ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๑ · ๕๘๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๕ ปฐมบท พรหมชาลสูตร: เรื่องสุปปิยปริพาชก และศีล ๓ ระดับ (จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล) เปิดเรื่องด้วยสุปปิยปริพาชกกล่าวติพระรัตนตรัยระหว่างเดินทาง แต่ศิษย์ของเขากลับกล่าวชม ภิกษุจึงสนทนากันเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้ยินดียินร้ายเมื่อถูกติหรือชม แล้วทรงแสดงคุณธรรม ๓ ระดับที่ปุถุชนมักยกย่องพระองค์ คือ ศีลเล็กน้อย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดเท็จ) ศีลปานกลาง (งดสะสมของ งดดูมหรสพ งดเล่นการพนัน) และศีลใหญ่ (งดเลี้ยงชีพผิดทางด้วยวิชาทำนายดวงชะตา คาถาอาคม ไสยศาสตร์) ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอก ยังไม่ใช่คุณธรรมอันลึกซึ้งที่แท้จริงของพระองค์
- หน้า ๑๖–๒๙ ทิฏฐิ ๖๒ เริ่มต้น: สัสสตทิฏฐิและเอกัจจสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยงและเที่ยงบางส่วน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ลึกซึ้งกว่าศีล คือความเห็นผิด ๖๒ ประการที่สมณพราหมณ์ต่างๆ ยึดถือ เริ่มจากกลุ่มที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต ได้แก่ ผู้ที่เข้าฌานระลึกชาติได้แล้วเข้าใจผิดว่าตัวตนและโลกเที่ยงแท้ถาวร (สัสสตทิฏฐิ ๔ นัย) และกลุ่มที่เชื่อว่าบางสิ่งเที่ยงบางสิ่งไม่เที่ยง เช่น เรื่องพรหมผู้สร้างโลกที่คิดว่าตนเป็นผู้สร้างสรรพสัตว์ หรือเทวดาที่หลงเพลิดเพลินจนหลงลืมสติแล้วจุติ จึงสรุปว่าตนเที่ยงแต่สัตว์อื่นไม่เที่ยง
- หน้า ๓๐–๔๑ ความเห็นเรื่องขอบเขตโลกและปรัชญาดิ้นได้ไม่ตายตัว (อันตานันติกทิฏฐิ อมราวิกเขปิกทิฏฐิ อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) ต่อด้วยกลุ่มความเห็นผิดอีกสามหมวด คือ ความเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด (บางว่ากลม บางว่าไม่มีขอบเขต บางว่าทั้งมีทั้งไม่มี) ความเห็นแบบดิ้นได้ไม่ตายตัวของนักบวชที่ไม่กล้าฟันธงตอบคำถามเพราะกลัวผิดพลาดหรือยึดติด จึงตอบกำกวมทุกครั้งที่ถูกถาม และความเห็นว่าตัวตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย ซึ่งมาจากเทวดาที่จำความหลังไม่ได้ก่อนเกิดในภพปัจจุบัน
- หน้า ๔๒–๕๖ ความเห็นเรื่องภพหน้า ๔๔ นัย: อัตตามีสัญญา ไม่มีสัญญา ขาดสูญ และนิพพานในปัจจุบัน (อปรันตกัปปิกทิฏฐิ) กลุ่มความเห็นผิดที่ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ว่าด้วยสภาพของอัตตาหลังความตาย แบ่งเป็นกลุ่มเชื่อว่าอัตตายังมีสัญญา(จำได้) ๑๖ นัย กลุ่มเชื่อว่าไม่มีสัญญาเลย ๘ นัย กลุ่มเชื่อว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่ ๘ นัย กลุ่มอุจเฉททิฏฐิที่เชื่อว่าตายแล้วสูญสิ้นไม่มีอะไรเหลือ ๗ นัย และกลุ่มที่เชื่อว่านิพพานคือความสุขทางกามหรือฌานที่ได้รับในชาตินี้เอง ๕ นัย รวมทั้งหมด ๔๔ ฐานะ
- หน้า ๕๗–๖๓ สรุปทิฏฐิ ๖๒: ทุกความเห็นเกิดจากผัสสะเป็นปัจจัย (ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ) เมื่อแสดงความเห็นผิดครบ ๖๒ ประการแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าความเห็นเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงความเข้าใจของผู้ไม่รู้ไม่เห็นจริง เกิดจากความทะยานอยากดิ้นรนของผู้มีตัณหา และทรงชี้ว่าแท้จริงแล้วความเห็นทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีผัสสะ(การกระทบกันของอายตนะ)เป็นปัจจัย หากปราศจากผัสสะแล้ว บุคคลเหล่านั้นจะไม่สามารถรู้สึกหรือยึดถือความเห็นเหล่านี้ได้เลย เนื้อหาต่อเนื่องไปยังตอนถัดไป
- หน้า ๖๔–๖๗ จบพรหมชาลสูตร: สรุปทิฏฐิ ๖๒ อุปมาข่ายจับปลา และพระพุทธดำรัสปิดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่าความเห็นทั้ง 62 แบบของสมณพราหมณ์ล้วนเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย หากไม่มีผัสสะก็ไม่มีทางรู้สึกยึดถือความเห็นเหล่านั้นได้ ทรงอุปมาว่าทิฏฐิเหล่านี้เป็นเหมือนแหที่ชาวประมงทอดคลุมปลาในบึงไว้ทั้งหมด ผู้ยึดถือความเห็นก็เหมือนปลาที่ติดอยู่ในข่ายนั้นเอง ต่างจากตถาคตผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นในสิ่งที่รู้ พระอานนท์ทูลถามชื่อธรรมเทศนา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรียกได้ว่า อรรถชาละ ธรรมชาละ พรหมชาละ หรือทิฏฐิชาละก็ได้ จบสูตรด้วยแผ่นดินไหวหมื่นโลกธาตุ
