อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๒ · ๕๐๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๓ พระบาลีรูปาทิวรรคที่ ๑: สิ่งครอบงำจิตบุรุษและสตรี พระบาลีต้นฉบับเปิดเรื่องอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุว่าไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอื่นใดที่ครอบงำจิตใจบุรุษได้เท่ารูปสตรี เสียงสตรี กลิ่นสตรี รสสตรี และสัมผัสสตรี และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกันสำหรับจิตใจสตรีที่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ฝ่ายบุรุษ แสดงให้เห็นอำนาจของกามคุณ ๕ ที่ผูกมัดจิตใจปุถุชนทั้งสองเพศไว้อย่างลึกซึ้ง เป็นพระสูตรสั้นที่เปิดเรื่องทั้งคัมภีร์เอกนิบาต
- หน้า ๔–๖ อารัมภกถา: คำนมัสการและวิธีแต่งอรรถกถาของพระพุทธโฆสาจารย์ บทนำของคัมภีร์มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย พระพุทธโฆสาจารย์ผู้แต่งกล่าวคำนมัสการพระรัตนตรัยเป็นคาถา แล้วอธิบายวิธีแต่งอรรถกถานี้ว่าจะถอดความจากภาษาสีหลเป็นภาษามคธ โดยจะไม่กล่าวเรื่องราวพิสดารซ้ำกับที่กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย แต่จะเสริมเรื่องราวเฉพาะที่จำเป็นเพื่อให้เนื้อความแจ่มแจ้ง และแจ้งว่าเนื้อหาเรื่องศีล ธุดงค์ กรรมฐาน ฌาน ได้อธิบายไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค
- หน้า ๗–๑๓ วิเคราะห์ศัพท์ เอวํ: ความหมาย ๗ นัยในนิทานวจนะ อรรถกถาอธิบายความหมายของคำว่า เอวํ ในวลี เอวมฺเม สุตํ อย่างละเอียด ว่ามีอรรถหลายนัย เช่น อุปมาเปรียบเทียบ อุปเทศแนะนำ สัมปหังสนะยกย่อง ครหณะติเตียน วจนสัมปฏิคคหณะรับคำ อาการะ นิทัสสนะตัวอย่าง และอวธารณะกันความอื่น พร้อมยกตัวอย่างพระบาลีประกอบแต่ละความหมาย เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่าในนิทานวจนะนี้ เอวํ ใช้ในความหมายอาการะ นิทัสสนะ และอวธารณะ
- หน้า ๑๔–๒๑ เหตุที่พระอานนท์กล่าว เอวมฺเม สุตํ และความหมายของ เอกํ สมยํ อรรถกถาอธิบายเหตุผลเชิงจิตวิทยาและจิตวิญญาณที่พระอานนท์เลือกใช้คำว่า เอวมฺเม สุตํ คือแสดงความไม่หลงลืม ความใส่ใจโดยแยบคาย และคุณสมบัติแห่งพหูสูตที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง อีกทั้งขจัดความเข้าใจผิดว่าพระอานนท์เป็นเจ้าของธรรมหรือกล่าวเอง จากนั้นวิเคราะห์ศัพท์ เอกํ และ สมยํ ว่าหมายถึงช่วงเวลาหนึ่งอันไม่เจาะจง เพราะไม่มีผู้ใดจดจำวันเวลาแน่นอนของทุกพระสูตรได้
- หน้า ๒๒–๒๗ ไวยากรณ์ศัพท์ สมยํ ในปิฎกต่างๆ และความหมายของภควา เชตวัน อธิบายว่าเหตุใดคำว่า เอกํ สมยํ ในพระสูตรจึงใช้ทุติยาวิภัตติ ต่างจากพระอภิธรรมและพระวินัยที่ใช้สัตตมีและตติยาวิภัตติ เพราะต่างอรรถกัน จากนั้นอธิบายความหมายของคำว่า ภควา ว่าเป็นคำเรียกครูของโลกด้วยความเคารพพร้อมคาถาประกอบ และอธิบายที่ตั้งพระเชตวันซึ่งเจ้าชายเชตทรงปลูกและดูแล กับอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้บริจาคทรัพย์ ๕๔ โกฏิสร้างถวาย
- หน้า ๒๘–๓๓ เหตุที่ตรัสเรียกภิกษุก่อนแสดงธรรม และเหตุตั้งพระสูตร ๔ ประการ อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายให้ตั้งสติก่อนแสดงธรรมเสมอ เพื่อให้ทราบเหตุปัจจัยแห่งเทศนา จากนั้นจำแนกเหตุตั้งแห่งพระสูตรไว้ ๔ ประเภท คือ เกิดจากพระอัธยาศัยของพระองค์เอง เกิดจากอัธยาศัยของผู้อื่น เกิดด้วยอำนาจคำถาม และเกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วชี้ว่าพระสูตรนี้มีเหตุตั้งจากอัธยาศัยของบุรุษผู้หนักในรูป ก่อนเริ่มไขความคำว่า นาหํ ภิกฺขเว
- หน้า ๓๔–๓๖ ความหมายของ รูป และนิทานรูปสตรีครอบงำจิตบุรุษ (พระจิตเถระบ้า) อธิบายความหมายหลากหลายของคำว่า รูป ในพระบาลี เช่น ขันธ์ ภพ นิมิต สรีระ วรรณะ แล้วสรุปว่าในที่นี้หมายถึงผิวพรรณและเครื่องประดับของหญิง จากนั้นเล่านิทานสามเรื่องยืนยันอันตรายของรูปสตรี ได้แก่ พระจิตเถระผู้บวชเมื่อแก่หลงรักพระนางทมิฬเทวีจนเสียสติเรียกหาแม้พระนางสิ้นพระชนม์แล้ว ภิกษุหนุ่มที่มองหญิงแล้วตายเพราะราคะทั้งคู่ และภิกษุที่รู้ว่าหญิงตายเพราะตนก็สิ้นชีวิตตาม
- หน้า ๓๗–๔๒ เสียง กลิ่น รสของหญิงครอบงำจิต: นิทานปูทองและนกยูงทอง อรรถกถาสูตรที่ ๒-๔ อธิบายว่าเสียง กลิ่น และรสของหญิงย่อมครอบงำจิตบุรุษได้เช่นกัน ประกอบนิทานพระยาช้างที่ถูกปูทองหนีบเท้าจนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากภรรยาด้วยเสียง และนกยูงทองผู้สวดปริตรป้องกันตนทุกวันแต่วันหนึ่งลืมสวดเพราะหลงเสียงนางนกยูงจนติดบ่วงนายพราน แสดงให้เห็นว่าแม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังถูกเสียงเพศตรงข้ามครอบงำจิตใจได้ไม่ต่างจากมนุษย์
- หน้า ๔๓–๔๕ โผฏฐัพพะหญิงครอบงำจิต และนิทานสรุปทั้ง ๕ สูตร จบรูปาทิวรรค อรรถกถาสูตรที่ ๕ อธิบายว่าสัมผัสกายของหญิงย่อมครอบงำจิตบุรุษเช่นเดียวกับรูป เสียง กลิ่น รส แต่ละคนอาจถูกครอบงำด้วยอารมณ์ต่างกันไป จากนั้นเล่านิทานประกอบทั้ง ๕ สูตร ได้แก่ นักดีดพิณคุตติละที่หญิงตกหน้าต่างตายเพราะหลงเสียงเพลง และพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ทรงทดสอบหญิงจนพบว่ากลิ่นหอมจากปากภิกษุรูปหนึ่งมีมูลเหตุจากการเปล่งคำสาธุการด้วยความเคารพในอดีตชาติ ปิดท้ายรูปาทิวรรคที่ ๑
- หน้า ๔๖–๔๙ พระบาลีนีวรณปหานวรรคที่ ๒: เหตุเกิดและเหตุละนิวรณ์ ๕ พระบาลีต้นฉบับแสดงเหตุปัจจัยให้นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เกิดขึ้นและเจริญยิ่งขึ้น ได้แก่ สุภนิมิต ปฏิฆนิมิต ความไม่ยินดีและเกียจคร้าน ความไม่สงบแห่งจิต และอโยนิโสมนสิการ ตามลำดับ และแสดงเหตุปัจจัยที่ทำให้นิวรณ์เหล่านั้นไม่เกิดหรือเสื่อมหายไป คือ อสุภนิมิต เมตตา ความเพียร ความสงบแห่งจิต และโยนิโสมนสิการ เป็นหลักธรรมสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา
- หน้า ๕๐–๕๘ อรรถกถานีวรณปหานวรรค: เหตุเกิดกิเลสและวิธีข่มด้วยวัตรปฏิบัติต่างๆ อรรถกถาไขความพระบาลีนิวรณ์ ๕ ทีละสูตร โดยอธิบายละเอียดว่ากิเลสเกิดขึ้นได้ด้วยความฟุ้งซ่านหรืออารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย และภิกษุสามารถข่มกิเลสไว้ได้ด้วยการรักษาวัตรปฏิบัติ การเล่าเรียนคัมภีร์ การถือธุดงค์ การเข้าฌานสมาบัติ หรือการเจริญวิปัสสนา ยกตัวอย่างภิกษุหลายรูปที่ใช้แต่ละวิธีสำเร็จ พร้อมอธิบายความหมายของถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาโดยละเอียดตามแนววิภังค์
- หน้า ๕๙–๖๒ เรื่องพระข่มกามฉันทะด้วยวัตร: นายพรานผู้พบว่าตนเป็นเปรตทั้งที่ยังมีชีวิต เรื่องพระที่ข่มกามฉันทะด้วยอำนาจวัตร นายพรานผู้สร้างบาปมากกลับใจเมื่อพบว่าตนกำลังเป็นเปรตทั้งที่ยังมีชีวิต ดื่มน้ำเท่าไรก็ไม่หายกระหายเพราะกรรมชั่ว จึงบวชกับพระจูฬบิณฑปาติกติสสเถระ ตั้งใจปฏิบัติวัตรเคร่งครัด แม้ง่วงก็เอาใบไม้ชุบน้ำวางบนศีรษะไม่ให้หลับ ได้ยินคาถาปลุกใจจากสามเณรที่กำลังท่องบ่น เกิดปีติเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอนาคามีแล้วอรหัตตผลพร้อมปฏิสัมภิทา แสดงว่าความเพียรในวัตรปฏิบัติข่มกิเลสได้ถึงที่สุด
