อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ฉบับ มจร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๐ · ๔๑๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ เอกนิบาต รูปาทิวรรค หมวดเปิดต้นคัมภีร์อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต แสดงพุทธพจน์อุปมาสิ่งที่ครอบงำจิตบุรุษและสตรีได้มากที่สุด คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของเพศตรงข้าม รวม ๑๐ ข้อ เป็นพระสูตรสั้นมากแบบอาขยาน
  2. หน้า ๒–๔ นีวรณปหานวรรค แสดงธรรมที่เป็นเหตุให้นิวรณ์ ๕ เกิดขึ้นและเจริญขึ้น คู่กับธรรมที่เป็นเหตุให้นิวรณ์เหล่านั้นไม่เกิดหรือละได้ เช่น อสุภนิมิต เมตตาเจโตวิมุตติ การปรารภความเพียร โยนิโสมนสิการ รวม ๑๐ ข้อ
  3. หน้า ๕–๖ อกัมมนิยวรรค แสดงธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้อบรม กับจิตที่อบรมแล้ว โดยเน้นความสำคัญของการเจริญจิตให้ปรากฏชัดและทำให้มาก รวม ๑๐ ข้อ
  4. หน้า ๖–๗ อทันตวรรค แสดงผลของจิตที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้คุ้มครอง ไม่ได้รักษา ไม่ได้สำรวม ว่าย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก ตรงข้ามกับจิตที่ฝึก คุ้มครอง รักษา สำรวมแล้ว รวม ๑๐ ข้อ
  5. หน้า ๗–๙ ปณิหิตอัจฉวรรค อุปมาจิตที่ตั้งไว้ผิดหรือถูกด้วยเดือยข้าวที่ตั้งไม่ตรง/ตรง และห้วงน้ำขุ่น/ใส แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงกำหนดรู้จิตผู้อื่นด้วยจิตพระองค์ และตรัสถึงธรรมชาติจิตที่ผุดผ่องแต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา
  6. หน้า ๙–๑๑ อัจฉราสังฆาตวรรค ตรัสถึงจิตที่ผุดผ่องโดยธรรมชาติแต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลส และอานิสงส์ของการเจริญเมตตาจิตแม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตลอดจนคู่ธรรมความประมาท-ไม่ประมาท
  7. หน้า ๑๑–๑๒ วีริยารัมภาทิวรรค แสดงคู่ธรรมตรงข้ามที่มีผลต่อความเกิดขึ้นและเสื่อมของกุศล-อกุศลธรรม เช่น การปรารภความเพียร-ความมักมาก ความมักน้อย-ความไม่สันโดษ โยนิโสมนสิการ-อโยนิโสมนสิการ รวม ๑๐ ข้อ
  8. หน้า ๑๓–๑๔ กัลยาณมิตตาทิวรรค แสดงความมีกัลยาณมิตรและการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ เป็นเหตุให้กุศลธรรมเจริญ รวมถึงโยนิโสมนสิการเป็นเหตุให้โพชฌงค์เจริญเต็มที่ และตรัสว่าความเสื่อมปัญญาร้ายแรงกว่าความเสื่อมญาติ โภคทรัพย์ และยศ
