ปัฏฐาน ภาค ๑

ฉบับ มจร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๐ · ๙๐๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๔ ปัจจยุทเทส และปัจจยนิทเทส: บัญชีรายชื่อและคำนิยามปัจจัย 24 ประการ ก่อนจะเข้าสู่การวิเคราะห์จริง คัมภีร์เปิดเล่มด้วยการไล่รายชื่อ 'ปัจจัย' ทั้ง 24 อย่างที่จะใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ของสภาวธรรมตลอดทั้งเล่ม เช่น เหตุปัจจัย (เหตุที่เป็นราก) อารัมมณปัจจัย (สิ่งที่จิตรับรู้) อธิปติปัจจัย (ธรรมที่เป็นประธาน) สหชาตปัจจัย (การเกิดพร้อมกัน) ไปจนถึงอวิคตปัจจัย จากนั้นขยายความนิยามของแต่ละปัจจัยพร้อมยกตัวอย่างประกอบ เนื้อหาช่วงนี้เปรียบเสมือน 'คำศัพท์และเครื่องมือ' ที่จะถูกนำไปใช้ซ้ำตลอดทั้งคัมภีร์
  2. หน้า ๑๔–๒๖ วางกรอบคำถามต้นแบบ ก่อนเริ่มวิเคราะห์จริง (ปุจฉาวาร-ปัณณัตติวาร) ก่อนนำปัจจัยทั้ง 24 ไปใช้กับหมวดธรรมจริง คัมภีร์วางกรอบคำถามต้นแบบไว้ก่อนว่าจะถามอย่างไรว่าสภาวธรรมหนึ่งเป็นปัจจัยแก่อีกสภาวธรรมหนึ่งได้หรือไม่ โดยตั้งคำถามได้ 4 แบบ คือ ถามแบบยืนยัน (อนุโลม) ถามแบบปฏิเสธ (ปัจจนียะ) และถามแบบผสมทั้งสองทิศทาง ช่วงนี้เป็นเพียงการวางรูปแบบคำถามไว้ล่วงหน้า ยังไม่มีคำตอบ เป็นการเตรียมทางก่อนนำไปใช้จริงกับกุสลติกะในหน้าถัดไป
  3. หน้า ๒๖–๔๗ เริ่มวิเคราะห์กุสลติกะจริง: ปฏิจจวาร ฝ่ายยืนยัน (อนุโลม) เข้าสู่การวิเคราะห์หมวดแรกในบรรดา 22 ติกะ คือ 'กุสลติกะ' (ธรรมที่เป็นกุศล-อกุศล-อัพยากฤต) โดยเริ่มจาก 'ปฏิจจวาร' ซึ่งเป็นคำถามพื้นฐานที่สุดว่าสภาวธรรมอย่างหนึ่งในสามกลุ่มนี้อาศัยอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้หรือไม่ ไล่ตรวจทีละปัจจัยจากทั้ง 24 ปัจจัยในฝ่ายยืนยัน พร้อมยกตัวอย่างขันธ์และรูปธรรมที่เกี่ยวข้อง จากนั้นสรุปเป็นตารางนับจำนวน 'วาระ' ที่เป็นไปได้ในแต่ละปัจจัย
  4. หน้า ๔๗–๖๙ ปฏิจจวาร ฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ): ทดสอบด้วยปัจจัยลบ เช่น 'ไม่มีเหตุปัจจัย' สลับมุมคำถามในปฏิจจวาร จากเดิมถามว่า 'อาศัยปัจจัยนี้เกิดขึ้นได้หรือไม่' เป็นถามในทางกลับกันว่า 'อาศัยกันเกิดขึ้นได้หรือไม่ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยนี้' เช่น นเหตุปัจจัย (ภาวะไม่มีเหตุเป็นเงื่อนไข) ไล่ตรวจทีละปัจจัยปฏิเสธเช่นเดียวกับฝ่ายยืนยัน พร้อมตัวอย่างประกอบและตารางนับวาระ ปิดท้ายด้วยการจบฝ่ายปฏิเสธของปฏิจจวาร
  5. หน้า ๖๙–๙๗ ปฏิจจวาร ฝ่ายผสม: 'มีปัจจัยนี้' ควบกับ 'ไม่มีปัจจัยอื่น' (อนุโลมปัจจนียะ) ขั้นที่ซับซ้อนขึ้นอีกระดับ คือนำปัจจัยฝ่ายยืนยันมาจับคู่ผสมกับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ เช่น ถามว่า 'มีเหตุปัจจัยแต่ไม่มีอารัมมณปัจจัย' จะยังเป็นเงื่อนไขให้เกิดขึ้นได้กี่กรณี (วาระ) ไล่ผสมคู่เช่นนี้จนครบทุกปัจจัยตามลำดับ เป็นการตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ยังคงอยู่หรือไม่เมื่อจำกัดเงื่อนไขให้แคบและซับซ้อนขึ้น
  6. หน้า ๙๗–๑๒๔ ปฏิจจวาร ฝ่ายผสมสลับทาง: 'ไม่มีปัจจัยนี้' ควบกับ 'มีปัจจัยอื่น' (ปัจจนียานุโลม, จบปฏิจจวาร) สลับทิศทางการผสมจากช่วงก่อนหน้า คราวนี้เริ่มจากปัจจัยฝ่ายปฏิเสธแล้วควบกับปัจจัยฝ่ายยืนยัน เช่น 'ไม่มีเหตุปัจจัยแต่มีอารัมมณปัจจัย' ไล่ครบทุกปัจจัยเช่นเดิม เมื่อจบช่วงนี้ถือว่าปฏิจจวารของกุสลติกะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 4 รูปแบบคำถาม (ยืนยัน ปฏิเสธ และผสมสองทาง)
