อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๔ · ๖๐๒ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๕ ภยสูตร: ภัย อุปัทวะ อุปสรรค ล้วนเกิดจากคนพาล เปิดเล่ม ๓๔ (อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑) ด้วยภยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภัย อุปัทวะ และอุปสรรคทั้งปวงเกิดจากคนพาลเท่านั้น บัณฑิตไม่มีภัยเหล่านี้ เปรียบเหมือนไฟไหม้เรือนมุงหญ้าลามไปเผาแม้เรือนยอดที่แข็งแรง อรรถกถาขยายความด้วยเรื่องโจรปล้นหมู่บ้าน อธิบายอาการสะดุ้งกลัว ฟุ้งซ่าน และข้องอยู่ในอารมณ์ อันเป็นลักษณะของภัยทั้งสาม
  2. หน้า ๖–๗ ลักขณสูตร: กรรมเป็นเครื่องบ่งชี้พาลและบัณฑิต บุคคลผู้เป็นพาลหรือบัณฑิตนั้นรู้ได้จากกรรมที่ประพฤติ ไม่ใช่จากรูปลักษณ์ คนพาลมีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ส่วนบัณฑิตมีสุจริตทั้งสาม อรรถกถาเปรียบทางที่คนพาลเดินผ่านเหมือนไฟป่าเผาผลาญจนเหลือแต่เถ้าถ่าน ส่วนทางที่บัณฑิตเดินผ่านเหมือนฝนที่ตกให้ความชุ่มฉ่ำ ทำให้พืชพันธุ์งอกงามอุดมสมบูรณ์
  3. หน้า ๘–๙ จินตสูตร: ลักษณะของพาลและบัณฑิตทางความคิด คำพูด การกระทำ ลักษณะบ่งบอกความเป็นพาลหรือบัณฑิตอยู่ที่ความคิด คำพูด และการกระทำเป็นปกติ คนพาลคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วเป็นนิสัยจนคนฉลาดสังเกตรู้ได้ ส่วนบัณฑิตคิดดี พูดดี ทำดีเป็นนิสัยเช่นกัน อรรถกถาอธิบายว่าคนพาลคิดด้วยอำนาจอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ พูดเท็จนินทาส่อเสียด และทำบาปด้วยปาณาติบาตเป็นต้น ส่วนบัณฑิตตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
  4. หน้า ๑๐ อัจจยสูตร: การยอมรับและแก้ไขความผิดของตน ธรรม ๓ ประการบ่งบอกความเป็นพาลคือ ไม่เห็นความผิดของตนว่าเป็นความผิด เห็นแล้วก็ไม่แก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อผู้อื่นชี้โทษก็ไม่ยอมรับ ส่วนบัณฑิตตรงข้าม คือเห็นความผิดตามจริง แก้ไขโดยชอบธรรม และรับฟังคำท้วงติงด้วยใจเปิดกว้าง อรรถกถาขยายความว่าคนพาลแม้รับโทษแล้วก็ยังไม่ยอมขอโทษหรือให้อภัยผู้อื่น
  5. หน้า ๑๑–๑๔ อโยนิโสสูตร: การตั้งและแก้ปัญหาโดยแยบคาย พาลคือผู้ตั้งปัญหาและแก้ปัญหาโดยไม่แยบคาย ทั้งไม่ยอมอนุโมทนาเมื่อผู้อื่นแก้ปัญหาได้ดี ส่วนบัณฑิตตรงข้ามทุกประการ อรรถกถายกเรื่องพระโลฬุทายีเถระผู้คิดและตอบปัญหาผิดพลาด ไม่อนุโมทนาปัญหาของพระสารีบุตร เปรียบเทียบกับพระอานนทเถระผู้คิดและตอบปัญหาโดยแยบคายจนพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญและทรงให้จดจำเป็นอนุสติข้อที่ ๖
  6. หน้า ๑๕–๑๖ อกุสลสูตร-สาวัชชสูตร-สัพยาปัชชสูตร: กาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศล มีโทษ เบียดเบียน สามสูตรสั้นๆ ที่มีเนื้อความเข้าใจง่าย (อรรถกถาระบุว่าไม่ต้องอธิบายเพิ่ม) ล้วนย้ำหลักเดียวกันว่าพาลคือผู้มีกาย วาจา ใจ เป็นอกุศล มีโทษ และเบียดเบียนผู้อื่น ส่วนบัณฑิตคือผู้มีกาย วาจา ใจ เป็นกุศล ไม่มีโทษ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทรงสอนให้ละธรรมฝ่ายพาลและถือธรรมฝ่ายบัณฑิตประพฤติปฏิบัติ
