มหาวรรค ภาค ๒
ฉบับ มจร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๕ · ๓๗๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๒ เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะและพระสาคตะ บุตรเศรษฐีโสณโกฬิวิสะแห่งกรุงจัมปาผู้มีขนงอกที่ฝ่าเท้าเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระสาคตะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่อหน้ากุลบุตร ๘๐,๐๐๐ คนจนทุกคนเลื่อมใสพระพุทธเจ้าและบรรลุธรรม โสณะออกบวชปรารภความเพียรจนเท้าแตกเลือดอาบ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบความเพียรกับสายพิณจนท่านบรรลุอรหัตตผลและกราบทูลอุปนิสัยสมบัติของพระอรหันต์
- หน้า ๑๓–๓๑ กฎเกณฑ์เรื่องรองเท้า เขียงเท้า หนังสัตว์ ยานพาหนะ และที่นอน ทรงบัญญัติข้อห้ามและข้อยกเว้นมากมายเกี่ยวกับรองเท้าหลายชั้น สีสัน วัสดุ หนังสัตว์ต่างๆ เขียงเท้าไม้/ใบตาล/ใบไผ่/หญ้า ยานพาหนะ และที่นอนสูงใหญ่ของพระฉัพพัคคีย์ รวมถึงเรื่องภิกษุใจบาปชักชวนฆ่าลูกโคเพื่อเอาหนังจนแม่โคเดินตามด้วยความรักลูก
- หน้า ๓๒–๔๒ พระโสณกุฏิกัณณะและพระมหากัจจานะ จบจัมมขันธกะ อุบาสกโสณกุฏิกัณณะขอบวชกับพระมหากัจจานะที่อวันตีทักขิณาบถ ใช้เวลาถึง ๓ ปีกว่าจะอุปสมบทได้เพราะภิกษุไม่ครบองค์ประชุม เมื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้สวดอัฏฐกวรรคถวายจนทรงพอพระทัย และประทานพร ๕ ประการแก่ชาวอวันตี จบจัมมขันธกะ (๖๓ เรื่อง)
- หน้า ๔๓–๔๙ เริ่มเภสัชชขันธกะ ทรงอนุญาตเภสัช ๕ และเครื่องยามีรากไม้เป็นต้น ทรงอนุญาตเภสัช ๕ (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) แก่ภิกษุอาพาธในฤดูสารทที่ซูบผอมเพราะฉันแล้วอาเจียน ตามด้วยมันเหลว รากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ เกลือ และยาผงชนิดต่างๆ ที่เป็นยา
- หน้า ๕๐–๕๔ ยาหยอดตา กลักยาตา และต้นเรื่องพระปิลินทวัจฉะปวดศีรษะ ทรงอนุญาตยาหยอดตา กลักยาตา และไม้ป้ายยาตาแก่ภิกษุอาพาธโรคตา จากนั้นเริ่มเรื่องพระปิลินทวัจฉะอาพาธปวดร้อนที่ศีรษะ ทรงอนุญาตน้ำมันทาศีรษะ การนัตถุ์ กล้องยานัตถุ์ และการสูดควันตามลำดับ
- หน้า ๕๕–๕๘ พระปิลินทวัจฉะอาพาธโรคลมและรักษาด้วยน้ำมันหุง-การรม-ระบายโลหิต-ยาทาเท้า ท่านพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลม พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตน้ำมันหุงเจือน้ำเมา ลักจั่นบรรจุน้ำมัน การเข้ากระโจมรมเหงื่อและรมใหญ่ อ่างน้ำ การกอกระบายโลหิตด้วยเขาสัตว์ และยาทาเท้าเมื่อท่านเท้าแตก
- หน้า ๕๙–๖๒ ภิกษุอาพาธเป็นฝีและยามหาวิกัฏ ๔ อย่างรักษาพิษ ภิกษุรูปหนึ่งเป็นฝีได้รับอนุญาตให้ผ่าตัด น้ำฝาด งาบด ยาพอก และผ้าพันแผล ต่อมาทรงอนุญาตยามหาวิกัฏ ๔ อย่าง (คูถ มูตร เถ้า ดิน) รวมถึงยาแฝด น้ำด่างดิบ และยาถ่ายรักษาโรคต่างๆ
- หน้า ๖๓–๖๗ พระปิลินทวัจฉะนิรมิตพวงดอกไม้และปราสาททองคำ พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานคนวัด ๕๐๐ คนแก่พระปิลินทวัจฉะ ต่อมาท่านนิรมิตเสวียนหญ้าเป็นพวงดอกไม้ทองคำให้เด็กหญิงยากจนจนตระกูลถูกจับข้อหาลักทรัพย์ ท่านจึงนิรมิตปราสาทพระเจ้าพิมพิสารเป็นทองคำพิสูจน์ฤทธิ์จนได้รับการปล่อยตัว
- หน้า ๖๘–๖๙ เภสัชเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันและทรงอนุญาตน้ำอ้อยงบ ถั่วเขียว ยาดองโลณโสวีรกะ ทรงบัญญัติให้เก็บเภสัช ๕ ไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน จากนั้นทรงอนุญาตน้ำอ้อยงบที่เจือแป้งหรือเถ้า ถั่วเขียวที่งอกแม้ต้มสุกแล้ว และยาดองโลณโสวีรกะสำหรับภิกษุไข้