- หน้า ๖๓ เรื่องพระมาลิยเทวเถระ ข่มกิเลสด้วยคันถะ จากคำอนุโมทนาสองบทสู่เทศนาตลอดคืน เรื่องพระมาลิยเทวเถระผู้ข่มกิเลสด้วยอำนาจคันถะ (การเรียนคัมภีร์) แต่เดิมรู้เพียงคำอนุโมทนาสั้นสองบทที่อุบาสิกาผู้อุปถัมภ์ท่าน ต่อมาบรรลุอรหัตต์พร้อมปฏิสัมภิทาหลังตั้งใจสงเคราะห์อุบาสิกาตลอดพรรษา เมื่อได้รับนิมนต์แสดงธรรมแก่มหาชน ท่านจึงยกเนื้อความจากพระไตรปิฎกมาขยายความสองบทเดิมตลอดคืนจนอรุณขึ้น อุบาสิกาผู้เป็นดังมารดาบุญธรรมได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๖๔–๖๕ เรื่องพระมหาภูติ (ติสสภูตเถระ) เกิดราคะขณะบิณฑบาต บรรลุอรหัตต์ด้วยอสุภกรรมฐาน เรื่องพระมหาภูติผู้เกิดราคะขณะบิณฑบาตเมื่อเห็นอารมณ์ไม่งาม เกิดกลัวจะตกอบาย จึงรีบไปหาพระมัลลกวาสิมหารักขิตเถระขอกรรมฐาน แม้พระเถระเบื้องต้นไม่สนใจฟัง แต่เมื่อทราบว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจึงให้อสุภกรรมฐาน ท่านนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้เจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์ก่อนรุ่งอรุณ นับเป็นตัวอย่างการข่มกิเลสด้วยอำนาจคันถะเช่นกัน
- หน้า ๖๖–๖๗ เรื่องพระมหาสิวเถระ ครูของศิษย์หกหมื่นผู้เพิ่งรู้ตัวว่ายังเป็นปุถุชน เรื่องพระมหาสิวเถระผู้อยู่เงื้อมเขาใกล้บ้าน สอนพระไตรปิฎกแก่ศิษย์นับหมื่น มีศิษย์บรรลุอรหัตต์ถึงหกหมื่นรูป แต่ตัวท่านเองยังเป็นปุถุชนโดยไม่รู้ตัว ศิษย์รูปหนึ่งคิดอุบายขอเรียนธรรมบทเดียวเพื่อปลุกสำนึก เมื่อถูกปฏิเสธจึงเตือนสติแล้วเหาะจากไป พระเถระสังเวชใจ ออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรนาน ๓๐ ปี จนบรรลุอรหัตต์คืนวันเพ็ญปวารณาเมื่อพิจารณาความบริสุทธิ์แห่งศีลตนเทียบกับดวงจันทร์
- หน้า ๖๘–๖๙ เรื่องพระมหาติสสเถระ พระธัมมทินนะใช้อุบายรูปหญิงเนรมิตเปิดโปงปุถุชนที่หลงตน เรื่องพระมหาติสสเถระผู้ได้ฌานสมาบัติ ๘ ตั้งแต่อายุน้อย สอนธรรมแนบเนียนจนเข้าใจผิดว่าบรรลุอรหัตต์ทั้งที่ยังเป็นปุถุชนถึง ๖๐ พรรษา พระธัมมทินนเถระศิษย์เก่าจึงวางอุบายให้เนรมิตสระบัวและรูปหญิงงามด้วยฤทธิ์ แล้วให้จ้องมองด้วยความกำหนัด พระเถระเกิดราคะขึ้นจริงจึงรู้ตัวว่ายังเป็นปุถุชน รีบขอกรรมฐานและบรรลุอรหัตต์ทันทีที่ศิษย์ออกไปให้โอกาส
- หน้า ๗๐ ภิกษุ ๖๐ รูปหลงว่าบรรลุมรรคผล พระศาสดาส่งไปดูซากศพจึงรู้ตัวและบรรลุจริง เรื่องภิกษุ ๖๐ รูปสมัยพุทธกาลเข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผลแล้วเพราะกิเลสไม่ฟุ้งขึ้น พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณจึงมิให้เข้าเฝ้า ทรงส่งไปป่าช้าให้เจริญอสุภกรรมฐานกับซากศพสดก่อน เมื่อไปเห็นซากศพกลับเกิดราคะขึ้นจริง จึงสลดใจเริ่มเจริญวิปัสสนาใหม่ พระศาสดาตรัสคาถาเปรียบกระดูกนกกับเปลือกน้ำเต้าแห้งในสารทกาล ภิกษุทั้งหมดบรรลุอรหัตตผลทันทีที่จบคาถา
- หน้า ๗๑–๗๒ พระติสสเถระจิตตลบรรพตข่มกิเลสด้วยนวกรรม และพระมหากัสสปะบรรลุอรหัตต์วันที่ ๘ เรื่องพระติสสเถระแห่งจิตตลบรรพตผู้คิดจะสึกเพราะเบื่อหน่าย พระอุปัชฌาย์ใช้อุบายขอให้สร้างที่พักถวายก่อน ท่านตั้งใจทำนวกรรมด้วยความเคารพจนเกิดปีติ ข่มปีตินั้นแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุอรหัตต์ ตามด้วยเรื่องพระมหากัสสปะผู้สละสมบัติออกบวช ได้อุปสมบทด้วยโอวาท ๓ ข้อจากพระศาสดา และบรรลุอรหัตต์ในวันที่ ๘ ด้วยอุปนิสัยบริสุทธิ์แต่เดิม (ภพ)
- หน้า ๗๓–๗๔ อธิบายปหาน ๕ ประการ และธรรม ๖ ประการที่ช่วยละกามฉันทะ อรรถาธิบายปหาน (การละกิเลส) ๕ ประการ คือ ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน สมุจเฉทปหาน ปัสสัทธิปหาน และนิสสรณปหาน อธิบายว่าวิปัสสนาละกิเลสแบบตทังคะ สมาบัติข่มแบบวิกขัมภนะ ส่วนมรรคผลนิพพานตัดขาดเด็ดขาด จากนั้นสรุปธรรม ๖ ประการช่วยละกามฉันทะ ได้แก่ เจริญอสุภนิมิต สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค (กินเพียง ๔-๕ คำแล้วดื่มน้ำแทน) มีกัลยาณมิตร และเจรจาแต่เรื่องสัปปายะ
- หน้า ๗๕–๗๖ เมตตาเจโตวิมุตติ และธรรม ๖ ประการที่ช่วยละพยาบาท อธิบายเมตตาเจโตวิมุตติว่าคือเมตตาที่แผ่ไปในสัตว์ทุกจำพวกจนหลุดพ้นจากนิวรณ์โดยเฉพาะพยาบาท และธรรม ๖ ประการช่วยละพยาบาท คือ เรียนเมตตานิมิต เจริญเมตตาภาวนา พิจารณาว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน (โกรธเขาก็ทำร้ายตัวเองเหมือนจับถ่านไฟ) หมั่นพิจารณาเนืองๆ มีกัลยาณมิตรเช่นพระอัสสคุตตเถระ และเจรจาแต่ถ้อยคำสัปปายะอิงเมตตา
- หน้า ๗๗–๗๘ วิริยธาตุ ๓ ระดับข่มถีนมิทธะ และเรื่องพระมหานาคเถระเจริญอิริยาบถสี่ อธิบายวิริยธาตุ ๓ ระดับ คือ อารัพภธาตุ นิกกมธาตุ และปรักกมธาตุ เพื่อข่มถีนมิทธะ ยกตัวอย่างพระมหานาคเถระผู้เจริญอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน สัปดาห์ละอิริยาบถอย่างสม่ำเสมอจนบรรลุอรหัตต์ในสัปดาห์ที่ ๔ พร้อมสรุปธรรม ๖ ประการละถีนมิทธะ เช่น ไม่บริโภคเกินขนาด เปลี่ยนอิริยาบถ มนสิการแสงสว่าง อยู่กลางแจ้ง มีกัลยาณมิตรเช่นพระมหากัสสปเถระ
- หน้า ๗๙–๘๐ ธรรม ๖ ประการละอุทธัจจกุกกุจจะและวิจิกิจฉา จบนีวรณปหานวรรคที่ ๒ อธิบายธรรม ๖ ประการช่วยละอุทธัจจกุกกุจจะ ได้แก่ ความเป็นพหูสูต หมั่นสอบถาม ชำนาญวินัยเช่นพระอุบาลีเถระ เข้าหาผู้ใหญ่ มีกัลยาณมิตร เจรจาสัปปายะ จากนั้นอธิบายธรรม ๖ ประการละวิจิกิจฉาทำนองเดียวกัน ยกพระวักกลิเถระผู้น้อมด้วยศรัทธาเป็นแบบอย่าง ปิดท้ายว่านีวรณปหานวรรคทั้งวรรคกล่าวถึงทั้งฝ่ายวัฏฏะและวิวัฏฏะ จบอรรถกถาวรรคที่ ๒
- หน้า ๘๑–๘๒ อกัมมนิยวรรคที่ ๓: จิตที่ไม่อบรมย่อมไม่ควรแก่งาน จิตที่อบรมแล้วนำประโยชน์ใหญ่ พระพุทธพจน์ชุดสั้นในอกัมมนิยวรรคที่ ๓ ตรัสว่าไม่ทรงเห็นสิ่งใดที่เมื่อไม่ได้อบรมแล้วไม่ควรแก่การงาน นำมาซึ่งสิ่งมิใช่ประโยชน์ เท่ากับจิต และในทางกลับกันจิตที่อบรมและทำให้มากแล้วย่อมควรแก่การงาน นำประโยชน์และความสุขอันใหญ่หลวงมาให้ เป็นพระสูตรพื้นฐานเน้นความสำคัญของการฝึกจิตเหนือธรรมอื่นใด
- หน้า ๘๓–๘๖ อรรถกถาอกัมมนิยวรรค: จิตฝ่ายวัฏฏะนำทุกข์ จิตฝ่ายวิวัฏฏะนำสุข อรรถกถาไขความจิตในอกัมมนิยวรรคว่าหมายถึงจิตที่เกิดด้วยอำนาจวัฏฏะ (กรรมในภูมิ ๓) ต่างจากจิตที่เกิดด้วยอำนาจวิวัฏฏะ (โลกุตรธรรม ๙) จิตฝ่ายวัฏฏะนำแต่ทุกข์มาให้เพราะพาสัตว์เวียนเกิดเวียนตาย ส่วนจิตฝ่ายวิวัฏฏะนำสุขมาให้เพราะพาไปสู่มรรคผลนิพพาน มีมติพระปุสสมิตตเถระแห่งกุรุนทกวิหารว่าเฉพาะมรรคจิตเท่านั้นนับเป็นจิตอบรมแล้วอย่างแท้จริง
- หน้า ๘๗–๘๙ อทันตวรรคที่ ๔: จิตที่ฝึก คุ้มครอง รักษา สังวรแล้ว นำประโยชน์ใหญ่ พระพุทธพจน์ในอทันตวรรคที่ ๔ ว่าด้วยจิตที่ไม่ฝึก/ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครอง/คุ้มครองแล้ว ไม่รักษา/รักษาแล้ว ไม่สังวร/สังวรแล้ว ล้วนเป็นเหตุให้เกิดหรือปราศจากโทษมหันต์ตามลำดับ เปรียบจิตกับสัตว์พาหนะเช่นช้างม้าที่ต้องฝึกฝนจึงใช้งานได้ปลอดภัย ปิดท้ายด้วยพระสูตรสรุปว่าจิตที่ฝึก คุ้มครอง รักษา สังวรครบสี่ประการย่อมนำประโยชน์ใหญ่มาให้
- หน้า ๙๐–๙๒ อรรถกถาอทันตวรรค: ไขศัพท์อทันตัง ทันตัง อคุตตัง อรักขิตัง อรรถกถาอทันตวรรคไขความศัพท์ อทันตัง (ประพฤติพยศเหมือนช้างม้าที่ยังไม่ฝึก) ทันตัง (หมดพยศแล้ว) อคุตตัง (ไม่มีสติสังวรคุ้มครองเหมือนสัตว์ไม่มีคนเลี้ยง) และอรักขิตัง โดยเทียบกับอุปมาประตูเรือนที่ไม่ปิดระวัง สรุปว่าทุกสูตรในวรรคนี้กล่าวถึงจิตทั้งฝ่ายวัฏฏะและวิวัฏฏะเช่นเดียวกับวรรคก่อน
- หน้า ๙๓–๙๕ ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕: อุปมาเดือยข้าวสาลี จิตเศร้าหมองนำนรก จิตผ่องใสนำสวรรค์ พระสูตรชุดสำคัญในปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕ เปรียบจิตที่ตั้งไว้ผิดกับเดือยข้าวสาลีที่วางผิดทางย่อมไม่ทิ่มแทง แต่ตั้งไว้ถูกย่อมทิ่มแทงได้ ฉันใดจิตตั้งผิดย่อมไม่อาจทำลายอวิชชาฉันนั้น ตามด้วยพระสูตรพระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้จิตเศร้าหมองนำสู่นรก จิตผ่องใสนำสู่สวรรค์ อุปมาห้วงน้ำขุ่น/ใสกับการเห็นประโยชน์ตน และอุปมาไม้จันทน์กับจิตอบรมแล้วอ่อนโยนเหมาะแก่งาน
