ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส

ฉบับหลวง · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๐ · ๓๓๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒๖ อชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ 1 เริ่มด้วยวัตถุคาถาเล่าเรื่องพราหมณ์พาวรีผู้เรียนจบไตรเพท ส่งศิษย์มาณพ 16 คนไปทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้าที่ปาสาณเจดีย์ จากนั้นเป็นนิทเทสขยายความปัญหาที่อชิตมาณพทูลถามเรื่องสิ่งที่ปกคลุมโลก เหตุที่โลกไม่สุกใส กระแสตัณหาที่ไหลไปในโลกและธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสคือสติ รวมถึงการดับนามรูปไม่มีเหลือ ปิดท้ายด้วยธรรมจักษุเกิดแก่มหาชนและอชิตพราหมณ์บรรลุอรหัตตผลอุปสมบททันที
  2. หน้า ๒๗–๓๒ ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ 2 นิทเทสขยายความปัญหาของพระติสสเมตเตยยะทูลถามว่าใครสันโดษแล้วในโลกนี้ ใครไม่มีความหวั่นไหว ใครได้ชื่อว่ามหาบุรุษ และใครข้ามพ้นตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ จบด้วยธรรมจักษุเกิดแก่มหาชนและติสสเมตเตยยพราหมณ์บรรลุอรหัตตผลอุปสมบททันที เช่นเดียวกับรูปแบบของนิทเทสที่ 1
  3. หน้า ๓๓–๕๑ ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ 3 พระปุณณกะทูลถามว่าฤาษี มนุษย์ กษัตริย์และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกอาศัยอะไรจึงพากันบูชายัญแก่เทวดา และผู้บูชายัญเหล่านั้นข้ามพ้นชาติชราได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ยังหวังผลและติดใจในภพย่อมไม่ข้ามพ้น มีแต่พระอรหันต์ผู้รู้แจ้งทั้งฝั่งนี้ฝั่งโน้น สงบ หมดกิเลส ไม่มีทุกข์ไม่มีความหวังเท่านั้นที่ข้ามพ้นได้
  4. หน้า ๕๒–๘๑ เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทสที่ 4 พระเมตตคูทูลถามว่าทุกข์นานาชนิดในโลกเกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกข์ทั้งปวงมีอุปธิเป็นเหตุ (อุปธิ 10 ประการ) ผู้ไม่รู้ย่อมสร้างอุปธิและเข้าถึงทุกข์ร่ำไป จากนั้นทูลถามต่อว่าธีรชนข้ามโอฆะทั้ง 4 ชาติ ชรา โสกปริเทวะได้อย่างไร ทรงแสดงธรรมเรื่องการมีสติข้ามตัณหา และอธิบายเรื่องมุนี 3 ทาง มุนี 6 จำพวก และพระคุณของพระพุทธเจ้าในฐานะผู้ไม่ทำบาป
  5. หน้า ๘๒–๙๖ โธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ 5 พระโธตกะทูลขอให้ทรงสอนธรรมเพื่อการหลุดพ้น พระองค์ตรัสว่าไม่อาจปลดเปลื้องความสงสัยของผู้ใดได้โดยตรง แต่ผู้รู้แจ้งธรรมอันประเสริฐย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยตนเอง นิทเทสอธิบายเรื่องความสงบที่เห็นประจักษ์แก่ตน การไม่ข้องเกี่ยวเหมือนอากาศ และการละตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ทั้งชั้นสูง ชั้นต่ำ ชั้นกลาง
  6. หน้า ๙๗–๑๐๙ อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ 6 พระอุปสีวะทูลถามวิธีข้ามโอฆะใหญ่โดยลำพัง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้วข้ามโอฆะ ละกามและความสงสัย พิจารณาความสิ้นไปแห่งตัณหา มีอุปมาเปลวไฟที่ดับเพราะแรงลมย่อมไม่เข้าถึงการนับว่าไปทิศใด ฉันใด มุนีผู้พ้นจากนามกายก็ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงการบัญญัติเรียกขาน ฉันนั้น
