กถาวัตถุ

ฉบับหลวง · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๗ · ๘๔๒ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๖ ปุคคลกถา (๑): นิคหะ ๘ เปิดคัมภีร์กถาวัตถุด้วยกถาที่โด่งดังที่สุด คือ ปุคคลกถา ซึ่งสกวาที (ฝ่ายเถรวาท) โต้แย้งปรวาที (ฝ่ายปุคคลวาท/วัชชีปุตตกะ) ที่เห็นว่า "บุคคล" มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ อันขัดกับหลักอนัตตา เริ่มต้นด้วยนิคหะ ๘ (วิธีข่มปรปักษ์ ๘ ขั้น) ทดสอบว่าถ้อยแถลงว่า "บุคคลมีอยู่จริง" นำไปสู่ข้อขัดแย้งเชิงตรรกะอย่างไร
  2. หน้า ๑๗–๓๒ ปุคคลกถา (๒): สุทธิกสังสันทนา และโอปัมมสังสันทนา ดำเนินการหักล้างต่อด้วยสุทธิกสังสันทนา (การเทียบเคียงตรงไปตรงมาว่าบุคคลเป็นสิ่งเดียวกับขันธ์หรือคนละอย่าง) และโอปัมมสังสันทนา (การเทียบเคียงด้วยอุปมา) เพื่อชี้ว่าไม่ว่าจะนิยาม "บุคคล" อย่างไรก็นำไปสู่ความขัดแย้งในตัวเอง
  3. หน้า ๓๓–๔๕ ปุคคลกถา (๓): จตุกกนยสังสันทนา ถึงคติอนุโยค จตุกกนยสังสันทนาใช้วิธีเทียบเคียงสี่แง่มุม ตามด้วยลักขณยุตติกตา (ความสมเหตุสมผลของลักษณะ) วจนโสธนะ (การชำระถ้อยคำ) ปัญญัตตานุโยค (การไต่สวนเรื่องบัญญัติ) และคติอนุโยค (การไต่สวนเรื่องคติ/ภพภูมิที่บุคคลจะไปเกิด) ทุกขั้นล้วนมุ่งพิสูจน์ว่า "บุคคล" เป็นเพียงบัญญัติ มิใช่ปรมัตถธรรม
  4. หน้า ๔๖–๕๙ ปุคคลกถา (๔): อุปาทาปัญญัตตานุโยค ไต่สวนเรื่องบุคคลในฐานะบัญญัติที่อาศัยขันธ์เกิดขึ้น (อุปาทาปัญญัตติ) โดยเจาะลึกว่าหากบุคคลมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ กรรมและวิบากจะสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นส่วนที่ยาวที่สุดส่วนหนึ่งของปุคคลกถา
  5. หน้า ๖๐–๗๔ ปุคคลกถา (๕): กัลยาณวรรค หน่วยย่อยที่มีชื่อเฉพาะฝังอยู่ในปุคคลกถา (มิใช่วรรคลำดับ) ว่าด้วยคำถามว่าจำเป็นต้องมี "ผู้กระทำ" ที่เป็นตัวตนถาวรหรือไม่ กรรมและวิบากจึงจะเกิดขึ้นได้ เป็นการยกระดับข้อโต้แย้งไปสู่ประเด็นกรรม-วิบากโดยตรง
  6. หน้า ๗๕–๙๓ ปุคคลกถา (๖, จบ): อภิญญานุโยค ถึงบทสรุปด้วยพระสูตร ปิดท้ายปุคคลกถาด้วยอภิญญานุโยค ญาตกานุโยค การจำแนกอริยบุคคล ๘ จำพวก ประเด็นสังขตะ-อสังขตะ และสติปัฏฐาน ก่อนอ้างพระสูตรจำนวนมากยืนยันว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึง "บุคคล" โดยโวหาร (สมมติสัจจะ) เท่านั้น ปิดท้ายด้วย "ปุคคลกถา จบ" ที่หน้า ๙๓
  7. หน้า ๙๔–๑๑๑ ปริหานิกถา (๑): อรหัตตผลเสื่อมได้หรือไม่ เปิดประเด็นว่าพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้หรือไม่ สกวาทีปฏิเสธ ยกเหตุผลว่าหากเสื่อมได้ อรหัตตผลก็ไม่ต่างจากสมาบัติโลกิยะที่เสื่อมถอยได้ ขัดกับความเป็นอกุปปธรรมของวิมุตติ
  8. หน้า ๑๑๒–๑๒๘ ปริหานิกถา (๒, จบ): ข้อโต้แย้งต่อเนื่องและบทสรุป สืบเนื่องข้อถกเถียงเรื่องความเสื่อมของอรหัตตผลด้วยการไล่เทียบกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น โรค อาหาร สิ่งแวดล้อม ปิดท้ายด้วย "ปริหานิกถา จบ" ที่หน้า ๑๒๘
  9. หน้า ๑๒๙–๑๔๑ พรหมจริยกถา ถกประเด็นว่าพรหมจรรย์ (การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุมรรคผล) มีอยู่เฉพาะในหมู่มนุษย์เท่านั้นหรือมีในเทวโลกด้วย เป็นการตรวจสอบขอบเขตของการปฏิบัติธรรมข้ามภพภูมิ
