มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๗ · ๗๘๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๗ มูลปริยายสูตร: มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าประทับที่ควงไม้รังในป่าสุภควัน เมืองอุกกัฏฐา ตรัสสอนภิกษุถึงมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง โดยไล่เรียง 8 ระดับบุคคล คือ ปุถุชน พระเสขะ พระขีณาสพ และพระตถาคต ว่าแต่ละระดับรับรู้สิ่งต่างๆ เช่น ธาตุดินน้ำไฟลม สัตว์ เทวดา พรหมชั้นต่างๆ สิ่งที่เห็นได้ยินรู้ทางใจ และพระนิพพาน อย่างไร ปุถุชนหมายรู้แล้วยึดว่าเป็นของตนเพราะไม่กำหนดรู้ ส่วนพระอริยะไม่ยึดเพราะกำหนดรู้แล้วหรือสิ้นกิเลสแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ยึดเพราะทรงเห็นว่าความเพลิดเพลิน(นันทิ)เป็นรากเหง้าของทุกข์
- หน้า ๑๘–๒๙ อรรถกถามูลปริยายสูตร: คำนมัสการ และอธิบายบท เอวมฺเม สุตํ พระอรรถกถาจารย์เริ่มอรรถกถาด้วยคำนมัสการพระรัตนตรัย เล่าที่มาของอรรถกถามัชฌิมนิกายที่สืบทอดจากลังกา แจงสถิติพระสูตร จากนั้นอธิบายความหมายคำเปิดพระสูตร เอวมฺเม สุตํ (ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้) อย่างละเอียดทีละคำ เพื่อแสดงว่าพระอานนท์ทรงจำพุทธพจน์มาไม่ผิดเพี้ยน
- หน้า ๓๐–๔๔ อรรถกถา: อธิบายศัพท์ สมย ภควา ชื่อเมืองอุกกัฏฐา ป่าสุภควัน และเหตุตรัสเรียกภิกษุ อธิบายความหมายคำว่า สมย และภควา ที่มาของชื่อเมืองอุกกัฏฐาและป่าสุภควัน อธิบายว่าทรงประทับใกล้เมืองเพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ และในป่าเพื่ออนุเคราะห์บรรพชิต หลีกทั้งอัตตกิลมถานุโยคและกามสุขัลลิกานุโยค สุดท้ายอธิบายเหตุที่ตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลาย ก่อนแสดงธรรม
- หน้า ๔๕–๖๓ เหตุเกิดพระสูตร: เรื่องภิกษุ 500 รูปเกิดมานะ และอธิบายศัพท์ปุถุชน อริยะ วินัย อธิบายเหตุที่พระสูตรเกิดขึ้น และระบุว่ามูลปริยายสูตรเกิดจากเหตุการณ์: พราหมณ์ 500 คนบวชแล้วเรียนพระพุทธพจน์จบเร็ว เกิดมานะว่าตนรู้หมดแล้ว จึงไม่เข้าเฝ้าฟังธรรม พระพุทธเจ้าตรัสสูตรนี้เพื่อขจัดมานะ จากนั้นอธิบายความหมายคำว่า ปุถุชน อริยะ สัตบุรุษ และวินัย 2 อย่างอย่างละ 5 ก่อนเริ่มไขความหมายธาตุดิน 4 นัย
- หน้า ๖๔–๗๐ ความหมายปุถุชน อริยะ สัตบุรุษ และวินัย 2 ประการ อรรถกถาไขความว่า "ปุถุชน" คือผู้หนาแน่นด้วยกิเลสและไม่เคยเห็นพระอริยะด้วยปัญญา แม้จะอยู่ใกล้ชิดก็ตาม ดังเรื่องอุปัฏฐากที่รับใช้พระอรหันต์มานานแต่ไม่รู้จักท่าน เพราะเห็นด้วยตาไม่ใช่เห็นด้วยญาณ จากนั้นอธิบายวินัย 2 คือสังวรวินัยและปหานวินัยอย่างละ 5 แล้วเริ่มอธิบายว่าปุถุชนสำคัญผิดในธาตุดินด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิอย่างไร
- หน้า ๗๑–๙๓ ปุถุชนหลงสำคัญผิดในธาตุ เทวดา พรหม และนิพพาน อธิบายว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมสำคัญผิดด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ในหมู่สัตว์ เทวดา พญามาร พรหมชั้นต่างๆ ตลอดจนนิพพานปลอมที่ตนคิดเอง เพราะไม่กำหนดรู้ด้วยปริญญา 3 จึงยึดถือทุกอย่างว่าเป็นเรา จบกถาด้วยคาถาเปรียบปุถุชนที่ติดกายตนเหมือนสุนัขถูกล่ามโซ่และปลาติดเบ็ด
- หน้า ๙๔–๑๐๔ เสขบุคคลและพระขีณาสพ ผู้รู้แจ้งธาตุตามความเป็นจริง อธิบายพระเสขบุคคลว่ารู้แจ้งธาตุดินน้ำไฟลมตามจริง ไม่สำคัญผิดเหมือนปุถุชนแต่ก็ยังละความสำคัญไม่หมดเหมือนพระขีณาสพ จากนั้นอธิบายพระขีณาสพคือพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้ว หลุดพ้นเพราะสิ้นราคะ โทสะ โมหะโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๑๐๕–๑๒๐ ไขความหมายพระนามตถาคต 8 นัย อรรถกถาไขความหมายพระนาม "ตถาคต" ของพระพุทธเจ้า 8 นัย ได้แก่ เสด็จมาเพื่อประโยชน์โลกเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อน เสด็จดำเนิน 7 ก้าวหลังประสูติ ตรัสรู้ลักษณะธรรมทั้งปวงและอริยสัจ 4 ตามจริง ทรงเห็นรู้อารมณ์ทุกอย่างในโลกอย่างแท้จริง พระวาจาที่ตรัสไม่ผิดเพี้ยน และทรงครอบงำสรรพสัตว์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