  7. หน้า ๑๑๐–๑๒๔ นันทมาณวกปัญหานิทเทสที่ 7 พระนันทะทูลถามว่ามุนีคือใคร ผู้ประกอบด้วยญาณหรือผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามุนีที่แท้ไม่ใช่ผู้ยึดทิฏฐิ สุตะ หรือญาณ แต่คือผู้กำจัดเสนามารได้แล้ว แม้สมณพราหมณ์ที่อ้างความหมดจดด้วยการเห็น การฟัง ศีลวัตร หรือมงคลต่างๆ ก็ยังข้ามชาติชราไม่ได้ ต้องละสิ่งเหล่านั้นและกำหนดรู้ตัณหาจึงจะข้ามโอฆะได้จริง
  8. หน้า ๑๒๕–๑๓๑ เหมกมาณวกปัญหานิทเทสที่ 8 พระเหมกะทูลว่าคำสอนของอาจารย์ในอดีตก่อนพุทธกาลเป็นเพียงคำเล่าลือที่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่ทำให้พ้นทุกข์ จึงทูลขอธรรมเป็นเครื่องกำจัดตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานคือบทที่บรรเทาฉันทราคะในสิ่งที่รักใคร่ทั้งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ทราบ เป็นที่ไม่เคลื่อน ผู้รู้แจ้งย่อมสงบระงับและข้ามตัณหาในโลกได้ตลอดกาล
  9. หน้า ๑๓๒–๑๓๗ โตเทยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ 9 พระโตเทยยะทูลถามลักษณะวิโมกข์ของผู้ไม่มีกาม ไม่มีตัณหา และข้ามความสงสัยแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้เช่นนั้นไม่มีวิโมกข์อย่างอื่นอีก เพราะหลุดพ้นสมบูรณ์แล้ว และอธิบายว่ามุนีคือผู้ไม่มีความหวัง มีปัญญาแต่ไม่ก่อกิเลสด้วยปัญญา ไม่มีเครื่องกังวล ไม่ข้องในกามและภพ
  10. หน้า ๑๓๘–๑๔๔ กัปปมาณวกปัญหานิทเทสที่ 10 พระกัปปะทูลขอธรรมเป็นที่พึ่งท่ามกลางกระแสสงสารที่หาที่สุดมิได้ เมื่อมีภัยจากโอฆะและถูกชรามัจจุครอบงำ พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิพพาน ธรรมที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องยึดมั่น เป็นที่พึ่งอันเลิศ เป็นที่สิ้นชราและมรณะ ผู้รู้แจ้งนิพพานนี้ย่อมมีสติ ไม่ตกอยู่ในอำนาจมาร
  11. หน้า ๑๔๕–๑๕๓ ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ 11 พราหมณ์ชตุกัณณีทูลถามถึงสันติบท (หนทางแห่งความสงบคือนิพพาน) พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้เห็นเนกขัมมะโดยความเกษม กำจัดความกำหนัดในกาม เผากิเลสทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต ไม่ยึดถือขันธ์ในปัจจุบัน จนอาสวะไม่มีแก่ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยประการทั้งปวง
  12. หน้า ๑๕๔–๑๖๑ ภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทสที่ 12 พราหมณ์ภัทราวุธะทูลขอให้ทรงพยากรณ์ปัญหาแก่มหาชนที่มาประชุมกันจากชนบทต่างๆ พระองค์ทรงสอนให้นำเสียซึ่งตัณหาเครื่องยึดถือทั้งหมดทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ ท่ามกลาง และให้ภิกษุมีสติไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกทั้งปวง เพื่อพ้นจากบ่วงแห่งมัจจุ
  13. หน้า ๑๖๒–๑๗๒ อุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ 13 พราหมณ์อุทยะทูลขอให้ตรัสอัญญาวิโมกข์ (อรหัตวิโมกข์) อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชา พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องละกามฉันทะ โทมนัส ถีนมิทธะ และกุกกุจจะด้วยอุเบกขาและสติอันหมดจดดี แล้วตรัสตอบว่าโลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลก นิพพานมีได้เพราะละตัณหา