  7. หน้า ๑๗ ขตสูตร: พาลผู้ครองตนขาด บัณฑิตผู้ครองตนไม่ขาด คนพาลผู้มีกาย วาจา ใจ ทุจริต ชื่อว่าครองตนขาดจากแก่นสาร ถูกทำลายจากคุณธรรม เป็นผู้มีโทษที่ผู้รู้ติเตียนและได้บาปมาก ส่วนบัณฑิตผู้มีสุจริตทั้งสามครองตนไม่ขาด ไม่ถูกทำลายจากคุณธรรม ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญและได้บุญมาก อรรถกถาอธิบายว่าธรรมฝ่ายดีนับตั้งแต่กุศลกรรมบถ ๑๐ ไปจนถึงอรหัตมรรค
  8. หน้า ๑๘–๒๐ มลสูตร: มลทิน ๓ ประการ ปิดท้ายพาลวรรคที่ ๑ ปิดท้ายพาลวรรคด้วยมลสูตร ว่าด้วยมลทิน ๓ ประการคือ ความทุศีล ความริษยา และความตระหนี่ ผู้ไม่ละมลทินเหล่านี้ย่อมไปเกิดในนรกดุจถูกนำไปขังไว้ ส่วนผู้ละได้ย่อมไปเกิดในสวรรค์ดุจได้รับเชิญไปประดิษฐาน อรรถกถาอธิบายความหมายของมลทินว่าเผาผลาญ มีกลิ่นเหม็น และทำให้เศร้าหมอง ปิดท้ายด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ ในพาลวรรค
  9. หน้า ๒๑–๒๔ ญาตกสูตร: เริ่มรถการวรรคที่ ๒ ภิกษุมีชื่อเสียงชักชวนถูกหรือผิด เริ่มวรรคใหม่ (รถการวรรคที่ ๒) ด้วยญาตกสูตร ภิกษุผู้มีชื่อเสียงหากชักชวนผู้อื่นในกายกรรม วจีกรรม และธรรมที่ไม่สมควร ย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่คนหมู่มากทั้งเทวดาและมนุษย์ แต่หากชักชวนในสิ่งที่สมควรย่อมเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก อรรถกถาเล่าเรื่องพระเถระชาวทักษิณวิหารที่สอนกัมมัฏฐานผิดจนศิษย์คลุ้มคลั่ง เทียบกับพระติสสเถระผู้สอนถูกจนพระพี่ชายบรรลุอรหัตต์
  10. หน้า ๒๕–๒๘ สรณียสูตร: สถานที่ระลึกตลอดชีวิตของกษัตริย์และภิกษุ สถานที่ ๓ แห่งที่กษัตริย์ผู้ได้รับมุรธาภิเษกทรงระลึกไว้ตลอดชีวิตคือที่ประสูติ ที่อภิเษก และที่ทรงชนะศึก เปรียบได้กับสถานที่ ๓ แห่งที่ภิกษุพึงระลึกไว้ตลอดชีวิตคือที่บวช ที่บรรลุโสดาปัตติผลด้วยเห็นอริยสัจ ๔ และที่บรรลุอรหัตผลด้วยเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จทางธรรมมีสถานที่สำคัญทรงคุณค่าไม่ต่างจากทางโลก
  11. หน้า ๒๙–๓๔ ภิกขุสูตร: บุคคล ๓ จำพวก ผู้ไร้ ผู้มีส่วน และผู้สิ้นความหวัง บุคคล ๓ จำพวกทั้งในทางโลกและทางสงฆ์ คือผู้ไร้ความหวัง ผู้มีส่วนแห่งความหวัง และผู้สิ้นความหวังแล้ว เปรียบผู้เกิดตระกูลต่ำยากจนพิการว่าไม่มีทางหวังเป็นกษัตริย์ กับภิกษุทุศีลที่ไม่มีทางหวังบรรลุวิมุตติ ตรงข้ามกับพระโอรสผู้รอวันอภิเษกและภิกษุมีศีลที่ยังหวังบรรลุธรรม ส่วนพระราชาที่อภิเษกแล้วและพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะย่อมหมดความหวังเพราะสำเร็จสมปรารถนาแล้ว
  12. หน้า ๓๕–๔๑ จักกวัตติสูตร: ธรรมเป็นพระราชาของพระเจ้าจักรพรรดิและพระตถาคต แม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมก็ยังต้องมีธรรมเป็นพระราชาปกครองพระองค์ ทรงเคารพยำเกรงธรรม ใช้ธรรมคุ้มครองรักษาคนทุกหมู่เหล่าอย่างเป็นธรรม จักรจึงไม่มีผู้ใดต้านทานได้ พระตถาคตก็เช่นกัน ทรงเป็นธรรมราชาผู้อาศัยโลกุตรธรรม ๙ คุ้มครองกาย วาจา ใจของสรรพสัตว์ด้วยโอวาท ทรงยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไปโดยไม่มีใครในโลกขัดขวางได้
  13. หน้า ๔๒–๔๕ ปเจตนสูตร: ล้อรถที่ทำเร่งรีบกับล้อรถที่ทำอย่างพิถีพิถัน พระพุทธเจ้าทรงเล่าชาติก่อนที่ทรงเป็นช่างทำล้อรถถวายพระเจ้าปเจตนะ ล้อที่ทำเร่งรีบเพียง ๖ วันแม้ดูเรียบร้อยแต่ล้มเมื่อหมุนสุดแรง เพราะไม้มีตำหนิซ่อนอยู่ ส่วนล้อที่ทำอย่างพิถีพิถันเกือบ ๖ เดือนกลับตั้งมั่นไม่ล้ม ทรงเปรียบเทียบกับภิกษุภิกษุณีที่ยังละความคดโกงทางกาย วาจา ใจไม่ได้ ย่อมตกจากพระธรรมวินัย ส่วนผู้ละได้แล้วย่อมตั้งมั่นดุจล้อที่ทำอย่างดี
