ขุททกนิกาย มหานิทเทส

ฉบับหลวง · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๙ · ๔๙๔ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๓๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒๑ กามสุตตนิทเทสที่ 1 อธิบายกามสูตร 6 คาถาโดยละเอียด เริ่มจากนิยามคำว่า "กาม" 2 อย่าง (วัตถุกามและกิเลสกาม) พร้อมไวพจน์ของตัณหาที่ชื่อว่า "วิสัตติกา" วิธีเว้นขาดกาม 2 ทาง ทรัพย์สมบัติที่นรชนปรารถนา อันตราย 2 อย่าง ปิดท้ายด้วยอุปมาเรือรั่วที่ต้องวิดน้ำทิ้งเพื่อข้ามโอฆะถึงฝั่งคือนิพพาน
  2. หน้า ๒๑–๓๑ คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 (คาถาที่ 1-2): ว่าด้วยนรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำและความแช่มชื่นในภพ อธิบายคำว่า "ถ้ำ" หมายถึงกาย นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือติดกิเลส หยั่งลงในกามคุณ 5 ที่ชื่อว่า "ที่หลง" และอยู่ไกลจากวิเวก 3 อย่าง ต่อด้วยความแช่มชื่นในภพ (อัสสาทะ) และการมุ่งหวังยึดติดในกามทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต
  3. หน้า ๓๒–๔๓ คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 (คาถาที่ 2 ต่อ-4): ว่าด้วยกรรมอันไม่เสมอและชีวิตอันน้อย อธิบายส่วนท้ายคาถาที่ 2 ต่อด้วยคาถาที่ 3-4 ว่าด้วยสัตว์ผู้ปรารถนาขวนขวายหลงใหลในกามจนตกต่ำในกรรมอันไม่เสมอ ถึงทุกข์แล้วรำพันเมื่อใกล้ตาย และอธิบายเรื่อง "ชีวิตน้อย" อย่างพิสดารพร้อมเปรียบเทียบอายุมนุษย์กับอายุเทวดาชั้นต่างๆ
  4. หน้า ๔๔–๕๕ คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 (คาถาที่ 5-8): ว่าด้วยสัตว์ดิ้นรนเพราะตัณหาจนถึงมุนีผู้ไม่หวังโลกทั้งสอง อธิบายคาถาที่ 5-8 ว่าด้วยหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนเพราะตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ อุปมาฝูงปลาดิ้นรนในน้ำน้อย ความยึดถือว่า "ของเรา" 2 อย่าง จนถึงมุนีผู้กำหนดรู้สัญญาด้วยปริญญา 3 มุนี 6 จำพวก โมเนยยธรรม 3 ถอนลูกศร 7 ชนิด และไม่หวังทั้งโลกนี้และโลกหน้า
  5. หน้า ๕๕–๗๗ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 3 อธิบายคาถาว่าด้วยเดียรถีย์กับมุนี ชี้ว่าเดียรถีย์ผู้มีใจชั่วย่อมติเตียนพระผู้มีพระภาคและหมู่สงฆ์ด้วยความเท็จ ส่วนมุนีย่อมไม่หวั่นไหวต่อคำติเตียนหรือสรรเสริญ พร้อมอธิบายทิฏฐิ 62 กิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหาและทิฏฐิ และคุณสมบัติของพระอรหันต์ผู้ไม่มีความยึดถือ
  6. หน้า ๗๗–๙๔ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 4 นิทเทสวิพากษ์ความเชื่อของสมณพราหมณ์ที่ถือว่าความหมดจดเกิดขึ้นได้ด้วยความเห็นหรือทิฏฐิเพียงอย่างเดียว โดยอธิบายว่าความหมดจดที่แท้จริงมาจากการละราคะ โทสะ โมหะ และความยึดถือทั้งปวง พระอรหันต์จึงไม่มีความกำหนัดในกามคุณหรือสมาบัติ
