ปัฏฐาน ภาค ๒

ฉบับ มจร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๑ · ๖๖๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒๐ เริ่มติกะที่ ๖ 'วิตักกติกะ' (มีวิตกวิจาร/มีแต่วิจาร/ไม่มีทั้งสอง): ปฏิจจวารฝ่ายอนุโลม เล่มนี้ต่อจากเล่ม ๔๐ ที่วางกุสลติกะไว้เป็นแม่แบบแล้ว เข้าสู่ติกะที่ ๖ คือวิตักกติกะ ซึ่งจำแนกสภาวธรรมตามว่ามีทั้งวิตก(ความตรึก)และวิจาร(ความตรอง)อยู่ด้วยหรือไม่ เริ่มด้วยปฏิจจวาร ("หมวดว่าด้วยการอาศัยเกิด") ฝ่ายบวก ไล่ตรวจว่าสภาวะแต่ละกลุ่มในไตรกะนี้อาศัยกันเกิดขึ้นได้หรือไม่ผ่านปัจจัยทั้ง ๒๔ ข้อ เริ่มจากเหตุปัจจัย
  2. หน้า ๒๐–๓๕ วิตักกติกะ ปฏิจจวารฝ่ายลบและฝ่ายผสม (จบปฏิจจวาร) หลังตรวจฝ่ายบวกแล้ว ส่วนนี้ตรวจฝ่ายตรงข้าม คือกรณีที่ไม่มีเหตุปัจจัยเป็นตัวเชื่อม (ปัจจนียะ) แล้วผสมสองแบบเข้าด้วยกัน (อนุโลมปัจจนียะ = เอาฝ่ายบวกไปเทียบกับฝ่ายลบ, ปัจจนียานุโลม = เอาฝ่ายลบไปเทียบกับฝ่ายบวก) ของวิตักกติกะจนครบ ปิดท้ายด้วยหมายเหตุให้นับวาระ(สังขยาวาร)ตามแบบที่วางไว้แล้วในกุสลติกะ
  3. หน้า ๓๕–๔๘ วิตักกติกะ: ปัจจยวาร (ใครทำให้ใครเป็นปัจจัย) และสังสัฏฐวาร (ใครเกิดปนกับใคร) ปฏิจจวารจบแล้ว (สหชาตวารซึ่งถามเรื่องการเกิดพร้อมกันให้ตอบตามแบบเดียวกับปฏิจจวาร) ต่อด้วยปัจจยวารซึ่งเปลี่ยนมุมคำถามเป็น "สภาวะหนึ่งทำอีกสภาวะหนึ่งให้เป็นปัจจัยหรือไม่" ทั้งสองทิศทาง (นิสสยวารตอบเหมือนกันจึงย่อ) แล้วเข้าสังสัฏฐวาร ถามว่าสภาวะต่างๆ ของวิตักกติกะเกิดปะปนระคนกันในจิตดวงเดียวได้หรือไม่ (สัมปยุตตวารตอบทำนองเดียวกัน)
  4. หน้า ๔๘–๖๘ วิตักกติกะเข้าสู่ปัญหาวาร ขั้นละเอียดที่สุด: ไล่ทีละปัจจัยตั้งแต่เหตุถึงสมนันตร ปัญหาวารคือวาระที่พิสดารที่สุดในทั้ง ๗ วาระ เพราะไล่ตรวจปัจจัยทั้ง ๒๔ ข้อทีละข้อว่าสภาวะหนึ่งในวิตักกติกะเป็นปัจจัยแก่อีกสภาวะหนึ่งได้อย่างไรบ้าง ส่วนนี้เริ่มจากเหตุปัจจัย(สภาวะที่เป็นเหตุ) อารัมมณปัจจัย(การเป็นอารมณ์ให้จิตรู้) อธิปติปัจจัย(ความเป็นใหญ่/ปัจจัยเด่น) อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย(การเกิดต่อเนื่องติดกันไม่มีช่องว่าง)
  5. หน้า ๖๘–๙๒ ปัญหาวาร (ต่อ): สหชาต อัญญมัญญ นิสสย และอุปนิสสยปัจจัยของวิตักกติกะ ไล่ต่อด้วยสหชาตปัจจัย(เกิดพร้อมกันแล้วอุดหนุนกัน) อัญญมัญญปัจจัย(อุดหนุนกันแบบต่างฝ่ายต่างเป็นเหตุ) นิสสยปัจจัย(เป็นที่พึ่งอาศัย) และอุปนิสสยปัจจัยซึ่งอธิบายละเอียดเป็นพิเศษ ๓ แบบ คืออาศัยอารมณ์ อาศัยการเกิดต่อเนื่อง และอาศัยสภาพจิตที่สั่งสมไว้ (เช่น ศรัทธา ศีล การฟังธรรม ความเสียสละ ปัญญา) ก่อนเริ่มปุเรชาตปัจจัย(สิ่งที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยให้สิ่งที่เกิดทีหลัง)