  14. หน้า ๑๗๓–๑๘๓ โปสาลมาณวกปัญหานิทเทสที่ 14 พราหมณ์โปสาละทูลถามถึงปัญญาของผู้ล่วงพ้นความสำคัญในรูป ละกายทั้งปวงแล้ว เห็นว่าไม่มีอะไรเลยทั้งภายในภายนอก (บรรลุอากิญจัญญายตนะ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยการแสดงพระญาณหยั่งรู้วิญญาณฐิติทั้ง 7 และอรูปสมาบัติทั้ง 4 อย่างละเอียด และผู้พิจารณากรรมที่นำไปสู่อากิญจัญญายตนภพย่อมบรรลุอรหัตตผล
  15. หน้า ๑๘๔–๒๐๐ โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ 15 พระโมฆราชะเคยทูลถามมาแล้ว 2 ครั้งโดยไม่ได้รับคำตอบ (เพราะพระพุทธเจ้าทรงรอให้อินทรีย์แก่กล้า) นิทเทสมีตอนพิสดารว่าด้วยพระเนตร 5 ประการของพระพุทธเจ้า (มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ สมันตจักษุ) และมีคาถาสำคัญ "สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ" — ให้พิจารณาโลกโดยความเป็นของว่างเปล่าถอนอัตตานุทิฏฐิ จึงจะข้ามพ้นมัจจุราชได้
  16. หน้า ๒๐๑–๒๐๘ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ 16 พระปิงคิยะผู้ชราภาพอายุ 120 ปี กายอ่อนแรง ตาหูเสื่อม ทูลขอคำสอนที่พอจะเข้าใจได้ก่อนจะสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ละตัณหา จบคาถาแล้วธรรมจักษุอันปราศจากธุลีเกิดแก่มหาชนหลายพันพร้อมกับปิงคิยะ ผมหนวดและเครื่องบริขารดาบสของท่านหายไปเอง ปรากฏเป็นภิกษุสำเร็จ ประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
  17. หน้า ๒๐๙–๒๒๔ โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส (1): สรุปปัญหาของมาณพทั้ง 16 คน นิทเทสปิดท้ายปารายนวรรค ทบทวนว่าพระพุทธเจ้าประทับที่ปาสาณเจดีย์แคว้นมคธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์ 16 คนแต่ละท่านให้เหมาะสม พร้อมรายพระนามครบทั้ง 16 (อชิต ติสสเมตเตยย ปุณณก เมตตคู โธตก อุปสีว นันท เหมก โตเทยย กัปป ชตุกัณณี ภัทราวุธ อุทย โปสาล โมฆราช ปิงคิย) และอธิบายความหมายของคำว่า "ปารายนะ" ว่าคือธรรมที่นำผู้ปฏิบัติตามแต่ละปัญหาไปสู่ฝั่งโน้นพ้นจากชราและมรณะ
  18. หน้า ๒๒๕–๒๔๙ โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส (2, จบปารายนวรรค): บทสนทนาพาวรีและปิงคิยะ เนื้อหาเปลี่ยนเป็นบทสนทนาระหว่างพราหมณ์พาวรีอาจารย์กับปิงคิยะศิษย์ผู้กลับมาเล่าเรื่องพระพุทธเจ้า มีอุปมานกละป่าเล็กอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มาก เปรียบปิงคิยะละพราหมณ์ผู้มีปัญญาน้อยมาอาศัยพระพุทธเจ้าดุจหงส์อาศัยสระใหญ่ ปิงคิยะกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณด้วยความเลื่อมใสอย่างยิ่ง จบด้วยคำว่า "จบ ปารายนวรรค" ปิดท้ายนิทเทสทั้งหมดของปารายนวรรค 16 ปัญหา
  19. หน้า ๒๕๐–๒๖๐ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (1): ความหมายของ "ผู้เดียว" และทุกข์เพราะความรัก เริ่มนิทเทสใหม่ว่าด้วยขัคควิสาณสูตร (การเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด) อธิบายความหมายของ "ผู้เดียว" 5 นัย จริยา 8 ประเภท เอกายนมรรค และปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ จากนั้นอธิบายว่าทุกข์เกิดจากความรักความเกี่ยวข้อง โดยยกเรื่องการลงทัณฑ์โจรของพระราชาและทุกข์ในนรกอเวจีมาเป็นอุทาหรณ์อย่างพิสดาร
  20. หน้า ๒๖๑–๒๖๙ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (2): ภัยของความสนิทสนมและมฤคผู้ไม่มีเครื่องผูก ว่าด้วยภัยของมิตรและความสนิทสนมที่ทำให้ประโยชน์เสื่อม อุปมาพุ่มไผ่ที่กิ่งพันกันเปรียบตัณหาในบุตรภรรยา อุปมามฤคในป่าที่ไม่มีเครื่องผูกเปรียบกับภิกษุผู้บรรลุฌาน 4 พ้นจากบ่วงมาร และเรื่องการเล่นความยินดีในหมู่สหายเทียบกับความรักในบุตรที่ยิ่งใหญ่กว่า