  7. หน้า ๙๔–๑๐๙ ปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 5 นิทเทสว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ 62 ว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมและกล่าวลัทธิอื่นว่าเลว อันเป็นเหตุแห่งวิวาท พร้อมอธิบายภาวะพระอรหันต์ผู้ "คงที่" ผ่านอรรถ 4 ประการ ไม่กำหนดตัณหาและทิฏฐิไว้เบื้องหน้า ถึงฝั่งไม่กลับมาเป็นผู้คงที่
  8. หน้า ๑๐๙–๑๓๐ ชราสุตตนิทเทสที่ 6 อธิบายขยายความคาถาว่าด้วยชราและความไม่เที่ยงแห่งชีวิต ชีวิตมนุษย์สั้นและต้องตายแน่นอน ความยึดถือว่า "ของเรา" ล้วนไม่เที่ยงและนำมาซึ่งความเศร้าโศก ส่วนพระมุนีผู้หมดกิเลสย่อมไม่ยึดติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ เปรียบดังหยาดน้ำที่ไม่ติดใบบัว
  9. หน้า ๑๓๐–๑๕๐ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ 7 อธิบายขยายความบทสนทนาระหว่างพระผู้มีพระภาคกับท่านพระติสสเมตเตยยะ ว่าด้วยความคับแค้นของผู้ประกอบเนืองๆ ในเมถุนธรรม ซึ่งทำให้คำสั่งสอนเลอะเลือน ปฏิบัติผิด เสื่อมยศเสื่อมเกียรติ และตักเตือนให้ภิกษุตั้งมั่นในความประพฤติผู้เดียวและศึกษาวิเวกแทน
  10. หน้า ๑๕๐–๑๖๙ ปสูรสุตตนิทเทสที่ 8 อธิบายขยายความคาถาปสูรสูตรทีละบท ว่าด้วยการที่พระผู้มีพระภาคทรงโต้วาทะกับปริพาชกชื่อปสูรผู้ยึดมั่นในทิฏฐิและอวดอ้างความหมดจดเฉพาะลัทธิของตน ปิดท้ายด้วยการแสดงว่าปสูรไม่อาจเทียบพระปัญญาของพระพุทธเจ้าได้
  11. หน้า ๑๖๙–๑๙๓ มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ 9 อธิบายขยายความคาถามาคันทิยสูตรทีละบท ว่าด้วยการที่พระผู้มีพระภาคทรงปฏิเสธนางมาคันทิยาธิดาของพราหมณ์มาคันทิยะที่นำมาถวาย และทรงแสดงเหตุผลคัดค้านการอ้างความหมดจดที่อาศัยกาม ทิฏฐิ หรือมานะ
  12. หน้า ๑๙๔–๒๐๓ ปุราเภทสุตตนิทเทส 10 (1): คำถามของพระพุทธนิมิต และพระอรหันต์ผู้ปราศจากตัณหา อธิบายคำถามของพระพุทธนิมิตที่ทูลถามว่าบุคคลมีความเห็นอย่างไรจึงเป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว จากนั้นไขความคาถาแรกว่าด้วยพระอรหันต์ผู้ปราศจากตัณหา ไม่ยึดส่วนเบื้องต้น-ท่ามกลาง-เบื้องหน้า ต่อด้วยผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด แจกแจงเหตุแห่งความโกรธ 10 อาการ และการสำรวมวาจาจนได้ชื่อว่ามุนี
  13. หน้า ๒๐๔–๒๑๔ ปุราเภทสุตตนิทเทส 10 (2): ผู้ไม่มีตัณหาในอนาคต เห็นวิเวกในผัสสะ และผู้หลีกเร้นไม่หลอกลวง ไขความคาถาว่าด้วยผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต เห็นความว่างในผัสสะทั้งหลาย ไม่ถูกทิฏฐิ 62 นำไป และผู้หลีกเร้นไม่หลอกลวง แจกแจงความหลอกลวง 3 อย่าง ความตระหนี่ 5 อย่าง ความคะนอง 3 อย่าง