- หน้า ๑๒๑–๑๒๖ อรรถกถามูลปริยายสูตร: เหตุที่ทรงพระนามว่า "ตถาคต" 6 นัย และการอธิบายปฏิจจสมุปบาท ไล่เรียงลักษณะของธรรมต่างๆ แล้วอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงพระนามว่าตถาคต 6 ทาง จากนั้นอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้สังขารทุกอย่างต่างจากพระสาวก แล้วขยายความคำว่า "นันทิเป็นรากเหง้าทุกข์" เป็นปฏิจจสมุปบาทฉบับย่อ 4 หมวด
- หน้า ๑๒๗–๑๓๗ จบอรรถกถามูลปริยายสูตร: ชาดกอาจารย์พราหมณ์ปราบมานะศิษย์ 500 คน อธิบายคำว่าโพธิ แล้วเล่าว่าภิกษุ 500 รูปฟังพระสูตรแล้วไม่ชื่นชมเพราะไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าจึงเล่าชาดก: อาจารย์พราหมณ์เมืองพาราณสีสอนศิษย์ 500 คนจนเก่งแล้วศิษย์เกิดมานะดูหมิ่นอาจารย์ ท่านจึงถามปัญหาปราบมานะจนศิษย์อับอายกลับมาเคารพ พระพุทธเจ้าคือพราหมณ์ในชาตินั้น ภิกษุจึงคลายมานะและบรรลุอรหันต์
- หน้า ๑๓๘–๑๔๗ ๒. สัพพาสวสังวรสูตร: ทาง 7 ประการเพื่อละกิเลสอาสวะทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสว่าความสิ้นอาสวะมีได้แก่ผู้รู้เห็นเท่านั้น แล้วทรงแสดง 7 วิธีละอาสวะ คือ ละด้วยการเห็น ด้วยการสำรวมอินทรีย์ ด้วยการพิจารณาก่อนใช้ปัจจัย 4 ด้วยความอดทน ด้วยการเว้นสัตว์ร้าย ด้วยการบรรเทาความคิดชั่ว และด้วยการเจริญโพชฌงค์ 7
- หน้า ๑๔๘–๑๕๘ อรรถกถาสัพพาสวสังวรสูตร: ที่มาชื่อสาวัตถี เชตวัน อนาถบิณฑิกะ และความหมายอาสวะ-สังวร อธิบายที่มาชื่อเมืองสาวัตถี เชตวัน และอนาถบิณฑิกะ (ผู้ให้ทานคนอนาถาเป็นประจำ) จากนั้นอธิบายคำว่าอาสวะและสังวร 5 อย่าง สุดท้ายอธิบายว่าการใส่ใจโดยไม่แยบคายเป็นรากของวัฏฏะ ส่วนการใส่ใจโดยแยบคายนำไปสู่มรรคมีองค์ 8
- หน้า ๑๕๙–๑๖๙ อาสวะที่ละด้วยการเห็น: กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ และวิจิกิจฉา 16 ประการเรื่องตัวตน อธิบายว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับจึงคิดฟุ้งซ่านสงสัยเรื่องตัวตนในอดีต-อนาคต-ปัจจุบันรวม 16 แบบ มีนิทานเปรียบเทียบ เช่น ชายจับปลาเข้าใจขาตัวเองในน้ำเย็นเป็นปลาจึงตี หรือคนเฝ้านาใกล้ป่าช้ากลัวจนคิดว่าหัวเข่าตัวเองเป็นยักษ์จึงตี
- หน้า ๑๗๐–๑๗๗ ทิฏฐิ 6 ประการเรื่องตัวตน สีลัพพตปรามาส และการบรรลุโสดาปัตติมรรค อธิบายว่าความสงสัย 16 แบบนำไปสู่ทิฏฐิ 6 อย่างเรื่องมีหรือไม่มีตัวตน ตรงข้ามกับอริยสาวกผู้สดับดีที่พิจารณาอริยสัจ 4 จนบรรลุโสดาปัตติมรรค ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้
- หน้า ๑๗๘–๑๘๒ อรรถกถาสัพพาสวสังวรสูตร: ทิฏฐิ ๖ และอาสวะที่ละด้วยทัสสนะ สังวร ปฏิเสวนา อรรถกถาอธิบายทิฏฐิ ๖ อย่างที่เกิดจากอโยนิโสมนสิการ แล้วสอนวิธีเจริญวิปัสสนาพิจารณาอริยสัจ ๔ จนบรรลุโสดาปัตติมรรค (อาสวะที่ละด้วยทัสสนะ) จากนั้นอธิบายการสำรวมอินทรีย์ทางตาอย่างละเอียด และการพิจารณาก่อนใช้ปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นอาสวะที่ละด้วยสังวรและปฏิเสวนา
- หน้า ๑๘๓–๑๙๐ อาสวะที่ละด้วยขันติ การเว้น และการบรรเทาวิตก อาสวะที่ละด้วยขันติ: ภิกษุอดทนต่อหนาว ร้อน หิว ถ้อยคำหยาบ ไม่ทิ้งกรรมฐาน ดังเรื่องพระโลมสนาคเถระนั่งกลางหิมะ พระทีฆภาณกอภัยเถระถูกด่าไม่โต้ตอบ และพระปธานิยเถระอดกลั้นความเจ็บปวดจนบรรลุอนาคามีขณะปรินิพพาน จากนั้นสอนการเว้นภัยอันตรายและการบรรเทาอกุศลวิตก
- หน้า ๑๙๑–๒๐๑ อาสวะที่ละด้วยภาวนา: โพชฌงค์ ๗ (จบอรรถกถาสัพพาสวสังวรสูตร) อธิบายอาสวะที่ละด้วยภาวนา คือการเจริญโพชฌงค์ ๗ โดยละเอียดทั้งลักษณะ กิจ และอาการปรากฏ จบด้วยผู้ตัดตัณหาหมุนกลับสังโยชน์ ๑๐ บรรลุอรหัตด้วยมานาภิสมัย จบอรรถกถาสัพพาสวสังวรสูตร