  9. หน้า ๑๔–๑๖ ปมาทาทิวรรค ตรัสชุดคู่ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์มาก-มิใช่ประโยชน์มาก ได้แก่ ความประมาท-ไม่ประมาท เกียจคร้าน-เพียร มักมาก-มักน้อย อโยนิโส-โยนิโสมนสิการ รวม ๑๗ ข้อ
  10. หน้า ๑๖–๒๐ ทุติยปมาทาทิวรรค ทวนคู่ธรรมชุดเดิม โดยเน้นองค์ประกอบภายในและภายนอกที่มีผลต่อความเสื่อมสูญหรือดำรงมั่นแห่งสัทธรรม และแสดงว่าภิกษุที่แสดงธรรม/อธรรม วินัย/อวินัยผิดพลาด ย่อมทำให้สัทธรรมสูญหาย เป็นบาปมาก
  11. หน้า ๒๐–๒๑ อธัมมวรรค ตรงข้ามกับวรรคก่อน แสดงว่าภิกษุที่แสดงธรรมว่าเป็นธรรม อธรรมว่าเป็นอธรรม วินัยว่าเป็นวินัยได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ย่อมปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มากและดำรงสัทธรรมไว้ได้
  12. หน้า ๒๑–๒๒ อนาปัตติวรรค แสดงโทษของภิกษุที่แสดงอาบัติผิดประเภท ว่าทำให้สัทธรรมสูญหาย และอานิสงส์ของภิกษุที่แสดงอาบัติได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
  13. หน้า ๒๒–๒๕ เอกปุคคลวรรค ตรัสว่าพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ 'บุคคลผู้เป็นเอก' ผู้เกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก หาได้ยาก ไม่มีผู้เสมอเหมือน และเป็นเหตุแห่งอนุตตริยะ ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ ปิดท้ายด้วยพระสารีบุตรผู้เผยแผ่ธรรมจักรได้อย่างยอดเยี่ยม
  14. หน้า ๒๕–๓๓ เอตทัคควรรค (เอตทัคคบาลี) บัญชีรายชื่อพระสาวก พระสาวิกา อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นเลิศในด้านต่างๆ รวม ๗ หมวด เช่น อัญญาโกณฑัญญะผู้รัตตัญญู สารีบุตรผู้มีปัญญามาก โมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์ อานนท์ผู้เป็นพหูสูต วิสาขาผู้ถวายทาน เป็นเอกสารสำคัญอ้างอิงเอตทัคคะทั้งหมด
  15. หน้า ๓๓–๓๖ อัฏฐานบาลี บัญชีสิ่งที่ 'เป็นไปไม่ได้' สำหรับผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ เช่น ฆ่ามารดาบิดา ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำลายสงฆ์ และสิ่งเป็นไปไม่ได้ตามธรรมชาติ เช่น พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์อุบัติพร้อมกัน สตรีเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระเจ้าจักรพรรดิ
  16. หน้า ๓๗ เอกธัมมบาลี ปฐมวรรค แสดงอนุสสติ ๑๐ ประการ (พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานสติ มรณัสสติ กายคตาสติ อุปสมานุสสติ) ว่าเป็นธรรมอันเป็นเอกที่เจริญทำให้มากแล้วนำไปสู่นิพพาน