  10. หน้า ๑๔๒–๑๕๕ โอธิโสกถา และชหติกถา โอธิโสกถาถกเรื่องการละกิเลสเป็นส่วนๆ ตามลำดับมรรค (odhiso pahāna) ตรงข้ามกับการละพร้อมกันทั้งหมด ส่วนชหติกถาถกเรื่องการสละคืน/การละที่แท้จริงหมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ
  11. หน้า ๑๕๖–๑๗๔ สัพพมัตถีติกถา (๑): หักล้างสรรพัตถิวาท เริ่มหักล้างทิฏฐิของนิกายสรรพัตถิวาทที่เห็นว่า "สิ่งทั้งปวงมีอยู่" ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ไตรกาล) ซึ่งเป็นหนึ่งในกถาที่มีชื่อเสียงที่สุดของคัมภีร์ สกวาทียืนยันเถรวาทว่ามีเพียงปัจจุบันขณะที่เป็นจริง
  12. หน้า ๑๗๕–๑๙๓ สัพพมัตถีติกถา (๒, จบ) สืบเนื่องการหักล้างสรรพัตถิวาทด้วยการไล่วิเคราะห์ทีละธรรม (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเมื่อดับไปแล้วยัง "มีอยู่" ในความหมายใด ปิดท้ายด้วย "สัพพมัตถีติกถา จบ" ที่หน้า ๑๙๓
  13. หน้า ๑๙๔–๒๐๙ อดีตขันธาติกถา และเอกัจจมัตถีติกถา อดีตขันธาติกถาถกว่าขันธ์ที่เป็นอดีตยังมีอยู่หรือไม่ ต่อเนื่องประเด็นไตรกาล ส่วนเอกัจจมัตถีติกถาถกทิฏฐิที่ว่า "บางสิ่งมีอยู่ บางสิ่งไม่มีอยู่" ซึ่งเป็นจุดยืนกึ่งกลางของบางนิกาย
  14. หน้า ๒๑๐–๒๒๐ สติปัฏฐานกถา และเหวัตถีติกถา (จบวรรคที่ ๑) สติปัฏฐานกถาถกเรื่องธรรมชาติของสติปัฏฐาน ส่วนเหวัตถีติกถาปิดท้ายมหาวรรคด้วยประเด็นภาวะ "มีอยู่/ไม่มีอยู่" ปิดท้ายด้วย "เหวัตถีติกถา จบ. มหาวรรคที่ ๑ จบ." ที่หน้า ๒๒๐ (จบวรรคสะอาด ไม่มีการแบ่งหน้าร่วมกับวรรคที่ ๒)
  15. หน้า ๒๒๑–๒๓๔ ปรูปหารกถา เปิดวรรคที่ ๒ ด้วยประเด็นเรื่องการปล่อยอสุจิของพระอรหันต์ (สุกกวิสัฏฐิ) อันเป็นข้อกล่าวหาที่ฝ่ายปรวาทีใช้เพื่อชี้ว่าพระอรหันต์ยังมีราคะเหลืออยู่ สกวาทีหักล้างว่าเหตุนั้นเป็นไปได้โดยไม่มีกิเลสเจือปน (เช่น เกิดจากปัจจัยทางกาย)
  16. หน้า ๒๓๕–๒๔๔ อัญญาณกถา ถกเรื่องความไม่รู้ (อัญญาณ) ของพระอรหันต์ว่ายังมีอยู่ในแง่ใดได้บ้าง เช่น ไม่รู้เรื่องทางโลกที่ไม่เกี่ยวกับการหลุดพ้น แยกจากอวิชชาอันเป็นกิเลส
  17. หน้า ๒๔๕–๒๕๓ กังขากถา ถกเรื่องความสงสัย (กังขา) ของพระอรหันต์ว่ายังมีอยู่หรือไม่ สกวาทีชี้ว่าพระอรหันต์ปราศจากวิจิกิจฉาอันเป็นสัญโญชน์แล้วโดยสิ้นเชิง ความลังเลทางโลกทั่วไปมิใช่กังขาในความหมายนี้
  18. หน้า ๒๕๔–๒๖๒ ปรวิตารณากถา ถกว่าผู้อื่นสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติล่วงพ้นความสงสัยได้หรือไม่ (ปรโตโฆสะ) เป็นการขยายประเด็นจากกังขากถาไปสู่บทบาทของกัลยาณมิตรในการบรรลุธรรม
  19. หน้า ๒๖๓–๒๗๔ วจีเภทกถา และทุกขาหารกถา วจีเภทกถาถกเรื่องธรรมชาติของการเปล่งวาจา ส่วนทุกขาหารกถา (กถาสั้นเพียงหน้าเดียว) ถกเรื่องการนำทุกข์เข้ามาเสวยหรือพิจารณาโดยเจตนา
  20. หน้า ๒๗๕–๒๘๕ จิตตฐิติกถา และกุกกุฬกถา จิตตฐิติกถาถกความตั้งอยู่/ความดำรงอยู่ของจิตแต่ละขณะ ส่วนกุกกุฬกถาใช้อุปมาขี้เถ้าร้อน (กุกกุฬะ) เปรียบเทียบสภาวะของสังขารที่เร่าร้อนด้วยไฟกิเลส
  21. หน้า ๒๘๖–๒๙๗ อนุปุพพาภิสมยกถา ถกว่าการตรัสรู้อริยสัจเป็นไปตามลำดับ (อนุปุพพะ) หรือเกิดขึ้นพร้อมกันทันที (เอกาภิสมัย) อันเป็นประเด็นสำคัญเรื่องกระบวนการบรรลุมรรคผล
