ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑๑ · หน้า ๕๕๔ · ข้อ 177
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพเข้าใจว่า พระ สมณโคดมนี้ กระทำพระญาติของพระองค์ให้เป็นเช่นกับนางนกมูลไถ กระทำพวกเราให้เสมอกับหงส์ นกกะเรียน และนกยูง คราวนี้คงจะ หมดมานะแล้ว จึงแสดงวรรณะ ๔ ยิ่งขึ้นไปอีก.

บทว่า ย่ำยี คือเหยียบย่ำ ได้แก่กระทำให้หมดความนับถือ. บทว่า ไฉนหนอ เรา คือ ก็ถ้ากระไรเรา. นัยว่า คำว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นกัณหายนโคตร อัมพัฏฐะได้กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังถึง ๓ ครั้ง. ถามว่า เขากล่าวขึ้นเพราะเหตุไร เขาไม่รู้หรือว่าเป็นโคตรที่

ไม่บริสุทธิ์. ตอบว่า เขารู้แน่ แต่ถึงจะรู้ก็สำคัญเอาว่า เหตุนี้ ภพปกปิด

ไว้ เหตุนั้น พระสมณโคดมนี้ก็ไม่ทรงเห็น พระมหาสมณะเมื่อไม่ทรง เห็นอยู่ จักตรัสอะไรเล่า จึงได้กล่าวขึ้น เพราะความที่ตนเป็นผู้กระด้างด้วย

มานะ. บทว่า มาตาเปตฺติกํ แปลว่า เป็นสมบัติตกทอดมาของมารดา

บิดา. บทว่า ชื่อและโคตร คือชื่อด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ โคตรด้วย

อำนาจแห่งประเพณี. บทว่า รำลึกถึงอยู่ คือนึกถึงอยู่ ได้แก่สืบสาวไป

จนถึงที่สุดของตระกูล. บทว่า พระลูกเจ้า คือเจ้านาย. บทว่า ลูกของ

ทาสี คือเป็นลูกของนางทาสีในเรือน (หญิงรับใช้). เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า นายอันคนใช้จะพึงเข้าไปหาโดยประ- การใด พวกศากยะเห็นท่านไม่เข้าไปหาโดยประการนั้นจึงกล่าวเย้ยหยันให้.

เบื้องหน้าแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความที่อัมพัฏฐะ นั้นเป็นทาส และความที่พวกศากยะเป็นเจ้านายแล้ว เมื่อจะทรงนำวงศ์ สกุลของพระองค์และของอัมพัฏฐะมา จึงตรัสพระดำรัสว่า สกฺยา โข ปน เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า ทหนฺติ แปลว่า ตั้งไว้ ใจความว่า