สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๑ · ๕๑๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ เปิดเล่ม ๓๑ และสุทธิกสูตร นิยามอินทรีย์ ๕ เล่ม ๓๑ (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่มที่ ๕ ภาคที่ ๒) เปิดต่อจากเล่ม ๓๐ ด้วยอินทริยสังยุต สุทธิกวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อันเป็นธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน อรรถกถาอธิบายว่าสัทธา สติ ปัญญา เกิดเฉพาะฝ่ายกุศลและวิบากในภูมิ ๔ ส่วนวิริยะและสมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกดวง วางพื้นฐานหมวดธรรมที่จะขยายความตลอดทั้งสังยุตนี้
- หน้า ๓–๔ รู้เกิดดับอินทรีย์ ๕ เป็นเหตุแห่งโสดาบันและอรหันต์ ชุดสูตรสั้นสี่สูตร (ปฐมโสตาสูตร ทุติยโสตาสูตร ปฐมอรหันตสูตร ทุติยอรหันตสูตร) แสดงว่าผู้ใดรู้ชัดตามความเป็นจริงถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระโสดาบัน ผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้ในเบื้องหน้า และหากรู้จนหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันตขีณาสพ แสดงว่าอินทรีย์ ๕ เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ
- หน้า ๕–๗ ผู้ไม่รู้อินทรีย์ ๕ ไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์แท้ ปฐมสมณพราหมณสูตรและทุติยสมณพราหมณสูตรระบุว่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัดความเกิดดับคุณโทษของอินทรีย์ ๕ ไม่ควรนับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์อย่างแท้จริง เพราะยังไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณพราหมณ์ด้วยปัญญาเอง อรรถกถาอธิบายเชื่อมโยงความไม่รู้แต่ละอินทรีย์เข้ากับอริยสัจ ๔ และแสดงว่าอินทรีย์ทั้งห้าเกิดพร้อมกันได้ด้วยอำนาจฉันทะและมนสิการ
- หน้า ๘–๑๐ ทัฏฐัพพสูตร: อุปมาลูกเศรษฐีสี่คนกับพระราชา ทัฏฐัพพสูตรชี้ว่าพึงเห็นสัทธาในโสตาปัตติยังคะ ๔ วิริยะในสัมมัปปธาน ๔ สติในสติปัฏฐาน ๔ สมาธิในฌาน ๔ และปัญญาในอริยสัจ ๔ อรรถกถาขยายด้วยนิทานลูกเศรษฐีสี่คนที่ตามเสด็จพระราชา เมื่อถึงเรือนใครเจ้าของเรือนนั้นก็เป็นใหญ่สั่งงาน เปรียบกับอินทรีย์แต่ละตัวที่ผลัดกันเป็นใหญ่เมื่อถึงธรรมหมวดของตน แม้อินทรีย์อื่นจะเกิดร่วมด้วยเสมอ
- หน้า ๑๑–๑๕ นิยามและหน้าที่ของอินทรีย์ ๕ อย่างละเอียด จบวรรคที่ ๑ ปฐมวิภังคสูตรและทุติยวิภังคสูตรให้คำจำกัดความอินทรีย์ ๕ อย่างละเอียด สัทธาคือเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ วิริยะคือความเพียรละอกุศลเจริญกุศล สติคือระลึกได้แม้เรื่องเก่านาน สมาธิคือทำนิพพานเป็นอารมณ์ได้เอกัคคตาจิตถึงฌานทั้งสี่ ปัญญาคือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ อรรถกถาเสริมว่าสูตรนี้แสดงเฉพาะอินทรีย์ฝ่ายโลกุตระ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อสิบสูตรของสุทธิกวรรคที่ ๑
- หน้า ๑๖–๑๗ มุทุตรวรรคที่ ๒: ปฏิลาภสูตร การได้มาซึ่งอินทรีย์ ๕ เริ่มวรรคใหม่ มุทุตรวรรคที่ ๒ ด้วยปฏิลาภสูตร แสดงว่าวิริยินทรีย์ได้มาจากการปรารภสัมมัปปธาน ๔ สตินทรีย์ได้มาจากการปรารภสติปัฏฐาน ๔ ส่วนสมาธินทรีย์ได้จากการยึดหน่วงนิพพานเป็นอารมณ์ อรรถกถาอธิบายสั้นๆ ว่าคำว่าปรารภสัมมัปปธานหมายถึงการเจริญความเพียรชอบ เชื่อมโยงอินทรีย์ ๕ เข้ากับโพธิปักขิยธรรมหมวดอื่นที่เคยแสดงมาในเล่มก่อน
- หน้า ๑๘–๒๑ ระดับพระอริยบุคคลต่างกันตามความอ่อนแก่ของอินทรีย์ ปฐมสังขิตตสูตร ทุติยสังขิตตสูตร และตติยสังขิตตสูตร แสดงว่าความเป็นพระอรหันต์ อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ธัมมานุสารี และสัทธานุสารี ต่างกันเพียงระดับความแก่กล้าของอินทรีย์ ๕ ที่ค่อยๆ อ่อนลงตามลำดับ และย้ำว่าอินทรีย์ ๕ ไม่เป็นหมัน ผู้บำเพ็ญมรรคบริบูรณ์ย่อมได้ผลสมบูรณ์ อรรถกถาอธิบายความแตกต่างระหว่างธัมมานุสารีที่มรรคคมกล้าเหมือนดาบคม กับสัทธานุสารีที่มรรคทื่อกว่า
- หน้า ๒๒–๒๗ ขยายรายละเอียดพระอนาคามี ๕ ประเภทตามกำลังอินทรีย์ ปฐมวิตถารสูตร ทุติยวิตถารสูตร ตติยวิตถารสูตร และปฏิปันนสูตร ขยายความจากวรรคก่อนโดยแตกพระอนาคามีเป็นห้าประเภทย่อย (อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขาร- สสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี) และแยกโสดาบันเป็นเอกพีชี โกลังโกละ สัตตักขัตตุปรมะ ตามกำลังอินทรีย์ที่ต่างกัน พร้อมแยกแยะระหว่างผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุผลกับผู้บรรลุผลแล้ว ปิดท้ายด้วยนิยามปุถุชนว่าคือผู้ไม่มีอินทรีย์ ๕ นี้เลย
- หน้า ๒๘ ผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ และผลแห่งการเจริญอินทรีย์ ๕ อุปสมสูตรเล่าภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้เจริญอินทรีย์ ๕ อันให้ถึงความสงบและตรัสรู้ ส่วนอาสวักขยสูตรปิดท้ายวรรคว่าเพราะเจริญกระทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ภิกษุจึงกระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะได้ในปัจจุบัน จบมุทุตรวรรคที่ ๒ พร้อมบัญชีสิบสูตร
- หน้า ๒๙–๓๑ ฉฬินทริยวรรคที่ ๓: การตรัสรู้ต้องรู้อินทรีย์ ๕ และอินทรีย์ ๓ อื่น เริ่มวรรคที่ ๓ ด้วยปุนัพภวสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ยังไม่ปฏิญาณการตรัสรู้จนกว่าจะรู้ทั่วถึงความเกิดดับของอินทรีย์ ๕ ตามจริง จากนั้นชีวิตินทริยสูตรแสดงอินทรีย์อีกชุดหนึ่งคือ อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย) และชีวิตินทรีย์ (ความเป็นอยู่) อรรถกถาเล่าว่าสูตรนี้เกิดจากสงฆ์ถกเถียงกันว่าอินทรีย์ฝ่ายวัฏฏะมีเท่าไร
- หน้า ๓๒–๓๘ อินทรีย์โลกุตระ ๓ และรายละเอียดพระโสดาบันสามจำพวก อัญญาตาวินทริยสูตรแสดงอินทรีย์โลกุตระ ๓ (อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์) ที่เกิดในขณะมรรคผลต่างๆ ส่วนเอกาภิญญาสูตรและอรรถกถายาวอธิบายพระโสดาบันสามจำพวกคือเอกพีชี (เกิดอีกชาติเดียว) โกลังโกละ (เกิดอีกสองสามภพ) และสัตตักขัตตุปรมะ (เกิดอีกไม่เกินเจ็ดครั้ง) พร้อมเล่าเรื่องพระติสสเถระผู้สอนอุบาสกให้เลือกบำรุงภิกษุที่รู้จำแนกพระอริยบุคคลได้ ๙๖ จำพวก
- หน้า ๓๙–๔๓ อินทรีย์ ๖ ทางทวาร: จักขุนทรีย์ถึงมนินทรีย์ สุทธกสูตรเปิดชุดอินทรีย์ ๖ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อันเป็นใหญ่ในทวารรับรู้ของตน สูตรต่อมาซ้ำรูปแบบเดิม คือผู้รู้ชัดความเกิดดับของอินทรีย์ ๖ นี้เป็นโสดาบันหรืออรหันต์ และแม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงอาศัยความรู้นี้จึงปฏิญาณการตรัสรู้ ผู้ไม่รู้ก็ไม่นับเป็นสมณพราหมณ์แท้จริง จบฉฬินทริยวรรคที่ ๓
- หน้า ๔๔–๔๘ สุขินทริยวรรคที่ ๔: อินทรีย์ ๕ ฝ่ายเวทนา เริ่มวรรคที่ ๔ ด้วยอินทรีย์ ๕ ฝ่ายเวทนา คือ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ และอุเบกขินทรีย์ อรรถกถาอธิบายว่าอินทรีย์เหล่านี้บางส่วนเป็นกามาวจรอย่างเดียว บางส่วนเป็นไปในสามหรือสี่ภูมิ สูตรต่อมาแสดงรูปแบบเดิมคือรู้เกิดดับของอินทรีย์เวทนา ๕ เป็นเหตุแห่งความเป็นโสดาบัน อรหันต์ และสมณพราหมณ์แท้จริง
- หน้า ๔๙–๕๓ นิยามอินทรีย์เวทนา ๕ และการย่นเข้าเป็น ๓ ปฐมวิภังคสูตร ทุติยวิภังคสูตร และตติยวิภังคสูตร ให้คำจำกัดความอินทรีย์เวทนาแต่ละตัวโดยละเอียด เช่น สุขินทรีย์คือความสุขสำราญทางกาย อุเบกขินทรีย์คือเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งทางกายและใจ แล้วสรุปว่าสุขและโสมนัสจัดเป็นสุขเวทนา ทุกข์และโทมนัสจัดเป็นทุกขเวทนา อุเบกขาจัดเป็นอทุกขมสุขเวทนา แสดงว่าอินทรีย์ ๕ นี้ย่นเข้าเป็นเวทนา ๓ และขยายกลับเป็น ๕ ได้ตามปริยาย
- หน้า ๕๔–๕๕ อรหันตสูตร: อุปมาไม้สีไฟ เวทนาเกิดจากผัสสะแล้วดับ อรหันตสูตรแสดงว่าอินทรีย์เวทนาแต่ละตัวอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เมื่อผัสสะนั้นดับ เวทนาก็ดับสงบไปด้วย เปรียบเหมือนไม้สีไฟสองอันเสียดสีกันจึงเกิดความร้อนและไฟ แต่เมื่อแยกไม้ทั้งสองออกจากกัน ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีก็ย่อมดับไป อรรถกถาขยายความอุปมานี้ว่าอารมณ์เหมือนไม้สีไฟอันล่าง ผัสสะเหมือนไม้สีไฟอันบน และเวทนาเหมือนไฟที่เกิดขึ้น
- หน้า ๕๖–๖๑ อุปปฏิกสูตร: อินทรีย์เวทนาดับไปตามลำดับฌาน จบวรรคที่ ๔ อุปปฏิกสูตรแสดงว่าภิกษุผู้ไม่ประมาทเมื่อทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ สุขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเบกขินทรีย์เกิดขึ้น ย่อมรู้ชัดว่ามีเหตุปัจจัยไม่ได้เกิดลอยๆ และรู้วิธีดับแต่ละอินทรีย์ได้ในฌานที่ ๑ ถึง ๔ และในสัญญาเวทยิตนิโรธตามลำดับ อรรถกถาอธิบายกลไกการดับอย่างละเอียดในแต่ละอุปจารฌาน ปิดท้ายด้วยบัญชีสิบสูตรของสุขินทริยวรรคที่ ๔
- หน้า ๖๒–๖๕ ชราวรรคที่ ๕ ชราสูตร: พระอานนท์ทูลถามเรื่องความแก่ของพระพุทธเจ้า พระอานนท์บีบนวดพระวรกายพระพุทธเจ้ายามเย็น สังเกตเห็นพระฉวีวรรณหมองลง พระสรีระหย่อนย่น พระกายค้อมไปข้างหน้า จึงทูลด้วยความสังเวช พระพุทธเจ้าตรัสรับว่าชราธรรมย่อมมีในความหนุ่มสาว พยาธิธรรมมีในความไม่มีโรค มรณธรรมมีในชีวิต แล้วตรัสคาถาว่าความตายย่อมย่ำยีสัตว์ทั้งปวงไม่เว้นใคร แม้ผู้มีอายุร้อยปีก็ไม่พ้น