  22. หน้า ๒๙๘–๓๐๖ โวหารกถา และนิโรธกถา (จบวรรคที่ ๒) โวหารกถาถกเรื่องภาษา/สมมติโวหารที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ ส่วนนิโรธกถาถกว่านิโรธ (ความดับ) เป็นสภาวะเดียวหรือมีสอง ปิดท้ายด้วย "นิโรธกถา จบ. วรรคที่ ๒ จบ." แล้วต่อด้วยหัวเรื่อง "วรรคที่ ๓ พลกถา" ในหน้า ๓๐๖ หน้าเดียวกัน
  23. หน้า ๓๐๖–๓๒๑ พลกถา และอริยันติกถา เริ่มวรรคที่ ๓ ด้วยพลกถา ถกว่ากำลัง (พละ) ของพระตถาคตทั่วไปถึงพระสาวกด้วยหรือไม่ สกวาทีชี้ว่าพลังบางอย่าง (เช่น ทศพลญาณ) เป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ต่อด้วยอริยันติกถาถกเรื่องความเป็นพระอริยะ
  24. หน้า ๓๒๒–๓๓๓ วิมุจจติกถา วิมุจจมานกถา และอัฏฐมกกถา วิมุจจติกถาและวิมุจจมานกถาถกเรื่องขณะแห่งการหลุดพ้น (กำลังหลุดพ้น กับ หลุดพ้นแล้ว) ว่าต่างกันอย่างไร ส่วนอัฏฐมกกถาถกสถานะของพระโสดาบันขั้นต้น (อัฏฐมกบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรคที่ ๘)
  25. หน้า ๓๓๔–๓๔๗ อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ทิพพจักขุกถา ทิพพโสตกถา และยถากัมมูปคตญาณกถา ถกเรื่องอินทรีย์ของอัฏฐมกบุคคล ตามด้วยทิพพจักขุกถาและทิพพโสตกถาว่าด้วยธรรมชาติของตาทิพย์-หูทิพย์ ปิดท้ายด้วยยถากัมมูปคตญาณกถาว่าด้วยญาณหยั่งรู้การไปตามกรรมของสัตว์
  26. หน้า ๓๔๘–๓๖๐ สังวรกถา อสัญญกถา และเนวสัญญานาสัญญายตนกถา (จบวรรคที่ ๓) สังวรกถาถกเรื่องความสำรวม อสัญญกถาถกภพของสัตว์ไม่มีสัญญา และเนวสัญญานาสัญญายตนกถาถกภพเนวสัญญานาสัญญายตนะว่าจะกล่าวได้หรือไม่ว่ามีสัญญาหรือไม่มีสัญญา ปิดท้ายวรรคที่ ๓ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๔ คิหิสสอรหาติกถาในหน้า ๓๖๐ เดียวกัน
  27. หน้า ๓๖๐–๓๗๒ คิหิสสอรหาติกถา อุปปัตติกถา และอนาสวกถา เปิดวรรคที่ ๔ ด้วยคิหิสสอรหาติกถา ถกว่าคฤหัสถ์บรรลุอรหัตตผลได้หรือไม่ สกวาทีชี้ว่าหากบรรลุจริงต้องบวชหรือปรินิพพานทันที มิใช่ครองเรือนต่อ ตามด้วยอุปปัตติกถาและอนาสวกถาว่าด้วยการอุบัติและภาวะไร้อาสวะ
  28. หน้า ๓๗๓–๓๘๖ สมันนาคตกถา (๑) อุเบกขาสมันนาคตกถา และโพธิยาพุทโธติกถา ถกเรื่องการประกอบพร้อมด้วยธรรมต่างๆ ของบุคคลระดับต่างๆ (สมันนาคตกถา) รวมถึงอุเบกขา ปิดท้ายด้วยโพธิยาพุทโธติกถาถกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยโพธิ (ปัญญาตรัสรู้) ในความหมายใด
  29. หน้า ๓๘๗–๓๙๕ ลักขณกถา และนิยาโมกกันติกถา ลักขณกถาถกเรื่องลักษณะ (สามัญลักษณะ) ของสังขตธรรม ส่วนนิยาโมกกันติกถาถกเรื่องการก้าวลงสู่ความแน่นอน (นิยาม) ของผู้ปฏิบัติ ว่าเกิดขึ้นเมื่อใดและอย่างไร
  30. หน้า ๓๙๖–๔๐๘ สมันนาคตกถา (๒) และสัพพสัญโญชนปหานกถา (จบวรรคที่ ๔) สมันนาคตกถาส่วนที่สองถกประเด็นการประกอบพร้อมด้วยธรรมในแง่มุมอื่น ปิดท้ายวรรคด้วยสัพพสัญโญชนปหานกถาถกว่าการละสัญโญชน์ทั้งปวงเกิดขึ้นด้วยอรหัตตมรรคเดียวหรือค่อยเป็นค่อยไปทีละมรรค ปิดท้าย "สัพพสัญโญชนปหานกถา จบ" ที่หน้า ๔๐๘ โดยไม่มีบรรทัด "วรรคที่ ๔ จบ" ปรากฏ (จบวรรคแบบสะอาด)
  31. หน้า ๔๐๙–๔๒๐ วิมุตตกถา อเสกขญาณกถา วิปรีตกถา และนิยามกถา (๑) เปิดวรรคที่ ๕ ด้วยวิมุตตกถาถกว่าวิมุตติญาณ (ญาณรู้ความหลุดพ้น) เป็นตัวความหลุดพ้นเองหรือไม่ ตามด้วยอเสกขญาณกถาว่าด้วยญาณของพระอเสขะ วิปรีตกถาว่าด้วยความเห็นวิปริต และนิยามกถา (ครั้งที่ ๑) ว่าด้วยความแน่นอนของปุถุชนผู้ปฏิบัติผิด