- หน้า ๒๐๒–๒๑๐ ธรรมทายาทสูตร: จงเป็นธรรมทายาทอย่าเป็นอามิสทายาท พระสูตรธรรมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาทไม่ใช่อามิสทายาท ยกตัวอย่างภิกษุ ๒ รูปหิวโหยพบบิณฑบาตที่พระองค์เสวยเหลือ พระสารีบุตรอธิบายว่าสาวกที่ไม่ศึกษาความสงัดตามพระศาสดาถูกติเตียนด้วยเหตุ ๓ สถาน และแสดงมัชฌิมาปฏิปทาคือมรรคมีองค์ ๘
- หน้า ๒๑๑–๒๑๘ อรรถกถาธรรมทายาทสูตร: เหตุเกิดพระสูตรและความหมายธรรม-อามิส อรรถกถาเล่าที่มาของพระสูตร: ลาภสักการะมหาศาลเกิดแก่พระพุทธเจ้าและสงฆ์จนภิกษุบางรูปติดในปัจจัย พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมทายาทปฏิปทาแทนการบัญญัติสิกขาบท จากนั้นอธิบายความหมายธรรมกับอามิสทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
- หน้า ๒๑๙–๒๒๗ ตถาคตอนุเคราะห์สาวก การติเตียน-สรรเสริญ และปวารณา ๔ อธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์สาวกด้วยหวังให้พ้นอบาย ทรงเตือนว่าหากสาวกเป็นอามิสทายาทจะถูกวิญญูชนติเตียน แต่หากเป็นธรรมทายาทจะได้รับการสรรเสริญ จากนั้นอธิบายปวารณา ๔ แบบ
- หน้า ๒๒๘–๒๓๔ เหตุที่บิณฑบาตไม่ควรฉัน ๕ ประการ และคุณธรรมนำสู่นิพพาน อธิบายเหตุ ๕ ประการที่บิณฑบาตไม่ควรฉัน แต่บิณฑบาตของพระพุทธเจ้าพ้นจากเหตุเหล่านี้ทั้งหมด ภิกษุผู้ปฏิเสธบิณฑบาตนั้นได้คุณ ๕ ประการ ซึ่งนำไปสู่อมตนิพพานในที่สุด
- หน้า ๒๓๕ บิณฑบาตที่ไม่ควรฉัน ๕ อย่าง และคุณ ๕ ประการสู่พระนิพพาน อรรถกถาธรรมทายาทสูตร อธิบายเงื่อนไข "อัปปหริเต-อัปปาณเก" ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุทิ้งบิณฑบาต และอธิบาย ๕ เหตุที่ทำให้บิณฑบาตไม่ควรฉัน จบด้วยคำสอนว่าคุณธรรม ๕ ของภิกษุผู้ปฏิเสธบิณฑบาตเดนพระพุทธเจ้าแล้วบำเพ็ญเพียร จะนำไปสู่พระนิพพาน เปรียบเหมือนสายน้ำไหลบ่าจากเขาลงสู่มหาสมุทร
- หน้า ๒๓๖–๒๔๖ พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าวิหาร พระสารีบุตรแยกอามิสทายาทกับธรรมทายาท หลังตรัสธรรมทายาทสูตรจบ พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎีโดยไม่รอบริษัทแยกย้าย พระสารีบุตรจึงถามภิกษุว่าเมื่อพระศาสดาทรงสงัดแล้วแต่สาวกยังไม่ตามศึกษาวิเวก ย่อมชื่อว่าเป็น "อามิสทายาท" ไม่ใช่ "ธรรมทายาท"
- หน้า ๒๔๗–๒๕๙ มัชฌิมาปฏิปทา (มรรค ๘) และธรรม ๑๔ อย่างที่ภิกษุต้องละ พระสารีบุตรแสดงข้อปฏิบัติสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘ เป็นอุบายละโลภะและโทสะ จากนั้นแจกแจงธรรมที่ต้องละอีก ๑๔ อย่าง เช่น โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ มานะ จบอรรถกถาธรรมทายาทสูตร
- หน้า ๒๖๐–๒๗๓ ภยเภรวสูตร พระพุทธเจ้าเล่าการเอาชนะความกลัวก่อนตรัสรู้ พราหมณ์ชาณุสโสณิทูลถามว่าการอยู่ป่าคนเดียวเป็นเรื่องยากและน่ากลัว พระพุทธเจ้าตรัสว่าก่อนตรัสรู้พระองค์ก็ทรงดำริเช่นนั้น จึงตั้งใจอยู่ในที่น่าขนพองยามค่ำคืนเพื่อเผชิญความกลัวโดยตรง จนบรรลุวิชชา ๓ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๒๗๔–๒๘๓ อรรถกถาภยเภรวสูตร มารยาทการเข้าเฝ้า กุลบุตร ๒ จำพวก ความหมายป่า อรรถกถาอธิบายที่มาชื่อ"ชาณุสโสณี" มารยาทการเข้าเฝ้าและนั่งที่ถูกต้อง อธิบายกุลบุตร ๒ จำพวก ไขความหมายคำว่า"ป่า"และความหมายคำว่า"พระโพธิสัตว์"
- หน้า ๒๘๔–๒๙๑ เหตุที่สมณะไม่บริสุทธิ์กลัวป่า นิวรณ์ ๕ และนิทานพระปิยคามิกะ อรรถกถาอธิบายเหตุที่สมณพราหมณ์ผู้มีกาย วาจา ใจ หรืออาชีวะไม่บริสุทธิ์ เมื่ออยู่ป่าจึงหวาดกลัว และอธิบายนิวรณ์ ๕ แต่ละข้อที่ทำให้จิตหวาดกลัว ปิดท้ายด้วยนิทานพระปิยคามิกะผู้สมาทานธุดงค์อยู่ป่าช้าหวังลาภ แล้วตกใจกลัวเสียงขากรรไกรวัวแก่นึกว่าท้าวสักกะจะมาลงโทษ