- หน้า ๗๐–๗๒ ทรงห้ามหุงต้มภายในและพระพุทธเจ้าทรงประชวรโรคลมในพระอุทร พระอานนท์หุงข้าวต้มปรุงด้วยของ ๓ อย่างถวายพระพุทธเจ้าผู้ทรงประชวรโรคลม แต่ถูกทรงตำหนิว่าอาหารที่เก็บไว้-หุงต้มภายใน-หุงต้มเองเป็นอกัปปิยะ ก่อนทรงผ่อนผันให้ทำได้ในคราวข้าวยากหมากแพง
- หน้า ๗๓–๗๔ ทรงอนุญาตให้รับประเคนผลไม้และของที่จับต้องแล้ว ภิกษุเดินทางไกลไม่มีกัปปิยการกช่วยปอกผลไม้จึงลำบาก พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุหยิบผลไม้เองแล้วให้กัปปิยการกประเคนภายหลัง และทรงอนุญาตให้รับประเคนสิ่งของที่จับต้องแล้วได้
- หน้า ๗๕–๗๖ พราหมณ์ถวายงาน้ำผึ้งและของฉันที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาฉัน พราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้งใหม่แก่สงฆ์ และตระกูลอุปัฏฐากของพระอุปนันทศากยบุตรถวายของเคี้ยวไว้ก่อนท่านกลับจากบิณฑบาต ทรงอนุญาตให้ฉันของที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาฉันได้แม้ฉันแล้วห้ามภัตตาหารแล้ว
- หน้า ๗๗–๘๐ พระโมคคัลลานะเหาะขอเหง้าบัวจากช้างทิพย์ถวายพระสารีบุตร และทรงห้ามผ่าตัด-บีบริดสีดวงในที่แคบ พระสารีบุตรอาพาธร้อนในกาย พระมหาโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์เหาะไปขอเหง้าบัวจากช้างที่สระโบกขรณีมันทากินีมาถวายจนหายอาพาธ ต่อมาทรงห้ามภิกษุผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยศัสตราหรือบีบหัวริดสีดวงในที่แคบเพราะแผลหายยาก
- หน้า ๘๑–๘๓ อุบาสิกาสุปปิยาเชือดเนื้อขาอ่อนถวายภิกษุไข้ และทรงห้ามฉันเนื้อมนุษย์ อุบาสิกาสุปปิยาหาซื้อเนื้อไม่ได้ในวันห้ามฆ่าสัตว์จึงเชือดเนื้อขาตนเองถวายภิกษุไข้ พระพุทธเจ้าทรงรักษาแผลให้หายด้วยพุทธานุภาพเพียงเห็นพระองค์ แล้วทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
- หน้า ๘๔–๘๗ ทรงห้ามฉันเนื้อช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาว ในคราวข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านนำเนื้อสัตว์ต่างๆ มาถวายภิกษุจนถูกตำหนิว่าฉันราชพาหนะหรือสัตว์อันตราย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามฉันเนื้อช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาวตามลำดับ ต้องอาบัติทุกกฏ
- หน้า ๘๘–๘๙ พราหมณ์ถวายข้าวต้มและขนมหวาน อานิสงส์ข้าวต้ม ๑๐ ประการ พราหมณ์ผู้เดินตามหมู่สงฆ์จัดเตรียมข้าวต้มและขนมหวานถวายเพราะไม่มีในโรงอาหาร พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันและตรัสอานิสงส์ข้าวต้ม ๑๐ ประการ เช่น ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ
- หน้า ๙๐–๙๒ มหาอมาตย์ผู้เลื่อมใสใหม่และกฎห้ามรับนิมนต์ที่หนึ่งแล้วไปฉันอีกที่หนึ่ง ภิกษุที่รับประเคนข้าวต้มข้นแต่เช้าฉันได้น้อยในงานเลี้ยงของมหาอมาตย์ผู้เลื่อมใสใหม่จนท่านโกรธเสียใจ พระพุทธเจ้าทรงปลอบและอธิบายเรื่องบุญ แล้วทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับนิมนต์ไว้ที่หนึ่งแล้วไปฉันอีกที่หนึ่ง
- หน้า ๙๓–๙๖ พราหมณ์เพลัฏฐกัจจานะถวายน้ำอ้อยงบ ปาฏิหาริย์น้ำอ้อยเดือดพล่าน พราหมณ์เพลัฏฐกัจจานะถวายน้ำอ้อยงบแก่ภิกษุจนเหลือมาก เมื่อเทน้ำอ้อยงบทิ้งตามรับสั่งกลับเดือดพุ่งส่งเสียงดัง พราหมณ์สลดใจจนได้ดวงตาเห็นธรรมและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๙๗–๙๙ เสด็จปาฏลิคาม ทรงแสดงโทษศีลวิบัติ ๕ และอานิสงส์ศีลสมบัติ ๕ ประการ ชาวปาฏลิคามถวายอาคารที่พักแรมแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ทรงแสดงธรรมีกถาแก่คหบดีถึงโทษ ๕ ประการของผู้ทุศีลและอานิสงส์ ๕ ประการของผู้มีศีลจนดึกดื่น