  32. หน้า ๔๒๑–๔๓๐ ปฏิสัมภิทากถา ถึงผลญาณกถา (จบวรรคที่ ๕ และมหาปัณณาสก์) ไล่เรียงกถาสั้นหลายเรื่องต่อเนื่องกัน ได้แก่ ปฏิสัมภิทากถา (ปฏิสัมภิทาเกิดพร้อมมรรคหรือไม่) สัมมติญาณกถา จิตตารัมมณกถา อนาคตญาณกถา ปัจจุปปันนญาณกถา และผลญาณกถา (พระสาวกมีความรู้ในผลหรือไม่) ปิดท้ายด้วย "ผลญาณกถา จบ วรรคที่ ๕ จบ มหาปัณณาสก์ จบ" ที่หน้า ๔๓๐ ซึ่งเป็นการปิดกลุ่มวรรคใหญ่กลุ่มแรกจากทั้งหมด ๕ กลุ่ม (ปัณณาสก์) ของคัมภีร์
  33. หน้า ๔๓๑–๔๔๓ นิยามกถา (๒) ปฏิจจสมุปปาทกถา และสัจจกถา เปิดวรรคที่ ๖ ด้วยนิยามกถา (ครั้งที่ ๒ ประเด็นต่างจากวรรคก่อน) ถกว่านิยาม (ทางอันแน่นอนสู่นิพพาน) เป็นอสังขตะหรือไม่ ตามด้วยปฏิจจสมุปปาทกถาว่าด้วยธรรมชาติของปฏิจจสมุปบาท และสัจจกถาว่าด้วยจำนวนและธรรมชาติของอริยสัจ
  34. หน้า ๔๔๔–๔๕๖ อารุปปกถา ถึงปริโยสานกถา (จบวรรคที่ ๖) อารุปปกถาและนิโรธสมาปัตติกถาถกเรื่องอรูปฌานและนิโรธสมาบัติ ตามด้วยกลุ่มกถาที่ผู้วิจัยเรียกรวมว่า "ปริโยสานกถา" (อากาสกถา ถึง กายกัมมสนิทัสสนันติกถา) ถกว่าอากาศ ธาตุ และกรรมทางกายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ (สนิทัสสนะ) หรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๖ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๗ สังคหิตกถาในหน้า ๔๕๖ เดียวกัน
  35. หน้า ๔๕๖–๔๖๗ สังคหิตกถา สัมปยุตตกถา เจตสิกกถา และทานกถา เปิดวรรคที่ ๗ ด้วยสังคหิตกถาและสัมปยุตตกถาถกเรื่องการสงเคราะห์และการประกอบกันของธรรม ตามด้วยเจตสิกกถาว่าด้วยธรรมชาติของเจตสิก และทานกถาเปิดประเด็นเรื่องผลของทาน
  36. หน้า ๔๖๘–๔๗๘ ปริโภคมยปุญญกถา อิโตทินนกถา และปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ปริโภคมยปุญญกถาถกว่าบุญเกิดขึ้นขณะผู้รับใช้สอยทานหรือไม่ อิโตทินนกถาถกเรื่องการอุทิศทานให้ผู้ล่วงลับ (เปรต) ว่าได้รับผลจริงหรือไม่ และปฐวีกัมมวิปาโกติกถาเริ่มถกว่าแผ่นดินเป็นวิบากของกรรมหรือไม่
  37. หน้า ๔๗๙–๔๘๗ ชรามรณวิปาโกติกถา อริยธัมมวิปากกถา และวิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา (จบวรรคที่ ๗) สืบเนื่องประเด็นวิบากของกรรมด้วยชรามรณวิปาโกติกถา (ความแก่ ความตายเป็นวิบากหรือไม่) อริยธัมมวิปากกถา และวิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา ปิดท้ายวรรคที่ ๗ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๘ ฉคติกถาในหน้า ๔๘๗ เดียวกัน
  38. หน้า ๔๘๗–๔๙๗ ฉคติกถา และอันตราภวกถา เปิดวรรคที่ ๘ ด้วยฉคติกถา ถกว่าคติ (ภพภูมิที่สัตว์ไปเกิด) มี ๖ หรือ ๕ ตามพระสูตร สกวาทีปฏิเสธคติที่ ๖ (อสุรกาย) ว่าไม่ใช่คติแยกต่างหาก ตามด้วยอันตราภวกถาถกว่ามีภพระหว่างภพ (antarābhava) คั่นระหว่างจุติกับปฏิสนธิหรือไม่ ซึ่งเถรวาทปฏิเสธ
  39. หน้า ๔๙๘–๕๑๓ กามคุณกถา กามกถา รูปธาตุกถา อรูปธาตุกถา และรูปธาตุยาอายตนกถา ไล่เรียงกถาว่าด้วยภูมิและธาตุต่างๆ ได้แก่ กามคุณ ๕ กามภพ รูปธาตุ อรูปธาตุ และความสัมพันธ์ระหว่างรูปธาตุกับอายตนะ เป็นการวิเคราะห์โครงสร้างภพภูมิตามหลักอภิธรรม
  40. หน้า ๕๑๔–๕๓๕ อรูเปรูปกถา และรูปังกัมมันติกถา อรูเปรูปกถาถกว่ามีรูปในอรูปภพหรือไม่ ตามด้วยรูปังกัมมันติกถาซึ่งเป็นกถายาวที่สุดในกลุ่มนี้ (เกือบ ๒๐ หน้า) ถกประเด็นว่ารูปเป็นกรรมได้หรือไม่ อันเกี่ยวโยงกับคำถามว่าวิญญัตติ (การเคลื่อนไหวทางกาย/วาจา) จัดเป็นกรรมทางกายในความหมายปรมัตถ์เพียงใด
