ภิกขุนีวิภังค์

ฉบับ มจร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๓ · ๔๐๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๙ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ (อุพภชาณุมัณฑลิกา) ภิกษุณีสุนทรีนันทารูปงามได้รับแต่งตั้งดูแลการก่อสร้างวิหารของนายสาฬหะหลานนางวิสาขามิคารมาตา ทั้งสองมีใจรักใคร่กันจนนายสาฬหะลอบถูกต้องกายนางขณะมีความกำหนัด ภิกษุณีชราเห็นเข้าจึงตำหนิ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกห้ามภิกษุณียินดีให้ชายจับต้องกายตั้งแต่ใต้รากขวัญลงมาถึงเหนือเข่าขึ้นไป
  2. หน้า ๑๐–๑๓ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ (วัชชปฏิจฉาทิกา) ภิกษุณีสุนทรีนันทาตั้งครรภ์กับนายสาฬหะแล้วปกปิดไว้ สึกไปคลอดบุตร ภิกษุณีถุลลนันทารู้เรื่องแต่ไม่ยอมทักท้วงหรือบอกแก่คณะ โดยอ้างว่าความเสียหายของสุนทรีนันทาคือความเสียหายของตน ทรงบัญญัติปาราชิกห้ามปกปิดความผิดปาราชิกของภิกษุณีรูปอื่น
  3. หน้า ๑๔–๑๙ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ (อุกขิตตานุวัตติกา) ภิกษุณีถุลลนันทายังคงประพฤติตามพระอริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานฆ่านกแร้งซึ่งถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมเพราะมีความเห็นผิด แม้ถูกว่ากล่าวตักเตือนและสวดสมนุภาสน์ครบสามครั้งก็ไม่ยอมสละ ทรงบัญญัติปาราชิกห้ามประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษเช่นนี้
  4. หน้า ๒๐–๒๔ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ (อัฏฐวัตถุกา) พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์กำหนัดยินดีการจับมือ จับชายสังฆาฏิ ยืนเคียงคู่ นัดหมายและเดินตามเข้าที่ลับกับชายผู้กำหนัดเพื่อเสพอสัทธรรม ทรงบัญญัติปาราชิกครอบคลุมวัตถุ ๘ ประการ ปิดท้ายด้วยบทสรุปปาราชิกกัณฑ์ทั้ง ๘ สิกขาบทของภิกขุนีวิภังค์
  5. หน้า ๒๕–๒๙ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ (ก่อคดีพิพาท) บุตรชายสองคนของอุบาสกผู้ถวายโรงเก็บของแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้วถึงแก่กรรมแย่งชิงโรงเก็บของกัน ภิกษุณีถุลลนันทาเข้าไปเป็นความช่วยฝ่ายภิกษุณีสงฆ์จนชนะคดีในศาล ทำให้ถูกชาวบ้านครหาว่าภิกษุณีชอบก่อคดีพิพาท ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามภิกษุณีก่อคดีพิพาทกับคฤหัสถ์
  6. หน้า ๓๐–๓๔ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ (บวชให้สตรีผู้เป็นโจร) ชายาเจ้าลิจฉวีนอกใจสามีจนถูกขู่ฆ่า จึงหนีมาขอบวชกับภิกษุณีถุลลนันทาโดยติดสินบนด้วยของมีค่า แม้เจ้าลิจฉวีตามมาทวงตัวแต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยินยอมให้จับ ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามบวชให้สตรีผู้เป็นโจรต้องโทษประหารโดยไม่บอกผู้ปกครองก่อน
  7. หน้า ๓๕–๔๐ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ (เข้าละแวกหมู่บ้าน/ข้ามแม่น้ำ/พักแรม/ปลีกตัวรูปเดียว) ศิษย์ของพระภัททกาปิลานีเถรีทะเลาะแล้วหนีไปคนเดียว ต่อมามีภิกษุณีสองรูปถูกคนพายเรือข่มขืนขณะข้ามแม่น้ำตามลำพัง และภิกษุณีถูกล่วงละเมิดขณะพักแรมกลางคืนหรือปลีกตัวจากคณะ ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามภิกษุณีเข้าหมู่บ้าน ข้ามแม่น้ำ พักแรม หรือปลีกตัวจากหมู่คณะตามลำพัง
  8. หน้า ๔๑–๔๔ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ (เรียกภิกษุณีที่ถูกอุกเขปนียกรรมเข้าหมู่) ภิกษุณีจัณฑกาลีก่อความบาดหมางในสงฆ์และถูกลงอุกเขปนียกรรมขณะภิกษุณีถุลลนันทาไม่อยู่ เมื่อกลับมาถุลลนันทาโกรธที่ไม่ได้รับการต้อนรับจึงสั่งเรียกจัณฑกาลีกลับเข้าหมู่โดยพลการไม่ผ่านสงฆ์ผู้ทำกรรม ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามการกระทำเช่นนี้
  9. หน้า ๔๕–๔๗ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ (รับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด) ภิกษุณีสุนทรีนันทารูปงามทำให้ชายที่พบเห็นในโรงฉันเกิดความกำหนัดถวายอาหารดี ๆ แก่นางเป็นพิเศษจนภิกษุณีอื่นเสียสิทธิ์ ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามภิกษุณีที่กำหนัดรับของเคี้ยวของฉันจากมือชายผู้กำหนัดด้วยมือตนเอง
  10. หน้า ๔๘–๕๑ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ (ส่งเสริมภิกษุณีให้รับโภชนะจากชายผู้กำหนัด) คราวนี้ภิกษุณีสุนทรีนันทาสำรวมไม่ยอมรับประเคนจากชายผู้กำหนัด แต่ภิกษุณีที่นั่งข้างกันกลับส่งเสริมชักชวนให้นางรับเอาโดยอ้างว่าไม่มีผลเพราะตัวนางเองไม่กำหนัด ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสห้ามส่งเสริมให้ภิกษุณีอื่นรับของจากชายผู้กำหนัด
  11. หน้า ๕๒–๕๗ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗ (บอกคืนพระรัตนตรัย) ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับหมู่คณะด้วยความโกรธจึงประกาศบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขา กล่าวว่ามีแต่ภิกษุณีศากยธิดาเท่านั้นหรือที่ดี แม้ถูกว่ากล่าวตักเตือนและสวดสมนุภาสน์ครบสามครั้งก็ไม่ยอมสละ ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสประเภทยาวตติยกะห้ามกล่าวบอกคืนพระรัตนตรัยด้วยความโกรธ
  12. หน้า ๕๘–๖๒ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการกล่าวหาสงฆ์ว่าลำเอียง ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์หนึ่งแล้วโกรธไม่พอใจ กล่าวหาว่าพวกภิกษุณีลำเอียงเพราะชอบ ชัง หลง และกลัว ถูกภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนและสวดสมนุภาสน์ ๓ ครั้ง หากไม่ยอมสละคำกล่าวหาต้องอาบัติสังฆาทิเสส
  13. หน้า ๖๓–๖๗ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยภิกษุณีมีความประพฤติเลวทราม พวกภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีถุลลนันทาอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทราม มีชื่อเสียงไม่ดี เบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ และปกปิดโทษของกันและกัน สงฆ์ตักเตือนให้แยกกันอยู่ หากขัดขืนหลังสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งต้องอาบัติสังฆาทิเสส