  17. หน้า ๓๘–๔๐ เอกธัมมบาลี ทุติยวรรค แสดงมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุให้อกุศล-กุศลธรรมเกิดขึ้นหรือเสื่อมไป และเป็นเหตุให้สัตว์ไปเกิดในอบายหรือสุคติ พร้อมอุปมาเมล็ดพืชขมกับพืชหวานที่ปลูกในดินชุ่มชื้น
  18. หน้า ๔๐–๔๒ เอกธัมมบาลี ตติยวรรค ตรัสว่ามิจฉาทิฏฐิเป็นบุคคลผู้เป็นเอกฝ่ายไม่เกื้อกูล มีโทษมากที่สุด ทรงยกโมฆบุรุษชื่อมักขลิเป็นตัวอย่างผู้เป็นเหมือนลอบดักปลาที่ปากอ่าว และตรัสว่าธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดีทำให้ผู้ปรารภความเพียรอยู่เป็นทุกข์
  19. หน้า ๔๒–๔๕ เอกธัมมบาลี จตุตถวรรค (ชัมพุทีปเปยยาล) อุปมาชมพูทวีปที่มีสวนป่าน่ารื่นรมย์น้อยกว่าที่รกร้าง เทียบกับสัตว์ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระตถาคต ได้ฟังธรรม ทรงจำได้ ปฏิบัติธรรม และบรรลุมรรคผลมีจำนวนน้อยกว่าสัตว์ที่พลาดโอกาสเหล่านี้อย่างมาก
  20. หน้า ๔๖ ปสาทกรธัมมวรรค ตรัสว่าคุณสมบัติต่างๆ ของภิกษุ เช่น อยู่ป่า บิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุล เป็นพหูสูต มีบริวารมาก มีรูปงาม มักน้อย อาพาธน้อย ล้วนเป็นเพียง 'ชื่อเรียกลาภ' มิใช่คุณธรรมที่แท้จริง
  21. หน้า ๔๖–๕๑ อปรอัจฉราสังฆาตวรรค อีกหมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว แจกแจงธรรมที่หากเจริญเพียงชั่วครู่ก็ได้ชื่อว่าไม่ห่างจากฌาน ครอบคลุมฌาน ๔ พรหมวิหาร สติปัฏฐาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรคมีองค์ ๘ กสิณ ๑๐
  22. หน้า ๕๑–๕๔ กายคตาสติวรรค แสดงอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ของการเจริญกายคตาสติ เปรียบเหมือนแม่น้ำทุกสายไหลลงสู่มหาสมุทร ว่านำไปสู่ความสงบกาย จิต ละอวิชชา เกิดวิชชา แตกฉานปัญญา และทำให้แจ้งมรรคผลทั้ง ๔
  23. หน้า ๕๔–๕๖ อมตวรรค (จบเอกนิบาต) ปิดท้ายเอกกนิบาตด้วยชุดประโยคย้ำว่า ผู้เจริญกายคตาสติชื่อว่าบรรลุอมตธรรม ผู้ไม่เจริญชื่อว่าไม่บรรลุ จบด้วยภิกษุทั้งหลายชื่นชมพระภาษิต เป็นการปิดเอกกนิบาตทั้งเล่ม
  24. หน้า ๕๗–๖๔ ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ กัมมกรณวรรคที่ ๑ จุดเริ่มต้นของทุกนิบาต เปิดด้วยวัชชสูตรว่าด้วยโทษ ๒ ประการ (โทษภพนี้-โทษภพหน้า) ปธานสูตรว่าด้วยความเพียรที่หาได้ยาก ๒ อย่าง กัณหสูตร-สุกกสูตร (ธรรมฝ่ายดำ-ขาว) จริยสูตร (หิริโอตตัปปะคุ้มครองโลก) และวัสสูปนายิกสูตร