  6. หน้า ๙๒–๑๐๙ ปัญหาวาร (ต่อ): ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก และปัจจัยที่เหลืออีกหลายข้อ ตรวจปัจฉาชาตปัจจัย(สิ่งที่เกิดทีหลังย้อนอุดหนุนสิ่งที่เกิดก่อน) อาเสวนปัจจัย(การเสพซ้ำจนคุ้นเคย) กัมมปัจจัย(แยกกรณีเกิดพร้อมกันกับกรณีให้ผลต่างเวลา) วิปากปัจจัย(ผลของกรรม) แล้วไล่ต่อรวดเร็วผ่านอาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย และสัมปยุตตปัจจัย(การประกอบเข้าด้วยกัน) ของวิตักกติกะ
  7. หน้า ๑๐๙–๑๒๕ ปิดท้ายวิตักกติกะ: ปัจจัยที่เหลือ แล้วสรุปนับวาระ (จบติกะที่ ๖) ตรวจวิปปยุตตปัจจัย(ไม่ประกอบกัน) อัตถิปัจจัย(ปัจจัยที่มีขอบเขตกว้างที่สุดข้อหนึ่ง) นัตถิ วิคต อวิคตปัจจัยจนครบ ๒๔ ข้อ ปิดปัญหาวาร จากนั้นสรุปด้วยสังขยาวาร(การนับจำนวนวาระที่เป็นจริงในแต่ละปัจจัย) และปัจจนียุทธาร(สรุปยอดฝ่ายปฏิเสธ) เป็นอันจบวิตักกติกะทั้งหมด
  8. หน้า ๑๒๖–๑๓๔ ขึ้นติกะที่ ๗ 'ปีติติกะ' (ประกอบด้วยปีติ/สุข/อุเบกขา): ปฏิจจวารจบในช่วงสั้นๆ เข้าสู่ไตรกะใหม่คือปีติติกะ ซึ่งจำแนกสภาวธรรมตามความรู้สึกที่ประกอบร่วม คือมีปีติ(ความอิ่มใจ)ร่วมด้วย มีเพียงสุขร่วมด้วย หรือมีเพียงอุเบกขาร่วมด้วย ตรวจปฏิจจวารครบทั้ง ๒๔ ปัจจัยพร้อมนับวาระ(สังขยาวาร) แล้วระบุว่าวาระที่เหลือ (สหชาต ปัจจย นิสสย สังสัฏฐ สัมปยุตต) ให้ตอบตามแบบเดียวกับปฏิจจวารจึงไม่แสดงซ้ำ
  9. หน้า ๑๓๔–๑๔๕ ปีติติกะเข้าปัญหาวาร: ปีติ สุข อุเบกขา เป็นปัจจัยแก่กันอย่างไร เริ่มปัญหาวารซึ่งขยายความละเอียดที่สุด วิเคราะห์ว่าความอิ่มใจ ความสุข และความรู้สึกเฉยๆ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอารัมมณปัจจัยที่ยกตัวอย่างพฤติกรรมทางจิตไว้ยาวมาก ไล่ต่อด้วยอธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ และเริ่มนิสสยปัจจัย
  10. หน้า ๑๔๕–๑๖๐ ปิดท้ายปีติติกะ: อุปนิสสยปัจจัยแบบละเอียด แล้วสรุปนับวาระ (จบติกะที่ ๗) อธิบายอุปนิสสยปัจจัยอย่างพิสดารเป็นพิเศษ (โดยเฉพาะแบบปกตูปนิสสยะ คือการอาศัยสภาพจิตที่สั่งสมไว้เป็นทุนเดิม) ตามด้วยอาเสวน กัมม วิปาก อาหารปัจจัย และปัจจัยที่เหลือแบบย่อ ปิดท้ายด้วยสังขยาวาร ปัจจนียุทธาร และปัจจยปัจจนียานุโลม เป็นอันจบปีติติกะทั้งหมด
  11. หน้า ๑๖๐–๑๗๖ ขึ้นติกะที่ ๘ 'ทัสสเนนปหาตัพพติกะ' (กิเลสที่ละได้ด้วยการเห็นแจ้ง): ปฏิจจวารจบ ไตรกะใหม่นี้จำแนกสภาวธรรมตามว่าเป็นกิเลสที่ต้องละด้วยโสดาปัตติมรรค(การเห็นสัจจะครั้งแรก) เป็นกิเลสที่ต้องละด้วยมรรคเบื้องบนอีก ๓ ขั้น หรือไม่ใช่กิเลสที่ต้องละเลย ตรวจปฏิจจวารครบทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ
  12. หน้า ๑๗๖–๑๙๖ ทัสสเนนปหาตัพพติกะ: ปัจจยวาร แล้วสังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร ปัจจยวารไล่ตรวจปัจจัยทั้ง ๒๔ ข้อทั้งฝ่ายบวก-ลบอย่างละเอียดว่ากิเลสแต่ละระดับทำกันและกันให้เป็นปัจจัยได้หรือไม่ จบแล้วเข้าสังสัฏฐวารถามเรื่องการเกิดปะปนระคนกัน และสัมปยุตตวารซึ่งตอบทำนองเดียวกันโดยย่อ
  13. หน้า ๑๙๖–๒๑๒ ทัสสเนนปหาตัพพติกะเข้าปัญหาวาร: จากเหตุถึงปุเรชาตปัจจัย พร้อมตัวอย่างจากชีวิตจริง ปัญหาวารส่วนนี้อธิบายแต่ละปัจจัยพร้อมยกตัวอย่างเชิงเนื้อหาให้เห็นภาพ เช่น บุคคลที่ยังยินดีเพลิดเพลินในราคะ เทียบกับพระอริยะที่พิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว ไล่ตรวจเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสย อุปนิสสย และปุเรชาตปัจจัย
  14. หน้า ๒๑๒–๒๒๔ ปิดท้ายทัสสเนนปหาตัพพติกะ: ปัจจัยที่เหลือทั้งหมด แล้วสรุปนับวาระ (จบติกะที่ ๘) ตรวจปัจฉาชาตปัจจัย(กายที่เกิดก่อนได้รับอุดหนุนจากกิเลสที่ต้องละด้วยมรรคเบื้องบนซึ่งเกิดทีหลัง) อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร อินทรีย ฌาน มัคค สัมปยุตต วิปปยุตต อัตถิ นัตถิ วิคต อวิคตปัจจัยจนครบ แล้วสรุปด้วยสังขยาวาร ปัจจนียุทธาร และปัจจยปัจจนียะ ปิดท้ายติกะที่ ๘ ทั้งหมด
  15. หน้า ๒๒๕–๒๔๔ ขึ้นติกะที่ ๙ 'ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ' (มีเหตุที่ต้องละด้วยการเห็นแจ้ง): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้คล้ายติกะก่อนหน้าแต่เปลี่ยนจุดสนใจจาก "ตัวกิเลส" ไปที่ "เหตุ(รากเหง้าทางจิต)ของกิเลส" คือแยกว่ามีเหตุที่ต้องละด้วยโสดาปัตติมรรค มีเหตุที่ต้องละด้วยมรรคเบื้องบน ๓ หรือไม่มีเหตุที่ต้องละเลยเลย ปฏิจจวารตรวจครบทั้งฝ่ายบวก ฝ่ายลบ และฝ่ายผสม
  16. หน้า ๒๔๔–๒๖๖ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ: ปัจจยวารจบ แล้วเริ่มสังสัฏฐวาร ปัจจยวารไล่ตรวจครบทั้งฝ่ายบวก ฝ่ายลบ และฝ่ายผสมจนจบวาระ หลายจุดในส่วนนี้อ้างอิงย่อกลับไปยังคำตอบที่วางไว้แล้วในปฏิจจวาร จากนั้นเริ่มสังสัฏฐวาร ตรวจว่าเหตุกิเลสระดับต่างๆ เกิดปะปนระคนกันในจิตได้หรือไม่
  17. หน้า ๒๖๖–๒๙๒ สังสัฏฐวารจบ แล้วเข้าปัญหาวาร: เหตุถึงอาเสวนปัจจัยของทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ สังสัฏฐวารจบครบทั้งฝ่ายบวก-ลบ จากนั้นเริ่มปัญหาวารซึ่งเป็นวาระใหญ่และละเอียดที่สุด อารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างบุคคลที่ยังยินดีเพลิดเพลินในกิเลส อุปนิสสยปัจจัยอธิบายกรณีปกตูปนิสสยะ(อาศัยทุนเดิมทางจิต)ไว้ยาว ไล่ต่อไปจนถึงอาเสวนปัจจัย
  18. หน้า ๒๙๒–๓๐๑ ปัญหาวาร (ต่อ): ไล่ปัจจัยที่เหลือเกือบทั้งหมดของทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ไล่ต่อเนื่องจากอุปนิสสยปัจจัย ผ่านปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร อินทรีย ฌาน มัคค สัมปยุตต วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย ตรวจแต่ละข้อว่าเหตุกิเลสระดับต่างๆ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันด้วยกลไกใดบ้าง