  7. หน้า ๑๒๕–๑๓๑ สหชาตวาร: ธรรมที่เกิดพร้อมกัน ตรวจซ้ำครบ 4 รูปแบบคำถามเดิม (จบ) วาระที่ 2 เปลี่ยนคำถามจาก 'อาศัยเกิดขึ้น' เป็น 'เกิดพร้อมกัน' คือถามว่าสภาวธรรมสองอย่างในกุสลติกะเกิดร่วมกันในขณะเดียวกันได้หรือไม่ โดยใช้โครงสร้างคำถามชุดเดิมทั้ง 4 แบบเหมือนที่ทำกับปฏิจจวาร เพียงแต่เปลี่ยนกรอบคำถามใหม่ ช่วงนี้ค่อนข้างกระชับเพราะเนื้อหาคาบเกี่ยวกับปฏิจจวารมาก
  8. หน้า ๑๓๑–๑๕๑ ปัจจยวาร: 'ทำให้เป็นปัจจัย' แก่กัน ฝ่ายยืนยัน ไล่ครบทั้ง 24 ปัจจัย วาระที่ 3 เปลี่ยนมุมคำถามอีกครั้ง จากเดิมถามว่า 'อาศัยเกิดขึ้น' เป็นถามว่าสภาวธรรมหนึ่ง 'ทำให้อีกสภาวธรรมหนึ่งเป็นปัจจัย' แก่การเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งครอบคลุมกว้างกว่าปฏิจจวาร ไล่ตรวจทีละปัจจัยตั้งแต่เหตุ อารัมมณ อธิปติ สหชาต นิสสย ไปจนถึงปัจจัยอื่น ๆ ในฝ่ายยืนยัน พร้อมตารางนับวาระปิดท้าย
  9. หน้า ๑๕๑–๑๖๘ ปัจจยวาร ฝ่ายปฏิเสธ: ตรวจด้วยปัจจัยลบ เช่น 'ไม่มีเหตุ' 'ไม่มีอธิปติ' (จบ) เช่นเดียวกับปฏิจจวาร เมื่อจบฝ่ายยืนยันของปัจจยวารแล้วก็สลับมาถามในทางปฏิเสธ ว่าเมื่อไม่มีปัจจัยหนึ่ง (เช่น นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย นอธิปติปัจจัย) ความสัมพันธ์แบบ 'ทำให้เป็นปัจจัย' ยังเป็นไปได้หรือไม่ ไล่ครบทุกปัจจัยปฏิเสธ พร้อมตารางนับวาระ ปิดท้ายฝ่ายปฏิเสธของปัจจยวาร
  10. หน้า ๑๖๘–๑๘๔ ปัจจยวาร ฝ่ายผสม: ปัจจัยบวกควบปัจจัยลบ (อนุโลมปัจจนียะ) ผสมคำถามแบบเดียวกับที่ทำในปฏิจจวารมาใช้กับปัจจยวาร คือนำปัจจัยฝ่ายยืนยันมาควบกับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธทีละคู่ เช่น มีเหตุปัจจัยแต่ไม่มีอารัมมณปัจจัย ไล่ครบทุกปัจจัยตามลำดับปัจจยุทเทสตั้งแต่เหตุ อารัมมณ อธิปติ ไปจนถึงวิปปยุตตปัจจัย
  11. หน้า ๑๘๔–๒๐๖ ปัจจยวาร ฝ่ายผสมสลับทาง: ปัจจัยลบควบปัจจัยบวก (จบปัจจยวารทั้งหมด) สลับทิศทางผสมอีกครั้ง เริ่มจากปัจจัยฝ่ายปฏิเสธแล้วควบด้วยปัจจัยฝ่ายยืนยัน ไล่ครบทุกปัจจัยเช่นเดียวกับช่วงก่อน เมื่อจบช่วงนี้ถือว่าปัจจยวารของกุสลติกะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 4 รูปแบบคำถามเช่นเดียวกับปฏิจจวาร
  12. หน้า ๒๐๖–๒๑๓ นิสสยวาร: ธรรมที่เป็นที่พึ่งพิงอาศัยแก่กัน ครบ 4 รูปแบบคำถาม (จบ) วาระที่ 4 ถามในแง่ 'การอิงอาศัยเป็นที่พึ่ง' ซึ่งมีเนื้อหาใกล้เคียงกับปัจจยวารมาก จึงใช้โครงสร้างคำถามชุดเดิมทั้ง 4 แบบซ้ำอีกครั้งแต่ในกรอบคำถามใหม่ ช่วงนี้ค่อนข้างกระชับเพราะส่วนใหญ่ซ้ำกับปัจจยวารที่ผ่านมา
  13. หน้า ๒๑๓–๒๑๙ สังสัฏฐวาร: ธรรมที่เกิดระคนปนกัน ฝ่ายยืนยัน วาระที่ 5 เปลี่ยนคำถามเป็นว่าสภาวธรรมสองอย่าง 'เกิดระคนปนเป็นเนื้อเดียวกัน' ได้หรือไม่ (ต่างจากสหชาตวารที่ถามเพียงว่าเกิดพร้อมกัน) ไล่ตรวจทีละปัจจัย เช่น เหตุ อารัมมณ ปุเรชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย พร้อมตัวอย่างสภาวธรรมที่ประกอบด้วยเวทนาต่าง ๆ และตารางนับวาระ
  14. หน้า ๒๑๙–๒๒๙ สังสัฏฐวาร ฝ่ายปฏิเสธ (จบ) สลับมาถามในทางปฏิเสธว่า เมื่อไม่มีปัจจัยหนึ่ง (เช่น นเหตุ นอธิปติ นปัจฉาชาต นกัมม นวิปาก นฌาน นมัคค นวิปปยุตตปัจจัย) การเกิดระคนปนกันยังเป็นไปได้หรือไม่ ไล่ครบทุกปัจจัยปฏิเสธ พร้อมตารางนับวาระ ปิดท้ายฝ่ายปฏิเสธของสังสัฏฐวาร
  15. หน้า ๒๒๙–๒๕๓ สังสัฏฐวาร ฝ่ายผสมทั้งสองทาง (จบสังสัฏฐวารทั้งหมด) ผสมคำถามแบบเดียวกับวาระก่อนหน้า ทั้งปัจจัยบวกควบลบ และปัจจัยลบควบบวก ไล่ครบทุกปัจจัยตามลำดับปัจจยุทเทส เมื่อจบช่วงนี้ถือว่าสังสัฏฐวารของกุสลติกะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 4 รูปแบบคำถาม
