มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๐ · ๖๕๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๙๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๗ กันทรกสูตร: บุคคล 4 จำพวกและการปฏิบัติสู่วิชชา 3 พระพุทธเจ้าประทับที่สระโบกขรณีคัคครา เขตนครจัมปา ปริพาชกกันทรกะและนายเปสสหัตถาโรหบุตร (ควาญช้าง) เข้าเฝ้า ชื่นชมที่ภิกษุสงฆ์นั่งสงบนิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสจำแนกบุคคล 4 จำพวก คือทำตนเดือดร้อน ทำผู้อื่นเดือดร้อน ทำทั้งสองเดือดร้อน และไม่ทำทั้งสองเดือดร้อน แล้วขยายความจำพวกที่ 4 คือผู้ออกบวช ถึงพร้อมศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญฌาน 4 จนได้วิชชา 3 คือระลึกชาติ ทิพยจักษุ สิ้นอาสวะบรรลุอรหัตต์ นายเปสสะเลื่อมใสแต่ต้องรีบลาไปทำธุระ ภิกษุทั้งหลายทูลขอให้ตรัสขยายความต่อ
  2. หน้า ๑๘–๒๘ อรรถกถากันทรกสูตร: ไขความศัพท์และอุปมาช้างฝึกดี อรรถกถาอธิบายกันทรกสูตร ไขความชื่อสถานที่ (นครจัมปา สระคัคครา) ชื่อบุคคล (เปสสะ กันทรกะ) และคำศัพท์ต่างๆ เช่น เหตุที่ภิกษุสงฆ์นั่งสงบเงียบ ความหมายของคำว่าน่าอัศจรรย์ 2 แบบ (ติเตียนและสรรเสริญ) อธิบายเรื่องภิกษุเลี้ยงชีพผิดด้วยเวชกรรมและการรับใช้ต่างๆ อันขัดต่อความเป็นผู้มีปัญญาเลี้ยงชีพ และไขความอุปมาเรื่องช้างฝึกดีกับมนุษย์ผู้มีจิตใจซับซ้อน จบด้วยอธิบายศัพท์เกี่ยวกับพิธีบูชายัญของพระราชาโบราณ
  3. หน้า ๒๙–๓๘ อัฏฐกนาครสูตร: 11 ประตูสู่อมตธรรมที่พระอานนท์แสดงแก่ทสมคฤหบดี ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะเดินทางไปหาพระอานนท์ที่บ้านเวฬุวคาม เขตเมืองเวสาลี ทูลถามธรรมข้อเดียวที่ทำให้ภิกษุผู้ไม่ประมาทบรรลุความหลุดพ้น พระอานนท์แสดงทาง 11 ประตูสู่อมตธรรม คือฌาน 4 พรหมวิหาร 4 และอรูปฌาน 3 ซึ่งแต่ละข้อเมื่อเจริญแล้วพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงจะนำไปสู่ความสิ้นอาสวะหรือเป็นอนาคามี ทสมคฤหบดีปลื้มใจเปรียบดังพบขุมทรัพย์ 11 ขุม จึงถวายภัตตาหาร ไตรจีวร และสร้างวิหารราคา 500 ถวายพระอานนท์
  4. หน้า ๓๙–๔๒ อรรถกถาอัฏฐกนาครสูตร: ประเด็นฉันทราคะกับการเกิดในสุทธาวาส อรรถกถาอธิบายอัฏฐกนาครสูตร ไขความสถานที่และชื่อบุคคล อธิบายเหตุที่ตรัสเรียกพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธะ อภิปรายประเด็นข้อโต้แย้งว่าพระอนาคามีจะเกิดในสุทธาวาสด้วยฉันทราคะในสมถะและวิปัสสนาได้อย่างไร ทั้งที่ดูเหมือนเป็นกิเลส พร้อมยกพระพุทธพจน์ยืนยันว่าสุคติเกิดจากกุศลเท่านั้น ไม่เกิดจากอกุศล และเปรียบเทียบธุระสมถะ-วิปัสสนาในพระสูตรอื่น เช่นมหาสติปัฏฐานสูตร กายคตาสติสูตร
  5. หน้า ๔๓–๕๓ เสขปฏิปทาสูตร: พระอานนท์แสดงข้อปฏิบัติของพระเสขะแก่เจ้าศากยะ พระพุทธเจ้าประทับที่นิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ เจ้าศากยะทูลเชิญให้ทรงใช้สัณฐาคารหลังใหม่เป็นปฐมฤกษ์ หลังแสดงธรรมตลอดคืน พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยจึงบรรทมและมอบให้พระอานนท์แสดงเสขปฏิปทาแก่ท้าวมหานามศากยะแทน พระอานนท์อธิบายคุณสมบัติพระเสขะ คือถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในโภชนะ ไม่เห็นแก่นอน ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 และได้ฌาน 4 เปรียบเหมือนไข่ที่แม่ไก่กกจนพร้อมฟักออกเป็นตัว ย่อมบรรลุวิชชา 3 ได้โดยไม่ยาก พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญพระอานนท์
  6. หน้า ๕๔–๖๓ อรรถกถาเสขปฏิปทาสูตร: พรรณนาพระพุทธลีลาเสด็จเข้าสัณฐาคาร อรรถกถาอธิบายเสขปฏิปทาสูตร (เรียกเสขสูตรในอรรถกถา) ไขความคำว่าสัณฐาคารและเหตุที่เจ้าศากยะจัดเตรียมสถานที่อย่างวิจิตรเพื่อถวายพระพุทธเจ้าใช้ก่อน จากนั้นบรรยายพระพุทธลีลาเมื่อเสด็จออกจากพระคันธกุฎีเข้าสู่สัณฐาคารอย่างวิจิตรพิสดาร เปรียบพระรัศมีและพระสิริดุจสิ่งต่างๆ มีโศลกพรรณนาพระพุทธดำเนินแทรกยาว เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องข้ามไปยังหน้าถัดไปพร้อมคาถาวิหารทานท้ายเรื่อง
  7. หน้า ๖๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสันถาคารกรุงกบิลพัสดุ์และอานิสงส์การถวายวิหาร อรรถกถาพรรณนาพระรัศมีและความสง่างามของพระพุทธเจ้าขณะเสด็จพร้อมภิกษุสงฆ์เข้าสู่สันถาคารใหม่ของศากยวงศ์ด้วยโวหารเปรียบเทียบอันวิจิตร ทรงแสดงธรรมีกถาแก่เจ้าศากยะตลอดคืน ตรัสอานิสงส์ของการถวายที่อยู่อาศัย (วิหารทาน) ว่าป้องกันร้อนหนาวและสัตว์ร้าย เอื้อต่อการบำเพ็ญเพียรและปัญญา เป็นทานอันประเสริฐ พร้อมคาถาพรรณนาอานิสงส์
  8. หน้า ๖๕–๗๒ อธิบายเสขปฏิปทาโดยพิสดาร: ศีล อินทรียสังวร ฌาน วิชชาสาม และอุปมาลูกไก่ฟักไข่ จบเสขปฏิปทาสูตร พระอานนท์แสดงเสขปฏิปทาโดยพิสดารตามพุทธบัญชา อธิบายความถึงพร้อมด้วยศีล หิริโอตตัปปะ ความเพียร สติปัญญา และฌานทั้งสี่ที่เข้าได้ตามต้องการโดยไม่ยาก เปรียบการบรรลุด้วยฌานและวิชชาสามเหมือนลูกไก่กะเทาะเปลือกไข่ออกมาสามครั้ง จบด้วยพระพุทธเจ้าตรัสสาธุการรับรองภาษิตพระอานนท์ เป็นอันจบอรรถกถาเสขปฏิปทาสูตร
  9. หน้า ๗๓–๘๐ โปตลิยสูตร: คฤหบดีไม่พอใจถูกเรียก "คฤหบดี" และธรรม ๘ ประการเพื่อตัดโวหารในวินัยพระอริยะ โปตลิยคฤหบดีไม่พอใจที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า "คฤหบดี" ทั้งที่ตนสละงานและมอบทรัพย์ให้บุตรหมดแล้ว พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่านั่นยังไม่ใช่การตัดโวหารที่แท้จริงในธรรมวินัยของพระอริยะ จึงทรงแสดงธรรม ๘ ประการที่พึงละ ได้แก่ ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท ปิสุณาวาจา ความโลภ ความโกรธ ความคับแค้น และการดูหมิ่นผู้อื่น พร้อมอธิบายเหตุผลการละแต่ละข้อโดยพิสดาร
  10. หน้า ๘๑–๘๘ อุปมา ๗ อย่างแสดงโทษของกาม วิชชาสาม และโปตลิยคฤหบดีแสดงตนเป็นอุบาสก พระพุทธเจ้าตรัสอุปมา ๗ อย่างแสดงโทษของกามคุณ คือ เปรียบเหมือนร่างกระดูก ชิ้นเนื้อที่แร้งแย่งกัน คบเพลิงหญ้า หลุมถ่านเพลิง ความฝัน ของยืม และผลไม้ที่มีเจ้าของหวงแหน อริยสาวกเห็นโทษกามแล้วเจริญอุเบกขาอารมณ์เดียวจนได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจักษุญาณ และอาสวักขยญาณ จบด้วยโปตลิยคฤหบดีเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
  11. หน้า ๘๙–๙๘ อรรถกถาโปตลิยสูตร: ภูมิศาสตร์อังคุตตราปะ สระอโนดาต และกำเนิดแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย อรรถกถาอธิบายที่ตั้งแคว้นอังคุตตราปะทางเหนือแม่น้ำมหี พรรณนาป่าหิมพานต์ สระอโนดาตที่ล้อมด้วยภูเขา ๕ ลูก และกำเนิดแม่น้ำใหญ่ ๕ สายคือคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี จากนั้นไขความศัพท์ยากในพระสูตร เช่น อาการ เพศ นิมิต และประเภทของโวหาร พร้อมสรุปเนื้อความว่าปาณาติบาตเป็นต้นเป็นสังโยชน์และนิวรณ์อย่างไร