  25. หน้า ๖๔–๗๓ อธิกรณวรรคที่ ๒ หมวดว่าด้วยอธิกรณ์ (คดีสงฆ์) กล่าวถึงพละ ๒ (ปฏิสังขานพละ-ภาวนาพละ) เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อหรือสงบ และบทสนทนากับพราหมณ์หลายท่านเรื่องเหตุแห่งทุคติ-สุคติ ปิดท้ายด้วยธรรมที่ทำให้ศาสนาเสื่อมและเจริญ
  26. หน้า ๗๓–๗๖ พาลวรรคที่ ๓ หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต ๒ จำพวก รวมถึงผู้กล่าวตู่และไม่กล่าวตู่ตถาคต คติและฐานะของผู้มีการงานปกปิด-ไม่ปกปิด มิจฉาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิ และสมถะ-วิปัสสนาอันเป็นฝ่ายวิชชา
  27. หน้า ๗๗–๘๗ สมจิตตวรรคที่ ๔ หมวดว่าด้วยภูมิอสัตบุรุษ-สัตบุรุษ (ความกตัญญูกตเวที) การตอบแทนคุณมารดาบิดาที่ทำได้ยาก บทสนทนากับพราหมณ์และพระมหากัจจานะเรื่องวาทะ ทักขิไณยบุคคล เหตุแห่งการวิวาท ภูมิคนแก่-คนหนุ่ม และการปฏิบัติชอบ-ผิดของคฤหัสถ์และบรรพชิต
  28. หน้า ๘๗–๙๖ ปริสวรรคที่ ๕ หมวดว่าด้วยบริษัท ๑๐ คู่เปรียบเทียบ เช่น บริษัทตื้น-ลึก แตกแยก-สามัคคี ไม่เป็นอริยะ-เป็นอริยะ หยากเยื่อ-ใสสะอาด หนักในอามิส-หนักในสัทธรรม และอธัมมวาที-ธัมมวาที
  29. หน้า ๙๗–๑๐๒ ปุคคลวรรคที่ ๑ (ทุติยปัณณาสก์) หมวดว่าด้วยบุคคลผู้เกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลโลก ได้แก่พระตถาคตและพระเจ้าจักรพรรดิ พร้อมอุปมาสัตว์วิเศษ ๓ คู่ เหตุที่กินนรไม่พูดภาษาคน สิ่งที่มาตุคามไม่อิ่ม และการอยู่ร่วมกันแบบอสัตบุรุษ-สัตบุรุษ
  30. หน้า ๑๐๒–๑๐๕ สุขวรรคที่ ๒ หมวดว่าด้วยสุข ๑๓ คู่เปรียบเทียบ เช่น สุขคฤหัสถ์-บรรพชิต กามสุข-เนกขัมมสุข สุขมีอุปธิ-ไม่มีอุปธิ สุขทางกาย-ทางใจ สมาธิสุข-อสมาธิสุข โดยสรุปว่าสุขฝ่ายประณีตกว่าเป็นเลิศเสมอ
  31. หน้า ๑๐๕–๑๐๖ สนิมิตตวรรคที่ ๓ หมวดว่าด้วยเหตุแห่งบาปอกุศล แสดงว่าธรรมฝ่ายบาปอกุศลเกิดจากนิมิต นิทาน เหตุ สังขาร ปัจจัย รูป เวทนา สัญญา วิญญาณ และสังขตธรรมเป็นอารมณ์ เมื่อละสิ่งเหล่านี้ได้ บาปอกุศลย่อมไม่มี
  32. หน้า ๑๐๗–๑๐๙ ธัมมวรรคที่ ๔ หมวดว่าด้วยธรรมคู่ ๑๑ ข้อ เช่น เจโตวิมุตติ-ปัญญาวิมุตติ นาม-รูป วิชชา-วิมุตติ ภวทิฏฐิ-วิภวทิฏฐิ หิริ-โอตตัปปะ ความเป็นผู้ว่ายาก-ว่าง่าย และความฉลาดในธาตุ อาบัติ และการออกจากอาบัติ
  33. หน้า ๑๐๙–๑๑๓ พาลวรรคที่ ๕ (ทุติยปัณณาสก์) หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิตคู่ตรงข้ามหลายชุด เช่น ผู้เข้าใจผิด-ถูกในสิ่งที่ควร-ไม่ควร เป็นอาบัติ-ไม่เป็นอาบัติ เป็นธรรม-ไม่เป็นธรรม และเหตุที่อาสวะเจริญหรือไม่เจริญแก่บุคคลตามความเข้าใจผิดหรือถูกเหล่านั้น