- หน้า ๑๐๐–๑๐๓ มหาอมาตย์สุนีธะวัสสการะสร้างเมือง พุทธทำนายนครปาฏลีบุตร เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาด้วยฤทธิ์ มหาอมาตย์สุนีธะและวัสสการะสร้างเมืองปาฏลิคามป้องกันวัชชี พระพุทธเจ้าทรงเห็นเทวดายึดครองที่ดินด้วยทิพยจักษุและทำนายว่าจะเป็นนครปาฏลีบุตรเจริญรุ่งเรืองแต่เสี่ยงภัย ๓ อย่าง จากนั้นทรงหายตัวข้ามแม่น้ำคงคาไปปรากฏอีกฝั่งพร้อมภิกษุสงฆ์
- หน้า ๑๐๔–๑๑๓ ทรงแสดงอริยสัจที่โกฏิคาม นางอัมพปาลีถวายอาราม เจ้าลิจฉวีแข่งกันนิมนต์ และสีหเสนาบดีเปลี่ยนศาสนา ทรงแสดงอริยสัจ ๔ แก่ภิกษุที่โกฏิคาม จากนั้นนางอัมพปาลีคณิกาเข้าเฝ้าและทูลนิมนต์ก่อน แข่งกับเจ้าลิจฉวีผู้เสนอทรัพย์แลกสิทธินิมนต์แต่พ่ายแพ้ นางถวายสวนมะม่วงแด่สงฆ์ จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแก้ข้อกล่าวหา ๘ ประการที่ชาวโลกกล่าวหาพระองค์แก่สีหเสนาบดีสาวกนิครนถ์ทีละข้อ จนสีหเสนาบดีเลื่อมใสประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๑๑๔–๑๑๖ สีหเสนาบดีถวายภัตตาหารและทรงบัญญัติห้ามฉันเนื้อที่ทำเจาะจง พระพุทธเจ้าทรงแนะให้สีหเสนาบดียังคงอุปถัมภ์นิครนถ์ดังเดิม สีหเสนาบดีจัดภัตตาหารเนื้อสัตว์ถวายสงฆ์จนถูกพวกนิครนถ์กล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าทรงฉันเนื้อที่ฆ่าเจาะจงพระองค์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อที่รู้ว่าทำเจาะจงตน และทรงอนุญาตเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง
- หน้า ๑๑๗–๑๑๙ ทรงห้ามอาหารสะสมและทรงอนุญาตกัปปิยภูมิ เนื่องจากกรุงเวสาลีอุดมสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุฉันอาหารที่เก็บสะสมหรือหุงต้มไว้เองซึ่งเคยทรงอนุญาตในคราวอัตคัดอาหาร และเมื่อชาวบ้านเก็บเสบียงไว้นอกวัดยามฝนตั้งเค้า ทรงอนุญาตให้สงฆ์สมมติกัปปิยภูมิเป็นที่เก็บของฉันได้
- หน้า ๑๒๐–๑๒๘ เมณฑกคหบดีตระกูลมหัศจรรย์และการถวายเสบียงเดินทาง เมณฑกคหบดีแห่งเมืองภัททิยะและครอบครัว (ภรรยา บุตร สะใภ้ ทาส) ล้วนมีฤทธานุภาพประหลาด จนพระเจ้าพิมพิสารต้องส่งมหาอมาตย์ไปพิสูจน์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง ทั้งครอบครัวได้ฟังธรรมบรรลุโสดาบันและถวายภัตตาหารด้วยน้ำนมสด จนนำไปสู่การทรงอนุญาตเสบียงเดินทางแก่ภิกษุในถิ่นกันดาร
- หน้า ๑๒๙–๑๓๒ เกณิยชฎิลถวายน้ำอัฏฐบาน เกณิยชฎิลถวายน้ำดื่มจำนวนมากแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ตามธรรมเนียมฤๅษีโบราณ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตน้ำอัฏฐบาน (น้ำผลไม้ ๘ ชนิด) และน้ำผลไม้-ใบไม้-ดอกไม้อื่น ๆ แล้วเสด็จรับภัตตาหารที่อาศรมของเกณิยชฎิลในวันรุ่งขึ้น
- หน้า ๑๓๓–๑๓๖ เจ้ามัลละชื่อโรชะถวายผักกาดสดและของฉันทำด้วยแป้ง มัลลกษัตริย์ชาวกุสินาราต้อนรับพระพุทธเจ้าด้วยความกลัวถูกปรับสินไหมมากกว่าศรัทธา แต่เมื่อได้รับกระแสพระเมตตาจิตจากพระพุทธเจ้าก็เกิดศรัทธาบรรลุโสดาบัน แล้วทูลขอถวายผักสดและของฉันทำด้วยแป้งที่ขาดในโรงอาหาร นำไปสู่การทรงอนุญาตผักสดและของทำด้วยแป้งทุกชนิด
- หน้า ๑๓๗–๑๓๘ ภิกษุเฒ่าอดีตช่างกัลบกใช้บุตรหาเสบียงถวายพระพุทธเจ้า พระหลวงตารูปหนึ่งเคยเป็นช่างกัลบกใช้ให้บุตรชายสองคนไปตัดผมแลกเสบียงอาหารตามบ้านเรือนเพื่อเตรียมถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าเป็นการชักจูงทายกในสิ่งไม่ควร และทรงห้ามภิกษุอดีตช่างกัลบกเก็บรักษาเครื่องมือตัดผม
- หน้า ๑๓๙–๑๔๐ เรื่องปลูกพืชและมหาปเทส ๔ ทรงวางกฎแบ่งผลผลิตเมื่อมีการปลูกพืชของสงฆ์ในที่บุคคลหรือปลูกพืชของบุคคลในที่สงฆ์ แล้วเมื่อภิกษุสงสัยว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร พระพุทธเจ้าจึงประทานหลักมหาปเทส ๔ ข้อสำหรับตัดสินสิ่งที่ทรงอนุญาตหรือไม่ทรงอนุญาตไว้โดยอนุโลม