  19. หน้า ๓๐๑–๓๐๘ ปิดท้ายทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ: สรุปนับวาระทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ (จบติกะที่ ๙) สรุปจำนวนวาระที่เป็นจริงของฝ่ายบวก(ปัจจยานุโลม)แล้วตรวจฝ่ายลบด้วยปัจจนียุทธาร(สรุปว่าปัจจัยใดไม่เกิดขึ้นเลย)พร้อมนับวาระฝ่ายลบ ตามด้วยการผสมสองฝ่าย(ปัจจยานุโลมปัจจนียะและปัจจยปัจจนียานุโลม) เป็นอันจบไตรกะที่ ๙ ทั้งหมด
  20. หน้า ๓๐๙–๓๒๐ ขึ้นติกะที่ ๑๐ 'อาจยคามิติกะ' (นำไปสู่การเกิดใหม่/นำไปสู่นิพพาน/ไม่ใช่ทั้งสอง): ปฏิจจวารจบ แล้วเริ่มปัจจยวาร ไตรกะใหม่นี้จำแนกสภาวธรรมตามทิศทางที่นำไป คือธรรมที่สั่งสมเหตุให้เกิด-ตายวนต่อไป ธรรมที่นำไปสู่นิพพาน หรือธรรมที่ไม่จัดเป็นเหตุของทั้งสองทาง ปฏิจจวารตรวจครบ(สหชาตวารตอบตามแบบเดียวกัน)แล้วเริ่มปัจจยวาร
  21. หน้า ๓๒๐–๓๓๔ อาจยคามิติกะ: ปัจจยวารจบ แล้วเริ่มสังสัฏฐวาร ปัจจยวารตรวจครบทั้งฝ่ายบวก-ลบ(นิสสยวารตอบเหมือนกันจึงไม่แสดงซ้ำ)จบวาระ จากนั้นเริ่มสังสัฏฐวาร ตรวจว่าธรรมที่นำไปสู่การเกิดใหม่กับธรรมที่นำไปสู่นิพพานเกิดปะปนระคนกันในจิตได้หรือไม่
  22. หน้า ๓๓๔–๓๓๙ อาจยคามิติกะเข้าปัญหาวาร: ตัวอย่างจากการให้ทาน ฌาน อภิญญา จนถึงมรรคผลนิพพาน สังสัฏฐวารจบครบทั้งฝ่ายบวก-ลบ(สัมปยุตตวารตอบทำนองเดียวกันโดยย่อ)แล้วเข้าปัญหาวารซึ่งละเอียดที่สุด เริ่มด้วยตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การให้ทาน การสมาทานศีล การเจริญฌาน อภิญญา ไปจนถึงมรรค ผล และนิพพาน เพื่อแสดงว่าธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันอย่างไร
  23. หน้า ๓๓๙–๓๖๑ ปิดท้ายอาจยคามิติกะ: ไล่ปัจจัยครบทุกข้อ แล้วสรุปนับวาระ (จบติกะที่ ๑๐) ไล่เรียงเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร สมนันตร อุปนิสสย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร วิปปยุตต และอัตถิปัจจัยจนครบ ตรวจว่าธรรมฝ่ายเวียนเกิดกับธรรมฝ่ายมุ่งนิพพานเกื้อหนุนกันด้วยกลไกใดบ้าง แล้วสรุปด้วยสังขยาวาร ปัจจนียุทธาร และปัจจยปัจจนียะ ปิดท้ายไตรกะที่ ๑๐ ทั้งหมด
  24. หน้า ๓๖๒–๓๗๒ ขึ้นติกะที่ ๑๑ 'เสกขติกะ' (ผู้ยังต้องศึกษา/ผู้จบการศึกษาแล้ว/ไม่ใช่ทั้งสอง): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้จำแนกสภาวธรรมตามระดับบุคคลในทางธรรม คือธรรมของเสขบุคคล(พระอริยะที่ยังต้องฝึกฝนต่อ ตั้งแต่โสดาบันถึงอนาคามี) ธรรมของอเสขบุคคล(พระอรหันต์ผู้จบกิจแล้ว) หรือธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง(ปุถุชนทั่วไป) ปฏิจจวารตรวจครบทั้ง ๒๔ ปัจจัยพร้อมนับวาระทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ
  25. หน้า ๓๗๒–๓๘๖ เสกขติกะ: ปัจจยวาร แล้วสังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร (จบ) ปัจจยวารไล่ตรวจปัจจัยทั้ง ๒๔ ข้อในรูปคำถามว่า "สภาวะหนึ่งทำอีกสภาวะหนึ่งให้เป็นปัจจัยหรือไม่" จบแล้วขึ้นสังสัฏฐวารถามเรื่องการเกิดระคนปะปนกันของธรรมทั้งสามระดับ จบพร้อมสัมปยุตตวารซึ่งตอบทำนองเดียวกัน
  26. หน้า ๓๘๖–๔๐๖ ปิดท้ายเสกขติกะ: ปัญหาวารไล่ปัจจัยครบทุกข้อ (จบติกะที่ ๑๑) วาระที่ยาวและละเอียดที่สุดของไตรกะนี้ ไล่ตรวจเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อุปนิสสย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย ว่าธรรมของเสขบุคคล อเสขบุคคล และปุถุชนเกื้อหนุนกันได้อย่างไร แล้วสรุปด้วยสังขยาวารและปัจจนียุทธาร ปิดท้ายไตรกะเสขบุคคลทั้งหมด
  27. หน้า ๔๐๗–๔๒๒ ขึ้นติกะที่ ๑๒ 'ปริตตติกะ' (ธรรมชั้นจำกัด/ธรรมชั้นสูง/ธรรมหาประมาณมิได้): ปฏิจจวารจบ ไตรกะใหม่นี้จำแนกสภาวธรรมตามระดับ คือปริตตะ(ธรรมระดับกามาวจรทั่วไป ขอบเขตจำกัด) มหัคคตะ(ธรรมระดับรูปฌาน-อรูปฌานที่ถึงความไพบูลย์) และอัปปมาณะ(โลกุตตรธรรมซึ่งประมาณมิได้) ปฏิจจวารตรวจครบทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ
  28. หน้า ๔๒๒–๔๓๕ ปริตตติกะ: ปัจจยวาร และสังสัฏฐวาร (จบ) ปัจจยวารตรวจว่าธรรมระดับปริตตะ มหัคคตะ อัปปมาณะ "ทำ" กันและกันให้เป็นปัจจัยได้หรือไม่ในแต่ละทิศทาง ครบทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ จากนั้นสังสัฏฐวารตรวจว่าธรรมทั้งสามระดับนี้เกิดปะปนระคนกันในจิตดวงเดียวได้หรือไม่
  29. หน้า ๔๓๕–๔๔๘ ปริตตติกะเข้าปัญหาวาร: ตัวอย่างจากการพิจารณากุศล ฌาน อภิญญา มรรคผล เริ่มปัญหาวาร อธิบายเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสย และอุปนิสสยปัจจัย พร้อมตัวอย่างเชิงปฏิบัติที่ทำให้เห็นภาพ เช่น การพิจารณากุศลธรรมที่ตนเคยเจริญ การเข้าฌาน การได้อภิญญา และการบรรลุมรรคผล ว่าเกื้อหนุนกันข้ามระดับ(ปริตตะ-มหัคคตะ-อัปปมาณะ)ได้อย่างไร
  30. หน้า ๔๔๘–๔๖๐ ปิดท้ายปริตตติกะ: ปัจจัยที่เหลือ แล้วสรุปนับวาระ (จบติกะที่ ๑๒) ไล่ตรวจปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร และอัตถิปัจจัยจนครบ แล้วสรุปด้วยสังขยาวาร ปัจจนียุทธาร และปัจจยปัจจนียะ ปิดท้ายปริตตติกะทั้งหมด
  31. หน้า ๔๖๑–๔๖๗ ขึ้นติกะที่ ๑๓ 'ปริตตารัมมณติกะ' (มีธรรมชั้นจำกัด/ชั้นสูง/หาประมาณมิได้ เป็นอารมณ์): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้ต่อยอดจากปริตตติกะ แต่เปลี่ยนคำถามจาก "ตัวสภาวธรรมเป็นระดับใด" ไปเป็น "จิตมีธรรมระดับใดเป็นอารมณ์(สิ่งที่รับรู้)" ปฏิจจวารตรวจครบ ส่วนวาระที่ ๒-๖ (สหชาต ปัจจย นิสสย สังสัฏฐ สัมปยุตต) ตอบตามแบบเดียวกับปฏิจจวารจึงข้ามไปสู่ปัญหาวารโดยตรง