- หน้า ๖๘–๗๙ คำนำอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี และปฐมสังคายนา: พระมหากัสสปะระดมพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ หลังบทไหว้ครูของผู้แต่งอรรถกถา เนื้อหาเข้าสู่เรื่องปฐมสังคายนา พระมหากัสสปะระลึกถึงคำพูดไม่เคารพพระศาสดาของพระสุภัททะหลังพุทธปรินิพพาน จึงชวนสงฆ์สังคายนาพระธรรมวินัยก่อนจะเสื่อมสูญ เลือกพระอรหันต์ 500 องค์ โดยรวมพระอานนท์ที่ยังไม่บรรลุอรหัตต์ไว้ด้วยเพราะทรงจำพุทธพจน์ได้มากที่สุด ตกลงจำพรรษาสังคายนาที่กรุงราชคฤห์ ให้เวลา 40 วันจัดการธุระส่วนตัว ระหว่างนี้พระอานนท์เดินทางไปเมืองสาวัตถีด้วยความอาลัยพระศาสดา ปัดกวาดพระคันธกุฎีราวกับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่
- หน้า ๘๐–๙๐ พระเจ้าอชาตศัตรูสร้างมณฑป พระอานนท์บรรลุอรหัตต์ และเริ่มสังคายนาพระวินัย พระเจ้าอชาตศัตรูโปรดให้สร้างมณฑปงดงามใกล้ถ้ำสัตตบรรณสำหรับพระ 500 รูป ก่อนวันประชุมมีภิกษุพูดกระทบว่ายังมีผู้มีกลิ่นกิเลสติดตัวอยู่ในหมู่ หมายถึงพระอานนท์ที่ยังไม่บรรลุอรหัตต์ ท่านสังเวชใจจึงเร่งความเพียรตลอดคืน และบรรลุอรหัตต์ในอิริยาบถกึ่งนั่งกึ่งนอน เท้าพ้นพื้นแต่ศีรษะยังไม่ถึงหมอน แล้วเข้าร่วมประชุมได้ทันที ที่ประชุมให้พระอุบาลีตอบคำถามพระวินัยจากพระมหากัสสปะ เริ่มจากปฐมปาราชิกเรื่องพระสุทิน จนสังคายนาพระวินัยปิฎกครบถ้วน
- หน้า ๙๑–๑๐๘ ระบบจำแนกพระพุทธพจน์ทั้งหมด: รส ๑ ปิฎก ๓ นิกาย ๕ องค์ ๙ พระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระอานนท์เริ่มตอบพระธรรมด้วยคาถา "นายช่างเรือน" อันเป็นพุทธอุทานบทแรกหลังตรัสรู้ (ปฐมพุทธพจน์) จากนั้นคณะสังคายนาวางกรอบจัดหมวดพระพุทธพจน์ทั้งหมดไว้หลายมิติ คือ มีรสเดียวคือวิมุตติรส มี 2 คือธรรมกับวินัย มี 3 คือปฐม-มัชฌิม-ปัจฉิมพจน์และ 3 ปิฎก (วินัย สูตร อภิธรรม) มี 5 นิกาย มี 9 องค์ (สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ ฯลฯ) และมี 84,000 พระธรรมขันธ์ พร้อมอธิบายความหมายและที่มาของคำว่าวินัย สูตร อภิธรรม และปิฎกอย่างละเอียด
- หน้า ๑๐๙–๑๒๐ ปฐมสังคายนาจบสมบูรณ์ แล้วเริ่มอรรถกถาพรหมชาลสูตร: ไขความหมาย "เอวัมเมสุตัง" การสังคายนาพระพุทธพจน์เสร็จสิ้นใน 7 เดือน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เรียกครั้งนี้ว่าปัญจสตาสังคายนาหรือเถริกสังคายนา จากนั้นอรรถกถาจารย์เข้าสู่การอธิบายพรหมชาลสูตรทีละคำ เริ่มจากคำเปิดพระสูตรที่พระอานนท์กล่าวคือ "เอวัมเมสุตัง" (ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้) โดยไขความหมายคำว่า เอวํ เม และ สุตํ อย่างละเอียดทั้งไวยากรณ์และปรมัตถ์ เพื่อยืนยันว่าพระอานนท์มิได้ปรุงแต่งธรรมขึ้นเอง แต่จดจำมาจากที่ได้สดับฟังจากพระพุทธเจ้าโดยตรง เนื้อหายังไม่จบต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๒๑–๑๒๗ อรรถกถาไขความบทเปิดพระสูตร เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา พระอรรถกถาจารย์อธิบายความหมายคำเปิดพระสูตรที่พระอานนท์ใช้ขึ้นต้นทุกพระสูตรคือ "ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า..." ไขความทีละคำว่าเหตุใดจึงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ ท่านต้องการยืนยันว่าธรรมที่นำมาแสดงมิใช่ความคิดของตนเอง แต่เป็นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรงอย่างไม่ขาดไม่เกิน เพื่อให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในพระธรรมวินัย และรำลึกว่าแม้พระศาสดาปรินิพพานแล้ว แต่พระธรรมกายยังคงเป็นศาสดาแทนพระองค์อยู่
