มหาวิภังค์ ภาค ๑
ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๑ · ๘๖๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๘ เวรัญชพราหมณ์ต่อว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเล่าการตรัสรู้ และทรงปฏิเสธคำขอบัญญัติสิกขาบทก่อนเวลา เวรัญชพราหมณ์ได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าแล้วไปต่อว่าว่าไม่ยอมไหว้คนแก่ผิดขนบ พระพุทธเจ้าทรงยอมรับคำกล่าวหา 8 ข้อ แต่พลิกความหมายว่าเป็นเพราะทรงละกิเลสหมดแล้ว แล้วทรงเล่าการตรัสรู้ของพระองค์เอง เปรียบพระองค์เป็นลูกไก่ตัวแรกที่เจาะฟองออกมาได้ก่อนใคร ผ่านฌาน 4 และวิชชา 3 พราหมณ์เลื่อมใสขอเป็นอุบาสกและนิมนต์จำพรรษา แต่เกิดข้าวยากหมากแพงจนพระต้องกินข้าวแดงเลี้ยงม้า พระสารีบุตรทูลขอให้บัญญัติสิกขาบททันทีเพื่อกันศาสนาเสื่อม แต่พระพุทธเจ้าตรัสห้ามว่ายังไม่ถึงเวลา ต้องรอให้มีผู้ทำผิดปรากฏขึ้นก่อน
- หน้า ๑๙–๓๔ คำนำอรรถกถาสมันตปาสาทิกา และเบื้องหลังปฐมสังคายนา พระอานนท์บรรลุอรหันต์คืนก่อนวันประชุม เริ่มอรรถกถาพระวินัย พระพุทธโฆษาจารย์ถวายนมัสการพระรัตนตรัยแล้วชี้แจงเหตุผลที่แต่งใหม่จากภาษาสิงหล จากนั้นเล่าเบื้องหลังปฐมสังคายนา 7 วันหลังพุทธปรินิพพาน พระมหากัสสปกลัวศาสนาจะเสื่อมเร็วจึงชวนทำสังคายนา คัดเลือกพระอรหันต์ 500 รูป (รวมพระอานนท์ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ในตอนแรกแต่ได้รับเลือกเพราะเรียนธรรมมามากที่สุด) คืนก่อนวันประชุม พระอานนท์เร่งความเพียรจนบรรลุอรหันต์ในท่าประหลาดระหว่างจะเอนตัวนอน แล้วแสดงฤทธิ์ดำดินโผล่ขึ้นมานั่งในที่ประชุมทันทีให้ทุกคนประหลาดใจ
- หน้า ๓๕–๔๖ เริ่มสังคายนาจริง พระมหากัสสปถามพระอุบาลีเรื่องพระวินัย ถามพระอานนท์เรื่องพระธรรม และการจำแนกพระพุทธพจน์ การประชุมเริ่มขึ้น พระมหากัสสปเลือกพระอุบาลีตอบคำถามเรื่องพระวินัยก่อนเพราะเป็นอายุพระศาสนา ทั้งสองสวดสมมติตนอย่างเป็นทางการแล้วเริ่มถาม-ตอบทีละปาราชิก เริ่มจากปฐมปาราชิกที่บัญญัติที่เมืองเวสาลี ปรารภพระสุทินน์กลันทบุตร แล้วจัดพระวินัยทั้งหมดของภิกษุและภิกษุณีเป็นหมวดหมู่ จากนั้นเปลี่ยนมาถามพระอานนท์เรื่องพระธรรม เริ่มจากพรหมชาลสูตรและสามัญญผลสูตร ก่อนสรุปว่าพระพุทธพจน์ทั้งหมดจัดแบ่งได้หลายแบบ เช่น 2 อย่างคือธรรม-วินัย หรือ 3 ปิฎก
- หน้า ๔๗–๖๓ อรรถกถาอธิบายความหมายศัพท์วินัย-สูตร-อภิธรรม ผลจากปฏิบัติผิด สังคายนาสำเร็จใน 7 เดือน และลำดับพระเถระผู้สืบทอดพระวินัย อรรถกถาอธิบายที่มาชื่อวินัย สูตร อภิธรรม และปิฎก พร้อมเตือนว่าปริยัติที่เรียนไม่ดีเหมือนจับงูพิษผิดที่จนถูกกัดตาย ชี้ผลร้ายจากปฏิบัติผิดในแต่ละปิฎก เช่น ผิดในวินัยกลายเป็นคนทุศีล ผิดในพระสูตรกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผิดในอภิธรรมกลายเป็นคนฟุ้งซ่านเกือบเสียสติ จากนั้นสรุปว่าการสังคายนาครั้งแรกใช้เวลา 7 เดือนจึงสำเร็จ เกิดแผ่นดินไหวเป็นสักขีพยาน พร้อมคำทำนายว่าพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ 5,000 ปี ปิดท้ายด้วยลำดับพระเถระ 5 องค์ผู้ทรงจำพระวินัยปิฎกสืบต่อกันมาจนถึงสังคายนาครั้งที่ 3
- หน้า ๖๔–๗๖ จบประวัติสังคายนาครั้งที่ 2 ที่เมืองไพศาลี และกำเนิดพระโมคคัลลีบุตรติสสะจากท้าวติสสมหาพรหม ปิดท้ายเรื่องสังคายนาครั้งที่ 2 หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี ที่ภิกษุวัชชีบุตรเมืองไพศาลีอ้างวัตถุ 10 อย่างว่าทำได้ จนพระอรหันต์ 700 รูปตัดสินว่าผิดวินัยทั้งหมด จากนั้นเล่าว่าพระเถระผู้ทำสังคายนาครั้งนี้หยั่งเห็นอนาคตว่าจะมีเดียรถีย์แฝงบวชเพื่อลาภสักการะ จึงอัญเชิญท้าวติสสมหาพรหมมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อกู้ศาสนา คือพระโมคคัลลีบุตรติสสะ พระสิคควะบิณฑบาตที่บ้านพราหมณ์นาน 7 ปีได้แต่คำว่า 'นิมนต์ข้างหน้า' จนพราหมณ์เลื่อมใสยกลูกชายให้บวชและใช้ปริศนาธรรมล่อจนบรรลุโสดาบัน
- หน้า ๗๗–๙๒ พระราชประวัติพระเจ้าอโศก ทรงประหารพี่น้อง สามเณรนิโครธเปลี่ยนใจให้เลื่อมใสพุทธศาสนา สร้างวัด 84,000 แห่ง และการผนวชของมหินท์-สังฆมิตตา พระราชประวัติพระเจ้าอโศก ทรงประหารพระเชษฐาและอนุชาต่างมารดาก่อนขึ้นครองราชย์ ตอนแรกทรงเลื่อมใสนักบวชนอกศาสนาจนเห็นกิริยาไม่น่าเลื่อมใส แล้วพบสามเณรนิโครธ (หลานแท้ๆ ที่ประสูติลี้ภัยตอนอโศกกวาดล้างราชวงศ์) เดินผ่านอย่างสงบเสงี่ยม ทรงเลื่อมใสอาราธนาเข้าวังฟังธรรมจนเปลี่ยนใจมานับถือพุทธ ทรงสร้างวัด-เจดีย์ 84,000 แห่งทั่วชมพูทวีปในวันเดียว สุดท้ายตรัสถามว่าพระองค์เป็น 'ทายาทพระศาสนา' หรือยัง พระโมคคัลลีบุตรติสสะทูลว่าต้องให้บุตรบวชจึงจะนับเป็นทายาท จึงโปรดให้พระโอรสมหินท์และพระธิดาสังฆมิตตาผนวช