  32. หน้า ๔๖๗–๔๘๔ ปิดท้ายปริตตารัมมณติกะ: ปัญหาวารครบทุกปัจจัย (จบติกะที่ ๑๓) อธิบายแต่ละปัจจัยละเอียด ตั้งแต่เหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร อุปนิสสย อาเสวน กัมม จนถึงอัตถิปัจจัย ตรวจว่าการมีธรรมระดับต่างๆ เป็นอารมณ์นั้นเกื้อหนุนการเกิดของจิตได้อย่างไร แล้วสรุปด้วยสังขยาวาร จบไตรกะที่ ๑๓ สมบูรณ์
  33. หน้า ๔๘๔ ติกะที่ ๑๔ 'หีนติกะ' (ชั้นต่ำ/ชั้นกลาง/ชั้นประณีต): ไตรกะที่สั้นที่สุด จบในหน้าเดียว ไตรกะนี้ควรจำแนกสภาวธรรมเป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นประณีต แต่ผู้แต่งเลือกไม่ขยายรายละเอียดทั้งหมดเหมือนไตรกะอื่น เพียงยกตัวอย่างบางวาระแล้วปิดท้ายด้วยข้อความสั้นว่า "พึงขยายหีนติกะให้พิสดารเหมือนกับสังกิลิฏฐติกะ" คือให้ผู้ศึกษาเทียบเคียงกับไตรกะที่เคยอธิบายไว้แล้วในเล่ม ๔๐ เอง จึงเป็นไตรกะที่กระชับผิดปกติเมื่อเทียบกับไตรกะอื่นในเล่มนี้
  34. หน้า ๔๘๕–๔๙๑ ขึ้นติกะที่ ๑๕ 'มิจฉัตตนิยตติกะ' (ความผิดที่แน่นอนจะให้ผล/ความถูกที่แน่นอนจะให้ผล/ไม่แน่นอน): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้จำแนกสภาวธรรมตามความแน่นอนของผล คือธรรมฝ่ายผิด(เช่น กรรมหนักที่นำไปสู่อบายแน่นอน) ธรรมฝ่ายถูก(เช่น มรรคที่นำไปสู่การหลุดพ้นแน่นอน) หรือธรรมที่ยังไม่แน่นอนทั้งสองทาง ปฏิจจวารตรวจผ่านวิภังควาร สังขยาวาร ปัจจยปัจจนียะ และปัจจยานุโลมปัจจนียะจนครบ
  35. หน้า ๔๙๑–๕๐๒ มิจฉัตตนิยตติกะ: ปัจจยวาร และสังสัฏฐวาร (จบ) ปัจจยวารอธิบายปัจจัยแบบ "ทำ...ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น" ระหว่างธรรมฝ่ายผิดที่แน่นอน ฝ่ายถูกที่แน่นอน และฝ่ายไม่แน่นอน (สหชาตวารและนิสสยวารถูกย่อรวมไว้) จากนั้นสังสัฏฐวารตรวจการเกิดระคนปะปนกันของสภาวธรรมทั้งสามกลุ่มนี้ (สัมปยุตตวารย่อรวมด้วย)
  36. หน้า ๕๐๒–๕๒๒ ปิดท้ายมิจฉัตตนิยตติกะ: ปัญหาวารครบทุกปัจจัย (จบติกะที่ ๑๕) ไล่ตรวจเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร-สมนันตร อุปนิสสย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย ว่าธรรมฝ่ายผิดที่แน่นอน ฝ่ายถูกที่แน่นอน และฝ่ายไม่แน่นอนเกื้อหนุนกันได้อย่างไร แล้วสรุปด้วยสังขยาวารและปัจจนียุทธาร ปิดท้ายไตรกะว่าด้วยความแน่นอนของผลทั้งหมด
  37. หน้า ๕๒๒–๕๓๓ ขึ้นติกะที่ ๑๖ 'มัคคารัมมณติกะ' (มีมรรคเป็นอารมณ์/เป็นเหตุ/เป็นอธิบดี): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้ตรวจสอบบทบาทของ "มรรค"(อริยมรรคหรือหนทางปฏิบัติ) ในสามลักษณะ คือเป็นสิ่งที่จิตรับรู้เป็นอารมณ์ เป็นเหตุ หรือเป็นปัจจัยเด่น(อธิบดี) ปฏิจจวารอธิบายผ่านวิภังควารของเหตุปัจจัยอย่างละเอียดเป็นตัวอย่าง ส่วนวาระที่เหลือตอบตามแบบเดียวกันจึงข้ามไป