  14. หน้า ๖๘–๗๖ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการยุยงส่งเสริมให้ภิกษุณีประพฤติเลวทราม และบทสรุปสังฆาทิเสสกัณฑ์ ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวยุยงภิกษุณีที่ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์ไม่ให้แยกกันอยู่ พร้อมกล่าวหาสงฆ์ว่าลำเอียงเข้าข้างภิกษุณีอื่นที่ประพฤติเสียหายเหมือนกัน ปิดท้ายด้วยบทสรุปธรรมคือสังฆาทิเสสทั้ง ๑๗ สิกขาบทของภิกขุนีวิภังค์
  15. หน้า ๗๗–๘๑ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการสะสมบาตร พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์สะสมบาตรไว้เป็นจำนวนมากจนชาวบ้านตำหนิว่าจะเปิดร้านขายภาชนะดินเผา ทรงบัญญัติห้ามสะสมบาตรเกินกำหนดราตรี พร้อมกำหนดขนาดบาตร ๓ ขนาดและวิธีสละบาตรที่เป็นนิสสัคคีย์
  16. หน้า ๘๒–๘๕ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการแจกอกาลจีวร ภิกษุณีถุลลนันทาอ้างว่ากรานกฐินแล้วอธิษฐานอกาลจีวรที่ทายกถวายให้เป็นกาลจีวรแล้วแจกแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ทั้งที่ยังไม่ถูกกำหนดเวลา ทรงบัญญัติห้ามอธิษฐานอกาลจีวรเป็นกาลจีวร
  17. หน้า ๘๖–๘๙ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนจีวร ภิกษุณีถุลลนันทาแลกเปลี่ยนจีวรกับภิกษุณีรูปหนึ่งแล้วภายหลังไปทวงคืนจีวรเดิมของตนพร้อมคืนจีวรที่แลกให้ ทรงบัญญัติห้ามชิงจีวรที่แลกเปลี่ยนแล้วคืน
  18. หน้า ๙๐–๙๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้วขออีกอย่าง ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธขอเนยใสจากอุบาสก เมื่อได้มาแล้วกลับบอกว่าต้องการน้ำมันแทน ทำให้อุบาสกถูกเจ้าของร้านปฏิเสธไม่รับของคืน ทรงบัญญัติห้ามออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปขออีกอย่าง
  19. หน้า ๙๔–๙๗ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการสั่งให้ซื้อของอย่างหนึ่งแล้วให้ซื้อของอย่างอื่น ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธใช้สิกขมานาไปซื้อน้ำมันจากร้านที่อุบาสกฝากเงินไว้ให้ แล้วเปลี่ยนใจอยากได้เนยใสแทน สิกขมานาถูกร้านค้าปฏิเสธจนต้องยืนร้องไห้ ทรงบัญญัติห้ามสั่งซื้อของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนสั่งซื้ออีกอย่าง
  20. หน้า ๙๘–๑๐๑ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ ข้อที่ ๑ อุบาสกอุบาสิการวบรวมทรัพย์ฝากไว้กับร้านค้าเพื่อถวายเป็นค่าจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ แต่ภิกษุณีทั้งหลายนำทรัพย์นั้นไปแลกเป็นค่ายาแทน ทรงบัญญัติห้ามเปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่ทายกถวายเจาะจงแก่สงฆ์ไปเป็นปัจจัยอื่น
  21. หน้า ๑๐๒–๑๐๕ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ ข้อที่ ๒ เช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน แต่เป็นกรณีภิกษุณีขอทรัพย์ค่าจีวรมาเองเพื่อถวายแก่สงฆ์ แล้วนำไปแลกเป็นค่ายาแทน ทรงบัญญัติห้ามเช่นเดียวกัน
  22. หน้า ๑๐๖–๑๐๙ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายคณะ ข้อที่ ๑ สมาคมแห่งหนึ่งรวบรวมทรัพย์ถวายเป็นค่าข้าวต้มแก่ภิกษุณีกลุ่มหนึ่งที่อัตคัดอาหาร แต่ภิกษุณีนำทรัพย์นั้นไปแลกเป็นค่ายาแทน ทรงบัญญัติห้ามเปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ที่ถวายแก่คณะไปเป็นปัจจัยอื่น
  23. หน้า ๑๑๐–๑๑๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายคณะ ข้อที่ ๒ เช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน แต่เป็นกรณีภิกษุณีขอทรัพย์ค่าข้าวต้มมาเองเพื่อถวายแก่คณะภิกษุณีที่อัตคัด แล้วนำไปแลกเป็นค่ายาแทน
  24. หน้า ๑๑๔–๑๑๗ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายแก่บุคคล — จบนิสสัคคิยกัณฑ์ ภิกษุณีถุลลนันทาผู้เป็นพหูสูตนักพูดเก่งมีผู้ศรัทธามาก บริเวณที่อยู่ของนางชำรุดเพราะขาดผู้บูรณะ ชาวบ้านจึงรวบรวมทรัพย์ถวายเพื่อซ่อมแซม แต่นางนำไปแลกเป็นค่ายาแทน ปิดท้ายด้วยบทภาชนีย์และอนาปัตติวารครบนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท
  25. หน้า ๑๑๘–๑๒๑ สิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการขอผ้าห่มหนาในฤดูหนาว พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายผ้ากัมพลราคาแพงแก่ภิกษุณีถุลลนันทาผู้แสดงธรรมให้ฟัง ชาวบ้านตำหนิว่ามักมากไม่สันโดษ พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขอผ้าห่มหนาเกินราคา ๔ กังสะ (๑๖ กหาปณะ) พร้อมกำหนดวิธีสละผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์
  26. หน้า ๑๒๒–๑๒๕ สิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการขอผ้าห่มบางในฤดูร้อน เรื่องซ้ำรอยเดิมในฤดูร้อน พระเจ้าปเสนทิโกศลถวายผ้าเปลือกไม้ราคาแพงแก่ภิกษุณีถุลลนันทา ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติจำกัดราคาผ้าห่มบางที่ขอได้ไม่เกิน ๒ กังสะครึ่ง (๑๐ กหาปณะ)
  27. หน้า ๑๒๖ บทสรุปนิสสัคคิยกัณฑ์ ๓๐ สิกขาบท บทสวดสอบถามความบริสุทธิ์ของภิกษุณีทั้งหลายในธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทครบถ้วน เป็นการปิดท้ายนิสสัคคิยกัณฑ์ในภิกขุนีวิภังค์
  28. หน้า ๑๒๗–๑๓๐ ปาจิตติยกัณฑ์ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการขอกระเทียม ภิกษุณีถุลลนันทาไปเก็บกระเทียมจากไร่ของอุบาสกผู้เคยปวารณาไว้เป็นจำนวนมากโดยไม่รู้จักประมาณ พระพุทธเจ้าตรัสชาดกเรื่องหงส์ทองคำเปรียบเทียบความโลภของนาง แล้วทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีฉันกระเทียม
  29. หน้า ๑๓๑–๑๓๒ สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการถอนขนในที่แคบ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ให้ถอนขนในที่แคบ (รักแร้และองค์กำเนิด) แล้วเปลือยกายอาบน้ำร่วมท่ากับหญิงแพศยาในแม่น้ำอจิรวดี ถูกหญิงแพศยาตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้ถอนขนในที่แคบ