- หน้า ๑๒๘–๑๔๒ เรื่องสุปปิยปริพาชกกับศิษย์พรหมทัตมาณพ ต้นเหตุพรหมชาลสูตร เล่าต้นกำเนิดพรหมชาลสูตร ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูปจากราชคฤห์ไปนาลันทา มีปริพาชกชื่อสุปปิยะกับศิษย์หนุ่มพรหมทัตเดินตามหลังไปด้วย ระหว่างทางอาจารย์กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่เสมอด้วยความริษยาที่เสียลาภสักการะ ส่วนศิษย์กลับกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัยสวนทางกันตลอดทาง ทั้งสองมีความเห็นขัดแย้งกันสิ้นเชิง เมื่อถึงพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาจึงพักแรมคืนหนึ่งใกล้คณะสงฆ์ ยังคงโต้เถียงกันไปจนดึก
- หน้า ๑๔๓–๑๕๘ ภิกษุสนทนาพระสัพพัญญุตญาณ พุทธกิจ ๕ ประการ และเหตุแห่งพรหมชาลสูตร เช้าวันรุ่งขึ้นหมู่ภิกษุที่พักแรมต่างประหลาดใจในพระปรีชาญาณที่ทรงหยั่งรู้ความขัดแย้งของอาจารย์กับศิษย์ อรรถกถาอธิบายพุทธกิจประจำวัน ๕ ช่วง (ก่อนฉัน หลังฉัน ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม) ว่าทรงทราบเรื่องนี้ด้วยพระสัพพัญญุตญาณขณะจงกรมยามสุดท้าย จึงเสด็จไปตรัสถามภิกษุเหล่านั้น จากนั้นอธิบายเหตุ ๔ ประการที่ทรงแสดงพระสูตรต่างๆ และชี้ว่าพรหมชาลสูตรเกิดจากเหตุการณ์จริงคือคำติชมของสุปปิยะกับพรหมทัตมาณพนั่นเอง
- หน้า ๑๕๙–๑๗๗ พุทธโอวาทเรื่องวางใจต่อคำติชม และอธิบายว่าศีลยังเป็นคุณธรรมขั้นต้น พระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงพรหมชาลสูตรจริง สอนภิกษุว่าเมื่อถูกติเตียนพระรัตนตรัยไม่ควรโกรธหรือน้อยใจเพราะจะเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติของตน แต่ควรชี้แจงตามจริงอย่างสงบ เมื่อถูกสรรเสริญก็ไม่ควรลำพองใจเช่นกัน จากนั้นอรรถกถาอธิบายว่าคำสรรเสริญเรื่องศีลที่ปุถุชนกล่าวถึงพระองค์ยังเป็นเรื่อง "เล็กน้อย ต่ำนัก" เมื่อเทียบกับสมาธิและปัญญาชั้นสูง พร้อมยกตัวอย่างยมกปาฏิหาริย์และการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์เป็นอุปมา และไขความคำว่า "ตถาคต" ๘ นัย
- หน้า ๑๗๘–๑๘๖ อธิบายพระนาม 'ตถาคต' 8 ความหมาย และความหมายของ 'ปุถุชน' อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดคำสรรเสริญของปุถุชนต่อพระพุทธเจ้าจึงเป็นเพียงเรื่องศีล ซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นต้นเท่านั้น เปรียบเหมือนน้ำในมือเทียบน้ำในมหาสมุทร จากนั้นอธิบาย 2 ประเภทของปุถุชน (คนที่ยังมืดบอดทางปัญญา กับคนดีที่ใฝ่ศึกษา) แล้วขยายความหมาย 8 ประการของคำว่า 'ตถาคต' เช่น เสด็จมาและเสด็จไปเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ตรัสรู้และตรัสสิ่งจริงแท้ ทรงทำตามที่ตรัสและตรัสตามที่ทรงทำ ทรงครอบงำโลกทั้งปวง พร้อมเรื่องราวประสูติ-ตรัสรู้ประกอบ ปิดท้ายด้วยประเภทของคำถาม 5 แบบ
- หน้า ๑๘๗–๒๐๖ วรรณนาจุลศีล: ศีลเบื้องต้นของสมณะ อรรถกถาขยายความจุลศีล (ศีลขั้นต้น) ที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาด ได้แก่ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ทำลายพืชพันธุ์ การฉันมื้อเดียว งดดูมหรสพ ไม่ประดับตกแต่งร่างกาย ไม่นอนที่นอนสูงใหญ่ ไม่รับทองเงิน ไม่ค้าขายโกงตาชั่ง พร้อมนิทานประกอบ เช่น เด็กด่ามารดาจนกลายเป็นแม่กระบือ และพรานหลอกขายกวาง เพื่อแสดงเจตนาเบื้องหลังการกระทำแต่ละอย่าง
- หน้า ๒๐๗–๒๒๒ วรรณนามัชฌิมศีล: การงดเว้นระดับกลาง อธิบายมัชฌิมศีล (ศีลระดับกลาง) เช่น การไม่พรากพืชพันธุ์ ไม่สะสมอาหาร ผ้า ยานพาหนะ ที่นอน ของหอมเกินจำเป็น ไม่ดูมหรสพฟ้อนรำขับร้อง ไม่เล่นการพนันและเกมต่างๆ เช่น หมากรุก สะกา ไม่ใช้เครื่องนอนเครื่องประดับหรูหรา และห้ามพูด 'ดิรัจฉานกถา' คำพูดไร้สาระ 32 เรื่อง เช่น เรื่องพระราชา โจร สงคราม หญิง อาหาร พร้อมสอนวิธีพูดเรื่องเดียวกันให้เป็นประโยชน์แทน เช่น พูดถึงความไม่เที่ยงแทนความสวยงาม
- หน้า ๒๒๓–๒๓๒ วรรณนามหาศีล: การเว้นจากมิจฉาชีพขั้นสูง อธิบายมหาศีล คือการงดเว้นมิจฉาชีพขั้นสูงที่สมณพราหมณ์บางพวกใช้เลี้ยงชีพ เช่น ทายลักษณะอวัยวะ ทำนายนิมิตและลางร้าย ทำนายฝัน ทายลักษณะแก้วมณีและสัตว์ ทำนายการศึกและฤกษ์ยาม ดูดาวจันทรคราส-สุริยคราส วิชาคำนวณ แต่งกาพย์กลอน ดูฤกษ์แต่งงานหย่าร้าง ร่ายมนตร์ผูกปากผูกลิ้น เชิญเทวดาเข้าทรง และรักษาโรคด้วยยาต่างๆ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการเลี้ยงชีพที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเว้นขาด
