ทีฆนิกาย มหาวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๔ · ๔๑๑ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๓ ปัญจสิขะเล่าเรื่องท้าวสักกะสรรเสริญพระคุณพระพุทธเจ้า ๘ ประการแก่เทวดาดาวดึงส์และสนังกุมารพรหม ปัญจสิขะเทพบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ เล่าว่าในคืนปวารณาที่ผ่านมา ท้าวสักกะจอมเทพทรงประกาศพระคุณพระพุทธเจ้า ๘ ประการแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ที่ประชุมกันในสุธรรมาสภา ทำให้เทวดาทั้งหมดปีติยินดี จนเกิดแสงสว่างเป็นลางบอกว่าสนังกุมารพรหมจะมาปรากฏกาย เมื่อพรหมมาถึงจริง ท้าวสักกะก็ทรงแสดงพระคุณ ๘ ประการซ้ำแก่พรหมอีกครั้งหนึ่ง
- หน้า ๑๔–๑๙ กำเนิดมหาโควินทพราหมณ์และการแบ่งแผ่นดินเป็น ๗ ส่วนถวายกษัตริย์ เรื่องพระเจ้าทิสัมบดีผู้มีพราหมณ์ที่ปรึกษาชื่อโควินท์ เมื่อโควินท์ตาย โชติบาลบุตรชายผู้ฉลาดกว่าบิดาได้รับอภิเษกเป็นปุโรหิตแทน จนได้ชื่อว่ามหาโควินท์ ต่อมาเมื่อเรณุราชบุตรขึ้นครองราชย์ มหาโควินท์จึงแบ่งแผ่นดินออกเป็น ๗ ส่วนเท่ากันถวายพระเจ้าเรณุและกษัตริย์อีก ๖ พระองค์ผู้เป็นพระสหาย พร้อมสร้างเมืองสำคัญประจำแต่ละแคว้น
- หน้า ๒๐–๒๔ มหาโควินท์หลีกเร้นเจริญฌาน ๔ เดือน จนสนังกุมารพรหมปรากฏกาย เกียรติศัพท์ว่ามหาโควินท์อาจเห็นและสนทนากับพรหมได้แพร่ไป ท่านจึงบอกลาพระเจ้าเรณุ กษัตริย์ ๖ พระองค์ พราหมณ์มหาศาล ๗ คน และภรรยา ๔๐ นาง แล้วหลีกเร้นเจริญฌานแผ่กรุณาตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนเพื่อพิสูจน์คำเล่าลือ เมื่อครบกำหนดเกิดความกระสันใจเพราะยังไม่เห็นพรหม สนังกุมารพรหมจึงหยั่งรู้แล้วปรากฏกายให้เห็น มหาโควินท์ตกใจกลัวขนลุก จึงถามว่าท่านเป็นใคร และพรหมก็เปิดโอกาสให้ถามปัญหาได้
- หน้า ๒๕–๓๐ พรหมสอนข้อปฏิบัติสู่พรหมโลก มหาโควินท์ตัดสินใจออกบวช มหาโควินท์ทูลถามสนังกุมารพรหมถึงข้อปฏิบัติให้ถึงพรหมโลกที่ไม่ตาย พรหมตอบว่าต้องละความยึดถือว่าเป็นของเรา อยู่ผู้เดียวโดดเดี่ยว เจริญกรุณา และห่างไกลจากกลิ่นเหม็นคือกิเลสต่างๆ เช่นความโกรธ มุสา หลอกลวง ตระหนี่ ริษยา มหาโควินท์จึงตัดสินใจออกบวช ทูลลาพระเจ้าเรณุผู้พยายามทัดทานด้วยคำอ้อนวอนหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
- หน้า ๓๑–๓๖ การออกบวชของมหาโควินท์กับหมู่บริวาร และคำสอนพรหมวิหาร ๔ พระเจ้าเรณุและกษัตริย์ ๖ พระองค์ขอร้องให้มหาโควินท์รอก่อนออกบวชนานถึง ๗ ปี ลดหลั่นลงจนเหลือ ๗ วัน มหาโควินท์จึงออกบวชพร้อมกษัตริย์ ๗ พระองค์ พราหมณ์มหาศาล ๗ คน บริวาร ๗๐๐ คน ภรรยา ๔๐ นาง และประชาชนอีกมาก สอนพรหมวิหาร ๔ แก่ศิษย์จนหลายคนไปเกิดในพรหมโลกและเทวโลก พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์คือมหาโควินท์ในชาตินั้น แต่ทางนั้นถึงได้แค่พรหมโลก ส่วนมรรคมีองค์ ๘ ของพระองค์เท่านั้นที่นำไปสู่นิพพานได้จริง