  12. หน้า ๙๙–๑๐๔ ชีวกสูตร: เนื้อที่ไม่ควรและควรบริโภค การแผ่พรหมวิหาร และฆ่าสัตว์ถวายได้บาป ๕ ประการ หมอชีวกทูลถามข้อกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อที่ฆ่าเจาะจงพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงเนื้อไม่ควรบริโภค ๓ อย่าง (เห็น ได้ยิน สงสัยว่าฆ่าเจาะจง) และเนื้อที่ควรบริโภค ๓ อย่าง ทรงแสดงว่าภิกษุผู้เจริญเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาแล้วรับบิณฑบาตโดยไม่ติดใจย่อมไม่มีโทษ และตรัสว่าผู้ฆ่าสัตว์ถวายพระองค์ย่อมได้บาป ๕ ประการ หมอชีวกเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสก
  13. หน้า ๑๐๕–๑๑๑ อรรถกถาชีวกสูตร: ประวัติหมอชีวกและวินิจฉัยการรับเนื้อที่สงสัยว่าฆ่าเจาะจง อรรถกถาเล่าประวัติหมอชีวกโกมารภัจจ์ตั้งแต่เป็นทารกถูกทิ้งจนได้เป็นแพทย์และถวายสวนอัมพวันเป็นวัด อธิบายศัพท์ในพระสูตรเรื่องอุทิศมังสะ และวินิจฉัยละเอียดว่าภิกษุรับฉันเนื้อที่สงสัยโดยเห็น ได้ยิน หรือสงสัยกรณีอื่นได้หรือไม่ในสถานการณ์ต่าง ๆ พร้อมกรณีตัวอย่างอาบัติของภิกษุผู้รู้และไม่รู้ว่าเป็นเนื้อต้องห้าม
  14. หน้า ๑๑๒–๑๒๐ อุปาลิวาทสูตร: พระพุทธเจ้าทรงซักถามทีฆตปัสสีนิครนถ์เรื่องกายทัณฑ์ วจีทัณฑ์ มโนทัณฑ์ ทีฆตปัสสีนิครนถ์เข้าเฝ้าและถกกับพระพุทธเจ้าเรื่องทัณฑะ ๓ ที่นิครนถ์นาฏบุตรบัญญัติว่ากายทัณฑ์มีโทษมากที่สุด ต่างจากพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่ามโนกรรมมีโทษมากที่สุด เมื่อทีฆตปัสสีกลับไปเล่าให้นิครนถ์นาฏบุตรฟัง อุบาลีคฤหบดีอาสาไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้าด้วยความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ แม้ทีฆตปัสสีทัดทานว่าพระพุทธเจ้ามีเล่ห์กลเปลี่ยนใจสาวกก็ตาม เรื่องราวดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า ๑๒๐ ยังไม่จบ
  15. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ พระพุทธเจ้าทรงย้อนถามปัญหากรรม ๓ ด้วยอุปมา ๔ เรื่อง จนอุบาลีคฤหบดีจนแต้มและกลับใจ พระพุทธเจ้าทรงตั้งคำถามย้อนแย้งอุบาลีคฤหบดีด้วยอุปมา คือนิครนถ์ป่วยตายเพราะใจยึดติดน้ำเย็นไปเกิดในหมู่เทวดาใจ นิครนถ์ผู้สำรวมกายวาจาแต่ยังฆ่าสัตว์เล็กโดยไม่เจตนา หมู่บ้านนาลันทาที่คนธรรมดาทำลายด้วยกายไม่ได้แต่ผู้มีฤทธิ์ทำลายด้วยใจได้ และป่าที่กลายเป็นป่าร้างเพราะใจประทุษร้ายของเทวดา แสดงว่ามโนกรรมมีโทษมากกว่า จนอุบาลีคฤหบดีจนแต้ม ยอมรับและประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะซ้ำถึง ๓ ครั้ง
  16. หน้า ๑๒๕–๑๒๖ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุบุพพิกถา อุบาลีคฤหบดีบรรลุธรรมจักษุ และสั่งปิดประตูไม่รับนิครนถ์ อุบาลีคฤหบดีถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะครั้งที่ ๓ แล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุบุพพิกถาตามลำดับคือทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์การออกจากกาม จากนั้นแสดงอริยสัจ ๔ จนอุบาลีคฤหบดีได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล เมื่อกลับถึงบ้านจึงสั่งนายประตูให้ปิดประตูไม่ให้พวกนิครนถ์และนางนิครนถ์เข้า แต่เปิดรับพระภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัท
  17. หน้า ๑๒๗–๑๓๐ นิครนถ์นาฏบุตรทราบข่าวอุบาลีกลับใจ ยกขบวนไปเองแต่ถูกกีดกันจนได้เข้าพบและต่อว่าอุบาลี ทีฆตปัสสีนิครนถ์ทราบข่าวว่าอุบาลีคฤหบดีเข้าถึงความเป็นสาวกพระพุทธเจ้า จึงไปแจ้งนิครนถ์นาฏบุตรผู้ไม่เชื่อ เมื่อไปพิสูจน์ด้วยตนเองก็ถูกนายประตูห้ามไว้ตามคำสั่งอุบาลี จึงกลับไปยืนยันความจริง นิครนถ์นาฏบุตรไม่เชื่อจึงยกขบวนไปเอง ถูกห้ามเช่นกันแต่อุบาลีอนุญาตให้เข้าได้ แล้วนิครนถ์นาฏบุตรตำหนิอุบาลีอย่างรุนแรงว่าถูกพระพุทธเจ้าใช้มายากลับใจ
  18. หน้า ๑๓๑–๑๓๕ อุบาลีคฤหบดีแก้ต่างด้วยอุปมาลูกวานร กล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณ จนนิครนถ์นาฏบุตรอาเจียนเป็นเลือด (จบสูตร) อุบาลีคฤหบดีตอบโต้ด้วยนิทานเปรียบเทียบพราหมณ์ ลูกวานร และช่างย้อมผ้า แสดงว่าคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นดุจผ้าใหม่ที่ควรย้อมทุบขัดได้ ต่างจากวาทะนิครนถ์ที่เป็นดุจลูกวานรทุบไม่ได้ แล้วกล่าวคาถายืนยันตนเป็นสาวกพระพุทธเจ้า พรรณนาพระคุณอย่างพิสดาร นิครนถ์นาฏบุตรทนไม่ได้จนโลหิตร้อนพลุ่งออกจากปาก จบอุปาลิวาทสูตรที่ ๖
  19. หน้า ๑๓๖–๑๔๓ อรรถกถาอุปาลิวาทสูตร: อธิบายศัพท์ ปาวาริกัมพวัน และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงให้ยืนยันคำพูดถึง ๓ ครั้ง อรรถกถาอธิบายศัพท์ในพระสูตร เช่น นาลันทา ปาวาริกัมพวัน (สวนของทุสสปาวาริกเศรษฐี) ทีฆตปัสสี อธิบายความต่างของทัณฑะและกรรม ๓ ตามหลักนิครนถ์กับพุทธศาสนา ไขข้อข้องใจว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงให้ทีฆตปัสสียืนยันคำพูดถึง ๓ ครั้ง เพราะทรงเล็งเห็นว่าจะเป็นเหตุให้อุบาลีคฤหบดีมาโต้วาทะและบรรลุธรรมในที่สุด รวมทั้งอธิบายศัพท์เรื่องการสำรวม ๔ ส่วนของนิครนถ์
  20. หน้า ๑๔๔–๑๔๙ อรรถกถาเล่าเรื่องป่าทัณฑกี: พระเจ้าทัณฑกีทรงกลั่นแกล้งฤษีกีสวัจฉะจนแคว้นวอดวาย อรรถกถาเล่าที่มาของป่าทัณฑกี นางคณิกาถูกพระราชาตัดฐานันดรเพราะริษยา จึงถ่มน้ำลายใส่ดาบสกีสวัจฉะแล้วอ้างว่าทำให้ได้ฐานันดรคืน พราหมณ์ปุโรหิตและพระเจ้าทัณฑกีก็หลงเชื่อทำตามความเข้าใจผิดนี้ เสนาบดีอุปัฏฐากช่วยขอขมาแต่พระราชาไม่ยอม เทวดาจึงบันดาลฝน ๙ ชนิดทำลายทั้งแคว้นจนกลายเป็นป่าร้าง เป็นตัวอย่างโทษมหันต์ของใจประทุษร้ายต่อผู้ทรงศีล
  21. หน้า ๑๕๐–๑๕๓ อรรถกถาเล่าเรื่องป่ากาลิงคะ: พระเจ้านาฬิกีระลวงฆ่าดาบส ๕๐๐ รูปด้วยอุบายทารุณ อรรถกถาเล่าว่าพระเจ้านาฬิกีระโกรธที่ดาบส ๕๐๐ รูปแสดงธรรมกระทบกระเทือนพระทัย จึงแสร้งนิมนต์มาฉันภัตตาหารแล้ววางกับดักไหคูถ หนามงิ้ว ให้นักมวยทุบตีและปล่อยสุนัขดุกัดจนดาบสตายหมดทุกรูปภายในวันเดียว เทวดาจึงบันดาลฝน ๙ ชนิดทำลายแคว้นกลิงคะจนกลายเป็นป่าร้าง เป็นอุทาหรณ์ผลกรรมของการทำร้ายผู้ทรงศีลด้วยใจริษยา
  22. หน้า ๑๕๔–๑๕๙ อรรถกถาเรื่องป่ามาตังคะ (๑): นางทิฏฐมังคลิกาผู้เย่อหยิ่งถูกบังคับแต่งกับมาตังคะจัณฑาล อรรถกถาเล่าชาดกว่าพระโพธิสัตว์เกิดเป็นมาตังคะจัณฑาล ถูกนางทิฏฐมังคลิกาธิดาเศรษฐีผู้ถือตัวรังเกียจจนถูกฝูงชนทุบตีสาหัส มาตังคะจึงไปนอนขวางประตูบ้านนางตามประเพณีที่บังคับให้ยกนางให้แต่งงานด้วย เมื่อได้นางแล้วจึงออกบวชบำเพ็ญฌานและอภิญญาจนสำเร็จ แล้ววางแผนเนรมิตกายเป็นท้าวมหาพรหมมาหานางเพื่อกู้เกียรติยศคืนให้นาง โดยให้นางประกาศล่วงหน้าว่าพรหมจะมาในวันเพ็ญ
  23. หน้า ๑๖๐–๑๖๕ อรรถกถาเรื่องป่ามาตังคะ (๒): นางกลายเป็นพรหมปชาบดี บุตรมัณฑพยะเกิดและสบประมาทมาตังคฤษี มาตังคะเนรมิตกายเป็นพรหมทำลายวงพระจันทร์ต่อหน้ามหาชนแล้วมาหานาง ชาวเมืองเชื่อว่านางเป็นชายาท้าวมหาพรหม ยอมจ่ายทรัพย์มหาศาลเพื่อขอกราบไหว้ นางจึงได้ชื่อพรหมปชาบดี ต่อมานางคลอดบุตรชื่อมัณฑพยะซึ่งพราหมณ์ ๘๐,๐๐๐ คนเลี้ยงดูอย่างโอ่อ่า เมื่อมาตังคฤษีในร่างจัณฑาลมาขออาหาร มัณฑพยะกลับสบประมาทดูหมิ่นว่าไม่ควรได้รับทาน แม้มาตังคฤษีจะกล่าวธรรมสอนก็ไม่ฟัง