- หน้า ๒๓๓–๒๓๔ เริ่มต้นอธิบายธรรมอันลึกซึ้งยิ่งกว่าศีล หลังจบการอธิบายศีล 3 ระดับแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มประกาศถึงธรรมอื่นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าศีล ซึ่งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต เกินขอบเขตการคาดคะเน ละเอียดอ่อน รู้ได้เฉพาะบัณฑิต อรรถกถาอธิบายความหมายหลากหลายของคำว่า 'ธรรม' และเริ่มเชื่อมโยงไปสู่การอธิบายพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเนื้อหาจะขยายความต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๒๓๕–๒๔๑ จบวิชาทำนายและเวทมนตร์ (มหาศีล) เริ่มอธิบายธรรมลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าและทิฏฐิ 62 อรรถกถาจบเรื่องดิรัจฉานวิชาที่ภิกษุพึงงดเว้น เช่น ทำนายลักษณะสัตว์-ของใช้ ดูฤกษ์แต่งงาน-หย่าร้าง-กู้ยืม ร่ายมนตร์ผูกลิ้น เชิญเทวดาเข้าทรง และตำรับยา จบหมวดมหาศีลหน้า 232 จากนั้นอธิบายว่าพระพุทธเจ้ามีคุณธรรมลึกซึ้งเกินศีล คือพระสัพพัญญุตญาณ ปรากฏใน 4 เรื่อง คือบัญญัติพระวินัย จำแนกธรรมชั้นสูง ปฏิจจสมุปบาท และรู้แจ้งลัทธิอื่น แล้วเริ่มไล่เรียงทิฏฐิ 62 ที่สมณพราหมณ์ยึดถือเรื่องอดีตชาติ เริ่มจากพวกเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงแท้ (สัสสตวาทะ) โดยอาศัยการระลึกชาติได้
- หน้า ๒๔๒–๒๕๙ สัสสตวาทะและเอกัจจสัสสตวาทะ: นักตรึก เทวดาเล่นจนลืมกิน เทวดาโกรธจนตาย อธิบายทิฏฐิว่าเที่ยงแท้ (สัสสตวาทะ) 4 แบบ ตามกำลังการระลึกชาติได้ 1 แสนถึง 40 กัป และพวกนักตรึกเดา 4 จำพวก จากนั้นอธิบายเอกัจจสัสสตวาทะ (บางอย่างเที่ยง) ผ่านเรื่องพรหมผู้เกิดก่อนแล้วหลงคิดว่าตนเนรมิตพรหมอื่น เรื่องเทวดาขิฑฑาปโทสิกะที่เพลิดเพลินเล่นสนุกจนลืมกินอาหารแล้วตายทันที และเทวดามโนปโทสิกะที่มองหน้ากันด้วยความริษยาจนโกรธถึงตายทั้งคู่ ซึ่งล้วนเป็นที่มาของความเข้าใจผิดว่ามีสิ่งเที่ยงและสิ่งไม่เที่ยงปนกัน
- หน้า ๒๖๐–๒๗๔ นักตรึกแบบปลาไหล ทิฏฐิเรื่องโลกมีที่สุด และทิฏฐิ 44 ข้อว่าด้วยอนาคต จนครบ 62 อธิบายอมราวิกเขปิกวาทะ คือผู้มีความเห็นดิ้นได้ไม่ตายตัวเหมือนปลาไหล ไม่กล้าฟันธงเพราะกลัวผิดหรือกลัวยึดติด แล้วอธิบายพวกเห็นว่าโลกเกิดขึ้นเองลอยๆ (เช่นพรหมที่ไม่มีจิตกลับมีสัญญา) จากนั้นเข้าสู่ทิฏฐิ 44 ข้อเกี่ยวกับอนาคต (อปรันตกัปปิกะ) คือเห็นว่าอัตตาหลังตายมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาแบบต่างๆ ความเห็นแบบขาดสูญ (อุจเฉทวาทะ) 7 แบบ และทิฏฐิว่านิพพานมีได้ในชาตินี้ (ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ) 5 แบบ ซึ่งแท้จริงคือความสุขจากกามหรือฌานที่เข้าใจผิดว่าเป็นนิพพาน รวมทิฏฐิครบ 62
- หน้า ๒๗๕–๒๘๗ ทิฏฐิ 62 เกิดจากผัสสะ อุปมาข่ายชาวประมงและขั้วมะม่วง จบพรหมชาลสูตร สรุปว่าทิฏฐิ 62 เกิดจากผัสสะกระทบอายตนะ 6 เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน วนเป็นวัฏฏะไม่รู้จบ ภิกษุผู้รู้เท่าทันความเกิดดับของผัสสะย่อมพ้นไปได้ ทรงเปรียบเทศนานี้เหมือนข่ายชาวประมงคลุมเจ้าทิฏฐิทั้งหมด และเปรียบกายพระองค์เหมือนต้นมะม่วงที่ขั้ว(ตัณหา)ขาดแล้ว ปรินิพพานแล้วจะไม่มีผู้เห็นอีก พระอานนท์ทูลขอชื่อสูตร จึงได้ชื่ออัตถชาละ ธรรมชาละ พรหมชาละ ทิฏฐิชาละ และพิชัยสงครามยอดเยี่ยม จบเทศนาแผ่นดินไหวใหญ่ 8 เหตุ และอีก 8 โอกาสพิเศษ จบอรรถกถาพรหมชาลสูตร
- หน้า ๒๘๘–๒๙๑ เริ่มสามัญญผลสูตร: พระเจ้าอชาตศัตรูคืนพระจันทร์เต็มดวง ทรงหาครูแต่ทรงนิ่งทุกชื่อ เริ่มสามัญญผลสูตร คืนวันเพ็ญพระเจ้าอชาตศัตรูประทับชมจันทร์แล้วอยากเข้าเฝ้าสมณะที่ทำให้พระทัยเลื่อมใส อำมาตย์เสนอครูทั้ง 6 ทีละคน คือปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร และนิครนถนาฏบุตร แต่ท้าวเธอทรงนิ่งเฉยทุกครั้ง จนหมอชีวกกราบทูลเชิญเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน ทรงเห็นชอบให้เตรียมขบวนช้าง แต่ใกล้ถึงสวนอัมพวันกลับทรงหวาดกลัวเพราะความเงียบสงัดของภิกษุสงฆ์ 1,250 รูป จนตรัสถามหมอชีวกว่าถูกล่อลวงมาหรือไม่