  21. หน้า ๒๗๐–๒๗๗ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (3): พรหมวิหาร 4 อันตรายในระหว่าง และต้นทองหลาง พระปัจเจกพุทธเจ้าเจริญพรหมวิหาร 4 แผ่ไปทั่วทิศ สันโดษด้วยปัจจัย 4 และครอบงำอันตรายทั้งปวง มีอุปมาโลภะ โทสะ โมหะ เป็นไพรีในระหว่างเหมือนขุยไผ่เบียดเบียนต้นไผ่เอง ตามด้วยเรื่องบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่สงเคราะห์ยาก และอุปมาต้นทองหลางใบร่วงเปรียบการปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์เป็นสมณะ
  22. หน้า ๒๗๘–๒๘๒ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (4): การเลือกคบสหายและกำไลทองสองวง ว่าด้วยเรื่องสหาย หากได้สหายผู้มีปัญญาก็ควรเที่ยวไปด้วยกัน แต่หากไม่ได้ก็ควรเที่ยวไปผู้เดียวดังพระราชาสละราชสมบัติที่ทรงชนะแล้ว สอนให้เลือกคบเฉพาะสหายที่ประเสริฐกว่าหรือเสมอกัน พร้อมรายการวิชาเลี้ยงชีพผิดธรรมที่ควรเว้น และอุปมากำไลทองสองวงเสียดสีกันที่ข้อมือเปรียบโทษของการอยู่ร่วมกัน
  23. หน้า ๒๘๓–๒๙๘ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (5): โทษของกามคุณและภัยจากสงคราม ว่าด้วยกามคุณ 5 อันวิจิตรมีโทษมาก มีการยกพระสูตรพรรณนาสงคราม การรบ การปล้น และการลงทัณฑ์โจรอย่างละเอียดเป็นอุทาหรณ์ กามเปรียบเป็นเสนียด ฝี อุบาทว์ โรค ลูกศร และภัย ตามด้วยการอดทนต่อความหนาว ร้อน หิว กระหาย ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน
  24. หน้า ๒๙๙–๓๑๓ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (6): สหายชั่ว มิตรพหูสูต และอุปมากุฎีไฟไหม้ ว่าด้วยการเว้นสหายชั่วผู้ตั้งอยู่ในอกุศล ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต พูดเป็นธรรม ปฏิเสธการเล่น ความยินดี และเครื่องประดับ พร้อมอุปมาปลาที่ทำลายข่ายและไฟที่ไหม้ไปข้างหน้าไม่ย้อนกลับ อธิบายการสำรวมอินทรีย์อย่างละเอียด และอุปมากุฎีหญ้ากับปราสาทฉาบปูนที่ไฟไหม้ต่างกันของพระมหาโมคคัลลานะ
  25. หน้า ๓๑๔–๓๒๑ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (7): การปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์และความเพียรมุ่งประโยชน์อย่างยิ่ง ว่าด้วยการปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์นุ่งห่มผ้ากาสายะ เปรียบด้วยต้นปาริฉัตตกะใบหนา ไม่ติดใจในรสอาหาร ไม่ประจบประแจงตระกูล บิณฑบาตตามลำดับ ละนิวรณ์ 5 ไม่ยึดถือในตัณหาและทิฏฐิ ตัดความรักความชัง วางเฉยในสุขทุกข์ ปิดท้ายด้วยรายการคำปฏิญาณมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์อย่างยิ่งอย่างเข้มข้น
  26. หน้า ๓๒๒–๓๓๑ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (8, จบ): พรหมวิหารสุดท้าย คาถาปิดท้ายและคำลงท้ายเล่ม ปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท เป็นพหูสูต มีสติ มั่นคง เพียร ไม่ตกใจเสียงดุจราชสีห์ ไม่ติดข่ายดุจลม ไม่แปดเปื้อนน้ำดุจดอกบัว เจริญพรหมวิหาร 4 ไม่มีเวรกับสัตว์โลกทั้งปวง ปิดท้ายด้วยคาถาสุดท้ายว่าด้วยยุคเสื่อมที่มิตรภาพเป็นเรื่องผลประโยชน์ จึงควรเที่ยวไปผู้เดียวดุจนอแรด จบขัคควิสาณสุตตนิทเทสและจบเล่มด้วยคำลงท้าย "จบสุตตนิทเทสบริบูรณ์" อันเป็นจุดจบของเล่ม 30