ตัณหาเก่าที่เป็นตัวการให้เกิดสตินั้น เป็นสมุทยสัจ ความไม่เป็นไปแห่ง ทุกขสัจและสมุทยสัจ ทั้ง ๒ เป็นนิโรธสัจ. อริยมรรคที่เป็นตัวการ กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย มีนิโรธ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ เป็นมัคคสัจ.
พระโยคาวจร ย่อมก้าวบรรลุถึงนิพพานด้วยอำนาจสัจจะ ๔ ดัง พรรณนามานี้ สรุปว่านี้เป็นทางแห่งธรรมเครื่องนำออก จนถึงพระอรหัต ของภิกษุผู้กำหนดป่าช้า ๙ แล.
จบ นวสีวถิกาบรรพ
ก็กายานุปัสสนา ๑๔ บรรพ คือ อานาปานบรรพ ๑ อิริยาปถ- บรรพ ๑ จตุสัมปชัญญบรรพ ๑ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ๑ ธาตุ- มนสิการบรรพ ๑ นวสีวถิกาบรรพ ๙ เป็นอันจบลงแล้ว ด้วยคำมี ประมาณเท่านี้.
บรรดาบรรพเหล่านั้น เฉพาะ ๒ บรรพนี้คือ อานาปานบรรพ ๑ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ๑ เป็นอัปปนากัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานที่ให้บรรลุ อัปปนาสมาธิ) ส่วนที่เหลือทั้ง ๑๒ บรรพ เป็นอุปจารกัมมัฏฐาน (กัมมัฏฐานที่ให้บรรลุอุปจารสมาธิ) เท่านั้น เพราะตรัสป่าช้าทั้งหลายไว้ ด้วยอำนาจอาทีนวานุปัสสนาแล.
จบ กายานุปัสสนา
เวทนานุปัสสนา
(๑๓๙) พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วยวิธี ๑๔ อย่างดังพรรณนามานี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะตรัสเวทนานุปัสสนา ด้วยวิธี ๙ อย่าง จึงตรัสคำมีอาทิว่า กถญฺจ ภิกฺขเว.