- หน้า ๒๙๒–๓๐๓ สามัญญผลสูตร: พระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้า และคำตอบของครูทั้ง 6 คืนวันเพ็ญ พระเจ้าอชาตศัตรูเปล่งอุทานชมจันทร์เต็มดวง คิดจะเข้าเฝ้าสมณะ หมอชีวกแนะให้เฝ้าพระพุทธเจ้า ระหว่างทางทรงหวาดกลัวเพราะภิกษุ 1,250 รูปเงียบผิดปกติ ทูลถาม "ผลของการบวช" ที่เห็นได้จริง แล้วเล่าว่าเคยถามครูทั้ง 6 มาก่อน คือ ปูรณกัสสป (บาปบุญไม่มีผล) มักขลิโคสาล (ไม่มีเหตุปัจจัย สัตว์บริสุทธิ์เองตามวัฏสงสาร) อชิตเกสกัมพล (ตายแล้วสูญ) ปกุทธกัจจายนะ (สภาวะ 7 กองเที่ยงแท้) นิครนถนาฏบุตร (สังวร 4) สัญชัยเวลัฏฐบุตร (ตอบส่าย) แต่ไม่มีใครตอบตรงคำถามเลย
- หน้า ๓๐๔–๓๒๒ อุปมาทาสและชาวนา สู่ศีล อินทรียสังวร และการละนิวรณ์ พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยอุปมา 2 เรื่องก่อน คือ ทาสที่บวชแล้วเจ้านายกลับต้องกราบไหว้ และชาวนาเสียภาษีที่บวชแล้วพระราชาต้องบำรุง แสดงว่าการบวชทำให้สถานะเปลี่ยนอย่างเห็นได้จริง จากนั้นทรงแสดงการฝึกตามลำดับ เริ่มจากศีล 3 ระดับ (จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล) ที่ละเว้นตั้งแต่ฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ไปจนถึงการทำนายดวงและเวทมนตร์ต่างๆ ตามด้วยการสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ความสันโดษ แล้วออกไปอยู่ป่าเจริญสมาธิ ละนิวรณ์ 5 ด้วยอุปมาหนี้ โรค คุก ทาส และทางกันดาร
- หน้า ๓๒๓–๓๓๖ ฌาน 4 อภิญญา และพระเจ้าอชาตศัตรูสารภาพบาปปลงพระชนม์พระบิดา เมื่อละนิวรณ์ได้ ภิกษุเกิดปีติสุข บรรลุฌาน 1-4 ตามลำดับ (อุปมาผงสบู่ชุ่มน้ำ ห้วงน้ำพุ ดอกบัวใต้น้ำ ผ้าขาวคลุมกาย) จากนั้นทรงแสดงอภิญญา คือ ญาณแยกกายจิต นิรมิตกาย แสดงฤทธิ์ ทิพยโสต รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ เห็นสัตว์จุติเกิดตามกรรม และสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตต์ เป็นผลสูงสุดไม่มีอะไรยิ่งกว่า พระเจ้าอชาตศัตรูซาบซึ้งจนสารภาพว่าปลงพระชนม์พระบิดาเพราะอยากได้ราชสมบัติ ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากมิได้ทำบาปนี้จะได้ดวงตาเห็นธรรมในที่ประทับนั้นเอง
- หน้า ๓๓๗–๓๔๘ อรรถกถาสามัญญผลสูตร: กำเนิดอชาตศัตรู และแผนปลงพระชนม์พิมพิสาร เริ่มอรรถกถาอธิบายศัพท์กรุงราชคฤห์ และหมอชีวกโกมารภัจผู้สร้างวัดสวนอัมพวันถวาย จากนั้นเล่าเบื้องหลัง คือขณะทรงพระครรภ์อชาตศัตรู พระมารดาแพ้ท้องอยากดื่มพระโลหิตพระบิดา หมอทำนายว่าลูกจะเป็นศัตรูพระราชา มารดาพยายามทำแท้งไม่สำเร็จ โตขึ้นพระเทวทัตยุยงให้ปลงพระชนม์พระบิดาชิงราชสมบัติ พระเจ้าพิมพิสารถูกจำขังอดอาหารจนสวรรคตแต่ทรงสุขด้วยธรรม ต่อมาอชาตศัตรูเกิดรักลูกตนเองวันที่ทราบข่าวบิดาสวรรคตพร้อมกัน จึงสำนึกผิด (ยังไม่จบในหน้านี้)
- หน้า ๓๔๙–๓๕๖ คืนวันอุโบสถ พระราชาทรงกระวนกระวายหาที่พึ่งทางใจ อธิบายศัพท์ อุโบสถ และฉากคืนวันเพ็ญเดือน ๔ ที่พระเจ้าอชาตศัตรูประทับบนปราสาทท่ามกลางอำมาตย์ แต่บรรทมไม่หลับเพราะทรงกลัดกลุ้มพระทัยจากบาปที่ทรงทำ จึงเปล่งอุทานอยากเข้าเฝ้าสมณะหรือพราหมณ์สักองค์ฟังธรรม อำมาตย์แต่ละคนจึงเสนอชื่อครูเจ้าลัทธิของตน คือครูทั้งหกที่ปฏิเสธเรื่องกรรมและผลของกรรม พร้อมเล่าประวัติปูรณกัสสปที่เคยเป็นทาสหนีไปแล้วอวดอ้างเป็นสมณะเปลือยกาย
- หน้า ๓๕๗–๓๖๖ หมอชีวกพาเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า หมอชีวกนิ่งเงียบเพื่อรอโอกาสกล่าวคุณพระพุทธเจ้าโดยไม่มีใครมาแย่งพูด เมื่อพระราชาตรัสถาม จึงพรรณนาพระพุทธคุณจนพระราชาปีติ สั่งเตรียมขบวนช้างพัง ๕๐๐ เชือกพร้อมหญิงปลอมเป็นทหารคุ้มกันอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างทางความเงียบสงัดทำให้พระราชาหวาดระแวงว่าหมอชีวกลวงพามาปลงพระชนม์ จนตรัสถามด้วยความกลัวสุดขีด เมื่อถึงสวนมะม่วงกลับเห็นภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปนั่งเงียบสงบล้อมพระพุทธเจ้าดุจดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว
- หน้า ๓๖๗–๓๗๗ พระเจ้าอชาตศัตรูเข้าเฝ้าและตั้งปัญหาสามัญญผล พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเลื่อมใสในความสงบของหมู่สงฆ์จนทรงระลึกถึงพระโอรส ด้วยความหวั่นใจว่าจะถูกฆ่าเช่นเดียวกับที่ราชวงศ์นี้มีการฆ่าพ่อสืบกันมาแล้ว ๕ ชั่วรัชกาลจนชาวเมืองต้องปลงพระชนม์กษัตริย์องค์สุดท้าย จากนั้นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เล่าว่าเคยไปถามครูทั้งหกด้วยคำถามเดียวกันคือ ผลของการบวชที่เห็นประจักษ์ในชาตินี้เปรียบได้กับผลตอบแทนของช่างฝีมือต่างๆ แต่ทุกคนตอบไม่ตรงคำถาม เหมือนถูกถามเรื่องมะม่วงแต่ตอบเรื่องขนุน
- หน้า ๓๗๘–๓๙๒ คำสอนของครูทั้งหก (เดียรถีย์) อรรถกถาอธิบายคำสอนจริงของครูทั้งหกที่พระเจ้าอชาตศัตรูเคยไปถาม คือ ปูรณกัสสปปฏิเสธว่าทำบาปทำบุญไม่มีผล มักขลิโคสาลสอนว่าสรรพสัตว์ไม่มีเหตุปัจจัย ทุกอย่างเป็นไปตามโชคชะตาจนกว่าจะครบมหากัป อชิตเกสกัมพลสอนว่าตายแล้วสูญ ทำดีทำชั่วไม่มีผล ปกุทธกัจจายนะสอนว่ามีธาตุเที่ยง ๗ อย่างที่ไม่มีใครฆ่าใครได้จริง นิครนถนาฏบุตรสอนสำรวม ๔ ทาง ห้ามน้ำเย็น ส่วนสัญชัยเวลัฏฐบุตรตอบดิ้นได้ทุกทาง ล้วนไม่ทำให้พระราชาพอพระทัย
- หน้า ๓๙๓–๔๐๕ อุปมาทาส-ชาวนา และพระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงสามัญญผล พระพุทธเจ้าทรงยกอุปมาทาสหรือชาวนาที่สละสมบัติออกบวชแล้วกลับได้รับความเคารพยกย่องยิ่งกว่าตอนเป็นทาสหรือเจ้าของที่นา แสดงผลของการบวชที่เห็นได้ในปัจจุบันชาติ เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทูลขอฟังผลที่ประณีตยิ่งกว่านั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงเริ่มแสดงสามัญญผลสูตรอย่างแท้จริง ตั้งแต่การอุบัติของพระตถาคตในโลก การแสดงธรรมงามในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด พร้อมอธิบายเขตมัชฌิมประเทศที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายอุบัติ
- หน้า ๔๐๖–๔๑๖ อรรถกถาสามัญญผลสูตร: คำเปิดพระธรรมเทศนาและความหมายของ 'พรหมจรรย์' อรรถกถาไขความคำเปิดเทศนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าอชาตศัตรู ตั้งแต่ 'จงฟังให้ดี' ไปจนถึงความหมายว่าพระพุทธเจ้าอุบัติเฉพาะในมัชฌิมประเทศของมนุษยโลก จากนั้นไขความคำว่า 'พรหมจรรย์' ว่าหมายถึงได้ทั้งทาน การช่วยเหลือ ศีล ๕ ความซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง ความเพียร อุโบสถ มรรคมีองค์ ๘ หรือสิกขา ๓ ทั้งหมด พร้อมยกชาดกประกอบ อธิบายเหตุที่ลูกชาวนาบวชแล้วบรรลุธรรมง่ายกว่ากษัตริย์เพราะไม่ถือตัว และปิดท้ายด้วยความหมายของคำว่า 'จักขุ' ในการสำรวมอินทรีย์
- หน้า ๔๑๗–๔๓๒ สติสัมปชัญญะ ๔ ประเภท: เรื่องพระเถระผู้ไม่เคยละกรรมฐานแม้ก้าวเดียว อธิบายสัมปชัญญะ ๔ อย่าง คือ รู้ว่ามีประโยชน์หรือไม่ รู้ว่าเหมาะสมหรือไม่ รู้จักไม่ทิ้งกรรมฐาน และรู้แจ้งไม่หลงว่ามีตัวตน ใช้ในการก้าวเดินและเหลียวมอง มีเรื่องสามเณรที่เห็นซากศพแล้วบรรลุอรหัตต์ทันที ยังสั่งให้พระพี่เลี้ยงไปดูจุดเดียวกันจนบรรลุตาม และเรื่องพระเถระผู้ปฏิบัติ 'คตปัจจาคติกวัตร' ไม่ยอมก้าวเท้าโดยขาดกรรมฐานแม้ก้าวเดียว เช่นพระมหาปุสสเทวเถระเดินจงกรม ๑๙ ปีจนเทวดามาบูชาด้วยแสงสว่าง และพระ ๕๐ รูปที่สาบานไม่พูดกันจนกว่าจะบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๔๓๓–๔๔๓ สติสัมปชัญญะในอิริยาบถย่อย: คู้เหยียด ครองจีวร ฉันอาหาร ขับถ่าย สติสัมปชัญญะประยุกต์ใช้กับอิริยาบถย่อยในชีวิตประจำวันของภิกษุ ทั้งการคู้เหยียดมือเท้า (เตือนอุทาหรณ์ภิกษุถูกไฟไหม้ งูกัด เพราะเผลอเหยียดมือเท้าไม่ระวัง) การครองจีวรและใช้บาตรฉันอาหาร (เปรียบเหมือนคนยากไร้ที่ต้องการเพียงผ้าปิดแผลและภาชนะใส่ยา ไม่สนใจว่าจะสวยหรือหยาบ) การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และอิริยาบถเดินยืนนั่งนอนพูดนิ่ง ทุกอย่างล้วนอธิบายว่าเป็นเพียงธาตุลมเคลื่อนไหวตามแรงจิต ไม่มี 'ตัวตน' ใดเป็นผู้กระทำจริง