- หน้า ๖๖–๗๐ อุณณาภพราหมณสูตร: ใจอาศัยสติ สติอาศัยวิมุตติ วิมุตติอาศัยนิพพาน พราหมณ์อุณณาภะทูลถามว่าอินทรีย์ ๕ ที่มีอารมณ์ต่างกันมีอะไรเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าใจเป็นที่พึ่ง ใจอาศัยสติ สติอาศัยวิมุตติ วิมุตติอาศัยนิพพาน เมื่อถูกถามต่อว่านิพพานอาศัยอะไร ตรัสว่าเป็นคำถามที่ล่วงเลยขอบเขตปัญญาไปแล้ว เพราะพรหมจรรย์มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง เป็นเบื้องหน้า เป็นที่สุด จากนั้นตรัสสรรเสริญศรัทธาอันมั่นคงของพราหมณ์
- หน้า ๗๑–๗๓ สาเกตสูตร: อินทรีย์ ๕ กับพละ ๕ เป็นธรรมเดียวกัน เปรียบดังกระแสน้ำสายเดียว พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุว่าสิ่งที่เรียกว่าอินทรีย์ ๕ กับพละ ๕ อาศัยกันได้อย่างไร แล้วตรัสตอบเองว่าสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาอย่างเดียวกันนี้เรียกอินทรีย์หรือพละก็ได้ตามมุมมอง เปรียบเหมือนแม่น้ำที่มีเกาะกลาง หากมองรวมเป็นกระแสเดียว หรือมองแยกเป็นสองกระแสเหนือ-ใต้เกาะ ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกัน
- หน้า ๗๔–๗๕ ปุพพโกฏฐกสูตร: พระสารีบุตรทูลว่าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เพราะรู้เห็นเองแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่าเชื่อหรือไม่ว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ พระสารีบุตรทูลตอบอย่างกล้าหาญว่าท่านไม่ถึงความเชื่อ (ไม่ใช่ปฏิเสธ แต่หมายถึงไม่ต้องอาศัยศรัทธาอีกต่อไป) เพราะได้รู้ เห็น ทราบ และประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาด้วยตนเองแล้ว ผู้ที่ยังไม่รู้เห็นเองเท่านั้นจึงต้องอาศัยความเชื่อผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคำตอบนี้
- หน้า ๗๖–๗๗ ปฐมปุพพารามสูตร: ปัญญินทรีย์เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอให้พยากรณ์อรหัตผล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะความที่อินทรีย์เพียงประการเดียวคือปัญญินทรีย์ อันภิกษุขีณาสพเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ก็สามารถพยากรณ์อรหัตผลได้ว่าสิ้นชาติแล้ว เพราะศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ล้วนไปตามปัญญาของพระอริยสาวกผู้มีปัญญา แสดงว่าปัญญาเป็นแกนกลางที่ทำให้ธรรมอื่นตั้งมั่นตามไปด้วย
- หน้า ๗๘–๘๐ ปุพพารามสูตรที่ ๒-๔: จำนวนอินทรีย์ (๒, ๔, ๕) ที่เพียงพอให้บรรลุอรหัตผล พระสูตรคู่ขนานสามสูตรแสดงว่าอรหัตผลพยากรณ์ได้ด้วยอินทรีย์จำนวนต่างกัน คือ ๒ ประการ (ปัญญาอันเป็นอริยะกับวิมุตติอันเป็นอริยะ) ๔ ประการ (วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และ ๕ ประการ (เพิ่มศรัทธา) ชี้ว่าธรรมเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกันจนนับรวมหรือแยกได้หลายแบบ แต่ท้ายที่สุดล้วนนำไปสู่ความหลุดพ้นเช่นเดียวกัน
- หน้า ๘๑ ปิณโฑลภารทวาชสูตร: เหตุที่พระบิณโฑลภารทวาชะพยากรณ์อรหัตผล ภิกษุจำนวนมากทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพระบิณโฑลภารทวาชะเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงกล้าพยากรณ์อรหัตผล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะอินทรีย์ ๓ คือ สติ สมาธิ ปัญญา อันท่านเจริญแล้ว และอินทรีย์ทั้ง ๓ นี้มีความสิ้นไปแห่งชาติ ชรา และมรณะเป็นที่สุด เมื่อเห็นความสิ้นนี้แล้วจึงพยากรณ์ได้อย่างมั่นใจ
- หน้า ๘๒–๘๕ สัทธาสูตร: ลำดับศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นำไปสู่นิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธามั่นคงจะไม่คลางแคลงในพระตถาคตหรือไม่ พระสารีบุตรอธิบายเป็นลำดับว่าผู้มีศรัทธาย่อมปรารภความเพียร (วิริยินทรีย์) เพียรแล้วย่อมมีสติ (สตินทรีย์) มีสติแล้วจิตตั้งมั่น (สมาธินทรีย์) จิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้แจ้งความดับอวิชชาและตัณหาคือนิพพาน (ปัญญินทรีย์) เป็นการแสดงห่วงโซ่เหตุปัจจัยของการปฏิบัติธรรมอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๘๖–๘๘ สูกรขาตวรรคที่ ๖: ปัญญินทรีย์เป็นยอด และอินทรีย์ ๔ ตั้งมั่นเมื่อมีอริยญาณ โกสลสูตรเปรียบปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมทั้งปวง ดุจราชสีห์เป็นยอดของสัตว์ดิรัจฉาน เพราะนำไปสู่ความตรัสรู้ มัลลกสูตรสอนว่าอินทรีย์ ๔ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ) จะยังไม่ตั้งมั่นจนกว่าอริยญาณจะเกิดแก่อริยสาวก เปรียบเหมือนกลอนเรือนยอดที่จะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อยกยอดเรือนขึ้นติดตั้งแล้ว
- หน้า ๘๙–๙๑ เสขสูตร: หลักรู้ตนว่าเป็นพระเสขะหรือพระอเสขะ พระพุทธเจ้าแสดงหลักที่ภิกษุใช้รู้ว่าตนเป็นพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) หรือพระอเสขะ (ผู้จบกิจแล้ว) ได้แก่ การรู้ชัดอริยสัจ ๔ ตามจริง การเห็นว่าไม่มีสมณพราหมณ์อื่นแสดงธรรมแท้จริงยิ่งกว่าพระศาสดา และการรู้แจ้งอินทรีย์ ๕ ด้วยปัญญาแต่ยังไม่ถูกต้องด้วยกาย (พระเสขะ) เทียบกับพระอเสขะที่ถูกต้องด้วยนามกายแล้วและรู้ว่าอินทรีย์ ๖ ทางกายจะดับสิ้นไม่เกิดอีก
- หน้า ๙๒–๙๓ ปทสูตร-สารสูตร: ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งบท ดุจรอยเท้าช้างและแก่นจันทน์แดง สองสูตรเปรียบปัญญินทรีย์ด้วยอุปมาซ้ำเน้นย้ำความเป็นเลิศ คือดุจรอยเท้าช้างที่รวมรอยเท้าสัตว์อื่นทั้งปวงไว้ในตัวเพราะเป็นรอยใหญ่ที่สุด และดุจไม้จันทน์แดงที่เป็นยอดของไม้มีกลิ่นหอมทั้งปวง ปัญญินทรีย์จึงเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมและบทธรรมทั้งหลาย เพราะนำไปสู่ความตรัสรู้โดยตรง
- หน้า ๙๔ ปติฏฐิตสูตร: ความไม่ประมาทเป็นธรรมเอกที่ทำให้อินทรีย์ ๕ เจริญบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอินทรีย์ ๕ จะเจริญบริบูรณ์ได้ด้วยธรรมอันเอกคือความไม่ประมาท ซึ่งหมายถึงการรักษาจิตไว้ไม่ให้อาสวะและธรรมที่มีอาสวะครอบงำ เมื่อภิกษุรักษาจิตเช่นนี้อยู่เสมอ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาย่อมเจริญเต็มที่ไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
- หน้า ๙๕–๙๖ พรหมสูตร: ท้าวสหัมบดีพรหมมาสรรเสริญพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ใหม่ๆ หลังตรัสรู้ใหม่ๆ ขณะประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ พระพุทธเจ้าทรงปริวิตกว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความคิดนี้จึงเหาะมากราบทูลรับรอง พร้อมเล่าว่าในอดีตชาติท่านเคยบวชเป็นภิกษุชื่อสหกะสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เพราะเจริญอินทรีย์ ๕ จึงคลายกามฉันท์และได้เกิดเป็นพรหมสหัมบดีในปัจจุบัน
- หน้า ๙๗–๙๙ สูกรขาตาสูตร และอุปาทสูตร ๒ สูตร: เหตุที่พระอรหันต์ยังนอบน้อมพระพุทธเจ้า ที่ถ้ำสูกรขาตา (ถ้ำที่หมูขุด) พระสารีบุตรทูลตอบว่าพระขีณาสพยังคงนอบน้อมพระศาสดาเพราะเห็นธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมคือความเป็นพระอรหันต์ที่เจริญอินทรีย์ ๕ จนถึงความสงบ อรรถกถาเล่าตำนานถ้ำที่หมูขุดดินจนโพรกเป็นเพิงแล้วพรานป่าปรับปรุงถวายเป็นที่ประทับ ตามด้วยสองสูตรสั้นย้ำว่าอินทรีย์ ๕ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากปราศจากการอุบัติของพระพุทธเจ้าและพระธรรมวินัยของพระองค์
- หน้า ๑๐๐–๑๐๓ โพธิปักขิยวรรคที่ ๗: อานิสงส์เจริญอินทรีย์ ๕ ละสังโยชน์ ถอนอนุสัย และผล ๗ ประการ ชุดพระสูตรสั้นแสดงอานิสงส์การเจริญอินทรีย์ ๕ ว่าช่วยละสังโยชน์ ถอนอนุสัย กำหนดรู้สังสารวัฏ และสิ้นอาสวะ จากนั้นสรุปผลที่พึงหวังได้ ๒ อย่างคืออรหัตผลหรือความเป็นอนาคามี และขยายเป็นอานิสงส์ ๗ ประการตามลำดับ ตั้งแต่บรรลุอรหัตผลขณะมีชีวิต จนถึงบรรลุในระหว่างตายหรือหลังตายในภูมิต่างๆ ของพระอนาคามี
- หน้า ๑๐๔–๑๐๖ รุกขสูตร ๔ สูตร: ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมด้วยอุปมาต้นไม้ ๔ ชนิด ชุดพระสูตรเปรียบปัญญินทรีย์ด้วยต้นไม้ที่เป็นยอดในแต่ละภพภูมิ คือต้นหว้าในชมพูทวีป ต้นปาริฉัตตกะของเทวดาดาวดึงส์ ต้นจิตตปาฏลีของอสูร และต้นงิ้วป่าของครุฑ เพื่อเน้นย้ำว่าไม่ว่าในภพใดปัญญินทรีย์ก็ยังคงเป็นธรรมที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาโพธิปักขิยธรรม เพราะนำไปสู่ความตรัสรู้โดยตรง ปิดท้ายวรรคที่ ๗ และอรรถกถาอินทริยสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๑๐๗–๑๐๙ คังคาทิเปยยาลที่ ๘: อุปมาแม่น้ำคงคา ปิดท้ายอินทริยสังยุต ปิดท้ายจตุตถรุกขสูตรและวรรคที่ ๗ แล้วเข้าสู่หมวดคังคาทิเปยยาล ซึ่งเปรียบการเจริญอินทรีย์ ๕ ว่าโน้มไปสู่นิพพานดุจแม่น้ำคงคาที่ไหลบ่าไปทางทิศตะวันออกอย่างต่อเนื่อง อธิบายว่าอินทรีย์ ๕ ที่อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละ ย่อมเป็นไปเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ ประการ จบอินทริยสังยุตทั้งหมดพร้อมสรุปรายชื่อพระสูตรในวรรคที่ ๗
- หน้า ๑๑๐–๑๑๓ สัมมัปปธานสังยุต: ความเพียรชอบ ๔ ประการนำไปสู่นิพพาน เริ่มต้นสังยุตใหม่ว่าด้วยสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น เปรียบด้วยแม่น้ำคงคาที่โน้มไปสู่ทิศตะวันออกฉันใด ความเพียรที่เจริญมากแล้วก็โน้มไปสู่นิพพานฉันนั้น ต้องอาศัยศีลเป็นฐานดุจการงานที่ต้องอาศัยแผ่นดิน และช่วยละการแสวงหา ๓ อย่างคือแสวงหากาม ภพ และพรหมจรรย์