- หน้า ๓๗–๔๕ อรรถกถามหาโควินทสูตร: สุธรรมาสภา เทวสภา และพระบารมีของพระโพธิสัตว์ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในมหาโควินทสูตร เช่นปัญจสิขะผู้มี ๕ จุก ลักษณะสุธรรมาสภาและตำแหน่งท้าวมหาราชทั้ง ๔ เหตุที่เทวดาประชุมกัน ๔ อย่าง แล้วไล่อธิบายพระคุณ ๘ ประการ โดยเฉพาะข้อทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลชนหมู่มาก ผ่านการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติต่างๆ เช่นขันติวาที จูฬธรรมบาล ช้างฉัททันต์ ภูริทัต พระเวสสันดร จนถึงตรัสรู้และปรินิพพาน
- หน้า ๔๖–๕๒ เรื่องพระเจ้าปเสนทิแข่งถวายทานกับชาวเมือง และองคุลิมาลเถระปราบช้างดุ อรรถกถาเล่าเรื่องลาภสักการะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ผ่านเรื่องการแข่งถวายทานระหว่างพระเจ้าปเสนทิโกศลกับชาวเมือง ๗ วันติดต่อกัน ช้างดุไม่กล้าเข้าใกล้พระองคุลิมาลเถระผู้เป็นภิกษุใหม่ในสงฆ์ อำมาตย์กาฬะริษยาส่วนชุณหะเลื่อมใส พระพุทธเจ้าตรัสธรรมสั้นๆก่อนเพื่อคุ้มครองกาฬะ แล้วให้ชุณหะถวายทานอีกรอบจนบรรลุโสดาบัน
- หน้า ๕๓–๖๓ เหตุที่มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวต่อโลกธาตุ กำเนิดมหาโควินท์ และหลักธรรมสู่พรหมโลก อรรถกถาอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าเกิดได้เพียงพระองค์เดียวในโลกธาตุหนึ่ง เล่าปาฏิหาริย์วันประสูติของโชติบาล(มหาโควินท์)ที่อาวุธทุกชนิดลุกโพลงจนพระราชาตกใจ ที่มาของชื่อโควินท์และมหาโควินท์ วิธีโน้มน้าวกษัตริย์ ๖ พระองค์และการแบ่งแผ่นดิน ๗ ส่วน แล้วเริ่มไขความบทสนทนากับสนังกุมารพรหม เรื่องข้อปฏิบัติสู่พรหมโลก การละอัตตา อยู่ผู้เดียว เจริญกรุณา และกิเลสที่เป็นดังกลิ่นเหม็น
- หน้า ๖๔–๗๒ มหาโควินทสูตร (จบ): โชติบาลเป็นที่ปรึกษาเจ็ดกษัตริย์ พบพรหม ชวนทั้งราชสำนักออกบวช อรรถกถาต่อจากเล่ม ๑๓ เล่าเรื่องโชติบาล (พระโพธิสัตว์) ผู้เกิดมาพร้อมอัศจรรย์ไฟลุกทั่วเมือง เติบโตเป็นพราหมณ์มหาโควินท์ที่ปรึกษาผู้ปราดเปรื่อง ช่วยจัดแบ่งแผ่นดินให้กษัตริย์ ๗ พระองค์ปกครองร่วมกันอย่างสงบ ต่อมาเบื่อหน่ายทางโลก หลีกเร้นเข้าฌานจนพรหมสนังกุมารมาสนทนาเรื่องกิเลสที่ทำให้จิตใจ 'เหม็นเน่า' แนะให้ออกบวช มหาโควินท์จึงชวนพระเจ้าเรณุและกษัตริย์อีก ๖ พระองค์พร้อมบริวารสละราชสมบัติออกบวชตามกันหมด
- หน้า ๗๓–๘๕ มหาสมัยสูตร: เทวดาหมื่นโลกธาตุชุมนุมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พระสูตรเล่าเหตุการณ์พระพุทธเจ้าประทับที่ป่าใหญ่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์พร้อมพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป เทวดาจากหมื่นโลกธาตุพากันมาชมพระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ เทพชั้นสุทธาวาส ๔ องค์กล่าวคาถาสรรเสริญ พระพุทธเจ้าจึงตรัสระบุชื่อหมู่เทพ ยักษ์ ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ทิศ คนธรรพ์ นาค ครุฑ อสูร และเหล่าพรหมที่มาร่วมประชุมทีละหมู่ พร้อมเล่าตอนกองทัพมารพยายามขัดขวางแต่พ่ายไปในที่สุด