  30. หน้า ๑๓๓–๑๓๔ สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการสัมผัสองค์กำเนิด ภิกษุณี ๒ รูปถูกความไม่ยินดีบีบคั้นจึงเข้าห้องชั้นในใช้ฝ่ามือตบองค์กำเนิดกัน ภิกษุณีทั้งหลายวิ่งเข้าไปดูตามเสียง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสัมผัสองค์กำเนิดด้วยความยินดี
  31. หน้า ๑๓๕–๑๓๖ สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการใช้ท่อนยาง อดีตนางสนมของพระราชาผู้บวชเป็นภิกษุณีสอนวิธีใช้ท่อนยางแก่ภิกษุณีอีกรูปที่ถูกความกำหนัดบีบคั้น ภายหลังลืมล้างท่อนยางทิ้งไว้จนมีแมลงวันตอมถูกพบเห็น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้ท่อนยาง
  32. หน้า ๑๓๗–๑๓๙ สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการใช้น้ำชำระ พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลว่ามาตุคามมีกลิ่นไม่ดี พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุณีใช้น้ำชำระทำความสะอาด ต่อมาภิกษุณีรูปหนึ่งใช้น้ำชำระลึกเกินไปจนเกิดแผลที่องค์กำเนิด จึงทรงบัญญัติจำกัดความลึกไม่เกิน ๒ ข้อองคุลี
  33. หน้า ๑๔๐–๑๔๒ สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการปรนนิบัติ ภิกษุณีผู้เป็นอดีตภรรยาของมหาอมาตย์ปรนนิบัติภิกษุผู้เป็นอดีตสามีขณะฉันภัตตาหารด้วยน้ำและพัด พูดเรื่องครอบครัวมากเกินไปจนถูกท้วง แล้วโกรธครอบขันน้ำและใช้พัดตีภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีปรนนิบัติภิกษุด้วยน้ำดื่มหรือพัดวีขณะฉัน
  34. หน้า ๑๔๓–๑๔๕ สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการขอข้าวเปลือกดิบ พวกภิกษุณีออกปากขอข้าวเปลือกดิบจำนวนมากในฤดูเก็บเกี่ยวแล้วนำเข้าเมือง ถูกคนเฝ้าประตูเมืองกักตัวเรียกส่วนแบ่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขอ คั่ว ตำ หรือหุงข้าวเปลือกดิบแล้วฉัน
  35. หน้า ๑๔๖–๑๔๘ สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการทิ้งอุจจาระเป็นต้นภายนอกฝา ภิกษุณีรูปหนึ่งเทอุจจาระราดลงบนศีรษะพราหมณ์ผู้กำลังจะไปทูลขอตำแหน่งนายด่านพอดี พราหมณ์โกรธจะเผาสำนักแต่กลับกลายเป็นมงคลได้ทรัพย์และตำแหน่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามเทอุจจาระ ปัสสาวะ หยากเยื่อ หรือของเป็นเดนไว้ภายนอกฝาหรือกำแพง
  36. หน้า ๑๔๙–๑๕๑ สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการทิ้งอุจจาระเป็นต้นลงบนของเขียว พวกภิกษุณีเทอุจจาระ ปัสสาวะ หยากเยื่อ และของเป็นเดนลงในนาข้าวเหนียวของพราหมณ์จนเสียหาย พราหมณ์ตำหนิว่าทำนาของตนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามเทของเหล่านี้ลงบนของเขียวที่ปลูกไว้ใช้สอย
  37. หน้า ๑๕๒–๑๕๔ สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการดูการขับร้องฟ้อนรำ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พากันไปดูมหรสพบนยอดเขาที่กรุงราชคฤห์เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถูกชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง หรือประโคมดนตรี จบลสุณวรรคที่ ๑
  38. หน้า ๑๕๕–๑๕๗ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการสนทนากับชายในที่มืด อันเตวาสินีของพระภัททกาปิลานียืนเคียงคู่และสนทนาสองต่อสองกับชายผู้เป็นญาติในเวลาค่ำคืนไม่มีประทีป ถูกภิกษุณีอื่นตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณียืนหรือสนทนาสองต่อสองกับชายในที่มืดไม่มีแสงสว่าง
  39. หน้า ๑๕๘–๑๖๐ สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการยืนกับชายในที่กำบัง ภิกษุณีรูปเดิมคิดเลี่ยงข้อห้ามเดิมจึงไปยืนเคียงคู่และสนทนากับชายญาติในโอกาสที่กำบังแทน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามยืนเคียงคู่หรือสนทนาสองต่อสองกับชายในที่กำบังด้วย
  40. หน้า ๑๖๑–๑๖๓ สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการสนทนากับชายในที่แจ้ง ภิกษุณีรูปเดิมยังคงเลี่ยงข้อห้ามด้วยการไปยืนสนทนากับชายญาติในที่แจ้งแทน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามยืนเคียงคู่หรือสนทนาสองต่อสองกับชายแม้ในที่แจ้ง
  41. หน้า ๑๖๔–๑๖๖ สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการส่งเพื่อนภิกษุณีกลับ ภิกษุณีถุลลนันทายืนเคียงคู่ สนทนา และกระซิบข้างหูกับชายตามถนน ตรอกตัน และทางสามแพร่ง พร้อมทั้งส่งเพื่อนภิกษุณีกลับไปก่อนเพื่ออยู่ตามลำพังกับชาย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งหมด
  42. หน้า ๑๖๗–๑๖๙ สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการจากไปโดยไม่บอกเจ้าของ ภิกษุณีรูปหนึ่งประจำตระกูลเข้าไปนั่งก่อนฉันภัตตาหารแล้วจากไปโดยไม่บอก ทำให้อาสนะถูกซ่อนหายจนถูกเลิกถวายภัตตาหารประจำชั่วคราว พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าตระกูลก่อนฉันแล้วนั่งบนอาสนะจากไปโดยไม่บอกเจ้าของบ้าน
  43. หน้า ๑๗๐–๑๗๒ สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการนั่งนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของ ภิกษุณีถุลลนันทาเข้าตระกูลภายหลังฉันภัตตาหารแล้วนั่งหรือนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของจนคนในบ้านเกรงใจไม่กล้าใช้อาสนะเอง ถูกตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้าม
  44. หน้า ๑๗๓–๑๗๕ สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการปูลาดโดยไม่บอก ภิกษุณีหลายรูปเดินทางถึงหมู่บ้านยามเย็นเข้าไปขอพักในตระกูลพราหมณ์แล้วปูที่นอนนั่งนอนโดยไม่รอเจ้าของบ้าน เมื่อพราหมณ์กลับมาพบก็โกรธไล่ออกจากเรือน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าตระกูลยามวิกาลปูที่นอนเองหรือใช้ผู้อื่นปูแล้วนั่งหรือนอนโดยไม่ได้บอกเจ้าของก่อน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ มีข้อยกเว้นสำหรับผู้บอกเจ้าของแล้ว ผู้เป็นไข้ และผู้มีเหตุขัดข้อง