- หน้า ๙๖–๑๐๑ อรรถกถาสาลิสูโกปมสูตร: เหตุใดใช้เดือยข้าวเล็กแทนหนามใหญ่ และศัพท์อบาย-นรก อรรถกถาอธิบายที่มาสาลิสูโกปมสูตรและความหมายมิจฉาปณิหิต/สัมมาปณิหิตจิต พร้อมไขข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงยกเดือยข้าวสาลีอันเล็กมาเปรียบแทนหนามใหญ่ เพื่อชี้ว่ากรรมแม้เพียงเล็กน้อยก็ให้ผลเต็มที่หากตั้งจิตถูกทาง จากนั้นอธิบายศัพท์อบาย ทุคติ วินิบาต นรก และรายละเอียดอุปมาห้วงน้ำขุ่นมัวที่บดบังการเห็นหอยและก้อนกรวด เทียบกับจิตถูกนิวรณ์ ๕ ปกคลุมจนมองไม่เห็นประโยชน์ตนและผู้อื่น
- หน้า ๑๐๒–๑๐๕ จิตประภัสสร (ภวังคจิต) บริสุทธิ์โดยธรรมชาติแต่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสจร อรรถกถาอธิบายไม้จันทน์ว่าเลิศเพราะอ่อนควรแก่งาน เทียบจิตที่อบรมสมถวิปัสสนาดีแล้ว มีมติพระปุสสมิตตเถระว่าเฉพาะจิตในจตุตถฌานอันเป็นบาทอภิญญาเท่านั้นอ่อนโยนแท้จริง ตามด้วยความแปรปรวนรวดเร็วของจิตอ้างมิลินทปัญหาที่พระนาคเสนเปรียบกองข้าวเปลือกมหาศาลยังนับไม่ถึงจำนวนขณะจิตในชั่วลัดนิ้วมือ และไขความพระสูตรจิตประภัสสร (ภวังคจิต) บริสุทธิ์โดยธรรมชาติแต่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสจรมา เปรียบเหมือนบิดามารดาผู้ดีแต่เสียชื่อเพราะบุตรประพฤติไม่ดี
- หน้า ๑๐๖–๑๐๘ เมตตาชั่วลัดนิ้วมือมีค่า ใจเป็นหัวหน้าธรรมทั้งปวง ความประมาทเป็นเหตุเสื่อม พระสูตรในอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖ ย้ำเรื่องจิตประภัสสรที่เศร้าหมองหรือหลุดพ้นจากอุปกิเลสจรมา ตามด้วยพระดำรัสว่าแม้เจริญเมตตาจิตเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียวก็ชื่อว่าไม่ห่างจากฌานและควรค่าแก่ก้อนข้าวที่ชาวบ้านถวาย ทรงแสดงว่าใจเป็นหัวหน้าของธรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล และความประมาทกับความไม่ประมาทเป็นเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้กุศลหรืออกุศลเกิดขึ้นหรือเสื่อมไป
- หน้า ๑๐๙–๑๑๒ อรรถกถาไขความปุถุชนสองจำพวก และเหตุเกิดเรื่องอัคคิขันโธปมสูตร อรรถกถาไขความปุถุชนออกเป็นสองจำพวกคือ อันธปุถุชน (มืดบอดไม่ได้ศึกษา ไม่รู้จักภวังคจิตตามจริง) และกัลยาณปุถุชน โดยอธิบายรากศัพท์ปุถุชนหลายนัย เช่น ผู้ก่อกิเลสมาก ผู้ถูกโอฆะพัดพา ผู้ติดในกามคุณ ๕ พร้อมนิยามพระอริยสาวกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก่อนเริ่มเล่าเหตุเกิดเรื่องของพระสูตรถัดไปคืออัคคิขันโธปมสูตรที่เชตวันมหาวิหาร
- หน้า ๑๑๓–๑๑๗ พุทธกิจ ๕ ประการ: กิจวัตรประจำวันของพระพุทธเจ้าโดยละเอียด เหตุเกิดเรื่องอัคคิขันโธปมสูตรที่เชตวันมหาวิหาร นำไปสู่การพรรณนาพุทธกิจ ๕ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเป็นกิจวัตรทุกวันอย่างละเอียด ได้แก่ กิจก่อนเสวยอาหาร (บิณฑบาตโปรดสัตว์ด้วยปาฏิหาริย์) กิจหลังอาหาร (แสดงธรรมแก่มหาชน) กิจยามต้น (สอนภิกษุ) กิจยามกลาง (ตอบปัญหาเทวดา) และกิจยามสุดท้าย (เดินจงกรม บรรทม ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ) แสดงภาพชีวิตประจำวันอันเป็นระเบียบของพระบรมศาสดา
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ แสดงอัคคิขันโธปมสูตร: ภิกษุ ๖๐ บรรลุอรหัตต์ ๖๐ อาเจียนเลือด ๖๐ ลาสิกขา พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกทรงเห็นเหตุว่าจะมีภิกษุ ๖๐ รูปบรรลุอรหัตต์ ๖๐ รูปอาเจียนเป็นเลือด และ ๖๐ รูปลาสิกขา หากทรงแสดงสูตรเปรียบด้วยกองไฟ จึงเสด็จจาริกแคว้นโกศลพร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ทรงแสดงอัคคิขันโธปมสูตรใต้ต้นไม้ที่มีไฟไหม้ ผลปรากฏตรงตามที่ทรงเห็นทุกประการ แสดงอานุภาพของธรรมเทศนาที่กระทบใจภิกษุแต่ละคนต่างกันตามภูมิธรรมของตน
- หน้า ๑๒๑ ภิกษุเบาบางหลังทรงเร้นกึ่งเดือน พระศาสดาตรัสปลอบและเริ่มแสดงอัจฉราสังฆาตสูตร ภิกษุจำนวนมากลาสิกขาด้วยท้อใจว่าไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าเสด็จเร้นอยู่ผู้เดียวกึ่งเดือน เมื่อกลับมาทรงเห็นสงฆ์เบาบางลง ตรัสถามพระอานนท์จนทราบเหตุ ทรงเกิดธรรมสังเวชว่าไม่มีใครบอกทางเบาใจแก่ภิกษุ จึงให้ประชุมสงฆ์แล้วเริ่มแสดงอัจฉราสังฆาตสูตรเป็นข้อปลอบใจที่ปฏิบัติได้ง่ายกว่า
- หน้า ๑๒๒–๑๒๓ อรรถกถาอัจฉราสังฆาตสูตร: เมตตาจิตแม้เพียงลัดนิ้วมือเดียวไม่ทำให้บิณฑบาตเสียเปล่า อธิบายว่าภิกษุผู้เจริญเมตตาจิตแม้เพียงชั่วขณะลัดนิ้วมือเดียว ก็ชื่อว่าไม่ละทิ้งฌาน เป็นผู้ทำตามคำสอนของพระศาสดา และไม่ทำให้ก้อนข้าวที่ชาวบ้านถวายด้วยศรัทธาต้องเสียเปล่า เพราะนับว่าเป็นเจ้าของบิณฑบาตนั้นโดยธรรมไม่เป็นหนี้ ยิ่งเจริญเมตตาให้มากยิ่งมีผลานิสงส์มาก เป็นคำสอนปลอบใจภิกษุที่เพิ่งท้อแท้จากเหตุการณ์ก่อนหน้า
- หน้า ๑๒๔–๑๒๗ อรรถกถาสูตรที่ ๔-๑๐ จบวรรคที่ ๖: จิตกุศลอกุศล ความประมาทและความเพียร อธิบายสูตรสั้นต่อเนื่องกันหลายสูตรในวรรคเดียวกัน ว่าด้วยการเจริญและใส่ใจสิ่งที่เป็นกุศล ธรรมทั้งปวงมีใจเป็นหัวหน้าเกิดก่อนธรรมอื่นเสมอแม้จะเกิดพร้อมกัน อธิบายอกุศลธรรมและฝักฝ่ายอกุศล ความประมาททำให้กุศลที่ได้ฌานหรือวิปัสสนาเสื่อมได้ แต่มรรคผลเมื่อบรรลุแล้วไม่เสื่อมอีก จบอรรถกถาอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖
- หน้า ๑๒๘–๑๓๐ วิริยารัมภาทิวรรคที่ ๗ (พระบาลี): เหตุแห่งความเจริญและเสื่อมของกุศลอกุศลธรรม พระพุทธพจน์แสดงคู่ธรรมที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมเกิดหรืออกุศลธรรมเสื่อมไปเป็นคู่ตรงข้ามกันต่อเนื่อง เช่น การปรารภความเพียรเทียบกับความเกียจคร้าน ความมักน้อยเทียบกับความมักมาก ความสันโดษเทียบกับความไม่สันโดษ โยนิโสมนสิการเทียบกับอโยนิโสมนสิการ ความรู้สึกตัวเทียบกับความไม่รู้สึกตัว และการมีมิตรดีเทียบกับมีมิตรชั่ว
- หน้า ๑๓๑–๑๔๑ อรรถกถาวิริยารัมภาทิวรรคที่ ๗: เรื่องภิกษุมักน้อยปิดบังคุณธรรมของตน อธิบายความมักน้อย ๔ ประเภท (ในปัจจัย ธุดงค์ ปริยัติ และอธิคม) พร้อมเรื่องเล่าภิกษุผู้ปิดบังคุณธรรมไม่ให้ผู้อื่นรู้ เช่น พระมหากัสสปเถระถือธุดงค์อยู่ป่าช้า ๖๐ ปีไม่มีใครรู้ พระเถระปิดบังเอกาสนิกังคธุดงค์ พระสาเกตติสสเถระไม่เปิดเผยความเป็นพหูสูต และพระมัชฌันติกเถระผู้เป็นพระขีณาสพแต่ไม่ให้ใครรู้ รวมทั้งอธิบายสันโดษ ๑๒ แบบในปัจจัย ๔ อย่างละเอียด
- หน้า ๑๔๒–๑๔๔ กัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘ (พระบาลี): ปัญญาประเสริฐกว่าความเจริญด้วยญาติ โภคะ ยศ พระพุทธพจน์ว่าด้วยความมีมิตรดีเป็นเหตุให้กุศลธรรมเจริญ และตรัสย้ำว่าความเสื่อมหรือความเจริญแห่งหมู่ญาติ โภคทรัพย์ และยศ เป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน แต่ความเสื่อมหรือความเจริญแห่งปัญญาสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด จึงทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายมุ่งฝึกฝนให้เจริญด้วยปัญญาเป็นหลัก
- หน้า ๑๔๕–๑๕๐ อรรถกถากัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘: เหตุเกิดเรื่องตระกูลญาติ โภคะ ยศเสื่อม-เจริญ เล่าเหตุเกิดเรื่องที่ภิกษุสนทนากันถึงตระกูลต่างๆ ที่มีหมู่ญาติ ทรัพย์ หรือยศเพิ่มขึ้นลดลง โดยกล่าวถึงพันธุลมัลลเสนาบดี นางวิสาขาและเจ้าลิจฉวี กากวลิยเศรษฐีและปุณณเศรษฐี ตลอดจนพระเจ้าโกศลมหาราช เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงแสดงว่าความเสื่อมเจริญเหล่านี้เพียงเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับความเสื่อมเจริญแห่งปัญญา