- หน้า ๘๖–๙๗ ที่มามหาสมัยสูตร: ศึกแย่งน้ำศากยะ-โกลิยะ ระงับด้วยชาดก กุมาร ๕๐๐ องค์บวชสำเร็จอรหัต อรรถกถาเล่าที่มาสูตรนี้ว่า ชาวศากยะกับโกลิยะทะเลาะแย่งน้ำทำนาจนเกือบยกทัพรบกัน พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามด้วยตรัสชาดก ๕ เรื่องสอนโทษการวิวาทและคุณของความสามัคคี ทั้งสองฝ่ายเลื่อมใสถวายพระโอรสฝ่ายละ ๒๕๐ องค์ให้บวช เมื่อภิกษุใหม่กระสันอยากสึกเพราะคิดถึงภรรยา พระพุทธเจ้าทรงพาไปชมสระดุเหว่าบรรเทาใจแล้วประทานกรรมฐานจนทุกรูปบรรลุพระอรหัตพร้อมกัน
- หน้า ๙๘–๑๐๗ อรรถกถา: ทรงเนรมิตพระพุทธนิรมิตให้ตรัสถาม แล้วเริ่มไขชื่อเหล่ายักษ์และท้าวจตุโลกบาล อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าอีกองค์ขึ้นมาถามปัญหาแทนเทวดาทั้งปวง เพราะไม่มีผู้ใดแม้พระสาวกผู้ใหญ่หรือท้าวสักกะจะเหมาะสมพอ เทวดาเข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธนิรมิตเป็นพระจันทร์พระอาทิตย์ก่อนรู้ความจริง จากนั้นอรรถกถาไล่อธิบายความหมายชื่อหมู่ยักษ์ตามภูเขาต่างๆ และท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ทิศทีละองค์
- หน้า ๑๐๘–๑๒๐ อรรถกถา: ไขชื่อบริวารเทวดา ๖๐ หมู่ พรหม กองทัพมารพ่ายแพ้ และเทพธิดาผู้ได้ฟังพระสูตรนี้ อรรถกถาไขความหมายชื่อบริวารท้าวจตุโลกบาล คนธรรพ์ นาค ครุฑ อสูรตระกูลต่างๆ รวมถึงหมู่เทวดา ๖๐ หมู่และเหล่าพรหม จากนั้นเล่าตอนกองทัพมารพยายามขู่ให้เทวดากลัวเพื่อขัดขวางการประชุม แต่ไม่สำเร็จต้องหนีไป ปิดท้ายด้วยเรื่องเทพธิดาที่วัดโกฏิบรรพตเล่าแก่ภิกษุหนุ่มว่าเคยฟังพระสูตรนี้จากพระพุทธเจ้าโดยตรงจนบรรลุโสดาบัน หน้า ๑๒๐ เป็นหน้าว่างไม่มีเนื้อหาในฐานข้อมูล
- หน้า ๑๒๑–๑๓๒ สักกปัญหสูตร: ปัญจสิขะขับพิณเกี้ยวนางฟ้า และเรื่องโคปกเทพบุตร ท้าวสักกะปรารถนาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ถ้ำอินทสาล ส่งปัญจสิขคนธรรพ์ถือพิณไปขอโอกาสก่อน ปัญจสิขะขับร้องคาถาเกี้ยวนางสุริยวัจฉสาที่ตนเคยรักแต่นางเลือกคู่อื่น พระพุทธเจ้าทรงชมเสียงพิณกลมกลืนเสียงขับ เมื่อท้าวสักกะเข้าเฝ้า ทรงเล่าเรื่องนางโคปิกาศากยธิดาผู้เลื่อมใสพระรัตนตรัยตายไปเกิดเป็นเทพบุตรโคปกะ มีศักดิ์เหนือภิกษุสามรูปที่ไปเกิดเป็นคนธรรพ์ชั้นต่ำเพราะประมาท
- หน้า ๑๓๓–๑๔๓ สักกปัญหสูตร: ตรัสตอบ 14 ปัญหา ท้าวสักกะได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาท้าวสักกะเป็นลำดับเหตุปัจจัย เริ่มจากสิ่งผูกมัดสัตว์ให้มีเวรทั้งที่ปรารถนาไม่มีเวร คือความริษยาและตระหนี่ สืบไปถึงอารมณ์รักไม่รัก ฉันทะ วิตก และสัญญาประกอบธรรมเครื่องเนิ่นช้า ตรัสวิธีพิจารณาโสมนัสโทมนัสอุเบกขาว่าควรเสพหรือไม่ การสำรวมปาติโมกข์และอินทรีย์ ท้าวสักกะเปรียบสุขจากชัยชนะสงครามที่มีอาชญากับสุขจากธรรมไร้อาชญา ก่อนตรัสนอบน้อมสามครั้งได้ดวงตาเห็นธรรมพร้อมเทวดาแปดหมื่นองค์
