มหาวิภังค์ ภาค ๓

ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๓ · ๑๑๓๓ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๖ กำเนิดสิกขาบทสังฆาทิเสสข้อ ๑ (ปล่อยอสุจิโดยจงใจ): เรื่องพระเสยยสกะ พระเสยยสกะไม่ยินดีในพรหมจรรย์จนซูบผอมเศร้าหมอง พระอุทายีแนะนำให้ใช้มือช่วยปลดปล่อยความกำหนัดเมื่อทนไม่ไหว ภิกษุอื่นทราบแล้วตำหนิ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ทรงตำหนิพระเสยยสกะอย่างรุนแรงว่าเป็นการกระทำของ 'โมฆบุรุษ' ไม่สมกับที่ทรงแสดงธรรมเพื่อคลายกำหนัด แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามปล่อยอสุจิโดยจงใจ เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ต่อมามีภิกษุฝันเปียกโดยไม่ตั้งใจแล้วกังวลใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงแก้บัญญัติเพิ่มข้อยกเว้นกรณีฝันทันที ไม่ถือเป็นอาบัติ
  2. หน้า ๗–๙ นิยามศัพท์สิกขาบท: ประเภทสี อาการ เวลา และจุดประสงค์ของการปล่อยอสุจิ ไขความหมายคำในสิกขาบท 'ปล่อยสุกกะ (น้ำอสุจิ) โดยจงใจ' ระบุสุกกะมี ๑๐ สี (เขียว เหลือง แดง ขาว และสีเหมือนเปรียง น้ำท่า น้ำมัน นมสด นมส้ม เนยใส) อธิบาย ๔ ลักษณะการปล่อย (ในกาย/นอกกาย/ทั้งสอง/ขณะไหวสะเอวในอากาศ) ๕ ช่วงเวลาที่มักเกิด (กำหนัด ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ต้องลม ถูกบุ้งขน) และ ๑๐ ข้ออ้างจุดประสงค์ที่ภิกษุอาจใช้ เช่น รักษาโรค ให้ทาน บูชายัญ ทดลอง เพื่อความสนุก เป็นฐานข้อมูลสำหรับการไล่ตัดสินอาบัติในหน้าถัดไป
  3. หน้า ๑๐–๓๑ ไล่ตัดสินอาบัติตามจุดประสงค์ (จักรมูลจุดประสงค์): ทีละข้อ คู่ และรวมทุกข้อ ส่วนนี้เป็นการไล่รายละเอียดแบบละเอียดยิบที่เรียกว่า 'จักร' นำ ๔ อาการ ๕ เวลา และ ๑๐ จุดประสงค์ที่นิยามไว้ก่อนหน้ามาผสมกันทีละข้อ ทีละคู่ ทีละสาม ไล่ครบทุกความเป็นไปได้จนถึงรวมทั้ง ๑๐ ข้ออ้างพร้อมกัน เพื่อยืนยันว่าไม่ว่าจงใจปล่อยอสุจิด้วยข้ออ้างใดหรือผสมกันกี่ข้อ ก็ยังคงต้องอาบัติสังฆาทิเสสเสมอ เป็นเทคนิคอธิบายพระวินัยแบบพระอรรถกถาจารย์ที่เน้นความครบถ้วนไม่ให้มีช่องโหว่ทางกฎหมาย ไม่มีเนื้อเรื่องใหม่
  4. หน้า ๓๒–๕๑ ไล่ตัดสินอาบัติตามสีของอสุจิ (จักรมูลสี) และจักรผสมจุดประสงค์กับสี เนื้อหาเปลี่ยนจากไล่ตามจุดประสงค์มาไล่ตามสีของอสุจิ ๑๐ สี จับคู่และรวมกลุ่มทุกแบบตั้งแต่ ๒ สีจนครบทั้ง ๑๐ สี ยืนยันว่าไม่ว่าสีใดหรือผสมกันเท่าใดก็ยังต้องอาบัติสังฆาทิเสสเหมือนกันหมด ปิดท้ายด้วย 'อุภโตพัทธมิสสกจักร' ที่ผสมทั้งจุดประสงค์และสีเข้าด้วยกันไล่จาก ๑ ถึง ๑๐ อย่างพร้อมกัน ยังคงเป็นการไล่รายละเอียดเชิงเทคนิคเพื่อความครบถ้วนของกฎหมายสงฆ์ ไม่มีเนื้อเรื่องใหม่
  5. หน้า ๕๒–๖๓ จักรแบบเจตนาตั้งใจไว้ก่อน: ขัณฑจักร พัทธจักร กุจฉิจักร ปิฏฐิจักร (ยังไม่จบ) เปลี่ยนรูปแบบเป็นกรณี 'ตั้งใจไว้ก่อน' ว่าจะปล่อยสุกกะสีหนึ่ง แต่พยายามจนสีอื่นเคลื่อนออกมาแทน (เช่น ตั้งใจปล่อยสีเขียว แต่กลับเป็นสีเหลือง) ก็ยังต้องอาบัติสังฆาทิเสสเช่นกัน ไล่ครบทุกคู่สีในหลายรูปแบบเรียกชื่อต่างกันไปตามลำดับการไล่ ได้แก่ ขัณฑจักร พัทธจักร กุจฉิจักร และปิฏฐิจักร เนื้อหาเป็นการไล่สลับลำดับสีเชิงเทคนิคล้วน ๆ ยังไม่จบและต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปในหัวข้อ 'ปิฏฐิจักร รอบที่ ๓'
  6. หน้า ๖๔–๗๐ ตารางเรียงสี กุจฉิจักร-ปิฏฐิจักร (ต่อจากตอนก่อน) หน้าเหล่านี้เป็นตารางไล่เรียงสีน้ำอสุจิแบบสลับคู่ทุกแบบ (กุจฉิจักร หมวด 3-8 และปิฏฐิจักร รอบ 1-10) ต่อเนื่องจากตอนก่อน เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดิม คือ ภิกษุตั้งใจว่าจะปล่อยน้ำอสุจิสีหนึ่ง แต่พยายามจนน้ำอสุจิสีอื่นเคลื่อนออกแทน ก็ยังต้องอาบัติสังฆาทิเสสเหมือนกันทุกคู่สี แสดงว่าความผิดอยู่ที่เจตนาและความพยายามให้เคลื่อน ไม่ใช่สีที่ตั้งใจให้ตรงกับสีที่ออกจริง
  7. หน้า ๗๑–๘๔ อนาปัตติวาร และวินีตวัตถุ: ฝัน อุจจาระ ปัสสาวะ ถึงกรณีสามเณร จบเกณฑ์หลักของสิกขาบท พร้อมข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ (ฝัน ไม่ตั้งใจ วิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน เจ็บป่วยทุรนทุราย ภิกษุต้นบัญญัติ) จากนั้นเป็นชุดเรื่องเปรียบเทียบที่พระพุทธเจ้าตรัสวินิจฉัยทีละกรณี เช่น อสุจิเคลื่อนขณะฝัน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ตรึกกามวิตก อาบน้ำร้อน ทายาแผล เกาอัณฑะ เดินทาง อาบน้ำในเรือนไฟ ทุกเรื่องใช้หลักเดียวกัน คือ ไม่ตั้งใจ=ไม่ผิด ตั้งใจจนเคลื่อน=ผิดหนัก ตั้งใจแต่ไม่เคลื่อน=ผิดเบา รวมทั้งกรณีให้สามเณรจับองค์กำเนิดให้ และจับองค์กำเนิดสามเณรที่หลับอยู่
  8. หน้า ๘๕–๙๕ วินีตวัตถุ (จบ): แอ่นกาย เพ่งมองหญิง ถึงจบสิกขาบทที่ ๑ ชุดเรื่องเปรียบเทียบต่อจากตอนก่อน ครอบคลุมอิริยาบถและการกระทำหลากหลายที่อาจทำให้อสุจิเคลื่อน เช่น แอ่นเอวในอากาศ ดัดกาย เพ่งมองอวัยวะเพศหญิงด้วยความกำหนัด (ไม่ผิดสังฆาทิเสสแต่ผิดทุกกฏที่เพ่งมอง) สอดองค์กำเนิดเข้าช่องดาลหรือในทราย ในตม สีกับไม้หรือบนที่นอน ลุยน้ำ เล่นโคลน ว่ายทวนกระแส ทุกกรณียึดหลักเดิม คือ ตั้งใจให้เคลื่อนจึงผิดหนัก ไม่ตั้งใจไม่ผิด จบด้วยการปิดท้ายสิกขาบทที่ ๑ (สุกกวิสัฏฐิ) ในพระบาลี
  9. หน้า ๙๖–๑๐๔ อรรถกถาเริ่มต้น: เรื่องพระเสยยสกะ และข้อถกเถียงจุดกำเนิดน้ำอสุจิ เริ่มอรรถกถาอธิบายสิกขาบทที่ ๑ เล่าเรื่องพระเสยยสกะผู้ไม่ยินดีในพรหมจรรย์จนผ่ายผอม พระอุปัชฌาย์ผู้เกียจคร้านแนะนำผิดให้ช่วยตัวเองคลายทุกข์ จนพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้าม จากนั้นถกเถียงว่าน้ำอสุจิกำเนิดจากกระเพาะเบา สะเอว หรือทั่วกาย พร้อมเปรียบช้างตกมันไหลน้ำมันจากขมับ และพระเจ้ามหาเสนะที่ต้องกรีดแขนระบายน้ำอสุจิที่คั่ง ปิดท้ายด้วยเหตุแห่งความฝัน ๔ อย่าง และตัวอย่างพระสุบินของพระมารดาพระโพธิสัตว์และพระเจ้าโกศล
  10. หน้า ๑๐๕–๑๑๓ ความหมายคำว่า 'สังฆาทิเสส' และระบบจักรคำนวณอาบัติ ๒,๐๐๐ กระทง อธิบายความหมายคำว่า 'สังฆาทิเสส' ว่าเรียกเช่นนี้เพราะต้องอาศัยสงฆ์เท่านั้นในการให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต และอัพภาน จากนั้นอรรถกถาไล่แจกแจงบทบัญญัติทีละคำ (รูปภายใน-ภายนอก เหตุหนุน ๕ อย่าง ความประสงค์ ๑๐ อย่าง สี ๑๐ สี) และระบบ 'จักร' ต่างๆ ที่ใช้คำนวณจนได้อาบัติทั้งหมด ๒,๐๐๐ กระทงจากการปล่อยน้ำอสุจิโดยเจตนาในรูปแบบต่างๆ กัน แสดงความละเอียดพิสดารของวิธีวิเคราะห์พระวินัยแบบอภิธรรม
  11. หน้า ๑๑๔–๑๒๐ ราคะ ๑๑ อย่าง: เกณฑ์วินิจฉัยเจตนาเบื้องหลังการเคลื่อนของอสุจิ อรรถกถาอธิบาย 'ราคะ ๑๑ อย่าง' ที่พระวินัยธรต้องแยกแยะเมื่อภิกษุมาสารภาพความสงสัยว่าอสุจิเคลื่อน เช่น ยินดีอยากปล่อย ยินดีขณะเคลื่อน ยินดีหลังเคลื่อน ยินดีในเมถุน ในผัสสะ การเกา การดู การนั่ง คำพูด ความรักฉันแม่-พี่น้อง และความยินดีในของขวัญที่หญิงส่งให้ แต่ละกรณีมีคำตัดสินต่างกัน เช่น กอดมารดาด้วยความรักแล้วอสุจิเคลื่อนไม่ผิดสังฆาทิเสสแต่ผิดทุกกฏ ปิดท้ายด้วยสมุฏฐานของสิกขาบท และเริ่มอรรถกถาวินีตวัตถุ (ยังไม่จบ)
  12. หน้า ๑๒๑–๑๒๒ โครงสร้างจักรและวินิจฉัยราคะ ๑๑ ในสิกขาบทหลั่งอสุจิ (สุกกวิสัฏฐิ) อรรถกถาอธิบายต่อจากสิกขาบทที่ ๑ (การหลั่งอสุจิโดยเจตนา) สรุประบบ "จักร" ที่ใช้จำแนกอาบัติ แล้ววินิจฉัยราคะ ๑๑ อย่าง เช่น ยินดีจะให้เคลื่อน ยินดีขณะเคลื่อน ยินดีในเมถุน ยินดีในการสัมผัส ในความคัน ในการดู การนั่ง คำพูด ความรักฉันญาติ และของขวัญ ว่าแต่ละกรณีทำให้ต้องอาบัติหนักเบาต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีให้พระวินัยธรซักถามภิกษุผู้สงสัยว่าต้องอาบัติหรือไม่ ปิดท้ายด้วยกรณีความฝันและข้อยกเว้นไม่เป็นอาบัติ จบอรรถกถาสิกขาบทที่ ๑
  13. หน้า ๑๒๓–๑๒๗ เรื่องพระอุทายี — ต้นเหตุบัญญัติสิกขาบทห้ามเคล้าคลึงกายกับสตรี พระอุทายีสร้างกุฏิป่างดงามจนคนแห่มาชม พราหมณ์คนหนึ่งพาภรรยาเข้าชม ระหว่างเดินนำชม พระอุทายีแอบเปิด-ปิดหน้าต่างแล้วย้อนมาลูบคลำตัวพราหมณี พราหมณ์ชื่นชมว่าภิกษุป่ามีอัธยาศัยดี แต่พราหมณีแฉว่า "ท่านจับตัวดิฉันเหมือนที่ท่านจับ" พราหมณ์โกรธประณามสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระอุทายีอย่างรุนแรงแล้วบัญญัติสิกขาบทที่ ๒ ห้ามภิกษุผู้กำหนัดเคล้าคลึงกายกับสตรี
  14. หน้า ๑๒๘–๑๔๔ นิยามศัพท์และตารางจำแนกอาบัติสัมผัสกาย (สิกขาบทที่ ๒) พระวินัยปิฎกไขความศัพท์สำคัญของสิกขาบทที่ ๒ เช่น "กำหนัดแล้ว" "แปรปรวน" "มาตุคาม" "มือ" "ช้องผม" "อวัยวะ" "ลูบคลำ" จากนั้นไล่เรียงตารางกรณีอย่างละเอียดพิสดาร ว่าเมื่อภิกษุสัมผัสหญิง บัณเฑาะก์ บุรุษ หรือสัตว์ดิรัจฉาน คนเดียวหรือหลายคน โดยสำคัญผิดหรือถูกว่าเป็นเพศใด และสัมผัสโดยตรงหรือผ่านของเนื่องด้วยกาย/ของที่โยนไป จะต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย หรือทุกกฏ ต่างกันอย่างไรในแต่ละกรณี เป็นระบบจำแนกละเอียดยิบเพื่อวินิจฉัยความหนักเบาของอาบัติ