- หน้า ๑๕๑–๑๕๔ ปมาทาทิวรรคที่ ๙ (พระบาลี): ความประมาท-เกียจคร้านเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ใหญ่ พระพุทธพจน์ย้ำเป็นคู่ตรงข้ามต่อเนื่องว่าความประมาท ความเกียจคร้าน ความมักมาก ความไม่สันโดษ อโยนิโสมนสิการ ความไม่รู้สึกตัว และความมีมิตรชั่ว ล้วนเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ส่วนธรรมฝ่ายตรงข้ามแต่ละคู่ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่แก่ผู้ปฏิบัติตาม
- หน้า ๑๕๕–๑๕๖ อรรถกถาปมาทาทิวรรคที่ ๙: เหตุเกิดเรื่องกุมภโลกและไขความหมายศัพท์โดยย่อ อรรถกถาสั้นๆ อธิบายเหตุเกิดเรื่องที่ภิกษุสนทนาปรารภกุมภโลกผู้มียศบริวารเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแสดงพระสูตรนี้ และไขความหมายคำว่า มหโต อนตฺถาย คือเพื่อความพินาศอย่างใหญ่ ส่วนความในสูตรที่เหลือให้ทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในวรรคก่อนหน้า
- หน้า ๑๕๗–๑๖๓ วรรคที่ ๑๐ (พระบาลี): เหตุภายในที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมหรือดำรงมั่น พระพุทธพจน์ชุดยาวแสดงธรรมคู่ตรงข้ามฝ่ายเสื่อมและฝ่ายเจริญ เช่น ประมาท-ไม่ประมาท เกียจคร้าน-ปรารภเพียร มักมาก-มักน้อย ไม่สันโดษ-สันโดษ อโยนิโสมนสิการ-โยนิโสมนสิการ มิตรชั่ว-มิตรดี ทั้งในแง่เป็นประโยชน์หรือโทษต่อตนเอง และในแง่เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญหรือดำรงมั่นถาวรในพระศาสนา ปูทางสู่อรรถกถาเรื่องความเสื่อมพระศาสนาต่อไป
- หน้า ๑๖๔–๑๗๕ อรรถกถาวรรคที่ ๑๐: อันตรธาน ๕ ประการ และพระเถระลังการักษาพระไตรปิฎกยามกันดาร อธิบายความหมายธรรม/อธรรม วินัย/อวินัยตามนัยพระสูตรและพระวินัย แล้วขยายความอันตรธาน ๕ อย่างคือ อธิคม ปฏิบัติ ปริยัติ เพศ และธาตุ พร้อมพยากรณ์ลำดับการเสื่อมสูญของพระไตรปิฎกจากอภิธรรมไล่ไปจนถึงพระสูตร และเล่าเรื่องภิกษุลังกาที่หนีภัยกันดารสมัยพระเจ้าจัณฑาลติสสะไปรักษาพระไตรปิฎกไว้นาน ๑๒ ปี จบด้วยข้อวิวาทของพระเถระว่าปริยัติหรือปฏิบัติเป็นรากฐานของพระศาสนากันแน่
- หน้า ๑๗๖–๑๗๗ อธรรมวรรคที่ 11 ว่าด้วยภิกษุผู้ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมหรือมั่นคง พระพุทธองค์ตรัสว่าภิกษุที่แสดงสิ่งผิดเป็นถูก เช่น แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม แสดงสิ่งที่มิใช่วินัยว่าเป็นวินัย หรือกล่าวคำที่ตถาคตมิได้ตรัสว่าตรัสไว้ ล้วนปฏิบัติเพื่อความทุกข์แก่ชนจำนวนมากและทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ ส่วนภิกษุที่แสดงถูกต้องตามความเป็นจริงย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขและดำรงพระสัทธรรมไว้มั่นคง พร้อมอรรถกถาสั้นๆ อธิบายว่าเนื้อความเข้าใจง่ายตามนัยที่กล่าวมาแล้ว
- หน้า ๑๗๘–๑๘๐ อนาปัตติวรรคที่ 12 ว่าด้วยภิกษุผู้แสดงอาบัติผิดเพี้ยนทำให้สัทธรรมเสื่อม สุตตะกล่าวว่าภิกษุที่แสดงอนาบัติว่าเป็นอาบัติ หรือแสดงอาบัติเบาว่าหนัก อาบัติที่ทำคืนได้ว่าทำคืนไม่ได้ ฯลฯ ล้วนทำให้พระสัทธรรมอันตรธาน ส่วนผู้แสดงถูกต้องตามจริงย่อมดำรงสัทธรรมไว้มั่น อรรถกถาต่อท้ายอธิบายจำแนกจำนวนกองอาบัติแต่ละประเภท เช่น อาบัติเบา 5 กอง อาบัติหนัก 2 กอง อาบัติชั่วหยาบ 2 กอง เพื่อความเข้าใจศัพท์ในพระวินัย
- หน้า ๑๘๑–๑๘๓ เอกปุคคลวรรคที่ 13 ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอกคือพระตถาคต พระสูตรชุดสั้นๆ ยกย่องพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็น บุคคลผู้เอก ที่อุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ชนหมู่มาก หาได้ยากยิ่งในโลก เป็นอัจฉริยมนุษย์ การจากไปของท่านทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนจำนวนมาก และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ปิดท้ายด้วยการยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นผู้เดียวที่สามารถหมุนธรรมจักรตามพระพุทธองค์ได้โดยชอบ
- หน้า ๑๘๔–๑๘๘ อรรถกถาอธิบายคำว่าเอกปุคคล เทศนา 2 แบบ และ 8 เหตุผลที่ตรัสบุคคลกถา อรรถกถาอธิบายว่า เอกปุคคล เป็นคำพูดโดยสมมติ ไม่ใช่ปรมัตถ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสองแบบคือสมมติเทศนาและปรมัตถเทศนาตามจริตผู้ฟัง เปรียบดังอาจารย์สอนศิษย์ต่างภาษา จากนั้นไขเหตุผล 8 ประการที่ตรัสถึงบุคคล เช่น เพื่อแสดงหิริโอตตัปปะ กรรมเป็นของตน อนันตริยกรรม พรหมวิหาร และเพื่อไม่ละทิ้งโลกสมมติ ปิดท้ายด้วยเหตุที่เรียกพระพุทธเจ้าว่าบุคคลเอกเพราะไม่มีผู้เสมอเหมือน
- หน้า ๑๘๙–๑๙๓ เขตมัชฌิมประเทศและลำดับการอุบัติของพระโพธิสัตว์จนตรัสรู้ อธิบายคำว่าโลกในที่นี้หมายถึงสัตวโลก และพระตถาคตอุบัติเฉพาะในมัชฌิมประเทศซึ่งกำหนดขอบเขตด้วยเมืองและแม่น้ำต่างๆ โดยรอบ 900 โยชน์ จากนั้นไล่ลำดับว่าขณะใดนับเป็นเมื่อจะอุบัติ กำลังอุบัติ หรืออุบัติแล้ว ตั้งแต่ได้พุทธพยากรณ์ บำเพ็ญบารมี ประสูติ ออกผนวช ตรัสรู้ จนถึงอรหัตตผล พร้อมสรุปจำนวนผู้บรรลุธรรมนับล้านในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น ปฐมเทศนาและยมกปาฏิหาริย์
- หน้า ๑๙๔–๒๐๓ ความหมายของคำว่าตถาคต 3 นัยแรก: เสด็จมา เสด็จไป และถึงลักษณะแท้ อรรถกถาไขความหมายพระนาม ตถาคต ว่าเสด็จมาด้วยอภินิหารและการบำเพ็ญบารมีเหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เสด็จไปด้วยอาการประสูติแล้วย่างพระบาท 7 ก้าวบันลือสีหนาท และละกิเลสตามลำดับฌานและอนุปัสสนาต่างๆ จนถึงอรหัตตมรรค อีกทั้งเสด็จถึงลักษณะที่แท้จริงของธรรมทั้งปวง เช่น ธาตุ ขันธ์ อินทรีย์ โพชฌงค์ และนิพพาน ซึ่งล้วนเป็นของแท้ไม่แปรผัน
- หน้า ๒๐๔–๒๐๘ ความหมายตถาคต 5 นัยหลัง และคำอธิบาย อรหัง สัมมาสัมพุทโธ อธิบายต่อว่าตถาคตตรัสรู้อริยสัจ 4 อันเป็นของแท้ไม่แปรผัน ทรงเห็นรูปารมณ์ สัททารมณ์ ฯลฯ ตามจริงทุกประการ พระวาจาที่ตรัสตลอด 45 พรรษาไม่มีผิดพลาดแม้ปลายขนทราย ทรงทำอย่างที่ตรัสและตรัสอย่างที่ทรงทำ และทรงครอบงำสัตวโลกทั้งปวงด้วยศีลสมาธิปัญญาวิมุตติ ปิดท้ายด้วยคำอธิบายสั้นๆ ของคำว่า อรหัง และ สัมมาสัมพุทโธ จบอรรถกถาสูตรที่ 1
- หน้า ๒๐๙–๒๑๕ เหตุที่พระพุทธเจ้าอุบัติหาได้ยาก เป็นมนุษย์อัศจรรย์ และไม่มีผู้เสมอ อรรถกถาสูตรที่ 2-5 อธิบายว่าการเกิดพระพุทธเจ้าหาได้ยากเพราะต้องบำเพ็ญบารมี 10 นานถึง 4 อสงไขยกำไรแสนกัป ทรงเป็นมนุษย์อัศจรรย์เพราะสั่งสมอภินิหารที่ไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อน การปรินิพพานของพระองค์สร้างความเดือดร้อนแก่เทวดามนุษย์ทั่วหมื่นจักรวาล และทรงได้รับสมญาว่าไม่มีผู้เสมอ ไม่มีสหาย ไม่มีผู้เปรียบ เป็นยอดของสัตว์สองเท้าทั้งปวง
- หน้า ๒๑๖–๒๑๙ อนุตตริยะ 6 และปฏิสัมภิทา 4 ที่ปรากฏเพราะพระพุทธเจ้าอุบัติ อธิบายอนุตตริยะ 6 ประการ ได้แก่ การเห็น การฟัง การได้ลาภคือศรัทธา การศึกษาไตรสิกขา การปรนนิบัติ และการระลึกถึงพระพุทธเจ้า โดยยกพระอานนท์เป็นตัวอย่างของการเห็นและฟังพระธรรมเนืองๆ จนพระอริยบุคคลและกัลยาณปุถุชนอาศัยสิ่งเหล่านี้บรรลุโสดาปัตติมรรคได้ จากนั้นอธิบายปฏิสัมภิทา 4 คือความแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะในพุทธุปบาทกาล
- หน้า ๒๒๐–๒๒๕ การแทงตลอดธาตุ 18 และความหมายของธรรมจักรตลอดพุทธประวัติ อธิบายการแทงตลอดธาตุ 18 และวิชชาวิมุตติที่เกิดเฉพาะยุคพระพุทธเจ้า จากนั้นไขความหมายศัพท์ จักร หลายนัย ก่อนสรุปว่าในที่นี้หมายถึงธรรมจักร แล้วไล่ลำดับว่าธรรมจักรเริ่มปรารถนา เกิดขึ้น และประกาศเมื่อใด ตั้งแต่ครั้งเป็นสุเมธดาบสจนถึงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ปิดท้ายด้วยอุปมาว่าผู้ใดสอนธรรมตามรอยพระพุทธเจ้าก็เหมือนข้าราชการทำงานตามลายพระราชหัตถ์ จบอรรถกถาเอกปุคคลวรรคที่ 13
- หน้า ๒๒๖–๒๓๔ เอตทัคคบาลี: รายชื่อพระสาวกผู้เป็นเลิศ และเรื่องยมกปาฏิหาริย์ รายชื่อพระสาวกผู้ได้รับยกย่องเป็นเลิศ 10 รูปแรก เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะเลิศด้านรู้ราตรีนาน พระสารีบุตรเลิศด้านปัญญา พระโมคคัลลานะเลิศด้านฤทธิ์ จากนั้นอรรถกถาอธิบายความหมายคำว่าเอตทัคคะและเกณฑ์ 4 ประการในการได้ตำแหน่งนี้ พร้อมเล่าเรื่องยมกปาฏิหาริย์ที่ดาวดึงส์ซึ่งพระสารีบุตรเท่านั้นตอบปัญหาในวิสัยพระพุทธเจ้าได้ และย้อนถึงชาติก่อนที่ท่านเป็นหัวหน้าฤาษี 500 รูปผู้เชื่อในปัญญาของอาจารย์
- หน้า ๒๓๕–๒๓๘ ชาดกในอดีตแสดงปัญญามากของพระสารีบุตรตลอด ๕๐๐ ชาติที่เป็นฤาษี อรรถกถาแสดงว่าพระสารีบุตรมีปัญญามากมาแต่อดีตชาติ โดยยกชาดก ๕ เรื่องมาอ้าง เช่น เรื่องฤาษีผู้เป็นอาจารย์สอนศิษย์ ๕๐๐ คนให้เข้าใจภาษิตอันลึกซึ้งก่อนสิ้นชีวิต (อาจารย์นั้นคือพระโพธิสัตว์ ส่วนหัวหน้าศิษย์คือพระสารีบุตร) รวมทั้งอนังคณชาดก จันทาภชาดก และสรภชาดก ล้วนแสดงว่าท่านสามารถเข้าใจถ้อยคำสั้น ๆ ให้พิสดารได้เสมอมา จึงได้ตำแหน่งเอตทัคคะโดยเหตุที่เป็นผู้มาก่อนใคร
- หน้า ๒๓๙–๒๔๑ สรุปเหตุ ๔ ประการที่พระสารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะได้เอตทัคคะ สรุปว่าพระสารีบุตรได้ตำแหน่งเอตทัคคะครบทั้ง ๔ เหตุ คือเกิดเรื่อง มาก่อน ช่ำชอง และยิ่งด้วยคุณ เช่นเดียวกับพระมหาโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มากทั้งในปัจจุบันและอดีต ๕๐๐ ชาติ สามารถเนรมิตดอกบัวปลอบใจสัตว์นรกและแสดงธรรมแก่เทวดา และพระมหากัสสปะผู้ทรงธุดงคคุณ ๑๓ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ท้ายบทเปรียบพระพุทธเจ้าผู้ทรงแต่งตั้งสาวกในตำแหน่งต่าง ๆ เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงข่มยกย่องบุคคลตามควร
- หน้า ๒๔๒ ความหมายรัตตัญญูและที่มาชื่อพระอัญญาโกณฑัญญะ อธิบายความหมายคำว่า รัตตัญญู ว่าหมายถึงผู้รู้ราตรีนาน คือบวชก่อนพระสาวกอื่นทั้งหมดและตรัสรู้ธรรมก่อนใคร พระอัญญาโกณฑัญญะจึงได้รับยกย่องเป็นเลิศในหมู่ผู้รัตตัญญู พร้อมอธิบายที่มาของชื่อ อัญญาโกณฑัญญะ จากพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า โกณฑัญญะรู้ทั่วแล้วหนอ จากนั้นเริ่มไล่เรียงปัญหากรรม คือความปรารถนาแต่อดีตชาติที่นำมาสู่ตำแหน่งนี้
- หน้า ๒๔๓–๒๔๗ สมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า กุลบุตรตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะรัตตัญญู ย้อนเล่าเรื่องพระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้อุบัติในกาลก่อนแสนกัป มีดอกบัวผุดรับพระบาททุกย่างก้าว เมื่อเสด็จถึงกรุงหังสวดี กุลบุตรผู้หนึ่งเห็นภิกษุถูกยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้แทงตลอดธรรมก่อนใคร จึงเกิดศรัทธาถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์แสนรูปติดต่อกัน ๗ วัน แล้วตั้งความปรารถนาจะได้ตำแหน่งเดียวกันในศาสนาพระพุทธเจ้าองค์หน้า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าจะสำเร็จในสมัยพระโคดมพุทธเจ้า นี่คือจุดเริ่มต้นของพระโกณฑัญญะ
- หน้า ๒๔๘–๒๕๑ มหากาลและจุลกาล การถวายทานสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า กุลบุตรผู้ตั้งความปรารถนานั้นเวียนว่ายจนมาเกิดเป็นมหากาลกุฏุมพีในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า เรื่องเล่าถึงพระเจ้าพันธุมะที่ทรงผูกขาดการถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าไว้แต่ผู้เดียวจนชาวเมืองไม่พอใจจะก่อการประท้วง สุดท้ายทรงยอมแบ่งให้ชาวเมืองถวาย ๗ วันสุดท้าย จากนั้นมหากาลผู้เป็นพี่ชายแสดงความเอื้อเฟื้อสุดยอด ด้วยการถวายข้าวกล้าส่วนที่ดีที่สุดแด่สงฆ์ถึง ๙ ครั้งในทุกขั้นตอนของการเก็บเกี่ยว
- หน้า ๒๕๒–๒๕๘ ชาติสุดท้ายของพระโกณฑัญญะ ปฐมเทศนา และได้เอตทัคคะ เนื้อหาสำคัญที่สุดของอรรถกถาตอนนี้ คือชาติสุดท้ายของพระโกณฑัญญะ เกิดเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดในบรรดาพราหมณ์ ๘ คนผู้ตรวจพระลักษณะเจ้าชายสิทธัตถะแรกประสูติ แต่เป็นผู้เดียวที่ยืนยันเด็ดขาดว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน จึงชักชวนพราหมณ์หนุ่มอีก ๔ คนออกบวชตามเสด็จ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ โกณฑัญญะบรรลุโสดาบันก่อนใคร ได้นามใหม่ว่าอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ ก่อนไปปรินิพพานที่สระฉัททันต์
- หน้า ๒๕๙–๒๖๕ ต้นเรื่องพระสารีบุตร-โมคคัลลานะ: สรทดาบสถวายอาสนะดอกไม้ เริ่มประวัติพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะย้อนไปในอดีตชาติที่ห่างไกล เมื่อทั้งสองเป็นเพื่อนกันชื่อสรทมาณพและสิริวัฑฒกุฏุมพี สรทมาณพสลดใจในความตายจึงออกบวชเป็นฤาษีมีบริวารถึง ๗๔,๐๐๐ คน พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด สรทดาบสจัดอาสนะดอกไม้ถวายประทับนั่งนาน ๗ วัน แต่ตนเองกลับไม่บรรลุธรรมเพราะใจฟุ้งซ่านคิดอยากได้ตำแหน่งอัครสาวกเหมือนพระนิสภเถระ จึงตั้งความปรารถนาแทน
- หน้า ๒๖๖–๒๖๙ สิริวัฑฒตั้งความปรารถนา และกำเนิดอุปติสสะ-โกลิตะ สรทดาบสชักชวนสิริวัฑฒกุฏุมพีเพื่อนเก่าให้ตั้งความปรารถนาเป็นอัครสาวกที่สองด้วยเช่นกัน ทั้งสองจึงเวียนว่ายตายเกิดคู่กันต่อมา จนมาเกิดเป็นอุปติสสมาณพและโกลิตมาณพ บุตรตระกูลใหญ่ใกล้กรุงราชคฤห์ เป็นเพื่อนกันมาแต่เด็ก วันหนึ่งขณะดูมหรสพบนยอดเขาทั้งสองเกิดความสังเวชใจว่าคนที่มาดูล้วนจะตายภายในร้อยปี จึงตัดสินใจออกบวชแสวงหาโมกขธรรมด้วยกัน
- หน้า ๒๗๐–๒๗๕ พบพระอัสสชิ ฟังคาถา เย ธมฺมา บวชและได้เอตทัคคะ อุปติสสะและโกลิตะบวชเป็นศิษย์สัญชัยปริพาชกแต่ไม่พอใจคำสอน จึงตกลงกันว่าใครพบอมตธรรมก่อนให้บอกอีกฝ่าย อุปติสสะพบพระอัสสชิเถระหนึ่งในปัญจวัคคีย์ เกิดศรัทธาในอิริยาบถ ติดตามขอฟังธรรมจนได้ฟังคาถา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เพียงสองบทก็บรรลุโสดาบัน แล้วนำไปบอกโกลิตะซึ่งบรรลุตามเช่นกัน ทั้งสองพาบริวาร ๒๕๐ คนไปเฝ้าพระศาสดาที่พระเวฬุวัน ได้บวชและบรรลุอรหัตตผล ภายหลังได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านปัญญามากและฤทธิ์มาก
- หน้า ๒๗๖–๒๗๘ ความหมายธุตวาทะ ธุตธรรม ธุดงค์ ๑๓ และพระมหากัสสปะ เข้าสู่อรรถกถาสูตรที่ ๔ ว่าด้วยพระมหากัสสปะ อธิบายความหมายของธุตวาทะ ธุตธรรม และธุดงค์ ๑๓ ข้อ พร้อมจำแนกบุคคล ๔ ประเภทตามการปฏิบัติและการสอนเรื่องขัดเกลากิเลส เช่น พระพักกุลผู้ปฏิบัติแต่ไม่สอน พระอุปนันทะผู้สอนแต่ไม่ปฏิบัติ และพระมหากัสสปะผู้ทั้งปฏิบัติและสอนธุดงค์อย่างสมบูรณ์ จึงได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สอนธุดงค์ทั้งปวง
- หน้า ๒๗๙–๒๘๔ ปัญหากรรมพระมหากัสสปะ: เศรษฐีเวเทหะและเอกสาฎกพราหมณ์ เล่าปัญหากรรมของพระมหากัสสปะย้อนไปสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เมื่อเศรษฐีเวเทหะเห็นพระมหานิสภเถระได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์กว่าหกล้านแปดแสนรูปตลอด ๗ วันเพื่อตั้งความปรารถนาตำแหน่งเดียวกัน จากนั้นเล่าเรื่องเอกสาฎกพราหมณ์ผู้ยากจนมีผ้าห่มผืนเดียวกับภรรยา แต่ยอมสละผ้าผืนนั้นถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้ากลางดึกด้วยใจเปี่ยมศรัทธา ร้องว่า ชิตํ เม ชนะใจตระหนี่ของตนได้