  16. หน้า ๒๕๓–๒๕๗ สัมปยุตตวาร: ธรรมที่ประกอบเป็นหนึ่งเดียวกัน ครบ 4 รูปแบบคำถาม (จบ) วาระที่ 6 ถามในแง่ 'การประกอบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน' ซึ่งมีเนื้อหาใกล้เคียงกับสังสัฏฐวารมาก จึงย่อกระชับ ใช้โครงสร้างคำถามชุดเดิมทั้ง 4 แบบซ้ำอีกครั้ง ปิดท้ายวาระที่ 6 จากทั้งหมด 7 วาระ
  17. หน้า ๒๕๗–๒๗๕ ปัญหาวาร: วาระใหญ่ที่สุด เริ่มไล่ทีละปัจจัยอย่างละเอียด (เหตุ-อารัมมณ-อธิปติ-สหชาต-นิสสย-อุปนิสสยปัจจัย) เข้าสู่วาระที่ 7 และเป็นวาระที่ใหญ่ที่สุดของกุสลติกะ ต่างจากวาระก่อนหน้าที่ถามคำถามรวบยอด ปัญหาวารจะไล่ตรวจทีละปัจจัยหนึ่งต่อหนึ่งอย่างละเอียดว่าสภาวธรรมกุศล/อกุศล/อัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่กันอย่างไรผ่านปัจจัยนั้นโดยเฉพาะ พร้อมตัวอย่างจิตจริง เช่น ความยินดีเพลิดเพลิน ราคะ ทิฏฐิ และอุปนิสสยปัจจัย 3 แบบ
  18. หน้า ๒๗๕–๒๙๒ ปัญหาวาร (ต่อ): ไล่ปัจจัยที่เหลือจนครบ 24 ปัจจัย (ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-กัมม-วิปาก-อาหาร-ฌาน-มัคค-อัตถิ-อวิคตปัจจัย ฯลฯ) ไล่ต่อจากอุปนิสสยปัจจัยไปจนครบปัจจัยที่เหลือทั้งหมดในบัญชี 24 ปัจจัย เช่น ปุเรชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดก่อนแล้วเป็นเงื่อนไข) ปัจฉาชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดทีหลังแล้วย้อนเป็นเงื่อนไข) กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย ไปจนถึงอัตถิและอวิคตปัจจัยซึ่งเป็นปัจจัยตัวสุดท้าย ปิดท้ายการอธิบายทีละปัจจัย (วิภังควาร) ของปัญหาวารทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ช่วงสรุปนับจำนวนถัดไป
  19. หน้า ๒๙๒–๓๑๕ ปัญหาวาร-สังขยาวาร: กลับมานับจำนวนวาระที่เป็นไปได้ทีละปัจจัย (เหตุ-อาหารปัจจัย) หลังจากอธิบายความหมายทีละปัจจัยอย่างละเอียดแล้ว คัมภีร์วกกลับมาสรุปเป็นตัวเลข คือนับว่าในแต่ละคู่ปัจจัยที่เข้ากันได้ (เรียกว่า 'สภาคนัย' หรือ 'ฆฏนา') มีกรณี ('วาระ') ที่เป็นไปได้กี่กรณี ไล่ทีละปัจจัยตามลำดับเดิมตั้งแต่เหตุ อารัมมณ อธิปติ สหชาต นิสสย อุปนิสสย ไปจนถึงอาหารปัจจัย
  20. หน้า ๓๑๕–๓๓๒ สังขยาวาร (ต่อ): อินทรียปัจจัยซึ่งมีรายละเอียดยาวที่สุดในช่วงนี้ แล้วฌาน-มัคคปัจจัย (จบมัคคมูลกนัย) นับวาระต่อเนื่องมาถึงอินทรียปัจจัย (ความเป็นใหญ่ในหน้าที่ เช่น สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์) ซึ่งมีกรณีย่อยจับคู่กับปัจจัยอื่นจำนวนมากที่สุดในช่วงนี้ ตามด้วยฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยซึ่งกระชับกว่า ปิดท้ายด้วยการนับวาระของมัคคปัจจัย
  21. หน้า ๓๓๒–๓๔๑ สังขยาวาร: ปิดท้ายฝ่ายยืนยันของปัญหาวารทั้งหมด (สัมปยุตต-วิปปยุตต-อัตถิ-นัตถิ-วิคต-อวิคตปัจจัย) นับวาระของปัจจัยที่เหลืออีก 6 ตัวจนครบ ปิดท้ายฝ่ายยืนยัน (อนุโลม) ของปัญหาวารทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมทั้งการอธิบายทีละปัจจัย (วิภังควาร) และการนับจำนวนวาระ (สังขยาวาร) ของปัจจัยฝ่ายบวกทั้ง 24 ตัวโดยสมบูรณ์
  22. หน้า ๓๔๑–๓๔๓ ปัจจนียุทธาร: สรุปย่อด้วยร้อยแก้วว่าปัจจัยฝ่ายปฏิเสธใดใช้ได้กับคู่ธรรมใด ก่อนกลับเข้าสู่ตารางนับวาระ แทรกบทสรุปสั้น ๆ แบบร้อยแก้ว (ไม่ใช่ตาราง) บอกว่าในแต่ละคู่สภาวธรรมของกุสลติกะ มีปัจจัยฝ่ายปฏิเสธใดบ้างที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ได้ เป็นการสรุปคั่นก่อนจะกลับเข้าสู่รูปแบบตารางนับวาระอย่างละเอียดอีกครั้งในฝ่ายปฏิเสธ