  14. หน้า ๒๑๕–๒๒๕ ปุราเภทสุตตนิทเทส 10 (3): ไม่ยินดีในกามคุณ ไม่ศึกษาเพราะลาภ มีอุเบกขาไม่ถือตนสูงต่ำ อธิบายคาถาว่าด้วยผู้ไม่มีความยินดีในกามคุณ 5 ความดูหมิ่น ปฏิภาณ 3 จำพวก ต่อด้วยผู้ไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่ติดใจในรสอาหาร ปิดท้ายด้วยผู้มีอุเบกขา มีสติทุกเมื่อ อธิบายอุเบกขามีองค์ 6 และกิเลสหนา 7 ประการที่ไม่มีแก่พระอรหันต์
  15. หน้า ๒๒๖–๒๓๕ ปุราเภทสุตตนิทเทส 10 (4, จบ): ไม่มีความอาศัย ข้ามตัณหาวิสัตติกา ไม่ถือของตน จนเรียกว่าผู้สงบ ไขความคาถาว่าด้วยผู้ไม่มีความอาศัย รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย ผู้ไม่เพ่งในกามทั้งหลาย ข้ามตัณหาวิสัตติกาแล้ว บุตรปศุสัตว์ไร่นาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น ไม่หวั่นไหวแม้ถูกกล่าวโทษ ปิดท้ายด้วยผู้ไม่มีความถือว่าของตนในโลก เรียกว่าผู้สงบ จบนิทเทสที่ 10
  16. หน้า ๒๓๖–๒๔๕ กลหวิวาทสุตตนิทเทส 11 (1): ต้นเหตุการทะเลาะวิวาทและสิ่งที่รัก อธิบายคาถาถาม-ตอบว่าความทะเลาะ วิวาท รำพัน โศก ตระหนี่ ถือตัว ดูหมิ่น และคำส่อเสียด มีต้นเหตุจาก "สิ่งที่รัก" และสิ่งที่รักนั้นมีต้นเหตุจากฉันทะและความหวัง
  17. หน้า ๒๔๖–๒๕๖ กลหวิวาทสุตตนิทเทส 11 (2): ฉันทะ รูป และความดีใจ-เสียใจ อธิบายว่าฉันทะมีต้นเหตุจากการเห็นความมี-ไม่มีในรูป นำไปสู่การตัดสินใจ ความโกรธ มุสาวาท ความสงสัย กล่าวถึงสิกขา 3 ก่อนเชื่อมต่อสู่ความดีใจ-เสียใจซึ่งมีผัสสะเป็นต้นเหตุ
  18. หน้า ๒๕๗–๒๖๘ กลหวิวาทสุตตนิทเทส 11 (3, จบ): ผัสสะ นามรูป และมุนีผู้พ้นวิวาท อธิบายว่าผัสสะเกิดจากนามรูป ความยึดถือมีตัณหาเป็นต้นเหตุ กล่าวถึงมหาภูตรูป 4 ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ความหมดจดที่สมณพราหมณ์บางพวกอ้างด้วยอรูปสมาบัติ และสรุปว่ามุนีผู้มีปัญญาย่อมไม่ถึงความวิวาทในภพน้อยภพใหญ่ จบนิทเทสที่ 11
  19. หน้า ๒๖๘–๒๗๗ จูฬวิยูหสุตตนิทเทส 12 (1): สมณพราหมณ์ต่างทิฏฐิและความจริงมีหนึ่งเดียว อธิบายคาถาว่าด้วยสมณพราหมณ์ต่างสำนักต่างยึดถือทิฏฐิของตน อวดอ้างความฉลาด กล่าวหากันว่าโง่ ถกเถียงว่าวาทะใครจริง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลักว่าสัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น
  20. หน้า ๒๗๘–๒๘๗ จูฬวิยูหสุตตนิทเทส 12 (2, จบ): เจ้าทิฏฐิ ความหยิ่งทะนง และการละทิฏฐิ อธิบายว่าไม่มีสัจจะหลายอย่าง เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนหนึ่งเดียว บรรยายลักษณะ "เจ้าทิฏฐิ" ที่อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีลพรต ดูหมิ่นผู้อื่น มัวเมาด้วยความถือตัว และสรุปว่าผู้ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงย่อมไม่ทำความทุ่มเถียงในโลก จบนิทเทสที่ 12