- หน้า ๑๑๔–๑๑๕ พลสังยุต: พละ ๕ ประการโน้มนำสู่นิพพานดุจแม่น้ำคงคา สังยุตสั้นว่าด้วยพละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ซึ่งเป็นธรรมชุดเดียวกับอินทรีย์ ๕ แต่เพ่งในแง่กำลังที่ไม่หวั่นไหว ใช้อุปมาแม่น้ำคงคาซ้ำเน้นว่าการเจริญพละ ๕ อันอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ ย่อมโน้มไปสู่นิพพาน และเป็นไปเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ ประการเช่นเดียวกับอินทรีย์ อรรถกถาสรุปว่าพละกับอินทรีย์เป็นธรรมเจือกัน แยกกันเพียงโดยแง่มุมของการพิจารณา
- หน้า ๑๑๖ จบพลสังยุต และเริ่มอิทธิบาทสังยุต: อปารสูตรว่าด้วยอิทธิบาท ๔ จบพลสังยุต (เรื่องพละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่นำไปสู่นิพพาน) แล้วขึ้นวรรคใหม่คืออิทธิบาทสังยุต ปาวาลวรรคที่ ๑ สูตรแรกคืออปารสูตร กล่าวถึงอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ประกอบด้วยสมาธิและปธานสังขาร ว่าเป็นธรรมที่นำผู้เจริญให้ถึงฝั่ง (นิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏสงสาร) เป็นการปูพื้นนิยามอิทธิบาททั้งหมดที่จะกล่าวซ้ำตลอดสังยุตนี้
- หน้า ๑๑๗–๑๒๒ อรรถกถาอปารสูตร และสูตรสั้นว่าด้วยอานิสงส์เจริญอิทธิบาท (วิรัทธ-อริย-นิพพุต-ปเทส-สัมมัตตสูตร) อรรถกถาอธิบายศัพท์ฉันทสมาธิและปธานสังขาร จากนั้นเป็นสูตรสั้นหลายสูตรที่ตรัสเนื้อความคล้ายกันในแง่มุมต่างกัน คือผู้เบื่อหรือปรารภอิทธิบาท ๔ ชื่อว่าเบื่อหรือปรารภอริยมรรค อิทธิบาทนำไปสู่ความสิ้นทุกข์และความหน่ายคลายกำหนัด และสมณพราหมณ์ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่ทำฤทธิ์สำเร็จหรือสำเร็จบริบูรณ์ล้วนเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ ทั้งสิ้น
- หน้า ๑๒๓–๑๒๖ ภิกขุสูตร พุทธสูตร ญาณสูตร: เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติและความเป็นพระพุทธเจ้าเพราะเจริญอิทธิบาท ภิกษุในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่บรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะล้วนเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ พุทธสูตรกล่าวว่าพระตถาคตได้รับพระนามว่าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ นี้เอง ญาณสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่าจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแก่พระองค์เป็นครั้งแรกในธรรมที่ไม่เคยฟังมาก่อนเกี่ยวกับอิทธิบาททั้งสี่ที่พระองค์ทรงเจริญแล้ว
- หน้า ๑๒๗–๑๓๐ เจติยสูตร: พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ที่ปาวาลเจดีย์ว่าผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้วพึงดำรงชนม์ได้ถึงกัปหนึ่ง แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจึงไม่ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์ออกไปแล้ว มารเข้าเฝ้าทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน เพราะพุทธบริษัทสี่เจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์แล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงปลงอายุสังขาร กำหนดว่าจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และทรงเปล่งอุทานเรื่องการทำลายเครื่องปรุงแต่งภพ
- หน้า ๑๓๑–๑๓๗ อรรถกถาเจติยสูตร: เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงดำรงพระชนม์ต่อและความหมายของการปลงอายุสังขาร อรรถกถาขยายความเจติยสูตรอย่างละเอียด อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงดำรงพระชนม์อยู่ต่อแม้จะทรงทำได้ เพราะสรีระอันเป็นผลกรรมย่อมถูกชราครอบงำในที่สุด จึงควรปรินิพพานขณะยังเป็นที่รักของมหาชน อธิบายอาการที่มารดลใจพระอานนท์ ความหมายคำว่าพหูสูต ผู้ทรงธรรม พรหมจรรย์บริบูรณ์ และอรรถาธิบายบทอุทานเรื่องการปลงภวสังขารและทำลายกิเลสดุจทำลายเกราะ
- หน้า ๑๓๘–๑๔๑ ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒ ปุพพสูตร: พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาวิธีเจริญอิทธิบาทและอภิญญา ๖ ก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เจริญอิทธิบาทได้ผล ทรงอธิบายวิธีรักษาฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มิให้ย่อหย่อนหรือฟุ้งซ่านเกินไป แล้วแสดงผลที่ได้คืออภิญญา ๖ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ ตาทิพย์เห็นสัตว์เวียนว่ายตามกรรม และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติสิ้นอาสวะ
- หน้า ๑๔๒–๑๔๕ มหัปผลสูตรและฉันทสูตร: อานิสงส์และนิยามองค์ประกอบของอิทธิบาท ๔ มหัปผลสูตรกล่าวว่าอิทธิบาท ๔ ที่เจริญแล้วมีผลมากมีอานิสงส์มาก นำไปสู่การแสดงฤทธิ์และเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ฉันทสูตรให้นิยามศัพท์สำคัญคือฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากอาศัยฉันทะ วิริยะ จิตใจ และการใคร่ครวญตามลำดับ) และปธานสังขาร (ความเพียรละอกุศลเจริญกุศล) อันประกอบกันเป็นอิทธิบาทแต่ละข้อ
- หน้า ๑๔๖–๑๔๘ อรรถกถาฉันทสูตร: อุปมาโอรสอำมาตย์ ๔ คน กับพระเถระ ๔ รูปผู้บรรลุธรรมด้วยอิทธิบาทต่างข้อ อรรถกถาอธิบายว่าฉันทะ สมาธิ และปธานสังขารอิงอาศัยกันจนเป็นทั้งตัวฤทธิ์และทางแห่งฤทธิ์ แล้วยกอุปมาโอรสอำมาตย์ ๔ คนที่ปรารถนาตำแหน่งจากพระราชาด้วยวิธีต่างกัน (รับใช้ด้วยความเต็มใจ, รับใช้ยามจำเป็นด้วยความเพียร, ใช้มนต์ความรู้, อาศัยชาติกำเนิด) เปรียบกับพระเถระ ๔ รูป คือรัฐปาละ โสณะ สัมภูตะ และโมฆราช ผู้บรรลุโลกุตรธรรมด้วยอิทธิบาทข้อฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาตามลำดับ
- หน้า ๑๔๙–๑๕๒ โมคคัลลานสูตร: พระมหาโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์เขย่าปราสาทมิคารมารดาให้ภิกษุสังเวช ภิกษุจำนวนมากที่พำนักใต้ปราสาทของมิคารมารดาฟุ้งซ่าน อวดตัว พูดจาอื้อฉาว คิดจะสึก พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะไปทำให้ภิกษุเหล่านั้นสังเวชใจ ท่านจึงใช้ฤทธิ์เขย่าปราสาทด้วยนิ้วหัวแม่เท้าจนสะเทือนสะท้าน ภิกษุตกใจขนพองสยองเกล้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสอธิบายว่าโมคคัลลานะมีฤทธิ์มากเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ นั่นเอง
- หน้า ๑๕๓–๑๕๔ พราหมณสูตร: พระอานนท์ไขปริศนาการละฉันทะด้วยฉันทะแก่อุณณาภพราหมณ์ อุณณาภพราหมณ์ถามพระอานนท์ว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละฉันทะ แล้วแย้งว่าการละฉันทะด้วยฉันทะเป็นไปไม่ได้ พระอานนท์จึงย้อนถามเปรียบเทียบว่าความอยากไปวัด ความเพียร ความคิด และการตริตรองที่มีตอนต้นย่อมระงับไปเมื่อถึงวัดฉันใด พระอรหันต์ก็มีฉันทะเพื่อบรรลุอรหัตในตอนต้นแล้วฉันทะนั้นก็ระงับไปเมื่อบรรลุแล้วฉันนั้น พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๑๕๕–๑๕๙ สมณพราหมณสูตร อภิญญาสูตร เทสนาสูตร: นิยามอิทธิ อิทธิบาท และปฏิปทาสู่อิทธิบาทภาวนา สมณพราหมณ์ในสามกาลที่มีฤทธิ์มากหรือแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่างล้วนเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ อภิญญาสูตรย้ำว่าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติเกิดจากอิทธิบาทเช่นกัน เทสนาสูตรพระพุทธเจ้าทรงแสดงนิยามชัดเจนสี่ประการ คือ อิทธิ (การแสดงฤทธิ์ต่างๆ) อิทธิบาท (ปฏิปทาที่นำไปสู่ฤทธิ์) อิทธิบาทภาวนา (การเจริญอิทธิบาท ๔) และปฏิปทาที่ให้ถึงอิทธิบาทภาวนาคือมรรคมีองค์ ๘
- หน้า ๑๖๐–๑๖๘ วิภังคสูตร: จำแนกฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาที่ย่อหย่อน ฟุ้งซ่าน หดหู่ และสมดุล พร้อมอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงจำแนกอิทธิบาททั้ง ๔ อย่างละเอียดว่าประกอบด้วยความเกียจคร้าน (ย่อหย่อนเกินไป) อุทธัจจะ (ต้องประคองเกินไป) ถีนมิทธะ (หดหู่ภายใน) หรือฟุ้งซ่านไปในกามคุณภายนอกอย่างไร และอธิบายความสำคัญเบื้องหน้าเบื้องหลัง เบื้องบนเบื้องล่าง กลางวันกลางคืนที่เสมอกัน พร้อมอาโลกสัญญา อรรถกถาขยายความด้วยตัวอย่างวิธีแก้จิตที่ย่อท้อ ฟุ้งซ่าน ง่วงเหงา ด้วยการพิจารณาคุณพระรัตนตรัยและพระสูตรต่างๆ
- หน้า ๑๖๙–๑๗๔ อโยคุฬวรรคที่ ๓ มรรคสูตรและอโยคุฬสูตร: พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์ มรรคสูตรพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ทรงพิจารณาปฏิปทาเจริญอิทธิบาทซ้ำแนวทางเดิม อโยคุฬสูตรพระอานนท์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าถึงพรหมโลกด้วยกายที่สำเร็จแต่ใจหรือด้วยกายเนื้อจากมหาภูตรูป ๔ พระองค์ตรัสว่าทรงทำได้ทั้งสองแบบ เปรียบกายที่เบาคล่องแคล่วขณะทรงตั้งกายไว้ในจิตดุจก้อนเหล็กที่เผาไฟจนอ่อนตัวและเบาลอยได้เหมือนปุยนุ่นหรือปุยฝ้าย อรรถกถาขยายความอุปมานี้ต่อ
- หน้า ๑๗๕ อรรถกถาอุปมาก้อนเหล็กเผาไฟ และสูตรสั้นว่าด้วยผลของอิทธิบาท ๔ อรรถกถาขยายความอุปมาก้อนเหล็กที่ถูกเผาไฟทั้งวันจนเบาลงและช่างเหล็กตีขึ้นรูปได้ตามใจ เปรียบกับกายพระตถาคตที่เบาและควรแก่การงานเมื่อทรงตั้งกายไว้ในจิต ตามด้วยภิกขุสุทธกสูตรที่ทวนสูตรว่าด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาสมาธิ) โดยย่อ และปฐมผลสูตรที่แสดงว่าผู้เจริญอิทธิบาทอย่างจริงจังย่อมได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ บรรลุอรหัตผลในชาตินี้ หรือเป็นพระอนาคามีหากยังมีอุปาทานเหลืออยู่