  34. หน้า ๑๑๔–๑๑๖ อาสาทุปปชหวรรคที่ ๑ (ตติยปัณณาสก์) หมวดว่าด้วยความหวังที่ละได้ยาก ๒ อย่าง (ลาภและชีวิต) บุคคลหาได้ยาก เช่น บุพพการี-กตัญญูกตเวที ปัจจัยให้เกิดราคะ โทสะ มิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ ปิดท้ายด้วยประเภทอาบัติเบา-หนัก
  35. หน้า ๑๑๖–๑๒๐ อายาจนวรรคที่ ๒ หมวดว่าด้วยความปรารถนาของพุทธบริษัท ๔ เริ่มต้นด้วยคำสอนให้ภิกษุปรารถนาเป็นเช่นพระสารีบุตร-โมคคัลลานะ ภิกษุณีเขมา-อุบลวรรณา อุบาสกจิตตคหบดี-หัตถกอุบาสก และอุบาสิกาขุชชุตตรา-เวฬุกัณฏกีนันทมาตา
  36. หน้า ๑๒๐–๑๒๒ ทานวรรคที่ ๓ ชุดคู่ธรรมที่เปรียบเทียบการให้ทางวัตถุ (อามิส) กับการให้ทางธรรม เช่น ทาน การบูชายัญ จาคะ การบริจาค การบริโภค การคบหา การจำแนก การสงเคราะห์ ทุกคู่ลงท้ายด้วยข้อสรุปว่าธัมมะย่อมเป็นเลิศกว่าเสมอ
  37. หน้า ๑๒๓–๑๒๕ สันถารวรรคที่ ๔ สืบเนื่องรูปแบบเดียวกับทานวรรค คือคู่ธรรมอามิส-ธรรมในเรื่องการรับรอง ต้อนรับ เสาะหา แสวงหา ค้นหา บูชา ของต้อนรับแขก ความสำเร็จ ความเจริญ รัตนะ การสะสม และความไพบูลย์ โดยธัมมะเป็นเลิศทุกข้อ
  38. หน้า ๑๒๕–๑๒๙ สมาปัตติวรรคที่ ๕ (จบทุกนิบาต) รวมคู่ธรรมสำคัญเพื่อการปฏิบัติ เช่น ฉลาดเข้า-ออกสมาบัติ อาชชวะ-มัททวะ ขันติ-โสรัจจะ อวิหิงสา-โสเจยยะ พละ สมถะ-วิปัสสนา และสติ-สัมปชัญญะ ปิดท้ายปัณณาสก์ที่ ๓ ของทุกนิบาต
  39. หน้า ๑๓๐–๑๓๘ เปยยาล ๔ หมวด (ปิดท้ายทุกนิบาต) ชุดสูตรซ้ำแบบเปยยาลปิดท้ายทุกนิบาตทั้งเล่ม โกธเปยยาลไล่คู่กิเลสที่นำไปสู่นรก-สวรรค์ อกุสลเปยยาลย้ำธรรมไม่มีโทษ วินยเปยยาลอธิบายอำนาจประโยชน์ในการบัญญัติสิกขาบท ราคเปยยาลว่าด้วยสมถะ-วิปัสสนาเพื่อละราคะ-โทสะ จบด้วยคำอนุโมทนาปิดทุกนิบาต
  40. หน้า ๑๓๙–๑๔๘ ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ๑. พาลวรรค จุดเริ่มต้นของติกนิบาต (หมวด ๓) ทั้งเล่ม เปิดด้วยพาลวรรค ๑๐ สูตรเทียบลักษณะคนพาลกับบัณฑิตในมิติต่างๆ เช่น ภัยที่เกิดจากคนพาล (อุปมาไฟไหม้เรือนหญ้า) กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรมทุจริต/สุจริต และการละมลทิน ๓ ประการ
  41. หน้า ๑๔๙–๑๖๕ ๒. รถการวรรค รวม ๑๐ สูตรหลากหลาย เช่น จักกวัตติสูตร (พระเจ้าจักรพรรดิ-พระพุทธเจ้าทรงธรรมเป็นราชา) ปเจตนสูตร (นิทานช่างทำล้อรถของพระเจ้าปเจตนะ ทรงเปรียบว่าพระองค์คือช่างรถในอดีตชาติ) และสูตรพ่อค้า ๒ สูตรเปรียบเทียบคุณสมบัติพ่อค้ากับภิกษุผู้บรรลุธรรม