  45. หน้า ๑๗๖–๑๗๘ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการให้ผู้อื่นโพนทะนา ภิกษุณีอันเตวาสินีของพระภัททกาปิลานีเข้าใจผิดว่าตนไม่ได้รับจีวรเพราะถูกครหา จึงให้ผู้อื่นช่วยโพนทะนาแทน ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้ผู้อื่นโพนทะนาเพราะเข้าใจผิดหรือใคร่ครวญผิด
  46. หน้า ๑๗๙–๑๘๑ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการสาปแช่งตนเองและผู้อื่น ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกถามหาของหายจึงสาปแช่งทั้งตนเองและผู้กล่าวหาด้วยนรกและการเคลื่อนจากพรหมจรรย์ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสาปแช่งตนเองหรือผู้อื่นด้วยนรกหรือพรหมจรรย์
  47. หน้า ๑๘๒–๑๘๓ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการร้องไห้ทุบตีตนเอง — จบวรรคที่ ๒ ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลายแล้วร้องไห้ทุบตีตนเอง ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีร้องไห้ทุบตีตนเอง เว้นแต่ผู้ประสบความเสื่อมญาติ เสื่อมโภคะ หรือโรครุมเร้าซึ่งร้องไห้ได้แต่ห้ามทุบตี จบอันธการวรรค
  48. หน้า ๑๘๔–๑๘๕ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเปลือยกายอาบน้ำ ภิกษุณีหลายรูปเปลือยกายอาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดีท่าเดียวกับหญิงแพศยา ถูกหญิงแพศยาเย้ยหยันว่ายังสาวแต่ประพฤติพรหมจรรย์ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเปลือยกายอาบน้ำ
  49. หน้า ๑๘๖–๑๘๘ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ผ้าอาบน้ำไม่ได้ขนาด เมื่อทรงอนุญาตผ้าอาบน้ำแล้ว ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าอาบน้ำไม่ได้ขนาดจนเดินเที่ยวย้อยข้างหน้าข้างหลัง ทรงบัญญัติกำหนดขนาดผ้าอาบน้ำยาว ๔ คืบ กว้าง ๒ คืบ โดยคืบสุคต
  50. หน้า ๑๘๙–๑๙๒ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการเลาะจีวรแล้วไม่เย็บ ภิกษุณีถุลลนันทารับปากจะเย็บจีวรที่เลาะให้ภิกษุณีรูปหนึ่งแต่ผัดผ่อนไม่ยอมเย็บ ทรงบัญญัติห้ามเลาะจีวรผู้อื่นแล้วไม่เย็บคืนหรือไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นเย็บเกิน ๔-๕ วัน
  51. หน้า ๑๙๓–๑๙๕ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการไม่ผลัดเปลี่ยนสังฆาฏิตามกำหนด ภิกษุณีทั้งหลายฝากจีวรไว้แล้วออกจาริกจนจีวรขึ้นรา ทรงบัญญัติให้ภิกษุณีนุ่งห่มหรือผึ่งจีวรสังฆาฏิภายในกำหนด ๕ วัน หากปล่อยล่วงเลยต้องอาบัติปาจิตตีย์
  52. หน้า ๑๙๖–๑๙๘ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการห่มจีวรสับเปลี่ยนกัน ภิกษุณีรูปหนึ่งห่มจีวรของภิกษุณีอื่นที่ผึ่งไว้ไปบิณฑบาตโดยไม่ขออนุญาต ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีนุ่งห่มจีวรของผู้อื่นโดยเจ้าของไม่ได้ให้หรือไม่ได้บอกกล่าว
  53. หน้า ๑๙๙–๒๐๐ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ ตระกูลอุปัฏฐากประสงค์จะถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ แต่ภิกษุณีถุลลนันทาห้ามไว้ ต่อมาเรือนตระกูลนั้นถูกไฟไหม้จนถูกตำหนิว่าเสียทั้งโภคสมบัติและบุญสมบัติ ทรงบัญญัติห้ามทำอันตรายแก่จีวรที่คณะสงฆ์จะพึงได้
  54. หน้า ๒๐๑–๒๐๓ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการคัดค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรม ภิกษุณีถุลลนันทาห้ามแจกอกาลจีวรระหว่างที่อันเตวาสินีของตนไม่อยู่ แล้วให้แจกเมื่อพวกเธอกลับมา ทรงบัญญัติห้ามคัดค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรมของสงฆ์
  55. หน้า ๒๐๔–๒๐๕ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการให้สมณจีวรแก่ผู้ไม่ใช่ภิกษุณี ภิกษุณีถุลลนันทาติดสินบนครูนักฟ้อน นักกายกรรม และคนตีกลองด้วยจีวรสมณะ เพื่อให้ช่วยกล่าวยกย่องคุณของตนต่อหน้าชุมชน ทรงบัญญัติห้ามให้สมณจีวรแก่ชาวบ้าน ปริพาชก หรือปริพาชิกา
  56. หน้า ๒๐๖–๒๐๘ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการให้ล่วงเลยสมัยแห่งจีวรกาล ภิกษุณีถุลลนันทาห้ามแจกจีวรโดยหวังจีวรจากตระกูลอุปัฏฐากที่ยังไม่แน่นอน สุดท้ายตระกูลนั้นก็ไม่ถวาย ทรงบัญญัติห้ามปล่อยให้สมัยแห่งจีวรกาลล่วงเลยไปด้วยความหวังในจีวรที่เลื่อนลอย
  57. หน้า ๒๐๙–๒๑๑ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการห้ามการเดาะกฐินที่ชอบธรรม — จบนัคควรรค อุบาสกผู้สร้างวิหารประสงค์ถวายอกาลจีวรจึงขอให้สงฆ์เดาะกฐิน ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุณีถุลลนันทากลับคัดค้านเพราะหวังจีวร ทรงบัญญัติห้ามคัดค้านการเดาะกฐินที่ชอบธรรม พร้อมแสดงกรรมวาจาเดาะกฐิน จบนัคควรรค
  58. หน้า ๒๑๒–๒๑๓ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการนอนบนเตียงเดียวกัน ภิกษุณี ๒ รูปนอนบนเตียงเดียวกันเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถูกชาวบ้านตำหนิ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณี ๒ รูปนอนบนเตียงเดียวกัน
  59. หน้า ๒๑๔–๒๑๖ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ผ้าผืนเดียวเป็นทั้งผ้าปูนอนและผ้าห่ม ภิกษุณี ๒ รูปใช้ผ้าผืนเดียวเป็นทั้งผ้าปูนอนและผ้าห่มนอนร่วมกัน ถูกชาวบ้านตำหนิเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน ทรงบัญญัติห้ามการกระทำเช่นนี้
  60. หน้า ๒๑๗–๒๑๙ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการจงใจก่อความรำคาญ ภิกษุณีถุลลนันทาริษยาพระภัททกาปิลานีเถรีผู้ได้รับสรรเสริญว่ามีคุณสมบัติยิ่งกว่าตน จึงจงกรม ยืน นั่ง นอน และท่องบ่นต่อหน้าท่านเพื่อก่อความไม่ผาสุก ทรงบัญญัติห้ามจงใจก่อความไม่ผาสุกแก่ภิกษุณีอื่น
  61. หน้า ๒๒๐–๒๒๑ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการไม่ใส่ใจดูแลเพื่อนภิกษุณี ภิกษุณีถุลลนันทาไม่ดูแลช่วยเหลือสัทธิวิหารินีผู้เจ็บป่วย ทั้งไม่มอบหมายให้ผู้อื่นดูแลแทน ทรงบัญญัติห้ามการทอดทิ้งเช่นนี้