- หน้า ๑๗๖–๑๗๗ ทุติยผลสูตร ผลานิสงส์ ๗ ประการของการเจริญอิทธิบาท อรรถกถาสรุปว่าตั้งแต่ปฐมผลสูตรเป็นต้นไป ทรงแสดงเครื่องรองรับฤทธิ์ที่เจือปนกันไว้ในหนหลัง จากนั้นเป็นทุติยผลสูตรซึ่งขยายผลของการเจริญอิทธิบาท ๔ ออกเป็นผลานิสงส์ ๗ ประการ ตั้งแต่การได้บรรลุอรหัตผลในปัจจุบันหรือในเวลาใกล้ตาย ไปจนถึงการเป็นพระอนาคามีประเภทต่างๆ ๕ จำพวกตามกำลังของสังโยชน์เบื้องต่ำที่สิ้นไป
- หน้า ๑๗๘–๑๘๑ อานันทสูตรและภิกขุสูตร นิยามอิทธิ อิทธิบาท และปฏิปทา ชุดสูตรที่พระอานนท์และภิกษุหลายรูปทูลถามพระพุทธเจ้าซ้ำกัน ๔ ครั้งว่า อิทธิ อิทธิบาท อิทธิบาทภาวนา และปฏิปทาที่ให้ถึงอิทธิบาทภาวนาคืออะไร พระองค์ทรงอธิบายว่าอิทธิคือการแสดงฤทธิ์ต่างๆ อิทธิบาทคือหนทางนำไปสู่ฤทธิ์ อิทธิบาทภาวนาคือการเจริญฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาสมาธิ ส่วนปฏิปทาคือมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น
- หน้า ๑๘๒–๑๘๔ โมคคัลลานสูตรและตถาคตสูตร ปิดท้ายอโยคุฬวรรค พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าเหตุใดพระโมคคัลลานะจึงมีฤทธิ์มากอานุภาพมาก แล้วตรัสตอบเองว่าเพราะท่านเจริญอิทธิบาท ๔ อย่างจริงจัง จากนั้นทรงแสดงเช่นเดียวกันว่าพระองค์เองก็ทรงมีฤทธิ์มากด้วยเหตุเดียวกัน สามารถแสดงฤทธิ์และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ปิดท้ายอโยคุฬวรรคที่ ๓ พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๑ สูตรในวรรคนี้
- หน้า ๑๘๕–๑๘๖ ปิดอิทธิบาทสังยุต และคังคาทิเปยยาล อรรถกถาปิดท้ายกล่าวสั้นๆ ว่าสองสูตรสุดท้ายทรงแสดงอภิญญา ๖ ไว้ และปิดอรรถกถาอิทธิปาทสังยุตทั้งหมด จากนั้นเป็นคังคาทิเปยยาล ชุดอุปมาแม่น้ำคงคาที่ไหลมุ่งสู่ทิศปราจีนไม่หวนกลับ เปรียบกับภิกษุผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ย่อมโน้มจิตมุ่งสู่นิพพานเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ ปิดท้ายอิทธิบาทสังยุตทั้งสังยุต
- หน้า ๑๘๗–๑๙๐ ปฐมรโหคตสูตร พระอนุรุทธะปรารภสติปัฏฐาน ๔ เริ่มต้นอนุรุทธสังยุต พระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่คนเดียวเกิดความคิดว่าผู้ใดเบื่อสติปัฏฐาน ๔ ผู้นั้นชื่อว่าเบื่ออริยมรรค พระมหาโมคคัลลานะทราบความคิดนั้นด้วยใจจึงปรากฏตัวต่อหน้าท่านทันทีดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ แล้วถามความหมายของการปรารภสติปัฏฐาน ๔ พระอนุรุทธะจึงอธิบายอย่างพิสดารครบทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งภายในภายนอก
- หน้า ๑๙๑–๑๙๔ ทุติยรโหคตสูตรและสุตนุสูตร มหาอภิญญาจากสติปัฏฐาน ทุติยรโหคตสูตรทวนเนื้อหาเดิมแบบย่อกว่าเดิม ตามด้วยสุตนุสูตรที่พระอนุรุทธะตอบภิกษุทั้งหลายริมฝั่งแม่น้ำสุตนุว่าท่านบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญาได้เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ จนรู้แจ้งธรรมเลว ธรรมปานกลาง และธรรมประณีตตามความเป็นจริง อรรถกถาอธิบายว่าธรรมเลวคืออกุศลจิต ธรรมปานกลางคือกุศลวิบากกิริยาในภูมิ ๓ ธรรมประณีตคือมรรคผลนิพพาน
- หน้า ๑๙๕–๑๙๗ กัณฏกีสูตร ๓ สูตร และตัณหักขยสูตร พระสารีบุตรถามพระอนุรุทธะ ณ กัณฏกีวันเรื่องธรรมที่พระเสขะและพระอเสขะพึงเข้าถึง ซึ่งท่านตอบว่าคือสติปัฏฐาน ๔ ทั้งคู่ และถามซ้ำเรื่องมหาอภิญญาซึ่งครั้งนี้ท่านตอบว่าทำให้ระลึกถึงพันกัปในอดีตอนาคตหรือรู้แจ้งโลกหมื่นจักรวาลได้ในคราวเดียว ปิดท้ายด้วยตัณหักขยสูตรที่ยืนยันว่าสติปัฏฐาน ๔ ที่เจริญแล้วนำไปสู่ความสิ้นตัณหา
- หน้า ๑๙๘–๑๙๙ สลฬาคารสูตร ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐานไม่มีทางลาสิกขา พระอนุรุทธะเปรียบเทียบว่าแม่น้ำคงคาที่ไหลมุ่งสู่ทิศตะวันออกนั้น แม้หมู่มหาชนจะขุดทดให้ไหลย้อนกลับก็ทำไม่ได้ฉันใด ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ จนจิตน้อมไปในวิเวกแล้ว แม้พระราชา มหาอำมาตย์ มิตร หรือญาติจะล่อด้วยทรัพย์สมบัติให้สึกก็ไม่มีทางเป็นไปได้ฉันนั้น เพราะจิตที่โน้มเอียงในความสงบมานานย่อมไม่หวนกลับสู่โลกียวิสัย
- หน้า ๒๐๐–๒๐๒ อัมพปาลิสูตรและคิลานสูตร ผิวพรรณผ่องใสและอาพาธหนัก พระสารีบุตรสังเกตว่าพระอนุรุทธะมีอินทรีย์ผ่องใสผิวหน้าสดใสผิดปกติ จึงถามว่าอยู่ด้วยธรรมข้อใด พระอนุรุทธะตอบว่าจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ มาก จนพระสารีบุตรยกย่องว่าเป็นอาสภิวาจาที่ส่อถึงความเป็นพระอรหันต์ ต่อด้วยคิลานสูตรที่พระอนุรุทธะอาพาธหนักเป็นไข้ แต่ทุกขเวทนาไม่ครอบงำจิตเพราะอาศัยสติปัฏฐาน ๔ เช่นกัน
- หน้า ๒๐๓–๒๐๙ ทุติยวรรค ๑๔ สูตรสั้นว่าด้วยอานุภาพจากสติปัฏฐาน รวมสูตรสั้น ๑๔ สูตรที่พระอนุรุทธะแจกแจงอานุภาพต่างๆ ที่ได้จากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การระลึกอดีตชาติพันกัป การแสดงฤทธิ์ ทิพโสต การกำหนดรู้ใจผู้อื่น การรู้ฐานะอฐานะ วิบากกรรม ปฏิปทาสู่ทุกที่ ธาตุต่างๆ อธิมุตติของสัตว์ ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ ความเศร้าหมองผ่องแผ้วของฌาน ทิพจักษุ และอาสวักขยญาณ ปิดท้ายอนุรุทธสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๒๑๐–๒๑๒ ปิดอนุรุทธสังยุต และฌานสังยุตทั้งสังยุต อรรถกถาปิดอนุรุทธสังยุตกล่าวว่าทศพลญาณมีครบเฉพาะพระสัพพัญญูพุทธเจ้า สาวกมีเพียงบางส่วน จากนั้นเข้าสู่ฌานสังยุตทั้งสังยุตซึ่งสั้นมาก แสดงฌาน ๔ ตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌาน โดยใช้อุปมาแม่น้ำคงคาไหลสู่ทิศตะวันออกเช่นเดิม ว่าผู้เจริญฌาน ๔ ย่อมน้อมจิตสู่นิพพานเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕
- หน้า ๒๑๓–๒๑๕ เอกธรรมสูตร วิธีเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขั้น เริ่มต้นอานาปานสังยุต เอกธรรมสูตรแสดงวิธีเจริญอานาปานสติอย่างพิสดารครบ ๑๖ ขั้น ตั้งแต่รู้ลมหายใจเข้าออกยาวสั้น รู้แจ้งกายทั้งปวง ระงับกายสังขาร รู้แจ้งปีติสุขและจิตสังขาร ทำจิตให้บันเทิงตั้งมั่นและเปลื้องจิต จนถึงพิจารณาความไม่เที่ยง คลายกำหนัด ความดับ และความสละคืน ระบุว่าเป็นธรรมข้อเดียวที่มีผลานิสงส์มากที่สุด
- หน้า ๒๑๖ โพชฌงคสูตรและสุทธิกสูตร อานาปานสติกับโพชฌงค์ ๗ โพชฌงคสูตรแสดงว่าอานาปานสติที่เจริญให้มีผลมากต้องประกอบเข้ากับโพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละ ตามด้วยสุทธิกสูตรซึ่งทวนวิธีเจริญอานาปานสติแบบย่อโดยอ้างอิงเนื้อหาเดียวกับเอกธรรมสูตร
- หน้า ๒๑๗–๒๑๘ ผลสูตรทั้งสอง ผลานิสงส์ของอานาปานสติ สูตรที่ระบุในต้นฉบับว่าเป็นสูตรที่ ๕ (แม้เนื้อหาต่อจากสูตรที่ ๓) แสดงว่าผู้เจริญอานาปานสติอย่างสมบูรณ์ย่อมหวังผลได้ ๒ อย่าง คืออรหัตผลในปัจจุบันหรือเป็นพระอนาคามี ต่อด้วยทุติยผลสูตรที่ขยายเป็นผลานิสงส์ ๗ ประการเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในอิทธิบาทสังยุตก่อนหน้า
- หน้า ๒๑๙–๒๒๐ อริฏฐสูตร วิธีเจริญอานาปานสติที่บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าเจริญอานาปานสติหรือไม่ พระอริฏฐะทูลตอบว่าเจริญอยู่โดยละกามฉันทะในกามทั้งอดีตอนาคตและกำจัดปฏิฆสัญญาได้แล้ว แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่ายังไม่สมบูรณ์เพียงพอ แล้วทรงสอนวิธีเจริญอานาปานสติที่บริบูรณ์โดยกว้างขวางแท้จริงคือการตามรู้ลมหายใจครบ ๑๖ ขั้นตามเอกธรรมสูตร
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ กัปปินสูตร พระมหากัปปินะนั่งนิ่งไม่ไหวติง พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระมหากัปปินะนั่งขัดสมาธิตัวตรงสงบนิ่งไม่ไหวติงเลย จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าเคยเห็นความไหวของกายท่านหรือไม่ แล้วทรงอธิบายว่าความไม่หวั่นไหวทั้งกายและจิตเช่นนี้เกิดจากการเจริญอานาปานสติสมาธิจนชำนาญ สามารถเข้าสมาธินั้นได้ตามปรารถนาโดยไม่ยากลำบาก
- หน้า ๒๒๓–๒๒๘ ทีปสูตร อานิสงส์อานาปานสติสมาธิและอุปมาตะเกียงดับ ทีปสูตรแสดงอานิสงส์อานาปานสติสมาธิว่าสงบประณีตดับอกุศลได้ทันทีดุจฝนใหญ่ดับฝุ่นละออง พระพุทธเจ้าตรัสว่าก่อนตรัสรู้พระองค์ทรงอยู่ด้วยธรรมนี้มาก กายจักษุจึงไม่ลำบากและจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ทรงสอนว่าปรารถนาฌานหรืออรูปสมาบัติใดก็พึงมนสิการธรรมนี้ให้ดี และเปรียบเวทนาเมื่อสิ้นชีวิตดุจตะเกียงดับเพราะหมดเชื้อ อรรถกถาต่อท้ายมีข้อถกเถียงระหว่างพระเถระสองรูปว่ากสิณในอานาปานะเพิกออกได้หรือไม่
- หน้า ๒๒๙–๒๓๔ เวสาลีสูตร (ตอนต้น) ภิกษุอึดอัดเกลียดกายหลังเจริญอสุภะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกถาสรรเสริญคุณของอสุภกรรมฐานแก่ภิกษุอย่างมากมาย แล้วทรงหลีกเร้นกึ่งเดือน ภิกษุทั้งหลายเจริญอสุภะจนอึดอัดระอาเกลียดกายตนเองอย่างรุนแรง หลายสิบรูปแสวงหาศาสตราเพื่อปลงชีวิตตนเองในวันเดียวกัน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นทรงเห็นภิกษุสงฆ์เบาบางลง พระอานนท์กราบทูลเหตุการณ์ พระองค์จึงรับสั่งประชุมสงฆ์ที่กรุงเวสาลี (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปหน้าถัดจาก ๒๓๔ ซึ่งพระองค์จะทรงสอนอานาปานสติสมาธิเป็นทางแก้)