  24. หน้า ๑๖๖–๑๗๔ อรรถกถาเรื่องป่ามาตังคะ (๓): เทวดาลงโทษมัณฑพยะ มาตังคฤษีปราบดาบสชาติมันตะ และถูกพระเจ้าเมชฌะปลงพระชนม์ เทวดาลงโทษบิดคอมัณฑพยะและพราหมณ์ ๘๐,๐๐๐ คนจนแข็งเกร็ง นางพรหมปชาบดีตามรอยเท้ามาขอขมามาตังคฤษี ท่านให้เอาเศษอาหารป้อนจึงหายเป็นปกติ แต่พราหมณ์อับอายที่กินอาหารเดนคนจัณฑาลจึงหนีไปแคว้นเมชฌะ มาตังคฤษีตามไปปราบมานะดาบสชาติมันตะด้วยการหยุดดวงอาทิตย์ไม่ให้ขึ้น ภายหลังพราหมณ์ยุยงพระเจ้าเมชฌะให้ปลงพระชนม์ท่านขณะนั่งสมาธิ เทวดาจึงบันดาลฝน ๙ ชนิดล้างแคว้นเมชฌะจนพินาศกลายเป็นป่า อธิบายที่มาชื่อป่าเมชฌะและป่ามาตังคะ
  25. หน้า ๑๗๕–๑๗๗ อรรถกถากลับมาไขศัพท์ในพระสูตร และเริ่มอธิบายอนุบุพพิกถา: อานิสงส์ทานและอานิสงส์ศีล อรรถกถากลับมาอธิบายศัพท์ในพระสูตรต่อ เช่น เหตุที่นิครนถ์ยกธงป่าวประกาศเมื่อได้สาวกใหม่ และเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอุบาลีให้ยังคงถวายทานแก่นิครนถ์ดังเดิม จากนั้นเริ่มไขความอนุบุพพิกถาที่ทรงแสดงแก่อุบาลี โดยพรรณนาอานิสงส์ของทานอย่างพิสดารว่าเป็นที่พึ่งดุจสิงหาสน์ นาวา ราชสีห์ ต่อด้วยอานิสงส์ของศีลว่าเป็นเครื่องประดับหาที่เปรียบมิได้ นำไปสู่สัคคกถาเรื่องสวรรค์สมบัติ เนื้อหายังไม่จบต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
  26. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ อรรถกถาอุปาลิวาทสูตร: อนุบุพพิกถาและการบรรลุธรรมจักษุของอุบาลีคฤหบดี ไขความศัพท์ในพระสูตร อธิบายลำดับการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า (อนุบุพพิกถา) เริ่มจากอานิสงส์ของทาน ศีล สวรรค์ แล้วแสดงโทษของกามและอานิสงส์การออกจากกาม จนถึงอริยสัจ ๔ เมื่อจิตของผู้ฟังอ่อนควรแก่การรับธรรมแล้ว อุบาลีคฤหบดีจึงได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติมรรค เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง
  27. หน้า ๑๘๐–๑๘๕ ฑีฆตปัสสีนิครนถ์บริภาษอุบาลี อุบาลีสรรเสริญพระพุทธคุณ นาฏบุตรอาเจียนเลือดถึงแก่กรรม ฑีฆตปัสสีนิครนถ์ทราบข่าวอุบาลีคฤหบดีเปลี่ยนไปถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จึงไปต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย เปรียบเหมือนคนซื้อของเล่นแล้วทิ้ง อุบาลีจึงกล่าวคาถายืดยาวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้ากว่าร้อยบท เช่น ผู้ชนะมาร ผู้มีปัญญากว้างดุจแผ่นดิน เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรทราบเรื่องก็เสียใจจนโลหิตพลุ่งออกจากปาก ถูกหามออกนอกเมือง และถึงแก่กรรมที่นครปาวาในเวลาไม่นาน จบอรรถกถาอุปาลิวาทสูตร
  28. หน้า ๑๘๖–๑๙๓ กุกกุโรวาทสูตร: ปุณณโกลิยบุตรผู้ถือวัตรอย่างโค และเสนิยอเจละผู้ถือวัตรอย่างสุนัข ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรอย่างโค และเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรอย่างสุนัขทูลถามผลกรรมของตน พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ถือวัตรสัตว์ดิรัจฉานอย่างสมบูรณ์ตายแล้วย่อมไปเกิดเป็นสัตว์นั้น หากวิบัติก็ตกนรก ทั้งสองร้องไห้ พระองค์จึงแสดงกรรม ๔ ประเภท คือ กรรมดำ กรรมขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว และกรรมไม่ดำไม่ขาว ปุณณะแสดงตนเป็นอุบาสก ส่วนเสนิยะขอบวชและบรรลุอรหัตต์ในเวลาไม่นาน
  29. หน้า ๑๙๔–๒๐๑ อรรถกถากุกกุโรวาทสูตร: ไขความศัพท์และกรรม ๔ ประเภท อธิบายศัพท์ในกุกกุโรวาทสูตร เช่น ความหมายของโควัตรและกุกกุรวัตร ขยายความกรรมดำ กรรมขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว และกรรมไม่ดำไม่ขาวที่นำไปสู่ความสิ้นกรรม อธิบายว่าเจตนาในมรรคเป็นกรรมที่ทำให้สิ้นกรรมทั้งปวงเพราะไม่ให้ผลทั้งดำและขาว จบลงด้วยการยืนยันว่าพระเสนิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย
  30. หน้า ๒๐๒–๒๐๘ อภยราชกุมารสูตร: นิครนถ์วางแผนใช้ปัญหาสองเงื่อนดักพระพุทธเจ้า นิครนถ์นาฏบุตรสอนอภัยราชกุมารให้ทูลถามปัญหาดักพระพุทธเจ้าเรื่องวาจาไม่เป็นที่รัก หวังให้พระองค์จนแต้มเหมือนติดก้างในคอ พระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาเด็กอมก้อนกรวดอธิบายว่าพระองค์ตรัสวาจาที่จริงและมีประโยชน์ แม้ไม่เป็นที่รักก็ตรัสในเวลาอันควรด้วยความเอ็นดูสัตว์ทั้งหลาย ทรงแสดงพุทธปฏิภาณตอบปัญหาได้ฉับพลันเพราะแทงตลอดธรรมธาตุ อภัยราชกุมารเลื่อมใสแสดงตนเป็นอุบาสก
  31. หน้า ๒๐๙–๒๑๔ อรรถกถาอภยราชกุมารสูตร: วาจา ๖ ประเภท และนิทานชายแก่กับนักเลงเหล้า ไขความที่มาของปัญหาดักพระพุทธเจ้าที่นิครนถ์คิดนานถึง ๔ เดือน อธิบายวาจา ๖ แบบตามเกณฑ์ความจริง ประโยชน์ และความเป็นที่รัก พร้อมนิทานชายแก่ชาวบ้านถูกนักเลงเหล้ากลุ่มหนึ่งลวงให้เล่าเรื่องเกินจริงแข่งกันหวังยึดทรัพย์ แต่ชายแก่กลับเล่าเรื่องใหญ่โตกว่าจนจับนักเลงเหล่านั้นเป็นทาสได้ ใช้เป็นอุปมาเปรียบเทียบถ้อยคำที่ไม่ควรและควรกล่าว
  32. หน้า ๒๑๕–๒๒๐ พหุเวทนิยสูตร: ข้อโต้แย้งเรื่องเวทนา ๒ หรือ ๓ และลำดับสุขอันประณีตยิ่งขึ้น ช่างไม้ปัญจกังคะโต้แย้งกับพระอุทายีว่าพระพุทธเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ หรือ ๓ อย่าง ทั้งสองตกลงกันไม่ได้ พระอานนท์จึงนำเรื่องไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเวทนาจำแนกได้หลายนัยตั้งแต่ ๒ ถึง ๑๐๘ ตามวิธีนับ แล้วทรงแสดงลำดับความสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่กามสุข ฌานทั้งสี่ อรูปฌาน จนถึงสุขอันยอดเยี่ยมคือสัญญาเวทยิตนิโรธซึ่งเป็นสุขที่ไม่มีผู้เสวย
  33. หน้า ๒๒๑–๒๒๒ อรรถกถาพหุเวทนิยสูตร: การจำแนกเวทนาโดยนัยต่าง ๆ อธิบายการจำแนกเวทนาตามนัยต่าง ๆ ทั้ง ๒, ๓, ๕, ๖, ๑๘, ๓๖ และ ๑๐๘ พร้อมไขความว่าเหตุใดนิโรธจึงจัดเป็นสุขทั้งที่ไม่มีผู้เสวย เพราะมีความหมายว่าเป็นภาวะปราศจากทุกข์เช่นเดียวกับสุขที่มีผู้เสวย และชี้ว่าพระธรรมเทศนานี้จบลงด้วยยอดธรรมคือพระอรหัตด้วยอำนาจเวไนยบุคคล
  34. หน้า ๒๒๓–๒๓๔ อปัณณกสูตร: หลักธรรมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ยังไม่มีศาสดาที่เชื่อมั่น พระพุทธเจ้าเสด็จถึงบ้านศาลา แคว้นโกศล ตรัสสอนพราหมณ์และคฤหบดีผู้ยังไม่มีศาสดาที่เลื่อมใสให้ถือ "อปัณณกธรรม" โดยเทียบวาทะสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันเรื่องผลของทาน กรรม และโลกหน้า ชี้ว่าผู้เชื่อว่ามีโลกหน้าและกรรมมีผลย่อมปลอดภัยกว่าในทั้งสองกรณีตามหลักเดิมพันที่ไม่มีทางเสีย จากนั้นเริ่มแสดงวาทะที่ขัดแย้งกันเรื่องการกระทำมีผลจริงหรือไม่ (กิริยวาทะ-อกิริยวาทะ) ด้วยอุปมาไปฝั่งแม่น้ำคงคา เรื่องยังไม่จบในหน้านี้
  35. หน้า ๒๓๕–๒๓๙ อปัณณกสูตร: ข้อโต้แย้งเรื่องเหตุปัจจัยของความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ (อเหตุกทิฏฐิ) และอภิชาติ ๖ แสดงวาทะสมณพราหมณ์ที่ปฏิเสธเหตุปัจจัย เชื่อว่าสัตว์เศร้าหมองหรือบริสุทธิ์เองตามโชคชะตาและกำเนิด (อภิชาติ ๖) โดยไม่มีกำลังหรือความเพียรใดเปลี่ยนแปลงได้ ตรงข้ามกับฝ่ายที่ยืนยันว่ามีเหตุปัจจัยจากการกระทำของตน พระพุทธเจ้าทรงแนะให้เลือกเชื่อฝ่ายที่มีเหตุปัจจัย เพราะนำไปสู่การละอกุศลและเจริญกุศลอย่างปลอดภัยกว่า