  62. หน้า ๒๒๒–๒๒๕ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการฉุดลากออก ภิกษุณีถุลลนันทารับปากให้ที่พักแก่พระภัททกาปิลานีเถรี แต่เมื่อเห็นชาวบ้านนิยมพระเถรีมากกว่าตนก็เกิดความริษยา โกรธจนฉุดลากท่านออกจากห้อง ทรงบัญญัติห้ามให้ที่พักแล้วโกรธฉุดลากผู้อื่นออกไป
  63. หน้า ๒๒๖–๒๒๙ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ภิกษุณีจัณฑกาลีอยู่คลุกคลีกับคหบดีและบุตรคหบดี ทรงบัญญัติให้ภิกษุณีอื่นตักเตือนและสวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้เลิกคลุกคลี หากไม่สละต้องอาบัติปาจิตตีย์
  64. หน้า ๒๓๐–๒๓๑ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายในรัฐ ภิกษุณีทั้งหลายเที่ยวจาริกไปโดยไม่มีกองเกวียนเป็นเพื่อนในถิ่นที่มีโจรและภัยอันตรายภายในรัฐ จนถูกพวกนักเลงข่มขืน ทรงบัญญัติห้ามจาริกในที่เช่นนี้โดยไม่มีกองเกวียนคุ้มกัน
  65. หน้า ๒๓๒–๒๓๓ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายนอกรัฐ พวกภิกษุณีเที่ยวจาริกไปไม่มีกองเกวียนเป็นเพื่อนในที่น่าหวาดระแวงภายนอกรัฐ จนถูกพวกนักเลงข่มขืนเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเที่ยวจาริกไปในหนทางนอกรัฐที่น่าหวาดระแวงมีภัยจากโจรโดยไม่มีกองเกวียนเป็นเพื่อน กำหนดอาบัติปาจิตตีย์ทุกละแวกหมู่บ้านหรือทุกกึ่งโยชน์ พร้อมข้อยกเว้น เช่น ไปกับกองเกวียนหรือไปในที่ปลอดภัย
  66. หน้า ๒๓๔–๒๓๕ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา พวกภิกษุณีเที่ยวจาริกไปภายในพรรษาเหยียบย่ำของเขียวและหญ้า เบียดเบียนสัตว์เล็กน้อย ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  67. หน้า ๒๓๖–๒๓๗ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการไม่หลีกจาริกไป — จบวรรคที่ ๔ ภิกษุณีจำพรรษาอยู่ในเมืองราชคฤห์ตลอดทั้งปีไม่ยอมออกจาริกที่อื่นเลย ชาวบ้านตำหนิว่าทิศทั้งหลายคงคับแคบมืดมนสำหรับภิกษุณี พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีจำพรรษาแล้วต้องหลีกจาริกไปอย่างน้อย ๕-๖ โยชน์ มิฉะนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์
  68. หน้า ๒๓๘–๒๔๐ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการไปดูโรงละครหลวง ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พากันไปดูหอจิตรกรรมในพระราชอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศลเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไปดูโรงละครหลวง หอจิตรกรรม สวนสาธารณะ อุทยาน หรือสระโบกขรณี
  69. หน้า ๒๔๑–๒๔๒ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ตั่งหรือแท่น ภิกษุณีทั้งหลายใช้ตั่งยาวหรือแท่นถักขนสัตว์เหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้ตั่งยาวเกินขนาดหรือแท่นที่ถักด้วยขนสัตว์
  70. หน้า ๒๔๓–๒๔๔ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการกรอด้าย ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กรอด้ายเองเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีกรอด้าย ยกเว้นด้ายที่ผู้อื่นกรอไว้แล้ว
  71. หน้า ๒๔๕–๒๔๖ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการช่วยทำการขวนขวายเพื่อคฤหัสถ์ พวกภิกษุณีช่วยหุงต้มข้าว ทำของเคี้ยว และซักผ้าให้คฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีช่วยทำการขวนขวายเพื่อคฤหัสถ์ ยกเว้นถวายสงฆ์หรือบูชาเจดีย์
  72. หน้า ๒๔๗–๒๔๙ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการไม่ช่วยระงับอธิกรณ์ ภิกษุณีถุลลนันทารับปากภิกษุณีรูปหนึ่งว่าจะช่วยระงับอธิกรณ์แต่ภายหลังไม่ช่วยและไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นช่วย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีรับปากช่วยระงับอธิกรณ์แล้วละเลยไม่ทำตาม
  73. หน้า ๒๕๐–๒๕๒ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักฟ้อนเป็นต้น ภิกษุณีถุลลนันทาให้ของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนแก่ครูนักฟ้อน นักกายกรรม และคนตีกลอง เพื่อแลกกับการกล่าวสรรเสริญคุณตนในที่ชุมนุมชน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้ของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนแก่ชาวบ้าน ปริพาชก หรือปริพาชิกา
  74. หน้า ๒๕๓–๒๕๕ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการใช้ผ้าซับระดูแล้วไม่สละ ภิกษุณีถุลลนันทาใช้ผ้าซับระดูคนเดียวไม่ยอมสละให้ภิกษุณีอื่นที่มีประจำเดือนได้ใช้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้ผ้าซับระดูแล้วไม่ยอมสละให้ผู้อื่นใช้บ้าง
  75. หน้า ๒๕๖–๒๕๘ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่สละที่พัก ภิกษุณีถุลลนันทาไม่สละที่พักแล้วหลีกจาริกไป ต่อมาที่พักถูกไฟไหม้ แต่ภิกษุณีอื่นไม่ยอมช่วยขนของออกเพราะเกรงจะถูกทวงความรับผิดชอบภายหลัง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไม่สละที่พักแล้วหลีกจาริกไป
  76. หน้า ๒๕๙–๒๖๑ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการเรียนดิรัจฉานวิชา ภิกษุณีฉัพพัคคีย์เรียนดิรัจฉานวิชาเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเรียนดิรัจฉานวิชา ยกเว้นวิชาเขียนหนังสือและพระปริตรเพื่อคุ้มครองตน
  77. หน้า ๒๖๒–๒๖๓ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการสอนดิรัจฉานวิชา — จบวรรคที่ ๕ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์สอนดิรัจฉานวิชาแก่ผู้อื่นเหมือนหญิงคฤหัสถ์ ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสอนดิรัจฉานวิชา ยกเว้นสอนเขียนหนังสือ การท่องจำ และพระปริตร