- หน้า ๒๙๒–๒๙๕ เหตุแห่งความกลัว ๑๖ ประการ กับเรื่องพระปิยคามิกะ สมณพราหมณ์ผู้มีกาย วาจา ใจ หรืออาชีพไม่บริสุทธิ์ มีราคะแรงกล้า จิตพยาบาท ท้อแท้ฟุ้งซ่าน สงสัย ยกตนข่มผู้อื่น ขลาดกลัว โลภในลาภสักการะ เกียจคร้าน หลงลืมสติ ไม่มีสมาธิ หรือปัญญาทราม เมื่ออยู่ป่าย่อมเรียกร้องภัยเข้าหาตนเอง ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้บริสุทธิ์ครบทุกข้อจึงอยู่ป่าได้ปลอดภัย มีเรื่องพระปิยคามิกะอยู่ป่าช้าหวังลาภ ตกใจเสียงวัวแก่คิดว่าท้าวสักกะมาลงโทษ
- หน้า ๒๙๖–๓๐๖ กำหนดราตรี เจดีย์ป่า และการแสวงหาภัยโดยเจตนา อธิบายการกำหนดคืนพระจันทร์เพ็ญ ดับ และ ๘ ค่ำ และเจดีย์ ๓ ชนิดที่คนเชื่อว่ามีเทวดาสิงอยู่ พระโพธิสัตว์ทรงตั้งใจเข้าไปในเสนาสนะน่ากลัวเหล่านี้ในคืนที่กำหนดเพื่อค้นหาความกลัวด้วยตนเอง ตอนท้ายอธิบายความฉลาดในการออกจากฌาน
- หน้า ๓๐๗–๓๑๕ ฌาน ๔ และวิชชา ๓: เส้นทางสู่การตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล่าว่าทรงเพียรไม่ย่อหย่อน จนบรรลุฌาน ๔ ด้วยอานาปานสติกรรมฐาน แล้วทรงน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้ว่าเคยเป็นเทพบุตรนามเสตเกตุในสวรรค์ชั้นดุสิต ต่อด้วยจุตูปปาตญาณและอาสวักขยญาณ รู้แจ้งอริยสัจ ๔ จนหลุดพ้น บรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
- หน้า ๓๑๖–๓๒๖ ประโยชน์การอยู่ป่า และพราหมณ์ถึงสรณะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงอยู่ป่าต่อไปแม้ตรัสรู้แล้วด้วยเหตุ ๒ อย่าง พราหมณ์ผู้ฟังเทศนาเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ชมเชยด้วยอุปมา ๔ ข้อ แล้วประกาศถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ขอเป็นอุบาสกตลอดชีวิต
- หน้า ๓๒๗–๓๓๘ อรรถาธิบายการถึงสรณะและอุบาสก จบภยเภรวสูตร อธิบายความหมายสรณะ วิธีถึงสรณะ ๔ แบบ ต่อด้วยคุณสมบัติอุบาสก ศีล ๕ อาชีวะที่ไม่ควรค้า ๕ อย่าง พราหมณ์พรหมายุถวายตนเป็นอุบาสกตลอดชีวิต แม้ถูกตัดศีรษะก็ไม่ยอมกล่าวติเตียนพระรัตนตรัย จบอรรถกถาภยเภรวสูตร
- หน้า ๓๓๙–๓๔๘ เริ่มอนังคณสูตร: บุคคล ๔ จำพวกและอังคณกิเลส พระสารีบุตรแสดงธรรมว่าบุคคลมี ๔ จำพวกตามที่มีหรือไม่มีกิเลส และรู้หรือไม่รู้ตัวเอง อุปมาด้วยถาดทองสัมฤทธิ์เปื้อนสนิม พระโมคคัลลานะถามความหมายอังคณะ สารีบุตรอธิบายว่าคือความโกรธไม่แช่มชื่นเมื่อถูกรู้ว่าต้องอาบัติ เริ่มไล่เรียงอังคณกิเลสทีละข้อ ยังไม่จบ
- หน้า ๓๔๙–๓๕๒ อังคณกิเลส ๑๙ ประการ: ความคาดหวังที่นำไปสู่ความโกรธ พระสารีบุตรอธิบายว่า อังคณะ คือความปรารถนาชั่วที่ทำให้โกรธเมื่อไม่สมหวัง เช่น อยากทำผิดแล้วไม่ให้ใครรู้ อยากได้ที่นั่ง น้ำ อาหาร จีวร ที่ประณีตกว่าคนอื่น รวม ๑๙ กรณี
- หน้า ๓๕๓–๓๕๗ อุปมาถาดทองสัมฤทธิ์กับซากศพ และช่างทำรถ ภิกษุที่ยังละกิเลสอังคณะไม่ได้ แม้ถือธุดงค์ก็ไม่ได้รับความเคารพ เหมือนถาดทองสัมฤทธิ์สวยงามแต่มีซากศพซ่อนอยู่ข้างใน ส่วนภิกษุที่ละกิเลสได้แล้วเหมือนถาดใส่ข้าวสวยหอมกรุ่น จากนั้นพระโมคคัลลานะเล่าเรื่องช่างทำรถถากกงล้อ จบอนังคณสูตร
- หน้า ๓๕๘–๓๗๗ อรรถกถาอนังคณสูตร (๑): ความหมายกิเลสดุจเนิน อรรถกถาอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคลทั้งที่ทรงสอนปรมัตถ์ แล้วอธิบายว่าอังคณะหมายถึงกิเลสเผ็ดร้อนเปรียบดังเนินหรือมลทิน จากนั้นไล่ขยายศัพท์อังคณกิเลสข้อแรกๆ
- หน้า ๓๗๘–๓๙๗ อรรถกถาอนังคณสูตร (๒): เหตุแห่งความโกรธของภิกษุอยากได้ลาภ อรรถกถาไล่อธิบายทีละกรณีว่าภิกษุผู้อยากได้ลาภสักการะจะโกรธเคืองอย่างไรเมื่อไม่ได้ดังหวัง แล้วขยายอุปมาถาดทองสัมฤทธิ์ใส่ซากศพ ปิดท้ายด้วยอรรถาธิบายเรื่องช่างทำรถถากกงล้อ จบอรรถกถา
- หน้า ๓๙๘–๔๐๕ อากังเขยยสูตร: ความหวังของภิกษุที่ต้องมีศีลเป็นฐาน พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่เชตวันว่า หากภิกษุปรารถนาสิ่งใด เช่น เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ ได้จีวรบิณฑบาตเสนาสนะยา จนถึงบรรลุโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จนถึงอรหัตต์ ล้วนต้องทำศีลให้บริบูรณ์ เจริญสมาธิและวิปัสสนา อยู่ในที่สงัด