  15. หน้า ๑๔๕–๑๔๙ อิตถีเปยยาล — เมื่อสตรีเป็นฝ่ายสัมผัสภิกษุ กลับด้านจากตอนก่อน คราวนี้เป็นกรณีที่สตรีเข้ามาสัมผัสกายภิกษุด้วยความกำหนัด อรรถกถาไล่เรียงว่าอาบัติของภิกษุขึ้นอยู่กับสามองค์ประกอบคือ ตั้งใจจะเสพ พยายามขยับกายตอบ และรู้สึกรับรู้สัมผัสหรือไม่ ถ้าครบทั้งสามต้องสังฆาทิเสส ถ้าขาดการรู้สึกรับรู้ต้องทุกกฏ ถ้าไม่พยายามตอบเลยไม่ต้องอาบัติ ส่วนภิกษุที่ตั้งใจหลีกให้พ้นไม่ต้องอาบัติเสมอ ปิดท้ายด้วยรายการเหตุที่ไม่ต้องอาบัติ เช่น ไม่เจตนา ไม่มีสติ ไม่รู้ ไม่ยินดี วิกลจริต
  16. หน้า ๑๕๐–๑๕๕ วินีตวัตถุสิกขาบทที่ ๒ — เรื่องราวตัวอย่างการตัดสินอาบัติ ชุดเรื่องสั้นตัวอย่างที่ภิกษุทูลถามพระพุทธเจ้าหลังทำสิ่งต่าง ๆ แล้วสงสัยว่าต้องอาบัติหรือไม่ เช่น จับต้องมารดา/ธิดา/พี่น้องสาวด้วยความรักฉันญาติ (ต้องเพียงทุกกฏ) แต่ถ้าเป็นภรรยาเก่าหรือหญิงนอนหลับถือว่าต้องสังฆาทิเสสเต็มขั้น ส่วนนางยักษ์ บัณเฑาะก์ หญิงตายแล้ว สัตว์ตัวเมีย หรือตุ๊กตาไม้ ต้องอาบัติเบากว่า และกรณีแปลกอื่น ๆ เช่น เขย่าสะพาน ต้นไม้ เรือที่หญิงอยู่ กระทบไหล่หญิงบนทาง กระตุกเชือกที่หญิงถือ แต่ละกรณีมีบทลงโทษต่างกัน
  17. หน้า ๑๕๖–๑๖๖ อรรถกถาอธิบายศัพท์และวิธีนับอาบัติสัมผัสกาย อธิบายรายละเอียดเรื่องพระอุทายี (วิหารกลมมีระเบียง การเปิด-ปิดหน้าต่างเพื่อเลี่ยงแสง) แล้วไขศัพท์ เช่น "หัตถัคคาหะ" (จับมือ) "เวณิคคาหะ" (จับช้องผม) และวิธีจับต้อง ๑๒ แบบ (ถูก คลำ ลูบลง ลูบขึ้น ทับ อุ้ม ฯลฯ) พร้อมกำหนดวิธีนับอาบัติ เช่น ลูบต่อเนื่องไม่ปล่อยมือนับเป็นอาบัติเดียว แต่ถ้าปล่อยแล้วจับใหม่นับอาบัติทุกครั้ง รวมถึงวิธีวินิจฉัยเมื่อภิกษุจับหญิงหลายคนพร้อมกันด้วยแขนหรือเชือกผูกโยงกัน
  18. หน้า ๑๖๗–๑๗๒ ข้อโต้แย้งของพระเถระสองรูปกรณีจับพลาดเป้า และสมุฏฐานสิกขาบท บันทึกความเห็นต่างระหว่างพระมหาสุมเถระกับพระมหาปทุมเถระ ว่าหากภิกษุตั้งใจจะจับผ้าแต่พลาดไปถูกกายหญิง (หรือตั้งใจจับกายแต่พลาดไปถูกผ้า) จะต้องอาบัติตามเจตนาเดิมหรือตามวัตถุที่ถูกจับจริง ข้อสรุปเห็นด้วยกับพระมหาสุมเถระว่าต้องถือตามวัตถุที่สัมผัสจริง จากนั้นสรุปสมุฏฐานของสิกขาบท และเริ่มไขความเรื่องมารดา/ธิดา/พี่น้องสาว พร้อมคำแนะนำปฏิบัติ เช่น หากมารดาถูกน้ำพัดไป ภิกษุไม่ควรจับตัวโดยตรง ควรยื่นไม้กระดานหรือผ้าให้จับแทน
  19. หน้า ๑๗๓–๑๗๗ ของต้องห้ามสัมผัส (อนามาส) — เครื่องประดับ รูปหญิง ธัญพืช และรัตนะ ๑๐ นอกจากกายสตรีแล้ว สิ่งที่ภิกษุห้ามจับต้องยังรวมถึงเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ รูปปั้นรูปหญิงทุกชนิด (ไม้ งา เหล็ก ดีบุก แม้ปั้นด้วยแป้ง) และธัญพืช ๗ ชนิดที่ยังไม่เก็บเกี่ยว ต่อด้วยกฎละเอียดเรื่องรัตนะ ๑๐ ประการ (มุกดา มณี ไพฑูรย์ สังข์ ศิลา ประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม บุษราคัม) ว่าชิ้นที่เจียระไนแล้วจับต้องไม่ได้ แต่วัตถุดิบยังไม่เจียระไนบางชนิดรับไว้เป็นมูลค่าสิ่งของได้ ส่วนเงินทองห้ามจับแม้เป็นแร่ดิบ เนื้อหาตัดจบกลางเรื่องอาวุธซึ่งเป็นของต้องห้ามเช่นกัน (ต่อในช่วงถัดไป)
  20. หน้า ๑๗๘–๑๘๑ กายสังสัคคะ (สิกขาบทที่ ๒) ปิดท้าย: มารดา-ญาติ, บัญชีอนามาสยาวเหยียด, เจดีย์ทอง, อาวุธ, ดนตรี, ปฏิเสธนวดเท้า ตอนจบของสิกขาบทที่ ๒ (กายสังสัคคะ) อธิบายกรณีตัวอย่าง: ภิกษุจับกายมารดา/พี่น้องสาวด้วยความรักฉันญาติเป็นทุกกฏ แม้ช่วยมารดาจมน้ำก็ห้ามจับมือเปล่า ต้องใช้เรือหรือผ้าช่วยดึงขึ้น จากนั้นไล่เรียงสิ่งของต้องห้ามแตะต้อง (อนามาส) ยาวเหยียด ทั้งเครื่องประดับสตรี รูปหญิง ธัญพืช ๗ ชนิด แก้ว ๑๐ ประการ ทองคำ (มีเรื่องพระเถระปฏิเสธเจดีย์ทองที่เจ้าชายถวาย) อาวุธทุกชนิด เครื่องดนตรี และปิดท้ายด้วยเรื่องภิกษุปฏิเสธไม่ให้หญิงนวดเท้า
  21. หน้า ๑๘๒–๑๘๗ สังฆาทิเสส ๓ (ทุฏฐุลลวาจา): พระอุทายีพูดหยาบพาดพิงอวัยวะเพศหญิงที่มาชมวิหาร พระอุทายีชวนหญิงจำนวนมากชมวิหาร แล้วพูดจาหยาบคายพาดพิงอวัยวะเพศของพวกนาง ทั้งชม ติ ขอ ง้อ ถาม ด่า จนหญิงที่มีความละอายตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงเรียกสอบสวนและบัญญัติสิกขาบท 'ทุฏฐุลลวาจา' ห้ามภิกษุพูดจาชั่วหยาบพาดพิงเมถุนกับสตรี จากนั้นอธิบายศัพท์ ภิกษุ กำหนัด มาตุคาม และวาจาชั่วหยาบ พร้อมมาติกา ๙ ลักษณะการพูด (ชม ติ ขอ อ้อนวอน ถาม ย้อนถาม บอก สอน ด่า) รวมถ้อยคำด่าหยาบ เช่น หาว่าเป็นบัณเฑาะก์หรือสองเพศ
  22. หน้า ๑๘๘–๒๐๔ ตารางองค์อาบัติละเอียดยิบของสิกขาบท ทุฏฐุลลวาจา (พูดหยาบกับสตรี/บัณเฑาะก์/บุรุษ/สัตว์) ตารางไล่เรียงองค์อาบัติของสิกขาบท 'พูดเคาะมาตุคามด้วยวาจาหยาบ' อย่างละเอียดยิบ: แยกตามเพศของคู่สนทนา (สตรี บัณเฑาะก์ บุรุษ สัตว์ดิรัจฉาน) ความสำคัญผิด/สงสัย จำนวนคน (๑ หรือ ๒ คน) และตำแหน่งอวัยวะที่พาดพิง (ทวารหนัก-เบา / เหนือ-ใต้รากขวัญและเข่า) กำหนดบทลงโทษต่างกันตั้งแต่สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย จนถึงทุกกฏ เนื้อหาเป็นการไล่สูตรซ้ำ ๆ แบบพระอภิธรรม ไม่มีเนื้อเรื่อง
  23. หน้า ๒๐๕–๒๑๖ ข้อยกเว้นและเรื่องเล่ากำกวมสองแง่สองง่าม (ผ้าสีแดง ไถนา ทางราบรื่น) + อรรถกถาไขความ ยกเว้นอาบัติแก่ภิกษุผู้มุ่งประโยชน์ มุ่งธรรม มุ่งสอน วิกลจริต และอาทิกัมมิกะ จากนั้นเล่าเรื่องภิกษุพูดเล่นสำนวนกำกวมโดยไม่ตั้งใจ เช่น ชมผ้าห่มสีแดง/ขนหยาบ/ขนยาวของหญิง โดยหมายเลี่ยงเมถุน แต่หญิงไม่เข้าใจ จึงรอดสังฆาทิเสสเหลือแค่ทุกกฏ เรื่อง 'ทางราบรื่น' ได้ถุลลัจจัย ส่วนเรื่องขอ 'ทานที่เลิศ'=เมถุนธรรม ที่หญิงเข้าใจตรง ต้องสังฆาทิเสสเต็ม จบด้วยอรรถกถาไขความหมายแฝงของถ้อยคำเหล่านี้ (เลือด=ประจำเดือน, ไถนา=เสพเมถุน)
  24. หน้า ๒๑๗–๒๒๔ สังฆาทิเสส ๔: พระอุทายีหลอกหญิงหม้ายให้ยอมเสพเมถุน แล้วถ่มน้ำลายด่าว่าเหม็น พระอุทายีเป็นพระประจำตระกูลไปเยี่ยมหญิงหม้ายรูปงาม นางถวายจีวร บิณฑบาต ฯลฯ ท่านกลับขอ 'ของหายาก' คือเมถุนธรรม นางยอมเปลือยกายนอนรอบนเตียง แต่พระอุทายีถ่มน้ำลายด่าว่า 'ใครจะแตะหญิงเหม็นนี้' แล้วเดินหนี นางโกรธประณามความหน้าไหว้หลังหลอกของสมณะ ชาวบ้านติเตียน พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุกำหนัดพูดยกย่องการให้ตนเสพกามในสำนักหญิงว่าเป็นทานอันเลิศ
  25. หน้า ๒๒๕–๒๓๔ ตารางองค์อาบัติสิกขาบท ๔ (ยกย่องการให้ตนเสพกาม) + เริ่มเรื่องหญิงหมันอยากมีบุตร ตารางไล่องค์อาบัติของสิกขาบทที่ ๔ (ยกย่องการให้ตนเสพกาม) แยกตามเพศคู่สนทนาและความสำคัญผิด เหมือนสิกขาบทก่อนหน้า จบด้วยข้อยกเว้น (ภิกษุพูดถึงปัจจัย ๔ ปกติ, วิกลจริต, อาทิกัมมิกะ) แล้วเริ่มวินีตวัตถุเรื่องแรก: หญิงหมันถามภิกษุกุลุปกะว่าทำอย่างไรจึงจะมีบุตร ภิกษุแนะให้ถวาย 'ทานที่เลิศ' คือเมถุนธรรม แล้วรู้ตัวว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส (เรื่องต่อในหน้าถัดไป)
  26. หน้า ๒๓๕–๒๓๗ ข้อยกเว้นและเรื่องเล่า 7 เรื่อง: กลลวง "ทานที่เลิศ" ปิดสิกขาบทที่ ๔ อนาปัตติวารระบุข้อยกเว้น (ภิกษุไข้ ภิกษุวิกลจริต ภิกษุต้นบัญญัติ) จากนั้นเป็นเรื่องเล่า ๗ เรื่องรูปแบบเดียวกัน: สตรีถามภิกษุกุลุปกะว่าทำอย่างไรจะมีบุตร ไม่มีบุตร เป็นที่รักของสามี โชคดี ควรถวายอะไร อุปัฏฐากด้วยอะไร หรือไปสุคติ ภิกษุแนะนำให้ถวาย "ทานที่เลิศ" ซึ่งหมายถึงเมถุนธรรม แล้วสำนึกได้ว่าตนต้องอาบัติสังฆาทิเสส จบสิกขาบทที่ ๔
  27. หน้า ๒๓๘–๒๔๑ อรรถกถาอธิบายสิกขาบทที่ ๔ (อัตตกามปาริจริยสิกขาบท) อรรถกถาอธิบายศัพท์ในสิกขาบทที่ ๔ อย่างละเอียด เช่น "กุลุปกะ" (ผู้เข้าใกล้ชิดตระกูล) "คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร" "วสละ" และความหมายของ "อัตตกามปาริจริยา" (การบำเรอกามเพื่อประโยชน์ตน) พร้อมวินิจฉัยว่าเหตุใดการอวดคุณโดยไม่พาดพิงเมถุนธรรมโดยตรงจึงไม่เป็นสังฆาทิเสส เป็นเนื้อหาเชิงวิชาการล้วน ไม่มีเรื่องเล่า
  28. หน้า ๒๔๒–๒๔๘ กำเนิดสิกขาบทที่ ๕ (ชักสื่อ): พระอุทายีจับคู่แต่งงาน จนลูกสาวหญิงหม้ายถูกทำเป็นทาสี พระอุทายีเป็นพระกุลุปกะที่ชอบช่วยจับคู่หนุ่มสาวให้แต่งงานกันในตระกูลต่างๆ วันหนึ่งไปช่วยรับรองให้สาวกอาชีวกที่มาสู่ขอธิดาของหญิงหม้าย เมื่อรับตัวไปแล้วกลับเลี้ยงดูอย่างทาสีแทนที่จะเป็นสะใภ้ สาวน้อยส่งข่าวขอความช่วยเหลือถึง ๓ ครั้ง พระอุทายีไปเจรจาแต่ถูกไล่กลับทุกครั้ง ทำให้ทั้งแม่และลูกสาวแช่งชักให้ท่านตกทุกข์ ภิกษุทั้งหลายจึงติเตียนว่าท่านทำตัวเป็น "ผู้ชักสื่อ"
  29. หน้า ๒๔๙–๒๕๒ บัญญัติสิกขาบทที่ ๕ และเรื่องนักเลงหญิง ขยายรวมถึงหญิงแพศยาชั่วคราว พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระอุทายีและบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุทำตัวเป็นผู้ชักสื่อบอกความประสงค์ของชายหญิงให้กัน ทั้งเพื่อเป็นเมียหรือเป็นชู้ ต่อมามีนักเลงหนุ่มให้พระอุทายีไปตามหญิงแพศยามาเที่ยวสวนด้วยกันชั่วคราว ทำให้ต้องขยายสิกขาบทให้ครอบคลุมถึงการจัดหาคู่แม้เพียงชั่วขณะ ไม่ใช่แค่การแต่งงานถาวรเท่านั้น