  78. หน้า ๒๖๔–๒๖๗ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเข้าอารามโดยไม่บอก ภิกษุณีเข้าไปหาภิกษุถึงที่อยู่ในอารามโดยไม่บอกกล่าว ภิกษุตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติซ้อนสามชั้นจนได้ข้อสรุปว่าภิกษุณีที่รู้อยู่ว่ามีภิกษุ เข้าไปสู่อารามโดยไม่บอก ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  79. หน้า ๒๖๘–๒๗๐ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการด่าบริภาษภิกษุ พระกัปปิตกะทำลายสถูปที่ภิกษุณีฉัพพัคคีย์สร้างไว้ให้ภิกษุณีผู้มรณภาพ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงวางแผนฆ่าท่าน แต่พระอุบาลีแอบแจ้งเตือนทำให้ท่านหนีรอดได้ ภิกษุณีจึงหันมาด่าพระอุบาลีว่าเป็นทาสรับใช้ตระกูลต่ำ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีด่าหรือบริภาษภิกษุ
  80. หน้า ๒๗๑–๒๗๓ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบริภาษคณะ ภิกษุณีจัณฑกาลีชอบก่อความบาดหมางจนถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมขณะภิกษุณีถุลลนันทาผู้คัดค้านไม่อยู่ เมื่อถุลลนันทากลับมาและไม่ได้รับการต้อนรับ จึงโกรธขึ้งเคียดบริภาษคณะสงฆ์ทั้งหมดว่าโง่เขลาไม่รู้จักกรรม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขึ้งเคียดบริภาษคณะ
  81. หน้า ๒๗๔–๒๗๖ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการฉันของเคี้ยวของฉันเมื่อห้ามภัตตาหารแล้ว พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุณีให้ฉัน แต่หลังห้ามภัตแล้วภิกษุณีบางพวกยังไปฉันซ้ำที่ตระกูลญาติอีก ทำให้พราหมณ์ต้องอับอายต่อหน้าเพื่อนบ้าน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีฉันของเคี้ยวของฉันหลังห้ามภัตตาหารแล้ว
  82. หน้า ๒๗๗–๒๗๘ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยความหวงตระกูล ภิกษุณีรูปหนึ่งหวงตระกูลอุปถัมภ์ของตน กล่าวเท็จกีดกันไม่ให้ภิกษุณีอื่นไปรับนิมนต์ในตระกูลนั้น ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีหวงตระกูล
  83. หน้า ๒๗๙–๒๘๐ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณีหลายรูปจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุอยู่เลย จึงไม่ได้รับโอวาทจากภิกษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ
  84. หน้า ๒๘๑–๒๘๒ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ภิกษุณีหลายรูปออกพรรษาแล้วไม่ได้ปวารณาต่อภิกษุสงฆ์เลย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีที่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์ทั้งสองฝ่ายด้วยฐานะ ๓ คือด้วยได้เห็น ได้ยิน หรือระแวงสงสัย
  85. หน้า ๒๘๓–๒๘๔ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาทเป็นต้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไปให้โอวาทถึงสำนักภิกษุณีฉัพพัคคีย์เอง ทำให้ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ปฏิเสธไม่ไปรับโอวาทตามปกติ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไม่ไปรับโอวาทหรือธรรมเป็นเหตุอยู่ร่วมกัน
  86. หน้า ๒๘๕–๒๘๖ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการไม่ถามอุโบสถเป็นต้น ภิกษุณีบางพวกละเลยไม่ถามวันอุโบสถและไม่ขอโอวาทจากภิกษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีต้องหวังธรรม ๒ อย่างจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือถามอุโบสถและเข้าไปขอโอวาท
  87. หน้า ๒๘๗–๒๘๙ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการให้บ่งฝีในร่มผ้า — จบวรรคที่ ๖ ภิกษุณีรูปหนึ่งให้ชายบ่งฝีที่เกิดในร่มผ้าโดยอยู่กันสองต่อสองตามลำพัง ชายนั้นจึงพยายามข่มขืนเธอจนต้องร้องขอความช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้บ่ง ผ่า ชะล้าง ทา พัน หรือแกะฝีในร่มผ้าโดยไม่บอกสงฆ์และอยู่สองต่อสองกับชาย
  88. หน้า ๒๙๐–๒๙๒ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีครรภ์ ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สตรีมีครรภ์ เมื่อนางออกบิณฑบาตท้องแก่ปรากฏชัด ชาวบ้านตำหนิ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีบวชให้สตรีมีครรภ์ ภิกษุณีผู้บวชให้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เว้นแต่ไม่รู้ว่ามีครรภ์ วิกลจริต หรือเป็นภิกษุณีต้นบัญญัติ
  89. หน้า ๒๙๓–๒๙๕ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีลูกยังดื่มนม ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สตรีที่มีลูกยังดื่มนม เมื่อเที่ยวบิณฑบาตชาวบ้านตำหนิว่าต้องแบ่งอาหารเลี้ยงทั้งแม่ทั้งลูก พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีบวชให้สตรีมีลูกยังดื่มนม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  90. หน้า ๒๙๖–๓๐๐ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปี ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาที่ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อครบ ๒ ปี ทำให้ภิกษุณีใหม่โง่เขลาไม่รู้สิ่งควรไม่ควร พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้ "สิกขาสมมติ" ในธรรม ๖ ข้อแก่สิกขมานาก่อน พร้อมกำหนดกรรมวาจาและคำสมาทานศีล ๖ ข้อโดยละเอียด แล้วทรงบัญญัติห้ามฝ่าฝืน
  91. หน้า ๓๐๑–๓๐๔ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาที่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาที่ศึกษาสิกขาครบ ๒ ปีแล้วแต่สงฆ์ยังไม่ได้ให้ "วุฏฐานสมมติ" รับรอง จนเกิดความสับสนเมื่อภิกษุณีใหม่ถูกเรียกว่าเป็นสิกขมานาแต่ตอบว่าตนเป็นภิกษุณีแล้ว ทรงบัญญัติวิธีขอและให้วุฏฐานสมมติ แล้วทรงห้ามบวชให้โดยไม่ผ่านขั้นตอนนี้
  92. หน้า ๓๐๕–๓๐๗ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ภิกษุณีบวชให้หญิงที่เคยมีครอบครัวแต่อายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ซึ่งไม่อดทนต่อความลำบากต่างๆ จนแทบเอาชีวิตไม่รอด พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามบวชให้หญิงมีครอบครัวที่อายุยังไม่ถึง ๑๒ ปี