  41. หน้า ๕๓๖–๕๔๒ ชีวิตินทริยกถา และกัมมเหตุกถา (จบวรรคที่ ๘) ชีวิตินทริยกถาถกธรรมชาติของชีวิตินทรีย์ ส่วนกัมมเหตุกถาถกว่าพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้เพราะเหตุแห่งกรรมอันใด สกวาทีชี้ว่าไม่มีกรรมใดทำให้อรหัตตผลเสื่อมได้ ปิดท้ายวรรคที่ ๘ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๙ อานิสังสกถาในหน้า ๕๔๒ เดียวกัน
  42. หน้า ๕๔๒–๕๕๕ อานิสังสกถา อมตารัมมณกถา รูปังสารัมมณันติกถา และอนุสยาอนารัมมณาติกถา เปิดวรรคที่ ๙ ด้วยอานิสังสกถาถกว่าผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานละสัญโญชน์ได้หรือไม่ ตามด้วยอมตารัมมณกถา (นิพพานเป็นอารมณ์ของจิตหรือไม่) รูปังสารัมมณันติกถา และอนุสยาอนารัมมณาติกถาถกว่าอนุสัยมีอารมณ์หรือไม่
  43. หน้า ๕๕๖–๕๖๙ ญาณังอนารัมมณันติกถา ถึงอตีตานาคตปัจจุปปันนกถา (จบวรรคที่ ๙) ไล่เรียงกถาสั้นต่อเนื่องว่าด้วยอารมณ์ของญาณและวิตก (ญาณังอนารัมมณันติกถา อตีตารัมมณกถา อนาคตารัมมณกถา วิตักกานุปติตกถา วิตักกวิปผารสัททกถา) และวาจา-กายกรรมของผู้มีจิตต่างขณะ ปิดท้ายด้วยอตีตานาคตปัจจุปปันนกถา ปิดท้าย "วรรคที่ ๙ จบ" ที่หน้า ๕๖๙ (จบวรรคแบบสะอาด ไม่ร่วมหน้ากับวรรคที่ ๑๐)
  44. หน้า ๕๗๐–๕๘๑ นิโรธกถา รูปังมัคโคติกถา และปัญจวิญญาณกถาต้น เปิดวรรคที่ ๑๐ ด้วยนิโรธกถา (ครั้งใหม่) ถกเรื่องขันธ์ในขณะดับ ตามด้วยรูปังมัคโคติกถาถกว่ารูปเป็นมรรคได้หรือไม่ และกลุ่มกถาว่าด้วยวิญญาณ ๕ (ปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถา ปัญจวิญญาณากุสลาปีติกถา) ถกว่าผู้เจริญมรรคหรือมีปีติเป็นอกุศลขณะวิญญาณ ๕ ทำงานได้หรือไม่
  45. หน้า ๕๘๒–๕๙๒ ปัญจวิญญาณาสาโภคาติกถา ทวีหิสีเลหิสมันนาคโตติกถา และสีลังอเจตสิกันติกถา สืบเนื่องประเด็นวิญญาณ ๕ ว่าปราศจากความใส่ใจ (อสาโภคะ) หรือไม่ ตามด้วยทวีหิสีเลหิสมันนาคโตติกถาถกว่าบุคคลประกอบด้วยศีล ๒ อย่างพร้อมกันได้หรือไม่ และสีลังอเจตสิกันติกถาถกว่าศีลเป็นเจตสิกหรือไม่
  46. หน้า ๕๙๓–๖๐๑ สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา ถึงอวิญญัตติทุสสีลยันติกถา (จบวรรคที่ ๑๐ และทุติยปัณณาสก์) ไล่เรียงประเด็นเรื่องศีล ได้แก่ ศีลไม่คล้อยตามจิตหรือไม่ การสมาทานเป็นเหตุแห่งศีล วิญญัตติเป็นศีลหรือไม่ และอวิญญัตติ (การไม่แสดงออกทางกาย-วาจา) เป็นความทุศีลได้หรือไม่ ปิดท้ายด้วย "วรรคที่ ๑๐ จบ ทุติยปัณณาสก์ จบ" ที่หน้า ๖๐๑ ซึ่งเป็นการปิดกลุ่มปัณณาสก์ที่สอง แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๑ ติสโสปิอนุสยกถาในหน้าเดียวกัน
  47. หน้า ๖๐๑–๖๑๔ ติสโสปิอนุสยกถา ญาณกถา และญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา เปิดวรรคที่ ๑๑ ด้วยติสโสปิอนุสยกถา (กถารวมสามเรื่องย่อยเกี่ยวกับอนุสัย ว่าเป็นอัพยากฤตหรือไม่ มีอารมณ์หรือไม่ สัมปยุตด้วยจิตหรือไม่) เป็นกถาที่ยาวที่สุดในวรรคนี้ ตามด้วยญาณกถาและญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถาถกว่าญาณวิปปยุตจากจิตได้หรือไม่