- หน้า ๙๓–๑๐๗ วิกฤตเดียรถีย์แฝงบวช อำมาตย์ตัดศีรษะภิกษุผิดพลาด พระโมคคัลลีบุตรติสสะแสดงปาฏิหาริย์แผ่นดินไหวและทำสังคายนาครั้งที่ 3 ชำระสงฆ์ เดียรถีย์ที่ขาดลาภสักการะปลอมบวชแฝงในสงฆ์ ทำให้อุโบสถค้างมา 7 ปี พระเจ้าอโศกส่งอำมาตย์ไปจัดการแต่เข้าใจผิดจึงตัดศีรษะภิกษุแท้ทีละรูปจนหยุดพอดีที่พระอนุชาของพระราชาเอง ทำให้พระราชาเสียพระทัยมาก จึงอาราธนาพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมาช่วย ท่านแสดงปาฏิหาริย์แผ่นดินไหวเฉพาะจุดเพื่อพิสูจน์ฤทธิ์ แล้วให้ซักถามความเห็นภิกษุทีละกลุ่มหลังม่าน พบเดียรถีย์ถือมิจฉาทิฏฐิจึงให้สึกถึง 60,000 รูป เหลือภิกษุแท้ตอบว่าพระพุทธเจ้าเป็น 'วิภัชชวาที' จึงทำอุโบสถสำเร็จ และเลือกภิกษุ 1,000 รูปทำสังคายนาครั้งที่ 3
- หน้า ๑๐๘–๑๑๔ สายอาจารย์พระวินัยสืบทอดจากพระอุบาลีถึงสังคายนาครั้งที่ 3 แล้วสืบต่อมาถึงเกาะลังกาโดยพระมหินท์ ไล่เรียงสายอาจารย์ผู้ทรงจำพระวินัยปิฎกสืบต่อกันมาตั้งแต่พระอุบาลีจนถึงสังคายนาครั้งที่ 3 แล้วสืบทอดต่อมาถึงเกาะลังกาโดยพระมหินท์และศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนถึงยุคของพระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์นี้เอง เป็นการปูพื้นความน่าเชื่อถือของสายธรรมก่อนจะเล่าเรื่องการเผยแผ่พระศาสนาไปต่างแดนต่อไป
- หน้า ๑๑๕–๑๑๙ เริ่มพระธรรมทูตเดินทางเผยแผ่ศาสนาต่างแดนหลังสังคายนาครั้งที่ 3: พระมัชฌันติกะปราบพญานาคที่กัสมีระ-คันธาระ หลังสังคายนาครั้งที่ 3 พระเถระหลายรูปแยกย้ายไปเผยแผ่พระศาสนาต่างแดน เริ่มจากพระมัชฌันติกะที่ปราบพญานาคดุร้ายชื่ออารวาฬซึ่งทำลายข้าวกล้าในแคว้นกัสมีระ-คันธาระด้วยฤทธิ์และเมตตาจนนาคยอมถือศีล เป็นตัวอย่างวิธีเผยแผ่ธรรมด้วยการปราบเจ้าถิ่นที่ดุร้ายให้สงบก่อน
- หน้า ๑๒๐–๑๓๔ พระมหินทเถระเหาะข้ามทะเลไปลังกา พบพระเจ้าเทวานัมปิยดิสด้วยกลลวงเนื้อทรงและไขปริศนาต้นมะม่วง พระมหินท์ (โอรสพระเจ้าอโศก) เหาะพร้อมพระ 5 รูปไปลงที่เขามิสสกะ ขณะกษัตริย์เทวานัมปิยดิสออกล่าเนื้อ เทวดาแปลงกายเป็นกวางล่อพระราชาให้มาพบพระเถระ พระเถระเรียกชื่อพระองค์ได้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักทำให้ประหลาดใจ จากนั้นทดสอบปัญญาด้วยคำถามเรื่องต้นมะม่วงจนพระราชาตอบถูกทุกข้อ พระเถระจึงแสดงธรรม พระราชาพร้อมข้าราชบริพารสี่หมื่นคนถึงไตรสรณคมน์ในทันที นับเป็นจุดเริ่มพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป
- หน้า ๑๓๕–๑๕๒ สุมนสามเณรประกาศธรรมกึกก้องทั่วเกาะ พระมหินท์เทศน์โปรดชาวลังกาต่อเนื่องหลายวัน จนถึงภารกิจเชิญพระธาตุจากอินเดีย สามเณรสุมนใช้ฤทธิ์ประกาศเวลาฟังธรรมให้ได้ยินทั่วเกาะจนถึงพรหมโลก พระมหินท์แสดงธรรมต่อเนื่องหลายวันจนมีผู้บรรลุธรรมหลายพันคน พระราชาถวายสวนมหาเมฆวันเป็นวัดแรก เกิดแผ่นดินไหวเป็นนิมิต อำมาตย์อริฏฐะกับพวกขอบวชแล้วบรรลุอรหัตทันทีตอนปลงผม หลังจำพรรษา พระมหินท์บอกว่ายังไม่มีสิ่งเคารพบูชาที่แท้จริง จึงส่งสุมนสามเณรเหาะไปขอพระธาตุจากพระเจ้าอโศกและจากท้าวสักกะ นำมาประดิษฐาน เริ่มต้นการสร้างมหาสถูปแห่งแรกของลังกา
- หน้า ๑๕๓–๑๖๓ พระธาตุแสดงปาฏิหาริย์ สร้างถูปาราม สงฆ์ลังกาเพิ่มถึงสามหมื่นรูป และการส่งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ข้ามทะเลจากอินเดีย ช้างมงคลไม่ยอมวางพระธาตุลงจนกว่าจะสร้างฐานสถูปเสร็จ พระธาตุเหาะขึ้นฟ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ต่อหน้ามหาชน เจ้าชายอภัยและชายหนุ่มอีกหลายพันบวชจนสงฆ์มีถึง 3 หมื่นรูป พระนางอนุฬาเทวีอยากบวชแต่ภิกษุบวชให้สตรีไม่ได้ จึงต้องส่งทูตไปเชิญพระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมกิ่งพระศรีมหาโพธิ์จากอินเดีย พระเจ้าอโศกหาทางส่งต้นโพธิ์โดยไม่ต้องตัดด้วยศัสตรา กิ่งโพธิ์ขาดเองเมื่อพระราชาทำสัตยาธิษฐาน แล้วเสด็จลุยน้ำส่งต้นโพธิ์ลงเรือข้ามทะเลไปลังกาท่ามกลางการบูชาของนาคใต้สมุทร