  36. หน้า ๒๔๐–๒๔๒ อปัณณกสูตร: ข้อโต้แย้งเรื่องอรูปพรหมและความดับสนิทแห่งภพ วิธีวางใจของบัณฑิตต่อสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ กล่าวถึงสมณพราหมณ์สองฝ่ายที่เห็นต่างกันว่าอรูปพรหมมีจริงหรือไม่ และภาวะดับสนิทแห่งภพ (นิพพาน) มีจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีคิดของบัณฑิตผู้ไม่รู้แน่ชัด คือปฏิบัติเพื่อคลายกำหนัดในรูปและในภพไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่ว่าความเห็นฝ่ายใดจะจริง การปฏิบัติเช่นนี้ก็ไม่มีทางเสียหาย
  37. หน้า ๒๔๓–๒๕๓ อปัณณกสูตร: บุคคล ๔ จำพวก จากการทรมานตนแบบเปลือยกาย สู่พระภิกษุผู้บรรลุวิชชา ๓ และพราหมณ์คฤหบดีขอถึงสรณะ จำแนกบุคคล ๔ ประเภทตามการทรมานตนและผู้อื่น พรรณนาการปฏิบัติของนักบวชเปลือยกายที่ทรมานตนอย่างรุนแรง (อดอาหาร นุ่งผ้าประหลาด ถอนผมหนวด) และกษัตริย์ที่บูชายัญทรมานสัตว์และคนรับใช้ ตรงข้ามกับพระภิกษุผู้ไม่เบียดเบียนใคร บำเพ็ญศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญฌาน ๔ จนบรรลุวิชชา ๓ (ระลึกชาติ ทิพยจักษุ อาสวักขยญาณ) จบด้วยพราหมณ์คฤหบดีชาวบ้านศาลาเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก จบอปัณณกสูตรและคหปติวรรค
  38. หน้า ๒๕๔–๒๖๒ อรรถกถาอปัณณกสูตร: อธิบายศัพท์บาลีและสรุปทิฏฐิผิด ๓ แบบ (นัตถิกวาทะ อกิริยวาทะ อเหตุกวาทะ) อรรถกถาอธิบายที่มาของพระสูตร เหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสถามชาวบ้านศาลา เพราะสมณพราหมณ์ต่างๆ ผลัดกันมาสอนให้ชาวบ้านยึดถือทิฏฐิ ๖๒ อย่างจนสับสน อธิบายศัพท์บาลีในพระสูตรอย่างละเอียด และชี้ว่าทิฏฐิผิดทั้งสามแบบล้วนปฏิเสธทั้งกรรมและผลของกรรมโดยนัย เตือนให้บัณฑิตเว้นห่างคนมีทิฏฐิชั่วดุจงูพิษ จบด้วยรายชื่อ ๑๐ พระสูตรในคหปติวรรค
  39. หน้า ๒๖๓–๒๗๑ จูฬราหุโลวาทสูตร: พระพุทธเจ้าสอนสามเณรราหุลเรื่องไม่พูดเท็จ ด้วยอุปมาภาชนะน้ำและช้างศึก พระพุทธเจ้าทรงสอนสามเณรราหุลผู้มีอายุ ๗ พรรษาไม่ให้พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ ด้วยอุปมาภาชนะน้ำที่เทน้ำออก คว่ำ และหงายว่างเปล่า และช้างศึกที่ยังไม่ยอมสละชีวิตจนกว่าจะใช้งวงต่อสู้ เปรียบคนพูดเท็จไม่มียางอายว่าจะทำบาปอะไรก็ได้ แล้วสอนให้พิจารณากรรมทางกาย วาจา ใจ ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำเสมอ ดุจส่องกระจกดูใบหน้าตนเอง
  40. หน้า ๒๗๒–๒๗๗ อรรถกถาอัมพลัฏฐิกราหุโลวาทสูตร: ที่มาพระสูตรราหุลชุดต่างๆ และอธิบายอุปมาช้างศึก-แว่นส่องหน้า อรรถกถาไล่เรียงลำดับพระสูตรที่ตรัสสอนพระราหุลตามช่วงวัยต่างๆ ตั้งแต่สามเณรปัญหา ราหุลสูตร ราหุลสังยุต จนถึงมหาและจุลลราหุโลวาทสูตร พร้อมจุดประสงค์ของแต่ละสูตร อธิบายศัพท์บาลีในอุปมาช้างศึกและแว่นส่องหน้าอย่างละเอียด และวิธีตรวจสอบกายกรรมวจีกรรมก่อนนอนกับมโนกรรมระหว่างบิณฑบาต ปิดท้ายด้วยอุปมาเทวดาเก็บยอดกองรัตนะ
  41. หน้า ๒๗๘–๒๘๕ มหาราหุโลวาทสูตร: เบญจขันธ์ไม่ใช่ตัวตน ธาตุ ๕ ภาวนาเสมอด้วยดินน้ำไฟลมอากาศ พรหมวิหารและอานาปานสติ ๑๖ ขั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราหุลผู้เจริญวัยแล้วให้เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งภายในภายนอกว่าไม่ใช่ของเรา สอนธาตุ ๕ และภาวนาให้ใจเสมอด้วยดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งสกปรก สอนเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภะ อนิจจสัญญา เพื่อละพยาบาท วิหิงสา อรติ ปฏิฆะ ราคะ และอัสมิมานะตามลำดับ ปิดท้ายด้วยวิธีเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขั้นอย่างละเอียด
  42. หน้า ๒๘๖–๒๙๑ อรรถกถามหาราหุโลวาทสูตร: อุปมาพระพุทธเจ้าและพระราหุลดุจสัตว์คู่พ่อลูก และเรื่องราหุลเผลอคิดยินดีในรูปกาย อรรถกถาพรรณนาความงามของพระพุทธเจ้าและพระราหุลด้วยอุปมาสัตว์คู่พ่อลูกหลายชนิด (ช้าง สิงห์ เสือ ครุฑ หงส์ ฯลฯ) แล้วเล่าว่าขณะตามเสด็จ พระราหุลเผลอคิดยินดีในรูปกายอันงามของตน พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ด้วยพระทัยจึงทรงหันกลับมาเทศนาเรื่องเบญจขันธ์ทันทีเพื่อป้องกันมิให้กิเลสเติบโต และอธิบายเหตุที่ราหุลถูกยกเป็นเอตทัคคะด้านใคร่การศึกษา (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป)
  43. หน้า ๒๙๒–๒๙๗ อรรถกถามหาราหุโลวาทสูตร: อุปมาพระพุทธเจ้ากับพระราหุล และการเจริญอานาปานสติ อรรถกถาอธิบายมหาราหุโลวาทสูตร เปิดด้วยอุปมาอันวิจิตรเปรียบพระพุทธเจ้ากับพระราหุลที่ทรงพระดำเนินตามหลังดุจพญาช้างกับลูกช้าง สีหราชกับลูกสีหะ ครุฑ หงส์ และพระเจ้าจักรพรรดิ จากนั้นเล่าว่าพระราหุลเกิดฉันทราคะในรูปกายตนเอง พระพุทธเจ้าทรงหันมาตรัสสอนก่อนกิเลสจะเติบโต อธิบายเหตุที่ทรงแสดงรูปกรรมฐานก่อน และเหตุที่พระสารีบุตรชักชวนพระราหุลให้เจริญอานาปานสติในวันที่ท่านอดอาหารเพราะรอฟังธรรม พร้อมเล่าความเป็นผู้ใฝ่ศึกษาของพระราหุลผู้ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ
  44. หน้า ๒๙๘–๓๐๗ จูฬมาลุงกยโอวาทสูตร: ปัญหาที่ไม่ทรงพยากรณ์และอุปมาบุรุษถูกลูกศรอาบยาพิษ พระมาลุงกยบุตรคิดน้อยใจที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาอภิปรัชญา ๑๐ ข้อ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ โลกมีที่สุดหรือไม่ ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันหรือต่างกัน สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ จึงขู่จะสึกถ้าไม่ได้คำตอบ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาบุรุษถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ แต่ไม่ยอมให้ถอนลูกศรจนกว่าจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ยิงและอาวุธ ซึ่งจะตายเสียก่อน ทรงชี้ว่าปัญหาเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อการหลุดพ้น จึงทรงแสดงเฉพาะอริยสัจ ๔ อันนำไปสู่นิพพาน
  45. หน้า ๓๐๘–๓๒๐ มหามาลุงกยโอวาทสูตร: โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ และมรรคปฏิปทาเครื่องละสังโยชน์ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุถึงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท) พระมาลุงกยบุตรตอบได้แต่ชื่อโดยไม่เข้าใจแก่นแท้ ถูกทรงยกอุปมาเด็กทารกที่มีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ทั้งที่ยังไม่มีความคิดปรุงแต่ง พระอานนท์ทูลขอให้ทรงแสดงมรรคปฏิปทาละสังโยชน์ ทรงอุปมาด้วยการว่ายข้ามแม่น้ำคงคาและการถากไม้ถึงแก่น แล้วอธิบายฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ เป็นทางละสังโยชน์ ปิดท้ายด้วยเหตุที่ภิกษุบางรูปหลุดพ้นทางเจโตวิมุตติ บางรูปทางปัญญาวิมุตติ