- หน้า ๑๔๔–๑๖๑ อรรถกถาสักกปัญหสูตร: เหตุที่ท้าวสักกะทรงหวาดกลัวตายจนรีบเข้าเฝ้า อรรถกถาไขความชื่อสถานที่และเหตุการณ์ในสักกปัญหสูตร อธิบายว่าท้าวสักกะทรงเห็นบุพนิมิตแห่งความตายห้าประการ ทรงหวาดกลัวว่าสมบัติทิพย์จะสูญสิ้นจึงรีบมาเข้าเฝ้าเพื่อขอให้พระพุทธเจ้าถอนลูกศรคือความโศก ไขความบทกลอนรักของปัญจสิขะทีละวรรค และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงชมเสียงพิณทั้งที่ไม่มีราคะ ปิดท้ายด้วยการเกริ่นว่าท้าวสักกะบริสุทธิ์มานานแล้วตั้งแต่ครั้งเป็นมาฆมาณพ
- หน้า ๑๖๒–๑๗๓ กำเนิดท้าวสักกะ: เรื่องมาฆมาณพกับเพื่อน ๓๓ คนสร้างบุญ นิทานมาฆมาณพในแคว้นมคธชวนเพื่อน ๓๓ คนถางทางสร้างศาลาขุดสระทำบุญทุกวัน หัวหน้าบ้านอิจฉาใส่ร้ายว่าเป็นโจร ช้างไม่ยอมเหยียบเพราะพวกเขาทำสัตยาธิษฐาน พระราชาทรงทราบจริงจึงปูนบำเหน็จ สร้างศาลาใหญ่กันหญิงไม่ให้ร่วม แต่นางสุธรรมาใช้อุบายสลักชื่อตนที่ช่อฟ้าจนได้ร่วมบุญ ตายแล้วมาฆะกับเพื่อนไปเกิดเป็นท้าวสักกะและเทพ ๓๓ องค์ ภรรยาเอกที่ไม่ทำบุญไปเกิดเป็นนกยาง ท้าวสักกะสอนศีลจนเกิดใหม่เป็นธิดาช่างหม้อแล้วธิดาอสูร
- หน้า ๑๗๔–๑๗๗ อธิบายรากเหง้าความริษยาและความตระหนี่ (ยังไม่จบ) อรรถกถาอธิบายคำในสักกปัญหสูตรต่อ ไล่เรียงความตระหนี่ห้าชนิด คือตระหนี่ที่อยู่ ตระกูล ลาภ วรรณะ และธรรม แต่ละชนิดส่งผลให้ไปเกิดเป็นยักษ์เปรตหรือตกนรกต่างกัน ชี้ว่าความริษยาและความตระหนี่ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรคเท่านั้น จากนั้นไล่สาวเหตุปัจจัยจากอารมณ์ที่รักไม่รักไปถึงฉันทะห้าประเภท และเริ่มอธิบายวิตกที่มาจากความรู้สึกตระหนักแน่คือตัณหาและทิฏฐิ
- หน้า ๑๗๘–๑๘๗ วิตก-ปปัญจธรรม, ทรงสอนกรรมฐานด้วยเวทนา, เริ่มเรื่องพระมหาสิวเถระ อธิบายว่าความตรึก (วิตก) มีรากจากตัณหา มานะ ทิฏฐิ (ปปัญจธรรม) จากนั้นอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอรูปกรรมฐานแก่ท้าวสักกะโดยใช้เวทนาเป็นหลัก เพราะสุขทุกข์ปรากฏชัดเหมือนรอยเท้าเนื้อบนหิน ต่างจากอุเบกขาที่คลุมเครือ ต่อด้วยแยกโสมนัส-โทมนัสที่อาศัยกาม กับที่อาศัยการออกบวช และเริ่มเรื่องพระมหาสิวเถระผู้บำเพ็ญเพียรในถ้ำ ๓๐ ปียังไม่บรรลุธรรม จนร้องไห้ทุกวันปวารณา
- หน้า ๑๘๘–๑๙๗ พระมหาสิวเถระบรรลุอรหัตต์ ท้าวสักกะล้างเท้าถวาย และทรงบรรลุโสดาบัน ศิษย์รูปหนึ่งแอบมาสอนพระมหาสิวเถระโดยไม่เปิดเผยตัว ทำให้ท่านสำนึกและตั้งใจเด็ดเดี่ยวไม่นอนจนกว่าจะบรรลุ ครบ ๓๐ ปียังไม่สำเร็จ เทวดามาแซวว่าร้องไห้เพื่อขอบรรลุ ท่านสลดใจเร่งวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์ ท้าวสักกะเสด็จมาล้างเท้าถวายเองเพราะเคารพกลิ่นศีล จากนั้นอธิบายอุเบกขาแบบอาศัยกามกับแบบวิปัสสนา และจบด้วยท้าวสักกะบรรลุโสดาปัตติผลเฉพาะพระพักตร์แล้วจุติเป็นท้าวสักกะหนุ่มทันที