- หน้า ๑๔๑–๑๔๔ จบเภสัชชขันธกะและรวมเรื่อง ๑๐๖ เรื่อง ทรงวางหลักการฉันของที่ระคนกันระหว่างประเภทกาลิกต่าง ๆ ปิดท้ายเภสัชชขันธกะซึ่งมีทั้งสิ้น ๑๐๖ เรื่อง แล้วสรุปรายชื่อเรื่องทั้งหมดในขันธกะไว้เป็นอุทานคาถา
- หน้า ๑๔๕–๑๔๙ กำเนิดกฐินขันธกะ: ภิกษุปาเฐยยะ ๓๐ รูป และอานิสงส์กฐิน ๕ ภิกษุชาวปาเฐยยะ ๓๐ รูปเดินทางฝ่าโคลนฝนมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลังจำพรรษาที่เมืองสาเกตเพราะมาไม่ทันวันเข้าพรรษา พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุกรานกฐินได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ พร้อมกำหนดวิธีกรานกฐินและเกณฑ์ตัดสินว่ากฐินเป็นอันกรานหรือไม่เป็นอันกราน
- หน้า ๑๕๐–๑๗๐ มาติกาเดาะกฐิน ๘ ข้อ และกรณีศึกษาโดยละเอียด (กรณียโทฬสกะ อปวิลายนนวกะ) ทรงแสดงมาติกา ๘ ข้อสำหรับกำหนดการเดาะ (สิ้นสุดอานิสงส์) กฐิน แล้วไล่เรียงกรณีศึกษาอย่างละเอียดเป็นชุดตัวเลข (สัตตกะ ฉักกะ ปัณณรสกะ ทวาทสกะ) ครอบคลุมสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ภิกษุถือหรือนำจีวรหลีกไปด้วยความตั้งใจจะกลับหรือไม่กลับ จีวรเสียหาย หรือหมดหวังจะได้จีวรใหม่ ต่อเนื่องด้วยกรณียโทฬสกะ (เดาะกฐินเพราะมีธุระจำเป็น ๑๒ กรณี) และอปวิลายนนวกะ (เดาะกฐินเพราะหวังได้ส่วนจีวร ๙ กรณี)
- หน้า ๑๗๑–๑๗๘ ผาสุวิหารปัญจกะ ปลิโพธกถา และจบกฐินขันธกะ เดาะกฐินเพราะหวังอยู่ผาสุก ๕ กรณี ตามด้วยปลิโพธาปลิโพธกถาอธิบายปลิโพธ ๒ อย่าง (อาวาส-จีวร) ปิดท้ายกฐินขันธกะที่ ๗ (๑๒ เรื่อง เปยยาลมุข ๑๑๘ เรื่อง) และสรุปรวมมาติกาทั้งหมดของกฐินขันธกะ
- หน้า ๑๗๙–๑๘๑ เริ่มจีวรขันธกะ: กำเนิดหมอชีวกโกมารภัจ เริ่มต้นจีวรขันธกะด้วยเรื่องนางคณิกาสาลวดีทิ้งทารกที่กองขยะ เจ้าชายอภัยทรงเก็บมาเลี้ยงตั้งชื่อ "ชีวก" แล้วชีวกลอบเดินทางไปเรียนวิชาแพทย์ที่สำนักนายแพทย์ทิศาปาโมกข์ ณ กรุงตักกสิลาจนสำเร็จการศึกษา
- หน้า ๑๘๒–๑๘๕ หมอชีวกรักษาภรรยาเศรษฐีสาเกตและพระเจ้าพิมพิสาร ชีวกรักษาโรคปวดศีรษะเรื้อรัง ๗ ปีของภรรยาเศรษฐีเมืองสาเกตให้หายด้วยการนัตถุ์ยาเพียงครั้งเดียว ได้รับรางวัลมหาศาล จากนั้นรักษาโรคริดสีดวงทวารของพระเจ้าพิมพิสารจนหายขาดและได้รับแต่งตั้งเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก
- หน้า ๑๘๖–๑๙๐ ผ่าตัดเศรษฐีราชคฤห์และบุตรเศรษฐีพาราณสี ชีวกผ่าตัดกระโหลกศีรษะเศรษฐีชาวราชคฤห์นำสัตว์มีชีวิต ๒ ตัวออกมาพิสูจน์คำทำนายของแพทย์อื่น และผ่าตัดนำเนื้องอกในลำไส้ของบุตรเศรษฐีชาวพาราณสีออกจนหายป่วยเป็นปกติ
- หน้า ๑๙๑–๑๙๓ รักษาพระเจ้าปัชโชตด้วยกลอุบายและหนีด้วยช้างภัททวดี พระเจ้าปัชโชตทรงประชวรโรคผอมเหลืองแต่เกลียดเนยใส ชีวกจึงปรุงเนยใสให้มีสีกลิ่นรสเหมือนน้ำฝาดลวงถวาย แล้วรีบขึ้นช้างภัททวดีหนีออกจากเมืองก่อนพระราชาทรงทราบความจริงและกริ้ว
- หน้า ๑๙๔–๑๙๘ ผ้าสิไวยกะและพระพุทธเจ้าเสวยพระโอสถถ่าย ๓๐ ครั้ง พระเจ้าปัชโชตประทานผ้าสิไวยกะเนื้อดีเลิศแก่ชีวก ต่อมาชีวกทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระพุทธเจ้าด้วยกลิ่นก้านอุบล ๓ ก้านอย่างแยบยลจนทรงถ่ายครบ ๓๐ ครั้งพอดีตามที่คำนวณไว้
- หน้า ๑๙๙–๒๐๐ ทรงอนุญาตผ้ากัมพลและคหบดีจีวร ๖ ชนิด พระเจ้ากาสีถวายผ้ากัมพลราคาแพงแก่ชีวก ชีวกน้อมถวายพระพุทธเจ้าจนทรงอนุญาตผ้ากัมพล และทรงอนุญาตจีวร ๖ ชนิด พร้อมให้ภิกษุยินดีทั้งคหบดีจีวรและผ้าบังสุกุลได้ตามอัธยาศัย