  38. หน้า ๕๓๓–๕๕๐ ปิดท้ายมัคคารัมมณติกะ: ปัญหาวารพร้อมตัวอย่างพระอริยะพิจารณามรรคและผล (จบติกะที่ ๑๖) ไล่ตรวจปัจจัยครบ ๒๔ ข้ออย่างละเอียด มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น พระอริยะที่เพิ่งออกจากมรรคแล้วย้อนพิจารณามรรคหรือผลนั้น การได้เจโตปริยญาณ(หยั่งรู้ใจผู้อื่น) และปุพเพนิวาสานุสสติญาณ(ระลึกชาติได้) แล้วสรุปด้วยสังขยาวารและปัจจนียุทธาร ปิดท้ายไตรกะที่ ๑๖ ทั้งหมด
  39. หน้า ๕๕๐–๕๖๐ ขึ้นติกะที่ ๑๗ 'อุปปันนติกะ' (เกิดขึ้นแล้ว/ยังไม่เกิดขึ้น/จักเกิดขึ้นแน่นอน): แสดงเฉพาะปัญหาวาร (จบติกะที่ ๑๗) ไตรกะนี้จำแนกสภาวธรรมตามช่วงเวลาของการเกิด คือธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น และธรรมที่แน่นอนว่าจักเกิดขึ้น (เช่น ผลวิบากที่รอเวลาให้ผลแน่นอน) ต่างจากไตรกะทั่วไปตรงที่ผู้แต่งข้ามปฏิจจวารไปแสดงเฉพาะปัญหาวารทันที ไล่ตรวจปัจจัยครบ ๒๔ ข้อ พร้อมตัวอย่างการเห็นแจ้งอายตนะและขันธ์ที่จักเกิดขึ้นแน่นอน
  40. หน้า ๕๖๐–๕๖๙ ขึ้นติกะที่ ๑๘ 'อตีตติกะ' (อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน): แสดงเฉพาะปัญหาวาร (จบติกะที่ ๑๘) ไตรกะนี้จำแนกสภาวธรรมตามกาลเวลาสามช่วง แสดงปัญหาวารโดยตรงเช่นเดียวกับไตรกะก่อนหน้า มีตัวอย่างเชิงปฏิบัติ เช่น การพิจารณากุศลกรรมที่เคยสั่งสมไว้ในอดีต การเจริญฌาน การบรรลุมรรคผล และภาวะโคตรภู-โวทาน(ขณะจิตที่ก้าวข้ามสู่ความเป็นอริยะ) เพื่อแสดงว่าธรรมต่างกาลเกื้อหนุนกันได้อย่างไร จบไตรกะที่ ๑๘
  41. หน้า ๕๖๙–๕๗๔ ขึ้นติกะที่ ๑๙ 'อตีตารัมมณติกะ' (มีอดีต/อนาคต/ปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้เปลี่ยนจากกาลเวลาของตัวสภาวธรรมเองไปเป็นกาลเวลาของ "อารมณ์" ที่จิตรับรู้ คือจิตที่มีธรรมในอดีต ในอนาคต หรือในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ปฏิจจวารไล่ตรวจเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย เป็นต้นจนครบ
  42. หน้า ๕๗๔–๕๙๐ ปิดท้ายอตีตารัมมณติกะ: ปัญหาวารพร้อมตัวอย่างญาณที่รู้อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน (จบติกะที่ ๑๙) ไล่ตรวจเหตุ อารัมมณ อุปนิสสยปัจจัย เป็นต้น มีตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพ เช่น การพิจารณาวิญญาณัญจายตนะ(ฌานอรูปที่มีวิญญาณเป็นอารมณ์) เจโตปริยญาณ และอิทธิวิธญาณ ที่มีอารมณ์เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน จบไตรกะที่ ๑๙
  43. หน้า ๕๙๐–๖๐๐ ขึ้นติกะที่ ๒๐ 'อัชฌัตตติกะ' (ภายในตน/ภายนอกตน/ทั้งสอง): ปฏิจจวารจบ ไตรกะนี้จำแนกสภาวธรรมตามขอบเขตของการยึดถือ คือธรรมที่เป็นภายในตน(นับเนื่องในขันธสันดานของตนเอง) ธรรมที่เป็นภายนอกตน และธรรมที่เป็นทั้งสองอย่างรวมกัน ปฏิจจวารและวาระที่ ๒-๖ แสดงแบบย่อ