- หน้า ๑๙๘–๒๐๘ การแสวงหาที่ประเสริฐ, ศีลของพระอสีติมหาสาวก, ท้าวสักกะพยากรณ์อนาคตตน ยกพุทธพจน์เรื่องการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐกับที่ประเสริฐ (แสวงหานิพพาน) ยกตัวอย่างพระสารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ ฯลฯ ที่ไม่เอนหลังนอนนานหลายสิบปี สรุปปัญหา ๑๔ ข้อที่ท้าวสักกะทูลถาม จากนั้นท้าวสักกะเล่าสงครามเทวดา-อสูร การจุติของพระองค์ และพยากรณ์อนาคตว่าจะเป็นพระอนาคามีไปเกิดพรหมโลกชั้นสุทธาวาสรวม ๓๑,๐๐๐ กัป จบด้วยท้าวสักกะเลิกไหว้พรหม และจบอรรถกถาสักกปัญหสูตร
- หน้า ๒๐๙–๒๒๑ เริ่มมหาสติปัฏฐานสูตร: อานาปานสติ อิริยาบถ อาการ ๓๒ ป่าช้า ๙ เริ่มพระสูตรสำคัญมหาสติปัฏฐานสูตร ทรงแสดงทางสายเอกเพื่อความบริสุทธิ์คือสติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนาเริ่มจากอานาปานสติ อิริยาบถ ๔ สัมปชัญญะในการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ ปฏิกูลมนสิการพิจารณาอาการ ๓๒ ในร่างกายเปรียบเหมือนถุงข้าวเปลือก และธาตุมนสิการเปรียบร่างกายเหมือนซากโคที่ถูกชำแหละ ปิดท้ายด้วยป่าช้า ๙ พิจารณาซากศพเน่าเปื่อยตั้งแต่พองอืดจนกระดูกผุเป็นผง
- หน้า ๒๒๒–๒๓๑ เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา (นิวรณ์ ขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์) ต่อด้วยสติปัฏฐานอีก ๓ หมวด คือ พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต และพิจารณาธรรม ได้แก่ นิวรณ์ ๕ ที่กั้นจิต การรู้เกิดดับของอุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะภายในภายนอก ๖ กับสังโยชน์ที่ผูกไว้ และโพชฌงค์ ๗ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ จบภาณวารที่หนึ่ง
- หน้า ๒๓๒–๒๓๔ เริ่มอริยสัจ ๔: นิยามทุกข์ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ โทมนัส เริ่มหมวดสัจจบรรพ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ ทรงนิยามทุกขอริยสัจอย่างละเอียดทีละข้อ ว่าชาติคือความเกิด ชราคือความคร่ำคร่าฟันหลุดผมหงอก มรณะคือความแตกดับของขันธ์ โสกะคือความเศร้าใจ ปริเทวะคือการร่ำไห้คร่ำครวญ ทุกข์คือความไม่สบายกาย โทมนัสคือความไม่สบายใจ อุปายาสคือความคับแค้นใจ และกำลังอธิบายความพลัดพรากจากของรักเมื่อหน้าตัดจบ
- หน้า ๒๓๕–๒๔๓ อายตนบรรพ โพชฌงคบรรพ และอริยสัจ ๔ ตอนทุกข์กับสมุทัย ธัมมานุปัสสนาต่อเนื่อง สอนพิจารณาอายตนะภายในภายนอก ๖ คู่ ว่ากิเลสผูกใจเกิด ละได้ และไม่กลับเกิดอีกอย่างไร ต่อด้วยโพชฌงค์ ๗ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ว่ารู้ทันจิตตนอย่างไรเมื่อแต่ละองค์เกิดหรือดับ จากนั้นเข้าสู่อริยสัจ ๔ อธิบายทุกข์อย่างละเอียด แล้วอธิบายตัณหาสาเหตุแห่งทุกข์ โดยไล่แสดงว่าตัณหาเกิดและตั้งอยู่ที่อายตนะ ผัสสะ เวทนา สัญญา ความอยาก ความตรึกตรองในอารมณ์ ๖ ซ้ำละเอียดทุกทวาร