- หน้า ๔๐๖ จบอรรถกถาอนังคณสูตร และพระสูตรอากังเขยยสูตร (17 ความหวังของภิกษุ) ปิดท้ายอรรถกถาอนังคณสูตรสั้นๆ แล้วเข้าสู่อากังเขยยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุว่า หากปรารถนาสิ่งใด เช่น เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ ได้ปัจจัย 4 ทำให้ทานของผู้ถวายมีผลมาก ข่มความยินดียินร้ายและความกลัวได้ ได้ฌาน ได้วิโมกข์ เป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ได้ฤทธิ์ ทิพโสต ทิพจักษุ หรือสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์ ก็ต้องรักษาศีลให้บริบูรณ์ เจริญสมถะและวิปัสสนา
- หน้า ๔๐๗–๔๑๗ อรรถกถาอากังเขยยสูตร: ความหมายศีลสมบูรณ์ และอุปมาพ่อค้าน้ำอ้อย อธิบายว่าศีลถึงพร้อมมี 3 แบบ เปรียบศีลกับนาที่ดีต้องปราศจากโทษ 4 อย่าง จากนั้นเล่านิทานพ่อค้าน้ำอ้อยที่โฆษณาสินค้าฉลาด เปลี่ยนคำจาก 'จงซื้อยาพิษและหนาม' เป็น 'จงซื้อของหวาน' เปรียบกับวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงชักจูงให้ภิกษุรักศีลด้วยการแสดงอานิสงส์
- หน้า ๔๑๘–๔๓๒ อธิบายความหวัง 17 ข้อโดยละเอียด และนิทานพระมหาทัตตเถระกับเทวดา ไขความความหวังแต่ละข้อทีละข้อ พร้อมเล่านิทานพระมหาทัตตเถระผู้นั่งบำเพ็ญสมณธรรมใต้ต้นไม้ เทวดาพยายามไล่แต่ท่านไม่หวั่นไหว จบด้วยสรุปอานิสงส์ทั้งหมดจนถึงพระอรหัต
- หน้า ๔๓๓–๔๓๘ วัตถูปมสูตร: ผ้าเปื้อนสีกับจิตเศร้าหมอง และพราหมณ์ผู้เข้าใจผิดเรื่องอาบน้ำล้างบาป พระพุทธเจ้าเปรียบจิตเศร้าหมองกับผ้าสกปรกที่ย้อมสีแล้วไม่สวย ทรงแสดงอุปกิเลส 16 อย่าง เมื่อละได้ภิกษุย่อมเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและเจริญพรหมวิหาร 4 จนบรรลุอรหัต จากนั้นสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ผู้เชื่อว่าอาบน้ำแม่น้ำพาหุกาล้างบาปได้ พระพุทธเจ้าตรัสค้านว่าน้ำล้างบาปไม่ได้ ต้องชำระใจ พราหมณ์เลื่อมใสขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๔๓๙–๔๕๐ อรรถกถาวัตถูปมสูตร: ไขความอุปกิเลส 16 อย่างทีละข้อ อธิบายวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาก่อนหรือหลังอุปไมยแล้วแต่กรณี จากนั้นไขความหมายผ้าเศร้าหมองและอุปกิเลส 16 อย่างทีละข้อโดยละเอียด พร้อมอุปมาปลาอานนท์ที่ชอบเอาหางอวดปลาเอาหัวอวดงูเปรียบกับคนขี้โอ้อวด
- หน้า ๔๕๑–๔๖๒ ผลของอนาคามิมรรค พรหมวิหาร 4 และเรื่องพราหมณ์ผู้เชื่อน้ำล้างบาป (ยังไม่จบ) อธิบายว่าเมื่อภิกษุละกิเลสได้ด้วยอนาคามิมรรคแล้ว ย่อมเกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย แล้วเจริญพรหมวิหาร 4 จนบรรลุอรหัต ตอนท้ายไขความเรื่องสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ผู้เข้าใจผิดว่าอาบน้ำแม่น้ำพาหุกาล้างบาปได้ เนื้อหายังไม่จบ
- หน้า ๔๖๓–๔๖๘ อรรถกถาวัตถูปมสูตร (ต่อ): เรื่องพราหมณ์สุนทริกภารทวาชะกับการอาบน้ำชำระบาป อธิบายศัพท์ต่อจากวัตถูปมสูตร แล้วเปรียบจิตอนาคามีที่บริสุทธิ์ดุจทองคำในเบ้าหลอม จากนั้นเล่าเรื่องพราหมณ์สุนทริกภารทวาชะผู้เชื่อว่าอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ชำระบาปได้ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าน้ำภายนอกชำระกิเลสไม่ได้ ต้องอาบด้วยมรรคมีองค์แปดภายในใจ พราหมณ์ซาบซึ้งจึงขอบวชและบรรลุอรหัตในไม่ช้า จบอรรถกถาวัตถูปมสูตรที่ ๗
- หน้า ๔๖๙–๔๘๖ สัลเลขสูตร: ฌานไม่ใช่ธรรมขัดเกลากิเลส และธรรมขัดเกลากิเลสที่แท้จริง ๔๔ ข้อ พระมหาจุนทะทูลถามวิธีละทิฏฐิต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่าฌานทั้งสี่และอรูปฌานทั้งสี่ แม้ภิกษุจะเข้าใจว่าตนกำลังขัดเกลากิเลส แต่พระองค์ไม่ทรงเรียกว่าสัลเลขธรรม เป็นเพียงธรรมอยู่สบายเท่านั้น แล้วทรงแสดงสัลเลขธรรมจริง คือฝึกไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ จนถึงไม่ยึดมั่นทิฏฐิตน รวม ๔๔ ข้อ