  44. หน้า ๖๐๐–๖๑๕ ปิดท้ายอัชฌัตตติกะ: ปัญหาวารครบทุกปัจจัย (จบติกะที่ ๒๐) ขยายความละเอียดของปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงธรรมภายในตนกับธรรมภายนอกตน เช่น เหตุปัจจัย กัมมปัจจัย(บทบาทของกรรม) และปุเรชาตปัจจัย(สิ่งที่เกิดก่อนเป็นเงื่อนไขให้สิ่งที่เกิดทีหลัง) จบด้วยการผสมฝ่ายบวก-ลบและการนับวาระ ปิดท้ายอัชฌัตตติกะทั้งหมด
  45. หน้า ๖๑๕–๖๑๙ ขึ้นติกะที่ ๒๑ 'อัชฌัตตารัมมณติกะ' (มีธรรมภายในตน/ภายนอกตนเป็นอารมณ์): ปฏิจจวารจบ เช่นเดียวกับไตรกะที่ ๑๙ ไตรกะนี้เปลี่ยนจากตัวสภาวธรรมไปเป็นอารมณ์ที่จิตรับรู้ คือจิตที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ หรือมีทั้งสองเป็นอารมณ์ ปฏิจจวารและวาระที่ ๒-๖ แสดงแบบย่อ
  46. หน้า ๖๑๙–๖๓๐ ปิดท้ายอัชฌัตตารัมมณติกะ: ปัญหาวารพร้อมตัวอย่างญาณต่างๆ (จบติกะที่ ๒๑) ขยายความละเอียดของปัจจัยต่างๆ พร้อมตัวอย่าง เช่น เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และยถากัมมูปคญาณ(หยั่งรู้ว่าสัตว์ไปเกิดตามกรรม) จบด้วยการผสมฝ่ายบวก-ลบ ปิดท้ายอัชฌัตตารัมมณติกะทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ไตรกะสุดท้ายของเล่ม
  47. หน้า ๖๓๐–๖๔๖ ขึ้นติกะสุดท้ายของเล่ม: 'สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ' (เห็นได้และกระทบได้/เห็นไม่ได้แต่กระทบได้/เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้) ไตรกะที่ ๒๒ ซึ่งเป็นไตรกะสุดท้ายของทั้งเล่มและของทั้งชุด ๒๒ ไตรกะ จำแนกรูปธรรมตามคุณสมบัติทางกายภาพ ๓ แบบ คือเห็นได้ด้วยตาและกระทบได้ด้วยประสาทสัมผัส(เช่น สี รูปร่าง) เห็นไม่ได้แต่กระทบได้(เช่น เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย) และเห็นไม่ได้ทั้งกระทบไม่ได้(เช่น รูปละเอียดบางประเภท) ปฏิจจวารตรวจครบผ่านเหตุ อารัมมณ อธิปติ อนันตร-สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจัยเป็นต้น (สหชาตวาร ปัจจยวาร นิสสยวารตอบตามแบบเดียวกัน)
  48. หน้า ๖๔๖–๖๖๘ จบไตรกะที่ ๒๒ และจบมหาปัฏฐาน ภาค ๒ ทั้งเล่ม: ปัญหาวารครบทุกปัจจัยที่หน้า ๖๖๘ ไล่ตรวจปัจจัยทั้งหมดของสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะจนครบตามลำดับ พร้อมสังขยาวาร เหตุสภาคนัย(การนับตามฝ่ายเหตุ) ปัจจนียุทธาร และปัจจยานุโลมปัจจนียะ ก่อนจบลงที่หน้า ๖๖๘ ด้วยข้อความปิดท้ายซ้อนกันสามชั้นคือ "ปัจจนียานุโลม จบ / ปัญหาวาร จบ / สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ จบ" ซึ่งยืนยันว่านี่คือจุดสิ้นสุดของไตรกะทั้ง ๒๒ หมวดที่เริ่มวางไว้ตั้งแต่เล่ม ๔๐ และเป็นการปิดมหาปัฏฐาน ภาค ๒ ทั้งเล่มอย่างสมบูรณ์ (ภาค ๓ จะเริ่มใหม่ในเล่ม ๔๒)