  93. หน้า ๓๐๘–๓๑๑ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการบวชให้หญิงมีครอบครัวอายุครบ ๑๒ ปีแต่ยังไม่ได้ศึกษาสิกขา ภิกษุณีบวชให้หญิงมีครอบครัวอายุครบ ๑๒ ปีแต่ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปี ทำให้ภิกษุณีใหม่โง่เขลา ทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้สิกขาสมมติแก่หญิงกลุ่มนี้เช่นเดียวกับสิกขมานาทั่วไป แล้วทรงบัญญัติห้ามฝ่าฝืน
  94. หน้า ๓๑๒–๓๑๕ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบวชให้หญิงมีครอบครัวซึ่งสงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ภิกษุณีบวชให้หญิงมีครอบครัวอายุครบ ๑๒ ปีที่ศึกษาสิกขาครบแล้วแต่สงฆ์ยังไม่ได้ให้วุฏฐานสมมติ เกิดความสับสนเรื่องสถานะเช่นเดียวกับสิกขาบทที่ ๔ ทรงบัญญัติวิธีขอวุฏฐานสมมติและห้ามบวชให้ก่อนได้รับ
  95. หน้า ๓๑๖–๓๑๗ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่อนุเคราะห์สหชีวินีตลอด ๒ ปี ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินี(ผู้ร่วมอุปัชฌาย์)แล้วไม่อนุเคราะห์สั่งสอนเอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นอนุเคราะห์ตลอด ๒ ปี ทำให้ภิกษุณีใหม่โง่เขลาไม่รู้สิ่งควรไม่ควร ทรงบัญญัติห้ามทอดธุระเช่นนี้
  96. หน้า ๓๑๘–๓๑๙ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการไม่ติดตามปวัตตินีตลอด ๒ ปี ภิกษุณีทั้งหลายที่บวชแล้วไม่ติดตามอุปัฏฐากปวัตตินี(อุปัชฌาย์)ของตนตลอด ๒ ปี ทรงบัญญัติห้ามทอดธุระไม่ติดตามอุปัชฌาย์ เว้นแต่มีเหตุขัดข้องหรือเจ็บป่วย
  97. หน้า ๓๒๐–๓๒๑ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการไม่พาสหชีวินีหลีกไป — จบวรรคที่ ๗ ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีแล้วไม่พาหลีกหนีเมื่อมีภัย ทั้งไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไป จนสามีเก่าตามจับตัวสหชีวินีนั้นได้ ทรงบัญญัติห้ามทอดธุระไม่พาหลีกไปแม้ไกลถึง ๕-๖ โยชน์ จบคัพภินีวรรค ๑๐ สิกขาบท
  98. หน้า ๓๒๒–๓๒๔ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุณีบวชให้กุมารี(สามเณรี)อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ซึ่งไม่อดทนต่อความลำบากต่างๆ จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ทรงบัญญัติห้ามบวชให้กุมารีที่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี เปิดวรรคใหม่ว่าด้วยกุมารี
  99. หน้า ๓๒๕–๓๒๘ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีที่ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ ภิกษุณีบวชให้กุมารีอายุครบ ๒๐ ปีแต่ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปี ทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้สิกขาสมมติแก่กุมารีได้ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี เพื่อให้ครบกำหนด ๒ ปีพอดีเมื่ออายุถึง ๒๐ ปี พร้อมกรรมวาจาโดยละเอียด
  100. หน้า ๓๒๙–๓๓๒ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีที่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ภิกษุณีบวชให้กุมารีอายุครบ ๒๐ ปีที่ศึกษาสิกขาครบแล้วแต่สงฆ์ยังไม่ได้ให้วุฏฐานสมมติ เกิดความสับสนเรื่องสถานะเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อนหน้า ทรงบัญญัติวิธีขอวุฏฐานสมมติและห้ามบวชให้ก่อนได้รับ
  101. หน้า ๓๓๓–๓๓๔ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ เป็นปวัตตินี ภิกษุณีที่มีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ พรรษาบวชให้กุลธิดาเป็นอุปัชฌาย์ ทำให้ทั้งอุปัชฌาย์และสัทธิวิหารินีโง่เขลาไม่รู้สิ่งควรไม่ควร ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ เป็นปวัตตินี
  102. หน้า ๓๓๕–๓๓๘ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ เป็นปวัตตินีแต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ภิกษุณีที่มีพรรษาครบ ๑๒ แต่สงฆ์ยังไม่ได้ให้ "วุฏฐาปนสมมติ" รับรองความเป็นอุปัชฌาย์ กลับบวชให้กุลธิดา ทรงบัญญัติวิธีขอวุฏฐาปนสมมติ โดยระบุว่าต้องเป็นทั้งคนฉลาดและมีความละอายสงฆ์จึงควรให้
  103. หน้า ๓๓๙–๓๔๐ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการบ่นว่าภายหลัง ภิกษุณีจัณฑกาลีขอวุฏฐาปนสมมติแต่สงฆ์พิจารณาแล้วไม่ให้ โดยขอให้เธออย่าบวชให้กุลธิดา เธอรับคำ แต่ภายหลังเห็นภิกษุณีอื่นได้รับวุฏฐาปนสมมติจึงกลับบ่นว่าตนถูกกลั่นแกล้ง ทรงบัญญัติห้ามบ่นว่าสงฆ์ภายหลังรับคำแล้ว
  104. หน้า ๓๔๑–๓๔๓ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ถวายจีวรแล้วไม่บวชให้ สิกขมานารูปหนึ่งขออุปสมบทกับภิกษุณีถุลลนันทา ผู้ต่อรองว่าจะบวชให้หากได้รับจีวร แต่เมื่อรับจีวรแล้วกลับไม่บวชให้และไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นบวชให้ ทรงบัญญัติห้ามการเรียกร้องผลประโยชน์แล้วผิดสัญญาเช่นนี้
  105. หน้า ๓๔๔–๓๔๖ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ติดตามตลอด ๒ ปีแล้วไม่บวชให้ ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวกับสิกขมานาว่าจะบวชให้หากติดตามอุปัฏฐากตนตลอด ๒ ปี แต่เมื่อสิกขมานาติดตามครบแล้วกลับไม่บวชให้ ทรงบัญญัติห้ามการเรียกร้องผลประโยชน์แล้วผิดสัญญาเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน
  106. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้คลุกคลีกับชาย ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานาชื่อจัณฑกาลีผู้คลุกคลีกับชายและเด็กอย่างไม่เหมาะสม ดุร้าย มักโกรธ และทำให้ชายที่เกี่ยวข้องเป็นทุกข์โศกเศร้า ทรงบัญญัติห้ามบวชให้สิกขมานาที่มีความประพฤติเช่นนี้
  107. หน้า ๓๔๙–๓๕๓ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐-๑๑ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาที่ยังไม่ได้รับอนุญาต/ด้วยปาริวาสิกฉันทะ ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานาที่มารดาบิดาหรือสามียังไม่อนุญาต และอีกครั้งนัดพระเถระมาประชุมแล้วยกเลิกกลางคัน ไปนิมนต์พระเทวทัต พระโกกาลิกะ และพวกมาบวชให้สิกขมานาแทน ทรงบัญญัติปาจิตตีย์ทั้งสองกรณี