- หน้า ๑๖๔–๑๗๒ ต้นพระศรีมหาโพธิ์หยั่งรากที่ลังกา พระนางอนุฬาเทวีบวชสำเร็จอรหัต และปฐมสังคายนาพระวินัยบนแผ่นดินลังกา ต้นโพธิ์ถึงลังกา ลอยอยู่กลางเวหา 7 วันก่อนหยั่งราก แล้วแตกหน่อแจกจ่ายไปปลูกทั่วเกาะ พระนางอนุฬาเทวีกับสตรีพันคนบวชกับพระนางสังฆมิตตาเถรีจนบรรลุอรหัตทั้งหมด พระมหินท์บอกว่าพระศาสนาจะ 'หยั่งราก' แท้จริงก็ต่อเมื่อคนลังกาโดยกำเนิดบวชแล้วสอนพระวินัยเองได้ จึงจัดให้พระอริฏฐเถระแสดงพระวินัยปิฎกทั้งหมดต่อหน้าสงฆ์ 68,000 รูปที่ถูปาราม นับเป็นการสังคายนาพระวินัยครั้งแรกบนแผ่นดินลังกา ปิดท้ายด้วยอานิสงส์ 5 ข้อของการเรียนพระวินัย และจบภาคพาหิรนิทาน
- หน้า ๑๗๓–๑๘๔ ปิดท้ายประวัติสืบพระวินัยปิฎกจากอินเดียสู่ลังกา อานิสงส์การเรียนพระวินัย และเริ่มไขความบทเปิดพระวินัยปิฎก 'เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา' ปิดท้ายเรื่องพระเถระผู้นำพระวินัยปิฎกจากอินเดียมาลังกา พร้อมอานิสงส์ 5 ประการของการเรียนพระวินัย (คุ้มครองศีลตน เป็นที่พึ่งของกุลบุตร กล้าพูดในสงฆ์ ข่มข้าศึกได้ ดำรงพระศาสนา) จากนั้นพระอรรถกถาจารย์เริ่มไขความคำเปิดพระวินัยปิฎกทีละคำตามหลักไวยากรณ์บาลี อธิบายว่าพระพุทธเจ้าประทับที่เมืองเวรัญชา ใต้ต้นสะเดาที่ยักษ์นเฬรุสิงสถิตอยู่ พร้อมภิกษุสงฆ์ 500 รูปซึ่งล้วนเป็นพระอริยะอย่างน้อยโสดาบัน จนพราหมณ์ชื่อเวรัญชะได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์
- หน้า ๑๘๕–๒๐๑ ไขความคุณของพระพุทธเจ้า: อรหันต์ ผู้ตรัสรู้ชอบ ผู้ถึงพร้อมวิชชาจรณะ เสด็จไปดี และผู้รู้แจ้งโลกทั้งจักรวาล พระอรรถกถาจารย์ไขความบทสวด 'อิติปิโส ภควา' ทีละคำ เริ่มจาก 'อรหันต์' โดยอธิบายว่าพระองค์ทรงหักทำลายวงล้อสังสารวัฏที่หมุนด้วยอวิชชาและตัณหา พร้อมอธิบายปฏิจจสมุปบาทผ่านตัวอย่างคนที่ทำกรรมหวังผลต่างกัน แล้วไขความ 'สัมมาสัมพุทธะ' 'วิชชาจรณสัมปันโน' 'สุคโต' ต่อด้วย 'โลกวิทู' ซึ่งพรรณนาจักรวาลวิทยาอย่างพิสดารที่สุดเพื่อแสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลกทั้งสามโดยไม่มีสิ่งใดพ้นญาณ ปิดท้ายด้วย 'อนุตตโร' ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า
- หน้า ๒๐๒–๒๑๗ เรื่องกบฟังธรรมกลายเป็นเทพบุตร นิรุกติศาสตร์พระนาม 'ภควา' และธรรมที่งามสามช่วง ไขความพุทธคุณต่อ: 'ปุริสทัมมสารถิ' (ผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก) และ 'สัตถา' (ครูของเทวดาและมนุษย์ แม้สัตว์เดรัจฉานก็ทรงสอนได้) แทรกเรื่องเล่าเด่น: กบตัวหนึ่งกำลังฟังพระสุรเสียงพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ถูกคนเลี้ยงโคเอาไม้เท้ายันพื้นกดหัวตายพอดี แต่ด้วยจิตเลื่อมใสในเสียงธรรมนั้น กลับไปเกิดเป็นเทพบุตรมีวิมานทองทันที แล้วเหาะกลับมาฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน จากนั้นไขความ 'พุทโธ' และ 'ภควา' ด้วยนิรุกติศาสตร์หลายนัย และปิดท้ายด้วยการอธิบายว่าธรรมที่ทรงแสดงงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดอย่างไร
- หน้า ๒๑๘–๒๒๘ พราหมณ์เวรัญชะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ต่อว่าที่ไม่ทรงกราบไหว้ผู้เฒ่า และคำตอบอันคมคายของพระองค์ พราหมณ์ชื่อเวรัญชะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทักทายปราศรัยแล้วนั่งลง ก่อนจะตำหนิว่าพระองค์ไม่ยอมกราบไหว้ ลุกรับ หรือเชื้อเชิญพราหมณ์แก่เฒ่าให้นั่ง จึงเป็น 'คนไม่มีรส' พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่ทรงเห็นผู้ใดในโลกที่ควรแก่การกราบไหว้พระองค์เลย พร้อมย้อนเล่าเหตุการณ์ตอนประสูติ ทรงย่างพระบาท 7 ก้าว ตรวจดูหมื่นโลกธาตุ แล้วเปล่งอาสภิวาจาว่า 'เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก'
- หน้า ๒๒๙–๒๓๖ เวรัญชพราหมณ์ระบายความโกรธด้วยคำดูหมิ่น 8 ข้อ แต่ถูกพระพุทธเจ้าพลิกกลับเป็นคำยืนยันคุณธรรม พราหมณ์ไม่พอใจคำตอบจึงกล่าวหาพระพุทธเจ้าต่อเนื่องอีกหลายข้อ เช่น 'ไม่มีรส' 'ไร้ทรัพย์สมบัติ' 'สอนให้ไม่ทำอะไร' 'สอนเรื่องขาดสูญ' 'รังเกียจผู้อื่น' 'ชอบทำลายล้าง' ไปจนถึง 'ไม่มีวันเกิดใหม่อีก' ทุกครั้งที่พราหมณ์กล่าวหา พระพุทธเจ้าไม่ทรงโกรธตอบ แต่ทรงรับคำนั้นแล้วอธิบายความหมายใหม่ในแง่บวก เช่น 'ไม่มีรส' จริง เพราะทรงละกิเลสในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสได้หมดแล้ว แสดงพระปัญญาที่พลิกคำสบประมาทให้กลายเป็นคำยืนยันคุณธรรมของพระองค์เอง