- หน้า ๒๔๔–๒๕๗ ทุกขนิโรธ มัคคอริยสัจ และอานิสงส์เจริญสติปัฏฐาน จบพระสูตร อธิบายทุกขนิโรธ (ความดับตัณหา) โดยไล่แสดงว่าตัณหาดับที่จุดเดียวกับที่เกิด แล้วอธิบายมรรคมีองค์ ๘ ทีละข้อ ตั้งแต่เห็นชอบถึงตั้งจิตมั่นชอบ พร้อมพรรณนาฌาน ๔ จบสัจจบรรพและธัมมานุปัสสนา จากนั้นตรัสอานิสงส์ว่าผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ตั้งแต่ ๗ ปีลงมาถึง ๗ วัน ย่อมหวังผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี ปิดท้ายด้วยพระดำรัสว่านี่คือทางเอกสายเดียว จบมหาสติปัฏฐานสูตรที่ ๙
- หน้า ๒๕๘–๒๖๗ อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร มูลเหตุ แคว้นกุรุ และนิรุกติเอกายนมรรค เริ่มอรรถกถา อธิบายว่าเหตุที่ตรัสสูตรนี้แก่ชาวแคว้นกุรุเพราะร่างกายจิตใจสมบูรณ์พร้อมรับเทศนาลึกซึ้ง มีเรื่องลูกนกแขกเต้าพุทธรักขิตที่ท่องบริกรรมกระดูกจนไม่หวาดกลัวตอนถูกเหยี่ยวโฉบ จากนั้นไขความหมายคำว่า เอกายนมรรค ทางสายเดียว หลายนัย และเล่าการถกเถียงของพระเถระสองรูปว่าสติปัฏฐานเป็นมรรคเบื้องต้นหรือมรรคผสม
- หน้า ๒๖๘–๒๗๔ เรื่องเล่าประกอบคุณของมรรค ทุกข์พระติสสเถระถึงโทมนัสท้าวสักกะ อรรถกถายกเรื่องราวประกอบคุณของเอกายนมรรคที่ดับทุกข์และโทมนัส เช่น พระติสสเถระทุบขาตนเองกันโจรฆ่าแล้วบรรลุอรหัต ภิกษุ ๓๐ รูปถูกเสือคาบกินทีละองค์จนรูปสุดท้ายเจริญวิปัสสนาบรรลุอรหัตขณะถูกกัดกิน พระปีติมัลลเถระถูกนายพรานยิงหอกทะลุตัวแต่บรรลุอรหัต ท้าวสักกะและสุพรหมเทพบุตรเกิดโทมนัสกลัวตายแล้วฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน
- หน้า ๒๗๕–๒๘๓ อุปมาพ่อค้าผ้ากัมพล นิรุกติสติปัฏฐาน และเหตุที่ตรัสสี่ไม่หย่อนไม่ยิ่ง อธิบายเหตุที่ตรัสคุณของมรรคก่อนสอน เปรียบเหมือนพ่อค้าโฆษณาคุณภาพผ้ากัมพลก่อนขาย ไขศัพท์ สติปัฏฐาน อธิบายว่าเหตุที่ตรัสสติปัฏฐานมี ๔ ไม่หย่อนไม่ยิ่งเพราะเหมาะกับจริตต่างกันของเวไนยสัตว์ และเพื่อละความสำคัญผิดว่างาม สุข เที่ยง เป็นตัวตน มีอุปมาสติปัฏฐาน ๔ เหมือนประตูเมือง ๔ ทิศที่นำไปสู่นิพพานอันเดียวกัน
- หน้า ๒๘๔–๒๙๑ บาลีวิภังค์ไขศัพท์กายานุปัสสนา และเริ่มนิทเทสวารกถา อธิบายศัพท์ในพระบาลีตั้งต้นทีละคำ ทั้งภิกษุ กาย พิจารณาเห็นกายในกาย มีเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ และการนำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย จบอุทเทสวารกถา แล้วอธิบายภาพรวมของเวทนา จิต ธรรมานุปัสสนาโดยย่อ ก่อนขึ้นนิทเทสวารกถาด้วยอุปมานายช่างจักสานผู้ฉลาดแยกไม้ไผ่ลำเดียวออกทำเครื่องใช้หลายอย่าง เปรียบพระพุทธเจ้าทรงจำแนกสัมมาสติหนึ่งเดียวเป็นสติปัฏฐาน ๔