- หน้า ๒๘๕–๒๙๑ ผลบุญเอกสาฎกพราหมณ์ และคำสาปกลิ่นเหม็นในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า (ยังไม่จบ) พระเจ้าพันธุมราชทรงจำผ้ากัมพลที่พระราชทานแก่เอกสาฎกพราหมณ์ได้เมื่อเห็นแสงพระพุทธรัศมีส่องสะท้อน จึงพระราชทานรางวัลใหญ่แก่พราหมณ์ ต่อมาเล่าเรื่องคู่สามีภรรยาในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าที่ภรรยาโกรธจึงเทอาหารบิณฑบาตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทิ้งแล้วใส่โคลนแทน ทำให้ถูกสาปมีกลิ่นเหม็นติดตัวหลายชาติ จนถวายทานไถ่บาปและสร้างอิฐทองบูชาเจดีย์จึงพ้นคำสาป เรื่องเชื่อมโยงต่อเนื่องไปจนถึงชาติที่เกิดเป็นพระเจ้านันทราช เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้
- หน้า ๒๙๒–๒๙๓ อดีตชาติของนางภัททากาปิลานี: จากหญิงกลิ่นเหม็นสู่การบูชาอิฐทองที่พระเจดีย์ เรื่องราวหญิงที่ถูกสามีไล่กลับบ้านถึง ๗ ครั้งเพราะร่างกายมีกลิ่นเหม็นจากกรรมเก่า ต่อมานางขายเครื่องประดับทำอิฐทองบูชาพระเจดีย์พระกัสสปพุทธเจ้าพร้อมตั้งความปรารถนาให้มีกลิ่นหอมฟุ้งจากกาย สามีเก่าจำกลิ่นได้จึงรับกลับ ทั้งสองเกิดใหม่เป็นกุมารยากจนผู้ได้ครองราชสมบัติกรุงพาราณสีด้วยบุญเก่า อุปถัมภ์พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์จนสิ้นอายุขัย แล้วทั้งคู่ออกบวชและไปเกิดในพรหมโลก
- หน้า ๒๙๔–๓๐๔ ปิบผลิมาณพและนางภัททา: สละสมบัติออกบวชสู่พระมหากัสสปเถระ ปิบผลิมาณพและนางภัททากาปิลานีเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ไม่ประสงค์แต่งงานแต่ถูกบิดามารดาบังคับ จึงครองคู่โดยไม่แตะต้องกัน เมื่อเห็นนกกินไส้เดือนจากรอยไถจึงตระหนักถึงบาปที่ตนต้องรับผิดชอบ สละทรัพย์มหาศาลออกบวช แยกทางกันที่ทางสองแพร่งเพื่อมิให้เป็นที่ครหา แผ่นดินไหวสะเทือน พระพุทธเจ้าเสด็จรับที่โคนต้นไทรใหญ่ ทรงแลกจีวรกับท่าน ปิบผลิบรรลุอรหัตใน ๗ วัน ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านถือธุดงค์
- หน้า ๓๐๕–๓๑๕ ประวัติพระอนุรุทธเถระ: จากคนหาบหญ้าสู่ยอดผู้มีทิพยจักษุ ย้อนอดีตชาติกุฎุมพีผู้ตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะด้านทิพยจักษุด้วยการถวายมหาทานและจุดประทีปบูชาพระเจดีย์นับพันดวง ต่อมาเกิดเป็นคนหาบหญ้าชื่ออันนภาระผู้ถวายภัตส่วนของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าจนได้ขุมทรัพย์และตำแหน่งเศรษฐี ชาติสุดท้ายเกิดเป็นเจ้าอนุรุทธะศากยะ ทรงผนวชพร้อมพระอานนท์และพระเทวทัต เมื่อทรงติดขัดในมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ พระพุทธเจ้าเสด็จไปเติมให้เต็มจนบรรลุอรหัตและได้รับยกย่องเป็นยอดผู้มีทิพยจักษุ
- หน้า ๓๑๖–๓๑๘ ประวัติพระภัททิยกาฬิโคธาบุตร: กษัตริย์ผู้สละราชบัลลังก์ออกบวช พระภัททิยะโอรสของพระนางกาฬิโคธาเทวี เคยครองราชสมบัติติดต่อกันถึง ๕๐๐ ชาติด้วยอานุภาพความปรารถนาที่ตั้งไว้สมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ชาติสุดท้ายเป็นเจ้าศากยะออกผนวชพร้อมเจ้าอนุรุทธะและกษัตริย์อื่นรวม ๖ พระองค์ บรรลุอรหัตในพรรษาแรก พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านผู้เกิดในตระกูลสูง เพราะเป็นผู้สละราชสมบัติจริงออกบวช มิใช่เพียงมีตระกูลสูงโดยชาติกำเนิดเท่านั้น
- หน้า ๓๑๙–๓๒๑ ประวัติพระลกุณฏกภัททิยเถระ: ยอดเสียงไพเราะจากบุญถวายมะม่วงและสร้างเจดีย์พอประมาณ พระเถระร่างเตี้ยแต่มีเสียงไพเราะ อดีตชาติเป็นนกดุเหว่าถวายมะม่วงสุกแด่พระพุทธเจ้าวิปัสสีด้วยจิตเลื่อมใส ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นนายช่างใหญ่ผู้เสนอให้สร้างพระเจดีย์ขนาดพอเหมาะเพื่อการบำรุงรักษาในอนาคต จึงมีร่างเตี้ยกว่าผู้อื่นในภพต่อมาด้วยกรรมนั้น ชาติสุดท้ายเกิดในกรุงสาวัตถี ฟังธรรมแล้วบวชบำเพ็ญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัต ได้รับยกย่องเป็นยอดของภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ
- หน้า ๓๒๒–๓๒๕ ประวัติพระปิณโฑลภารทวาชะ: ยอดผู้บันลือสีหนาท ต้นเหตุสิกขาบทห้ามแสดงฤทธิ์ อดีตชาติเป็นราชสีห์ที่เลื่อมใสพระพุทธเจ้าปทุมุตตระผู้เข้านิโรธสมาบัติในถ้ำ จึงบูชาด้วยดอกไม้ตลอด ๗ วัน ชาติสุดท้ายเกิดเป็นพราหมณ์ภารทวาชะเที่ยวขอภิกษาจนได้ชื่อปิณโฑละ บวชบรรลุอรหัตแล้วเที่ยวประกาศท้าให้ผู้สงสัยมาถาม เหาะไปนำบาตรไม้แก่นจันทน์ที่แขวนสูงมาถวายพระพุทธเจ้าท่ามกลางมหาชน ทำให้พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุแสดงฤทธิ์แก่คฤหัสถ์ แต่ทรงยกย่องคุณธรรมของท่านเป็นยอดผู้บันลือสีหนาท
- หน้า ๓๒๖–๓๓๒ ประวัติพระปุณณมันตานีบุตรเถระ: ดาบสโคตมะผู้เป็นยอดพระธรรมกถึก อดีตชาติเป็นดาบสโคตมะผู้มีชฎิลบริวารถึง ๑๘,๐๐๐ รูป พระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จโปรดด้วยพระองค์เอง ชฎิลบรรลุอรหัตทั้งหมดยกเว้นอาจารย์ซึ่งตั้งความปรารถนาเป็นยอดพระธรรมกถึกในอนาคตแทน ชาติสุดท้ายเกิดเป็นปุณณมาณพหลานพระอัญญาโกณฑัญญะ บวชแล้วบรรลุอรหัตพร้อมสอนกถาวัตถุ ๑๐ แก่ศิษย์ ๕๐๐ รูปจนสำเร็จทุกองค์ ภายหลังสนทนาธรรมเรื่องวิสุทธิ ๗ กับพระสารีบุตร พระศาสดาทรงยกย่องเป็นยอดผู้แสดงธรรมโดยพิสดาร
- หน้า ๓๓๓–๓๓๘ ประวัติพระมหากัจจายนเถระ: ปุโรหิตผู้เป็นยอดผู้ขยายความธรรมโดยพิสดาร กัจจายนปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี ถูกส่งไปทูลเชิญพระพุทธเจ้า แต่กลับบรรลุอรหัตพร้อมพวกอีก ๗ คนเสียเอง พระศาสดาจึงส่งท่านกลับไปเผยแผ่ธรรมแทนพระองค์ ระหว่างทางหญิงยากจนขายผมของตนเพื่อได้ปัจจัยถวายภิกษาแก่ท่าน ผมงอกกลับคืนทันทีด้วยอานุภาพบุญ พระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงเลื่อมใสตั้งนางเป็นอัครมเหสี พระศาสดาทรงยกย่องพระมหากัจจายนะเป็นยอดผู้จำแนกความที่ตรัสโดยย่อให้พิสดาร เป็นการจบวรรคของหมวดเอตทัคคะภิกษุชุดนี้
- หน้า ๓๓๙–๓๔๘ ประวัติพระจุลลปัณฐกะและพระมหาปัณฐกะ: จากจำคาถาไม่ได้สู่ยอดผู้เนรมิตกาย สองพี่น้องเกิดริมทางเพราะมารดาหนีตามคนรักไปคลอดกลางทาง มหาปัณฐกะบวชก่อนและบรรลุอรหัตด้วยอรูปฌาน ส่วนจุลลปัณฐกะจำคาถาบทเดียวไม่ได้นานถึง ๔ เดือนจนถูกพี่ชายขับไล่ พระพุทธเจ้าทรงเมตตาประทานผ้าขาวให้ลูบคลำภาวนาว่า รโชหรณํ จนเห็นผ้าเศร้าหมองแล้วน้อมเข้าใจอนิจจังของจิตตน บรรลุอรหัตพร้อมฤทธิ์เนรมิตกายนับพัน ต่อมาเนรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปเหมือนกันหมดที่นิเวศน์หมอชีวกจนทูตแยกท่านไม่ออก เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้ ต่อด้วยเรื่องจูฬกเศรษฐีในอดีตชาติ
- หน้า ๓๔๙–๓๕๑ ประวัติพระจุลลปัณฐกะและพระมหาปัณฐกะ: ผ้าขาวสู่อรหัตต์ เล่าชาติกำเนิดสองพี่น้องปัณฐกะที่เกิดริมทางเพราะมารดาลอบหนีไปกับทาส เติบโตในตระกูลตาที่ราชคฤห์ มหาปัณฐกะบวชก่อนและบรรลุอรหัตต์ ส่วนจุลลปัณฐกะจำคาถาไม่ได้แม้บทเดียวนานถึง ๔ เดือนจนถูกพี่ชายขับไล่ พระพุทธเจ้าประทานผ้าขาวให้ลูบคลำภาวนาว่า รโชหรณํ จนเห็นผ้าเศร้าหมองแล้วเกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ บรรลุอรหัตต์พร้อมฤทธิ์เนรมิตกายเป็นภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปหลอกหมอชีวก ปิดท้ายด้วยชาดกพ่อค้าหนูผู้ตั้งตนได้ด้วยทุนน้อยและการสถาปนาเอตทัคคะทั้งสองรูปด้านเจโตวิวัฏฏะและปัญญาวิวัฏฏะ