- หน้า ๔๘๗–๔๙๖ อรรถกถาสัลเลขสูตร: เรื่องพระธรรมทินนเถระตักเตือนศิษย์ผู้หลงว่าบรรลุอรหัต เริ่มอธิบายศัพท์ในสัลเลขสูตร แล้วเล่าเรื่องพระธรรมทินนเถระผู้ไปตักเตือนพระเถระสองรูปที่มีมานะยิ่งเข้าใจผิดว่าตนบรรลุอรหัตแล้ว ท่านทดสอบด้วยให้เนรมิตช้างพุ่งเข้าใส่ เมื่อพระเถระทั้งสองเกิดความกลัวจึงรู้ตัวว่ายังไม่ใช่อรหันต์จริง ขอเรียนกรรมฐานใหม่จนบรรลุอรหัตจริงทั้งคู่
- หน้า ๔๙๗–๕๐๙ อรรถกถาสัลเลขสูตร: เหตุใดฌานจึงไม่ใช่สัลเลขธรรม และคำอธิบายศัพท์ ๔๔ ข้อ อธิบายว่าฌานของผู้มีมานะยิ่งไม่ใช่สัลเลขธรรมเพราะออกจากฌานแล้วไม่พิจารณาสังขารต่อ จากนั้นไขความหมายศัพท์แต่ละข้อในรายการสัลเลขธรรม ๔๔ ข้อโดยละเอียด
- หน้า ๕๑๐–๕๑๙ อรรถกถาสัลเลขสูตร: อานิสงส์ของจิตคิดดี อุปมาทางราบเรียบ และปลักลึก จบสูตร อธิบายว่าการคิดจะทำความดีมีอุปการะมาก จากนั้นอุปมาสัลเลขธรรมเหมือนทางราบเรียบและท่าน้ำดี แล้วอุปมาคนจมปลักช่วยคนจมปลักไม่ได้ มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ยกสัตว์พ้นทุกข์ได้จริง ปิดท้ายด้วยพุทธโอวาทให้เพ่งภาวนาที่โคนไม้เรือนร้าง จบอรรถกถาสัลเลขสูตร
- หน้า ๕๒๐–๕๔๐ สัมมาทิฏฐิสูตร: พระสารีบุตรแสดงความเห็นถูกต้อง ๑๖ นัย ที่พระเชตวัน พระสารีบุตรถามภิกษุว่าอะไรคือสัมมาทิฏฐิแล้วตอบเองว่าอริยสาวกมีความเห็นถูกต้องเมื่อรู้ชัดอกุศล-กุศลและรากเหง้าของมัน จากนั้นแสดงต่ออีกหลายนัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ อาหาร ทุกข์ ชรามรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา อาสวะ
- หน้า ๕๔๑–๕๕๖ อรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร: อธิบายอกุศลกรรมบถ ๑๐ อธิบายความหมายสัมมาทิฏฐิว่ามีทั้งระดับโลกิยะและโลกุตตระ จากนั้นไขความอกุศลกรรมบถ ๑๐ ทีละข้อ พร้อมเล่าเรื่องเด็กดื้อที่แม่สาปให้กระบือขวิดแต่คำสาปไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะแม่พูดด้วยใจอ่อนโยน
- หน้า ๕๕๗–๕๖๕ กุศลกรรมบถและวิรัติ ๓: เรื่องจักกนะกับกระต่าย อธิบายกุศลกรรมบถ แบ่งวิรัติเป็น ๓ ระดับ พร้อมเล่าเรื่องจักกนะหนุ่มชาวสีหลจับกระต่ายได้เพื่อทำยาให้แม่ป่วยแต่สงสารจึงปล่อยไป และเรื่องอุบาสกที่ยอมสละชีวิตไม่ยอมฆ่างูใหญ่ที่รัดตัวบนภูเขาเพราะรักษาศีลที่สมาทานไว้
- หน้า ๕๖๖–๕๗๖ อาหารวาระ: ภูต-สัมภเวสี และภัย ๔ ในอาหาร พระสารีบุตรอธิบายอาหารวาระต่อ นิยามคำว่า ภูต และสัมภเวสี แล้วอธิบายกพฬิงการาหารโดยเทียบความหยาบละเอียดของอาหารสัตว์ต่างๆ ปิดท้ายด้วยภัย ๔ อย่างในอาหารแต่ละชนิด และเริ่มอุปมาเรื่องสามีภรรยากินเนื้อบุตรกลางทางกันดาร
- หน้า ๕๗๗–๕๘๒ จบกถาพรรณนาอาหารวาระ: เปรียบเทียบความหยาบละเอียดของอาหารและภัยในอาหาร ๔ อธิบายกวฬิงการาหารโดยไล่เทียบความหยาบ-ละเอียดของอาหารสัตว์ต่างๆ แล้วอธิบายอาหารอีก ๓ อย่างคือผัสสะ มโนสัญเจตนา วิญญาณ จากนั้นชี้ภัย ๔ ประการในอาหารแต่ละชนิด พร้อมอุปมาสี่เรื่อง คือสองผัวเมียยอมกินเนื้อลูกข้ามทะเลทราย เปรียบผัสสะกับแม่โคถูกถลกหนัง เปรียบมโนสัญเจตนากับหลุมถ่านเพลิง และเปรียบวิญญาณกับถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม
- หน้า ๕๘๓–๕๙๓ สัจจวาระ ชรามรณวาระ ชาติวาระ ภววาระ อุปาทานวาระ กล่าวถึงสัจจวาระโดยย่อ แล้วขยายความชรากับมรณะ ต่อด้วยชาติ ภพ และอุปาทาน ๔ คือกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน พร้อมอธิบายความหมายและปัจจัยของแต่ละอย่างอย่างละเอียด