- หน้า ๒๓๗–๒๔๕ อุปมาลูกไก่เจาะเปลือกไข่ - พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระองค์เป็นผู้ตื่นก่อนใครในโลก หลังพราหมณ์จนมุมไม่อาจต่อว่าอะไรได้อีก พระพุทธเจ้าทรงเล่าอุปมาว่า ในกลุ่มลูกไก่ที่ฟักออกจากไข่พร้อมกัน ตัวไหนเจาะเปลือกไข่ออกมาได้ก่อนย่อมได้ชื่อว่า 'พี่' แล้วทรงเปรียบพระองค์เองว่าท่ามกลางหมู่สัตว์ที่ยังจมอยู่ในความไม่รู้เหมือนอยู่ในเปลือกไข่ พระองค์คือผู้ทำลายเปลือกไข่แห่งอวิชชานั้นออกมาได้ก่อนใคร จึงทรงเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกอย่างแท้จริง มิใช่คำโอ้อวด จากนั้นเริ่มเล่าว่าทรงบรรลุธรรมด้วยความเพียรไม่ย่อท้อ เป็นการปูทางเข้าสู่เรื่องการเข้าฌานทั้งสี่ในคืนตรัสรู้
- หน้า ๒๔๖–๒๕๘ อรรถกถาไขความหมายฌานที่หนึ่งอย่างละเอียดยิบทุกถ้อยคำในคืนตรัสรู้ ส่วนนี้เป็นอรรถกถาไขความหมายถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าการเข้าปฐมฌานในคืนตรัสรู้ทีละคำอย่างละเอียด องค์ธรรมวิตก วิจาร ปีติ สุข แต่ละอย่างมีลักษณะอย่างไร เปรียบวิตกเหมือนเสียงเคาะระฆังครั้งแรก วิจารเหมือนเสียงครวญของระฆังที่แผ่ไป ปีติเหมือนความอิ่มใจของคนเดินทางในป่ากันดารเมื่อเห็นน้ำและร่มไม้ สุขเหมือนความสบายใจเมื่อได้ดื่มน้ำจริง เนื้อหาเป็นการไขศัพท์ธรรมะเชิงลึกสำหรับผู้ศึกษาอภิธรรมและกรรมฐาน
- หน้า ๒๕๙–๒๗๘ อรรถกถาฌานที่สอง สาม สี่ - ไล่เรียงความประณีตขึ้นเรื่อยๆ ของจิตในสมาธิ ต่อเนื่องจากปฐมฌาน อธิบายฌานที่ 2 ที่จิตสงบวิตกวิจารเหลือเพียงความผ่องใสของศรัทธา ปีติ สุข ฌานที่ 3 ที่ปีติจางหายเหลือเพียงสุขประกอบสติสัมปชัญญะ (เปรียบเหมือนลูกโคที่ต้องคอยควบคุมไม่ให้กลับไปหาแม่โคคือปีติ) และฌานที่ 4 ที่ละทั้งสุขทั้งทุกข์ เหลือเพียงอุเบกขาและสติบริสุทธิ์ดุจแสงจันทร์ที่ไม่ถูกแสงอาทิตย์บัง ปิดท้ายว่าฌานทั้ง 4 ของพระพุทธเจ้าเป็นฐานให้ทั้งวิปัสสนา อภิญญา และนิโรธครบทุกประโยชน์
- หน้า ๒๗๙–๒๙๑ ญาณระลึกชาติในคืนตรัสรู้ - พระพุทธเจ้าทรงย้อนดูอดีตชาตินับไม่ถ้วน เมื่อจิตตั้งมั่นในฌานที่ 4 แล้ว พระพุทธเจ้าทรงน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือระลึกชาติหนหลังได้ ทั้งชื่อ ตระกูล รูปร่าง อาหาร สุขทุกข์ และอายุขัยในแต่ละภพชาติ ย้อนไปนับไม่ถ้วนกัป จนถึงชาติเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิตก่อนจุติมาปฏิสนธิในครรภ์พระนางมหามายา จบด้วยอุปมาลูกไก่เจาะเปลือกไข่อีกครั้งเพื่อสรุปว่านี่คือ 'การชำแรกออกครั้งที่หนึ่ง' ของพระองค์
- หน้า ๒๙๒–๓๐๓ อรรถกถาไขความทิพยจักษุญาณ (เห็นสัตว์จุติ-เกิดตามกรรม) เทียบขีดความสามารถพระพุทธเจ้ากับเดียรถีย์และพระสาวก อรรถกถาไขศัพท์บาลีต่อจากบุพเพนิวาสานุสติญาณ อธิบายทิพยจักษุญาณคือการเห็นสัตว์ตายแล้วไปเกิดตามกรรมที่ทำไว้ พร้อมเทียบขีดความสามารถ เดียรถีย์ระลึกชาติได้แค่ 40 กัป มหาสาวก 80 องค์ได้แสนกัป ส่วนพระพุทธเจ้าไม่มีขีดจำกัด อธิบายทิพยจักษุที่ปราศจากกิเลส 11 อย่าง มีเรื่องแทรกภิกษุหนุ่มเข้าใจผิดว่าพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพหิวจัดจึงตำหนิลับหลัง ภายหลังต้องขอขมาจึงพ้นกรรมหนักที่ห้ามทั้งสวรรค์และมรรค
- หน้า ๓๐๔–๓๑๙ วิชชาที่ 3 (อาสวักขยญาณ) อุปมาลูกไก่เจาะไข่ 3 ชั้น และเวรัญชพราหมณ์กลับใจถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จบวิชชาที่ 3 คืออาสวักขยญาณด้วยอุปมาลูกไก่เจาะเปลือกไข่ 3 ชั้น แทนการ 'เกิดใหม่' ทางปัญญาของพระพุทธเจ้า จากนั้นเวรัญชพราหมณ์ผู้เคยตำหนิพระพุทธเจ้าว่าไม่ไหว้ผู้เฒ่า พอฟังธรรมเรื่องวิชชา 3 จบก็สำนึกผิด กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณด้วยอุปมา 4 ข้อ (หงายของคว่ำ เปิดของปิด ชี้ทาง จุดประทีป) แล้วประกาศถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต เป็นอุบาสก และทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์จำพรรษาที่เมืองเวรัญชา
- หน้า ๓๒๐–๓๓๔ ทุพภิกขภัยที่เวรัญชา ภิกษุอดอยากจนพ่อค้าม้าต้องแบ่งอาหารม้าให้ฉัน หลังรับนิมนต์จำพรรษา เมืองเวรัญชากลับเกิดข้าวยากหมากแพงรุนแรง ภิกษุบิณฑบาตทั้งวันไม่ได้แม้คำเดียว ชาวเมืองต้องซื้อข้าวด้วยระบบสลากปันส่วน พ่อค้าม้าจากอุตราปถะที่มาพักหน้าฝนเห็นภิกษุอดอยากแล้วสงสาร จึงแบ่ง 'ข้าวแดง' (อาหารม้า) ให้รูปละแล่งทุกวัน พระอานนท์นำมาบดถวายพระพุทธเจ้าเอง อรรถกถาอธิบายว่าชาวเมืองลืมนิมนต์เพราะถูกมารดลใจให้หลงลืม พระพุทธเจ้าทรงชมภิกษุว่าเป็นสัตบุรุษที่ชนะทั้งความอดอยาก ความโลภ และความอยากอวดอุตริมนุสธรรมเพื่อแลกอาหาร