  30. หน้า ๒๕๓–๒๕๖ นิยามสตรี ๑๐ จำพวกและภรรยา ๑๐ ประเภทในสิกขาบทชักสื่อ อธิบายศัพท์ "ผู้ชักสื่อ" แล้วไล่นิยามสตรี ๑๐ จำพวกตามผู้ปกครอง (มารดา บิดา มารดาบิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ญาติ โคตร ธรรม คู่หมั้น กฎหมาย) และภรรยา ๑๐ ประเภทตามลักษณะการอยู่ร่วม (สินไถ่ เต็มใจ เพราะทรัพย์ เพราะผ้า สมรส ปลงเทริด รับใช้ ลูกจ้าง เชลย ชั่วคราว) เป็นฐานคำศัพท์สำหรับตารางไล่กรณีอาบัติที่ตามมา
  31. หน้า ๒๕๗–๒๗๗ ธนักกีตาจักร: ตารางไล่กรณีอาบัติเมื่อภิกษุชักสื่อหญิงให้เป็น "ภรรยาสินไถ่" ธนักกีตาจักร: ตารางไล่กรณีอย่างละเอียด (ขัณฑจักร-พัทธจักร) แสดงว่าไม่ว่าภิกษุจะไปบอกสตรีจำพวกใด (มีมารดาปกครอง บิดาปกครอง ฯลฯ) หรือผสมกันกี่คนก็ตาม ว่าให้เป็น "ภรรยาสินไถ่" ของชายคนหนึ่งแล้วนำคำตอบกลับมาบอก ล้วนต้องอาบัติสังฆาทิเสสทุกกรณี เป็นการไล่สูตรเชิงกฎหมายให้ครบทุกการจับคู่ที่เป็นไปได้ ไม่มีเนื้อเรื่อง
  32. หน้า ๒๗๘–๒๘๗ จักรอีก ๙ วง: ภรรยาเต็มใจ เพราะทรัพย์ เพราะผ้า สมรส เชลย ฯลฯ ไล่กรณีอาบัติชักสื่อ ต่อจากธนักกีตาจักร ไล่ตารางแบบเดียวกันซ้ำสำหรับภรรยาอีก ๙ ประเภทตามลำดับ ได้แก่ ฉันทวาสินี (อยู่เต็มใจ) โภควาสินี (เพราะทรัพย์) ปฏวาสินี (เพราะผ้า) โอทปัตตกินี (สมรส) โอภตจุมพฏา (ปลงเทริด) ทาสีภริยา กัมมการีภริยา ธชาหฏา (เชลย) และมุหุตติกา (ชั่วคราว) ส่วนใหญ่ย่อด้วย "ขัณฑจักร...พัทธจักร..." ยกเว้นมุหุตติกาจักรที่ไล่เต็มเพราะครอบคลุมความสัมพันธ์ชั่วคราวด้วย
  33. หน้า ๒๘๘–๒๙๑ เริ่มจักรชุดใหม่: มาตุรักขิตาจักร ไล่กรณีตามสตรีที่มารดาปกครอง (ยังไม่จบ) เริ่มไล่สูตรชุดใหม่โดยสลับแกน: จากเดิมไล่ตามประเภทภรรยาก่อนแล้วจึงไล่ตามสตรีผู้ปกครอง คราวนี้เริ่มจากสตรีมีมารดาปกครองเป็นตัวตั้ง แล้วไล่ว่าจะให้เป็นภรรยาประเภทใดในบรรดา ๑๐ ประเภท (สินไถ่ เต็มใจ เพราะทรัพย์ ฯลฯ) ทุกกรณีต้องอาบัติสังฆาทิเสสเช่นเดิม เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปในช่วงเล่มต่อไป
  34. หน้า ๒๙๒–๒๙๖ สูตรจักรมาตุรักขิตาจักรและผู้ปกครอง ๙ จำพวก (จับคู่ภรรยา ๑๐ ประเภท) ต่อจากสูตรผสมสตรีหลายคนกับประเภทภรรยาชั่วคราว (จบมุหุตติกาจักร) คัมภีร์เริ่มไล่เรียงทีละผู้ปกครอง: หญิงมีมารดาปกครองเพียงคนเดียว จับคู่กับภรรยา ๑๐ ประเภท (ซื้อมา อยู่ด้วยใจสมัคร อยู่เพราะทรัพย์ ฯลฯ) ครบทุกคู่ผสม แล้วย่อกรณีหญิงมีบิดา มารดาบิดา พี่ชาย พี่สาว ญาติ โคตร ธรรม และคู่หมั้นปกครอง เพราะรูปแบบซ้ำกัน จบด้วยเริ่มกรณีหญิงมีกฎหมายคุ้มครอง ทุกกรณีที่ภิกษุรับปาก ไปบอก และกลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเหมือนกันหมด
  35. หน้า ๒๙๗–๓๐๕ สปริทัณฑาจักร, อุภโตพัทธจักร, ปุริสเปยยาล และเริ่มอิตถีเปยยาล หญิงมีกฎหมายคุ้มครอง (สปริทัณฑาจักร) จับคู่กับภรรยา ๑๐ ประเภทจนครบ จากนั้นคัมภีร์ผสมสองฝ่ายเข้าด้วยกัน คือทั้งประเภทผู้ปกครองและประเภทภรรยาเพิ่มจำนวนไปพร้อมกัน (อุภโตพัทธจักร) แล้วสลับให้ญาติฝ่ายชาย เช่น มารดาบิดาของบุรุษเอง เป็นผู้วานภิกษุแทนบุตรชายไปสู่ขอ (ปุริสเปยยาล) และเริ่มสลับให้ญาติฝ่ายหญิง เช่น มารดาของหญิง เป็นผู้วานภิกษุไปบอกฝ่ายชายแทนบุตรสาว (อิตถีเปยยาล) ทุกรูปแบบยังคงต้องสังฆาทิเสสเมื่อครบสามขั้นตอน
  36. หน้า ๓๐๖–๓๒๐ อิตถีเปยยาล: ญาติฝ่ายหญิงวานภิกษุสู่ขอแทนบุตรสาว ครบ ๑๐ ประเภทผู้ปกครอง คัมภีร์ไล่สูตรอิตถีเปยยาล (ญาติฝ่ายหญิงเป็นผู้วานภิกษุแทนบุตรสาวไปสู่ขอฝ่ายชาย) ให้ครบทุกประเภทผู้ปกครองทั้ง ๑๐ จำพวก คือมารดา บิดา มารดาบิดา พี่ชาย พี่สาว ญาติ โคตร ธรรม คู่หมั้น และกฎหมาย จับคู่กับภรรยา ๑๐ ประเภทจนครบทุกกรณี จบด้วยกรณีกฎหมายคุ้มครองครบทุกจำนวนคน เป็นการปิดชุดสูตรฝ่ายญาติหญิง ก่อนจะขึ้นสูตรใหม่ที่ให้หญิงเองเป็นผู้วาน
  37. หน้า ๓๒๑–๓๓๕ หญิงเองวานภิกษุสู่ขอ จบสูตรจักรทั้งหมด และเกณฑ์ตัดสินอาบัติตามขั้นตอน สูตรจักรรอบสุดท้าย: คราวนี้หญิงเองเป็นผู้วานภิกษุไปบอกชายว่าตนยินดีเป็นภรรยา ผ่านผู้ปกครองครบ ๑๐ ประเภทจนจบสูตรจักรทั้งหมดของสิกขาบทนี้ จากนั้นสรุปเกณฑ์ตัดสินอาบัติตามความครบถ้วนของ ๓ ขั้นตอน (รับปาก-ไปบอก-กลับมาบอก): ครบสามต้องสังฆาทิเสส ขาดขั้นตอนเดียวเหลือถุลลัจจัย ขาดสองขั้นตอนเหลือทุกกฏ รวมถึงกรณีชายสั่งภิกษุหลายรูปพร้อมกัน หรือภิกษุใช้ลูกศิษย์ไปบอกแทนตน ก็ยังต้องอาบัติเช่นกัน
  38. หน้า ๓๓๖–๓๓๘ วินีตวัตถุ: เรื่องราวตัวอย่างลดหย่อนโทษ จบสิกขาบทสัญจริตต์ เรื่องราวตัวอย่าง (วินีตวัตถุ) ที่ทำให้ลดหย่อนโทษ: ภิกษุรับปากไปบอกหญิงแต่ไปไม่พบเพราะหญิงนั้นกำลังหลับ ตายไปแล้ว ย้ายบ้านไปแล้ว ไม่ใช่หญิงจริง หรือเป็นบัณเฑาะก์ พระพุทธเจ้าตัดสินว่าไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแต่ยังต้องทุกกฏเพราะตั้งใจทำแล้วแม้ไม่สำเร็จ อีกเรื่องหนึ่งภิกษุช่วยไกล่เกลี่ยสามีภรรยาที่ทะเลาะกันให้คืนดี ไม่ต้องอาบัติเพราะยังไม่ได้หย่ากัน ส่วนภิกษุที่เป็นสื่อให้บัณเฑาะก์ต้องอาบัติถุลลัจจัย เป็นอันจบสิกขาบทข้อนี้
  39. หน้า ๓๓๙–๓๔๘ อรรถกถาสัญจริตตสิกขาบท: เรื่องพระอุทายีกับครอบครัวอาชีวก และนิยามหญิง-ภรรยา ๑๐ ประเภท เริ่มอรรถกถาอธิบายสิกขาบทชักสื่อ ย้อนเล่าเรื่องพระอุทายีไปช่วยสาวกอาชีวกหาหญิงมาเป็นภรรยาให้ในครัวเรือน หญิงนั้นถูกเลี้ยงดูอย่างลูกสะใภ้ได้เพียงเดือนเดียวก็ถูกใช้งานอย่างทาสี ญาติมาต่อว่าอุทายีว่าไม่ใช่สมณะที่ดี พวกนักเลงถึงกับพนันขันต่อกันว่าท่านจะช่วยจัดการให้สำเร็จหรือไม่ จากนั้นอรรถกถาอธิบายความหมายของหญิงมีผู้ปกครอง ๑๐ จำพวก และเริ่มอธิบายภรรยา ๑๐ ประเภทอย่างละเอียด (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในตอนถัดไป)
  40. หน้า ๓๔๙–๓๕๓ วิธีนับอาบัติชักสื่อ: รับ-บอก-กลับมาบอก และข้อยกเว้น อธิบายองค์ ๓ ของอาบัติชักสื่อคือ รับคำ-ไปบอก-กลับมาบอก พร้อมกรณีตัวอย่างแยกแยะว่านับเป็นอาบัติเต็มหรือบางส่วน หากภิกษุรูปเดียวถูกใช้ไปหาหญิงหลายสิบคนต้องอาบัติเท่าจำนวนหญิง แม้ถึง ๖๔ หรือเป็นพันตัวก็ได้ ระบุข้อยกเว้นเมื่อไปด้วยกิจสงฆ์หรือดูแลภิกษุไข้ และวินิจฉัยกรณีนางทะเลาะกับสามีแล้วหนีไปไม่ถือเป็นอาบัติ จบสัญจริตตสิกขาบท
  41. หน้า ๓๕๔–๓๖๔ กำเนิดสิกขาบทกุฎี: ภิกษุชาวอาฬวีขอวัสดุสร้างกุฎีจนชาวบ้านหวาดกลัว ภิกษุชาวอาฬวีสร้างกุฎีส่วนตัวขนาดใหญ่โดยขอวัสดุจากชาวบ้านไม่หยุดหย่อน จนชาวบ้านเห็นภิกษุแล้วหวาดกลัวหลบหนี แม้เห็นวัวยังนึกว่าเป็นภิกษุ พระมหากัสสปะไปบิณฑบาตพบปัญหาอาหารขาดแคลนจึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จไปตำหนิ แล้วตรัสนิทานสามเรื่องสอนโทษของการขอจัด คือ ฤาษีขอแก้วมณีจากพญานาคจนนาคไม่กลับมาอีก ภิกษุขอขนนกจนนกหนีหาย และรัฐบาลกุลบุตรตอบบิดาว่าคนขอย่อมไม่เป็นที่รัก
  42. หน้า ๓๖๕–๓๗๐ บัญญัติสิกขาบทกุฎี: ขนาดจำกัด ๑๒x๗ คืบ ต้องให้สงฆ์ตรวจที่ก่อนสร้าง พระวินัยกำหนดว่ากุฎีที่ภิกษุขอวัสดุมาสร้างเองต้องมีขนาดไม่เกิน ๑๒ คืบยาว ๗ คืบกว้าง และต้องนำสงฆ์ไปตรวจสถานที่ก่อนสร้างเสมอ อธิบายวิธีขอสงฆ์สมมติภิกษุตรวจพื้นที่ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา และนิยาม "สถานมีผู้จอง" เช่น ที่อยู่ของมด ปลวก งู สัตว์ร้าย หรือใกล้สุสาน คุก โรงเหล้า ซึ่งห้ามสร้าง ต่างจาก "สถานไม่มีผู้จอง" ที่สร้างได้
  43. หน้า ๓๗๑–๓๘๖ ตารางนับอาบัติกุฎี ตอนที่ ๑: สงฆ์แสดงที่หรือไม่ ขนาดเกินหรือพอดี สั่งผู้อื่นสร้าง ส่วนนี้เป็นตารางไขความละเอียดยิบของพระวินัย ไล่นับจำนวนอาบัติทุกกฏและสังฆาทิเสสตามเงื่อนไขที่ประกอบกัน เช่น สงฆ์แสดงพื้นที่ให้หรือไม่ มีผู้จองหรือไม่ มีชานรอบหรือไม่ ขนาดเกินหรือเท่าประมาณ รวมถึงกรณีภิกษุสั่งให้ผู้อื่นสร้างแทนตนแล้วหลีกไปโดยไม่ได้กำชับเงื่อนไขให้ครบ เป็นเนื้อหาเชิงเทคนิคทางวินัยล้วนๆ ไม่มีเรื่องเล่าประกอบ
  44. หน้า ๓๘๗–๔๐๐ ตารางนับอาบัติกุฎี ตอนที่ ๒: สร้างค้าง สร้างต่อ และข้อยกเว้นจบสิกขาบท ตารางนับอาบัติกุฎีต่อเนื่องจนจบ ครอบคลุมกรณีสั่งให้ผู้อื่นสร้างผิดคำสั่งแล้วภิกษุต้องไปแก้ไขหรือส่งทูตบอกแก้ มิฉะนั้นต้องอาบัติทุกกฏ และกรณีกุฎีสร้างค้างไว้แล้วภิกษุกลับมาต้องยกให้รูปอื่นหรือรื้อสร้างใหม่ มิฉะนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปิดท้ายด้วยอนาปัตติวารข้อยกเว้น เช่น สร้างถ้ำ เพิงผา กุฎีหญ้า หรือสร้างกุฎีให้ภิกษุอื่น จบสิกขาบทที่ ๖
  45. หน้า ๔๐๑–๔๐๕ อรรถกถาสิกขาบทกุฎี: วิธีขอแรงงานช่างและวัสดุโดยไม่ผิดวินัย อรรถกถาไขความศัพท์เดิมแล้วอธิบายละเอียดว่าภิกษุขอ "หัตถกรรม" (แรงงาน) จากช่างต่างๆ เช่น ช่างหินสร้างเสาปราสาท ช่างไม้ ช่างมุงหลังคา ช่างเขียน ได้อย่างสมควรหากขอเจาะจงงานไม่ขาดมูล ยกตัวอย่างขอทาน้ำมันบาตรใหม่ที่อุบาสิกาถวายเองไม่ถือเป็นวิญญัติ และมารยาทเรื่องอาสนะที่ชาวบ้านจัดให้ในหอฉัน เนื้อหายังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป
  46. หน้า ๔๐๖–๔๑๑ อรรถกถากุฏิการสิกขาบท: การขอแรงงาน (หัตถกรรม) และนิทานพญานาคมณิกัณฐ์ อธิบายที่มาสิกขาบท (ภิกษุชาวอาฬวีขอวัสดุสร้างกุฏิจนชาวบ้านเดือดร้อน หวาดกลัวเห็นภิกษุแล้วหนี) และหลักขอแรงงาน (หัตถกรรม) ที่ทำได้-ไม่ได้ เช่น ขอคนช่วยงาน ขอไม้ อิฐ จากช่างศิลป์ได้ แต่ขอเงินค่าจ้างเองไม่ได้ พร้อมนิทานพญานาคมณิกัณฐ์ที่ถูกดาบสวอนขอแก้วมณีที่คอซ้ำๆ จนหนีไปไม่กลับมาให้ความอุดมสมบูรณ์อีก และเรื่องฝูงนกที่ทรงใช้เปรียบเทียบความน่ารำคาญของการถูกขอ
  47. หน้า ๔๑๒–๔๒๕ มาตรฐานขนาดกุฏิ วิธีฉาบปูน และขั้นตอนสงฆ์แสดงที่สร้าง กำหนดขนาดกุฏิมาตรฐาน (ยาว ๑๒ คืบ กว้าง ๗ คืบพระสุคต) วิธีวัดและข้อยกเว้น อธิบายว่าเฉพาะการฉาบด้วยดินเหนียวหรือปูนขาวที่ฝาและหลังคาเท่านั้นนับเป็นเหตุปรับสังฆาทิเสสเมื่อฉาบเชื่อมกันสำเร็จ ส่วนกุฏิหญ้าไม่ต้องอาบัติแม้ไม่ได้ขนาด อธิบายขั้นตอนสงฆ์ตรวจและแสดงที่สร้างกุฏิ ต้องเว้นที่อยู่มด ปลวก งู และเว้นใกล้นา สุสาน ตะแลงแกง
  48. หน้า ๔๒๖–๔๓๓ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗: พระฉันนะโค่นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างวิหาร อุบาสกจะสร้างวิหารถวายพระฉันนะ ท่านให้โค่นต้นไม้เจดีย์ที่ชาวบ้าน ชาวนิคม ชาวเมืองทั้งแคว้นเคารพบูชา ชาวบ้านตำหนิว่าเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติสิกขาบทห้ามสร้างวิหารใหญ่มีเจ้าของเฉพาะตนในที่มีผู้จองหรือไม่มีชานรอบ ต้องให้สงฆ์ตรวจและแสดงที่ก่อนด้วยญัตติทุติยกรรม จากนั้นเริ่มตารางไล่กรณีอาบัติเช่นเดียวกับสิกขาบทกุฏิ
  49. หน้า ๔๓๔–๔๔๕ ตารางกรณีอาบัติสร้างวิหารใหญ่ และอรรถกถาปิดท้าย ไล่กรณีปรับอาบัติละเอียดเมื่อสั่งให้ผู้อื่นสร้างวิหารใหญ่ในที่ต่างๆ (สงฆ์แสดงที่หรือไม่ มีผู้จองหรือไม่ มีชานรอบหรือไม่) ทั้งสร้างเองหรือใช้ผู้อื่นสร้างต่อล้วนต้องสังฆาทิเสส ยกเว้นถ้ำ คูหา กุฏิหญ้า หรือสร้างให้ผู้อื่น จบด้วยอรรถกถาสั้นอธิบายว่าต่างจากกุฏิการสิกขาบทตรงที่ไม่มีกำหนดขนาดตายตัว เพราะเป็นวิหารที่มีทายกเป็นเจ้าของสร้างถวาย
  50. หน้า ๔๔๖–๔๕๕ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘: พระทัพพมัลลบุตรจัดที่พัก และแผนใส่ร้ายของพระเมตติยะ-ภุมมชกะ พระทัพพมัลลบุตรบรรลุอรหัตต์เมื่ออายุ ๗ ขวบ อาสาจัดเสนาสนะและแจกอาหารแก่สงฆ์อย่างเที่ยงธรรม แต่พระเมตติยะกับพระภุมมชกะบวชใหม่มักได้ที่พักและอาหารด้อยกว่า ครั้งหนึ่งเข้าใจผิดว่าถูกทัพพมัลลบุตรกลั่นแกล้งจนเสียหน้าต่ออุบาสกผู้ถวายภัตดี จึงร่วมมือกับภิกษุณีเมตติยาใส่ความว่าทัพพมัลลบุตรข่มขืนนาง พระพุทธเจ้าสอบถามแล้วให้ภิกษุณีสึก และสอบสวนจนภิกษุสองรูปสารภาพว่าใส่ร้ายเพราะโกรธแค้น
  51. หน้า ๔๕๖–๔๖๒ บัญญัติห้ามโจทอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูล และตารางกรณีเห็น-ได้ยิน-รังเกียจ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสังฆาทิเสสข้อ ๘ ห้ามภิกษุโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกทั้งที่ไม่มีมูล (ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ) ด้วยความโกรธ จากนั้นไล่กรณีละเอียดว่าหากผู้โจทก์ไม่ได้เห็น/ไม่ได้ยิน/ไม่รังเกียจ แต่กล่าวอ้างว่าได้เห็นหรือได้ยินหรือรังเกียจ (หรือผสมกัน) ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทุกคำพูดที่กล่าวโจท เนื้อหายังดำเนินต่อในตอนถัดไป
  52. หน้า ๔๖๓–๔๗๖ จบเรื่องพระเมตติยะ-ภุมมชกะใส่ร้ายพระทัพพะ และบัญญัติสิกขาบทที่ ๘ พร้อมวิภังค์ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระทัพพมัลลบุตรสามครั้งว่าทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ท่านยืนยันว่าแม้ในฝันก็ไม่เคยเสพเมถุนธรรม พระองค์จึงให้สึกภิกษุณีเมตติยาและสอบสวนพระเมตติยะ-ภุมมชกะ ทั้งสองสารภาพว่าโกรธแค้นจึงใส่ร้ายด้วยข้อหาปาราชิกอันไม่มีมูล พระองค์ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบทข้อ ๘ ห้ามกล่าวหาผู้อื่นด้วยความโกรธโดยไม่มีมูล จากนั้นอธิบายทุกกรณีว่าโจทด้วยคำเท็จ (อ้างเห็น/ได้ยิน/รังเกียจทั้งที่ไม่จริง) หรือสั่งให้ผู้อื่นโจทแทน ต้องอาบัติทุกคำพูดอย่างไร จบด้วยข้อยกเว้น
  53. หน้า ๔๗๗–๔๙๐ อรรถกถา: ตำนานเวฬุวัน กำเนิดพระทัพพมัลลบุตร และเหตุแห่งความอาฆาตของเมตติยะ-ภุมมชกะ อรรถกถาเล่าที่มาชื่อเวฬุวัน-กลันทกนิวาปะ (พระราชารอดจากงูเห่าเพราะกระแตที่แท้เป็นเทวดาแปลงร้องเตือน) จากนั้นเล่าประวัติพระทัพพมัลลบุตร บรรลุอรหัตตผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบขณะปลงผมบวช เพราะตั้งความปรารถนาไว้ในอดีตชาติสมัยพระปทุมุตตระพุทธเจ้า สงฆ์จึงสมมติท่านเป็นผู้แต่งตั้งเสนาสนะและแจกภัตตาหาร ท่านใช้ฤทธิ์เข้าเตโชกสิณจุดแสงจากปลายนิ้วนำภิกษุไปที่พัก นิรมิตกายซ้อนหลายร่างพร้อมกันได้ ส่วนพระเมตติยะและภุมมชกะกลับได้อาหารเลวเสมอเพราะบุญน้อย จึงเกิดความอาฆาตพระทัพพะ
  54. หน้า ๔๙๑–๕๐๒ อรรถกถา: ข้อวิวาทมหาวิหาร-อภัยคีรี เรื่องนาสนะ และการนับประเภทคำโจทที่ไม่มีมูล เล่าเรื่องพระเถระสำนักมหาวิหารกับอภัยคีรีวิหารในลังกาถกเถียงตีความบาลีเรื่องการให้ภิกษุณีเมตติยาสึกไม่ตรงกัน จนพระเจ้าภาติราชต้องให้อำมาตย์ผู้ฉลาดภาษาตัดสิน แล้วอธิบายนาสนะ ๓ อย่าง (ให้สึก/ตัดจากสังวาส/ลงทัณฑกรรม) และคำว่า "หามูลมิได้" คือไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจจริง พร้อมยกตัวอย่างการรังเกียจ ๓ แบบ (ด้วยเห็น ด้วยได้ยิน ด้วยสันนิษฐานจากร่องรอย) และคำนวณว่าการโจทเท็จมีได้ถึง ๑,๙๘๐ ลักษณะ
  55. หน้า ๕๐๓–๕๑๗ อรรถกถา: วิธีพิจารณาอธิกรณ์ของพระวินัยธร เรื่องพระจูฬาภัยจับผิดจำเลย และอธิบายอธิกรณ์ ๔ อรรถกถาสอนวิธีที่พระวินัยธรควรซักถามโจทก์-จำเลยที่เป็นลัชชีหรืออลัชชีต่างกันอย่างไรเพื่อความยุติธรรม พร้อมเล่าเรื่องพระจูฬาภัยเถระใช้ด้ามพัดเคาะกระเบื้องส่งสัญญาณว่าจะไม่ตัดสินคดี ทำให้จำเลยที่โกหกเกิดความเร่าร้อนใจจนสารภาพและขอขมา จากนั้นอธิบายความหมายของ "อธิกรณ์" ๔ อย่าง (วิวาท อนุวาท อาปัตติ กิจจะ) พร้อมข้อถกเถียงของอาจารย์หลายท่าน และขยายความวิภังค์เรื่องกรณีเห็น/ได้ยิน/สงสัยจนจบอรรถกถาสิกขาบทที่ ๘
  56. หน้า ๕๑๘–๕๑๙ สิกขาบทที่ ๙: พระเมตติยะ-ภุมมชกะเห็นแพะผสมพันธุ์ ใช้เป็นเลศใส่ร้ายพระทัพพะซ้ำ (เรื่องยังไม่จบ) ระหว่างลงจากเขาคิชฌกูฏ พระเมตติยะและภุมมชกะเห็นแพะผู้กับแพะเมียกำลังสมจรกัน จึงคิดอุบายสมมติแพะผู้เป็นพระทัพพมัลลบุตรและแพะเมียเป็นภิกษุณีเมตติยา แล้วไปกล่าวหาภิกษุทั้งหลายว่าครั้งนี้ตนเห็นพระทัพพะประพฤติผิดกับภิกษุณีเมตติยาด้วยตาตนเอง (ต่างจากครั้งก่อนที่อ้างเพียงได้ยิน) ภิกษุทั้งหลายไม่เชื่อจึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามพระทัพพะสามครั้ง ท่านปฏิเสธเช่นเดิมว่าไม่เคยเสพเมถุนธรรมแม้ในฝัน เนื้อเรื่องต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  57. หน้า ๕๒๐–๕๒๑ จบอรรถกถาสิกขาบทที่ ๘ และเรื่องพระเมตติยะภุมมชกะใส่ร้ายพระทัพพมัลลบุตรด้วยแพะ จบอรรถกถาสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยอธิกรณ์ไม่มีมูล จากนั้นเล่าเรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ ผู้แค้นเคืองพระทัพพมัลลบุตร เห็นแพะผู้เมียกำลังผสมพันธุ์ จึงแกล้งตั้งชื่อแพะว่าทัพพมัลลบุตรและภิกษุณีเมตติยา แล้วกล่าวหาต่อสงฆ์ว่าเห็นท่านประพฤติผิดกับภิกษุณีจริง ทั้งที่ทัพพะไม่เคยล่วงเมถุนธรรมแม้ในฝัน พระพุทธเจ้าทรงสอบสวนสามครั้งแล้วให้สงฆ์ไต่สวน จนทรงบัญญัติสิกขาบทที่ ๙ ห้ามฉวยเอกเทศเรื่องอื่นมาเป็นเลศใส่ร้ายด้วยปาราชิก (เนื้อหาต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า)
  58. หน้า ๕๒๒–๕๓๑ สิกขาบทวิภังค์สิกขาบทที่ ๙: อธิกรณ์ ๔ ชนิด และเลศ ๑๐ อย่าง สิกขาบทวิภังค์สิกขาบทที่ ๙ ไขความคำว่า ภิกษุใด และอธิบายอธิกรณ์ ๔ ชนิดที่เป็นส่วนอื่นและส่วนเดียวกันของกันและกัน แล้วแจกแจงเลศ (ข้ออ้าง) ๑๐ อย่างที่ภิกษุผู้มุ่งร้ายอาจฉวยใช้ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยปาราชิก ได้แก่ เลศชาติกำเนิด ชื่อ ตระกูล รูปลักษณะ ชนิดอาบัติ บาตร จีวร พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ และที่อยู่อาศัย พร้อมยกตัวอย่างประกอบทุกข้อ
  59. หน้า ๕๓๒–๕๕๑ ตารางจักรคำนวณอาบัติ: ทุกกรณีการโจทด้วยปาราชิกเทียบกับอาบัติจริง ตารางสูตรคำนวณ (จักร) แจกแจงทุกกรณีที่ภิกษุโจทเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นโจทภิกษุรูปหนึ่งด้วยข้อหาปาราชิก ทั้งที่รู้หรือเข้าใจว่าเธอต้องอาบัติอย่างอื่นเพียงเล็กน้อย (สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต) ไม่ว่าจะเข้าใจถูกหรือผิดในอาบัติต้นเรื่องอย่างไร ทุกกรณีล้วนต้องอาบัติสังฆาทิเสสเหมือนกันหมด ย้ำว่าการใส่ร้ายด้วยข้อหาร้ายแรงเกินจริงผิดเสมอไม่ว่าจะรู้เท่าทันหรือไม่