- หน้า ๓๕๒–๓๕๖ ประวัติพระสุภูติเถระ: ผู้ไม่มีกิเลสและควรแก่ทักษิณา อธิบายสองคุณสมบัติที่ทำให้พระสุภูติเป็นเอตทัคคะ คือ อรณวิหารี (แสดงธรรมโดยไม่กล่าวติชมผู้ใด) และทักขิไณย (เข้าเมตตาฌานก่อนรับบิณฑบาตทุกครั้งทำให้ทานมีผลมาก) ย้อนอดีตชาติเป็นนันทดาบสสมัยพระปทุมุตตระผู้ตั้งความปรารถนาไว้ ก่อนมาเกิดเป็นหลานอนาถบิณฑิกเศรษฐีในวันฉลองวิหารเชตวัน บวชแล้วเจริญเมตตาฌานเป็นบาทบรรลุอรหัตต์ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะทั้งสองด้านพร้อมกัน
- หน้า ๓๕๗–๓๖๕ ประวัติพระเรวตะขทิรวนิยเถระ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เล่าเรื่องเรวตะ น้องชายคนเล็กของพระสารีบุตร ผู้หนีการแต่งงานกลางพิธีไปขอบวชกับภิกษุกลางป่าตะเคียนที่ขรุขระ บำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตต์ พระศาสดาเสด็จเยี่ยมโดยอาศัยบุญพระสีวลีนำทางผ่านป่าอันตราย ทรงแสดงอรัญญวาสกถา และเมื่อนางวิสาขาทูลถามเรื่องที่อยู่ไม่น่ารื่นรมย์ ตรัสตอบว่าที่ใดมีพระอรหันต์อยู่ ที่นั้นย่อมน่ารื่นรมย์เสมอไม่ว่าบ้านป่าที่ลุ่มหรือที่ดอน จบด้วยการสถาปนาเอตทัคคะผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
- หน้า ๓๖๖–๓๖๗ ประวัติพระกังขาเรวตเถระ ผู้เลิศด้านเข้าฌาน อธิบายว่าพระกังขาเรวตะได้รับยกย่องเพราะเข้าฌานสมาบัติเป็นส่วนมากยิ่งกว่าภิกษุอื่น รองจากพระศาสดาเท่านั้น ชื่อกังขาเรวตะมาจากความเป็นผู้มักรังเกียจสงสัยแม้ในสิ่งที่สมควร เช่นเห็นน้ำอ้อยงบและมูตรเป็นของไม่ควร ย้อนอดีตชาติเป็นกุฎุมพีสมัยพระปทุมุตตระที่ตั้งความปรารถนาไว้ ก่อนเกิดในกรุงสาวัตถีบวชแล้วเจริญฌานเป็นบาทบรรลุอรหัตต์และได้ตำแหน่งเอตทัคคะ
- หน้า ๓๖๘–๓๗๓ ประวัติพระโสณโกฬวิสเถระ ผู้เลิศด้านความเพียร เล่าเรื่องสิริวัฑฒกุมารที่ถวายที่พักแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าจนอธิษฐานให้มีสรีระดุจดอกหงอนไก่ ต่อมาเกิดเป็นโสณกุมารในตระกูลมั่งคั่งเลี้ยงดูอย่างประณีต บวชแล้วบำเพ็ญเพียรอย่างสุดโต่งจนเท้าเป็นแผลเลือดไหลแต่ไม่บรรลุธรรม เกือบคิดสึก พระศาสดาเสด็จไปโปรดด้วยพระดำรัสเปรียบความเพียรกับสายพิณที่ตึงหรือหย่อนเกินไปย่อมไม่ไพเราะ ท่านจึงปรับความเพียรพอดีจนบรรลุอรหัตต์และได้ตำแหน่งเอตทัคคะผู้ปรารภความเพียร
- หน้า ๓๗๔–๓๘๑ ประวัติพระโสณกุฏิกัณณเถระ ผู้มีวาจาไพเราะ เล่าเรื่องนางกาฬีอุบาสิกาผู้ได้ยินบทสนทนาของยักษ์สาตาคิระและเหมวตยักษ์ (เหมวตสูตร) ที่กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณผ่านหลังคาเรือนจนบรรลุโสดาบันเป็นสตรีคนแรก คืนนั้นนางคลอดบุตรชื่อโสณะ ต่อมาบวชกับพระมหากัจจายนะ บรรลุอรหัตต์ เมื่อไปเฝ้าพระศาสดาได้รับเชิญให้สวดพระสูตรอัฏฐกวัคค์ด้วยเสียงไพเราะจนพระศาสดาประทานสาธุการ และได้รับพร ๘ ประการ จบด้วยตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีวาจาไพเราะ
- หน้า ๓๘๒–๓๘๘ ประวัติพระสีวลีเถระ ผู้เลิศด้านลาภสักการะ ย้อนอดีตชาติเป็นชาวบ้านผู้ถวายน้ำผึ้งเนยแข็งแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยความศรัทธาไม่หวังราคา ต่อมาเกิดในครรภ์พระนางสุปปวาสาถึง ๗ ปี ๗ วัน คลอดง่ายดายท่ามกลางความยินดีของราชวงศ์ ชื่อสีวลีเพราะดับความเร่าร้อนของหมู่ญาติ บวชแล้วบรรลุโสดาบันถึงอนาคามีตามลำดับขณะโกนผมแต่ละปอย บรรลุอรหัตต์พร้อมโกนผมเสร็จ เทวดาถวายทานตลอดทางแปดแห่งที่ท่านเดินทาง จบด้วยตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีลาภเลิศ
- หน้า ๓๘๙–๓๙๒ ประวัติพระวักกลิเถระ ผู้เลิศด้านศรัทธา (ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา) พระวักกลิหลงใหลในพระวรกายของพระศาสดาจนละทิ้งการเจริญกรรมฐาน คอยแต่เพ่งมองพระรูปตลอดเวลา พระศาสดาจึงตรัสสอนว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา แล้วทรงขับไล่เพื่อให้เกิดความสังเวช ท่านเสียใจจนขึ้นไปยังเขาคิชฌกูฏคิดจะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย พระศาสดาทรงเปล่งรัศมีปลอบและตรัสเรียกให้มาเถิดวักกลิ ท่านเกิดปีติเหาะมาบรรลุอรหัตต์กลางอากาศ จบวรรคที่ ๒ ด้วยตำแหน่งเอตทัคคะผู้น้อมใจด้วยศรัทธา
- หน้า ๓๙๓ วรรคที่ ๓ บัญชีรายชื่อภิกษุเอตทัคคะสิบรูป หน้านี้เป็นบัญชีรายชื่อพระสาวกผู้ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะสิบท่านในวรรคที่ ๓ ได้แก่ พระราหุล (ใคร่ต่อการศึกษา) พระรัฐปาละ (บวชด้วยศรัทธา) พระกุณฑธานะ (รับสลากก่อน) พระวังคีสะ (มีปฏิภาณ) พระอุปเสนวังคันตบุตร (นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ) พระทัพพมัลลบุตร (จัดเสนาสนะ) พระปิลินทวัจฉะ (เป็นที่รักของเทวดา) พระพาหิยทารุจีริยะ (ตรัสรู้เร็วพลัน) พระกุมารกัสสปะ (แสดงธรรมวิจิตร) และพระมหาโกฏฐิตะ (บรรลุปฏิสัมภิทา)
- หน้า ๓๙๔–๔๐๕ ประวัติพระราหุลเถระและพระรัฐปาลเถระ (ชาดกร่วมพญานาคปฐวินทร-ท้าวสักกะ) เล่าอดีตชาติร่วมของสองเถระเป็นดาบสสองรูปสมัยพระปทุมุตตระที่ปรารถนาสมบัตินาคราชและสมบัติท้าวสักกะ แล้วเกิดจริงเป็นพญานาคปฐวินทรและท้าวสักกะ ก่อนเวียนว่ายมาเกิดเป็นราชโอรสรับใช้พระพุทธเจ้าผุสสะ จนถึงชาติสุดท้ายเป็นพระราหุลโอรสพระพุทธเจ้าผู้ใคร่ต่อการศึกษา กอบทรายอธิษฐานขอโอวาททุกเช้า และพระรัฐปาละผู้อดอาหาร ๔ วันขอบวชด้วยศรัทธาแล้วกลับไปแสดงธรรมโปรดพระเจ้าโกรัพยะ เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๓๙๙ ไปจนจบที่หน้า ๔๐๕
- หน้า ๔๐๖–๔๑๓ เรื่องพระโกณฑธานเถระ เอตทัคคะผู้จับสลากได้ก่อน พระโกณฑธานะตั้งความปรารถนาครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเพื่อเป็นยอดผู้จับสลากภัตได้ก่อนใคร ในชาติสุดท้ายท่านจับสลากได้ที่หนึ่งทุกครั้งไม่ว่าที่ใด แม้ครั้งหนึ่งพระอานนท์ลังเลจะให้สลากแก่ท่าน ท่านก็เข้าฌานเหาะขึ้นไปรับสลากเอง พระศาสดาจึงทรงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้จับสลากได้ก่อน
- หน้า ๔๑๔–๔๑๙ เรื่องพระวังคีสเถระ เอตทัคคะผู้มีปฏิภาณ วังคีสมาณพเรียนมนต์ทายกะโหลกศีรษะคนตายจนมีชื่อเสียง เมื่อพบพระศาสดาก็แพ้ปัญญาต่อกะโหลกพระอรหันต์ จึงเข้าเฝ้าและบวช มีความสามารถกล่าวคาถาสรรเสริญพระคุณพระศาสดาโดยฉับพลันเปรียบกับพระจันทร์ พระอาทิตย์ มหาสมุทรและพญาช้างพญาราชสีห์ พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้มีปฏิภาณ
- หน้า ๔๒๐–๔๒๒ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ เอตทัคคะผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ พระอุปเสนอุปสมบทให้สามเณรเป็นบริวารถึง ๕๐๐ รูปครองผ้าบังสุกุลตามอย่างท่าน คราวที่พระศาสดาทรงหลีกเร้นกึ่งเดือนและสงฆ์ตั้งกติกาห้ามเข้าเฝ้า ท่านพาบริษัทเข้าเฝ้าอย่างสง่างามด้วยความเคารพพระอุปัชฌาย์ พระศาสดาประทานสาธุการและทรงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ
- หน้า ๔๒๓–๔๒๗ เรื่องพระทัพพมัลลบุตรเถระ เอตทัคคะผู้จัดเสนาสนะ พระทัพพะเกิดในตระกูลเจ้ามัลละ บวชแต่เยาว์วัยและบรรลุพระอรหัต ตั้งความปรารถนามาแต่ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเพื่อเป็นยอดผู้จัดที่พักและอาหารแก่สงฆ์ ท่านใช้นิ้วมือเปล่งแสงนำทางจัดเสนาสนะให้ภิกษุทั่วมหาวิหารทั้ง ๑๘ แห่งอย่างเรียบร้อยไม่มีที่ตำหนิ พระศาสดาจึงสถาปนาท่านในตำแหน่งนี้