- หน้า ๓๓๕–๓๔๒ พระมหาโมคคัลลานะทูลขอพลิกแผ่นดินเอาง้วนดินเลี้ยงสงฆ์ยามข้าวยากหมากแพง แต่พระพุทธเจ้าทรงห้าม พระมหาโมคคัลลานะทนเห็นภิกษุอดอยากไม่ไหว ทูลขอพลิกแผ่นดินเอา 'ง้วนดิน' หวานดุจน้ำผึ้งเลี้ยงสงฆ์ หรือเนรมิตมือรองรับสรรพสัตว์ไว้ก่อน แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามทั้งสองข้อเพราะเกรงคนจะสับสนและเสียหายทางความเชื่อ แสดงให้เห็นว่าแม้ในยามลำบากที่สุด พระองค์ก็ไม่ทรงยอมใช้อิทธิฤทธิ์แก้ปัญหาแทนการอดทนตามธรรมชาติ
- หน้า ๓๔๓–๓๕๙ พระสารีบุตรทูลถามเหตุที่ศาสนาบางพระพุทธเจ้าดำรงอยู่สั้น-ยาว พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธบัญญัติสิกขาบทก่อนเวลาอันควร พระสารีบุตรสงสัยว่าทำไมคำสอนของพระวิปัสสีพุทธเจ้าตั้งอยู่ได้ไม่นาน แต่ของพระกกุสันธะ โกนาคมน์ กัสสปกลับตั้งอยู่นาน ได้คำตอบว่าเพราะพระพุทธเจ้าองค์ก่อนไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทและไม่แสดงปาฏิโมกข์โดยละเอียดแก่สาวก เมื่อปรินิพพานคำสอนจึงกระจัดกระจายเหมือนดอกไม้ไม่ได้ร้อยด้าย พระสารีบุตรจึงทูลขอให้บัญญัติสิกขาบทไว้ก่อน แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะยังไม่มีผู้ทำผิดให้เห็นเป็นเหตุ ทรงเปรียบเหมือนหมอผ่าตัดคนไม่มีโรคจะถูกตำหนิ
- หน้า ๓๖๐–๓๗๓ ความบริสุทธิ์ของสงฆ์ 500 รูปที่เวรัญชา และพราหมณ์เวรัญชาถวายมหาทานก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จสู่ไพศาลี พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างว่าภิกษุ 500 รูปที่จำพรรษาที่เวรัญชาปีนั้น แม้รูปที่ด้อยที่สุดก็ยังเป็นพระโสดาบัน ไม่มีผู้ทุศีลปน จึงยังไม่ต้องบัญญัติสิกขาบท จากนั้นทรงเตือนเวรัญชพราหมณ์ผู้หลงลืมคำนิมนต์ไปสามเดือนเพราะถูกมารดลใจ พราหมณ์สำนึกได้จึงรีบจัดมหกรรมถวายภัตตาหารและไตรจีวรราคาผืนละพันแด่พระพุทธเจ้า พร้อมผ้าคู่ราคาห้าร้อยแก่ภิกษุทุกรูปในวันเดียวเพื่อทดแทนทั้งไตรมาส ก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเวรัญชามุ่งสู่เมืองไพศาลี จบตอนเวรัญชกัณฑ์ในอรรถกถา
- หน้า ๓๗๔–๓๙๓ เรื่องพระสุทินน์ กลันทบุตร ต้นเหตุการบัญญัติปาราชิกข้อแรก เรื่องราวที่มาของปาราชิกข้อแรก เริ่มจากสุทินน์ กลันทบุตร บุตรเศรษฐีเมืองเวสาลีที่ฟังธรรมแล้วอยากบวช แต่พ่อแม่ไม่ยอมเพราะเป็นลูกคนเดียว เขานอนอดข้าวประท้วงจนพ่อแม่ยอมให้บวช ต่อมาเกิดข้าวยากหมากแพงในแคว้นวัชชี ท่านจึงกลับมาบิณฑบาตที่บ้านเกิด พ่อแม่พยายามทุกทางให้สึก ทั้งกองเงินกองทองสูงจนมองไม่เห็นกัน ทั้งให้อดีตภรรยามาออดอ้อน สุดท้ายขอเพียงให้มีบุตรสืบสกุลก่อนทรัพย์จะถูกริบ ท่านซึ่งยังไม่รู้ว่าผิดเพราะยังไม่มีสิกขาบทห้าม จึงพาอดีตภรรยาเข้าป่าจนนางตั้งครรภ์ ภายหลังเกิดความรำคาญใจจนผ่ายผอม
- หน้า ๓๙๔–๓๙๙ ภิกษุเสพเมถุนกับลิงตัวเมีย ทำให้พระพุทธเจ้าทรงขยายสิกขาบทให้ครอบคลุมสัตว์ดิรัจฉาน หลังบัญญัติสิกขาบทข้อแรกไม่นาน ภิกษุรูปหนึ่งล่อเลี้ยงลิงตัวเมียด้วยอาหารจนเสพเมถุนกับมันเป็นประจำในป่ามหาวัน เมื่อถูกภิกษุอาคันตุกะจับได้ อ้างว่าสิกขาบทกล่าวถึงเฉพาะหญิงมนุษย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงขยายสิกขาบทให้ครอบคลุมสัตว์ดิรัจฉานตัวเมียด้วย แสดงหลักการบัญญัติวินัยที่ปรับตามช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจริง
- หน้า ๔๐๐–๔๑๓ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเพิ่มห้ามเสพเมถุนกับสัตว์ และเรื่องภิกษุวัชชีบุตรที่นำไปสู่การแก้ไขสิกขาบทฉบับสมบูรณ์ ต่อจากเรื่องลิงตัวเมีย พระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุอย่างรุนแรงว่าสอดองค์กำเนิดเข้าปากงูพิษหรือหลุมไฟยังดีกว่าเสพเมถุนกับสัตว์ เพราะอย่างแรกไม่ตกนรก จากนั้นเล่าเรื่องภิกษุวัชชีบุตรที่เสพเมถุนโดยไม่ได้บอกลาสึก ภายหลังเสียญาติเสียทรัพย์จนสำนึกผิด อยากบวชใหม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าถอนสิกขาบทเพื่อพวกวัชชีไม่ได้ แต่ทรงแก้กฎให้เป็นธรรมขึ้น ผู้บอกลาสิกขาก่อนแล้วจึงเสพเมถุนยังบวชใหม่ได้ ส่วนผู้ไม่บอกลาแล้วเสพเมถุนถือปาราชิกขาดจากภิกษุตลอดไป นี่คือที่มาของสิกขาบทปาราชิก