  46. หน้า ๓๒๑–๓๓๖ ภัททาลิสูตร: พระภัททาลิไม่อาจฉันอาหารหนเดียวและการขอขมาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญการฉันอาหารหนเดียวว่าทำให้อาพาธน้อย กายเบา มีกำลัง แต่พระภัททาลิทูลว่าไม่สามารถทำได้แม้แบบผ่อนปรน จึงหลีกเลี่ยงไม่เข้าเฝ้าตลอดไตรมาสด้วยความละอาย ภายหลังเพื่อนภิกษุแนะให้ไปกราบทูลขอขมา พระพุทธเจ้าตรัสถามเปรียบเทียบกับพระอริยบุคคล ๗ จำพวกให้ท่านเห็นว่าตนยังว่างเปล่าจากคุณธรรม ทรงอธิบายเหตุที่ภิกษุบางรูปถูกตักเตือนซ้ำๆ ปิดท้ายด้วยอุปมาการฝึกม้าอาชาไนยหนุ่มทีละขั้นเทียบกับมรรคมีองค์ ๘
  47. หน้า ๓๓๗–๓๔๘ อรรถกถาภัททาลิสูตร: ภูมิหลังพระภัททาลิและอุปมาการฝึกม้าอาชาไนย (ยังไม่จบ) อรรถกถาอธิบายศัพท์และเรื่องราวเบื้องหลังภัททาลิสูตร เล่าว่าในอดีตชาติพระภัททาลิเคยเกิดเป็นกาซึ่งเป็นสัตว์หิวบ่อย จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดท่านจึงฉันอาหารหนเดียวไม่ได้ อธิบายภูมิหลังสิกขาบทห้ามฉันในเวลาวิกาล และเหตุที่พระศาสดาทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเมื่อสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่ เลิศด้วยลาภ ยศ พาหุสัจจะ และรัตตัญญู พร้อมยกตัวอย่างพระอุปเสนวังคันตบุตร จากนั้นเริ่มไขความอุปมาการฝึกม้าอาชาไนยหนุ่มทีละขั้นตอน ยังไม่จบเนื้อหาในหน้าสุดท้ายของช่วงนี้
  48. หน้า ๓๔๙–๓๕๑ อุปมาม้าอาชาไนยกับการฝึกภิกษุ และเรื่องภิกษุหนุ่มผู้เคยเป็นควาญม้าถวายลูกม้าสินธพแด่พระราชา อรรถกถาอธิบายอุปมาการฝึกม้าอาชาไนยเทียบกับการฝึกภิกษุ ตั้งแต่ฝึกให้รู้บังเหียน แอก ก้าวย่าง วิ่งเป็นวงกลม จรดกีบ จนถึงความอดทนต่อเสียงร้องในสงคราม แทรกด้วยเรื่องเล่าภิกษุหนุ่มผู้เคยเป็นควาญม้า พบลูกม้าสินธพที่ถูกมองข้ามว่าไร้ค่า จึงทูลพระราชาให้ทดลองอาหารและฝึกจนแสดงความสามารถพิเศษ ทำให้พระราชาผู้มีมิจฉาทิฏฐิเลื่อมใส จบด้วยการปิดอรรถกถาภัททาลิสูตร
  49. หน้า ๓๕๒–๓๕๕ ลฑุกิโกปมสูตร: พระอุทายีสรรเสริญพระคุณที่ทรงยกเลิกการฉันในเวลาวิกาล และโทษของการบิณฑบาตยามค่ำคืน พระอุทายีเข้าเฝ้ากราบทูลว่าเมื่อพักผ่อนในที่ลับ ได้ระลึกถึงพระคุณที่ทรงนำธรรมอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ออกจากภิกษุ แล้วเล่าว่าแต่ก่อนภิกษุฉันได้ทั้งเย็นเช้าและวิกาล จนพระพุทธเจ้าทรงให้เลิกฉันวิกาลกลางวันแล้วกลางคืนตามลำดับ แม้น้อยใจในตอนแรกแต่ก็ยอมรับด้วยความเคารพ พร้อมเล่าเหตุการณ์อันตรายที่ภิกษุพบขณะบิณฑบาตยามค่ำ เช่น ตกหลุมโสโครก ถูกโจรพบ หญิงชักชวนในทางผิด และถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปีศาจ
  50. หน้า ๓๕๖–๓๖๑ อุปมานางนกมูลไถ ช้างต้น คนจน และคนมั่งมี: เครื่องผูกโทษเล็กน้อยสำหรับผู้มีศรัทธาน้อยกับผู้มีศรัทธามาก พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าโทษเพียงเล็กน้อยเป็นเครื่องผูกที่แข็งแกร่งสำหรับภิกษุผู้มีศรัทธาน้อย เปรียบเหมือนนางนกมูลไถถูกผูกด้วยเถาวัลย์หัวด้วนก็หนีไม่พ้น แต่สำหรับภิกษุผู้มีศรัทธามาก โทษเดียวกันไม่มีกำลัง เปรียบเหมือนช้างต้นสะบัดเชือกขาดง่าย และคนมั่งมีสละทรัพย์บวชได้ง่ายกว่าคนจนสละกระท่อมเก่า จากนั้นตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกที่ต่างกันในการละอุปธิ (สิ่งยึดติด) ได้ช้าหรือเร็ว
  51. หน้า ๓๖๒–๓๖๖ กามคุณ ๕ กับสุขจากฌาน ๔ และการละความหวั่นไหวไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ากามคุณ ๕ ให้สุขไม่บริสุทธิ์ควรเกรงกลัว ต่างจากสุขจากฌาน ๔ ซึ่งควรเจริญให้มาก แต่แม้ฌานแต่ละขั้นก็ยังทรงเรียกว่า หวั่นไหว ตราบใดที่องค์ฌานหยาบยังไม่ดับ จึงทรงสอนให้ภิกษุละความอาลัยในฌานและอรูปฌานแต่ละขั้นไปตามลำดับ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธซึ่งเป็นที่สุดแห่งการละสังโยชน์ทั้งละเอียดและหยาบ จบพระสูตร
  52. หน้า ๓๖๗–๓๗๕ อรรถกถาลฑุกิโกปมสูตร: ไขความศัพท์และขยายอุปมาเรื่องการละโทษเล็กน้อยกับบุคคล ๔ จำพวก อรรถกถาอธิบายศัพท์ในลฑุกิโกปมสูตร เช่น เหตุที่พระอุทายีเข้าเฝ้า โทษของการบิณฑบาตกลางคืน ความหมายของนางนกมูลไถและช้างต้น พร้อมจำแนกบุคคล ๔ จำพวกที่ยังละอุปธิไม่ได้ ละได้ และละได้เร็ว โดยยกปุถุชนถึงพระอนาคามีเป็นกรณีศึกษา และอธิบายความหมายของกามคุณ ฌาน และความหวั่นไหวในแต่ละขั้น ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถา
  53. หน้า ๓๗๖–๓๘๐ จาตุมสูตร: พระพุทธเจ้าทรงประณามหมู่ภิกษุ ๕๐๐ รูปที่ส่งเสียงดัง จนเจ้าศากยะและท้าวสหัมบดีพรหมทูลขอให้ทรงเมตตา ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นหัวหน้าเดินทางมาเฝ้าที่จาตุมคาม แต่ส่งเสียงดังขณะจัดที่พักจนพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเป็นเหมือนชาวประมงแย่งปลาแล้วทรงขับไล่ออกไป เจ้าศากยะชาวจาตุมาทูลขอร้องด้วยอุปมาพืชอ่อนขาดน้ำและลูกโคพลัดแม่ ต่อมาท้าวสหัมบดีพรหมก็ทูลวิงวอนซ้ำด้วยอุปมาเดียวกัน จนพระพุทธเจ้าทรงยอมให้หมู่ภิกษุกลับเข้าเฝ้าได้อีกครั้ง
  54. หน้า ๓๘๑–๓๘๔ ความต่างในพระทัยพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ และภัย ๔ อย่างของผู้ออกบวช (คลื่น จระเข้ น้ำวน ปลาร้าย) เมื่อภิกษุกลับเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่าคิดอย่างไรตอนถูกขับไล่ พระสารีบุตรคิดผิดว่าจะปลีกตัวอยู่สบายคนเดียว ถูกตรัสห้ามทันที ส่วนพระโมคคัลลานะคิดถูกว่าตนกับพระสารีบุตรต้องช่วยกันดูแลสงฆ์ จากนั้นทรงแสดงภัย ๔ อย่างที่ผู้ออกบวชพึงพบ คือ ภัยแต่คลื่น (ความโกรธ) ภัยแต่จระเข้ (ความเห็นแก่ท้อง) ภัยแต่น้ำวน (กามคุณ ๕) และภัยแต่ปลาร้าย (มาตุคาม) ล้วนเป็นเหตุให้ผู้บวชใหม่บอกคืนสิกขาสึกไป
  55. หน้า ๓๘๕–๓๙๐ อรรถกถาจาตุมสูตร: ไขความเหตุการณ์ประณามภิกษุและความหมายภัย ๔ อย่างของบรรพชิต อรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่พระอัครสาวกพาภิกษุใหม่ ๕๐๐ รูปมาเฝ้าเพื่อให้ได้ฟังธรรมและตั้งอยู่ในอุปนิสัยของตน อธิบายเหตุที่ภิกษุถูกประณามและไม่มีผู้กล้าทูลทักท้วง ขยายความอุปมาพืชอ่อนกับลูกโค และเหตุที่พระสารีบุตรถูกทรงห้ามแต่พระโมคคัลลานะได้รับสาธุการเพราะเข้าใจภาระของตนถูกต้อง จากนั้นไขความภัย ๔ อย่างว่าเปรียบได้กับอันตรายจากการลงน้ำจริง
  56. หน้า ๓๙๑–๓๙๔ นฬกปานสูตร: พระอนุรุทธะและเพื่อนกุลบุตรผู้มีชื่อเสียงยืนยันความยินดีในพรหมจรรย์ และคำแก้ข้อกล่าวหาเรื่องอาสวะที่ยังไม่สิ้น ณ บ้านนฬกปานะ กุลบุตรมีชื่อเสียง เช่น พระอนุรุทธะ พระอานนท์ และคณะ ออกบวชตามพระพุทธเจ้า เมื่อทรงถามว่ายังยินดีในพรหมจรรย์หรือไม่ ภิกษุทั้งหลายนิ่งจนต้องตรัสถามพระอนุรุทธะโดยตรง ได้คำตอบว่ายินดี จึงทรงสอนว่าผู้บวชด้วยศรัทธาพึงบรรลุปีติสุขจากฌาน แล้วทรงแก้คำครหาที่ว่าพระองค์ยังทรงมีอาสวะจึงต้องพิจารณาก่อนเสพหรือละสิ่งต่าง ๆ โดยยืนยันว่าอาสวะทั้งปวงทรงละได้หมดแล้วดุจตาลยอดด้วน