  48. หน้า ๖๑๕–๖๒๖ อิทังทุกขันติกถา ถึงอนิจจตากถา (จบวรรคที่ ๑๑) อิทังทุกขันติกถาถกว่าญาณรู้อริยสัจเป็นไปพร้อมกับวาจาหรือไม่ อิทธิพลกถาถกกำลังฤทธิ์ สมาธิกถาและธัมมัฏฐิตตากถาถกเรื่องสมาธิและความตั้งอยู่แห่งธรรม ปิดท้ายด้วยอนิจจตากถาถกว่าความไม่เที่ยง (อนิจจตา) เองก็ไม่เที่ยงด้วยหรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๑ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๒ สังวโรกัมมันติกถาในหน้า ๖๒๖ เดียวกัน
  49. หน้า ๖๒๖–๖๔๓ สังวโรกัมมันติกถา ถึงสัตตมภวิกกถา (วรรคที่ ๑๒ ทั้งวรรค) วรรคที่ ๑๒ ไล่เรียงกถาหลากหลายเรื่อง ตั้งแต่สังวโรกัมมันติกถา (ความสำรวมเป็นกรรมหรือไม่) กัมมกถา สัทโทวิปาโกติกถา (เสียงเป็นวิบากหรือไม่) สฬายตนกถา ไปจนถึงกลุ่มกถาว่าด้วยพระโสดาบันชั้นต่างๆ (สัตตักขัตตุปรมกถา โกลังโกลเอกวีชีกถา) และปิดท้ายด้วยทุคคติกถา-สัตตมภวิกกถาถกว่าพระโสดาบันและผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่งละทุคติได้แน่นอนหรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๒ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๓ กัปปัฏฐกถาในหน้า ๖๔๓ เดียวกัน
  50. หน้า ๖๔๓–๖๕๓ กัปปัฏฐกถา ถึงสัมมุขีภูตกถา เปิดวรรคที่ ๑๓ ด้วยกัปปัฏฐกถา ถกว่าบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม (เช่น ทำสังฆเภท) พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ในนรกหรือไม่ ตามด้วยกุสลจิตตปฏิลาภกถา อนันตราปยุตตกถา นิยตัสสนิยามกถา นีวุตกถา และสัมมุขีภูตกถา ว่าด้วยการกลับได้กุศลจิตและความแน่นอนแห่งนิยาม
  51. หน้า ๖๕๔–๖๖๒ สมาปันโนอัสสาเทติกถา ถึงธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา (จบวรรคที่ ๑๓) สมาปันโนอัสสาเทติกถาถกว่าผู้เข้าสมาบัติยินดีในสมาบัตินั้นได้หรือไม่ อสาตราคกถาถกเรื่องราคะในสิ่งไม่น่ายินดี และปิดท้ายด้วยกลุ่มกถาว่าด้วยธัมมตัณหา (ตัณหาในธรรม) ว่าเป็นอัพยากฤตหรือเป็นเหตุแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทัย) หรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๓ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๔ กุสลากุสลปฏิสันทหนกถาในหน้า ๖๖๒ เดียวกัน
  52. หน้า ๖๖๒–๖๗๓ กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ถึงอริยรูปกถา เปิดวรรคที่ ๑๔ ด้วยกุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ถกว่ากุศลมูลสืบต่อจากอกุศลมูลได้โดยตรงหรือไม่ ตามด้วยสฬายตนุปปัตติกถา อนันตรปัจจยกถา (ความเป็นปัจจัยติดต่อกันของจิต) และอริยรูปกถาถกว่ามีรูปที่เป็นอริยะโดยเฉพาะหรือไม่
  53. หน้า ๖๗๔–๖๘๕ อัญโญอนุสโยติกถา ถึงอปริยาปันนกถา (จบวรรคที่ ๑๔) อัญโญอนุสโยติกถาถกว่าอนุสัยเป็นสภาวะอื่นจากปริยุฏฐานกิเลสหรือไม่ ตามด้วยปริยาปันนกถาและอัพยากตกถาว่าด้วยการนับเนื่องในภพภูมิของธรรมต่างๆ ปิดท้ายด้วยอปริยาปันนกถาถกว่าทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ (ไม่นับเนื่องในภพ) ได้หรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๔ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๕ ปัจจยตากถาในหน้า ๖๘๕ เดียวกัน
  54. หน้า ๖๘๕–๖๙๖ ปัจจยตากถา ถึงชรามรณกถา เปิดวรรคที่ ๑๕ ด้วยปัจจยตากถา ถกว่าความเป็นปัจจัย (ปัจจยตา) ถูกจำกัดไว้ตายตัวหรือไม่ โดยยกตัวอย่างวิมังสาที่เป็นทั้งเหตุปัจจัยและอธิปติปัจจัยพร้อมกัน ตามด้วยอัญญมัญญปัจจยกถา อัทธากถา (กาลเวลา) ขณลยมุหุตตกถา อาสวกถา และชรามรณกถา