  42. หน้า ๑๖๖–๑๘๓ ๓. ปุคคลวรรค วรรคว่าด้วยบุคคล เปิดด้วยสวิฏฐสูตร บทสนทนาพระสารีบุตร-สวิฏฐะ-มหาโกฏฐิตะถกเถียงว่าใครประเสริฐกว่าในบุคคล ๓ จำพวก ตามด้วยคิลานสูตร สังขารสูตร พหุการสูตร และเรื่องบุคคล ๓ จำพวกในหลากหลายแง่มุมอื่นๆ
  43. หน้า ๑๘๓–๒๐๔ ๔. เทวทูตวรรค วรรคว่าด้วยเทวทูตและหัวข้อธรรมหลากหลาย เริ่มจากสกุลที่บูชาบิดามารดาเรียกว่ามีพรหม เจโตวิมุตติไร้มานะ หัตถกกุมารทูลถามความสุขของพระพุทธเจ้า เทวทูต ๓ (แก่ เจ็บ ตาย) และการตัดสินของพญายม พุทธประวัติตอนสุขุมาลชาติ และอาธิปไตย ๓ (อัตตา โลก ธรรม)
  44. หน้า ๒๐๕–๒๑๓ ๕. จูฬวรรค (จบปฐมปัณณาสก์) วรรครวมพระสูตรสั้น ๑๑ สูตรหลายหัวข้อ เช่น เหตุแห่งบุญของทายก คุณสมบัติผู้มีศรัทธา กรรมที่บัณฑิตบัญญัติ ลักษณะสังขตธรรมและอสังขตธรรม และมหาโจรสูตรเปรียบภิกษุชั่วกับโจร จบปฐมปัณณาสก์บริบูรณ์
  45. หน้า ๒๑๔–๒๒๔ พราหมณวรรคที่ ๑ (ทุติยปัณณาสก์) ตอนต้น ขึ้นทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ เริ่มด้วยพราหมณ์ชรา ๒ คนทูลขอโอวาท ตามด้วยบทสนทนากับพราหมณ์และปริพาชกหลายคนถามเรื่องธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง และวัจฉโคตตสูตรที่ทรงแก้ข้อกล่าวหาว่าสอนให้ให้ทานเฉพาะพระองค์
  46. หน้า ๒๒๕–๒๓๗ พราหมณวรรคที่ ๑ (ตอนท้าย, จบวรรค) ตอนจบของพราหมณวรรคที่ ๑ ประกอบด้วยติกัณณสูตรและชานุสโสณิสูตร ซึ่งทรงแสดง 'ผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัย' ต่างจากวิชชา ๓ แบบพราหมณ์ที่อ้างสายตระกูล และสังคารวสูตรซึ่งทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง (ฤทธิ์ ทายใจ สั่งสอน) ทรงยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริย์สูงสุด
  47. หน้า ๒๓๘–๒๔๓ ๒. มหาวรรค เปิดวรรค เปิดมหาวรรคที่ ๒ ด้วยติตถายตนสูตร ทรงวิพากษ์ทิฏฐิ ๓ ประการที่นำสู่ความประมาท แล้วทรงแสดงหลักธรรม ๔ ประการที่ไม่มีใครคัดค้านได้ คือ ธาตุ ๖ ผัสสายตนะ ๖ มโนปวิจาร ๑๘ และอริยสัจ ๔ พร้อมสาธยายปฏิจจสมุปบาทเต็มรูปแบบ
  48. หน้า ๒๔๔–๒๔๖ ภยสูตร แสดงภัย ๓ อย่างที่ปุถุชนรู้จัก คือ ไฟไหม้ น้ำท่วม โจรปล้น แล้วเทียบกับภัยที่แท้จริงและเลี่ยงไม่ได้ คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ปิดท้ายด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางออกจากภัยทั้งปวง
  49. หน้า ๒๔๖–๒๕๕ เวนาคปุรสูตรและสรภสูตร เวนาคปุรสูตรทรงแสดง 'ที่นอนสูงและใหญ่ ๓ อย่าง' อุปมาแทนฌาน พรหมวิหาร และวิมุตติจากราคะโทสะโมหะ ส่วนสรภสูตรเป็นเรื่องปริพาชกผู้ลาสิกขาโอ้อวดว่ารู้ธรรมของสมณศากยบุตรแล้ว แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงซักถามกลับนิ่งเงียบ