- หน้า ๕๙๔–๖๐๕ ตัณหา ๑๐๘ เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา อาสวะ จบสัมมาทิฏฐิสูตร อธิบายตัณหา ๑๐๘ ประการ เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา คือความไม่รู้อริยสัจ ๔ ปิดท้ายสรุปว่าพระสารีบุตรแสดงอริยสัจ ๔ ไว้ ๓๒ ครั้งและพระอรหัตไว้ ๓๒ ครั้งในสูตรนี้ จบอรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร สูตรที่ ๙
- หน้า ๖๐๖–๖๑๙ สติปัฏฐานสูตร: กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และเริ่มธรรมานุปัสสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ แก่ภิกษุที่แคว้นกุรุว่าเป็นทางเอกสู่นิพพาน ทรงสอนกายานุปัสสนา ๖ บรรพ จากนั้นสอนเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และเริ่มธรรมานุปัสสนาด้วยนิวรณ์ ๕
- หน้า ๖๒๐–๖๓๐ ธรรมานุปัสสนาต่อ: ขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์ อริยสัจ ๔ และผลของการเจริญสติปัฏฐาน ทรงสอนธรรมานุปัสสนาต่อด้วยขันธบรรพ อายตนบรรพ โพชฌงค์ ๗ และสัจจบรรพซึ่งขยายอริยสัจ ๔ อย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยพระดำรัสว่าผู้เจริญสติปัฏฐานตั้งแต่ ๗ ปีจนถึง ๗ วันจะได้บรรลุอรหัตตผลหรือเป็นพระอนาคามี จบสติปัฏฐานสูตรและจบมูลปริยายวรรคที่ ๑ รวม ๑๐ สูตร
- หน้า ๖๓๑–๖๓๓ เริ่มอรรถกถาสติปัฏฐานสูตร: ที่มาชื่อกุรุและตำนานพระเจ้ามันธาตุ เริ่มอรรถกถาสติปัฏฐานสูตร อธิบายว่าคำว่ากุรุเป็นชื่อชนบท แล้วเล่าตำนานพระเจ้าจักรพรรดิมันธาตุราชผู้เสด็จพร้อมจักรแก้วไปทั่วทวีปทั้ง ๔ ขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ ครองราชย์ร่วมกับท้าวสักกะจนท้าวสักกะจุติไปแล้วถึง ๓๖ องค์ก็ยังไม่ทรงอิ่มในกามคุณ
- หน้า ๖๓๔–๖๔๕ อรรถกถาสติปัฏฐานสูตร: ที่มาชื่อกุรุ-กัมมาสธัมมะ นกแขกเต้า และเอกายนมรรค เริ่มอรรถกถาอธิบายเหตุที่ตรัสสติปัฏฐานสูตรที่แคว้นกุรุ เล่าตำนานพระเจ้ามันธาตุจักรพรรดิ และที่มาชื่อกัมมาสธัมมะจากเรื่องพระโพธิสัตว์ทรมานพระเจ้าโปริสาทผู้กินคน ชาวกุรุมีจิตใจเหมาะรับธรรมลึกซึ้งถึงกับสัตว์เดรัจฉานอย่างนกแขกเต้าพุทธรักขิตยังท่อง กระดูก กระดูก จนไม่กลัวตายเมื่อถูกนกเฉี่ยว ปิดท้ายด้วยพระอาจารย์สองรูปถกกันว่าเอกายนมรรคหมายถึงมรรคเบื้องต้นหรือมรรคปนกัน
- หน้า ๖๔๖–๖๕๕ เรื่องเล่าอานุภาพมรรค: สันตติ ปฏาจารา ติสสเถระ พระถูกเสือกิน และสักกะ ยกเรื่องจริงแสดงว่ามรรคมีองค์ 8 ระงับโศกทุกข์ได้จริง สันตติมหาอำมาตย์ฟังคาถาแล้วบรรลุอรหัต ปฏาจาราเถรีผู้สูญเสียครอบครัวหมดฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบัน พระติสสเถระทุบขาตนเองมอบเป็นประกันชีวิตแก่โจรแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุอรหัตก่อนรุ่ง ภิกษุ 30 รูปถูกเสือโคร่งคาบกินทีละองค์ องค์สุดท้ายบรรลุอรหัตก่อนถึงหัวใจ ท้าวสักกะและเทพธิดา 500 ตนตกใจกลัวความตายจนฟังธรรมบรรลุโสดาบัน
- หน้า ๖๕๖–๖๗๑ อธิบายคำว่าสติปัฏฐาน เหตุที่ตรัสไว้ 4 อย่าง และความหมายของกาย อธิบายสติปัฏฐานว่าหมายถึงทั้งอารมณ์ของสติและตัวสติเอง เหตุที่ตรัสไว้ 4 อย่างเพราะเหมาะกับจริตต่างกันของผู้ปฏิบัติ เปรียบพระนิพพานเหมือนเมืองมีประตู 4 ทิศ อธิบายคำว่ากายว่าไม่ใช่สัตว์บุคคลแต่เป็นที่ชุมนุมของสิ่งปฏิกูล สอนให้แยกความเป็นก้อนออกเหมือนลอกกาบกล้วยทีละชั้น
- หน้า ๖๗๒–๖๘๓ เวทนา จิต ธรรมในสติปัฏฐาน และอานาปานสติ: ลูกวัวพยศ เสือเหลือง อธิบายวิธีพิจารณาเวทนา จิต ธรรมให้เห็นเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เข้าสู่อานาปานสติ เปรียบจิตที่เคยเพลินรูปเสียงเหมือนลูกวัวพยศต้องผูกด้วยเชือกคือสติไว้กับหลักคืออารมณ์กรรมฐานจึงสงบ เปรียบภิกษุในป่าเหมือนเสือเหลืองซุ่มจับเหยื่อ อธิบายขั้นตอนกำหนดลมหายใจจนเห็นปฏิจจสมุปบาทบรรลุอรหัต
- หน้า ๖๘๔–๖๙๐ อิริยาบถ 4: ใครเดิน? เกวียนแล่นเพราะโค หุ่นยนต์ขยับเพราะสาย อธิบายการพิจารณาอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน ว่าไม่มีสัตว์บุคคลเดินหรือยืน มีเพียงจิตคิดจะเดินแล้วก่อวาโยธาตุพัดกายไป เปรียบเหมือนเกวียนที่คนเรียกว่าแล่นเพราะโคลาก หรือหุ่นยนต์ขยับได้เพราะสายชัก จากนั้นเริ่มหมวดสัมปชัญญะ 4