- หน้า ๔๒๘–๔๓๐ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ เอตทัคคะผู้เป็นที่รักของเทวดา อดีตชาติพระปิลินทวัจฉะเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ให้มหาชนตั้งอยู่ในศีลห้า เหล่าเทวดาที่ได้อาศัยบุญนั้นจึงนมัสการท่านทั้งเช้าเย็นแม้ในชาติสุดท้าย มีเรื่องเล่าท่านใช้ฤทธิ์บันดาลเมล็ดพริกไทยของชายยากจนให้กลายเป็นทอง พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดา
- หน้า ๔๓๑–๔๓๕ เรื่องพระพาหิยทารุจิริยะ เอตทัคคะผู้ตรัสรู้เร็วพลัน พระพาหิยะฟังธรรมสั้นๆ จากพระศาสดาเรื่องเห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ก็บรรลุพระอรหัตทันทีแล้วถูกโคขวิดมรณภาพในเวลาไม่นาน พระศาสดาตรัสยืนยันว่าธรรมน้อยหรือมากไม่ใช่เหตุ คาถาบทเดียวที่ฟังแล้วสงบระงับดีกว่าคาถาไร้ประโยชน์นับพัน จึงทรงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้ตรัสรู้เร็วพลัน
- หน้า ๔๓๖–๔๓๘ เรื่องพระกุมารกัสสปเถระ เอตทัคคะผู้แสดงธรรมได้วิจิตร พรหมผู้เคยเป็นสหายบำเพ็ญสมณธรรมกับพระกุมารกัสสปะมาก่อน นำปัญหา ๑๕ ข้อมาให้ท่านทูลถามพระศาสดา เมื่อได้คำตอบท่านก็บรรลุพระอรหัต จากนั้นท่านแสดงธรรมประดับด้วยอุปมาโวหารอย่างวิจิตรแก่พระยาปายาสิและบริษัททั้งปวง พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร
- หน้า ๔๓๙–๔๔๐ เรื่องพระมหาโกฏฐิตเถระ เอตทัคคะผู้บรรลุปฏิสัมภิทา จบวรรคที่ ๓ พระมหาโกฏฐิตเถระบวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาญาณ ท่านเชี่ยวชาญถามตอบด้วยปฏิสัมภิทาโดยเฉพาะ พระศาสดาทรงถือเอามหาเวทัลลสูตรเป็นเหตุสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ปิดท้ายด้วยข้อความ จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ และ จบอรรถกถาวรรคที่ ๓ อันเป็นการปิดวรรคที่สามของเถรบาลีเอตทัคคะ
- หน้า ๔๔๑–๔๔๒ บาลีวรรคที่ ๔ ว่าด้วยภิกษุผู้เลิศ ๑๒ ท่าน เป็นพระบาลีต้นฉบับ (มิใช่อรรถกถา) ประกาศรายชื่อภิกษุ ๑๒ รูปผู้เป็นเอตทัคคะในวรรคที่ ๔ ได้แก่ พระอานนท์ (หลายด้าน) อุรุเวลกัสสปะ กาฬุทายี พักกุละ โสภิตะ อุบาลี นันทกะ นันทะ มหากัปปินะ สาคตะ ราธะ และโมฆราชะ พร้อมระบุคุณสมบัติเด่นของแต่ละท่าน จบด้วยข้อความ จบวรรคที่ ๔
- หน้า ๔๔๓–๔๕๕ เรื่องพระอานนทเถระ เอตทัคคะผู้พหูสูตและพุทธอุปัฏฐาก เล่าอดีตชาติพระอานนท์ตั้งความปรารถนาเป็นพุทธอุปัฏฐากครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า จนชาติสุดท้ายได้รับเลือกเป็นอุปัฏฐากประจำ ทูลขอพร ๘ ประการ (ห้าม ๔ ขอ ๔) เพื่อป้องกันครหาและเพื่อประโยชน์แก่พุทธศาสนา ท่านอุปัฏฐากด้วยความเพียรไม่ลดละ พระศาสดาสถาปนาท่านเป็นยอดภิกษุผู้พหูสูต มีสติ มีธิติ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก
- หน้า ๔๕๖–๔๖๐ เรื่องพระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะผู้มีบริษัทมาก พระอุรุเวลกัสสปะเคยเป็นหัวหน้าชฎิลผู้ทรงอิทธิฤทธิ์พร้อมบริวารจำนวนมาก พระศาสดาทรงทรมานด้วยปาฏิหาริย์หลายครั้งจนละทิฏฐิยอมบวชพร้อมน้องชายและชฎิลบริวารนับพัน พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้มีบริษัทมาก
- หน้า ๔๖๑–๔๖๕ เรื่องพระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส พระกาฬุทายีเป็นอำมาตย์ในราชสำนักผู้ได้รับมอบหมายให้ไปทูลเชิญพระศาสดาเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านกล่าวคาถาพรรณนาหนทางประมาณ ๖๐ คาถาจูงใจให้เสด็จ ทำให้พระประยูรญาติทั่วราชสกุลของพระพุทธบิดาเลื่อมใส พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส
- หน้า ๔๖๖–๔๗๑ เรื่องพระพกกุลเถระ เอตทัคคะผู้มีอาพาธน้อย เล่าบุญที่ท่านเคยถวายยารักษาโรคแก่สงฆ์ในอดีตชาติ ครั้งเกิดเป็นบุตรเศรษฐีกรุงโกสัมพี วันหนึ่งถูกปลากลืนขณะอาบน้ำแต่ปลอดภัยด้วยเดชะบุญ จนได้ชื่อว่าพกกุละ (บุตรสองตระกูล) ท่านบวชและครองชีวิตนักบวชโดยไม่เคยเจ็บป่วยเลยตลอด ๘๐ พรรษา พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้มีอาพาธน้อย
- หน้า ๔๗๒–๔๗๓ เรื่องพระโสภิตเถระ เอตทัคคะผู้ระลึกชาติก่อนได้ พระโสภิตเถระมีความชำนาญในปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นพิเศษ สามารถระลึกชาติย้อนไปได้อย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นระลึกภพอสัญญีสัตว์และคาดคะเนสภาวะที่จิตไม่ปรากฏได้ เนื้อความเรื่องราวส่วนตัวมีเพียงสั้นๆ พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้ระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน
- หน้า ๔๗๔–๔๗๕ เรื่องพระอุบาลีเถระ เอตทัคคะผู้ทรงวินัย พระอุบาลีเดิมเป็นช่างกัลบกในราชสำนักศากยะ บวชพร้อมกับเจ้าชายศากยะโดยขอบวชก่อนเพื่อลดทิฏฐิมานะของเจ้าชาย ท่านศึกษาพระวินัยจนแตกฉานเป็นเลิศ พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงพระวินัยในพระศาสนา
- หน้า ๔๗๖–๔๗๘ เรื่องพระนันทกเถระ เอตทัคคะผู้โอวาทสอนภิกษุณี พระเถระรูปนี้ (เรียกในหน้านี้ว่าคันทกเถระ) มีความสามารถแสดงธรรมสอนภิกษุณีได้ผลยิ่ง ครั้งหนึ่งท่านแสดงธรรมแก่ภิกษุณี ๕๐๐ รูปสองวันติดต่อกัน วันแรกยังไม่บรรลุ วันที่สองบรรลุพระอรหัตทั้งหมด พระศาสดาทรงเปรียบเทศนาวันแรกกับวันหลังดุจพระจันทร์ ๑๔ ค่ำกับ ๑๕ ค่ำ จึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้โอวาทสอนภิกษุณี
- หน้า ๔๗๙–๔๘๒ เรื่องพระนันทเถระ เอตทัคคะผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ พระนันทะพระอนุชาต่างมารดาของพระศาสดา แรกบวชยังอาลัยนางชนบทกัลยาณี พระศาสดาทรงใช้อุบายพาไปเห็นนางฟ้าเพื่อจูงใจให้ปรารถนาผล จนภิกษุอื่นล้อเลียนว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อนางฟ้า ท่านอับอายจึงเจริญวิปัสสนาจนบรรลุพระอรหัตและถอนคำรับรองเดิม พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
- หน้า ๔๘๓–๔๙๐ เรื่องพระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะผู้โอวาทสอนภิกษุ พระมหากัปปินะเคยเป็นพระราชาที่สละราชสมบัติออกบวชเมื่อได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยอมาตย์บริวารจำนวนมาก ท่านมีความสามารถแสดงธรรมกถาเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ภิกษุถึงหนึ่งพันรูปบรรลุพระอรหัตพร้อมกัน พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้โอวาทสอนภิกษุด้วยกัน
- หน้า ๔๙๑–๔๙๔ เรื่องพระสาคตเถระ เอตทัคคะผู้ฉลาดในเตโชธาตุ พระสาคตะมีความชำนาญในเตโชธาตุสมาบัติ เคยใช้เดชของตนปราบพญานาคชื่ออัมพติตถะที่ดุร้ายให้สงบราบคาบโดยไม่เบียดเบียน พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ
- หน้า ๔๙๕–๔๙๙ เรื่องพระราธเถระ เอตทัคคะผู้มีปฏิภาณแจ่มแจ้ง พระราธเถระเป็นพราหมณ์ยากจนชราภาพที่พระสารีบุตรอนุเคราะห์ให้บวช ท่านมีความสามารถทวนซ้ำและขยายธรรมเทศนาของพระศาสดาได้อย่างแจ่มแจ้งทันทีเมื่อถูกถาม พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้มีปฏิภาณ
- หน้า ๕๐๐–๕๐๖ เรื่องพระโมฆราชเถระ เอตทัคคะผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ปิดท้ายเถรบาลี ๔๑ สูตร พระโมฆราชะเป็นศิษย์พราหมณ์พาวรีในปารายนวรรค รอถามปัญหาจนวาระสุดท้ายเพราะปัญญายังไม่แก่กล้า เมื่อพระศาสดาตอบปัญหาแล้วท่านบรรลุพระอรหัตพร้อมชฎิลบริวารนับพัน และครองจีวรเศร้าหมองตลอดมา พระศาสดาจึงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง อันเป็นการปิดท้ายวรรคที่ ๔ และปิดอรรถกถาเถรบาลีทั้งหมด ๔๑ สูตร รวมประวัติพระภิกษุสาวกเอตทัคคะ ๔๑ ท่าน
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