- หน้า ๒๓๕–๒๓๙ อรรถกถาเวสาลีสูตร: เหตุภิกษุปลงชีวิตตนเพราะเจริญอสุภะเกินขนาด อรรถกถาอธิบายเวสาลีสูตร ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นกึ่งเดือนหลังทรงแสดงอสุภกถาสรรเสริญคุณการเจริญอสุภะแก่ภิกษุอย่างมาก จนภิกษุจำนวนมากอึดอัดเกลียดกาย ถึงกับหาศาสตราปลงชีวิตตนเองและวานผู้อื่นฆ่า เพราะแรงวิบากกรรมเก่าที่เคยเป็นพรานล่าเนื้อ ๕๐๐ คน เมื่อพระอานนท์กราบทูลว่าสงฆ์ดูเบาบางลง พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอานาปานสติสมาธิแทน เปรียบเหมือนฝนใหญ่นอกฤดูที่ระงับฝุ่นละอองได้ทันที
- หน้า ๒๔๐–๒๔๗ กิมิลสูตรและอรรถกถา: อานาปานสติ ๑๖ ขั้นกับสติปัฏฐาน ๔ ปิดวรรคที่ ๑ กิมิลสูตรและอรรถกถา พระพุทธเจ้าตรัสถามพระกิมิละถึงวิธีเจริญอานาปานสติสมาธิให้มีผลมาก ท่านนิ่งเฉยจนพระอานนท์ทูลขอให้ตรัสสอน จึงทรงแสดงอานาปานสติ ๑๖ ขั้นที่โยงเข้ากับการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมในสติปัฏฐาน ๔ พร้อมอุปมาว่าเหมือนกองฝุ่นกลางทางสี่แพร่งที่ถูกเกวียนจากทุกทิศชนกระจาย เป็นการปิดท้ายเอกธรรมวรรคที่ ๑ ของอานาปานสังยุต
- หน้า ๒๔๘–๒๕๐ อิจฉานังคลสูตรและอรรถกถา: อานาปานสติเป็นวิหารธรรมของพระอริยะ อิจฉานังคลสูตรและอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ ณ ป่าอิจฉานังคละสามเดือน เมื่อออกจากที่เร้นตรัสสอนภิกษุว่าหากถูกนักบวชศาสนาอื่นถามว่าพระองค์ทรงอยู่จำพรรษาด้วยธรรมใดมาก ให้ตอบว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ ทรงอธิบายว่าอานาปานสติเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ พรหม และตถาคต โดยจำแนกผลต่างกันระหว่างพระเสขะที่ยังต้องละกิเลสกับพระอรหันต์ที่สิ้นอาสวะแล้ว
- หน้า ๒๕๑–๒๕๓ โลมสกังภิยสูตร: ต่างกันของวิหารธรรมพระเสขะกับพระตถาคต เจ้าศากยะพระนามมหานามเสด็จไปถามพระโลมสกังภิยะว่าอานาปานสติสมาธิเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระเสขะหรือพระตถาคตเหมือนกันหรือไม่ ท่านตอบว่าต่างกัน เพราะพระเสขะยังต้องละนิวรณ์ ๕ ส่วนพระอรหันต์ขีณาสพละนิวรณ์ได้เด็ดขาดถอนรากถึงที่สุดแล้ว ไม่มีวันเกิดขึ้นอีก จึงเป็นธรรมเครื่องอยู่ที่ต่างระดับกัน
- หน้า ๒๕๔–๒๖๐ ปฐมอานันทสูตรและอรรถกถา: ห่วงโซ่อานาปานสติ→สติปัฏฐาน→โพชฌงค์→วิชชาวิมุตติ พระอานนท์ทูลถามว่ามีธรรมหนึ่งข้อที่ทำให้ธรรม ๔ ข้อบริบูรณ์ ธรรม ๔ ข้อทำให้ธรรม ๗ ข้อบริบูรณ์ และธรรม ๗ ข้อทำให้ธรรม ๒ ข้อบริบูรณ์หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายละเอียดว่าอานาปานสติสมาธิเมื่อเจริญครบ ๑๖ ขั้น ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ และโพชฌงค์ ๗ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ตามลำดับ
- หน้า ๒๖๑–๒๖๗ จากทุติยอานันทสูตรถึงอาสวักขยสูตร: ปิดท้ายอานาปานสังยุต กลุ่มพระสูตรสั้นปิดท้ายอานาปานสังยุต ตั้งแต่ทุติยอานันทสูตรถึงอาสวักขยสูตร ล้วนย้ำหลักการเดียวกันว่าอานาปานสติสมาธินำไปสู่สติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชาและวิมุตติ โดยตรัสตอบพระอานนท์และภิกษุหลายรูปซ้ำอีก จากนั้นตรัสเพิ่มเติมว่าอานาปานสติยังเป็นไปเพื่อละสังโยชน์ ถอนอนุสัย กำหนดรู้อัทธานะ และสิ้นอาสวะ ปิดท้ายด้วยรายชื่อสูตรทั้งหมดในวรรคและคำว่า จบอานาปานสังยุต
- หน้า ๒๖๘–๒๗๒ ราชสูตรและอรรถกถา: เปิดโสตาปัตติสังยุต จักรพรรดิกับอริยสาวกยากจน ราชสูตรและอรรถกถา เปิดต้นโสตาปัตติสังยุต วรรคเวฬุทวาร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบพระเจ้าจักรพรรดิผู้เสวยสุขในสวรรค์ดาวดึงส์แต่ยังไม่พ้นอบายภูมิ กับอริยสาวกยากจนที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัยและศีลอันพระอริยะใคร่ กลับพ้นจากนรกได้จริง ทรงสรุปว่าการได้ธรรม ๔ ประการนี้มีค่ายิ่งกว่าการครองทวีปทั้ง ๔ ถึง ๑๖ เท่า
- หน้า ๒๗๓ โอคธสูตร: องค์ธรรม ๔ ประการเครื่องบรรลุโสดา โอคธสูตร แสดงองค์ธรรม ๔ ประการเครื่องบรรลุโสดา คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันพระอริยะใคร่ ปิดท้ายด้วยพระคาถาว่าผู้ใดมีศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมบรรลุความสุขอันหยั่งลงในพรหมจรรย์ตามกาลเวลา
- หน้า ๒๗๔–๒๗๗ ทีฆาวุสูตร: อุบาสกป่วยหนักฟังธรรมข้างเตียงจนบรรลุอนาคามี ทีฆาวุสูตรและอรรถกถา เรื่องทีฆาวุอุบาสกป่วยหนักใกล้ตาย ให้บิดาไปทูลเชิญพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จไปสอนองค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ แล้วสอนให้เจริญวิปัสสนาเห็นสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ควรละ คลายกำหนัด และดับ ทีฆาวุปฏิบัติตามจนสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเป็นพระอนาคามีเพราะสิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕
- หน้า ๒๗๘ ปฐมสาริปุตตสูตร: พระสารีบุตรตอบองค์ธรรมโสดาบัน ปฐมสาริปุตตสูตร พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่าต้องประกอบด้วยธรรมเท่าไรจึงจะได้รับพยากรณ์เป็นพระโสดาบัน พระสารีบุตรตอบด้วยองค์ธรรม ๔ ประการเดิม คือความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัยและศีลอันพระอริยะใคร่ อรรถกถาระบุว่าเนื้อความง่ายไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
- หน้า ๒๗๙–๒๘๐ ทุติยสาริปุตตสูตร: นิยามโสตาปัตติยังคะ กระแสธรรม และโสดาบัน ทุติยสาริปุตตสูตรและอรรถกถา พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรเป็นชุดคำถามว่าโสตาปัตติยังคะคืออะไร ท่านตอบว่าคือการคบสัตบุรุษ ฟังธรรม ทำไว้ในใจโดยแยบคาย และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จากนั้นถามว่ากระแสธรรมคืออะไร ตอบว่าคือมรรคมีองค์ ๘ และถามว่าโสดาบันคือใคร ตอบว่าคือผู้ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบทุกข้อ
- หน้า ๒๘๑–๒๙๐ ถปติสูตร: ช่างไม้อิสิทัตตะกับความคับแคบของฆราวาส ถปติสูตรและอรรถกถา ช่างไม้อิสิทัตตะผู้เป็นสกทาคามีวางคนเฝ้ารับเสด็จ กราบทูลว่าใจหวิวเศร้าทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จห่างออกไปทีละแคว้น และแช่มชื่นทุกครั้งที่เสด็จใกล้เข้ามา พระพุทธเจ้าตรัสว่าฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาปลอดโปร่ง อิสิทัตตะเล่าเสริมความคับแคบยิ่งกว่านั้นคือหน้าที่คุ้มกันขบวนพระราชินีบนหลังช้างของพระเจ้าปเสนทิโกศลโดยไม่มีจิตกำหนัด สุดท้ายตรัสองค์ธรรมโสดาบันฝ่ายคฤหัสถ์ที่เพิ่มการมีใจปราศจากตระหนี่ ยินดีในทาน
- หน้า ๒๙๑–๒๙๗ เวฬุทวารสูตร: ธรรมปริยายน้อมเข้ามาในตน พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านเวฬุทวาระ ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์และคฤหบดีผู้ปรารถนาชีวิตครองเรือนมีลาภยศแล้วไปสวรรค์ โดยสอนวิธีน้อมธรรมเข้าตน คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดไม่พึงปรารถนาแก่ตนก็ไม่ควรทำแก่ผู้อื่น จึงเป็นฐานของศีลห้า ผนวกกับความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยทำให้เป็นโสดาบัน ท้ายสุดชาวบ้านทั้งหมดขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๒๙๘–๓๐๑ ปฐมคิญชกาวสถสูตร: ธรรมาทาส แว่นส่องธรรมพยากรณ์ตนเอง พระอานนท์ทูลถามคติของพระภิกษุสาฬหะ ภิกษุณีนันทา อุบาสกสุทัตตะ และอุบาสิกาสุชาดาผู้ล่วงลับ พระพุทธเจ้าตรัสบอกภูมิธรรมของแต่ละท่าน (อรหันต์ อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน) แล้วทรงแสดง "ธรรมาทาส" คือแว่นส่องธรรมที่อริยสาวกใช้พยากรณ์ตนเองได้ว่าพ้นจากอบายแล้วหรือไม่ ผ่านความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญ
- หน้า ๓๐๒–๓๐๔ ทุติย-ตติยคิญชกาวสถสูตร: ชาวบ้านนับร้อยบรรลุธรรมหลังอหิวาต์ระบาด พระอานนท์ทูลถามคติของผู้ล่วงลับอีกหลายคนในหมู่บ้านต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แต่ละคนด้วยธรรมาทาสเช่นเดิม จุดเด่นคือหมู่บ้านหนึ่งมีผู้เสียชีวิตพร้อมกันด้วยอหิวาตกโรคถึง 2,400,000 คน ในจำนวนนี้เป็นอนาคามีกว่า 50 คน สกทาคามีกว่า 90 คน และโสดาบัน 506 คน จบวรรคเวฬุทวารพร้อมสรุปรายชื่อ 10 สูตรในวรรคนี้
- หน้า ๓๐๕–๓๑๑ กำเนิดราชการาม: พระราชาถูกหลอกให้เดียรถีย์สร้างวัดใกล้เชตวัน อรรถกถาปิดท้ายวรรคเวฬุทวาร แล้วเข้าสู่ราชการามวรรค เริ่มด้วยสหัสสสูตรที่ตรัสสอนภิกษุณี 1,000 รูปเรื่องธรรม 4 ประการของโสดาบัน จากนั้นอรรถกถาเล่าที่มาชื่อราชการามว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับสินบนจากเดียรถีย์ให้สร้างวัดใกล้เชตวัน พระพุทธเจ้าทรงเล่าชาดกเตือนสติเรื่องดาบสสองคณะแย่งโคนไม้จนถูกเทวดาลงโทษน้ำท่วมแว่นแคว้น ทำให้พระราชาสำนึกไล่เดียรถีย์ออกไปแล้วสร้างวัดราชการามแทน
- หน้า ๓๑๒ พราหมณสูตร: ทางอุทยคามินีที่แท้จริงต่างจากปฏิปทาของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านปฏิปทา "อุทยคามินี" ของพราหมณ์ที่สอนให้เดินมุ่งหน้าทิศตะวันออกโดยไม่หลบบ่อหรือหนามจนตาย อ้างว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ ทรงชี้ว่าเป็นความดำเนินของคนพาลไม่นำไปสู่ความหน่ายหรือนิพพาน แล้วทรงแสดงอุทยคามินีปฏิปทาที่แท้จริงคือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญ ซึ่งนำไปสู่ความคลายกำหนัดและนิพพานจริง