  60. หน้า ๕๕๒–๕๕๙ จบสิกขาบทที่ ๙ พร้อมอนาปัตติ และอรรถกถาอธิบายเรื่องแพะกับเลศคือชาติ-บาตร จบสิกขาบทที่ ๙ ด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องอาบัติ (เข้าใจผิดโดยสุจริต ภิกษุวิกลจริต ภิกษุต้นบัญญัติ) จากนั้นอรรถกถาอธิบายว่าแพะที่พระเมตติยะภุมมชกะแกล้งตั้งชื่อนั้นไม่ใช่อธิกรณ์จริง เพราะไม่มีมูลเรื่องจริงรองรับเลย เป็นเพียงการยืมชื่อมาใส่ร้าย แล้วไขความคำว่าเทศกับเลศ พร้อมขยายเลศคือชาติและเลศคือบาตรอย่างละเอียด เช่น บาตรเคลือบสีคล้ายบาตรโลหะ
  61. หน้า ๕๖๐–๕๗๐ เรื่องพระเทวทัตขอวัตถุ ๕ และบัญญัติสิกขาบทห้ามทำลายสงฆ์ (สังฆาทิเสส ๑๐) เรื่องพระเทวทัตชักชวนพระโกกาลิกะและพวกให้ร่วมทำลายสงฆ์ โดยทูลขอวัตถุ ๕ ประการ (อยู่ป่า บิณฑบาตอย่างเดียว ผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ ไม่ฉันเนื้อปลา ตลอดชีวิต) หวังให้พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตแล้วใช้ปลุกระดมประชาชนว่าพระองค์มักมาก พระองค์ไม่ทรงห้ามแต่ให้เลือกได้ตามสมัครใจ เมื่อพระเทวทัตยังตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ไม่เลิก จึงทรงบัญญัติสิกขาบทที่ ๑๐ ให้สงฆ์สวดสมนุภาสสามครั้งก่อนปรับอาบัติสังฆาทิเสส
  62. หน้า ๕๗๑–๕๗๖ อรรถกถาสังฆเภทสิกขาบท: เหตุที่ทรงปฏิเสธวัตถุ ๕ และเริ่มอธิบายเนื้อปลาบริสุทธิ์ ๓ อรรถกถาสิกขาบทที่ ๑๐ (ปฐมสังฆเภทสิกขาบทวรรณนา) อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงรับวัตถุ ๕ ของพระเทวทัตเป็นข้อบังคับตายตัว เพราะภิกษุแต่ละรูปมีกำลังกายและอัธยาศัยต่างกัน บางรูปอยู่ป่าได้ตลอดชีวิต บางรูปทำได้เฉพาะในเขตบ้านเท่านั้น จึงทรงให้เลือกได้ตามความสามารถ แล้วเริ่มอธิบายเนื้อปลาบริสุทธิ์ ๓ ประการที่ฉันได้ คือไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจว่าฆ่าเพื่อตน (ยังไม่จบ ต่อเนื่องบทถัดไป)
  63. หน้า ๕๗๗–๕๘๗ อรรถกถา: เทวทัตขอวัตถุ ๕ ประการ พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต และกฎเรื่องเนื้อสัตว์ อธิบายเหตุการณ์พระเทวทัตทูลขอให้บัญญัติข้อปฏิบัติเคร่งครัด ๕ อย่าง (อยู่ป่าตลอดชีวิต ฯลฯ) หวังให้ภิกษุเห็นต่างจากพระพุทธเจ้าเพื่อแยกสงฆ์ พระองค์ทรงปฏิเสธเพราะจะเป็นอันตรายต่อผู้มีกำลังน้อย ทรงอนุญาตให้เลือกได้ตามความสามารถ พระเทวทัตดีใจคิดว่าจะทำลายสงฆ์สำเร็จ จากนั้นอธิบายเรื่องเนื้อที่ภิกษุฉันได้ (บริสุทธิ์ ๓ ส่วน คือไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อตน) จบอรรถกถาสิกขาบทที่ ๑๐
  64. หน้า ๕๘๘–๕๙๖ สิกขาบทที่ ๑๑: ภิกษุที่พูดสนับสนุนพระเทวทัตให้ทำลายสงฆ์ พระโกกาลิกะ พระกฏโมรกติสสกะ พระขัณฑเทวีบุตร และพระสมุทททัต พากันปกป้องพระเทวทัตว่าพูดถูกธรรมถูกวินัย ทั้งที่ท่านกำลังพยายามทำลายสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุ ๑-๓ รูปพูดเข้าข้างผู้ทำลายสงฆ์ กำหนดขั้นตอนเตือน ๓ ครั้งก่อนปรับอาบัติสังฆาทิเสสเช่นเดียวกับสิกขาบทก่อน
  65. หน้า ๕๙๗–๖๐๘ สิกขาบทที่ ๑๒: พระฉันนะดื้อรั้น อ้างว่า "พระพุทธเจ้าเป็นของเรา" พระฉันนะถูกภิกษุตักเตือนเรื่องความประพฤติไม่เหมาะสม แต่กลับตอบโต้ว่าตนควรเป็นผู้ว่ากล่าวภิกษุอื่นต่างหาก เพราะพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นของตน (เคยตามเสด็จออกผนวช) เปรียบภิกษุอื่นเหมือนหญ้าใบไม้ที่ลมพัดมารวมกันเฉยๆ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามทำตนเป็นคนว่ายาก อรรถกถาต่อท้ายไล่รายการธรรม ๑๙ อย่างที่ทำให้เป็นคนว่ายาก เช่น มักโกรธ ผูกโกรธ ริษยา ถือรั้น
  66. หน้า ๖๐๙–๖๒๑ สิกขาบทที่ ๑๓ ต้นเรื่อง: ภิกษุพวกอัสสชิ-ปุนัพพสุกะประพฤติเสื่อมเสียที่กิฏาคีรี ภิกษุกลุ่มนี้เป็นเจ้าอาวาสที่กิฏาคีรี ประพฤติคลุกคลีกับสตรี ปลูกและร้อยดอกไม้ให้ ฉันร่วมภาชนะ นอนร่วมที่ นอนร่วมผ้าห่ม เล่นการพนันและกีฬาต่างๆ กับผู้หญิง จนชาวบ้านหมดศรัทธา ภิกษุผู้มาบิณฑบาตกลับถูกชาวบ้านรังเกียจเพราะเทียบกับภิกษุกลุ่มนี้ที่พูดเพราะประจบเก่งกว่า อุบาสกฝากข้อความถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปขับไล่ (ปัพพาชนียกรรม) แต่ภิกษุกลุ่มนี้ไม่ยอมรับ ยังด่าว่าสงฆ์ลำเอียง
  67. หน้า ๖๒๒–๖๒๙ สิกขาบทที่ ๑๓ บทบัญญัติ: ห้ามใส่ความสงฆ์ว่าลำเอียงหลังถูกขับไล่ และบทสรุปสังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ บัญญัติห้ามภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุล (คลุกคลีสตรีจนชาวบ้านเสื่อมศรัทธา) เมื่อถูกเชิญออกจากวัดแล้วกลับใส่ความว่าสงฆ์ลำเอียงด้วยรัก โกรธ หลง กลัว ต้องเตือน ๓ ครั้งก่อนปรับสังฆาทิเสส ปิดท้ายด้วยบทสรุปอาบัติสังฆาทิเสสทั้ง ๑๓ ข้อ วิธีอยู่ปริวาสและประพฤติมานัตเพื่อคืนสู่ความบริสุทธิ์ และหัวข้อย่อความจำสิกขาบททั้งหมด
  68. หน้า ๖๓๐–๖๓๓ จบหมวดสังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ และกำเนิดภิกษุฉัพพัคคีย์ ๖ รูปผู้ก่อเรื่อง จบเตรสกัณฑ์พร้อมสวดถามความบริสุทธิ์ของสงฆ์ จากนั้นเริ่มอรรถกถาสิกขาบทที่ ๑๓ เล่าประวัติภิกษุฉัพพัคคีย์ ๖ รูป (ปัณฑุกะ โลหิตกะ เมตติยะ ภุมมชกะ อัสสชิ ปุนัพพสุกะ) ที่บวชเพราะเบื่องานเกษตร แล้ววางแผนแยกกันไปตั้งสำนักปลูกไม้ผลผูกใจชาวบ้าน ๓ เมือง (สาวัตถี ราชคฤห์ กิฏาคีรี) เพื่อขยายอิทธิพลและพรรคพวก เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องถึงคำอธิบายวิธีพูดปลูกไม้ดอกที่ผิดวินัย
  69. หน้า ๖๓๔–๖๔๒ อรรถกถากุลทูสกสิกขาบท: ประวัติภิกษุฉัพพัคคีย์ และกฎการปลูก/ร้อยดอกไม้ อรรถกถาเล่าประวัติภิกษุฉัพพัคคีย์ต้นเรื่อง: เพื่อนหนุ่ม 6 คนในสาวัตถีบวชหนีงานหนัก เมื่อครบ 5 พรรษาแยกกันไปตั้งสำนักใกล้สาวัตถี ราชคฤห์ และกิฏาคีรี ปลูกไม้ผลไม้ดอกเอาใจชาวบ้านจนมีบริวารฝ่ายละ 500 รูป สองรูปแรก (บัณฑุกะ โลหิตกะ) ประพฤติดี แต่พระอัสสชิ-ปุนัพพสุกะและพวกกลับไม่มียางอาย ทั้งคิดเรื่องเสียหายใหม่และล่วงสิกขาบทเดิม จากนั้นอธิบายละเอียดว่าภิกษุปลูกหรือใช้ให้ปลูกไม้ดอกเพื่อประจบตระกูลต้องอาบัติ และจำแนกวิธีร้อยดอกไม้ 6 แบบว่าแบบใดทำได้ทำไม่ได้
  70. หน้า ๖๔๓–๖๕๒ กีฬาต่างๆ ของภิกษุฉัพพัคคีย์ และเรื่องเปรียบเทียบพระอาคันตุกะกับภิกษุเจ้าถิ่น รายละเอียดการเล่นกีฬาพนันของภิกษุฉัพพัคคีย์ (หมากรุก โยนห่วง หกคะเมน ปล้ำ ฯลฯ) แล้วเล่าเรื่องชาวกิฏาคีรีพบพระอาคันตุกะรูปหนึ่งที่สำรวมกิริยา สงบเสงี่ยม พูดจาไพเราะ ต่างจากภิกษุเจ้าถิ่นที่หน้าตาบูดบึ้งหยาบกระด้างจนชาวบ้านเบื่อหน่ายไม่ถวายทาน ชาวบ้านจึงนิมนต์พระรูปนั้นไปฉันที่บ้านและฝากข่าวให้ช่วยกราบทูลพระพุทธเจ้าให้จัดการกับภิกษุเจ้าถิ่นที่ประพฤติเสียหายจนทานที่เคยถวายประจำขาดหายไป
  71. หน้า ๖๕๓–๖๖๑ รายละเอียดปัพพาชนียกรรม ขอบเขตห้ามบิณฑบาต และการให้ของแก่ญาติ อธิบายรายละเอียดปัพพาชนียกรรม (ขับออกจากวัด): ภิกษุที่ถูกขับห้ามบิณฑบาตในละแวกที่ทำผิด แม้หมดกิเลสแล้วก็ยังรับปัจจัยจากตระกูลที่เคยประทุษร้ายไม่ได้ พระอุปติสสเถระเคยพยายามกำหนดขอบเขตห้าม (ทั้งเมือง/ถนน/แถวเรือน) แต่สรุปว่าขึ้นกับขนาดจริง จากนั้นวางกฎการให้ดอกไม้ผลไม้แก่ญาติ กติกาแบ่งผลไม้ของสงฆ์ และข้อห้ามภิกษุรับใช้เป็นผู้ส่งข่าวสาส์นให้ฆราวาสทั่วไป ยกเว้นญาติหรือผู้ร่วมประพฤติธรรม จบอรรถกถาสิกขาบทที่ 13
  72. หน้า ๖๖๒–๖๗๑ อนิยตสิกขาบทที่ 1: พระอุทายีนั่งลับสองต่อสองกับหญิงสาว เรื่องต้นบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ 1: พระอุทายีซึ่งเป็นพระประจำตระกูลในสาวัตถี ตามไปนั่งสองต่อสองกับสาวน้อยที่ถูกยกให้ตระกูลอื่นแล้ว ในที่ลับซึ่งพอทำการได้ นางวิสาขา มิคารมาตา (ผู้มีบุตรหลานมากเป็นมงคล) เห็นเข้าจึงท้วงว่าไม่เหมาะสม แม้ไม่ได้ทำผิดจริงก็อาจทำให้คนไม่เลื่อมใส แต่พระอุทายีไม่ฟัง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติกฎ: หากอุบาสิกาที่เชื่อถือได้เห็นภิกษุนั่งในที่ลับกับหญิงตามลำพังแล้วกล่าวโทษ ให้ปรับอาบัติตามที่ภิกษุยอมรับ (ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์)
  73. หน้า ๖๗๒–๖๗๙ อรรถกถาอนิยต 1: เรื่องพระขีณาสพเถระเหาะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ อรรถกถาขยายความเรื่องนางวิสาขา (มีบุตร 10 ธิดา 10 หลาน 420 คน) และเล่าเรื่องพระขีณาสพเถระที่มัลลาราม ถูกภิกษุอีกรูปสงสัยว่านั่งกับอุบาสิกาสองต่อสอง ท่านจึงเหาะขึ้นไปนั่งบนอากาศพิงช่อฟ้าหลังคาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เมื่อภิกษุผู้สงสัยเห็นจึงถามท่านตอบว่าเป็นเพราะพิรุธของสถานที่ ขอให้ช่วยรักษาชื่อเสียงให้ด้วย จากนั้นวินิจฉัยการนับอาบัติละเอียดตามเจตนาและจำนวนครั้งที่นั่งใกล้หญิง
  74. หน้า ๖๘๐–๖๙๐ อนิยตสิกขาบทที่ 2: พระอุทายีทำผิดซ้ำในที่ไม่ลับสนิท พระอุทายีทำผิดซ้ำ คราวนี้นั่งกับสาวน้อยคนเดิมสองต่อสองในที่ไม่ลับสนิท (มองเห็นได้แต่ไม่เหมาะแก่การเสพเมถุนธรรม เพียงพอจะพูดจาหยาบโลมเล้าได้) นางวิสาขาเห็นแล้วท้วงอีกแต่พระอุทายีไม่ฟังเช่นเดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติอนิยตสิกขาบทที่ 2 ปรับอาบัติเป็นสังฆาทิเสสหรือปาจิตตีย์ตามคำยอมรับของภิกษุ จบด้วยการถามความบริสุทธิ์และปิดอนิยตกัณฑ์ทั้ง 2 ข้อ ตอนท้ายเริ่มอรรถกถาอนิยตสิกขาบทที่ 2 ต่อในเล่มถัดไป