- หน้า ๒๐๑–๒๐๒ ปังสุกูลปริเยสนกถา: การแสวงหาผ้าบังสุกุล ภิกษุเดินทางไกลในแคว้นโกศลแวะป่าช้าหาผ้าบังสุกุล เกิดกรณีพิพาทเรื่องแบ่งส่วนระหว่างผู้รอกับไม่รอ แวะก่อน-หลัง หรือเข้าไปพร้อมกัน พระพุทธเจ้าจึงทรงวางกฎเกณฑ์การแบ่งส่วนแต่ละกรณี
- หน้า ๒๐๓–๒๐๘ ระเบียบเจ้าหน้าที่ดูแลจีวรสงฆ์และวิธีแจกจีวร ทรงอนุญาตแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับจีวร เก็บจีวร สมมติเรือนคลัง เจ้าหน้าที่รักษาเรือนคลัง และเจ้าหน้าที่แจกจีวร พร้อมกรรมวาจาแต่งตั้งแต่ละตำแหน่งและวิธีแบ่งส่วนจีวรแก่สามเณรและภิกษุผู้เดินทาง
- หน้า ๒๐๙–๒๑๒ จีวรรชนกถา: ปัญหาการย้อมจีวร ไล่เรียงปัญหาที่เกิดจากการย้อมจีวร เช่น สีคล้ำ กลิ่นเหม็นสาบ น้ำย้อมล้น หม้อแตก จีวรปริขาด และผ้าเนื้อแข็งกระด้าง พร้อมอุปกรณ์และวิธีแก้ไขที่ทรงอนุญาตทีละเรื่อง จบด้วยข้อห้ามใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด
- หน้า ๒๑๓–๒๑๔ กำเนิดรูปแบบจีวรตามลายคันนา พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นคันนาของชาวมคธที่ตัดกันเป็นตาราง จึงรับสั่งให้พระอานนท์ออกแบบตัดเย็บจีวรตามลายนั้น พระอานนท์ทำสำเร็จจนพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญามาก
- หน้า ๒๑๕–๒๑๗ ทรงอนุญาตไตรจีวรและอติเรกจีวร ๑๐ วัน พระพุทธเจ้าทรงทดลองประทับกลางแจ้งในคืนหนาวจนต้องทรงห่มจีวรเพิ่มถึง ๔ ผืนจึงไม่ทรงหนาว จึงทรงกำหนดไตรจีวร ๓ ผืน (สังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก) แก่ภิกษุ พระฉัพพัคคีย์ใช้อติเรกจีวรหลายชุดจนถูกตำหนิ พระอานนท์มีอติเรกจีวรจะถวายพระสารีบุตรซึ่งไปเมืองสาเกต พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เก็บอติเรกจีวรได้ไม่เกิน ๑๐ วัน และอนุญาตให้วิกัปอติเรกจีวร
- หน้า ๒๑๘–๒๒๔ ๒๑๙. วิสาขาวัตถุ - นางวิสาขาขอพร ๘ ประการ จบเรื่องผ้าปะแล้วเกิดฝนตกใหญ่พร้อมกัน ๔ ทวีปเป็นครั้งสุดท้าย ภิกษุพากันสรงน้ำฝนจนนางวิสาขาเข้าใจผิดว่าไม่มีภิกษุในอาราม นางวิสาขาจึงกราบทูลขอพร ๘ ประการ เช่น ผ้าอาบน้ำฝน คิลานภัต คิลานเภสัช และผ้าอาบน้ำแก่ภิกษุณีสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตและอนุโมทนาด้วยพระคาถา
- หน้า ๒๒๕–๒๒๘ ๒๒๐. นิสีทนาทิอนุชานนา - ทรงอนุญาตผ้ารองนั่งเป็นต้น ภิกษุฉันอาหารประณีตแล้วจำวัดหลับขาดสติสัมปชัญญะจนน้ำอสุจิเปื้อนเสนาสนะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษ ๕ อย่างของการหลับขาดสติและอานิสงส์ ๕ อย่างของการหลับมีสติ แล้วทรงอนุญาตผ้ารองนั่ง ผ้าปิดฝีสำหรับภิกษุอาพาธฝีดาษ และผ้าเช็ดปากที่นางวิสาขาถวาย
- หน้า ๒๒๙–๒๓๑ เรื่องถือวิสาสะและ ๒๒๑. ปัจฉิมวิกัปปนุปคจีวราทิกถา ทรงอนุญาตหลักถือวิสาสะ ๕ ประการและผ้าบริขาร จากนั้นบัญญัติให้อธิษฐานผ้าไตรจีวร ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน ผ้าเช็ดปาก (ไม่ใช่วิกัป) กำหนดขนาดจีวรที่ต้องวิกัป และวิธีซ่อมแซมจีวรต่างๆ เช่น เย็บดามผ้าหนัก รื้อชายไม่เสมอ ติดผ้าอนุวาต เย็บตะเข็บตาหมากรุก และตัดผ้าเมื่อผ้าไม่พอ
- หน้า ๒๓๒–๒๓๓ ทรงอนุญาตให้ผ้าแก่บิดามารดา และเหตุจำเป็นเก็บจีวรได้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุถวายจีวรแก่มารดาบิดาได้ ตามด้วยเรื่องภิกษุถูกโจรลักจีวรที่เก็บไว้ในป่าอันธวันจนต้องครองจีวรเก่า และพระอานนท์เผลอสติเข้าบ้านโดยมีเพียงอุตตราสงค์กับอันตรวาสก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเหตุจำเป็น ๕ อย่างที่อนุญาตให้เก็บสังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก และผ้าอาบน้ำฝนไว้ได้