- หน้า ๔๑๔–๔๓๐ รายการคำพูดที่ถือว่าสึกจริง นิยามเมถุนธรรม-ปาราชิก และการจำแนกประเภทบุคคล อรรถกถาไล่รายการคำพูดหลากรูปแบบที่ถือว่า 'สึกสำเร็จจริง' เช่น พูดชัดเจนว่าบอกคืนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือใช้คำพ้องความหมายแทนก็ได้ พร้อมระบุกรณีที่การบอกลาสึกใช้ไม่ได้ผล เช่น พูดกับคนวิกลจริต เทวดา หรือสัตว์ดิรัจฉานที่ฟังไม่เข้าใจ จากนั้นอธิบายนิยามสำคัญ เมถุนธรรม (กิจของคนคู่ที่ควรทำในที่ลับ) เสพ (สอดองค์กำเนิดแม้เพียงเมล็ดงา) ปาราชิก (เปรียบเหมือนถูกตัดศีรษะ กลับมาเป็นภิกษุไม่ได้อีก) ปิดท้ายด้วยการจำแนกคู่กรณี 4 กลุ่ม (หญิง อุภโตพยัญชนก บัณเฑาะก์ ชาย) ซึ่งเป็นกรอบตัดสินทุกกรณีต่อไป
- หน้า ๔๓๑–๔๔๖ ภิกษุถูกข้าศึกบังคับข่มขืน: หลักตัดสินอาบัติจากความยินดี 4 จังหวะ (กรณีหญิงมนุษย์) เนื้อหาเปลี่ยนมุมมองเป็นกรณีภิกษุตกเป็นเหยื่อ มีกลุ่มคนที่เป็นศัตรูจับหญิงมนุษย์ในสภาพต่างๆ (ตื่น หลับ เมา วิกลจริต เผลอสติ) มาบังคับให้ร่วมกับภิกษุโดยภิกษุไม่ยินยอม พระวินัยวางหลักตัดสินละเอียดแบ่งเป็น 4 จังหวะของการกระทำ คือขณะเข้า ขณะเข้าถึงที่ ขณะหยุดอยู่ ขณะถอนออก หากภิกษุรู้สึกยินดีในจังหวะใดแม้จังหวะเดียวต้องอาบัติปาราชิก แต่ถ้าไม่ยินดีเลยทั้ง 4 จังหวะถือว่าไม่มีความผิด สะท้อนหลักสำคัญว่าพระวินัยตัดสินที่เจตนา/ความยินดีทางใจของผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่การกระทำภายนอกอย่างเดียว
- หน้า ๔๔๗–๔๗๔ ขยายหลักตัดสินอาบัติครอบคลุมทุกสภาพและทุกประเภทคู่กรณี ปิดวงจรแรก 270 กรณีสมมติ ขยายหลักการยินดี 4 จังหวะจากหญิงมนุษย์ไปสู่ทุกกรณีที่เป็นไปได้ หญิงที่ตายแล้ว (ทั้งยังไม่ถูกสัตว์กัดและถูกกัดไปมากแล้วซึ่งลดโทษลง) หญิงที่เป็นอมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย อุภโตพยัญชนก (ผู้มีสองเพศ) บัณเฑาะก์ (กะเทย) และชาย ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ จนครบทุกความเป็นไปได้รวม 270 กรณีสมมติ เป็นการวางกรอบกฎหมายสงฆ์ที่ละเอียดยิบเพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ในการตีความว่าใครผิดใครถูก
- หน้า ๔๗๕–๕๔๘ ทำซ้ำการวิเคราะห์ทั้งชุดโดยเพิ่มปัจจัย 'มีผ้ารองหรือไม่' — ยืนยันว่าผลตัดสินไม่เปลี่ยนไม่ว่าจะมีผ้ากั้นหรือไม่ พระวินัยนำการวิเคราะห์ 270 กรณีที่เพิ่งจบมาทำซ้ำอีกรอบทั้งชุด แต่เพิ่มตัวแปรใหม่ว่าระหว่างองค์กำเนิดภิกษุกับทวารของอีกฝ่ายมีผ้าหรือเครื่องรองกั้นอยู่หรือไม่ ไล่ตั้งแต่หญิงมนุษย์ (ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ยาวที่สุดเพราะมีสภาพย่อยมากที่สุด) ไปจนถึงบัณเฑาะก์ ผลสรุปคือไม่ว่าจะมีผ้ากั้นหรือไม่ อาบัติที่ต้องขึ้นอยู่กับความยินดีของภิกษุเหมือนเดิมทุกประการ เป็นการปิดช่องที่อาจมีผู้อ้างว่า 'มีผ้ากั้นแล้วไม่ผิด' ไม่ให้เกิดขึ้นได้
- หน้า ๕๔๙–๖๓๓ กลับบทบาท: ภิกษุถูกบังคับเป็นฝ่ายถูกกระทำ ยืนยันหลักเดิมว่าไม่ยินดีก็ไม่ต้องอาบัติ ทำซ้ำทั้งมีและไม่มีผ้ากั้น เปลี่ยนมุมมองกลับด้าน คราวนี้พวกข้าศึกจับตัวภิกษุไปบังคับให้อวัยวะเพศของภิกษุเองสอดเข้าไปในหญิง แทนที่จะเป็นฝ่ายถูกสอดใส่แบบที่ผ่านมา ผ่านทวารต่างๆ ยังคงใช้เกณฑ์ความยินดี 4 จังหวะเดิม แสดงว่ากฎคุ้มครองภิกษุที่ถูกบังคับข่มขืนไม่ให้ต้องอาบัติหากใจไม่ยินดี ไม่ว่าภิกษุจะเป็นฝ่ายกระทำหรือถูกกระทำ จากนั้นทำซ้ำการไล่เรียงทั้งแบบไม่มีและมีผ้ากั้นอีกครั้งกับหญิง อมนุษย์ สัตว์ อุภโตพยัญชนก และเริ่มเข้าสู่หมวดบัณเฑาะก์ในบทบาทใหม่นี้
- หน้า ๖๓๔–๖๖๐ จบการไล่เรียงกรณีบัณเฑาะก์ในบทบาทกลับ วางกฎทั่วไปครอบคลุมถูกพระราชา-โจร-ฆาตกรจับบังคับ และรายการเหตุที่ไม่ต้องอาบัติ จบการไล่เรียงกรณีบัณเฑาะก์ (กะเทย) ถูกบังคับในบทบาทกลับ ทั้งตื่น หลับ เมา วิกลจริต เผลอสติ และเป็นศพในสภาพต่างๆ แล้วย่อกรณีที่เหลือเพราะรูปแบบซ้ำเดิม จากนั้นขยายกฎไปถึงกรณีถูกพระราชา โจร นักเลง หรือฆาตกรจับข่มขืน ปิดท้ายด้วยรายการเหตุที่ไม่ต้องอาบัติ 5 อย่าง ได้แก่ ไม่รู้สึกตัว วิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน เจ็บป่วยทรมาน และเป็นภิกษุต้นบัญญัติ ปิดหมวดการวิเคราะห์เชิงคดีศาสตร์ทั้งชุดของสิกขาบทปาราชิกข้อ 1