  55. หน้า ๖๙๗–๗๐๗ สัญญาเวทยิตกถา ถึงกัมมูปจยกถา (จบวรรคที่ ๑๕ และตติยปัณณาสก์) สัญญาเวทยิตกถา (กถารวมสามเรื่องย่อยว่าด้วยสัญญาและเวทนา) และอสัญญสัตตูปิกากถาถกภพของสัตว์ไม่มีสัญญา ปิดท้ายด้วยกัมมูปจยกถาถกว่ากรรมกับความสั่งสมแห่งกรรมเป็นสิ่งเดียวกันหรือคนละอย่าง ปิดท้าย "วรรคที่ ๑๕ จบ ตติยปัณณาสก์ จบ" ที่หน้า ๗๐๗ ซึ่งเป็นการปิดกลุ่มปัณณาสก์ที่สาม แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๖ นิคคหกถาในหน้าเดียวกัน
  56. หน้า ๗๐๗–๗๑๙ นิคคหกถา ถึงรูปังเหตูติกถา เปิดวรรคที่ ๑๖ ด้วยนิคคหกถาและปัคคหกถา ถกว่าบุคคลหนึ่งข่มจิตหรือประคองจิตของอีกบุคคลหนึ่งได้โดยตรงหรือไม่ ตามด้วยสุขานุปปทานกถาและอธิคัยหมนสิการกถา ปิดท้ายด้วยรูปังเหตูติกถาเริ่มชุดคำถามว่ารูปเป็นเหตุ (สเหตุกะ) ได้หรือไม่
  57. หน้า ๗๒๐–๗๓๒ รูปังสเหตุกันติกถา ถึงรูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติกถา (จบวรรคที่ ๑๖) สืบเนื่องชุดกถาว่าด้วยธรรมชาติของรูป (รูปังสเหตุกันติกถา รูปังกุสลากุสลันติกถา รูปังวิปาโกติกถา รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา) ไล่ถามว่ารูปเป็นสเหตุกะ เป็นกุศล-อกุศล เป็นวิบาก หรือนับเนื่องในภูมิใดได้หรือไม่ ปิดท้ายด้วยรูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติกถาถกว่าราคะในรูปนับเนื่องในรูปธาตุหรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๖ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๗ อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถาในหน้า ๗๓๒ เดียวกัน
  58. หน้า ๗๓๒–๗๔๒ อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ถึงฐเปตวาอริยมัคคันติกถา เปิดวรรคที่ ๑๗ ด้วยอัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถาและนัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา ถกว่าพระอรหันต์มีการสะสมบุญ และมีมรณะที่ไม่ใช่กาลมรณะได้หรือไม่ ตามด้วยสัพพมิทังกัมมโตติกถา (ทุกสิ่งเกิดจากกรรมหรือไม่) อินทริยพัทธกถา และฐเปตวาอริยมัคคันติกถา
  59. หน้า ๗๔๓–๗๕๒ นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา ถึงทักขิณาวิสุทธิกถา (จบวรรคที่ ๑๗) ไล่เรียงชุดกถาที่ขึ้นต้นด้วย "น วตฺตพฺพํ" (ไม่พึงกล่าวว่า...) เกี่ยวกับพระสงฆ์รับ ชำระ และฉันทักษิณา รวมถึงทานที่ถวายแด่สงฆ์และพระพุทธเจ้ามีผลมากหรือไม่ ปิดท้ายด้วยทักขิณาวิสุทธิกถาอันโด่งดัง อ้างพระสูตรเรื่องทักษิณาวิสุทธิ ๔ อย่าง ปิดท้าย "วรรคที่ ๑๗ จบ" ที่หน้า ๗๕๒ (จบวรรคแบบสะอาด)
  60. หน้า ๗๕๓–๗๖๖ มนุสสโลกกถา ถึงฌานสังกันติกถา เปิดวรรคที่ ๑๘ ด้วยมนุสสโลกกถา ถกว่าพระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในมนุษยโลกจริงหรือไม่ (ยืนยันด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน) ตามด้วยธัมมเทสนากถา กรุณากถา คันธชาติกถา เอกมัคคกถา และฌานสังกันติกถาถกว่าจิตแปรเปลี่ยนข้ามฌานได้โดยตรงหรือไม่
  61. หน้า ๗๖๗–๗๗๔ ฌานันตริกกถา ถึงจักขุนารูปังปัสสตีติกถา (จบวรรคที่ ๑๘) ฌานันตริกกถาถกเรื่องภาวะคั่นระหว่างฌาน ตามด้วยสมาปันโนสัททังสุณาตีติกถาและจักขุนารูปังปัสสตีติกถาถกว่าผู้เข้าฌานยังได้ยินเสียงหรือเห็นรูปด้วยตาได้หรือไม่ขณะอยู่ในสมาบัติ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๘ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๑๙ กิเลสชหนกถาในหน้า ๗๗๔ เดียวกัน