  23. หน้า ๓๔๓–๓๖๕ สังขยาวาร ฝ่ายปฏิเสธ: นับวาระของปัจจัยลบ เริ่มจากนเหตุ-นอารัมมณ-นสหชาต-นอัญญมัญญ-นนิสสย-นอุปนิสสยปัจจัย เปลี่ยนจากนับวาระฝ่ายยืนยันมาเป็นฝ่ายปฏิเสธ คือนับว่ากรณีที่ 'ไม่มี' ปัจจัยหนึ่ง ๆ ยังทำให้เกิดความสัมพันธ์ได้กี่วาระ เริ่มจากนเหตุปัจจัยแล้วขยายรายละเอียดออกเป็นชุดปัจจัยที่ประกอบร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ (ทุกนัย ติกนัย จตุกกนัย...) ไล่ไปจนถึงนอุปนิสสยปัจจัย เป็นช่วงตารางที่หนาแน่นมาก
  24. หน้า ๓๖๕–๓๘๙ สังขยาวาร ฝ่ายปฏิเสธ (ต่อ): ไล่จนครบปัจจัยที่เหลือ (จบการนับฝ่ายปฏิเสธของปัญหาวารทั้งหมด) นับวาระฝ่ายปฏิเสธต่อเนื่องจนครบปัจจัยที่เหลือทั้งหมด เช่น นปุเรชาต นปัจฉาชาต นกัมม นอาหาร นอินทรีย นฌาน นมัคค นสัมปยุตต นวิปปยุตต ไปจนถึงโนอัตถิ โนนัตถิ โนวิคต และโนอวิคตปัจจัย ปิดท้ายการนับวาระฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) ของปัญหาวารทั้งหมด
  25. หน้า ๓๘๙–๔๐๖ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: ปัจจัยบวกควบปัจจัยลบ เริ่มจากเหตุปัจจัยเป็นแม่แบบ (จบเหตุมูลกนัย) เข้าสู่วิธีที่ 3 คือนับวาระของกรณีที่ปัจจัยบวกประกอบร่วมกับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ เริ่มจากเหตุปัจจัยเป็นตัวตั้ง แล้วขยายจับคู่กับปัจจัยที่ไม่มีสหชาตะ นิสสยะ อินทรียะ มัคคะ อธิปติ ในรูปแบบต่าง ๆ (เรียกว่า 'ฆฏนา') ช่วงเหตุปัจจัยนี้ทำหน้าที่เป็นแม่แบบให้ปัจจัยอื่นที่เหลือทำตามรูปแบบเดียวกัน
  26. หน้า ๔๐๖–๔๑๒ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: เปลี่ยนมาใช้อารัมมณปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบอารัมมณมูลกนัย) ใช้รูปแบบเดียวกับช่วงก่อนหน้าแต่เปลี่ยนตัวตั้งจากเหตุปัจจัยเป็นอารัมมณปัจจัย นับวาระของกรณีที่มีอารัมมณปัจจัยประกอบร่วมกับปัจจัยที่ไม่มีเหตุ สหชาตะ นิสสยะ อินทรียะ มัคคะ อัตถิ และอวิคตะ ช่วงนี้กระชับกว่าช่วงเหตุปัจจัยมาก
  27. หน้า ๔๑๒–๔๓๔ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อธิปติปัจจัยเป็นตัวตั้ง หมวดใหญ่ที่สุดในช่วงนี้ (22 หน้า) เปลี่ยนตัวตั้งเป็นอธิปติปัจจัย (ธรรมที่เป็นประธาน) ซึ่งกินพื้นที่ถึง 22 หน้า ใหญ่ที่สุดในบรรดาการนับวาระผสมทั้งหมดของปัญหาวาร เพราะอธิปติปัจจัยแยกย่อยเป็นหลายลักษณะ เช่น ฉันทาธิปติ (ความพอใจเป็นประธาน) วีริยาธิปติ (ความเพียรเป็นประธาน) จิตตาธิปติ และวีมังสาธิปติ (การพิจารณาเป็นประธาน) แต่ละแบบต้องนับวาระแยกกัน
  28. หน้า ๔๓๔–๔๔๘ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อนันตร-สมนันตร-สหชาตปัจจัยเป็นตัวตั้งตามลำดับ (จบสหชาตมูลกนัย) ไล่ต่อตามลำดับปัจจัยในบัญชี 24 ปัจจัย นับวาระของกรณีที่ไม่มีอนันตรปัจจัย (เงื่อนไขติดต่อกันไม่ขาดสาย) ไม่มีสมนันตรปัจจัย (คล้ายอนันตระแต่เข้มกว่า) และไม่มีสหชาตปัจจัยตามลำดับ แต่ละหมวดขยายเป็นฆฏนาย่อยหลายแบบ
  29. หน้า ๔๔๘–๔๕๓ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อัญญมัญญปัจจัยเป็นตัวตั้ง (ความเป็นปัจจัยแก่กันและกัน, จบ) นับวาระของกรณีที่ไม่มีอัญญมัญญปัจจัย (เงื่อนไขที่ธรรมสองฝ่ายเป็นปัจจัยแก่กันและกันพร้อมกัน) ประกอบร่วมกับปัจจัยอื่น ช่วงนี้กระชับ ปิดท้ายด้วย 'อัญญมัญญมูลกนัย จบ'