  21. หน้า ๒๘๗–๒๙๗ มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ 13 (1): ทิฏฐิ 62 การวิวาทเพราะทิฏฐิ และความหมดจดด้วยศีลพรต อธิบายคาถาเปิดเรื่องว่าด้วยสมณพราหมณ์ผู้ยึดทิฏฐิ 62 ประการแล้วกล่าวว่า "สิ่งนี้แหละจริง" จนเกิดนินทาสรรเสริญ การสมาทานวัตรต่างๆ เพื่ออ้างความหมดจดแห่งศีลและพรต และอริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวง ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่
  22. หน้า ๒๙๘–๓๐๘ มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ 13 (2): สมณพราหมณ์วิวาทกันเรื่องธรรมของตน และความหมดจดเพียงเพราะเห็น อธิบายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ของผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์ต่างกล่าวธรรมของตนว่าเยี่ยมและธรรมผู้อื่นว่าเลวจนเกิดวิวาท และความหมดจดที่อ้างจากทัสสนะเป็นของเฉพาะตัว ปิดท้ายด้วยผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพียงความเห็นนามรูป
  23. หน้า ๓๐๙–๓๒๐ มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ 13 (3, จบ): พราหมณ์ผู้รู้แจ้งไม่ยึดทิฏฐิ และมุนีผู้ชนะมารเสนา อธิบายพราหมณ์ผู้ทราบด้วยญาณย่อมไม่เข้าถึงความกำหนดด้วยตัณหาหรือทิฏฐิ มุนีสละกิเลสเครื่องร้อยกรอง ละอาสวะเก่าไม่ทำอาสวะใหม่ และมุนีกำจัดมารเสนาทั้ง 10 พร้อมโมเนยยธรรม 3 มุนี 6 จำพวก ปิดท้ายด้วยการขยายความพระนาม "ภควา"
  24. หน้า ๓๒๑–๓๓๓ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14 (1): ปุจฉา วิเวก และการกำจัดมูลรากธรรมเครื่องเนิ่นช้าด้วยปัญญา อธิบายปุจฉา 9 ประเภทและวิเวก 3 ที่พระพุทธนิมิตทูลถาม จากนั้นไขความคาถาว่าด้วยการกำจัดบาปธรรมอันเป็นรากเง่าแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าด้วยปัญญา การศึกษาไตรสิกขาเพื่อกำจัดตัณหาภายใน และการไม่ถือตัวว่าเลิศกว่า เลวกว่า หรือเสมอเขา
  25. หน้า ๓๓๓–๓๔๗ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14 (2): ความสงบภายในดุจมหาสมุทรนิ่ง และคำถามเรื่องจักษุ 5 กับปฏิปทา ไขความคาถาว่าด้วยการสงบกิเลสไว้ภายในโดยไม่แสวงหาความสงบทางอื่น อุปมาคลื่นไม่เกิดกลางมหาสมุทร ตามด้วยคำถามใหม่เรื่องจักษุ 5 สักขิธรรมเครื่องกำจัดอันตราย 2 อย่าง และการขอให้ตรัสปฏิปทาคือปาติโมกข์และสมาธิ
  26. หน้า ๓๔๗–๓๕๗ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14 (3): การสำรวมอินทรีย์ ติรัจฉานกถา 32 และความไม่หวั่นไหวต่อโรคภัย อธิบายการไม่โลเลด้วยจักษุ การป้องกันหูจากติรัจฉานกถา 32 ประการ การไม่ติดใจในรสและไม่ถือสังขารว่าเป็นของเรา ความไม่หวั่นไหวเมื่อถูกผัสสะกระทบด้วยโรคหรือความกลัวภัย และการเจริญฌานโดยไม่โลเลเพราะเท้า