- หน้า ๖๖๑–๖๘๙ คดีตัวอย่างจริงสมัยพุทธกาลปิดท้ายปาราชิกข้อ 1: จากลิงตัวเมียถึงพระอรหันต์ถูกลอบทำร้ายขณะหลับ เปลี่ยนจากทฤษฎีมาเป็นคดีจริงที่พระพุทธเจ้าและพระอุบาลีเคยตัดสินไว้เป็นบรรทัดฐาน เช่น ภิกษุเสพเมถุนกับลิง ภิกษุปลอมเป็นฆราวาสหรือนักบวชนอกศาสนาเพื่อเลี่ยงอาบัติแต่ก็ยังผิด มาณพลอบทำร้ายภิกษุณีอุปลวัณณาขณะไม่ยินดีจึงพ้นผิด พระอรหันต์ถูกหญิงลอบขึ้นคร่อมขณะหลับสนิทโดยไม่รู้ตัวก็ไม่ต้องอาบัติ นำไปสู่พุทธบัญญัติให้ปิดประตูก่อนพักกลางวัน ปิดท้ายด้วยกรณีกวางเลียองค์กำเนิดจนยินดีต้องปาราชิก เป็นการปิดฉากตัวบทสิกขาบทที่ 1
- หน้า ๖๙๐–๗๑๓ อรรถกถาเรื่องพระสุทินน์: ออกบวชด้วยการอดอาหารประท้วง แล้วต้านทานการล่อใจด้วยทรัพย์ อรรถกถาเริ่มเล่าเรื่องสุทินน์ กลันทบุตร เศรษฐีหนุ่มเมืองไพศาลี ที่ไปงานนักขัตฤกษ์แล้วบังเอิญเห็นฝูงชนไปฟังธรรม จึงติดตามไปฟังจนเกิดศรัทธาอยากบวช บิดามารดาไม่ยอมเพราะเป็นบุตรคนเดียว สุทินน์จึงนอนอดอาหารประท้วงจนบิดามารดายอมจำนน ครั้นบวชแล้วถือธุดงค์อย่างเคร่งครัด กลับไปโปรดญาติที่เมืองไพศาลีช่วงข้าวยากหมากแพง ญาตินำภัตตาหารมาถวาย 60 หม้อ ท่านสละให้สงฆ์ทั้งหมดแล้วออกบิณฑบาตเอง จนได้ขนมกุมมาสบูดจากนางทาสีเก่าที่จำท่านได้ บิดาจึงตามมาต่อว่าและนำกองทรัพย์มหาศาลมาล่อให้สึก แต่สุทินน์ไม่หวั่นไหว
- หน้า ๗๑๔–๗๒๙ จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง: พระสุทินน์ร่วมประเวณีกับภรรยาเก่า กำเนิดพีชกะ เทวดาป่าวประกาศทั่วโลกธาตุ เมื่อล่อด้วยทรัพย์ไม่สำเร็จ บิดาจึงให้ภรรยาเก่ามาอ้อนวอน มารดาขอร้องให้ทิ้ง 'พืชพันธุ์' ไว้สืบสกุลก่อนทรัพย์ถูกยึด เพราะยังไม่มีสิกขาบทห้าม สุทินน์จึงยอมพาภรรยาเก่าเข้าป่าร่วมประเวณี นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรชื่อ 'พีชกะ' เหล่าภุมมเทพเจ้ากระจายเสียงประกาศความเสียหายนี้ขึ้นไปถึงพรหมโลกในชั่วขณะเดียว ต่อมาทั้งมารดาและพีชกะออกบวชและบรรลุพระอรหัต ส่วนพระสุทินน์กลับเดือดร้อนใจอย่างหนัก ซูบผอมจนเพื่อนภิกษุสังเกตเห็นและซักถาม ท่านจึงสารภาพและนำไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
- หน้า ๗๓๐–๗๔๒ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระสุทินน์อย่างรุนแรง และทรงบัญญัติปฐมปาราชิกสิกขาบท พระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระสุทินน์อย่างหนักว่าการสอดองคชาตเข้าปากงูพิษร้ายหรือหลุมถ่านไฟลุกโชนยังดีกว่าการกระทำนี้ เพราะอย่างมากก็ตายเพียงชาติเดียวแต่กรรมนี้นำไปสู่นรก ทรงชี้ว่าสุทินน์เป็นคนแรกที่เปิดทางให้เกิดอกุศลธรรมในหมู่สงฆ์ จากนั้นทรงแสดงอานิสงส์การบัญญัติสิกขาบท 10 ประการ เช่น เพื่อความเห็นชอบและผาสุกของสงฆ์ เพื่อข่มบุคคลผู้หน้าด้าน เพื่อความเลื่อมใสของผู้ยังไม่เลื่อมใส แล้วจึงทรงบัญญัติปฐมปาราชิกสิกขาบทว่า ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม ต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุทันที
- หน้า ๗๔๓–๗๕๐ อรรถกถาเล่าเรื่องอนุบัญญัติเพิ่มเติมอย่างละเอียด: ภิกษุเสพเมถุนกับลิงตัวเมีย และภิกษุวัชชีบุตรที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงยอมผ่อนปรนสิกขาบท พระอรรถกถาจารย์ขยายความเรื่องอนุบัญญัติ 2 เรื่องที่ตัวบทวินัยกล่าวถึงสั้นๆ ให้ละเอียดขึ้น เรื่องแรกคือภิกษุในป่ามหาวันที่ล่อเลี้ยงลิงตัวเมียด้วยอาหารจนเสพเมถุนเป็นประจำ ถูกภิกษุอาคันตุกะจับได้เพราะลิงไปแสดงอาการเดียวกันให้ดู เรื่องที่สองคือภิกษุวัชชีบุตรที่เสพเมถุนกันตามใจแล้วมาสารภาพกับพระอานนท์ว่าไม่ได้ติเตียนพระรัตนตรัย แต่ติตนเองว่าบุญน้อย ขอให้ช่วยทูลขอบวชใหม่ พระอานนท์รับปาก แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธเด็ดขาด ไม่ทรงยอมถอนสิกขาบทเพื่อผ่อนปรนให้กลุ่มนี้
- หน้า ๗๕๑–๗๖๔ หลักวินัย 4 อย่าง คุณสมบัติพระวินัยธร และขั้นตอน 6 อย่างก่อนตัดสินคดีในสงฆ์ หลังบัญญัติสิกขาบทให้สมบูรณ์แล้ว อรรถกถาวางหลักว่าภิกษุผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดี (พระวินัยธร) ต้องรู้แหล่งอ้างอิง 4 ระดับ คือ พุทธพจน์โดยตรง หลักใหญ่ทั่วไป มติอรรถกถา และความเห็นส่วนตัว เมื่อความเห็นขัดกัน ต้องยึดแหล่งที่มีน้ำหนักกว่าเสมอ จากนั้นอธิบายคุณสมบัติของพระวินัยธรที่ดี พร้อมย้อนลำดับครูอาจารย์สายพระวินัยตั้งแต่พระอุบาลีเถระ ปิดท้ายด้วย 6 ขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบก่อนฟันธงว่าใครผิดจริง และคำเตือนสำคัญว่าถ้าไม่แน่ใจไม่ควรด่วนบอกว่าเป็นปาราชิก ควรส่งต่อให้อาจารย์ผู้ใหญ่วินิจฉัย