  30. หน้า ๔๕๓–๔๖๙ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: นิสสยปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบนิสสยมูลกนัย) นับวาระของกรณีที่ไม่มีนิสสยปัจจัย (การอิงอาศัยเป็นที่พึ่ง) ประกอบร่วมกับปัจจัยอื่น ขยายออกเป็น 3 ลักษณะฆฏนา ก่อนปิดท้ายด้วย 'นิสสยมูลกนัย จบ'
  31. หน้า ๔๖๙–๔๗๕ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อุปนิสสยปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบ) นับวาระของกรณีที่ไม่มีอุปนิสสยปัจจัย (แรงหนุนเนื่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้อย่างมีกำลัง) ผสมกับปัจจัยอื่น เช่น อารัมมณะ อธิปติ อนันตระ กัมมะ ปิดท้ายด้วย 'อุปนิสสยมูลกนัย จบ'
  32. หน้า ๔๗๕–๔๘๕ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-อาเสวนปัจจัยเป็นตัวตั้งตามลำดับ (จบทั้งสามมูลกนัย) ไล่ต่อสามปัจจัยที่มีเนื้อหากระชับ คือปุเรชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดก่อนแล้วเป็นเงื่อนไข) ปัจฉาชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดทีหลังแล้วย้อนเป็นเงื่อนไข) และอาเสวนปัจจัย (การเสพคุ้นซ้ำ ๆ จนมีกำลัง) แต่ละหมวดนับวาระแล้วปิดจบอย่างรวดเร็ว
  33. หน้า ๔๘๕–๔๙๓ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: กัมมปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบกัมมมูลกนัย) นับวาระของกรณีที่ไม่มีกัมมปัจจัย (เจตนาที่เป็นเงื่อนไข) ผสมกับปัจจัยสหชาตะ นิสสยะ อาหาระ วิปากะ สัมปยุตตะ และวิปปยุตตะ ปิดท้ายด้วย 'กัมมมูลกนัย จบ'
  34. หน้า ๔๙๓–๔๙๘ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: วิปากปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบ) นับวาระของกรณีที่ไม่มีวิปากปัจจัย (ผลที่เป็นเงื่อนไข) ผสมกับปัจจัยสหชาตะ นิสสยะ อัญญมัญญะ และวิปปยุตตะ ช่วงนี้สั้นที่สุดช่วงหนึ่ง ปิดท้ายด้วย 'วิปากมูลกนัย จบ'
  35. หน้า ๔๙๘–๕๒๐ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อาหารปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบอาหารมูลกนัย) นับวาระของกรณีที่ไม่มีอาหารปัจจัย (สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ เช่น กวฬิงการาหาร) ผสมกับปัจจัยอื่นหลายแบบ ทั้งกัมมะ อินทรียะ และอธิปติ ขยายเป็นหลายฆฏนา ปิดท้ายด้วย 'อาหารมูลกนัย จบ'
  36. หน้า ๕๒๐–๕๔๗ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อินทรียปัจจัยเป็นตัวตั้ง หมวดยาวที่สุดในช่วงนี้ (27 หน้า) นับวาระของกรณีที่ไม่มีอินทรียปัจจัย (ความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) ผสมกับปัจจัยอื่นจำนวนมากที่สุดในช่วงนี้ กินพื้นที่ 27 หน้า ขยายฆฏนาผสมทั้งมัคคะ ฌานะ อาหาระ อธิปติ และเหตุ หลายรูปแบบซ้อนกัน สะท้อนว่าอินทรียปัจจัยเชื่อมโยงกับปัจจัยอื่นได้หลากหลายที่สุด
  37. หน้า ๕๔๗–๕๕๔ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: ฌานปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบฌานมูลกนัย) นับวาระของกรณีที่ไม่มีฌานปัจจัย (องค์ฌานที่เป็นเงื่อนไข) ผสมกับปัจจัยอื่น เช่น อินทรียะและมัคคะ ปิดท้ายด้วย 'ฌานมูลกนัย จบ'
  38. หน้า ๕๕๔–๕๖๖ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: มัคคปัจจัยเป็นตัวตั้ง แล้วสัมปยุตตปัจจัยแบบสั้น (จบทั้งสองมูลกนัย) นับวาระของกรณีที่ไม่มีมัคคปัจจัย (องค์มรรคที่เป็นเงื่อนไข) ผสมกับปัจจัยอื่นหลายฆฏนา จากนั้นต่อด้วยสัมปยุตตปัจจัย (ความประกอบเป็นอันเดียวกัน) ซึ่งกระชับกว่ามาก ปิดท้ายด้วย 'สัมปยุตตมูลกนัย จบ'
