ทสุตตรสูตร: นิทานและธรรม ๑ ประการ เปิดสูตรที่ริมสระโบกขรณีคัคครา เขตกรุงจัมปา พระสารีบุตรแสดงทสุตตรสูตรแก่ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป แล้วเริ่มธรรม ๑ ประการ (ความไม่ประมาท กายคตาสติ ผัสสะที่มีอาสวะ อัสมิมานะ อโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ เจโตสมาธิ ญาณไม่กำเริบ อาหาร ๔ เจโตวิมุตติไม่กำเริบ) ตามกรอบ ๑๐ หัวข้อมาตรฐาน
  47. หน้า ๓๖๙–๓๗๑ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๒ ประการ ธรรม ๒ ประการตามกรอบ ๑๐ หัวข้อ ได้แก่ สติ-สัมปชัญญะ สมถะ-วิปัสสนา นาม-รูป อวิชชา-ภวตัณหา โทวจัสสตา-ปาปมิตตตา ธรรมฝ่ายเศร้าหมอง-บริสุทธิ์ ขยญาณ-อนุปปาทญาณ สังขตธาตุ-อสังขตธาตุ และวิชชา-วิมุตติ
  48. หน้า ๓๗๒–๓๗๕ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการ ได้แก่ สัปปุริสสังเสวะ-สัทธัมมัสสวนะ-ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ สมาธิ ๓ เวทนา ๓ ตัณหา ๓ อกุศลมูล-กุศลมูล ๓ ธาตุที่สลัด ๓ ญาณกาล ๓ ธาตุ ๓ และวิชชา ๓
  49. หน้า ๓๗๕–๓๗๘ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการ ได้แก่ จักร ๔ สติปัฏฐาน ๔ อาหาร ๔ โอฆะ-โยคะ-วิสังโยคะ ๔ สมาธิ ๔ ญาณ ๔ อริยสัจ ๔ และสามัญญผล ๔
  50. หน้า ๓๗๙–๓๘๖ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๕ ประการ ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ องค์ของผู้บำเพ็ญความเพียร ๕ สัมมาสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ นิวรณ์ ๕ กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ อินทรีย์ ๕ ธาตุที่สลัด ๕ สัมมาสมาธิประกอบด้วยญาณ ๕ วิมุตตายตนะ ๕ และธรรมขันธ์ ๕
  51. หน้า ๓๘๗–๓๙๖ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๖ ประการ ครบทั้งหมวด ๖: สารณียธรรม ๖, อนุสสติฏฐาน ๖, อายตนะภายใน ๖, หมวดตัณหา ๖, อคารวะ-คารวะ ๖, ธาตุที่สลัด ๖ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเจโตวิมุตติ), สตตวิหารธรรม ๖, อนุตตริยะ ๖ และอภิญญา ๖
  52. หน้า ๓๙๗–๔๐๓ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๗ ประการ ครบทั้งหมวด ๗: อริยทรัพย์ ๗, โพชฌงค์ ๗, วิญญาณฐิติ ๗, อนุสัย ๗, อสัทธรรม-สัทธรรม ๗, สัปปุริสธรรม ๗, สัญญา ๗, นิททสวัตถุ ๗ และกำลังของพระขีณาสพ ๗
  53. หน้า ๔๐๔–๔๑๘ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๘ ประการ ครบทั้งหมวด ๘: เหตุปัจจัย ๘ เพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญา, อริยมรรคมีองค์ ๘, โลกธรรม ๘, มิจฉัตตธรรม ๘, กุสีตวัตถุ-อารัมภวัตถุ ๘, กาลที่ไม่ใช่ขณะเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘, ความตรึกของมหาบุรุษ ๘, อภิภายตนะ ๘ และวิโมกข์ ๘
  54. หน้า ๔๑๘–๔๒๗ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๙ ประการ ครบทั้งหมวด ๙: ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙, องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙, สัตตาวาส ๙, ธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙, อาฆาตวัตถุ-อุบายกำจัดอาฆาต ๙, นานัตตะ ๙, สัญญา ๙, อนุปุพพวิหาร ๙ และอนุปุพพนิโรธ ๙
  55. หน้า ๔๒๗–๔๓๘ ทสุตตรสูตร: ธรรม ๑๐ ประการ ครบทั้งหมวด ๑๐: นาถกรณธรรม ๑๐, กสิณายตนะ ๑๐, อายตนะ ๑๐, มิจฉัตตะ ๑๐, อกุศลกรรมบถ-กุศลกรรมบถ ๑๐, อริยวาส ๑๐, สัญญา ๑๐, นิชชรวัตถุ ๑๐ และอเสขธรรม ๑๐ ปิดท้ายด้วยธรรม ๑๐๐ ประการที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
  56. หน้า ๔๓๘ บทปิดท้ายทสุตตรสูตร ปาฏิกวรรค และทีฆนิกาย ภิกษุทั้งหลายชื่นชมยินดีในภาษิตของพระสารีบุตร ตามด้วยคำลงท้าย "ทสุตตรสูตรที่ ๑๑ จบ" "ปาฏิกวรรค จบ" พร้อมรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๑ สูตรในวรรคนี้ และปิดท้ายด้วยข้อความสรุปทั้งเล่มว่า "ทีฆนิกายทั้งหมดมี ๓๔ สูตร จัดเป็น ๓ วรรค" ซึ่งเป็นจุดจบของทีฆนิกายทั้งหมด