- หน้า ๔๔๔–๔๕๔ สันโดษ ๑๒ ประการ บริขาร ๘ และคุณสมบัติภิกษุผู้อยู่ป่า อธิบายความสันโดษของภิกษุ ๑๒ แบบ ครอบคลุมปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยา แบ่งเป็นพอใจตามที่ได้ ตามกำลังร่างกาย หรือเลือกของเรียบง่ายที่สุดด้วยความสมถะ เช่นภิกษุที่ยอมใช้ยาดองมูตรโคแทนของหวานที่มีคนถวาย หรือแบ่งของประณีตให้พระผู้เฒ่าและภิกษุไข้ก่อนตนเอง จากนั้นอธิบายบริขาร ๘ ที่ใช้เลี้ยงทั้งกายและท้อง เปรียบภิกษุผู้พร้อมออกป่ากับนกที่บินไปมีแต่ปีกเป็นภาระ ไม่ต้องห่วงกังวลใด ๆ
- หน้า ๔๕๕–๔๖๒ อุปมานิวรณ์ ๕ ดุจหนี้สินและโรคภัย สู่ปีติสุขและปฐมฌาน อุปมานิวรณ์ ๕ อย่างชัดเจนที่สุดในพระคัมภีร์ เมื่อยังละไม่ได้ กามฉันทะเหมือนหนี้สินที่ต้องทนอดกลั้น พยาบาทเหมือนป่วยเป็นโรคดีจนไม่รู้รสหวาน ถีนมิทธะเหมือนถูกจองจำพลาดงานเทศกาล อุทธัจจกุกกุจจะเหมือนเป็นทาสต้องรีบตามนาย วิจิกิจฉาเหมือนเดินทางกันดารเสี่ยงถูกโจรปล้น เมื่อละได้แล้วกลับเป็นเหมือนหมดหนี้ หายป่วย พ้นคุก เป็นไท และถึงที่ปลอดภัย เกิดความอิ่มใจ ปีติ กายสงบ เป็นสุข จิตตั้งมั่น พร้อมเข้าสู่ปฐมฌาน
- หน้า ๔๖๓–๔๖๗ อุปมานิวรณ์ ๕ และฌาน ๔ ในอรรถกถาสามัญญผลสูตร อธิบายนิวรณ์ ๕ ด้วยอุปมาเข้าใจง่าย กามฉันทะเหมือนหนี้สิน พยาบาทเหมือนโรค ถีนมิทธะเหมือนถูกจองจำพลาดงานเทศกาล อุทธัจจกุกกุจจะเหมือนความเป็นทาส วิจิกิจฉาเหมือนเดินทางกันดารเสี่ยงโจร เมื่อละนิวรณ์ได้จึงเหมือนปลดหนี้ หายโรค พ้นคุก เป็นไท ถึงที่ปลอดภัย จากนั้นอธิบายสุขในฌาน ๔ ด้วยอุปมาผงอาบน้ำ ห้วงน้ำมีตาน้ำในตัว บัวจมน้ำเลี้ยงตัวได้ และผ้าขาวคลุมกาย แสดงว่าเมื่อจิตสงบความสุขแผ่ซาบซ่านทั่วกาย
- หน้า ๔๖๘–๔๗๘ อุปมาญาณชั้นสูง ๑๐ ประการ จนถึงอาสวักขยญาณ อธิบายญาณขั้นสูงด้วยอุปมาจำง่าย วิปัสสนาญาณเหมือนด้ายร้อยในแก้วมณีใส นิรมิตกายเหมือนชักไส้จากปล้องหญ้าหรือชักดาบจากฝัก ฤทธิ์ต่างๆเหมือนช่างปั้นหม้อปั้นดินเหนียว ทิพยโสตเหมือนเดินทางปลอดภัยฟังเสียงชัด เจโตปริยญาณเหมือนคนหนุ่มส่องกระจกเห็นไฝบนหน้าตน บุพเพนิวาสญาณเหมือนจำเรื่องในหมู่บ้าน ๓ แห่งที่เพิ่งไปมา ทิพยจักษุเหมือนยืนบนปราสาทมองคนเดินตามทาง ๓ แพร่ง อาสวักขยญาณคือรู้อริยสัจ ๔ เหมือนคนตาดียืนริมน้ำใสเห็นหอยปลาชัด ปิดท้ายว่าไม่มีผลประเสริฐกว่าอรหัตผล
- หน้า ๔๗๙–๔๙๖ พระเจ้าอชาตศัตรูถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ สารภาพบาปปิตุฆาต พระเจ้าอชาตศัตรูซาบซึ้งพระธรรมเทศนา เปล่งวาจาสรรเสริญ "อภิกกันตัง ภันเต" แล้วประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต จากนั้นสารภาพว่าปลงพระชนม์พระราชบิดาเพราะหลงเชื่อมิตรชั่ว ขอพระพุทธเจ้าทรงรับสารภาพเพื่อสำรวมต่อไป พระองค์ทรงรับและตรัสว่าเห็นโทษแล้วสารภาพเป็นความเจริญในธรรมวินัย อรรถกถาอธิบายความหมายการถึงสรณะ คุณสมบัติอุบาสกที่ดี และผลสรณคมน์ ปิดท้ายด้วยคำพยากรณ์ว่าพระเจ้าอชาตศัตรูจะตกนรกชั่วคราวก่อนได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต จบอรรถกถาสามัญญผลสูตร
- หน้า ๔๙๗–๕๑๑ เริ่มอัมพัฏฐสูตร อัมพัฏฐมาณพดูหมิ่นศากยวงศ์ว่าเป็นทาส พราหมณ์โปกขรสาติส่งศิษย์อัมพัฏฐะไปตรวจสอบกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าที่อิจฉานังคละ อัมพัฏฐะพูดคุยไม่สุภาพขณะพระองค์ประทับนั่ง เมื่อถูกตำหนิว่าไม่ได้รับการศึกษาดี จึงโกรธกล่าวดูหมิ่นพวกศากยะว่าเป็นคนรับใช้ถึง ๓ ครั้ง เพราะเคยไปกบิลพัสดุ์แล้วไม่มีใครต้อนรับ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าความจริงว่าตระกูลกัณหายนะของอัมพัฏฐะสืบจากนางทาสีของศากยวงศ์ ผ่านเรื่องพระเจ้าอุกกากราชกับฤาษีกัณหะ ทำให้อัมพัฏฐะจนมุมและถูกยักษ์วชิรปาณีขู่ทุบศีรษะจนยอมรับความจริง