  39. หน้า ๕๖๖–๕๗๘ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: วิปปยุตตปัจจัยเป็นตัวตั้ง (จบวิปปยุตตมูลกนัย) นับวาระของกรณีที่ไม่มีวิปปยุตตปัจจัย (ความไม่ประกอบเป็นอันเดียวกัน เช่น รูปธรรมกับนามธรรม) ผสมกับปัจจัยอื่น ขยายเป็น 3 ลักษณะฆฏนา ปิดท้ายด้วย 'วิปปยุตตมูลกนัย จบ'
  40. หน้า ๕๗๘–๖๐๑ สังขยาวาร ฝ่ายผสม: อัตถิปัจจัยเป็นตัวตั้ง แล้วนัตถิ-วิคต-อวิคตแบบย่อ (จบฝ่ายผสมบวก-ลบของปัญหาวารทั้งหมด) นับวาระของกรณีที่ไม่มีอัตถิปัจจัย (ความมีอยู่เป็นเงื่อนไข) ซึ่งขยายฆฏนาได้มากถึง 13 วาระ ตามด้วยนัตถิ วิคต และอวิคตปัจจัยแบบย่อกระชับเพราะมีเนื้อหาคาบเกี่ยวกัน เมื่อจบช่วงนี้ถือว่าการนับวาระแบบ 'ปัจจัยบวกควบปัจจัยลบ' ของปัญหาวารเสร็จสมบูรณ์
  41. หน้า ๖๐๑–๖๑๒ สังขยาวาร: สลับทิศทางเป็นวิธีสุดท้าย ปัจจัยลบเป็นตัวตั้งควบปัจจัยบวก (นเหตุ-นอารัมมณ-นอธิปติปัจจัย) เข้าสู่วิธีที่ 4 และเป็นวิธีสุดท้ายของการนับวาระ คือสลับกลับทิศทาง โดยเริ่มจากปัจจัยฝ่ายปฏิเสธเป็นตัวตั้งแล้วควบด้วยปัจจัยฝ่ายยืนยัน (ตรงข้ามกับช่วงก่อนหน้าที่เริ่มจากปัจจัยบวก) เริ่มจากนเหตุปัจจัยเป็นตัวตั้ง แล้วต่อด้วยนอารัมมณและนอธิปติปัจจัยตามลำดับ
  42. หน้า ๖๑๒–๖๒๔ สังขยาวาร ฝ่ายปฏิเสธเป็นตัวตั้ง (ต่อ): นสหชาต-นอัญญมัญญ-นนิสสย-นอุปนิสสย-นปุเรชาต-นปัจฉาชาตปัจจัย ไล่ต่อปัจจัยฝ่ายปฏิเสธเป็นตัวตั้งไปตามลำดับปัจจยุทเทสเดิม แต่ละหมวดนับจำนวนวาระตามฆฏนาที่ประกอบร่วม รูปแบบเดียวกับช่วงก่อนหน้าเพียงสลับว่าตัวใดเป็นตัวตั้ง
  43. หน้า ๖๒๔–๖๔๐ สังขยาวาร: ปิดท้ายวิธีสุดท้ายจนครบ 24 ปัจจัย (จบกุสลติกะทั้งหมด 640 หน้า) ไล่ปัจจัยฝ่ายปฏิเสธเป็นตัวตั้งจนครบปัจจัยที่เหลือทั้งหมด ตั้งแต่นอาเสวนไปจนถึงนวิปปยุตตปัจจัย เมื่อจบช่วงนี้ถือว่าการนับวาระทั้ง 4 วิธี (บวกล้วน ลบล้วน บวกควบลบ ลบควบบวก) ของปัญหาวารเสร็จสมบูรณ์ และเป็นการปิดฉาก 'กุสลติกะ' ซึ่งเป็นทุกะที่ 1 และเป็นการวิเคราะห์ที่ยาวที่สุดในเล่ม กินพื้นที่ถึง 640 หน้านับตั้งแต่หน้า 26 เป็นแม่แบบให้ติกะที่เหลือในเล่มนี้และเล่มถัดไปอ้างอิงย่อกลับมา
  44. หน้า ๖๔๑–๖๖๓ เริ่มติกะที่ 2 - เวทนาติกะ: สุข-ทุกข์-อทุกขมสุขเวทนา ปฏิจจวารครบ 4 วิธี แล้ววาระที่ 2-6 ย่อด้วย 'ฯลฯ' เข้าสู่ติกะถัดไปคือ 'เวทนาติกะ' ซึ่งจำแนกธรรมตามความรู้สึก 3 แบบ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์) เริ่มด้วยปฏิจจวารเต็มรูปแบบทั้ง 4 วิธีเหมือนกุสลติกะ จากนั้นวาระที่ 2-6 (สหชาต ปัจจย นิสสย สังสัฏฐ สัมปยุตตวาร) ถูกย่อด้วยคำว่า 'ฯลฯ' เพราะมีโครงสร้างซ้ำกับปฏิจจวารทุกประการ ไม่จำเป็นต้องเขียนซ้ำเต็มเหมือนกุสลติกะซึ่งเป็นแม่แบบ
  45. หน้า ๖๖๓–๖๗๙ เวทนาติกะ เข้าสู่ปัญหาวาร: ไล่ทีละปัจจัยอย่างละเอียด (เหตุ-อารัมมณ-อธิปติ-อาเสวน-กัมม-วิปาก-อาหารปัจจัย) เช่นเดียวกับกุสลติกะ วาระที่ 7 (ปัญหาวาร) เป็นวาระที่อธิบายละเอียดที่สุด ไล่ทีละปัจจัยว่าเวทนาแต่ละแบบเป็นปัจจัยแก่กันอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างเชิงพฤติกรรมจริง เช่น บุคคลให้ทาน สมาทานศีล เข้าฌาน บรรลุมรรคผล หรือมีกิเลสเกิดขึ้นประกอบด้วยเวทนาแบบต่าง ๆ
  46. หน้า ๖๗๙–๖๙๒ เวทนาติกะ สังขยาวาร: กลับมานับจำนวนวาระทีละปัจจัย (สุทธนัยถึงมัคคปัจจัย) วกกลับมาสรุปเป็นตัวเลขอีกครั้งเหมือนที่ทำกับกุสลติกะ เริ่มจาก 'สุทธนัย' (การนับแบบพื้นฐานยังไม่ผสมปัจจัยอื่น) แล้วขยายเป็นสภาคนัยไล่ทีละปัจจัยตั้งแต่เหตุ อารัมมณ อธิปติ ไปจนถึงมัคคปัจจัย