  62. หน้า ๗๗๔–๗๘๕ กิเลสชหนกถา สุญญตากถา สามัญญผลกถา และปัตติกถา เปิดวรรคที่ ๑๙ ด้วยกิเลสชหนกถา ถกว่าบุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตได้หรือไม่ (ในเมื่อกิเลสอดีตดับไปแล้ว) ตามด้วยสุญญตากถา (ความว่างเปล่า) สามัญญผลกถา (ผลแห่งความเป็นสมณะ) และปัตติกถา (การบรรลุถึง)
  63. หน้า ๗๘๖–๗๙๗ ตถตากถา ถึงอินทริยกถา (จบวรรคที่ ๑๙) ตถตากถาถกเรื่องความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) กุสลกถาถกธรรมชาติของกุศล อัจจันตนิยามกถาเป็นกถายาวถกว่าปุถุชนบางพวกมีความแน่นอนที่จะบรรลุนิพพานในที่สุดหรือไม่ ปิดท้ายด้วยอินทริยกถาถกว่าอินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะมีอยู่หรือไม่ ปิดท้ายวรรคที่ ๑๙ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๒๐ อสัญจิจจกถาในหน้า ๗๙๗ เดียวกัน
  64. หน้า ๗๙๗–๘๑๑ อสัญจิจจกถา ถึงญาณกถา (๒) (วรรคที่ ๒๐ ทั้งวรรค และจบปัณณาสก์ที่ ๔) วรรคที่ ๒๐ เปิดด้วยอสัญจิจจกถา ถกว่าการปลงชีวิตมารดาโดยไม่เจตนาจัดเป็นอนันตริยกรรมหรือไม่ ตามด้วยญาณกถา (ครั้งแรก) นิรยปาลกถา (นายนิรยบาลมีจริงหรือเป็นเพียงผลแห่งกรรม) ติรัจฉานกถา และมัคคกถา ปิดท้ายด้วยญาณกถา (ครั้งที่สอง) ถกว่าญาณโลกุตตระมีอารมณ์ ๑๒ หรือไม่ ปิดท้าย "วรรคที่ ๒๐ จบ ปัณณาสก์ที่ ๔ จบ" ที่หน้า ๘๑๑ แล้วต่อด้วยวรรคที่ ๒๑ สาสนกถาในหน้าเดียวกัน
  65. หน้า ๘๑๑–๘๒๓ สาสนกถา ถึงกรรมกถา (วรรคที่ ๒๑ ทั้งวรรค) วรรคที่ ๒๑ เปิดด้วยสาสนกถา ถกว่าพระศาสนาได้แปลงใหม่ (เปลี่ยนแปลง) หรือไม่ ตามด้วยอวิวิตตกถา สัญโญชนกถา อิทธิกถา พุทธกถา สัพพทิสากถา และธรรมกถา ปิดท้ายด้วยกรรมกถาถกความสัมพันธ์ระหว่างกรรมที่ให้ผลในภพนี้ ภพหน้า และภพต่อๆ ไป ปิดท้าย "กรรมกถา จบ" ที่หน้า ๘๒๓ (ต้นฉบับขาดคำว่า "จบ" ต่อจาก "วรรคที่ ๒๑" เนื่องจากช่องว่างของต้นฉบับ) แล้วต่อด้วย "วรรค ๒๒ ปรินิพพานกถา" ในหน้าเดียวกัน
  66. หน้า ๘๒๓–๘๓๔ ปรินิพพานกถา ถึงขณิกกถา (วรรคที่ ๒๒ ทั้งวรรค) วรรคที่ ๒๒ เปิดด้วยปรินิพพานกถา ถกว่าพระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วปรินิพพานได้หรือไม่ ตามด้วยกุสลจิตตกถา อาเนญชกถา ธัมมาภิสมยกถา กถาทั้ง ๓ (ชื่อตามต้นฉบับ) อัพยากตกถา และอาเสวนปัจจยตากถา ปิดท้ายด้วยขณิกกถาถกว่าธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตเดียวหรือไม่ ปิดท้าย "วรรคที่ ๒๒ จบ." ที่หน้า ๘๓๔ (จบวรรคแบบสะอาด)
  67. หน้า ๘๓๕–๘๔๒ เอกาธิปปายกถา ถึงอปรินิปผันนกถา (วรรคที่ ๒๓ ทั้งวรรค, จบคัมภีร์) วรรคสุดท้ายของกถาวัตถุ เปิดด้วยเอกาธิปปายกถาและอรหันตวัณณกถา ถกว่าอมนุษย์เสพเมถุนธรรมโดยเพศพระอรหันต์ได้หรือไม่ ตามด้วยอิสสริยกามการิกากถาและราคปฏิรูปกาทิกถา ปิดท้ายด้วยอปรินิปผันนกถาถกเรื่องพระโพธิสัตว์ ก่อนจบด้วยโคลงสรุปภาษาบาลีและคำแปลไทยระบุปัณณาสก์ทั้ง ๕ (มหาปัณณาสก์ นิยามปัณณาสก์ อนุสยปัณณาสก์ นิคคหปัณณาสก์ ขุททกปัณณาสก์) พร้อมนามผู้รจนาคือพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ปิดท้ายด้วย "กถาวัตถุปกรณ์ ๓๕ ภาณวาร จบ" ที่หน้า ๘๔๒ อันเป็นหน้าสุดท้ายของเล่ม ๓๗