  50. หน้า ๒๕๕–๒๖๓ เกสปุตติสูตร (กาลามสูตร) พระสูตรที่มีชื่อเสียงที่สุด ทรงสอนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมไม่ให้ปลงใจเชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา ตำรา ตรรกะ หรือความเชื่อว่าเป็นครูของตน แต่ให้พิจารณาด้วยตนเองว่าธรรมนั้นเป็นกุศลหรืออกุศลก่อนถือปฏิบัติ
  51. หน้า ๒๖๔–๒๗๙ สาฬหสูตร กถาวัตถุสูตร อัญญติตถิยสูตร อกุสลมูลสูตร กลุ่ม ๔ พระสูตรว่าด้วยหลักแยกแยะกุศล-อกุศล ได้แก่ สาฬหสูตร (พระนันทกะสอนหลักแบบเดียวกับกาลามสูตร) กถาวัตถุสูตร (ลักษณะบุคคลที่ควร/ไม่ควรสนทนาด้วย) อัญญติตถิยสูตร และอกุสลมูลสูตร (รากเหง้าอกุศล ๓ กับกุศลมูล ๓)
  52. หน้า ๒๗๙–๒๙๐ อุโปสถสูตร (จบมหาวรรคที่ ๒) อุโปสถสูตรตรัสแก่นางวิสาขา ทรงจำแนกอุโบสถ ๓ แบบ คือ โคปาลอุโบสถ นิคัณฐอุโบสถ และอริยอุโบสถซึ่งอธิบายผ่านอนุสติ ๖ พร้อมอุปมาการชำระสิ่งสกปรก ๕ อย่างเทียบกับการระลึกถึงพระรัตนตรัย ศีล และเทวดา และอานิสงส์มหาศาลของอริยอุโบสถ
  53. หน้า ๒๙๑–๓๐๘ ๓. อานันทวรรค วรรครวมพระสูตรที่พระอานนท์เป็นผู้แสดงธรรมหรือสนทนาธรรม ๑๐ สูตร เช่น ตอบฉันนปริพาชกและอาชีวกสาวกเรื่องการละราคะ-โทสะ-โมหะด้วยมรรคมีองค์ ๘ อธิบายเสขะ-อเสขะแก่เจ้ามหานามะ อุปมากลิ่นหอมที่ลอยทวนลมได้ และเรื่องสหัสสีโลกธาตุ
  54. หน้า ๓๐๘–๓๒๔ ๔. สมณวรรค วรรคว่าด้วยไตรสิกขา (อธิสีล อธิจิต อธิปัญญา) ซึ่งเป็นกิจที่สมณะต้องบำเพ็ญ มีอุปมาลาปลอมตัวเป็นโคและชาวนาที่ต้องรีบทำนา และสิกขาบท ๑๕๐ ข้อที่รวมลงในไตรสิกขา แสดงผลสำเร็จของไตรสิกขาตั้งแต่โสดาบันจนถึงอรหัตต์ตามระดับความสมบูรณ์
  55. หน้า ๓๒๔–๓๔๗ ๕. โลณผลวรรค (จบทุติยปัณณาสก์) วรรคว่าด้วยก้อนเกลือ เริ่มด้วยอุปมาชาวนาที่ต้องรีบทำนาเทียบกับภิกษุที่ต้องรีบบำเพ็ญไตรสิกขา จุดเด่นคือโลณผลสูตร อุปมาก้อนเกลือในขันน้ำกับแม่น้ำคงคาแสดงว่าผลกรรมเดียวกันให้ผลต่างกันตามคุณธรรมของผู้กระทำ ปังสุโธวกสูตร (อุปมาช่างทองขัดเกลาจิต) และนิมิตตสูตร (นิมิต ๓ ในการเจริญสมาธิ)
  56. หน้า ๓๔๘–๓๕๗ ๑. สัมโพธวรรค (เริ่มตติยปัณณาสก์) วรรคแรกของตติยปัณณาสก์ เปิดด้วยปุพเพวสัมโพธสูตรและอัสสาทสูตรทั้งสอง ว่าด้วยการที่พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาคุณ โทษ และเครื่องสลัดออกของโลกก่อนตรัสรู้ ตามด้วยสูตรสั้นๆ หลายสูตรเกี่ยวกับสมณพราหมณ์แท้และความไม่รู้จักอิ่ม ๓ อย่าง