- หน้า ๗๖๕–๗๘๔ ไขความหมายทีละคำในสิกขาบท คำว่า 'ภิกษุ' วิธีอุปสมบท 8 แบบในประวัติศาสตร์ และไตรสิกขา พรรณนาคำแต่ละคำในตัวบทสิกขาบทปาราชิกข้อ 1 เริ่มจากคำว่า 'ผู้ใดผู้หนึ่ง' ที่ครอบคลุมทุกเพศทุกวัยทุกชาติกำเนิด แล้วอธิบายว่าคำว่า 'ภิกษุ' หมายถึงผู้ขอและผู้ครองผ้าเก่า พร้อมยกวิธีอุปสมบท 8 แบบในประวัติศาสตร์ เช่น เอหิภิกขุที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกเอง การรับโอวาทของพระมหากัสสป การตอบปัญหาธรรมได้ของสามเณรโสปากะวัย 7 ขวบจนทรงยินดีอนุญาตให้อุปสมบท และครุธรรม 8 ของพระนางมหาปชาบดี จากนั้นอธิบายไตรสิกขา และเริ่มอธิบายว่าการ 'ลาสิกขา' ที่สมบูรณ์ต้องพูดออกเสียงให้คนอื่นเข้าใจจริง
- หน้า ๗๘๕–๘๐๔ รายการถ้อยคำบอกลาสิกขาและคำไวพจน์แทนพระรัตนตรัย ครู อุปัชฌาย์ ที่ใช้แล้วถือว่าสึกสมบูรณ์ ส่วนนี้ไล่รายการถ้อยคำที่ภิกษุใช้ประกาศลาสิกขาอย่างละเอียด เช่น 'ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า/พระธรรม/พระสงฆ์' พร้อมคำไวพจน์อีกนับสิบนับร้อยคำที่ใช้แทนกันได้ เช่น เรียกพระพุทธเจ้าว่า 'ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง' หรือ 'ผู้ปราศจากโมหะ' เรียกพระธรรมด้วยชื่อคัมภีร์ต่างๆ หรือระบุถึงพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิกของตนโดยไม่เอ่ยชื่อตรงก็ถือว่าลาสิกขาได้เช่นกัน เป็นการวางกรอบภาษาอย่างละเอียดว่าถ้อยคำแบบใดมีผลทางกฎหมายสงฆ์
- หน้า ๘๐๕–๘๑๑ คำไวพจน์แทนพระรัตนตรัย ครู อาจารย์ที่ใช้บอกลาสิกขาได้ และเงื่อนไขที่ทำให้การลาสิกขาไม่สำเร็จ ต่อรายการถ้อยคำบอกลาสิกขา สอนว่าพระสามารถระบุถึงพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิกของตนโดยไม่ต้องเอ่ยชื่อตรงก็ถือว่าลาสิกขาได้เช่นกัน ถ้าพูดชัดเจนจริงจัง แต่ย้ำเงื่อนไขสำคัญว่าถ้าบอกลาต่อคนบ้า คนเจ็บหนัก เทวดา (ซึ่งฉลาดเกินจะเข้าใจผิด) หรือสัตว์เดรัจฉาน (ซึ่งไม่เข้าใจภาษา) การลาสิกขานั้นถือว่าไม่สำเร็จเลย ยังคงเป็นภิกษุอยู่
- หน้า ๘๑๒–๘๒๓ นิยามเมถุนธรรมปาราชิก และเรื่องพวกโจรฆ่าพระเซ่นเทวดา อธิบายความหมายเมถุนธรรมว่าเป็นธรรมของอสัตบุรุษ สอนว่าสอดองคชาตแม้เพียงเมล็ดงาเดียวก็ขาดจากความเป็นพระทันที เล่าเรื่องภิกษุถูกกลั่นแกล้งบังคับให้ร่วมเพศ ตั้งแต่พระด้วยกันที่อิจฉา ไปจนถึงพระราชา โจร นักเลง และกลุ่มโจรฆาตกร 'ผู้ตัดหัวใจ' ซึ่งฆ่าคนเซ่นเทวดาเพื่อความสำเร็จในการงาน แต่เพราะหาคนทั่วไปยาก จึงจับพระในป่ามาทำลายศีลแทนการฆ่า โดยตัดสินว่าถ้าพระยินดีในขณะสอดเข้า-ถึงที่-หลั่ง-ถอนออก แม้ขั้นตอนเดียวก็ต้องอาบัติ แต่ถ้าไม่ยินดีเลยก็ไม่ต้องอาบัติ
- หน้า ๘๒๔–๘๔๑ ระบบจตุกกะ 270 หมวด และเรื่องพระเถระ 2 รูปช่วยกันรักษาพระวินัยไว้ในลังกา ขยายการจำแนกกรณีละเมิดเป็น 270 กรณี ตามสภาพของฝ่ายถูกกระทำ คูณกับหญิงมนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน บัณเฑาะก์ อุภโตพยัญชนก และบุรุษ พร้อมกรณีองคชาตมีเครื่องลาดหรือไม่มี แทรกด้วยเรื่องเล่าที่มีชีวิตชีวา คือพระวินัยธร 2 รูปในเกาะลังกาช่วงมีภัยใหญ่ที่ร่วมกันท่องจำรักษาพระวินัยปิฎกไว้ไม่ให้สูญหาย และศิษย์ของท่านตำหนิเพื่อนที่ทิ้งอาจารย์ไปหลังท่องพระวินัยได้เพียง 9 ครั้ง ก่อนจะยกปัญหาว่าศพที่สัตว์กัดกินไปครึ่งหนึ่งนับเป็นอาบัติอะไร ปิดท้ายด้วยกรอบทฤษฎีจัดหมวดอาบัติอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๘๔๒–๘๖๓ วินีตวัตถุปฐมปาราชิก เรื่องเปรียบเทียบตัดสินคดี และจบเล่มที่อรรถกถาปฐมปาราชิก รวมเรื่องราวจริงที่พระพุทธเจ้าและพระอุบาลีเคยตัดสินไว้เป็นบรรทัดฐาน เช่น นันทมาณพผู้ข่มขืนพระอุบลวรรณาเถรีอรหันต์ขณะไม่ยินดี (นันทมาณพตายไปเกิดในอเวจีทันที) พระอรหันต์เมืองภัททิยะถูกลูบคลำขณะหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว และพระที่ฝันว่าเสพเมถุน ซึ่งพระอุบาลีเถระตัดสินว่าไม่เป็นอาบัติ จนพระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะด้านวินัย ก่อนข้อความจะปิดฉากด้วยคำว่า 'ปฐมปาราชิกวรรณนา...สมันตปาสาทิกาจบ' ตามด้วยคาถาปิดสรรเสริญคัมภีร์ทั้งเล่ม
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐
หน้า ๗๕๑–๘๐๐
หน้า ๘๐๑–๘๕๐