- หน้า ๓๑๓–๓๑๕ อานันทสูตร: ละธรรม 4 ประกอบธรรม 4 จึงเป็นโสดาบัน พระสารีบุตรถามพระอานนท์ว่าเพราะละธรรมเท่าใดและประกอบธรรมเท่าใด หมู่สัตว์จึงได้รับพยากรณ์ว่าเป็นโสดาบัน พระอานนท์ตอบว่าปุถุชนที่ไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และทุศีล ย่อมไปอบาย ส่วนอริยสาวกที่ละสิ่งเหล่านั้นแล้วมีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวและมีศีลที่พระอริยะสรรเสริญแทน ย่อมไปสุคติและเป็นโสดาบันแน่นอน
- หน้า ๓๑๖–๓๒๐ ทุคติสูตรและมิตตามัจจสูตร: ธรรม 4 ช่วยพ้นทุคติ พึงชวนญาติมิตรถือปฏิบัติ รวมพระสูตรสั้นสี่สูตรย้ำว่าอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะใคร่ ย่อมล่วงพ้นภัยจากทุคติและวินิบาตได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุอนุเคราะห์ญาติมิตรให้ตั้งมั่นในธรรมเหล่านี้ พร้อมอุปมาว่าธาตุดินน้ำไฟลมยังแปรผันได้ แต่ความเลื่อมใสของอริยสาวกแท้จริงจะไม่แปรเป็นอื่นจนตกไปสู่นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเลย
- หน้า ๓๒๑–๓๒๔ เทวจาริกสูตร: พระโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่เทวดาดาวดึงส์ พระมหาโมคคัลลานะหายตัวจากเชตวันไปปรากฏในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แสดงธรรมแก่หมู่เทวดาว่าความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญเป็นเหตุให้ไปสุคติ เทวดารับรองคำสอนนั้น สูตรที่สามพระพุทธเจ้าเองเสด็จไปแสดงธรรมเดียวกัน แต่เน้นว่าธรรมเหล่านี้ทำให้เป็นโสดาบันมีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ทั้งสามสูตรไม่มีอรรถกถาอธิบายเพิ่ม จบวรรคราชการาม
- หน้า ๓๒๕–๓๒๗ ปฐมมหานามสูตร: อุปมาน้ำมันลอยน้ำ จิตที่อบรมดีย่อมไปสู่เบื้องบน เริ่มสรกานิวรรค พระเจ้ามหานามศากยราชทูลถามด้วยความกลัวว่า หากสิ้นพระชนม์ขณะเดินในเมืองที่พลุกพล่านจนขาดสติระลึกถึงพระรัตนตรัย คติของพระองค์จะเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงปลอบด้วยอุปมาว่าเหมือนน้ำมันหรือเนยใสที่ลอยขึ้นเมื่อทุบหม้อในน้ำลึก จิตที่อบรมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญามานาน ย่อมไปสู่เบื้องบนเสมอ ไม่ว่าร่างกายจะเป็นเช่นไร
- หน้า ๓๒๘ ทุติยมหานามสูตร: อุปมาต้นไม้โน้มเอียง จิตที่อบรมดีย่อมโน้มสู่นิพพาน พระเจ้ามหานามทูลถามด้วยความกังวลเดิมอีกครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาต้นไม้ที่โน้มเอียงไปทางทิศตะวันออก เมื่อรากขาดย่อมล้มไปทางที่โน้มอยู่นั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น อริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญ ย่อมน้อมโน้มโอนไปสู่พระนิพพานเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะสิ้นชีวิตเมื่อใดก็ตาม
- หน้า ๓๒๙–๓๓๓ โคธาสูตร: มหานามและโคธาศากยะโต้แย้งองค์ธรรมของโสดาบัน 3 หรือ 4 ข้อ เจ้ามหานามทรงทราบว่าโสดาบันมีองค์ธรรม 4 (เลื่อมใสในพระรัตนตรัยและมีศีล) แต่เจ้าโคธาศากยะทรงทราบเพียง 3 (ไม่รวมศีล) ทั้งสองไม่อาจตกลงกันได้จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าให้ทรงตัดสิน เจ้าโคธาทรงประกาศว่าไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสว่าฝ่ายใดถูก แม้พระสงฆ์ทั้งปวงหรือแม้โลกทั้งเทวโลกจะค้านก็ตาม พระองค์จะเชื่อตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น สะท้อนศรัทธาอันมั่นคงในพระสัพพัญญุตญาณ
- หน้า ๓๓๔–๓๓๘ ปฐมสรกานิสูตร: เจ้าสรกานิผู้ติดสุราก็เป็นโสดาบันได้ เจ้าสรกานิศากยะสิ้นพระชนม์ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเป็นโสดาบัน ทำให้พวกเจ้าศากยะไม่พอใจเพราะทราบว่าท่านดื่มสุราและย่อหย่อนในสิกขา พระพุทธเจ้าทรงอธิบายแก่เจ้ามหานามว่า ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างแท้จริงย่อมไม่ตกไปสู่วินิบาตเลย ไม่ว่าจะมีปัญญาระดับใด แม้เพียงมีศรัทธาและความรักในพระตถาคตพอประมาณก็ยังพ้นจากอบาย เปรียบต้นไม้ใหญ่ที่หากรู้ภาษาก็ยังควรได้รับพยากรณ์เป็นโสดาบัน
- หน้า ๓๓๙–๓๔๒ ทุติยสรกานิสูตร: อุปมานาดีนาเลว ธรรมที่สอนดีย่อมให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติชอบ เนื้อหาซ้ำเรื่องเจ้าสรกานิ แต่ขยายรายละเอียดระดับบุคคลถึงขั้นอนาคามีประเภทต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงอุปมาด้วยนาที่ไม่ราบเรียบดินเสียเมล็ดพันธุ์ไม่ดี แม้ฝนดีก็ไม่งอกงาม เปรียบธรรมที่สอนไม่ดี ตรงข้ามกับนาดีเมล็ดดีเมื่อฝนตกย่อมงอกงาม เปรียบธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วและสาวกปฏิบัติชอบ สรุปว่าเจ้าสรกานิได้บำเพ็ญสิกขาบริบูรณ์ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตแล้ว
- หน้า ๓๔๓–๓๔๗ ปฐมทุสีลยสูตร: พระสารีบุตรปลอบอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักด้วยอาการ 10 ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักใกล้สิ้นชีวิต นิมนต์พระสารีบุตรและพระอานนท์มาเยี่ยม พระสารีบุตรสอนให้ท่านพิจารณาตนเองเทียบกับสิ่งที่ปุถุชนไม่มีคือความไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ทุศีล และมิจฉัตตะ 8 ประการ ซึ่งท่านไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เวทนาของท่านจึงสงบระงับโดยพลัน พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าพระสารีบุตรจำแนกโสดาปัตติยังคะ 4 ด้วยอาการ 10 ได้อย่างแยบคาย
- หน้า ๓๔๘ พระสารีบุตรเยี่ยมอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย จำแนกโสดาปัตติยังคะ ๔ ด้วยอาการ ๑๐ พระสารีบุตรพร้อมพระอานนท์ไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้ป่วยหนักตามคำนิมนต์ สอนให้พิจารณาความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่มีอยู่ในตนเอง เพื่อระงับทุกขเวทนา จำแนกโสดาปัตติยังคะ ๔ ด้วยอาการ ๑๐ อย่างละเอียด เวทนาของเศรษฐีสงบระงับโดยพลัน พระสารีบุตรอนุโมทนาด้วยคาถา พระพุทธเจ้าตรัสชมว่าสารีบุตรเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก
- หน้า ๓๔๙–๓๕๒ พระอานนท์เยี่ยมอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย สอนธรรมระงับความกลัวตาย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักอีกคราว นิมนต์พระอานนท์มาเยี่ยม พระอานนท์แสดงว่าปุถุชนผู้ขาดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลย่อมสะดุ้งหวาดกลัวความตายในภายหน้า ส่วนอริยสาวกผู้มีธรรมทั้ง ๔ นี้ครบถ้วนย่อมไม่กลัว เศรษฐีทูลว่าตนไม่กลัวเพราะมีธรรมเหล่านั้นในตน พระอานนท์จึงพยากรณ์ว่าท่านได้โสดาปัตติผลแล้ว จบสรกานิวรรคที่ ๓
- หน้า ๓๕๓–๓๕๕ ปฐม-ทุติยเวรภยสูตร ภัยเวร ๕ ระงับ พยากรณ์ตนเป็นโสดาบันได้ แสดงว่าอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย ย่อมระงับภัยเวร ๕ ประการที่จะเกิดทั้งปัจจุบันและภพหน้า ประกอบด้วยโสดาปัตติยังคะ ๔ และเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นญายธรรมอันประเสริฐด้วยปัญญา จึงหวังพยากรณ์ตนเป็นพระโสดาบันได้ ทั้งสองสูตรมีเนื้อความเดียวกัน สูตรหลังตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
- หน้า ๓๕๖ ลิจฉวีสูตร นันทกะมหาอำมาตย์ ต้องการอาบน้ำภายในคือความเลื่อมใส มหาอำมาตย์นันทกะแห่งเจ้าลิจฉวีเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้มีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีล เป็นโสดาบัน และย่อมได้อายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ทั้งที่เป็นทิพย์และของมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงรู้เห็นเอง เมื่อถึงเวลาจะอาบน้ำ นันทกะตอบว่าต้องการอาบน้ำภายในคือความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าก่อน จบสรกานิวรรคที่ ๓
- หน้า ๓๕๗–๓๖๐ ปฐม-ตติยอภิสันทสูตร ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการ (วรรคไม่มีคาถา) ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๔ เริ่มด้วยสามสูตรแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการอันนำมาซึ่งความสุข คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนองค์ที่ ๔ ต่างกันไปในแต่ละสูตร ได้แก่ ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่ จาคะปราศจากความตระหนี่ยินดีให้ทาน หรือปัญญาเห็นความเกิดดับ เป็นบุญที่ไม่อาจนับประมาณได้
- หน้า ๓๖๑–๓๖๔ เทวบท ๔ ประการ และเทวดาชื่นชมผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ปฐม-ทุติยเทวปทสูตรแสดงเทวบท (ข้อปฏิบัติของเทวดา) ๔ ประการเพื่อความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คือความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล สูตรที่สองเสริมว่าอริยสาวกพึงพิจารณาว่าตนไม่เบียดเบียนใครเหมือนเทวดา สภาคตสูตรกล่าวว่าเทวดาที่จุติมาเกิดด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมปลื้มใจเชื้อเชิญผู้มีธรรมเดียวกันมาเกิดร่วมภพ