  47. หน้า ๖๙๒–๗๐๐ เวทนาติกะ: สรุปร้อยแก้ว (ปัจจนียุทธาร) แล้วนับวาระฝ่ายปฏิเสธและผสมจนจบ (ปิดเวทนาติกะทั้งหมด) แทรกบทสรุปร้อยแก้วสั้น ๆ ยกตัวอย่างจริงตามประเภทเวทนาว่าเป็นปัจจัยแก่กันโดยอารัมมณ สหชาต อุปนิสสย และกัมมปัจจัยอย่างไร จากนั้นนับวาระฝ่ายปฏิเสธและฝ่ายผสมทั้งสองทางจนครบ ปิดฉาก 'เวทนาติกะ' ซึ่งเป็นทุกะที่ 2 ของเล่มนี้ทั้งหมด (หน้า 641-700)
  48. หน้า ๗๐๑–๗๑๑ เริ่มติกะที่ 3 - วิปากติกะ: เป็นวิบาก-เป็นเหตุให้เกิดวิบาก-ไม่เป็นทั้งสอง ปฏิจจวารฝ่ายยืนยัน เข้าสู่ 'วิปากติกะ' ซึ่งจำแนกธรรมเป็น 3 กลุ่มตามความเป็นผล คือ ธรรมที่เป็นวิบาก (ผลของกรรม) ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก (กรรมที่ยังไม่ให้ผล) และธรรมที่ไม่เป็นทั้งสองอย่าง เริ่มปฏิจจวารฝ่ายยืนยัน ยกตัวอย่างขันธ์ที่เป็นวิบาก จิตตสมุฏฐานรูป และหทัยวัตถุในขณะปฏิสนธิ
  49. หน้า ๗๑๑–๗๒๖ วิปากติกะ ปฏิจจวาร: ฝ่ายปฏิเสธและฝ่ายผสมทั้งสองทาง (จบปฏิจจวาร) ไล่ต่อฝ่ายปฏิเสธและฝ่ายผสมทั้งสองทางของปฏิจจวารตามโครงสร้างมาตรฐานเดียวกับกุสลติกะและเวทนาติกะ เมื่อจบช่วงนี้ถือว่าวาระที่ 1 (ปฏิจจวาร) ของวิปากติกะเสร็จสมบูรณ์ครบทั้ง 4 รูปแบบคำถาม
  50. หน้า ๗๒๖–๗๔๒ วิปากติกะ: สหชาตวารแบบย่อรวบ แล้วปัจจยวารแบบละเอียด (จบปัจจยวาร) สหชาตวารในติกะนี้ถูกย่อรวบทั้ง 4 รูปแบบคำถามไว้ในหน้าเดียวเพราะซ้ำกับปฏิจจวารมาก จากนั้นกลับมาขยายรายละเอียดเต็มรูปแบบอีกครั้งในปัจจยวาร ไล่ทีละปัจจัยตั้งแต่เหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร อัญญมัญญ นิสสย อุปนิสสย ปุเรชาต อาเสวน กัมม ไปจนถึงวิปากปัจจัย
  51. หน้า ๗๔๒–๗๔๖ วิปากติกะ: นิสสยวาร-สังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร ทั้งสามวาระถูกย่อรวบสั้นมาก วาระที่ 4-6 ของวิปากติกะมีเนื้อหาคาบเกี่ยวกับวาระก่อนหน้ามาก จึงถูกย่อรวบไว้อย่างกระชับในไม่กี่หน้า ก่อนจะเข้าสู่วาระที่ 7 ซึ่งเป็นวาระใหญ่ที่สุดในลำดับถัดไป
  52. หน้า ๗๔๖–๗๖๘ วิปากติกะ ปัญหาวาร: ไล่ทีละปัจจัยอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างเชิงบุคคล เช่น พระอรหันต์พิจารณาผล วาระที่ 7 ใหญ่ที่สุดเช่นเดิม แต่เปลี่ยนโทนการยกตัวอย่างเป็นเชิงบุคคลจริงมากขึ้น เช่น พระอรหันต์หรือพระเสขะกำลังพิจารณาผลของตน เจโตปริยญาณ (การหยั่งรู้ใจผู้อื่น) ทิพพจักขุ ภวังคจิต และขณะปฏิสนธิ ไล่ทีละปัจจัยตั้งแต่เหตุไปจนถึงวิปปยุตตปัจจัย
  53. หน้า ๗๖๘–๗๗๘ วิปากติกะ: ปัจจัยที่เหลือ (อัตถิ-นัตถิ-วิคต-อวิคต) แล้วนับวาระจนจบ (ปิดวิปากติกะทั้งหมด) ปิดท้ายการอธิบายทีละปัจจัยด้วยอัตถิ นัตถิ วิคต และอวิคตปัจจัย ตามด้วยการนับวาระทั้งฝ่ายยืนยัน ฝ่ายปฏิเสธ และฝ่ายผสมทั้งสองทาง เมื่อจบช่วงนี้ถือว่า 'วิปากติกะ' ซึ่งเป็นทุกะที่ 3 ของเล่มเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด (หน้า 701-778)
  54. หน้า ๗๗๘–๗๙๖ เริ่มติกะที่ 4 - อุปาทินนติกะ: ธรรมที่กรรมยึดถือ/ไม่ยึดถือ ปฏิจจวารครบ 4 วิธี (จบ) เข้าสู่ 'อุปาทินนติกะ' ซึ่งจำแนกธรรมตามว่าถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือไว้หรือไม่ และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน (ความยึดมั่น) หรือไม่ เริ่มปฏิจจวารครบทั้ง 4 รูปแบบคำถามตามโครงสร้างมาตรฐานเดียวกับติกะก่อนหน้า