  57. หน้า ๓๙๕–๔๐๑ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ภพภูมิสาวกผู้ล่วงลับ และความอยู่ผาสุกของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เมื่อได้ยินคำพยากรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าที่ทรงพยากรณ์ภพภูมิของสาวกผู้ตายไปแล้วมิใช่เพื่อให้พิศวง เกลี้ยกล่อม หรือหวังลาภยศ แต่เพื่อให้กุลบุตรผู้มีศรัทธาได้ยินแล้วน้อมจิตตามอย่าง ทรงแสดงซ้ำเป็นแบบแผนเดียวกันว่าเมื่อภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาทราบว่าเพื่อนร่วมธรรมที่ตนรู้จักคุณธรรมบรรลุอรหัตหรือมรรคผลขั้นต่าง ๆ แล้วถึงแก่กรรม ย่อมระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาของผู้นั้นแล้วน้อมจิตตามเป็นความอยู่สำราญ จบพระสูตร
  58. หน้า ๔๐๒–๔๐๕ อรรถกถานฬกปานสูตร: ชาดกพญาวานรสอนบริวารดื่มน้ำด้วยไม้อ้อหนียักษ์ในสระ ที่มาชื่อบ้านนฬกปานะ อรรถกถาเล่าที่มาชื่อบ้านนฬกปานะย้อนไปถึงชาดกที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาวานรสอนบริวารไม่ให้กินหรือดื่มสิ่งที่ไม่เคยตรวจสอบก่อน เมื่อพบสระที่มียักษ์รากษสหวงแหนคอยจับกินผู้ลงไป พญาวานรจึงให้บริวารดื่มน้ำผ่านไม้อ้อกลวงบนฝั่งแทนการลงสระ ทำให้ยักษ์ทำอะไรไม่ได้ ต่อจากนั้นอรรถกถาเริ่มไขความว่าเหตุแห่งการออกบวชไม่ใช่หนีราชภัยหรือหนี้สิน และเริ่มอธิบายเรื่องฌาน (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในหน้าถัดไป)
  59. หน้า ๔๐๖ อรรถกถานฬกปานสูตร: ชาดกพญาวานรกับไม้อ้อ และคำอธิบายศัพท์ อรรถกถาอธิบายที่มาชื่อ "นฬกปานะ" ผ่านชาดกเรื่องพญาวานรโพธิสัตว์ผู้ฉลาดใช้ไม้อ้อกลวงดูดน้ำจากสระที่มียักษ์สิงอยู่ แทนที่จะลงไปดื่มแล้วถูกยักษ์จับกิน จึงรอดพ้นได้ทั้งฝูง นอกจากนี้ยังไขความหมายบาลีต่างๆ เช่น ผู้บวชด้วยเหตุอันบริสุทธิ์ไม่ใช่เพื่อหนีราชภัย โจร หนี้สิน หรือความอดอยาก และอธิบายความหมายของวิเวก ปีติสุข และการพยากรณ์ภพภูมิของสาวกผู้ล่วงลับ
  60. หน้า ๔๐๗–๔๑๖ โคลิสสานิสูตร: ข้อวัตรของภิกษุผู้ถืออรัญญิกธุดงค์เมื่ออยู่ในสงฆ์ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยปรารภภิกษุโคลิสสานิผู้ถือธุดงค์อยู่ป่าแต่มีมารยาทหยาบคาย ว่าภิกษุอรัญญิกเมื่อเข้าสู่สงฆ์ควรมีความเคารพ ฉลาดในที่นั่ง เข้า-ออกบ้านตามเวลา ไม่คะนองกายวาจา ว่าง่าย มีกัลยาณมิตร สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในอาหาร มีความเพียร มีสติ มีปัญญา และแตกฉานทั้งอภิธรรม อภิวินัย อรูปสมาบัติ และอุตตริมนุสสธรรม พระโมคคัลลานะถามว่าใช้กับภิกษุอยู่ป่าเท่านั้นหรือ สารีบุตรตอบว่าแม้ภิกษุอยู่ใกล้บ้านก็ควรปฏิบัติเช่นกัน
  61. หน้า ๔๑๗–๔๓๐ กีฏาคิริสูตร: การฉันอาหารมื้อเดียว เรื่องพระอัสสชิปุนัพพสุกะ และบุคคล ๗ จำพวก พระพุทธเจ้าทรงชักชวนภิกษุงดฉันอาหารในเวลาวิกาลกลางคืน เพราะทำให้อาพาธน้อย แต่พระอัสสชิและปุนัพพสุกะไม่ยอมเชื่อฟัง อ้างว่าตนฉันได้ทุกเวลาก็ยังแข็งแรงดี พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่าไม่ควรยึดถือสุขหรือทุกข์ตามที่เคยชิน แต่ควรพิจารณาว่าอกุศลธรรมเจริญหรือเสื่อมจากการเสพสิ่งนั้น จากนั้นทรงจำแนกบุคคล ๗ จำพวกตามระดับความหลุดพ้น และสอนว่าการบรรลุอรหัตต้องอาศัยการศึกษาและปฏิบัติไปตามลำดับ ไม่ใช่ก้าวกระโดดในครั้งเดียว
  62. หน้า ๔๓๑–๔๓๙ อรรถกถากีฏาคิริสูตร และสรุปพระสูตรภิกขุวรรคที่ ๒ อรรถกถาขยายความกีฏาคิริสูตร อธิบายประวัติภิกษุฉัพพัคคีย์ทั้งหกและเหตุที่แบ่งเว้นการฉันเป็นสองคราว ชี้แจงข้อโต้แย้งของผู้เข้าใจผิดว่ามรรคจิตเกิดขึ้นหลายขณะ โดยยืนยันว่ามรรคจิตเกิดขณะเดียว พร้อมอธิบายอุปมาความเพียรมีองค์ ๔ คือหนัง เอ็น กระดูก เนื้อและเลือด ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในภิกขุวรรคที่ ๒
  63. หน้า ๔๔๐–๔๔๖ ปริพพาชกวรรค เริ่มด้วยจูฬวัจฉโคตตสูตร: วิชชา ๓ และคฤหัสถ์ผู้ไปสวรรค์ เริ่มปริพพาชกวรรค ด้วยจูฬวัจฉโคตตสูตร ปริพาชกวัจฉโคตรทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงอ้างว่ารู้เห็นทุกสิ่งตลอดเวลาจริงหรือไม่ พระองค์ทรงปฏิเสธคำกล่าวอ้างเกินจริงนั้น แต่ทรงยืนยันว่าพระองค์มีวิชชา ๓ คือ ระลึกชาติได้ ทิพยจักษุเห็นการเวียนว่ายตามกรรม และสิ้นอาสวะ ทรงตอบคำถามว่าคฤหัสถ์ที่ยังไม่ละสังโยชน์ตายแล้วไปสวรรค์ได้จำนวนมาก แต่นักบวชอาชีวกแทบไม่มีใครไปสวรรค์เลยตลอด ๙๑ กัป เว้นเพียงผู้เดียวที่เป็นกรรมวาที
  64. หน้า ๔๔๗–๔๕๕ อัคคิวัจฉโคตตสูตร: ทิฏฐิ ๑๐ ประการ และอุปมาไฟดับเรื่องผู้หลุดพ้น วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องทิฏฐิ ๑๐ ประการ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ ตายแล้วมีอยู่หรือไม่ พระองค์ทรงปฏิเสธทุกข้อ อธิบายว่าทิฏฐิเหล่านี้เป็นเพียงความเห็นรกชัฏนำไปสู่ทุกข์ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ เมื่อถูกถามว่าผู้หลุดพ้นแล้วไปเกิดที่ไหน ทรงอุปมาด้วยไฟที่ดับเพราะสิ้นเชื้อ ไม่อาจกล่าวได้ว่าไปทิศใด เช่นเดียวกับตถาคตผู้ละขันธ์ ๕ แล้วลึกซึ้งเกินหยั่งถึง วัจฉโคตรเลื่อมใสอุปมาต้นสาละที่เหลือแต่แก่น จึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  65. หน้า ๔๕๖–๔๖๒ มหาวัจฉโคตตสูตร: กุศลอกุศลโดยย่อ และบริษัท ๔ ผู้บรรลุธรรม (ยังไม่จบ) มหาวัจฉโคตตสูตร วัจฉโคตรทูลขอให้แสดงกุศลอกุศลโดยย่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลภ โทสะ โมหะเป็นอกุศล ตรงข้ามเป็นกุศล พร้อมจำแนกกรรมบถ ๑๐ เมื่อวัจฉโคตรถามว่ามีสาวกที่บรรลุความหลุดพ้นหรือไม่ พระองค์ตรัสยืนยันว่ามีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่บรรลุธรรมนับร้อยนับพัน ทั้งฝ่ายประพฤติพรหมจรรย์และฝ่ายบริโภคกาม วัจฉโคตรจึงเริ่มไล่เรียงว่าพรหมจรรย์นี้จะบริบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อบริษัททั้งสี่บำเพ็ญธรรมได้บริบูรณ์ครบทุกฝ่าย (เนื้อหายังไม่จบ)
  66. หน้า ๔๖๓–๔๖๘ มหาวัจฉโคตตสูตร: วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามธรรม บวชและบรรลุอรหัตตผล วัจฉโคตรปริพาชกทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมฝ่ายกุศลและอกุศลโดยย่อ พระองค์ทรงแสดงมูล ๓ และกรรมบถ ๑๐ จากนั้นวัจฉะทูลถามว่ามีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่บรรลุธรรมสูงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีมากมายทุกหมู่ วัจฉะเลื่อมใสขอบวช แม้ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนตามธรรมเนียมเดียรถีย์ก็ยินดีอยู่ถึง ๔ ปี หลังบวชได้กึ่งเดือนทูลขอธรรมที่สูงขึ้น พระพุทธเจ้าสอนสมถะวิปัสสนาและอภิญญา ๖ ไม่นานท่านก็บรรลุอรหัตตผล
  67. หน้า ๔๖๙–๔๗๑ อรรถกถามหาวัจฉสูตร: อธิบายเหตุที่ทรงสงเคราะห์วัจฉปริพาชก อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงสงเคราะห์ให้โอกาสวัจฉปริพาชกผู้ยังเป็นสัสสตทิฏฐิมาเฝ้าหลายครั้ง เพราะทรงเห็นด้วยพระญาณว่าในที่สุดเขาจะบวชและบรรลุอภิญญา ๖ อธิบายศัพท์ในสูตร เช่นความหมายของการเจริญสมถะควบวิปัสสนาเพื่อให้ได้ทั้งอภิญญาและอรหัตตผล และเหตุที่วัจฉภิกษุบรรลุธรรมได้รวดเร็วหลังบวช