  57. หน้า ๓๕๗–๓๗๐ ๒. อาปายิกวรรค วรรคว่าด้วยบุคคลผู้ต้องไปอบายภูมิ เปิดด้วยอาปายิกสูตรระบุบาปกรรม ๓ อย่างที่นำไปนรกแน่นอน ตามด้วยสูตรสั้นเรื่องบุคคลหาได้ยาก วิบัติ-สัมปทาแห่งศีล จิต ทิฏฐิ ปิดท้ายด้วยโมเนยยสูตรว่าด้วยความเป็นมุนี ๓ ทาง
  58. หน้า ๓๗๐–๓๘๒ ๓. กุสินารวรรค วรรคที่รวมพระสูตรเชิงเหตุการณ์และคำสอนหลากหลาย เปิดด้วยกุสินารสูตร มีเรื่องเล่าสำคัญคือภรัณฑุกาลามสูตร (พระพุทธเจ้าเสด็จกบิลพัสดุ์พบดาบสภรัณฑุ) หัตถกสูตร กฏุวิยสูตร และอนุรุทธสูตรสองสูตรว่าด้วยตาทิพย์และอุปสรรคละเอียดต่อวิมุตติ ปิดท้ายด้วยเลขสูตรอุปมาคนโกรธ ๓ แบบ
  59. หน้า ๓๘๓–๓๙๔ ๔. โยธาชีววรรค วรรคว่าด้วยอุปมานักรบและม้าเทียบกับคุณสมบัติภิกษุ เปิดด้วยโยธาชีวสูตร มีสูตรสั้นเรื่องบริษัท มิตรแท้ ความเกิดขึ้นของตถาคตกับไตรลักษณ์ วาทะมักขลิโคสาลเทียบผ้ากัมพลผมคน สัมปทาและวุฑฒิ ๓ และชุดอุปมาม้า-คนกระจอก/ดี/อาชาไนย ปิดท้ายด้วยสูตรโมรนิวาปะ ๓ สูตร
  60. หน้า ๓๙๕–๔๐๐ ๕. มังคลวรรค (จบตติยปัณณาสก์) วรรครวมพระสูตรสั้นๆ ว่าด้วยธรรมที่ทำให้ตกอยู่ในนรกหรือสวรรค์ผ่านกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ๓ ทาง รวมถึงปุพพัณหสูตรซึ่งเป็นคาถาว่าด้วยฤกษ์ยามอันเป็นมงคลแท้จริงคือการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ จบตติยปัณณาสก์บริบูรณ์
  61. หน้า ๔๐๑–๔๐๕ ๖. อเจลกวรรค เริ่มด้วยปฏิปทา ๓ อย่าง คือ อย่างหยาบ อย่างเหี้ยมหาญ (ตบะของอเจลกที่ทรมานตนอย่างสุดโต่ง บรรยายละเอียดพฤติกรรมนักบวชเปลือย เช่น กินมูลโค กินซากศพ นุ่งหนังเสือ) และอย่างกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งขยายความด้วยโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด
  62. หน้า ๔๐๕–๔๐๙ ๗. กัมมปถเปยยาล แสดงกรรมบถ ๑๐ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ) แต่ละข้อแสดงเป็น ๓ แง่คือ ตนเองทำ ชักชวนผู้อื่นทำ และพอใจการทำ ทั้งฝ่ายอกุศลที่นำไปสู่นรกและฝ่ายกุศลที่นำไปสู่สวรรค์
  63. หน้า ๔๐๙–๔๑๑ ๘. ราคเปยยาล (จบติกนิบาต จบเล่ม) แสดงธรรม ๓ ประการ (สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ) ที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ สิ้น ละ เสื่อม คลาย ดับ สละ และสละคืนราคะ โทสะ และกิเลสอื่นอีก ๑๔ ชนิด ปิดท้ายด้วยคำอธิบายสูตรสำเร็จของเปยยาล จบติกนิบาตและจบเล่ม ๒๐ โดยสมบูรณ์