- หน้า ๒๓๔–๒๓๖ ๒๒๒. สังฆิกจีวรุปปาทกถา - จีวรเกิดขึ้นแก่สงฆ์ ว่าด้วยกรณีจีวรที่ทายกถวายแก่สงฆ์แต่มีภิกษุจำพรรษาอยู่ไม่ครบ ๔ รูป เช่น รูปเดียวหรือ ๓ รูป พระพุทธเจ้าทรงวางหลักการอธิษฐานหรือแบ่งจีวรเหล่านั้น รวมทั้งเรื่องพระเถระสองพี่น้องที่ยืนยันว่าจีวรเป็นของภิกษุเจ้าถิ่นจนกว่าจะเดาะกฐิน
- หน้า ๒๓๗–๒๓๘ ๒๒๓. อุปนันทสักยปุตตวัตถุ - พระอุปนันทะรับส่วนจีวรหลายอาวาส พระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาอาวาสหนึ่งแต่เที่ยวไปรับส่วนแบ่งจีวรจากหลายอาวาส ถูกภิกษุตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามยินดีส่วนจีวรในอาวาสอื่นที่ไม่ได้จำพรรษา
- หน้า ๒๓๙–๒๔๒ ๒๒๔. คิลานวัตถุกถา - ภิกษุไข้ท้องร่วง ภิกษุอาพาธท้องร่วงนอนเกลือกกลิ้งบนอุจจาระปัสสาวะเพราะไม่มีผู้พยาบาล พระพุทธเจ้าทรงอาบน้ำให้เองพร้อมพระอานนท์ แล้วตรัสว่าผู้ใดจะพยาบาลเราก็จงพยาบาลภิกษุไข้เถิด ทรงบัญญัติให้อุปัชฌาย์อาจารย์หรือสงฆ์ต้องพยาบาลภิกษุไข้ และแสดงลักษณะคนไข้ที่พยาบาลง่าย-ยาก และผู้พยาบาลที่ควร-ไม่ควร
- หน้า ๒๔๓–๒๔๕ ๒๒๕. มตสันตกกถา - มอบบริขารภิกษุมรณภาพแก่ผู้พยาบาล เมื่อภิกษุหรือสามเณรผู้ได้รับการพยาบาลมรณภาพลง ทรงอนุญาตให้สงฆ์มอบไตรจีวรและบาตรแก่ผู้พยาบาลไข้ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ส่วนลหุภัณฑ์แบ่งกันได้ แต่ครุภัณฑ์เป็นของสงฆ์
- หน้า ๒๔๖–๒๔๗ ๒๒๖-๒๒๗ ทรงห้ามเปลือยกายและเครื่องนุ่งห่มแบบเดียรถีย์ ภิกษุรูปหนึ่งขอเปลือยกายอ้างเป็นความมักน้อยแต่ถูกทรงตำหนิว่าเป็นแบบเดียรถีย์ ต่อมาทรงห้ามนุ่งห่มผ้าคากรอง ผ้าเปลือกไม้ ผ้าทอด้วยผมคน ขนสัตว์ ปีกนกเค้า หนังเสือ ผ้าก้านดอกรัก และผ้าเปลือกปอ
- หน้า ๒๔๘ ๒๒๘. สัพพนีลกาทิปฏิกเขปกถา - ทรงห้ามจีวรสีล้วนและเครื่องแต่งกายคฤหัสถ์ พระฉัพพัคคีย์ห่มจีวรสีเขียว เหลือง แดง ดำล้วนและแต่งชายจีวรผิดแบบ สวมเสื้อ หมวก โพกศีรษะเหมือนคฤหัสถ์ ถูกคนตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามทั้งหมด
- หน้า ๒๔๙–๒๕๑ ๒๒๙. วัสสังวุตถานังอนุปปันนจีวรกถา - จีวรยังไม่เกิดเมื่อภิกษุจำพรรษาแล้ว ทรงวางหลักว่าเมื่อภิกษุจำพรรษาแล้วแต่จีวรยังไม่เกิดขึ้น หากภิกษุนั้นหลีกไป สึก มรณภาพ หรือมีสถานะพิเศษต่างๆ เช่น วิกลจริต ถูกอุกเขปนียกรรม หรือกระทำอนันตริยกรรม ใครจะเป็นเจ้าของจีวรหรือมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่ง
- หน้า ๒๕๒ ๒๓๐. สังฆภินเนจีวรุปปาทกถา - จีวรเกิดขึ้นเมื่อสงฆ์แตกกัน กรณีสงฆ์แตกเป็นสองฝ่ายแล้วมีผู้ถวายน้ำและจีวร ทรงวางหลักว่าจีวรเป็นของสงฆ์รวมหรือของเฉพาะฝ่ายตามเจตนาของทายกที่ถวาย
- หน้า ๒๕๓–๒๕๔ ๒๓๑. ทุคคหิตสุคคหิตาทิกถา - พระเรวตะฝากจีวรถวายพระสารีบุตร ท่านพระเรวตะฝากจีวรให้ภิกษุนำไปถวายพระสารีบุตร แต่ภิกษุผู้รับฝากถือเอาเสียเองโดยอ้างวิสาสะ พระพุทธเจ้าจึงทรงแยกแยะกรณีการถือเอาโดยวิสาสะและการอธิษฐานเป็นจีวรมรดกที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
- หน้า ๒๕๕–๒๕๖ ๒๓๒. อัฏฐจีวรมาติกา - มาติกาจีวร ๘ ข้อ ทรงแสดงมาติกา ๘ ประการแห่งความเกิดขึ้นของจีวร ได้แก่ ถวายแก่สีมา ถวายตามกติกา ถวายในที่จัดภิกษาหาร ถวายแก่สงฆ์ ถวายแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย ถวายแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาแล้ว ถวายเจาะจง และถวายแก่บุคคล
- หน้า ๒๕๗–๒๕๙ ๒๓๓. รวมเรื่องที่มีในจีวรขันธกะ (อุทานสรุป) อุทานสรุปเรื่องราวทั้งหมด ๙๖ เรื่องในจีวรขันธกะ ตั้งแต่เรื่องหมอชีวกจนถึงเรื่องมาติกาแห่งจีวร ๘ ข้อ เป็นการปิดท้ายขันธกะที่ ๘