  68. หน้า ๔๗๒–๔๗๗ ทีฆนขสูตร: ทิฏฐิ "สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา" และพระสารีบุตรบรรลุอรหัตต์ ปริพาชกชื่อทีฆนขะ (หลานพระสารีบุตร) กราบทูลว่าตนเห็นว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา" พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าความเห็นนั้นเองก็ไม่ควร ทรงแสดงโทษของทิฏฐิ ๓ แบบที่ก่อวิวาทกัน แล้วสอนให้พิจารณากายและเวทนา ๓ โดยความไม่เที่ยงจนคลายความยึดมั่น ขณะฟังธรรมพระสารีบุตรผู้ถวายงานพัดอยู่ข้างหลังบรรลุอรหัตตผล ส่วนทีฆนขะได้ดวงตาเห็นธรรมและแสดงตนเป็นอุบาสก
  69. หน้า ๔๗๘–๔๘๕ อรรถกถาทีฆนขสูตร: ประวัติถ้ำสุกรขาตาและความหมายของทิฏฐิสุดโต่ง อรรถกถาเล่าประวัติถ้ำสุกรขาตาว่าพรานป่าตกแต่งถวายเป็นที่ประทับ อธิบายเหตุที่ทีฆนขะไปเฝ้าเพราะอยากทราบข่าวหลวงลุงที่เพิ่งบวช ไขความหมายศัพท์ต่างๆ ในสูตร เช่นการยึดถือทิฏฐิสุดโต่งทั้งเที่ยงและขาดสูญ และปิดท้ายด้วยเรื่องการประชุมสาวกจตุรงคสันนิบาตที่วัดเวฬุวันในวันเดียวกันนั้นเอง
  70. หน้า ๔๘๖–๕๐๑ มาคัณฑิยสูตร: อุปมาคนโรคเรื้อนและคนตาบอด สอนเรื่องนิพพานเป็นสุขสูงสุด มาคัณฑิยปริพาชกเห็นที่ประทับแล้วกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าเป็น "ผู้กำจัดความเจริญ" เพราะทรงสำรวมอินทรีย์ พระองค์ทรงเปรียบผู้เสพกามเหมือนคนโรคเรื้อนเกาแผลจนเข้าใจผิดว่าเป็นสุข และเปรียบผู้ไม่เห็นนิพพานเหมือนคนตาบอดถูกลวงว่าผ้าเปื้อนเขม่าขาวสะอาด ทรงสอนว่าความไม่มีโรคคือนิพพานเป็นสุขสูงสุด มาคัณฑิยะเลื่อมใสขอบวชและยอมอยู่ปริวาส ๔ ปี จนบรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน
  71. หน้า ๕๐๒–๕๑๒ อรรถกถามาคัณฑิยสูตร: ประวัติปราสาท ๓ ฤดูของพระโพธิสัตว์ อรรถกถาเล่าว่ามาคัณฑิยะมีสองคนคือลุงกับหลาน ลุงบวชบรรลุอรหัตต์แล้ว พระพุทธเจ้าจงใจให้ปูเครื่องลาดหญ้าเพื่อโปรดหลานที่มีอุปนิสัยจะบรรลุธรรม พรรณนาโดยพิสดารถึงปราสาท ๓ ฤดูและความสุขทางโลกที่พระโพธิสัตว์เคยเสวยสมัยเป็นคฤหัสถ์ เทียบกับอุปมาโรคเรื้อนและคนตาบอดในสูตร และอธิบายว่าคาถา "ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" เดิมเป็นคำของพระพุทธเจ้าในอดีตแต่ตกไปอยู่ในมือปริพาชกภายหลัง
  72. หน้า ๕๑๓–๕๑๙ สันทกสูตร: พระอานนท์แสดงลัทธิเดียรถีย์ ๔ แบบที่ไม่ควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พระอานนท์พร้อมภิกษุจำนวนมากไปเยี่ยมสันทกปริพาชกที่ถ้ำปิลักขคูหา เมืองโกสัมพี สันทกขอฟังธรรม พระอานนท์จึงแสดงลัทธิเดียรถีย์ ๔ แบบที่ไม่ควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย ได้แก่ ๑) ลัทธิสูญนิยมปฏิเสธผลกรรมและโลกหน้า ๒) ลัทธิที่สอนว่าทำชั่วไม่บาปทำดีไม่บุญ (อกิริยวาท) และกำลังเริ่มอธิบายลัทธิที่ ๓ ที่ปฏิเสธเหตุปัจจัยของความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ (อเหตุกวาท) เมื่อจบช่วงหน้า ๕๑๙ ยังไม่จบการอธิบาย
  73. หน้า ๕๒๐–๕๒๓ สันทกสูตร: พระอานนท์แสดงลัทธิ ๔ อย่างที่ไม่ควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย พระอานนท์สนทนากับสันทกปริพาชกที่ถ้ำปิลักขคูหา เมืองโกสัมพี หลังห้ามบริษัทให้เงียบเสียง สันทกะขอฟังธรรม พระอานนท์จึงแสดงลัทธิศาสดา ๔ แบบที่วิญญูชนไม่ควรเข้าไปประพฤติพรหมจรรย์ด้วย ได้แก่ ลัทธิปฏิเสธผลบุญบาปและโลกหน้า ลัทธิที่สอนว่าทำอะไรก็ไม่เป็นบาปเป็นบุญ ลัทธิปฏิเสธเหตุปัจจัยว่าสัตว์เศร้าหมองหรือบริสุทธิ์เองลอยๆ และลัทธิสัสสตทิฏฐิเรื่องสภาวะ ๗ กองที่เที่ยงแท้ไม่มีใครสร้าง
  74. หน้า ๕๒๔–๕๒๗ สันทกสูตร: พรหมจรรย์ ๔ แบบที่ไม่น่ายินดี แม้อยู่ก็ไม่ได้ผล พระอานนท์แสดงพรหมจรรย์ (การบวชในสำนักศาสดา) อีก ๔ แบบที่แม้อยู่ประพฤติก็ไม่อาจนำออกจากทุกข์ได้ คือ ศาสดาอ้างตนเป็นสัพพัญญูรู้ทุกอย่างตลอดเวลาแต่กลับต้องแก้ตัวเมื่อพลาด ศาสดาสอนตามคำเล่าลือสืบต่อกันมา ศาสดาใช้เพียงการตรึกนึกคิดเอาเอง และศาสดาประเภทซัดส่ายลื่นไหลไม่ยอมตอบชัดเจนเมื่อถูกถามปัญหา
  75. หน้า ๕๒๘–๕๓๖ สันทกสูตร: ทางที่แท้จริง — ศีล สมาธิ ฌาน วิชชา ๓ และพระขีณาสพไม่ล่วงฐานะ ๕ พระอานนท์แสดงพรหมจรรย์ที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา เริ่มจากศรัทธาออกบวช รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ ๕ บรรลุฌาน ๔ แล้วได้วิชชา ๓ คือระลึกชาติ ทิพยจักษุ และสิ้นอาสวะ ยืนยันว่าพระขีณาสพไม่ล่วงฐานะ ๕ อย่าง สันทกปริพาชกเลื่อมใสในธรรมนี้แต่ยังห่วงลาภสักการะของตน จึงส่งบริษัทของตนไปประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าแทน
  76. หน้า ๕๓๗–๕๔๘ อรรถกถาสันทกสูตร: อธิบายศัพท์และติรัจฉานกถา ๓๒ อย่าง อรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีในสันทกสูตร ที่น่าสนใจคือคำอธิบายละเอียดเรื่องติรัจฉานกถา (การพูดคุยไร้สาระที่ขวางทางสวรรค์นิพพาน) ว่ามี ๓๒ อย่าง เช่น เรื่องพระราชา โจร สงคราม หญิงชาย และสอนวิธีพลิกเรื่องเหล่านี้ให้เป็นกรรมฐานกถาด้วยการพิจารณาความตายและอนิจจัง รวมทั้งอธิบายเหตุที่สันทกปริพาชกยำเกรงและต้อนรับพระอานนท์เป็นอย่างดี
  77. หน้า ๕๔๙–๕๕๒ มหาสกุลุทายิสูตร: หกศาสดาดังกลับไม่ได้รับความเคารพจากศิษย์ตนเอง พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาสกุลุทายิปริพาชกที่ปริพาชการาม อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง หลังปริพาชกห้ามบริษัทให้เงียบเสียง ตรัสถามเรื่องที่เคยคุยกันว่าใครได้รับความเคารพจากศิษย์จริง อุทายีเล่าว่าครูดัง ๖ ท่าน เช่น ปูรณกัสสปและนิครนถ์นาฏบุตร แม้มีชื่อเสียงลาภสักการะมาก แต่กลับถูกศิษย์ของตนเองโต้แย้งดูหมิ่นซ้ำหน้าเมื่อแสดงธรรม
  78. หน้า ๕๕๓–๕๕๘ มหาสกุลุทายิสูตร: เหตุผล ๕ ข้อที่อุทายีเข้าใจผิดว่าทำให้สาวกเคารพพระพุทธเจ้า ต่างจากศาสดาอื่น สาวกของพระพุทธเจ้าฟังธรรมด้วยความเงียบสงบเคารพยิ่ง แม้ผู้ลาสิกขาก็ยังกล่าวสรรเสริญพระองค์ อุทายีทูลเสนอเหตุ ๕ ประการที่คิดว่าทำให้สาวกเคารพ คือ เสวยน้อย สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และทรงสงัด แต่พระพุทธเจ้าตรัสหักล้างทีละข้อว่าสาวกบางรูปเคร่งกว่าพระองค์มากในเรื่องเหล่านี้ แสดงว่าเหตุที่คิดไว้ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง
  79. หน้า ๕๕๙–๕๖๔ มหาสกุลุทายิสูตร: เหตุแท้จริง ๕ ประการ และการเจริญโพธิปักขิยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสเหตุแท้จริงที่สาวกเคารพพระองค์ คือทรงมีศีลยิ่ง มีญาณทัสสนะตามความจริง มีปัญญายิ่ง ทรงแสดงอริยสัจ ๔ แก้ทุกข์ให้ผู้มาถามได้จริง และทรงสอนปฏิปทาที่นำสาวกจำนวนมากถึงอภิญญา เริ่มด้วยสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และเริ่มโพชฌงค์ ๗
  80. หน้า ๕๖๕–๕๗๐ มหาสกุลุทายิสูตร: วิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ กสิณ ๑๐ และฌาน ๔ พร้อมอุปมา ต่อจากมรรคมีองค์ ๘ พระพุทธเจ้าสอนสาวกให้เจริญวิโมกข์ ๘ ตั้งแต่รูปฌานถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ อภิภายตนะ ๘ (การครอบงำอารมณ์ด้วยสีต่างๆ) กสิณ ๑๐ และฌาน ๔ พร้อมอุปมาอันงดงาม เช่น ปีติสุขซาบซ่านทั่วกายดุจผงสีตัวชุ่มน้ำ ดุจห้วงน้ำมีตาน้ำผุด ดุจดอกบัวจมอยู่ในน้ำ และดุจคนคลุมกายด้วยผ้าขาวสะอาด