  75. หน้า ๖๙๑–๖๙๒ อนิยตสิกขาบทที่ ๒ (จบเรื่อง) และอรรถกถา จบการวางกฎอนิยตข้อ ๒ ว่าด้วยภิกษุนั่งในที่ไม่กำบังมิดชิดแต่พอจะพูดจาชั่วหยาบกับหญิงได้ หากอุบาสิกาผู้น่าเชื่อถือเห็นแล้วกล่าวหา ภิกษุถูกปรับอาบัติตามที่ตนยอมรับว่านั่ง นอน หรือปฏิเสธว่ายืนก็พ้นผิด จบด้วยคำถามสอบความบริสุทธิ์ในที่ประชุมสงฆ์ ตามด้วยอรรถกถาขยายความ อธิบายระยะ 12 ศอกที่นับเป็น 'ที่ลับ' และคนหูหนวกหรือตาบอดที่อยู่ใกล้ไม่ถือเป็นพยานคุ้มครองภิกษุได้
  76. หน้า ๖๙๓–๗๐๒ เริ่มนิสสัคคิยปาจิตตีย์ — พระฉัพพัคคีย์ทรงจีวรเกินและเรื่องพระอานนท์ เปิดหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 ข้อ เริ่มจีวรวรรคข้อแรก พระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรฟุ่มเฟือยถึง 3 สำรับ (เข้าบ้านชุดหนึ่ง อยู่วัดชุดหนึ่ง อาบน้ำอีกชุดหนึ่ง) ถูกติเตียนจนทรงห้ามมีจีวรเกินไตรจีวร ต่อมาพระอานนท์อยากถวายจีวรส่วนเกินแก่พระสารีบุตรที่ไปต่างเมือง จึงกราบทูลขอ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันให้เก็บจีวรเกินไว้ได้ไม่เกิน 10 วัน พร้อมวิธีสละคืนแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล
  77. หน้า ๗๐๓–๗๑๔ อรรถกถา — ความผูกพันพระอานนท์กับพระสารีบุตร และคำอธิบายศัพท์ อรรถกถาเล่าความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างพระอานนท์กับพระสารีบุตร ต่างอุปการะกันดุจบิดากับบุตร พระอานนท์คอยถวายของดีทุกอย่างแก่พระสารีบุตรเสมอ และอธิบายว่าพระอานนท์ทราบวันที่พระสารีบุตรจะกลับได้อย่างไร จากนั้นไขความคำว่า 'จีวรสำเร็จแล้ว' (ทำเสร็จ หาย ฉิบหาย ถูกไฟไหม้ หมดหวัง) การเดาะกฐิน และกำหนดขนาดจีวรแต่ละชนิดที่นับเป็นของต้องวิกัป
  78. หน้า ๗๑๕–๗๒๙ อรรถกถา — วิธีอธิษฐานและวิกัปจีวรโดยละเอียด อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าจีวรแต่ละชนิด (ไตรจีวร ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปูนอน ผ้าปิดแผล ผ้าเช็ดหน้า บริขารโจล) ต้องอธิษฐานหรือวิกัปอย่างไร รูขาดขนาดเท่าใดจึงทำให้การอธิษฐานเสียไป โดยยกความเห็นต่างกันของพระเถระหลายรูป (มหาสุมเถระ กรวิยติสสเถระ) แล้วสรุปวิธีวิกัป (มอบกรรมสิทธิ์ร่วม) ทั้งแบบต่อหน้าและลับหลัง พร้อมบทสวดที่ใช้จริง และวิธีให้-รับจีวรที่ถูกต้องตามพระวินัย
  79. หน้า ๗๓๐–๗๔๑ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๒ — ห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนเดียว ภิกษุฝากผ้าสังฆาฏิไว้แล้วออกจาริกโดยไม่พกไปด้วย ผ้าขึ้นราเพราะเก็บนาน พระอานนท์ตรวจดูเสนาสนะพบเข้าจึงกราบทูล พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามอยู่ห่างจากไตรจีวรแม้คืนเดียว ต่อมาภิกษุอาพาธที่โกสัมพีอยากกลับไปให้ญาติพยาบาลแต่พกไตรจีวรไปไม่ไหว จึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ 'สมมติ' ยกเว้นให้ชั่วคราว พร้อมระบุรายละเอียดสถานที่เก็บจีวร (บ้าน เรือน เรือ นาข้าว ฯลฯ) ว่าต้องอยู่ในระยะเท่าใดจึงไม่ผิด
  80. หน้า ๗๔๒–๗๔๗ อรรถกถา — เริ่มอธิบายสิกขาบท 'อุทโทสิต' (ห้ามอยู่ห่างไตรจีวร) อรรถกถาเริ่มไขความสิกขาบทที่ห้ามอยู่ห่างไตรจีวร อธิบายศัพท์ 'สันตรุตตระ' และการที่จีวรขึ้นรา จากนั้นอภิปรายเรื่องการยกเว้นให้ภิกษุอาพาธ (อวิปปวาสสมมติ) ว่าคุ้มครองได้นานเท่าใด และเมื่อโรคกำเริบใหม่ต้องขอสมมติซ้ำหรือไม่ ตามความเห็นต่างของพระเถระหลายรูป ก่อนเข้าสู่การอธิบายละเอียดของหมู่บ้าน เรือน และสถานที่ต่างๆ ว่าใดนับเป็น 'เขตเดียว' หรือ 'เขตต่าง' สำหรับการเก็บจีวร (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป)
  81. หน้า ๗๔๘–๗๕๒ การเก็บรักษาจีวรในระยะหัตถบาสและอรรถกถาสิกขาบทที่ ๒ (อุทโทสิตสิกขาบท) กฎเรื่องการเก็บจีวรให้อยู่ในระยะหัตถบาส (๒ ศอกคืบ) เมื่อภิกษุค้างคืนแยกจากจีวร ครอบคลุมสถานที่ต่างๆ เช่น บ้าน ไร่นา ลานนวดข้าว สวน วิหาร โคนไม้ และป่าโล่ง จบสิกขาบทที่ ๒ (อุทโทสิตสิกขาบท) แล้วเข้าอรรถกถาอธิบายละเอียด เล่าที่มาว่าพระอานนท์ตรวจเสนาสนะพบจีวรภิกษุอาพาธขึ้นรา จึงทรงอนุญาตสมมติไม่อยู่ปราศจากไตรจีวรสำหรับภิกษุป่วย พร้อมยกกรณีตัวอย่าง เช่น ภิกษุอาบน้ำริมฝั่งแม่น้ำจนรุ่งอรุณ พระเถระกับภิกษุหนุ่มเดินทางพลัดกัน เพื่อวินิจฉัยว่าจีวรต้องเป็นนิสสัคคีย์หรือไม่
  82. หน้า ๗๕๓–๗๖๖ สิกขาบทที่ ๓ ผ้านอกกาล (อกาลจีวร) กำหนดเก็บไว้ได้ไม่เกิน ๑ เดือน เรื่องภิกษุรูปหนึ่งได้ผ้านอกกาล (อกาลจีวร) มาผืนเล็กไม่พอทำจีวร จึงเอาจุ่มน้ำแล้วดึงยืดซ้ำๆ หวังให้ผืนใหญ่ขึ้น พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามและทรงอนุญาตให้เก็บผ้านอกกาลไว้รอผ้าเพิ่มได้ ต่อมาภิกษุพากันเก็บผ้าเกินเดือนหนึ่งแขวนไว้ตามสายระเดียง พระอานนท์ตรวจพบและติเตียน จึงทรงบัญญัติสิกขาบทกำหนดว่าเก็บได้ไม่เกิน ๑ เดือน พร้อมตารางคำนวณวันที่ต้องทำจีวรให้เสร็จตามวันที่ผ้าเดิมกับผ้าที่หวังจะได้เกิดขึ้นต่างกัน หากเกินกำหนดเป็นนิสสัคคีย์ ต้องสละคืน
  83. หน้า ๗๖๗–๗๘๒ สิกขาบทที่ ๔ ห้ามใช้ภิกษุณีมิใช่ญาติซักจีวรเก่า (เรื่องพระอุทายี) เรื่องพระอุทายีไปเยี่ยมอดีตภรรยาที่บวชเป็นภิกษุณี เปิดอวัยวะเพศให้กันดู เกิดความกำหนัดจนน้ำอสุจิเคลื่อน จึงขอให้นางซักผ้าอันตรวาสกให้ นางกลับดูดอสุจิส่วนหนึ่งและสอดเข้าองค์กำเนิดตนเองจนตั้งครรภ์ เกิดเรื่องอื้อฉาวว่านางไม่ใช่พรหมจาริณี ภิกษุณีอื่นติเตียนพระอุทายี พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้ภิกษุณีมิใช่ญาติซัก ย้อม หรือทุบจีวรเก่าให้ ตามด้วยอรรถกถาอธิบายนิยามความเป็นญาติ ๗ ชั่วอายุ และรายละเอียดวิธีนับอาบัติตามลำดับการซัก-ย้อม-ทุบ
  84. หน้า ๗๘๓–๗๙๖ สิกขาบทที่ ๕ ห้ามรับจีวรจากมือภิกษุณีมิใช่ญาติ (เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา) เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณาเข้าป่านั่งสมาธิ หัวหน้าโจรพบเข้าจึงห้ามลูกน้องมิให้เบียดเบียนและถวายเนื้อที่ปิ้งไว้ นางนำมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้า แต่พระอุทายีผู้เฝ้าวัดขอผ้าอันตรวาสกผืนสุดท้ายของนางแลกกัน นางถูกแคะไถจึงจำใจถวาย ภิกษุณีอื่นทราบเรื่องพากันติเตียนว่านางมีลาภน้อยอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน ตามด้วยอรรถกถาอธิบายรายละเอียดการรับและข้อยกเว้น
  85. หน้า ๗๙๗–๘๐๔ สิกขาบทที่ ๖ ห้ามขอจีวรจากคฤหบดีมิใช่ญาติ (เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร) [ไม่จบ] เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรผู้เก่งเทศน์ เมื่อลูกเศรษฐีปวารณาจะถวายปัจจัย ท่านขอผ้าสาฎกทันทีจากที่ลูกเศรษฐีสวมอยู่ ทั้งที่ถูกขอผัดถึง ๓ ครั้งว่าจะกลับไปหาผ้าที่ดีกว่ามาถวายทีหลัง ลูกเศรษฐีจำต้องถวายจนเดินกลับบ้านเปลือยกายท่อนบน ชาวบ้านติเตียนว่าภิกษุมักมาก พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามขอจีวรจากคฤหบดีผู้มิใช่ญาติ เว้นกรณีถูกโจรชิงจีวรหรือจีวรฉิบหาย (ตามที่ภิกษุกลุ่มหนึ่งเปลือยกายเดินทางเพราะไม่กล้าขอ) เนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป ยังไม่จบสิกขาบท
  86. หน้า ๘๐๕–๘๑๓ อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท - พระอุปนันทะขอผ้าเศรษฐีบุตร และภิกษุถูกโจรชิงจีวร พระอุปนันทะเทศน์เก่งจนเศรษฐีบุตรปวารณาจะถวายปัจจัย แต่ท่านรีบขอผ้าสไบผืนเดียวที่เขาห่มอยู่ทันที เศรษฐีบุตรขอผัดกลับบ้านก่อนแต่ถูกรุกเร้าจนต้องถอดผ้าให้ ชาวบ้านตำหนิว่าพระโลภมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามขอจีวรจากคนไม่ใช่ญาติ ต่อมาภิกษุกลุ่มหนึ่งถูกโจรปล้นจีวรระหว่างทาง ไม่กล้าขอผ้าเพราะเกรงผิดสิกขาบทใหม่ จึงเดินเปลือยกายเข้าเมือง ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาชีวก พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตข้อยกเว้นให้ภิกษุที่ถูกชิงจีวรขอผ้าได้
  87. หน้า ๘๑๔–๘๒๒ ตทุตตริสิกขาบท - พระฉัพพัคคีย์ขอจีวรเกินประมาณแทนภิกษุอื่น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ถูกชิงจีวรขอผ้าได้ พระฉัพพัคคีย์อาสาขอแทนทั้งที่ภิกษุเหล่านั้นบอกว่าได้จีวรพอแล้ว จึงไปขอจากชาวบ้านจนได้จีวรมามากมาย ชาวบ้านแต่ละคนพบว่าต่างถูกขอซ้ำ จึงตำหนิว่าพระจะเปิดร้านขายผ้าหรือไม่รู้จักประมาณ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุผู้จีวรหายรับได้ไม่เกินสัดส่วนผ้านุ่งผ้าห่มที่ขาดจริง ห้ามขอเกินกำหนด
  88. หน้า ๘๒๓–๘๓๕ ปฐมอุปักขฏสิกขาบท - พระอุปนันทะเจาะจงเลือกชนิดจีวรก่อนถูกปวารณา ชายผู้หนึ่งตั้งใจจะถวายจีวรแด่พระอุปนันทะ แต่ยังไม่ทันปวารณาต่อหน้า พระอุปนันทะทราบข่าวจึงเข้าไปหาเองแล้วเจาะจงเลือกชนิดผ้าที่ต้องการ ชายนั้นตำหนิว่าพระยังไม่ทันปวารณาก็มากำหนดเงื่อนไขจีวรเสียแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุที่เจ้าภาพเตรียมทุนซื้อจีวรไว้ให้แต่ยังไม่ได้บอกกล่าว เข้าไปกำหนดชนิดคุณภาพจีวรเอง