- หน้า ๒๙๒–๒๙๗ สรุปความหมายกายานุปัสสนา วิภังค์ และเริ่มอานาปานบรรพ อธิบายว่า 'พิจารณาเห็นกายในกาย' หมายถึงเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนเฉพาะในกายนี้เท่านั้น ไขศัพท์มีเพียร สัมปชัญญะ มีสติ และการนำอภิชฌาโทมนัสออกจากใจตามพระบาลีวิภังค์ จากนั้นเปรียบพระพุทธเจ้าดั่งนายช่างจักสานแยกไม้ไผ่ทำสติปัฏฐาน ๔ อย่าง แล้วเริ่มอานาปานบรรพสอนกำหนดลมหายใจเข้าออกด้วยอุปมานายช่างกลึงชักเชือก และเปรียบภิกษุผู้เจริญกัมมัฏฐานในป่าเหมือนเสือเหลืองซุ่มจับเหยื่อจนได้มรรคผล
- หน้า ๒๙๘–๓๐๙ อิริยาบถ สัมปชัญญะ ปฏิกูล ธาตุ และป่าช้า ๙ จบกายานุปัสสนา อิริยาบถบรรพสอนว่าเดิน ยืน นั่ง นอน ไม่ใช่สัตว์บุคคลที่ทำ แต่เป็นวาโยธาตุที่จิตสั่งให้เคลื่อนไหว เปรียบกายเหมือนเกวียนที่จิตเป็นสารถี สัมปชัญญบรรพสอนรู้ตัวทั่วพร้อมในการก้าวเดิน ปฏิกูลมนสิการบรรพพิจารณาอาการ ๓๒ เหมือนไถ้ใส่ธัญพืชปน ธาตุมนสิการบรรพเปรียบคนฆ่าโคแบ่งเนื้อจนหายความรู้สึกว่าเป็นสัตว์ และนวสีวถิกาบรรพพิจารณาซากศพเน่าเปื่อย ๙ ระยะ จบกายานุปัสสนาสติปัฏฐานครบ ๑๔ บรรพ
- หน้า ๓๑๐–๓๑๖ เวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สอนพิจารณาเวทนา ๓ คือสุข ทุกข์ เฉยๆ โดยรู้ชัดไม่ยึดว่าเป็นตัวตนผู้เสวย เล่าเรื่องพระเถระที่จิตตลบรรพตผู้อดกลั้นทุกขเวทนาแรงกล้าจนไส้ทะลักออกมาบนเตียง แต่ยังบรรลุพระอรหัตด้วยการพิจารณาเวทนาโดยไม่ยึดถือ จากนั้นอธิบายเวทนามีอามิสและไม่มีอามิส ต่อด้วยจิตตานุปัสสนาจำแนกจิต ๑๖ ประเภท เพื่อรู้เท่าทันจิตตามจริงโดยไม่ยึดว่าเป็นเรา
- หน้า ๓๑๗–๓๓๐ ธัมมานุปัสสนา: นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ และอายตนะ ๖ นีวรณบรรพสอนรู้เหตุเกิดและเหตุละนิวรณ์ ๕ พร้อมธรรม ๖ ประการช่วยละแต่ละอย่าง ขันธบรรพสอนพิจารณาขันธ์ ๕ โดยความเกิดดับ และอายตนบรรพอธิบายอายตนะภายในภายนอก ๖ คู่ พร้อมสังโยชน์ ๑๐ ที่เกิดจากยึดติดอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ และมรรคแต่ละขั้นละสังโยชน์ใดได้บ้าง
- หน้า ๓๓๑–๓๔๘ โพชฌงคบรรพ: องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ (ยังไม่จบ) อธิบายโพชฌงค์ ๗ เริ่มจากสติสัมโพชฌงค์ที่เกิดจากสติสัมปชัญญะและคบคนมีสติมั่นคง ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เกิดจากสอบถามและทำวัตถุให้สละสลวย พร้อมเล่าเรื่องพระมหามิตตเถระผู้สลดใจเมื่อได้ยินอุบาสิกาผู้อุปัฏฐากพูดถึงอาหารมื้อจนตนสำนึกในบุญคุณ จึงตั้งใจเพียรบรรลุพระอรหัตก่อนเที่ยงวัน ตามด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และเริ่มอุเบกขาสัมโพชฌงค์ซึ่งยังไม่จบ