- หน้า ๖๙๑–๖๙๖ จบอานาปานบรรพ อิริยาปถบรรพ และเริ่มจตุสัมปชัญญบรรพ อธิบายจบการพิจารณาลมหายใจด้วยอริยสัจ ๔ แล้วสอนพิจารณาอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน ว่าไม่มีสัตว์บุคคลเดินจริง มีแต่จิตคิดแล้วธาตุลมพัดให้กายเคลื่อนไหว จากนั้นเริ่มอธิบายสัมปชัญญะ ๔ อย่าง มีเรื่องภิกษุหนุ่มกับสามเณรที่เห็นซากศพแล้วบรรลุธรรมทั้งคู่ และเริ่มแบ่งพระที่ออกบิณฑบาตเป็น ๔ ประเภทตามการรักษากรรมฐาน
- หน้า ๖๙๗–๗๐๖ เรื่องพระเถระผู้เพียรเดินจงกรมจนบรรลุอรหัต และเริ่มอสัมโมหสัมปชัญญะ เล่าเรื่องพระมหาปุสสเทวเถระเดินจงกรมกลับไปกลับมา ๒๐ พรรษาจนบรรลุอรหัตมีแสงสว่างปรากฏ เทวดามาบูชา และพระ ๕๐ รูปที่วัดกลัมพติตถะสาบานไม่พูดกันจนบรรลุอรหัตทั้งหมด จบนำเข้าสู่การพิจารณาว่าการเดินไม่มีผู้เดิน มีแต่จิตและธาตุลมทำงานตามกระบวนการรับรู้ทางตา
- หน้า ๗๐๗–๗๑๙ อสัมโมหสัมปชัญญะในการพับแขนขา ใช้บาตรจีวร ฉันอาหาร และถ่ายอุจจาระปัสสาวะ อธิบายว่าไม่มีตัวตนในการมองตรงมองเฉียง คู้เหยียดแขนขา ห่มจีวร อุ้มบาตร ฉันอาหาร หรือถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ล้วนเป็นเพียงธาตุลมที่เกิดจากจิตทำให้เคลื่อนไหว เปรียบจีวรบาตรอาหารเหมือนผ้าพันแผลและยารักษาแผลของคนอนาถา ปิดท้ายด้วยคำสอนพระมหาสิวเถระให้กำหนดรู้ความดับของรูปนามทุกครั้งที่เปลี่ยนอิริยาบถ จบหมวดสัมปชัญญะ ๔
- หน้า ๗๒๐–๗๒๘ ๓๒ อาการ ธาตุ ๔ และป่าช้า ๙ จบการพิจารณากาย ๑๔ หมวด สอนพิจารณาร่างกายเป็นอาการ ๓๒ เหมือนถุงข้าวสารรวมพืชหลายชนิด แล้วพิจารณาเป็นธาตุ ๔ เปรียบภิกษุเหมือนคนฆ่าโคที่เมื่อแล่เนื้อแล้วความรู้สึกว่าเป็นแม่โคจะหายไปเหลือแต่ความรู้สึกว่าเป็นเนื้อ จากนั้นพรรณนาป่าช้า ๙ ระยะตั้งแต่ศพขึ้นอืดจนกระดูกผุเป็นผุยผง จบกายานุปัสสนาทั้ง ๑๔ หมวด
- หน้า ๗๒๙–๗๓๘ เวทนานุปัสสนา เรื่องพระเถระอาพาธและอุปมานายพรานตามรอยเนื้อ สอนพิจารณาเวทนาสุข ทุกข์ เฉยๆ ว่าเวทนานั่นเองเสวยอารมณ์ ไม่ใช่ตัวตนเสวย มีเรื่องพระเถระที่จิตตลดาบรรพตอาพาธหนักไส้ไหลออกแต่อดกลั้นเวทนาจนบรรลุอรหัตแล้วปรินิพพานทันที เปรียบนายพรานตามรอยเท้าเนื้อบนหินที่เห็นแค่รอยขึ้นกับรอยลงแต่อนุมานได้ว่าผ่านตรงกลางอย่างไร
- หน้า ๗๓๙–๗๕๓ จิตตานุปัสสนา ๑๖ แบบ และวิธีละนิวรณ์ ๕ ประการ สอนกำหนดรู้จิตที่มีราคะ โทสะ โมหะหรือปราศจากสิ่งเหล่านั้น แล้วอธิบายละเอียดว่านิวรณ์แต่ละอย่างเกิดจากอะไรและละได้อย่างไร เช่น กามฉันทะละด้วยอสุภกัมมัฏฐาน พยาบาทละด้วยเมตตา ถีนมิทธะละด้วยความเพียรและแสงสว่าง แต่ละข้อมีธรรม ๖ ประการช่วยละและบอกว่าจะหมดสิ้นเด็ดขาดด้วยมรรคใด
- หน้า ๗๕๔–๗๗๐ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และเริ่มโพชฌงค์ ๗ พร้อมเรื่องพระมหามิตตเถระ สอนพิจารณาขันธ์ ๕ และอายตนะภายในภายนอก อธิบายว่าสังโยชน์ ๑๐ เกิดขึ้นทางตาหูจมูกลิ้นกายใจได้อย่างไร จากนั้นเริ่มโพชฌงค์ ๗ พร้อมเรื่องพระมหามิตตเถระที่ปฏิเสธไม่รับบิณฑบาตพิเศษจากอุบาสิกาผู้อุปถัมภ์เพราะละอายที่ตนยังเกียจคร้าน แล้วเก็บตัวเพียรจนบรรลุอรหัตก่อนออกบิณฑบาต หน้าตาผ่องใสจนเทวดากล่าวคำสรรเสริญ
- หน้า ๗๗๑–๗๘๓ โพชฌงค์ที่เหลือ อริยสัจ ๔ และสรุปปิดท้ายอรรถกถาสติปัฏฐานสูตร อธิบายปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ พร้อมวิธีทำให้เกิดแต่ละอย่าง จากนั้นสอนอริยสัจ ๔ สรุปกรรมฐานทั้งหมด ๒๑ อย่างที่ตรัสไว้ในพระสูตรนี้ พร้อมอานิสงส์ว่าผู้เจริญสติปัฏฐานจะบรรลุอรหัตหรืออนาคามีภายใน ๗ ปีถึง ๗ วัน ปิดท้ายด้วยคำว่า จบอรรถกถาสติปัฏฐานสูตร สูตรที่ ๑๐ และจบวรรคที่ ๑ ชื่อมูลปริยายวรรค
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