  89. หน้า ๘๓๖–๘๔๓ ทุติยอุปักขฏสิกขาบท - กรณีเจ้าภาพสองรายร่วมกันเตรียมจีวร เหตุการณ์ซ้ำกับสิกขาบทก่อนหน้า แต่คราวนี้มีคนสองคนตกลงจะร่วมกันถวายจีวรแด่พระอุปนันทะ ท่านก็เข้าไปหาก่อนที่เขาจะปวารณาอีกเช่นเคย แล้วเจาะจงเลือกจีวรราคาแพง ทำให้ถูกตำหนิเช่นเดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมครอบคลุมกรณีเจ้าภาพสองรายร่วมทุนซื้อจีวรถวายภิกษุรูปเดียว
  90. หน้า ๘๔๔–๘๕๔ ทูตสิกขาบท - อุบาสกต้องเสียค่าปรับเพราะพระอุปนันทะบีบเอาจีวร (จบวรรคที่ ๑) มหาอำมาตย์ส่งเงินซื้อจีวรถวายพระอุปนันทะทางทูต ท่านปฏิเสธรับเงินตามวินัยแต่ตั้งอุบาสกเป็นไวยาวัจกรแทน แล้วไปทวงจีวรในวันประชุมชาวบ้านซึ่งมีกติกาว่าใครมาสายต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ อุบาสกขอผัดแต่พระอุปนันทะยึดชายผ้าคาดคั้นจนต้องรีบจ่ายจีวรแล้วไปสาย เสียค่าปรับ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติขั้นตอนทวงจีวรอย่างเป็นธรรม (ทวงได้ ๓ ครั้ง ยืนได้ ๖ ครั้ง) จบวรรคที่ ๑ แห่งนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๐ สิกขาบท พร้อมสรุปหัวข้อ
  91. หน้า ๘๕๕–๘๖๑ อรรถกถาราชสิกขาบท - ประเภทของไวยาวัจกรและวิธีทวงจีวร (ยังไม่จบ) อรรถกถาขยายความสิกขาบทว่าด้วยทูตนำทรัพย์ซื้อจีวรมาถวาย อธิบายศัพท์และขั้นตอนทวง-ยืนขอจีวรจากไวยาวัจกรอย่างละเอียด (ทวง ๓ ครั้ง ยืน ๖ ครั้ง อัตราส่วนทวง ๑ เท่ากับยืน ๒) และจำแนกประเภทไวยาวัจกร ๔ แบบ ทั้งที่ภิกษุแสดงเองและทูตแสดง เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  92. หน้า ๘๖๒ ปิดท้ายราชสิกขาบทและจีวรวรรค เริ่มอรรถกถาอธิบายศัพท์ สรุปกรณีทวงจีวรเกิน/ไม่เกิน 3 ครั้ง ยืนนิ่งเกิน/ไม่เกิน 6 ครั้งว่าเป็นนิสสัคคีย์ ทุกกฏ หรือไม่ต้องอาบัติ ปิดสิกขาบทที่ 10 และวรรคที่ 1 ของจีวรวรรค พร้อมสรุปชื่อสิกขาบททั้ง 10 ข้อ จากนั้นเริ่มอรรถกถาอธิบายศัพท์ เช่น ค่าปรับ 50 กหาปณะ ไวยาวัจกร (ผู้รับทรัพย์แทนภิกษุ) และกฎว่าทวง 1 ครั้งเท่ากับยืนนิ่ง 2 ครั้ง
  93. หน้า ๘๖๓–๘๗๔ หลักปฏิบัติเรื่องเงินทอง สระน้ำ ที่ดิน ทาส และสัตว์ที่มีผู้ถวาย อรรถกถาวางหลักละเอียดว่าภิกษุรับเงินทอง สระน้ำ นา สวน ทาส หรือสัตว์เลี้ยงที่ทายกถวายได้หรือไม่ เช่น รับเงินทองโดยตรงไม่ได้ต้องให้ไวยาวัจกรดูแลแทน สระน้ำต้องถวายเพื่อ "บริโภคปัจจัย 4" จึงจะควร ทาสรับไม่ได้แต่รับเป็น "คนวัด" ได้ ช้างม้าโคกระบือรับไม่ได้ พร้อมเล่าเรื่องภิกษุวาดรูปพระจันทร์เตือนคนวัดให้ทำขนมถวายสงฆ์ทุกวัน จนกลายเป็นประเพณี
  94. หน้า ๘๗๕–๘๘๗ โกสิยวรรค: ห้ามสันถัตเจือไหม และห้ามสันถัตขนเจียมดำล้วน พระฉัพพัคคีย์ขอให้ช่างไหมต้มตัวไหมทำสันถัต(เครื่องปูนั่ง)ผสมไหม ถูกช่างไหมตำหนิว่าฆ่าสัตว์เพื่อยังชีพยังไม่บาปเท่า พระพุทธเจ้าจึงห้ามทำสันถัตเจือไหม ต่อมาพระฉัพพัคคีย์สั่งทำสันถัตขนเจียมดำล้วนเลียนแบบคฤหัสถ์ ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามสันถัตดำล้วนอีกข้อหนึ่ง ทั้งสองสิกขาบทมีขั้นตอนสละคืนแบบเดียวกันทุกประการ
  95. หน้า ๘๘๘–๙๐๓ สัดส่วนขนเจียมทำสันถัตใหม่ และกำหนดอายุใช้งานสันถัตอย่างน้อย 6 ปี พระฉัพพัคคีย์เลี่ยงกฎห้ามสันถัตดำล้วนโดยแซมขนเจียมขาวเล็กน้อยที่ชายผ้า พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติสัดส่วนตายตัว คือขนเจียมดำ 2 ส่วน ขาว 1 ส่วน แดง 1 ส่วน จากนั้นภิกษุขอสันถัตใหม่ทุกปี ชาวบ้านตำหนิว่าสันถัตของตนแม้ถูกเด็กถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดและหนูกัดยังใช้ได้ 5-6 ปี พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้เก็บสันถัตไว้อย่างน้อย 6 ปี เว้นแต่ภิกษุอาพาธที่สงฆ์อนุญาตพิเศษให้ทำใหม่ก่อนได้
  96. หน้า ๙๐๔–๙๐๙ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร: พระพุทธเจ้าห้ามสงฆ์ตั้งกฎเกินพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงประสงค์หลีกเร้นอยู่รูปเดียวตลอดไตรมาส สงฆ์เมืองสาวัตถีจึงตั้งกติกาเองว่าห้ามผู้ใดเข้าเฝ้า เว้นผู้นำบิณฑบาต ฝ่าฝืนต้องแสดงอาบัติปาจิตตีย์ พระอุปเสนวังคันตบุตรไม่ทราบกติกา พาศิษย์ผู้ถือธุดงค์เคร่งครัดเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงชื่นชมวิธีอบรมศิษย์ของท่าน แล้วตรัสห้ามสงฆ์บัญญัติหรือถอนสิกขาบทเอง ทรงอนุญาตให้ภิกษุถือธุดงค์เข้าเฝ้าได้เสมอ ภิกษุจำนวนมากจึงสมาทานธุดงค์ทิ้งสันถัตไว้เกลื่อนกลาด
  97. หน้า ๙๑๐–๙๑๖ สิกขาบทที่ 5 โกสิยวรรค: สันถัตใหม่ต้องเจือสันถัตเก่าหนึ่งคืบ จากสันถัตที่ภิกษุทิ้งเกลื่อนกลาด พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่าเมื่อทำสันถัตสำหรับนั่งผืนใหม่ ต้องตัดผ้าสันถัตเก่ามาเจือปนอย่างน้อย 1 คืบสุคตเพื่อให้เสียสี ป้องกันความฟุ่มเฟือย หากไม่มีสันถัตเก่าเลยก็ยกเว้นได้ มีขั้นตอนสละคืนแบบเดียวกับสิกขาบทก่อน ปิดท้ายด้วยข้อสรุปว่าในสันถัต 5 ชนิดที่กล่าวมา 3 ชนิดแรกเมื่อสละแล้วห้ามใช้ต่อ ส่วน 2 ชนิดหลังใช้ต่อได้
  98. หน้า ๙๑๗–๙๑๘ สิกขาบทที่ 6 เริ่มต้น: ภิกษุแบกขนเจียมถูกชาวบ้านล้อ ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปสาวัตถี ได้ขนเจียมมาระหว่างทาง จึงห่อด้วยผ้าอุตราสงค์แบกไป ชาวบ้านเห็นแล้วพูดสัพยอกถามว่าซื้อมาราคาเท่าไรจะได้กำไรเท่าไร ภิกษุอับอายจึงโยนขนเจียมทิ้งทั้งที่ยังยืนอยู่ พบว่าท่านแบกมาไกลกว่า 3 โยชน์ ภิกษุทั้งหลายตำหนิ นำเรื่องกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมสงฆ์และเริ่มทรงติเตียน (เนื้อหาต่อเนื่องในหน้าถัดไป)
  99. หน้า ๙๑๙–๙๒๕ ขนเจียม (ขนแกะ) - ห้ามถือไปเกิน ๓ โยชน์ ภิกษุรูปหนึ่งได้ขนเจียม (ขนแกะ) ระหว่างเดินทาง ห่อด้วยผ้าอุตราสงค์ถือไป ชาวบ้านเห็นแล้วพูดสัพยอกว่าซื้อมาเท่าไรจะได้กำไรเท่าไร ภิกษุอับอายจนโยนขนเจียมทิ้ง ทั้งที่นำมาแล้วเกิน ๓ โยชน์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุถือขนเจียมด้วยมือตนเองไปไกลเกิน ๓ โยชน์เมื่อไม่มีคนช่วยถือ พร้อมอธิบายกรณีปลีกย่อยเช่น ขนเจียมถูกลมพัดหรือโจรชิงไป
  100. หน้า ๙๒๖–๙๓๖ ห้ามใช้ภิกษุณีที่มิใช่ญาติซัก ย้อม สางขนเจียม พระฉัพพัคคีย์ใช้ภิกษุณีซัก ย้อม สางขนเจียมให้ตน จนภิกษุณีละทิ้งการเรียนพระธรรมวินัย พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีกราบทูลพระพุทธเจ้าถึงความไม่มีเวลาศึกษาของภิกษุณี พระองค์จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซัก ย้อม หรือสางขนเจียม พร้อมแจกแจงกรณีสำคัญผิดว่าเป็นญาติหรือไม่ใช่ญาติ และข้อยกเว้นเมื่อภิกษุณีที่เป็นญาติหรือสิกขมานา สามเณรีช่วยทำให้เอง
  101. หน้า ๙๓๗–๙๔๔ ห้ามรับเงินทอง - เรื่องพระอุปนันทะรับกหาปณะ อุบาสกสกุลหนึ่งเก็บส่วนแบ่งเนื้อไว้ถวายพระอุปนันทศากยบุตรทุกเย็น แต่คืนหนึ่งลูกร้องขอเนื้อส่วนนั้นก่อน จึงถูกนำไปให้เด็กแทน เช้าวันรุ่งขึ้นอุบาสกขอถวายเงินหนึ่งกหาปณะแทนเนื้อ พระอุปนันทะกลับให้เขามอบกหาปณะแก่ตนโดยตรง ชาวบ้านตำหนิว่าสมณะรับเงินเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับหรือให้ผู้อื่นรับเงินทอง หรือยินดีในเงินทองที่เขาเก็บไว้ให้ พร้อมวิธีสละเงินนั้นแก่สงฆ์
  102. หน้า ๙๔๕–๙๕๖ อรรถกถารูปิยสิกขาบท - การกำจัดเงินทองและการบริโภคที่บริสุทธิ์ อรรถกถาอธิบายละเอียดว่าสิ่งใดนับเป็นรูปิยะ (เงินทอง) วิธีให้ไวยาวัจกรนำไปแลกของที่ควร เช่น เนยใส น้ำมัน หากไม่มีใครรับซื้อให้แต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๕ ประการทิ้งโดยไม่ให้จำที่ตก อธิบายการบริโภคปัจจัย ๔ แบบ (ขโมย เป็นหนี้ รับมรดก เป็นเจ้าของ) และการบริโภคร่วมกับภิกษุทุศีล พร้อมเล่าเรื่องพระเถระผู้ยอมเรียนคัมภีร์มหานิเทศจากอาจารย์ที่ประพฤติเสียหาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งพระธรรม
  103. หน้า ๙๕๗–๙๗๐ ห้ามซื้อขายด้วยเงินทอง - อุปมาบาตรที่แปดเปื้อนเงิน พระฉัพพัคคีย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินทองหลายรูปแบบ ชาวบ้านตำหนิว่าประพฤติเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ อรรถกถาอธิบายด้วยอุปมาที่แจ่มชัด: หากภิกษุใช้เงินที่รับมาจ้างขุดแร่ หลอมทำบาตร บาตรนั้นเป็นของไม่ควรอย่างสิ้นเชิง แม้ทุบทำหม้อ มีด หรือเบ็ดตกปลาต่อ ของทุกชิ้นที่สืบเนื่องจากเงินนั้นก็ยังคงแปดเปื้อนไม่ควรใช้สอยเสมอ
  104. หน้า ๙๗๑–๙๗๕ แลกเปลี่ยนสิ่งของ - เรื่องพระอุปนันทะแลกผ้าสังฆาฏิ (ตอนต้น) พระอุปนันทศากยบุตรผู้ชำนาญทำจีวร นำผ้าเก่ามาตัดเย็บย้อมเป็นผ้าสังฆาฏิงดงาม ปริพาชกผู้หนึ่งเห็นแล้วขอแลกกับผ้าราคาแพงของตน พระอุปนันทะบอกให้คิดเอง แล้วยอมแลกให้ เมื่อปริพาชกถูกพวกพ้องทักว่าผ้าเดิมดีกว่า จึงกลับมาขอคืน แต่พระอุปนันทะไม่ยอมคืน ทำให้ถูกตำหนิว่าไม่มีน้ำใจ นำไปสู่การบัญญัติห้ามภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของหลายประการ (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไป)