  81. หน้า ๕๗๑–๕๗๖ มหาสกุลุทายิสูตร: จากฌานสู่วิชชา — พิจารณากาย นิรมิตกายทิพย์ อิทธิวิธี ถึงทิพยจักษุ พระพุทธเจ้าสอนสาวกให้พิจารณากายนี้ว่าเป็นเพียงรูปประกอบมหาภูต ๔ ไม่เที่ยง เปรียบดังแก้วไพฑูรย์ใส จากนั้นสอนการนิรมิตกายทิพย์จากกายนี้ (อุปมาไส้จากหญ้าปล้อง ดาบจากฝัก งูจากคราบ) อิทธิวิธีต่างๆ ทิพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และทิพยจักษุ (จุตูปปาตญาณ) เนื้อหาต่อเนื่องเข้าสู่อาสวักขยญาณซึ่งยังไม่จบในหน้า ๕๗๖
  82. หน้า ๕๗๗ มหาสกุลุทายิสูตร (ต่อ): ธรรมข้อที่ ๕ ตอนปลาย - อภิญญาต่างๆ จนถึงอาสวักขยญาณ พระพุทธเจ้าตรัสกับอุทายิปริพาชกต่อเนื่องถึงปฏิปทาที่สาวกบรรลุ ได้แก่ การพิจารณาเห็นกายนี้ไม่เที่ยงเปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์ การนิรมิตกายทิพย์จากใจ อิทธิวิธีต่างๆ (เหาะ ดำดิน เดินบนน้ำ) หูทิพย์ การหยั่งรู้ใจผู้อื่น การระลึกชาติได้มากมาย ทิพยจักษุเห็นสัตว์ตายเกิดตามกรรม และการทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันสิ้นอาสวะ จบด้วยคำสรุปธรรม ๕ ประการที่ทำให้สาวกเคารพนับถือพระองค์ และจบมหาสกุลุทายิสูตรที่ ๗
  83. หน้า ๕๗๘–๕๘๔ อรรถกถามหาสกุลุทายิสูตร: อธิบายศัพท์และเปรียบเทียบธุดงค์ของพระพุทธเจ้ากับสาวก อรรถกถาอธิบายศัพท์ต่างๆ ในพระสูตร เช่น สถานที่ให้เหยื่อนกยูง ชื่อปริพาชก เหตุที่เจ้าลัทธิต่างๆ มาชุมนุมกัน (เพื่อรักษาอุปัฏฐากและลาภสักการะ) และอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงความมักน้อยของพระองค์เพียงบางคราว ขณะที่สาวกรักษาธุดงค์ตลอดชีวิต ทั้งที่พระองค์เองก็ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างยิ่งยวดมาก่อน
  84. หน้า ๕๘๕–๕๙๑ อรรถกถา: นิทานสามเณรเสื่อมฤทธิ์เพราะหญิงทอหูก และชายผู้เสื่อมฤทธิ์เพราะประมาท เล่าเรื่องสามเณรผู้มีฤทธิ์มากถวายดอกไม้บูชาพระเจดีย์ด้วยฤทธิ์ แต่ภายหลังลุ่มหลงเสียงเพลงของธิดาช่างทอหูกจนฤทธิ์เสื่อม ต้องสึกไปแต่งงานและถูกทำนายว่าจะดื่มน้ำข้าวจากมือภรรยาตาบอด ซึ่งเป็นจริงเมื่อภรรยาถูกไม้กระสวยแทงตา และเรื่องชายผู้เคยมีฤทธิ์มากแต่เสื่อมเพราะประมาทมาเตือนภิกษุ ๓๐ รูปจนบรรลุอรหัต แสดงธรรมว่าสมถวิปัสสนาที่เกิดแล้วหากดับไปย่อมเสียประโยชน์
  85. หน้า ๕๙๒–๖๐๔ อรรถกถา: อธิบายการเกิดดับของกิเลส สัมมัปปธาน วิโมกข์ ๘ กสิณ และอภิญญา ๕ อรรถกถาอธิบายละเอียดว่ากิเลสที่ยังไม่เกิดและเกิดแล้วดับไปได้อย่างไรด้วยอริยมรรค อธิบายสัมมัปปธาน อิทธิบาท วิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ กสิณ ๑๐ พร้อมอุปมาต่างๆ เช่น แก้วไพฑูรย์ เปรียบเทียบวิปัสสนาญาณกับด้ายร้อยแก้วมณี และอุปมาการนิรมิตกายทิพย์ด้วยไส้หญ้าปล้อง ดาบในฝัก งูลอกคราบ จบอรรถกถามหาสกุลุทายิสูตรที่ ๗
  86. หน้า ๖๐๕–๖๑๓ สมณมุณฑิกสูตร: อุคคาหมานปริพาชกและการแสดงเสกขภูมิ-อเสกขภูมิ ช่างไม้ปัญจกังคะเข้าไปฟังอุคคาหมานปริพาชกบัญญัติว่าผู้ไม่ทำชั่วทางกาย วาจา ใจ และอาชีพ ชื่อว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าถ้าเช่นนั้นเด็กอ่อนก็จะเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ไปด้วย เพราะยังไม่รู้จักทำชั่วเลย แล้วทรงแสดงธรรม ๑๐ ประการ (มรรคมีองค์ ๘ รวมสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ) ว่าเป็นเกณฑ์ของผู้ถึงภูมิปฏิบัติอันอุดมที่แท้จริง
  87. หน้า ๖๑๔–๖๑๘ อรรถกถาสมณมุณฑิกสูตร: อธิบายศัพท์และมาติกาเสกขภูมิ-อเสกขภูมิ อรรถกถาอธิบายชื่อและภูมิหลังของอุคคาหมานปริพาชกและปัญจกังคะ อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธวาทะเรื่องเด็กอ่อน และไขความศีลกุศล-อกุศล ความดำริกุศล-อกุศล ว่ามีจิตและสัญญาเป็นสมุฏฐาน ดับไม่เหลือได้ด้วยโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตผลตามลำดับ
  88. หน้า ๖๑๙–๖๒๖ จูฬสกุลุทายิสูตร: ปุจฉาเรื่องขันธ์ในอดีต-อนาคต และวรรณอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาสกุลุทายิปริพาชก ผู้เล่าว่านิครนถ์นาฏบุตรอ้างรู้เห็นทุกอย่างแต่ตอบปัญหาเรื่องขันธ์ในอดีตไม่ได้ พระองค์ตรัสว่าจะทรงแสดงธรรมแบบอิทัปปัจจยตาแทน จากนั้นทรงซักไซร้สกุลุทายิเรื่อง "วรรณอย่างยิ่ง" ที่ปริพาชกอ้างถึงแต่ชี้ไม่ได้ ทรงเทียบวรรณของหิ่งห้อย ตะเกียง กองไฟ ดาวศุกร์ พระจันทร์ พระอาทิตย์ ให้เห็นว่าสิ่งที่ปริพาชกยกย่องนั้นแท้จริงด้อยกว่าสิ่งอื่นเสียอีก
  89. หน้า ๖๒๗–๖๓๕ จูฬสกุลุทายิสูตร (ต่อ): โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว ฌาน ๔ และสกุลุทายิขอบวชแต่ถูกขัดขวาง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวมีจริง ทำให้แจ้งได้ด้วยฌาน ๔ จนไปยืนสนทนากับเทวดาในโลกนั้นได้ แต่ตรัสว่าภิกษุประพฤติพรหมจรรย์เพื่อธรรมที่ยิ่งกว่านั้น คือการบรรลุฌาน ๔ ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพยจักษุ และอาสวักขยญาณจนหลุดพ้น สกุลุทายิเลื่อมใสขอบวช แต่บริษัทของตนห้ามไว้ไม่ให้ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า ทำให้พลาดโอกาสบวช
  90. หน้า ๖๓๖–๖๔๑ อรรถกถาจูฬสกุลุทายิสูตร: เรื่องปีศาจฝุ่น และคำพยากรณ์ว่าสกุลุทายิจะได้เป็นพระอัสสคุตตเถระ อรรถกถาอธิบายศัพท์ในพระสูตร เล่าเรื่องยักษิณีปีศาจฝุ่นที่มองไม่เห็นตัวได้ด้วยรากไม้ อธิบายอุปมาเรื่องวรรณ และเหตุที่บริษัทของสกุลุทายิห้ามมิให้ท่านบวช เพราะกรรมเก่าที่เคยโลภบาตรจีวรของเพื่อนภิกษุจนชักชวนให้สึก ท้ายที่สุดพยากรณ์ว่าสกุลุทายิจะได้บวชในสมัยพระเจ้าอโศกเป็นพระอัสสคุตตเถระ ผู้เลิศด้านเมตตาวิหารี
  91. หน้า ๖๔๒–๖๔๘ เวขณสสูตร: เวขณปริพาชกถามเรื่องวรรณอย่างยิ่ง กามสุข และสุขอันเป็นที่สุดของกาม เวขณปริพาชก (อาจารย์ของสกุลุทายิ) ทูลถามปัญหาเรื่องวรรณอย่างยิ่งแบบเดียวกับศิษย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาเทียบวรรณต่างๆ เช่นเดิม แล้วตรัสถึงกามคุณ ๕ กามสุข และสุขอันยอดเยี่ยมกว่ากามสุขคือนิพพาน เมื่อเวขณสตำหนิว่าผู้ไม่รู้อดีตอนาคตแต่อ้างบรรลุอรหัตเป็นคำเปล่า พระองค์ทรงอุปมาด้วยทารกที่ถูกผูกด้วยเชือก ๕ เส้นซึ่งจะหลุดไปเองเมื่อเติบโต เปรียบกับความหลุดพ้นจากอวิชชา เวขณสเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสก
  92. หน้า ๖๔๙–๖๕๐ อรรถกถาเวขณสสูตร: อธิบายศัพท์ และสรุปปิดท้ายปริพาชกวรรค ๑๐ สูตร อรรถกถาเล่าว่าเวขณสปริพาชกเป็นอาจารย์ของสกุลุทายิ เดินทางไกลจากราชคฤห์มาสาวัตถีเพื่อพิสูจน์ปัญหาเรื่องวรรณด้วยตนเอง อธิบายศัพท์กามัคคสุข (หมายถึงนิพพาน) และอุปมาเครื่องผูกทารกด้วยด้าย จบอรรถกถาเวขณสสูตรที่ ๑๐ และจบปริพาชกวรรค พร้อมสรุปรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้ ปิดท้ายเล่มอย่างสมบูรณ์