- หน้า ๓๖๕–๓๖๖ มหานามสูตร ความหมายของอุบาสก และวัสสสูตร อุปมาฝนไหลสู่มหาสมุทร พระเจ้ามหานามศากยราชทูลถามความหมายของ 'อุบาสก' พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้ถึงไตรสรณะ และอธิบายความถึงพร้อมด้วยศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญาของอุบาสกทีละข้อ วัสสสูตรเปรียบความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลของอริยสาวกเหมือนฝนตกบนภูเขาไหลผ่านซอกเขาลำธารหนองบึงแม่น้ำจนถึงมหาสมุทร คือความสิ้นอาสวะในที่สุด
- หน้า ๓๖๗–๓๖๘ กาฬิโคธาสูตร พระนางกาฬิโคธาสากิยานีพยากรณ์ตนเป็นโสดาบัน พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังนิเวศน์ของพระนางกาฬิโคธาสากิยานี ตรัสว่าอริยสาวิกาผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและมีจาคะ ปราศจากความตระหนี่ ยินดีให้ทาน เป็นพระโสดาบัน พระนางกราบทูลว่าธรรมเหล่านั้นมีในตนและตนเฉลี่ยไทยธรรมทั้งหมดในสกุลแก่ผู้มีศีล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าพระนางได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
- หน้า ๓๖๙–๓๗๑ นันทิยสูตร อยู่ด้วยความประมาทและไม่ประมาทของอริยสาวก เจ้าศากยะนันทิยะทูลถามว่าอริยสาวกที่มีโสตาปัตติยังคะ ๔ อยู่ด้วยความประมาทหรือไม่ประมาทอย่างไร พระพุทธเจ้าอธิบายว่าหากพอใจเพียงเท่านั้นไม่พยายามยิ่งขึ้นเพื่อสงัดกลางวันหลีกเร้นกลางคืน จะไม่เกิดปราโมทย์ปีติปัสสัทธิสมาธิ ชื่อว่าประมาท แต่หากพยายามยิ่งขึ้นจะเกิดลำดับธรรมจนจิตเป็นสมาธิ ชื่อว่าไม่ประมาท จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๔
- หน้า ๓๗๒–๓๗๔ เริ่มสคาถกปุญญาภิสันทวรรคที่ ๕ ห้วงบุญกุศลพร้อมคาถาแม่น้ำไหลสู่สาคร เริ่มวรรคใหม่ (มีคาถา) ปฐมอภิสันทสูตรแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการซ้ำเนื้อหาเดิม (ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล) แต่ปิดท้ายด้วยพระคาถาเปรียบบุญของอริยสาวกเหมือนแม่น้ำหลายสายที่หมู่ชนอาศัยไหลรวมสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่จนประมาณมิได้ เช่นเดียวกับสายธารบุญที่ไหลไปสู่บัณฑิตผู้ให้ข้าวน้ำผ้าที่นอนที่นั่ง
- หน้า ๓๗๕–๓๗๘ ทุติย-ตติยอภิสันทสูตร ห้วงบุญกุศลกับอุปมาแม่น้ำใหญ่ห้าสาย ทุติยและตติยอภิสันทสูตรแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการต่อเนื่อง (สูตรที่ ๒ เพิ่มจาคะ สูตรที่ ๓ เพิ่มปัญญาเป็นองค์ที่ ๔) พร้อมอุปมาแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลรวมกันจนนับปริมาณน้ำไม่ได้ และคาถาว่าผู้ต้องการบุญเจริญมรรคเพื่อบรรลุอมตธรรมย่อมไม่หวั่นไหวเมื่อมัจจุราชมาถึง
- หน้า ๓๗๙–๓๘๓ มหัทธนสูตร ความมั่งคั่งด้วยอริยทรัพย์ และสูตรพยากรณ์โสดาบันหลายเจ้าศากยะ ปฐม-ทุติยมหัทธนสูตรแสดงว่าอริยสาวกผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลหรือปัญญาชื่อว่าเป็นผู้มั่งคั่งด้วยอริยทรัพย์ ตามด้วยภิกขุสูตร นันทิยสูตร ภัททิยสูตร มหานามสูตร ที่ตรัสซ้ำแก่เจ้าศากยะแต่ละองค์ว่าผู้มีธรรม ๔ นี้เป็นโสดาบัน ปิดท้ายด้วยโสดาปัตติยังคสูตรสรุปองค์แห่งการเข้าถึงกระแส ๔ คือคบสัตบุรุษ ฟังธรรม ทำในใจโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
- หน้า ๓๘๔–๓๘๗ สัปปัญญวรรคที่ ๖ วัสสวุตถสูตร อริยบุคคลมีน้อยกว่ากันโดยลำดับ เริ่มสัปปัญญวรรคที่ ๖ สคาถกสูตรย้ำธรรม ๔ ของโสดาบันพร้อมคาถา วัสสวุตถสูตรเล่าภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาแล้วไปกรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าศากยะซักถามข่าวพระพุทธเจ้าและสงฆ์ ภิกษุเล่าธรรมที่ได้ฟังว่าพระอรหันต์มีน้อยกว่าพระอนาคามี พระอนาคามีน้อยกว่าพระสกทาคามี และพระสกทาคามีน้อยกว่าพระโสดาบัน แสดงลำดับความมากน้อยของอริยบุคคลแต่ละชั้น
- หน้า ๓๘๘–๓๙๐ ธรรมทินนสูตร อุบาสก ๕๐๐ คนทูลขอโอวาท พยากรณ์โสดาปัตติผล อุบาสกธรรมทินนะพร้อมบริวาร ๕๐๐ คนทูลขอโอวาท พระพุทธเจ้าตรัสให้เข้าถึงพระสูตรอันลึกซึ้งเป็นโลกุตระ แต่อุบาสกทูลว่ายังครองเรือนทำได้ยาก จึงขอธรรมสำหรับผู้ตั้งอยู่ในศีล ๕ พระองค์จึงสอนให้เจริญความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล อุบาสกทั้งหมดกราบทูลว่ามีธรรมเหล่านั้นครบแล้ว พระพุทธเจ้าจึงพยากรณ์โสดาปัตติผลแก่ทุกคน
- หน้า ๓๙๑–๓๙๔ คิลายนสูตร วิธีปลอบใจผู้ป่วยหนัก ละความห่วงใยจนดับสักกายะ พระเจ้ามหานามทูลถามวิธีปลอบใจอุบาสกป่วยหนัก พระพุทธเจ้าสอนให้กล่าวธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ (ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล) จากนั้นค่อยๆ แนะให้ละความห่วงใยในบิดามารดา บุตรภรรยา กามคุณมนุษย์ แล้วน้อมจิตขึ้นไปตามชั้นเทวดาจนถึงพรหมโลก และท้ายสุดน้อมจิตเข้าสู่ความดับสักกายะ ตรัสว่าอุบาสกที่มีจิตหลุดพ้นเช่นนี้ไม่ต่างจากภิกษุขีณาสพ
- หน้า ๓๙๕–๓๙๗ ชุดสูตรเจริญธรรม ๔ ประการเพื่อบรรลุมรรคผลและปัญญา จบสัปปัญญวรรคที่ ๖ ชุดสูตรสั้น (ปฐม-จตุตถผลสูตร ปฏิลาภสูตร วุฒิสูตร เวปุลลสูตร) แสดงธรรม ๔ ประการเดียวกันคือคบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ทำในใจโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เมื่อเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล และเพื่อได้ปัญญา ความเจริญและไพบูลย์แห่งปัญญาตามลำดับ จบสัปปัญญวรรคที่ ๖
- หน้า ๓๙๘–๔๐๓ มหาปัญญวรรคที่ ๗ สูตรลักษณะปัญญา ๑๓ แบบ จบโสตาปัตติสังยุตที่ ๑๑ มหาปัญญวรรคที่ ๗ รวมสูตรสั้น ๑๓ สูตรรูปแบบเดียวกันหมด คือธรรม ๔ ประการเดิม (คบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ทำในใจโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) เมื่อเจริญแล้วนำไปสู่ปัญญาลักษณะต่างๆ ได้แก่ ปัญญามาก แน่นหนา ไพบูลย์ ลึกซึ้ง หาประมาณมิได้ ดังแผ่นดิน เร็ว เบา ร่าเริง ไว กล้า และเป็นเครื่องชำแรกกิเลส ปิดท้ายด้วยการจบโสตาปัตติสังยุตที่ ๑๑ ทั้งหมด
- หน้า ๔๐๔–๔๐๕ เริ่มสัจจสังยุต: สมาธิสูตร ว่าด้วยผู้มีใจตั้งมั่นย่อมรู้อริยสัจตามจริง เปิดสัจจสังยุตด้วยสมาธิวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุเจริญสมาธิ เพราะผู้มีใจตั้งมั่นย่อมรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง อรรถกถาขยายความว่าภิกษุกลุ่มหนึ่งเสื่อมจากสมาธิ พระศาสดาจึงทรงแสดงว่าเมื่อจิตมีอารมณ์เดียวจะบรรลุคุณวิเศษได้ และอธิบายความหมายของการเพียรเพื่อรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
- หน้า ๔๐๖–๔๐๘ ปฏิสัลลานสูตรและปฐมกุลปุตตสูตร: หลีกเร้นกายและเหตุผลแท้จริงของการบวช ปฏิสัลลานสูตรสอนให้ภิกษุหมั่นหลีกเร้นกายเพื่อให้รู้อริยสัจตามจริง ส่วนปฐมกุลปุตตสูตรชี้ว่ากุลบุตรที่ออกบวชโดยชอบไม่ว่าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ล้วนออกบวชเพื่อรู้อริยสัจ ๔ เป็นจุดมุ่งหมายเดียวกันทั้งสิ้น อรรถกถาอธิบายว่าคำว่า เพื่อรู้ยิ่ง หมายถึงเพื่อประโยชน์แก่การรู้แจ้งธรรม
- หน้า ๔๐๙–๔๑๑ ทุติยกุลปุตตสูตรและสมณพราหมณสูตรทั้งสอง: สมณพราหมณ์แท้ต้องรู้และประกาศอริยสัจ ย้ำว่ากุลบุตรผู้บวชโดยชอบทุกยุคสมัยล้วนรู้อริยสัจ ๔ ตามจริง จากนั้นสมณพราหมณสูตรทั้งสองสูตรชี้ว่าสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริงต้องรู้อริยสัจ ๔ ด้วยตนเองและประกาศสิ่งที่ตนรู้แก่ผู้อื่น อรรถกถาระบุว่าพระพุทธเจ้าทรงหมายถึงพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยคำว่าสมณะในที่นี้
- หน้า ๔๑๒–๔๑๕ วิตักกสูตรถึงติรัจฉานกถาสูตร: ห้ามตรึกคิดพูดเรื่องไร้ประโยชน์ สี่สูตรติดกันสอนไม่ให้ตรึก คิด พูดวิวาทะ หรือพูดเรื่องเดรัจฉานกถา (เช่น เรื่องพระราชา โจร กองทัพ อาหาร สตรี) เพราะไม่นำไปสู่ความหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน แต่ควรตรึกคิดพูดถึงอริยสัจ ๔ เท่านั้น เพราะเป็นพรหมจรรย์เบื้องต้นที่แท้จริงและนำไปสู่การตรัสรู้
- หน้า ๔๑๖–๔๑๙ อรรถกถาติรัจฉานกถาสูตร: ไขความดิรัจฉานกถา ๓๒ ชนิด และจบสมาธิวรรค อรรถกถาขยายความละเอียดว่าเดรัจฉานกถาแต่ละประเภท (เรื่องพระราชา โจร ญาติ บ้าน สตรี คนกล้า ท่าน้ำ ฯลฯ) เมื่อพูดด้วยความยินดีในทางโลกถือว่าไม่ควร แต่หากพูดโดยโยงถึงความไม่เที่ยงหรือศรัทธาก็ถือว่าใช้ได้ รวมทั้งหมด ๓๒ ประเภท จบด้วยการปิดสมาธิวรรคที่ ๑ และรวมรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรคนี้
- หน้า ๔๒๐–๔๒๓ ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร: ปฐมเทศนาแสดงมัชฌิมาปฏิปทาและอริยสัจ ๔ แก่ปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงชี้ทางสายกลางเลี่ยงสุดโต่งสองทาง คือการเสพกามและการทรมานตน แสดงอริยมรรคมีองค์ ๘ และอริยสัจ ๔ เมื่อจบเทศนา ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เทวดาทุกชั้นบันลือเสียงสาธุการ หมื่นโลกธาตุไหว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ อันเป็นที่มาของนาม อัญญาโกณฑัญญะ
- หน้า ๔๒๔–๔๒๗ อรรถกถาปฐมตถาคตสูตร: ไขความปฐมเทศนาโดยละเอียด อรรถกถาอธิบายที่มาของชื่อป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ประวัติการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าจนตรัสรู้ ความหมายของส่วนสุดสองทาง มัชฌิมาปฏิปทา และคำว่าธรรมจักร โดยอธิบายวนรอบ ๓ (สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ) และอาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ พร้อมระบุว่าพรหม ๑๘ โกฏิบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมพระโกณฑัญญะ
- หน้า ๔๒๘–๔๓๗ ทุติยตถาคตสูตรถึงตถสูตร: ย้ำอริยสัจ ๔ หลายแง่มุม และจบธรรมจักกัปปวัตตนวรรค ชุดสูตรสั้นย้ำหลักอริยสัจ ๔ ในแง่มุมต่างๆ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ อายตนะ ๖ เป็นทุกข์ ภิกษุทรงจำอริยสัจได้ถูกต้องไม่มีใครโต้แย้งได้ อวิชชาคือความไม่รู้ในอริยสัจ วิชชาคือความรู้ในอริยสัจ และอริยสัจเป็นของจริงแท้ไม่แปรผัน ปิดท้ายวรรคที่ ๒ พร้อมอรรถกถาสั้นๆ
- หน้า ๔๓๘–๔๔๑ โกฏิคามวรรค: ปฐมวัชชีสูตรและทุติยวัชชีสูตร เหตุที่ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าตรัส ณ โกฏิคาม แคว้นวัชชี ว่าทั้งพระองค์และเหล่าภิกษุต้องท่องเที่ยวในสังสารวัฏมานานเพราะไม่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ บัดนี้เมื่อตรัสรู้แล้วตัณหาก็สิ้นไป ภพใหม่ไม่มี สูตรถัดมาย้ำว่าผู้ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามจริงไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์แท้ ส่วนผู้รู้จึงพ้นจากชาติชราได้
- หน้า ๔๔๒–๔๔๘ สัมมาสัมพุทธสูตรถึงควัมปติสูตร: นิยามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอริยสัจ ๔ ชุดสูตรอธิบายว่าการตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือเหตุที่ทำให้ได้ชื่อว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สิ้นอาสวะคือผู้รู้เห็นอริยสัจ ควรอนุเคราะห์ญาติมิตรให้ตั้งมั่นในอริยสัจ และปิดท้ายด้วยควัมปติสูตรที่พระวัมปติเถระยืนยันว่าผู้เห็นทุกข์ย่อมเห็นสมุทัย นิโรธ มรรคพร้อมกันทั้งหมด แสดงความเชื่อมโยงแนบแน่นของอริยสัจทั้งสี่
- หน้า ๔๔๙–๔๕๐ สีสปาปัณณวรรค: สีสปาสูตร อุปมาใบไม้ในกำมือกับใบไม้บนต้น พระพุทธเจ้าทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบเปรียบกับใบไม้ทั้งต้น แสดงว่าสิ่งที่พระองค์ทรงรู้แต่มิได้สอนมีมากกว่าที่ทรงสอนมากนัก เพราะสิ่งที่ไม่ทรงสอนไม่นำไปสู่ความหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน ส่วนสิ่งที่ทรงสอนคืออริยสัจ ๔ เพราะเป็นประโยชน์แท้จริงต่อการหลุดพ้น เป็นอุปมาที่โด่งดังแสดงจุดยืนของพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการพ้นทุกข์
- หน้า ๔๕๑–๔๕๒ ขทิรสูตรและทัณฑสูตร: ผู้ไม่ตรัสรู้อริยสัจย่อมไม่อาจถึงที่สุดทุกข์ ขทิรสูตรเปรียบผู้ที่ไม่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ แล้วอ้างว่าจะถึงที่สุดทุกข์ได้ เหมือนคนเอาใบตะเคียนห่อน้ำซึ่งเป็นไปไม่ได้ ต่างจากผู้ตรัสรู้แล้วซึ่งเปรียบเหมือนใบบัวที่ห่อน้ำได้จริง ทัณฑสูตรเปรียบสัตว์ที่ยังมีอวิชชาตัณหาท่องเที่ยวไปมาระหว่างโลกนี้กับปรโลก เหมือนท่อนไม้ที่ถูกขว้างขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาแบบสุ่ม เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔
- หน้า ๔๕๓ เจลสูตร: เร่งเพียรตรัสรู้อริยสัจเหมือนดับไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าเมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ควรทำอย่างไร ภิกษุตอบว่าต้องรีบดับด้วยความเพียรอย่างแรงกล้า พระองค์ตรัสว่าแม้เรื่องไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะก็ควรวางเฉยได้ แต่ต้องเร่งความเพียรเพื่อตรัสรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่ตรัสรู้ให้ยิ่งกว่า เพราะสำคัญกว่าความทุกข์เฉพาะหน้าใดๆ
- หน้า ๔๕๔–๔๕๕ สัตติสตสูตร: ยอมทนถูกหอกแทงวันละสามร้อยเล่มร้อยปีเพื่อรู้อริยสัจ อุปมาว่าแม้ต้องถูกหอกแทงถึงวันละสามร้อยเล่มนานร้อยปีแลกกับการได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็ควรยอมรับเอา เพราะสังสารวัฏที่ผ่านมายาวนานยิ่งกว่านั้นมากจนหาที่สุดมิได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าแท้จริงการตรัสรู้อริยสัจมิได้มาพร้อมทุกข์โทมนัสเช่นนั้น หากมาพร้อมสุขและโสมนัสต่างหาก
- หน้า ๔๕๖ ปาณสูตร: อุปมาสัตว์ทะเลกับหลาวจากหญ้าทั่วชมพูทวีป แสดงอบายภูมิอันใหญ่โต เปรียบว่าแม้เอาหญ้าไม้ใบไม้ทั่วชมพูทวีปมาทำหลาวร้อยสัตว์ในมหาสมุทรก็ยังไม่พอสำหรับสัตว์ตัวเล็กจำนวนมหาศาล ฉันใด อบายภูมิก็ใหญ่โตฉันนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิย่อมพ้นจากอบายอันใหญ่โตนี้ได้ เพราะรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง แสดงคุณค่าอันมหาศาลของการเห็นธรรม
- หน้า ๔๕๗–๔๖๑ ทุติยสุริยูปมสูตร อินทขีลสูตร วาทีสูตร จบสีสปาปัณณวรรคที่ ๔ ทุติยสุริยูปมสูตรเปรียบการอุบัติของพระตถาคตเหมือนดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดแสงสว่างในโลก ก่อนพุทธกาลมีแต่ความมืดมิดไม่รู้อริยสัจ ๔ ต่อด้วยอินทขีลสูตรเปรียบผู้ไม่รู้อริยสัจเหมือนปุยนุ่นปลิวไปตามลม ส่วนผู้รู้แจ้งมั่นคงดุจเสาหิน และวาทีสูตรภิกษุผู้รู้อริยสัจย่อมไม่หวั่นไหวต่อผู้มาโต้วาทะ จบวรรคที่ ๔ (สีสปาปัณณวรรค) พร้อมอรรถกถา
- หน้า ๔๖๒–๔๗๐ จินตสูตร ปปาตสูตร ปริฬาหสูตร กูฏสูตร (ปปาตวรรคที่ ๕ ตอนต้น) จินตสูตรเล่าเรื่องบุรุษผู้คิดเรื่องโลกจนเห็นภาพลวงตากองทัพอสูรหนีเข้าก้านบัว พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการครุ่นคิดปัญหาอภิปรัชญาเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงไม่มีประโยชน์ ควรคิดถึงอริยสัจ ๔ แทน ตามด้วยปปาตสูตรเปรียบการเกิดแก่ตายเป็นเหวลึก ปริฬาหสูตรเปรียบนรกเร่าร้อนที่สุด และกูฏสูตรเปรียบการตรัสรู้อริยสัจเป็นฐานรากของการดับทุกข์ เหมือนต้องสร้างชั้นล่างเรือนก่อนชั้นบน
- หน้า ๔๗๑–๔๘๐ วาลสูตร ฉิคคฬสูตร (เต่าตาบอด) สิเนรุสูตร จบปปาตวรรคที่ ๕ วาลสูตรเล่าเรื่องพระอานนท์เห็นเจ้าลิจฉวีกุมารยิงธนูแม่นยำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าการแทงตลอดอริยสัจ ๔ ยากยิ่งกว่าการยิงแบ่งเส้นขนทรายเป็น ๗ ส่วน ตามด้วยอันธการีสูตรเปรียบความมืดในโลกันตนรก และฉิคคฬสูตร ๒ สูตรอุปมาเต่าตาบอดโผล่ขึ้นร้อยปีครั้งสอดคอเข้าแอก แสดงความยากยิ่งของการได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ปิดท้ายด้วยสิเนรุสูตร ๒ สูตร เปรียบทุกข์ที่เหลือของพระอริยะเท่าก้อนหิน ๗ เม็ดเทียบภูเขาสิเนรุ จบปปาตวรรคที่ ๕
- หน้า ๔๘๑–๔๘๘ อภิสมยวรรคที่ ๖ อุปมาทุกข์ที่เหลือน้อยของพระอริยะ อภิสมยวรรคที่ ๖ ทรงใช้อุปมาต่างๆ ทั้งฝุ่นปลายเล็บ สระน้ำ แม่น้ำใหญ่ ก้อนดิน มหาสมุทร และขุนเขาหิมวันต์ เพื่อแสดงว่าทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ของพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาบันมีน้อยมากเมื่อเทียบกับทุกข์ที่ดับไปแล้วตลอดสังสารวัฏ ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของทุกข์เดิม สอนให้เพียรรู้อริยสัจ ๔ ต่อไปจนหมดสิ้น
- หน้า ๔๘๙–๔๙๓ อามกธัญญเปยยาล ปฐมวรรคที่ ๗ สัตว์เกิดเป็นมนุษย์และผู้มีคุณธรรมมีน้อย ทรงช้อนฝุ่นปลายพระนขาเปรียบกับแผ่นดินใหญ่ แสดงว่าสัตว์ที่ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อยกว่าสัตว์ที่ไปเกิดในอบายมาก และแสดงว่าผู้มีปัญญาจักษุ ผู้เว้นสุราเมรัย เกื้อกูลบิดามารดาสมณพราหมณ์ นอบน้อมผู้เจริญในสกุล มีจำนวนน้อยกว่าผู้ไม่ประพฤติเช่นนั้นมาก ล้วนเป็นเพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔
- หน้า ๔๙๔–๕๐๑ อามกธัญญเปยยาล ทุติยวรรคที่ ๘ และตติยวรรคที่ ๙ ผู้มีศีลมีน้อย แสดงต่อเนื่องว่าสัตว์ผู้งดเว้นศีล ๕ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียดคำหยาบ และผู้งดเว้นสิ่งไม่สมควรแก่สมณะ เช่น ฟ้อนรำขับร้อง ที่นอนสูงใหญ่ รับเงินทอง ข้าวของดิบ สตรีทาส สัตว์เลี้ยง มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ไม่งดเว้น สะท้อนความหายากของผู้ประพฤติธรรม
- หน้า ๕๐๒–๕๐๕ อามกธัญญเปยยาล จตุตถวรรคที่ ๑๐ จบสัจจสังยุตและมหาวารวรรคสังยุต วรรคสุดท้ายแสดงว่าสัตว์ที่งดเว้นการค้าที่ดิน การซื้อขาย การโกงตาชั่ง การรับสินบน และการปล้นชิงมีน้อย จากนั้นทรงแสดงวัฏสงสารว่าสัตว์จุติจากมนุษย์ เทวดา นรก ดิรัจฉาน เปรตวิสัย แล้วกลับมาเกิดในสุคติมีน้อยกว่าไปอบายมาก เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ จบสัจจสังยุตและจบมหาวารวรรคสังยุตทั้งหมด
- หน้า ๕๐๖–๕๑๒ อรรถกถาอามกธัญญเปยยาลวรรค (จบอรรถกถามหาวรรค) อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอามกธัญญเปยยาลวรรค เช่น สุราเมรัย ๕ ชนิด ความหมายของผู้เกื้อกูลบิดามารดา ศีลข้อต่างๆ วิธีโกงตาชั่ง ๔ แบบและการโกงด้วยเครื่องตวงวัด พร้อมนิทานตัวอย่างเรื่องนักเลงหลอกนายพรานแลกเนื้อกับลูกเนื้อ แสดงกลอุบายการล่อลวง ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาอามกธัญญเปยยาลวรรคและอรรถกถามหาวรรคทั้งหมด
- หน้า ๕๑๓–๕๑๔ นิคมกถา คำลงท้ายอรรถกถาสารัตถปกาสินี จบอรรถกถามหาวารสังยุต นิคมกถาคำลงท้ายของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนาอรรถกถาสารัตถปกาสินี กล่าวถึงที่มาและขนาดของอรรถกถา (๑๓๗ ภาณวาร) พร้อมคาถาอวยพรและสรรเสริญพระพุทธคุณ ปิดท้ายด้วย จบอรรถกถามหาวารสังยุต และรายชื่อสังยุตทั้ง ๑๒ ในมหาวรรค ได้แก่ มรรค โพชฌงค์ สติปัฏฐาน อินทรีย์ สัมมัปปธาน พละ อิทธิบาท อนุรุทธ ฌาน อานาปาน โสดาปัตติ และสัจจสังยุต
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