  27. หน้า ๓๕๘–๓๗๐ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14 (4): การแบ่งเวลาหลับตื่น ละการเล่นและเมถุนธรรม งดเว้นดิรัจฉานวิชา และความตระหนี่ ว่าด้วยการแบ่งกลางคืนกลางวันเป็น 6 ส่วนเพื่อไม่หลับมาก ละความเกียจคร้าน การเล่นทางกายและวาจา เมถุนธรรม งดเว้นดิรัจฉานวิชาต่างๆ ความไม่หวั่นไหวเพราะนินทาสรรเสริญ ความตระหนี่ 5 ประการ และการไม่ค้าขาย
  28. หน้า ๓๗๐–๓๘๒ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14 (5, จบ): ละวาจาโอ้อวด คำแก่งแย่ง มุสาวาท เป็นผู้สงบไม่ทำศัตรู อธิบายการไม่พูดโอ้อวด ไม่คะนองกายวาจาใจ ไม่กล่าวคำแก่งแย่ง เว้นมุสาวาท ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น เป็นผู้สงบไม่ทำผู้อื่นให้เป็นศัตรูแม้ถูกประทุษร้ายด้วยวาจา รู้ธรรมค้นคว้าด้วยสติ จบตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14
  29. หน้า ๓๘๒–๓๙๕ อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ 15 (1): ภัยจากอาชญาของตน: นรกและโลกไร้แก่นสาร อธิบายคาถาต้นของอัตตทัณฑสุตต์ว่าภัยทั้งปวงเกิดจากอาชญาทางกาย วาจา ใจของตนเอง พรรณนาโทษทัณฑ์และทุกขเวทนาในมหานรก โลกทั้งปวงไม่มีแก่นสารเปรียบด้วยต้นกล้วยและฟองน้ำ และเริ่มอธิบายลูกศร 7 ประการโดยเริ่มจากลูกศรราคะ
  30. หน้า ๓๙๖–๔๐๘ อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ 15 (2): ลูกศร 7 ประการ และคุณธรรมของมุนีผู้ไม่ประมาท อธิบายลูกศรทิฏฐิ ลูกศรโศกะผ่านเรื่องหญิงชายบ้าเพราะสูญเสียญาติ ลูกศรวิจิกิจฉา จากนั้นสอนไม่ให้หมกมุ่นในศิลปศาสตร์ที่ผูกพันกับกามคุณ และคุณสมบัติของมุนีคือมีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ไม่โกรธ ปราบความหลับความเกียจคร้าน
  31. หน้า ๔๐๙–๔๑๗ อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ 15 (3): ตัณหาคือห้วงน้ำใหญ่ พราหมณ์ผู้ตั้งอยู่บนบก อธิบายว่าตัณหาคือ "ห้วงน้ำใหญ่" เปรียบกามว่าเป็นเปือกตมที่ข้ามได้ยาก สอนว่ามุนีเป็นดุจพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน ผู้เป็นเวทคูรู้ธรรมแล้วไม่อาศัยตัณหาทิฏฐิ และผู้ข้ามพ้นกามและเครื่องข้องที่ล่วงได้ยาก
  32. หน้า ๔๑๘–๔๒๕ อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ 15 (4, จบ): โลกสูญจากตน และมุนีผู้ไม่หวั่นไหว อธิบายว่าผู้ไม่มีความถือ "ของเรา" ย่อมไม่เสื่อมในโลก พร้อมยกพุทธพจน์เรื่อง "โลกสูญ" ที่ตรัสแก่พระอานนท์และคาถานางวชิราโต้มาร สอนคุณของมุนีผู้ไม่ริษยาไม่หวั่นไหวเสมอในอายตนะทั้งปวง ปิดท้ายด้วยคาถาสุดท้ายว่ามุนีไม่พูดถึงตนว่าเสมอ เลว หรือดีกว่าผู้ใด จบนิทเทสที่ 15