- หน้า ๓๔๙ อรรถกถาโพชฌงค์ ๗ (ต่อ): วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา อธิบายวิธีปลุกองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ที่เหลืออีก ๕ ข้อ คือ ความเพียร (ระลึกถึงความเป็นทายาทธรรม ความยิ่งใหญ่ของพระศาสดา ชาติกำเนิด และเพื่อนพรหมจรรย์ที่บรรลุธรรมด้วยความเพียร) ความอิ่มใจ ความสงบกายใจ (เสพอาหาร ภูมิอากาศ อิริยาบถที่เหมาะสม) สมาธิ (ปรับจิตไม่ให้ย่อหย่อนหรือตึงเกินไป) และอุเบกขา (มองทุกคนเป็นเจ้าของกรรมของตน) จบด้วยคำว่า จบโพชฌงคบรรพ
- หน้า ๓๕๐–๓๖๘ สัจจบรรพ (อริยสัจ ๔) และบทสรุปอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร ไขความอริยสัจ ๔ โดยละเอียด ทั้งชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์กายทุกข์ใจ ตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เปรียบตัณหาที่มรรคตัดรากเหมือนเถาน้ำเต้าขมถูกถอนโคน และองค์มรรคทั้ง ๘ จากนั้นสรุปกัมมัฏฐาน ๒๑ หมวดในสติปัฏฐาน แสดงอานิสงส์ว่าผู้เจริญครบถ้วนหวังบรรลุอรหัตต์หรืออนาคามีได้ภายใน ๗ ปีถึง ๗ วัน จบอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตรที่ ๙ ซึ่งวันแสดงธรรมนี้มีภิกษุถึงสามหมื่นรูปบรรลุพระอรหัตต์
- หน้า ๓๖๙–๓๘๕ ปายาสิราชัญญสูตร ตอนต้น: กุมารกัสสปโต้วาทะกับพระยาปายาสิ ท่านพระกุมารกัสสปโต้วาทะกับพระยาปายาสิเจ้าเมืองเสตัพยะผู้เห็นว่าตายแล้วสูญ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีผลกรรม โดยยกอุปมาหักล้างทีละข้อ เช่น พระจันทร์พระอาทิตย์อยู่คนละโลก โจรถูกประหารไม่มีใครรอได้ คนอาบน้ำหอมแล้วไม่อยากแช่บ่อคูถอีก คนตาบอดปฏิเสธสิ่งที่ตนไม่เห็น เสียงสังข์ที่ต้องมีทั้งคนลมและความพยายามจึงเกิดขึ้น ชี้ว่าโลกอื่นมีจริงแม้ตาเนื้อมองไม่เห็น แต่พระยาปายาสิยังยืนกรานความเห็นผิดต่อไป
- หน้า ๓๘๖–๔๐๐ ปายาสิราชัญญสูตร ตอนปลาย: พระยาปายาสิละมิจฉาทิฏฐิ ถวายทาน กุมารกัสสปยกอุปมาอีกหลายเรื่อง เช่น ชฎิลบำเรอไฟสอนลูกก่อไฟใหม่แทนงมหาไฟเก่า และนายกองเกวียนที่เชื่อคนแปลกหน้าจนพินาศเทียบกับผู้ไม่เชื่อจึงรอด ในที่สุดพระยาปายาสิคลายมิจฉาทิฏฐิ ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ บูชายัญแบบไม่ฆ่าสัตว์ แต่ถวายทานอย่างไม่เคารพจึงเกิดเป็นเทพชั้นต่ำในวิมานว่างเปล่า ต่างจากอุตตรมาณพผู้จัดทานด้วยเคารพซึ่งไปเกิดดาวดึงส์ จบปายาสิราชัญญสูตรที่ ๑๐
- หน้า ๔๐๑–๔๑๑ อรรถกถาปายาสิราชัญญสูตร และจบมหาวรรค ไขความศัพท์ในพระสูตร พร้อมเล่าประวัติพระกุมารกัสสปตั้งแต่ปรารถนาเป็นเอตทัคคะสมัยพระปทุมุตตระ จนเกิดเป็นบุตรภิกษุณีที่พระอุบาลีตัดสินว่าตั้งครรภ์มาก่อนบวช พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชุบเลี้ยงให้บรรพชาจึงได้ชื่อกุมารกัสสป จบอรรถกถาปายาสิราชัญญสูตรที่ ๑๐ และจบอรรถกถามหาวรรค พร้อมสารบัญพระสูตรทั้ง ๕ สูตรในเล่มนี้ ปิดท้ายด้วยคำว่า จบมหาวรรค อย่างสมบูรณ์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