  108. หน้า ๓๕๔–๓๕๗ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๒-๑๓ ว่าด้วยการบวชสิกขมานาทุกปี/ปีละ ๒ รูป — จบวรรคที่ ๘ ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สิกขมานาทุก ๆ ปีและปีละ ๒ รูปจนที่อยู่ไม่เพียงพอ ถูกชาวบ้านตำหนิ ทรงบัญญัติห้ามบวชเกินกำหนด ปิดท้ายกุมารีภูตวรรค
  109. หน้า ๓๕๘–๓๖๐ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑ (กั้นร่มและสวมรองเท้า) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กั้นร่มและสวมรองเท้าเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถูกชาวบ้านตำหนิ ทรงบัญญัติห้าม แล้วทรงอนุญาตเฉพาะภิกษุณีผู้เป็นไข้
  110. หน้า ๓๖๑–๓๖๓ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๒ (โดยสารยานพาหนะ) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์โดยสารยานไปเหมือนหญิงคฤหัสถ์ ถูกตำหนิ ทรงบัญญัติห้าม แล้วทรงอนุญาตยานแก่ภิกษุณีผู้เป็นไข้ที่เดินเท้าไม่ไหว
  111. หน้า ๓๖๔–๓๖๕ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๓ (เครื่องประดับเอว) ภิกษุณีรูปหนึ่งสวมเครื่องประดับเอวไปส่งให้หญิงคนหนึ่งตามคำขอ ระหว่างทางด้ายขาดเครื่องประดับตกเรี่ยราดลงบนถนน ถูกชาวบ้านตำหนิ ทรงบัญญัติห้ามใช้เครื่องประดับเอว
  112. หน้า ๓๖๖–๓๖๗ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๔ (เครื่องประดับของสตรี) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับศีรษะ คอ มือ เท้า และสะเอวอย่างหญิงคฤหัสถ์ ถูกตำหนิ ทรงบัญญัติห้ามใช้เครื่องประดับของสตรี
  113. หน้า ๓๖๘–๓๖๙ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๕ (สรงสนานด้วยของหอมและเครื่องย้อมผิว) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์สรงสนานด้วยของหอมและเครื่องย้อมผิวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ทรงบัญญัติห้าม เว้นแต่มีเหตุอาพาธ
  114. หน้า ๓๗๐–๓๗๑ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๖ (สรงสนานด้วยแป้งอบกลิ่น) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์สรงสนานด้วยแป้งงาที่อบกลิ่นหอมเหมือนหญิงคฤหัสถ์ ทรงบัญญัติห้าม เว้นสรงสนานเพราะอาพาธหรือใช้แป้งตามปกติ
  115. หน้า ๓๗๒–๓๗๓ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๗ (ใช้ภิกษุณีให้บีบนวด) ภิกษุณีใช้ภิกษุณีด้วยกันให้บีบหรือนวดตนเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถูกตำหนิเมื่อคนจาริกพบเห็น ทรงบัญญัติห้าม เว้นกรณีอาพาธ
  116. หน้า ๓๗๔–๓๗๕ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๘-๑๐ (ใช้สิกขมานา สามเณรี หญิงคฤหัสถ์ให้บีบนวด) ภิกษุณีใช้สิกขมานา สามเณรี หรือหญิงคฤหัสถ์ให้บีบหรือนวดตนเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน ทรงบัญญัติห้ามในลักษณะเดียวกัน
  117. หน้า ๓๗๖–๓๗๘ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ (นั่งอาสนะข้างหน้าภิกษุโดยไม่ขอโอกาส) ภิกษุณีไม่บอกก่อนแล้วนั่งบนอาสนะข้างหน้าภิกษุ ถูกภิกษุทั้งหลายตำหนิ ทรงบัญญัติปาจิตตีย์สำหรับผู้ไม่ขอโอกาสก่อนนั่ง
  118. หน้า ๓๗๙–๓๘๑ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๒ (ถามปัญหาภิกษุโดยไม่ขอโอกาส) ภิกษุณีถามปัญหาภิกษุที่ตนยังไม่ได้ขอโอกาสก่อน เช่นขอโอกาสในพระสูตรแต่กลับถามพระวินัยหรือพระอภิธรรม ทรงบัญญัติปาจิตตีย์
  119. หน้า ๓๘๒–๓๘๔ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๓ (เข้าหมู่บ้านไม่มีผ้ารัดถัน) — จบปาจิตติยกัณฑ์ (๑๖๖ สิกขาบท) ภิกษุณีรูปหนึ่งไม่มีผ้ารัดถันเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ลมบ้าหมูพัดเปิดสังฆาฏิเวิกขึ้นจนถูกชาวบ้านเยาะเย้าเรื่องทรวดทรง ทรงบัญญัติห้าม ปิดท้ายด้วยบทสรุปครบปาจิตตีย์ ๑๖๖ สิกขาบท
  120. หน้า ๓๘๕–๓๘๘ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๑ (ออกปากขอเนยใส) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ออกปากขอเนยใสมาฉันโดยไม่อาพาธ ถูกตำหนิว่าอยากได้ของเอร็ดอร่อย ทรงบัญญัติให้แสดงคืนอาบัติปาฏิเทสนียะ เว้นแต่ภิกษุณีผู้เป็นไข้
  121. หน้า ๓๘๙–๓๙๔ ปาฏิเทสนียะ สิกขาบทที่ ๒-๘ (ขอน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมเปรี้ยว) — จบปาฏิเทสนียกัณฑ์ (๘ สิกขาบท) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ออกปากขอน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด และนมเปรี้ยวมาฉันโดยไม่อาพาธเช่นเดียวกับเนยใส ทรงบัญญัติห้ามในลักษณะเดียวกัน ปิดท้ายด้วยบทสรุปครบปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขาบท (หน้า ๓๙๔ เป็นหน้าว่าง)
  122. หน้า ๓๙๕–๓๙๖ เสขิยกัณฑ์ ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๑ (ครองอันตรวาสกให้เรียบร้อย) เริ่มเสขิยกัณฑ์ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ครองอันตรวาสกย้อยข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างเหมือนหญิงคฤหัสถ์ ทรงบัญญัติให้ครองผ้าเรียบร้อยปิดสะดือถึงเข่า สิกขาบทที่ ๒-๗๔ เป็นสาธารณบัญญัติร่วมกับภิกษุจึงย่อไว้ไม่แสดงซ้ำ
  123. หน้า ๓๙๗–๓๙๙ เสขิยกัณฑ์ ปาทุกาวรรค สิกขาบทที่ ๗๕ (ห้ามถ่ายและบ้วนน้ำลายลงในน้ำ) — จบเสขิยกัณฑ์ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และบ้วนน้ำลายลงในน้ำเหมือนหญิงคฤหัสถ์ ถูกตำหนิ ทรงบัญญัติห้าม เว้นผู้เป็นไข้ ปิดท้ายปาทุกาวรรคและเสขิยกัณฑ์ทั้งหมดด้วยบทสรุป
  124. หน้า ๔๐๐ อธิกรณสมถะ ๗ ประการ แสดงธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ ๗ ประการ ได้แก่ สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกวินัย พร้อมบทสวดถามความบริสุทธิ์ของสงฆ์
  125. หน้า ๔๐๑ คำนิคมสรุปยอดสิกขาบทและบทปิดท้ายภิกขุนีวิภังค์ สรุปยอดสิกขาบททั้งหมดของภิกขุนีวิภังค์ คือ ปาราชิก ๘ สังฆาทิเสส ๑๗ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๑๖๖ ปาฏิเทสนียะ ๘ เสขิยะ และอธิกรณสมถะ ๗ พร้อมคำเชิญชวนให้ศึกษาพร้อมเพรียงกัน ปิดท้ายด้วย "ภิกขุนีวิภังค์ จบ"