  33. หน้า ๔๒๖–๔๓๘ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (1): กระแสเสียงอันประกอบด้วยองค์ 8 และจักษุ 5 ของพระพุทธเจ้า อธิบายคาถาที่พระสารีบุตรทูลสรรเสริญว่าไม่เคยเห็นพระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ 8 องค์เช่นนี้มาก่อน และอธิบายพระจักษุ 5 ประการ กับความเป็นบุคคลผู้เอกของพระองค์
  34. หน้า ๔๓๙–๔๔๗ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (2): ผู้ไม่อาศัย ผู้คงที่ ผู้ไม่หลอกลวง ผู้เป็นพระคณาจารย์ อธิบายคำว่าพุทธะ ความไม่อาศัยด้วยตัณหาและทิฏฐิ ความเป็นผู้คงที่โดยอาการ 5 ความไม่หลอกลวงด้วยอิริยาบถหรือวาจาเลียบเคียง และความเป็นพระคณาจารย์ของคนหมู่มาก
  35. หน้า ๔๔๗–๔๖๑ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (3): ปฏิปทาภิกษุผู้อยู่สงัด: อันตราย วาจาบริสุทธิ์ ศีลและวัตร อธิบายภิกษุผู้เกลียดโลกซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด อันตราย 2 อย่าง อมตนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไป ความบริสุทธิ์แห่งวาจา อโคจรและโคจร ศีลและวัตร และการกำจัดมลทินของตนดุจช่างทองกำจัดมลทินแห่งทอง
  36. หน้า ๔๖๒–๔๖๘ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (4): ความผาสุก สัมโพธิ และภิกษุผู้เป็นธีรชน พระพุทธเจ้าตรัสตอบทรงแสดงความผาสุกและธรรมสมควรแก่ภิกษุผู้ปรารถนาสัมโพธิ ไขความพระนาม ภควา และธรรมเป็นส่วนสุดรอบ 3 แล้วตรัสว่าภิกษุผู้เป็นธีรชนไม่พึงกลัวภัย 5 ประการและไม่หวาดเสียวต่อสหธรรมิก 7 จำพวก
  37. หน้า ๔๖๘–๔๗๖ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (5): ความอดทน เมตตา และการปราบความขุ่นใจ ภิกษุอดทนต่อผัสสะคือโรค ความหิว ความหนาวความร้อน ไม่ลักขโมยไม่พูดเท็จ แผ่เมตตาแก่สัตว์ทั้งที่สะดุ้งและมั่นคง บรรเทาความขุ่นใจด้วยมนสิการว่าเป็นฝักฝ่ายมาร และทำปัญญาไว้เบื้องหน้าเพื่อปราบธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน 4 อย่าง
  38. หน้า ๔๗๖–๔๘๒ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (6): เสขะ ความไม่มีกังวล และความสันโดษในปัจจัย 4 อธิบายภิกษุผู้เสขะพึงบำบัดวิตกเรื่องอาหารและที่นอน พึงเป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป รู้จักประมาณในปัจจัย 4 เพื่อสันโดษดุจวงศ์พระอริยะ สำรวมในปัจจัยเหล่านั้น และแม้ถูกเขาด่าก็ไม่พึงกล่าววาจาหยาบตอบ
  39. หน้า ๔๘๒–๔๙๔ สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ 16 (7, จบ): สำรวมอินทรีย์ ตรึก 9 ธุลี 5 และคำลงท้ายมหานิทเทส ภิกษุพึงสำรวมจักษุและเท้า ขวนขวายในฌาน ตัดความตรึก 9 อย่าง ยินดีเมื่อถูกตักเตือน มีสติศึกษากำจัดธุลี 5 และกำหนดกาลของสมถะวิปัสสนาเพื่อกำจัดความมืด จบด้วยการไขความพระนามภควาโดยพิสดารและคำลงท้ายเล่ม "จบสารีปุตตนิทเทสที่ 16 จบสุตตนิทเทส 16 นิทเทสในอัฏฐกวรรค" อันเป็นจุดจบของเล่ม 29