  55. หน้า ๗๙๖–๘๑๕ อุปาทินนติกะ: วาระที่ 2-6 ครบทุกวาระ (สหชาต-ปัจจย-นิสสย-สังสัฏฐ-สัมปยุตตวาร) ไล่วาระที่ 2 ถึงวาระที่ 6 ทั้งหมดต่อเนื่องกันตามโครงสร้างมาตรฐาน คือ ธรรมที่เกิดพร้อมกัน ทำให้เป็นปัจจัย อิงอาศัยกัน เกิดระคนกัน และประกอบเป็นอันเดียวกัน ปิดท้ายด้วย 'สัมปยุตตวาร จบ' ก่อนเข้าสู่ปัญหาวารซึ่งเป็นวาระสุดท้าย
  56. หน้า ๘๑๕–๘๒๖ อุปาทินนติกะ ปัญหาวาร: เริ่มไล่ทีละปัจจัย (เหตุ-อารัมมณ-อธิปติ-อนันตร-สหชาตปัจจัย) เข้าสู่วาระที่ 7 แสดงความสัมพันธ์ผ่านเหตุ อารัมมณ อธิปติ และอนันตรปัจจัย แล้วเริ่มอธิบายสหชาตปัจจัย โดยยกตัวอย่างมหาภูตรูป (ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม) ที่เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป (รูปที่เกิดจากจิต)
  57. หน้า ๘๒๖–๘๔๑ อุปาทินนติกะ ปัญหาวาร (ต่อ): สหชาตปัจจัยต่อ แล้วอุปนิสสย-ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-กัมมปัจจัย อธิบายสหชาตปัจจัยต่อจนจบ แล้วเข้าสู่อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยทั้งสองแบบ (อารัมมณปุเรชาตะ - สิ่งที่เป็นอารมณ์เกิดก่อน กับวัตถุปุเรชาตะ - ที่ตั้งทางกายภาพเกิดก่อน) ปัจฉาชาตปัจจัย และเริ่มต้นกัมมปัจจัยผ่านเจตนา
  58. หน้า ๘๔๑–๘๕๖ อุปาทินนติกะ ปัญหาวาร (ต่อ): วิปาก-อาหาร-อินทรีย-ฌาน-มัคค-สัมปยุตต-วิปปยุตตปัจจัย แล้วเริ่มอัตถิปัจจัย ไล่ต่อวิปากปัจจัย (ผ่านขันธ์ที่เป็นวิบาก) อาหารปัจจัยรวมถึงกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) อินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต และวิปปยุตตปัจจัยตามลำดับ ก่อนเริ่มต้นอธิบายอัตถิปัจจัยซึ่งครอบคลุมกรณีปัจฉาชาตะด้วย
  59. หน้า ๘๕๖–๘๗๔ อุปาทินนติกะ: อัตถิปัจจัย(ต่อ)-นัตถิ-วิคต-อวิคต แล้วนับวาระจนจบ (ปิดอุปาทินนติกะทั้งหมด) อธิบายอัตถิปัจจัยต่อ (ผ่านปุเรชาตะและอาหาระ) จนถึงนัตถิ วิคต และอวิคตปัจจัย ปิดท้ายด้วยการนับวาระและฝ่ายปฏิเสธ-ฝ่ายผสม เมื่อจบช่วงนี้ถือว่า 'อุปาทินนติกะ' ซึ่งเป็นทุกะที่ 4 ของเล่มเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด (หน้า 778-874)
  60. หน้า ๘๗๕–๘๙๐ เริ่มติกะสุดท้าย - สังกิลิฏฐติกะ: ธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมอง ปฏิจจวารย่อ แล้วเข้าปัญหาวารทันที เข้าสู่ติกะสุดท้ายของเล่มนี้ คือ 'สังกิลิฏฐติกะ' ซึ่งจำแนกธรรมตามว่าถูกกิเลสทำให้เศร้าหมองหรือไม่ และเป็นอารมณ์ของกิเลสหรือไม่ ปฏิจจวารเต็มรูปแบบจบอย่างรวดเร็วในไม่กี่หน้า ส่วนวาระที่ 2-6 ถูกย่อด้วยข้อความว่า 'พึงจำแนกเหมือนกุสลติกะ' เพราะซ้ำกับแม่แบบเดิม แล้วกระโดดเข้าสู่ปัญหาวารทันที เริ่มจากเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร สหชาต ไปจนถึงอุปนิสสยปัจจัย
  61. หน้า ๘๙๐–๙๐๘ ปัญหาวาร: ปัจจัยที่เหลือทั้งหมด แล้วนับวาระจนจบ (ปิดสังกิลิฏฐติกะและปิดเล่ม 40 ทั้งเล่ม) ไล่ปัจจัยที่เหลือทั้งหมดจนครบ 24 ปัจจัย เช่น ปุเรชาตปัจจัย ซึ่งยกตัวอย่างบุคคลเห็นแจ้งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไปจนถึงปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร อินทรีย ฌาน มัคค สัมปยุตต วิปปยุตต อัตถิ นัตถิ วิคต และอวิคตปัจจัย ตามด้วยการนับวาระและฝ่ายปฏิเสธ-ผสมจนจบ ปิดฉาก 'สังกิลิฏฐติกะ' ซึ่งเป็นทุกะที่ 5 และเป็นจุดสิ้นสุดของ 'มหาปัฏฐาน ภาค 1' ทั้งเล่มอย่างสมบูรณ์ (ภาค 2 เริ่มต้นใหม่ในเล่มถัดไป)