  105. หน้า ๙๗๖–๙๗๗ จบสิกขาบทรูปิยสัมโวหาร และเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรแลกผ้าสังฆาฏิ (กยวิกกยสิกขาบท) ตอนจบสิกขาบทรูปิยสัมโวหาร มีอุทาหรณ์ปัตตจตุกกะ: บาตรที่ทำจากเงินซึ่งได้มาไม่บริสุทธิ์ ยังเป็นของต้องห้ามถาวรไม่ว่าดัดแปลงต่อเป็นอะไร. จากนั้นเริ่มสิกขาบทใหม่ (กยวิกกยะ): พระอุปนันทศากยบุตรชุนผ้าเก่าให้ดูงาม ปริพาชกเห็นสังฆาฏิสวยจึงขอแลกกับผ้าแพงของตน ท่านว่า 'จงรู้เอาเอง' แล้วแลกให้ พวกปริพาชกติว่าผ้าใหม่จะอยู่ได้ไม่นาน เขาจึงขอผ้าเดิมคืนแต่ท่านไม่คืน ชาวบ้านตำหนิว่าแม้คฤหัสถ์ยังคืนของให้กัน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับผู้อื่นนอกจากสหธรรมิก ๕
  106. หน้า ๙๗๘–๙๘๓ อรรถกถาสิกขาบทกยวิกกยะ: หลักการแลกเปลี่ยนที่เป็นอาบัติและไม่เป็นอาบัติ อธิบายละเอียดสิกขาบทห้ามแลกเปลี่ยนสิ่งของ: แลกได้เฉพาะกับสหธรรมิก ๕ (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี) เท่านั้น แม้กับมารดาบิดาก็ไม่ควรแลกแบบซื้อขาย. หากภิกษุพูดว่า 'จงให้สิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้' ถือเป็นการซื้อขาย ต้องอาบัติ แต่หากพูดว่า 'ฉันมีสิ่งนี้อยู่ แต่ต้องการสิ่งนี้' แล้วอีกฝ่ายสมัครใจให้เอง ไม่เป็นอาบัติเลย ยกตัวอย่างเช่น เอาข้าวสารแลกข้าวสุกระหว่างทาง หรือใช้อาหารเหลือจ้างช่างซักผ้า โกนผม ถ้าพูดให้ถูกวิธีก็ไม่ผิด
  107. หน้า ๙๘๔–๙๙๑ สิกขาบทว่าด้วยบาตรพิเศษ (อติเรกบาตร): พระฉัพพัคคีย์สะสมบาตร และข้อยกเว้นของพระอานนท์ พระฉัพพัคคีย์สะสมบาตรไว้มากจนชาวบ้านครหาว่าจะเปิดร้านขายบาตร พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามเก็บบาตรเกินจำเป็น ต่อมาพระอานนท์ได้บาตรพิเศษอยากถวายพระสารีบุตรแต่ท่านไปเมืองสาเกต จึงทรงอนุญาตให้เก็บบาตรพิเศษไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน เกินกำหนดต้องเสียสละ อธิบายขนาดบาตร ๓ ขนาด (ใหญ่ กลาง เล็ก) ตามปริมาณข้าวสุกที่จุได้ และวิธีเสียสละบาตรแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล
  108. หน้า ๙๙๒–๑๐๐๐ อรรถกถาสิกขาบทบาตร: ขนาดบาตร ๙ ชนิด วิธีอธิษฐานและวิกัปบาตร อธิบายขนาดบาตรอย่างละเอียดถึง ๙ ชนิดย่อย (จากขนาดใหญ่ กลาง เล็ก แต่ละขนาดแบ่งเป็นพอดี เกิน ขาด) โดยวัดจากปริมาณข้าวสุกที่บรรจุได้เทียบขอบปากบาตร บาตรใหญ่สุดและเล็กสุดใช้ไม่ได้ อธิบายวิธีอธิษฐานบาตร (ครอบครองเป็นของตน) ทั้งต่อหน้าและด้วยวาจา และวิธีวิกัป (ฝากกรรมสิทธิ์ไว้กับผู้อื่นชั่วคราว) รวมทั้งเหตุที่ทำให้บาตรขาดจากการอธิษฐาน เช่น ให้ผู้อื่น มีรูทะลุ ลาสิกขา หรือมรณภาพ
  109. หน้า ๑๐๐๑–๑๐๒๔ สิกขาบทห้ามขอบาตรใหม่ก่อนเวลา: เรื่องช่างหม้อเดือดร้อน และกฎบาตรมีแผลไม่ครบ ๕ แห่ง ช่างหม้อรับปากถวายบาตรแก่ภิกษุ แต่ภิกษุไม่รู้จักประมาณขอกันมากจนช่างหม้อทำมาหากินไม่ได้ ครอบครัวเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามขอบาตร ยกเว้นบาตรหายหรือแตก แต่พระฉัพพัคคีย์ใช้ข้อยกเว้นนี้ขอบาตรใหม่ทั้งที่บาตรเดิมร้าวเพียงเล็กน้อย จึงทรงบัญญัติว่าบาตรที่มีรอยร้าวซ่อมไม่ครบ ๕ แห่งยังใช้ได้ ห้ามขอใหม่ ผู้ฝ่าฝืนต้องเสียสละบาตรกลางสงฆ์แล้วรับบาตรเก่าที่สุดของสงฆ์แทน มีตารางไล่กรณีรอยร้าวทุกจำนวนอย่างละเอียด และวิธีซ่อมบาตรดินและบาตรเหล็กด้วยโลหะและตะกั่ว
  110. หน้า ๑๐๒๕–๑๐๓๒ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ: หมวกฟางกลายเป็นพวงมาลัยทองคำ และวังกลายเป็นทอง พระเจ้าพิมพิสารถวายคนทำการวัด ๕๐๐ คนแก่พระปิลินทวัจฉะ ตั้งเป็นหมู่บ้าน เด็กหญิงลูกคนทำวัดร้องอยากได้ดอกไม้ประดับเหมือนเด็กอื่นในงานมหรสพ ท่านเสกหมวกฟางให้กลายเป็นพวงมาลัยทองคำงามยิ่งกว่าของหลวง ทำให้ครอบครัวถูกหาว่าลักขโมยและถูกจองจำ ท่านจึงเสกวังพระเจ้าพิมพิสารให้เป็นทองทั้งหลังพิสูจน์ฤทธิ์ ครอบครัวพ้นโทษ ชาวบ้านศรัทธานำเภสัชห้า (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) มาถวายมากจนล้นจนหนูชุม ชาวบ้านตำหนิ นำไปสู่บัญญัติเก็บเภสัชได้ไม่เกิน ๗ วัน (เรื่องต่อหน้าถัดไป)
  111. หน้า ๑๐๓๓–๑๐๓๖ เภสัชชสิกขาบท – พระปิลินทวัจฉะกับหมวกฟางทองคำ พระปิลินทวัจฉะขอคนทำวัดจากพระเจ้าพิมพิสาร แล้วเนรมิตหมวกฟางให้เด็กหญิงยากจนกลายเป็นระเบียบดอกไม้ทองคำ จนครอบครัวถูกจับหาว่าลักทรัพย์ ท่านจึงเนรมิตปราสาทพระราชาให้เป็นทองพิสูจน์ฤทธิ์ ชาวบ้านเลื่อมใสถวายเภสัชห้า (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) มากมายจนภิกษุสะสมล้นกุฏิ หนูชุกชุม ถูกติเตียนว่าเหมือนมีคลังสมบัติ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้เก็บเภสัชห้าฉันได้ไม่เกิน 7 วัน เกินกำหนดต้องสละ
  112. หน้า ๑๐๓๗–๑๐๕๓ อรรถกถาเภสัชชสิกขาบท – รายละเอียดเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย อรรถกถาขยายความสิกขาบทเรื่องเภสัชห้า อธิบายละเอียดว่าเนยใส เนยข้น น้ำมันชนิดต่างๆ น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย แต่ละชนิดรับประเคนอย่างไร ฉันปนอาหารได้เมื่อใด เก็บได้กี่วัน และกรณีเปลวมันสัตว์ชนิดใดฉันได้หรือไม่ได้ พร้อมความเห็นต่างของพระเถระหลายรูปเรื่องเนยข้นเจือกากนมส้ม และวิธีนับอาบัติเมื่อเก็บเภสัชปนกันหรือแยกภาชนะ
  113. หน้า ๑๐๕๔–๑๐๖๗ วัสสิกสาฏิกสิกขาบท – ผ้าอาบน้ำฝนและพระฉัพพัคคีย์เปลือยกาย พระฉัพพัคคีย์รีบขอผ้าอาบน้ำฝนก่อนเวลาอันควรและนุ่งก่อนกำหนด พอผ้าเก่าก็เปลือยกายอาบน้ำฝนกลางแจ้ง ชาวบ้านติเตียน พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่าให้แสวงหาผ้าอาบน้ำฝนได้เมื่อฤดูร้อนเหลือ 1 เดือน และนุ่งได้เมื่อเหลือครึ่งเดือน อรรถกถาอธิบายเขตเวลาแสวงหา ทำ นุ่ง และอธิษฐานผ้าอาบน้ำฝนอย่างละเอียด รวมถึงกรณีเปลือยกายอาบน้ำฝนต้องอาบัติทุกกฏ
  114. หน้า ๑๐๖๘–๑๐๗๗ จีวรอัจฉินทนสิกขาบท – พระอุปนันทะให้จีวรแล้วชิงคืน พระอุปนันทะชวนสัทธิวิหาริกของพี่น้องไปเที่ยวชนบทด้วยกัน แล้วให้จีวรเป็นสินน้ำใจ แต่เมื่อภิกษุรูปนั้นเปลี่ยนใจจะตามเสด็จพระพุทธเจ้าแทน พระอุปนันทะโกรธน้อยใจ ชิงจีวรที่ให้ไปแล้วคืนมาเอง พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่าให้แล้วไม่ควรโกรธชิงคืน จึงบัญญัติห้ามภิกษุให้จีวรแก่กันแล้วโกรธชิงเอาคืนหรือใช้ให้ผู้อื่นชิงคืน
  115. หน้า ๑๐๗๘–๑๐๘๘ สุตตวิญญัตติสิกขาบท – พระฉัพพัคคีย์ขอด้ายทอจีวรซ้ำซาก ถึงฤดูทำจีวร พระฉัพพัคคีย์ขอด้ายจากชาวบ้านมาให้ช่างหูกทอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนด้ายเหลือล้นทุกครั้ง ชาวบ้านติเตียนว่าขอด้ายมาเองยังใช้ช่างทอ พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุขอด้ายมาเองแล้วให้ช่างหูกทอจีวร อรรถกถาอธิบายละเอียดเรื่องด้าย 6 ชนิด และวิธีคิดอาบัติเมื่อด้ายหรือช่างทอเป็นของที่ขอมาได้และขอมาไม่ได้ปนกัน
  116. หน้า ๑๐๘๙–๑๐๙๘ มหาเปสการสิกขาบท – พระอุปนันทะสั่งช่างหูกทอผ้าใหญ่เกินสั่ง ชายคนหนึ่งก่อนไปต่างเมืองสั่งภรรยาให้จ้างช่างหูกทอจีวรถวายพระอุปนันทะ ภิกษุผู้ได้ยินไปบอกพระอุปนันทะ ท่านจึงไปหาช่างหูกเองสั่งให้ทอผ้าให้ยาวกว้างแน่นกว่าที่สั่งไว้ ด้ายไม่พอ ภรรยาต้องเพิ่มด้ายให้ สามีกลับมาทราบเรื่องติเตียนว่าภิกษุมักมาก พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุที่เจ้าของบ้านยังไม่ปวารณาเข้าไปกำหนดขนาดจีวรกับช่างหูกเอง
  117. หน้า ๑๐๙๙–๑๑๐๙ อัจเจกจีวรสิกขาบท – ผ้าด่วนของมหาอำมาตย์ผู้จะไปรบ มหาอำมาตย์จะไปทัพ ส่งคนไปนิมนต์ภิกษุมารับผ้าจำนำพรรษาก่อนกำหนด แต่ภิกษุไม่กล้ารับเพราะยังไม่ถึงเวลา ท่านน้อยใจว่าอาจตายในศึกโดยไม่ได้ทำบุญ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้รับอัจเจกจีวร (ผ้าด่วน) ไว้ก่อนได้ แต่ภิกษุบางรูปกลับเก็บผ้าไว้นานเกินจีวรกาลจนพระอานนท์พบเข้าและติเตียน จึงทรงบัญญัติให้เก็บอัจเจกจีวรได้เพียงจนสิ้นสมัยจีวรกาลเท่านั้น
  118. หน้า ๑๑๑๐–๑๑๒๑ สาสังกสิกขาบท – โจรปล้นภิกษุป่า จึงอนุญาตเก็บจีวรในบ้าน ภิกษุหลายรูปออกพรรษาแล้วพักในป่า ถูกโจรช่วงเดือน 12 เข้าใจว่ามีลาภมากจึงเที่ยวปล้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เก็บไตรจีวรผืนหนึ่งไว้ในหมู่บ้านได้ แต่ภิกษุกลับเก็บไว้แล้วอยู่ห่างจีวรเกิน 6 คืนจนผ้าที่เหลือหาย ไหม้ หนูกัด เหลือแต่ผ้าปอน จึงทรงบัญญัติให้ภิกษุอยู่ป่าที่มีอันตรายเก็บจีวรไว้ในบ้านได้ แต่ต้องอยู่ห่างจีวรไม่เกิน 6 คืน เว้นแต่ได้รับสมมติ
  119. หน้า ๑๑๒๒–๑๑๓๓ ปริณตสิกขาบท – พระฉัพพัคคีย์ฮุบจีวรของสงฆ์ และอวสานเล่ม ชาวบ้านหมู่หนึ่งเตรียมภัตตาหารพร้อมจีวรถวายสงฆ์เป็นประจำทุกปี พระฉัพพัคคีย์ไปข่มขอจีวรเหล่านั้นมาเพื่อตนก่อน ชาวบ้านจำใจให้ ภิกษุอื่นมาขอถวายสงฆ์ตามปกติจึงรู้ว่าจีวรถูกฮุบไปแล้ว พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติห้ามภิกษุรู้อยู่แล้วน้อมลาภที่เขาตั้งใจถวายสงฆ์มาเพื่อตน ปิดท้ายด้วยสรุปสิกขาบทนิสสัคคิยปาจิตตีย์ทั้ง 30 ข้อ และอรรถกถาสมันตปาสาทิกาจบเล่มอย่างเป็นทางการที่หน้า 1133