- หน้า ๕๑๒–๕๑๙ วิชชาจรณสัมปทา และการเปิดเผยมหาปุริสลักษณะ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าความประเสริฐแท้จริงอยู่ที่วิชชาและจรณะ ไม่ใช่ชาติตระกูล เปรียบบุตรที่เกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะแสดงว่ากษัตริย์ประเสริฐกว่าพราหมณ์ อ้างคาถาสนังกุมารพรหม แล้วอธิบายทางเสื่อม ๔ ของนักบวชที่ไม่บรรลุวิชชาจรณะ จากนั้นตำหนิพราหมณ์โปกขรสาติว่าหยิ่งยโสทั้งที่ตนเองไม่เคร่งครัดอย่างฤาษีบุรพาจารย์ สุดท้ายอัมพัฏฐะพิจารณามหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เห็นครบ ๓๐ แต่สงสัย ๒ ข้อ พระพุทธเจ้าจึงบันดาลฤทธิ์ให้เห็นจนสิ้นสงสัย ก่อนทูลลากลับ (เนื้อหายังไม่จบ)
- หน้า ๕๒๐–๕๒๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิชชาและจรณะที่แท้จริง จบอัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสรุปคาถาสนังกุมารพรหมว่า กษัตริย์ประเสริฐในหมู่ผู้ถือโคตร แต่ผู้ถึงพร้อมวิชชาและจรณะประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ทรงอธิบายว่าวิชชาและจรณะที่แท้จริงคือศีล สมาธิ ฌาน และปัญญาของภิกษุ ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรือมนตร์ ทรงเตือนว่าผู้ไม่บรรลุคุณธรรมนี้มักหนีไปบวชฤาษีแบบผิวเผิน เช่น เก็บผลไม้กิน บำเรอไฟ ซึ่งเป็นทางเสื่อม 4 ประการ ชี้ว่าอัมพัฏฐะกับอาจารย์ยังห่างไกลแม้แต่ทางเสื่อมเหล่านั้น สุดท้ายอัมพัฏฐะยอมรับความพ่ายแพ้ สูตรจบที่หน้า 524
- หน้า ๕๒๕–๕๔๔ อรรถกถาอัมพัฏฐสูตรเริ่มต้น: ที่มาของโปกขรสาติและการเสด็จของพระพุทธเจ้า เริ่มคำอธิบายเชิงอรรถของอัมพัฏฐสูตร ไขความหมายคำว่า 'โกศล' และรูปแบบการเสด็จจาริกของพระพุทธเจ้า (แบบรีบด่วนกับไม่รีบด่วน) พร้อมเล่าเรื่องพระองค์เสด็จไกลนับร้อยโยชน์เพื่อโปรดสามเณรติสสะ จากนั้นเล่าปูมหลังพราหมณ์โปกขรสาติว่าเคยเกิดในดอกบัวหลวงกลางป่าหิมพานต์ ดาบสเก็บมาเลี้ยงจนเป็นบัณฑิตเรียนจบไตรเพท ได้ครองเมืองอุกกัฏฐะจากพระเจ้าปเสนทิโกศล ตอนท้ายไขความหมายพระคุณของพระพุทธเจ้าและสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ฯลฯ) ที่กล่าวถึงในสูตร
- หน้า ๕๔๕–๕๕๖ อัมพัฏฐะเดินทางไปเฝ้า แสดงอาการหยาบคาย และเริ่มเรื่องกำเนิดศากยวงศ์ อัมพัฏฐมาณพเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปิดประตูรับด้วยพระองค์เอง แต่อัมพัฏฐะกลับแสดงกิริยาไม่เคารพ เปิดเผยร่างกาย เดินจงกรมท้าทาย ถูกพระพุทธเจ้าตำหนิว่าไม่รู้จักมารยาท จึงโกรธและด่าว่าศากยวงศ์เป็นพวกกำเนิดต่ำ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าเรื่องพวกศากยะถูกพระราชบิดาเนรเทศออกจากเมือง แต่งงานกันเองในหมู่พี่น้องเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือด แล้วไปสร้างกรุงกบิลพัสดุ์ อธิบายว่าศากยวงศ์สืบเชื้อสายบริสุทธิ์จากพระเจ้าโอกกากราชโดยตรง
- หน้า ๕๕๗–๕๖๘ ตำนานพระเชฏฐภคินีเป็นโรคเรื้อน กำเนิดกัณหทาสและยักษ์วชิรปาณีข่มขู่อัมพัฏฐะ เล่าต่อว่าพระเชฏฐภคินีของศากยวงศ์เป็นโรคเรื้อนถูกซ่อนไว้ในหลุม พระเจ้ากรุงพาราณสีผู้เป็นโรคเดียวกันหายป่วยด้วยการกินรากไม้ในป่า พบนางแล้วอภิเษกด้วยกันจนมีโอรสธิดา 32 องค์ กลายเป็นวงศ์โกลิยะ ต่อมาทาสีในวังคนหนึ่งคลอดลูกดำน่ากลัวชื่อกัณหะ ไปเรียนมนตร์หยุดลูกศรจากดาบส แล้วใช้ข่มขู่พระเจ้าโอกกากราชจนต้องยกพระธิดาให้แต่งงานด้วย เผยว่าอัมพัฏฐะสืบเชื้อสายจากกัณหะทาสผู้นี้ พระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้ท้าวสักกะแปลงเป็นยักษ์ถือค้อนเพลิงปรากฏเหนือศีรษะบังคับให้ตอบคำถาม
- หน้า ๕๖๙–๕๘๕ คลี่คลายความหวาดกลัวของอัมพัฏฐะ อธิบายศัพท์ที่เหลือ และปิดท้ายอรรถกถาอัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าทรงปลอบให้อัมพัฏฐะคลายกลัวโดยตรัสว่าเขาเป็นญาติทางฝ่ายหนึ่งกับศากยวงศ์ แล้วอธิบายว่าเหตุใดพราหมณ์โปกขรสาติแม้ได้เมืองพระราชทานแต่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าเฝ้าต่อพระพักตร์ (เพราะใช้มนตร์สะกดขอของและเป็นโรคเรื้อน) ตามด้วยการไขความศัพท์ที่เหลือในสูตรจนครบถ้วน ปิดท้ายด้วยพระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจแก่พราหมณ์โปกขรสาติจนบรรลุธรรมจักษุเป็นพระโสดาบัน อรรถกถาอัมพัฏฐสูตรจบลงอย่างเป็นทางการที่หน้า 585 ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของเล่ม
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