- หน้า ๒๖๐–๒๖๕ ๙.จัมเปยยขันธกะ / ๒๓๔.กัสสปโคตตภิกขุวัตถุ - พระกัสสปโคตรถูกลงอุกเขปนียกรรมอย่างไม่เป็นธรรม เริ่มขันธกะใหม่ด้วยเรื่องพระกัสสปโคตรผู้ดูแลอาวาสอย่างดีแต่ภายหลังเลิกจัดแจงภัตตาหารให้ภิกษุอาคันตุกะ จึงถูกลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติทั้งที่ไม่มีความผิด ท่านเดินทางไปทูลถามพระพุทธเจ้าที่กรุงจัมปา ทรงตัดสินว่ากรรมนั้นไม่ชอบธรรม ภิกษุอาคันตุกะสำนึกผิดเดินทางมาขอขมาและพระพุทธเจ้าทรงรับ
- หน้า ๒๖๖–๒๖๘ ๒๓๕. อธัมมวัคคาทิกัมมกถา - กรรมสงฆ์ ๔ ประเภท ภิกษุกรุงจัมปาทำกรรมสงฆ์แบบแบ่งพวกและไม่พร้อมเพรียงกันโดยไม่ชอบธรรมหลายลักษณะ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและจำแนกกรรม ๔ ประเภท คือ แบ่งพวกไม่ชอบธรรม พร้อมเพรียงไม่ชอบธรรม แบ่งพวกชอบธรรม และพร้อมเพรียงชอบธรรม โดยมีเพียงประเภทสุดท้ายเท่านั้นที่ถูกต้อง
- หน้า ๒๖๙–๒๗๕ ๒๓๖. ญัตติวิปันนกัปปาทิกถา และกรรม ๖ ประเภท พระฉัพพัคคีย์ทำกรรมสงฆ์ที่บกพร่องในหลายลักษณะ เช่น ญัตติวิบัติ อนุสาวนาวิบัติ กรรมที่เว้นจากธรรมวินัย และกรรมที่ถูกค้านแล้วยังขืนทำ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่ากรรมเหล่านี้ไม่จัดเป็นกรรมและไม่ควรทำ จากนั้นอธิบายกรรมสงฆ์ ๖ ชนิด ได้แก่ กรรมไม่ชอบธรรม กรรมแบ่งพวก กรรมพร้อมเพรียงกัน กรรมแบ่งพวกโดยธรรมปฏิรูป กรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมปฏิรูป และกรรมพร้อมเพรียงกันโดยชอบธรรม
- หน้า ๒๗๖–๒๗๙ สงฆ์ ๕ ประเภทและองค์ประชุมกรรม ทรงแสดงสงฆ์ ๕ ประเภทตามจำนวนภิกษุ (จตุวรรค ปัญจวรรค ทสวรรค วีสติวรรค อติเรกวีสติวรรค) พร้อมระบุกรรมที่แต่ละประเภททำได้ และบุคคล ๒๑ จำพวก เช่น ภิกษุณี บัณเฑาะก์ คนฆ่ามารดาบิดา ผู้ทำสงฆ์แตกแยก ที่ทำให้กรรมเสียหากนับรวมเป็นองค์ประชุม
- หน้า ๒๘๐–๒๘๔ ภิกษุปริวาส คำคัดค้าน นิสสารณาและโอสารณา สงฆ์ที่มีภิกษุปริวาสร่วมประชุมทำอัพภานไม่ได้ คำคัดค้านของบุคคลบางจำพวกในท่ามกลางสงฆ์ฟังไม่ขึ้น และทรงแสดงนิสสารณา (การขับออก) กับโอสารณา (การรับกลับเข้าหมู่) ที่ดีและไม่ดี พร้อมบุคคล ๑๑ จำพวกที่ไม่ควรรับและ ๓๒ จำพวกที่ควรรับเข้าหมู่
- หน้า ๒๘๕–๒๘๗ การลงอุกเขปนียกรรมชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม ทรงแจกแจงกรณีการลงอุกเขปนียกรรม (ตัดสิทธิ์) ที่ไม่ชอบธรรมและชอบธรรมอย่างละ ๗ กรณี โดยพิจารณาว่าภิกษุผู้ถูกกล่าวหามีอาบัติที่พึงเห็น พึงทำคืน หรือทิฏฐิบาปที่พึงสละจริงหรือไม่
- หน้า ๒๘๘–๒๙๖ พระอุบาลีทูลถามเรื่องกรรมชอบ-ไม่ชอบธรรมวินัย พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าหลายหมวดว่ากรรมใดชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรมวินัย เช่น กรรมที่ควรทำต่อหน้าแต่ทำลับหลัง หรือลงโทษผิดขั้นบันไดกรรม ๑๒ ขั้นตั้งแต่สติวินัยจนถึงอุปสมบท
- หน้า ๒๙๗–๓๐๐ ตัชชนียกรรมและวงจรจักรเปยยาล อธิบายตัชชนียกรรม (โทษแก่ภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง) ที่ทำโดยแบ่งพวกหรือพร้อมเพรียงกัน ทั้งชอบธรรม ไม่ชอบธรรม และธรรมปฏิรูป ภิกษุถูกกรรมย้ายอาวาสแล้วถูกซ้ำกรรมอีกวนเป็นวงจรเรียกจักรเปยยาล
- หน้า ๓๐๑–๓๐๔ นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม และอุกเขปนียกรรมโดยสังเขป สรุปโดยสังเขปว่านิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม และอุกเขปนียกรรม (เพราะไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิบาป) ให้พึงหมุนเวียนตามแบบตัชชนียกรรมที่กล่าวมาแล้ว
- หน้า ๓๐๕–๓๑๐ การระงับกรรมทั้ง ๕ ชนิดแก่ภิกษุผู้กลับตัวได้ ทรงแสดงหลักการระงับกรรมทั้ง ๕ ชนิด (ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรม ๓ แบบ) แก่ภิกษุผู้ถูกลงกรรมแล้วกลับประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้ โดยสงฆ์ระงับกรรมได้ทั้งแบบแบ่งพวกหรือพร้อมเพรียงกัน ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม
- หน้า ๓๑๑–๓๑๘ ความขัดแย้งเรื่องกรรมทั้ง ๕ ชนิด (ฝ่ายธรรมวาที-อธรรมวาที) แสดงกรณีเมื่อสงฆ์ลงกรรมทั้ง ๕ ชนิดโดยไม่ชอบธรรมแล้วมีภิกษุในที่ประชุมคัดค้าน โดยแบ่งฝ่ายผู้เห็นว่ากรรมไม่เป็นอันทำต้องทำใหม่เป็น "ฝ่ายธรรมวาที" ตรงข้ามกับฝ่ายที่ยอมรับกรรมนั้น
- หน้า ๓๑๙–๓๓๒ ความขัดแย้งในการระงับกรรมทั้ง ๕ ชนิด และท้ายจัมเปยยขันธกะ (๓๖ เรื่อง) แสดงกรณีเมื่อสงฆ์ระงับกรรมทั้ง ๕ ชนิดโดยไม่ชอบธรรม ภิกษุฝ่ายที่คัดค้านว่ากรรมไม่เป็นอันทำต้องทำใหม่จัดเป็นฝ่ายธรรมวาที ต่อเนื่องด้วยการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติและไม่สละทิฏฐิบาป จากนั้นสรุปรายชื่อ ๓๖ เรื่องในจัมเปยยขันธกะ ปิดท้ายด้วยคำว่า "จัมเปยยขันธกะที่ ๙ จบ"
- หน้า ๓๓๓–๓๔๒ เริ่มโกสัมพิกขันธกะ: ภิกษุโกสัมพีทะเลาะวิวาท ภิกษุพหูสูตต้องอาบัติแล้วเห็นต่างกับหมู่สงฆ์จนถูกลงอุกเขปนียกรรม จึงรวบรวมพรรคพวกคัดค้านทำให้สงฆ์แตกเป็นสองฝ่าย พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามปรามแต่ถูกภิกษุอธรรมวาทีทูลขอให้ทรงนิ่งเฉยถึงสองครั้ง
- หน้า ๓๔๓–๓๕๔ นิทานทีฆาวุกุมารและคาถาเวรุปสมะ พระพุทธเจ้าทรงเล่านิทานทีฆาวุกุมารผู้ยั้งใจไม่ปลงพระชนม์พระเจ้าพรหมทัตผู้ฆ่าพระราชบิดาของตน ตามคำสอน "อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร" แต่ถูกทูลขอให้ทรงนิ่งเฉยเป็นครั้งที่ ๓ จึงเสด็จหลีกไปและตรัสคาถาเรื่องการระงับเวรในเช้าวันรุ่งขึ้น
- หน้า ๓๕๕–๓๕๘ พระภคุ พระอนุรุทธะ พระนันทิยะ พระกิมพิละผู้สามัคคีกัน เสด็จไปพาลกโลณกคามพบพระภคุ แล้วเสด็จต่อไปปาจีนวังสทายวัน พบพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมพิละผู้อยู่ร่วมกันด้วยเมตตากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
- หน้า ๓๕๙–๓๖๐ พญาช้างปาริไลยกะอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า เสด็จไปป่ารักขิตวัน เขตปาริไลยกะ ทรงหลีกเร้นจากความวุ่นวายของภิกษุโกสัมพี พญาช้างปาริไลยกะแยกจากโขลงมาอุปัฏฐากพระองค์ด้วยการตักน้ำและปัดกวาดที่ประทับ
- หน้า ๓๖๑–๓๖๗ ชาวโกสัมพีคว่ำบาตรและวัตถุ ๑๘ ประการ ชาวบ้านโกสัมพีพร้อมใจกันคว่ำบาตรไม่ทำบุญกับภิกษุที่ทะเลาะกัน ทำให้ภิกษุเหล่านั้นต้องเดินทางไปกรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้าทรงแสดงวัตถุ ๑๘ ประการที่ใช้แยกแยะอธรรมวาทีและธรรมวาทีแก่พระสารีบุตรและพระเถระ พระญาติ และอุบาสกอุบาสิกาหลายท่านที่ทูลถามวิธีปฏิบัติ
- หน้า ๓๖๘–๓๖๙ แบ่งอามิสเท่ากันและรับภิกษุกลับเข้าหมู่ ทรงวางหลักปฏิบัติให้แบ่งอามิสแก่ภิกษุทุกรูปเท่ากัน และภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมเมื่อสำนึกผิดยอมรับว่าตนต้องอาบัติจริง สงฆ์จึงรับกลับเข้าหมู่ได้
- หน้า ๓๗๐–๓๗๑ วิธีทำสังฆสามัคคีด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา สงฆ์ทำสังฆสามัคคีเพื่อระงับความแตกแยกโดยประชุมพร้อมเพรียงกันทั้งภิกษุไข้และไม่ไข้ และสวดประกาศญัตติทุติยกรรมวาจาเพื่อระงับความบาดหมางที่เกิดขึ้น
- หน้า ๓๗๒–๓๗๔ พระอุบาลีทูลถามสังฆสามัคคีและปิดท้ายเล่ม ๕ พระอุบาลีทูลถามเรื่องสังฆสามัคคี ๒ อย่าง คือที่ได้เพียงพยัญชนะกับที่ได้ทั้งอรรถและพยัญชนะ แล้วทูลถามด้วยคาถาถึงคุณสมบัติภิกษุผู้ควรแก่การยกย่องในสงฆ์ ปิดท้ายด้วยการสรุป ๑๔ เรื่องในโกสัมพิกขันธกะและคำว่า "โกสัมพิกขันธกะ จบ" อันเป็นการปิดท้ายมหาวรรค ภาค ๒ (เล่ม ๕)
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