  14. หน้า ๔๖–๔๗ อปัณณกสูตร: ข้อปฏิบัติไม่ผิดพลาด ๓ ประการ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาดและเป็นเหตุแห่งความสิ้นอาสวะมี ๓ ประการ คือสำรวมอินทรีย์ทั้งหกไม่ให้ยินดียินร้ายกับสิ่งที่รับรู้ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารเพียงเพื่อดำรงชีวิตและเกื้อกูลพรหมจรรย์ ไม่ใช่เพื่อสนุกหรือประดับตน และหมั่นเจริญสมาธิภาวนาทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่เห็นแก่การนอนมากเกินไป เป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานสำหรับผู้มุ่งความหลุดพ้น
  15. หน้า ๔๘–๕๔ อรรถกถาอปัณณกสูตร: นายกองเกวียนสองพวก และความหมายของอาสวะ อรรถกถาขยายความอปัณณกสูตรด้วยนิทานนายกองเกวียนสองพวกในทางกันดาร พวกโง่เชื่อยักษ์หลอกจนพินาศ พวกฉลาดไม่เชื่อจึงรอดปลอดภัย สอนให้เลือกทางที่ไม่ผิดพลาด จากนั้นอธิบายความหมายของอาสวะอย่างละเอียดหลายนัยจากพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ตั้งแต่ ๒ จนถึง ๗ อย่าง และอธิบายวิธีสำรวมอินทรีย์ การฉันอาหารพอประมาณ และการนอนอย่างมีสติสัมปชัญญะโดยละเอียด
  16. หน้า ๕๕ อัตตสูตร: ธรรมที่เบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่น ธรรม ๓ ประการคือกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น และเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ส่วนกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนใครเลย อรรถกถาขยายว่าสุจริตนี้นับตั้งแต่กุศลกรรมบถ ๑๐ ไปจนถึงระดับอรหัตผลก็ไม่ขัดกับหลักนี้
  17. หน้า ๕๖ เทวสูตร: ความรังเกียจแม้กระทั่งสมบัติทิพย์ หากนักบวชนอกศาสนาถามว่าพระพุทธเจ้าทรงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อไปเกิดเป็นเทวดาหรือไม่ ภิกษุพึงรู้สึกอับอายและรังเกียจคำถามนี้ เพราะแท้จริงพระอริยสาวกย่อมรังเกียจแม้อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ และอธิปไตยทิพย์ทั้งปวง ไม่ต้องพูดถึงกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตซึ่งน่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นมาก
  18. หน้า ๕๗–๖๐ ปฐมปาปณิกสูตร: พ่อค้าขยันกับภิกษุผู้หมั่นเจริญสมาธิ เปรียบเทียบพ่อค้ากับภิกษุ พ่อค้าที่ไม่ตั้งใจทำงานทั้งเช้า กลางวัน เย็น ย่อมไม่มีทางร่ำรวยหรือเพิ่มพูนทรัพย์ได้ ภิกษุที่ไม่ตั้งใจเจริญสมาธินิมิตทั้งสามช่วงเวลาก็เช่นกัน ย่อมไม่อาจบรรลุหรือเจริญกุศลธรรมได้ อรรถกถาขยายความอย่างละเอียดว่าพ่อค้าที่ขยันย่อมได้กำไรจากโอกาสต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาของวัน เทียบกับภิกษุที่หมั่นเข้าสมาบัติในทุกช่วงเวลาเช่นกัน
  19. หน้า ๖๑–๖๕ ทุติยปาปณิกสูตร: คุณสมบัติพ่อค้าและภิกษุที่ก้าวหน้าเร็ว จบวรรครถการ พ่อค้าที่มีดวงตา (รู้จักสินค้า) ฉลาด (รู้จักซื้อขาย) และมีที่พึ่ง (ได้รับความไว้วางใจจากเศรษฐี) ย่อมมั่งคั่งเร็ว เปรียบกับภิกษุที่มีดวงตาคือรู้อริยสัจ มีความเพียร และมีที่พึ่งคือหมั่นเข้าหาถามผู้ทรงธรรมวินัย ย่อมเจริญในกุศลธรรมเร็วเช่นกัน จบสูตรนี้ปิดท้ายรถการวรรคที่ ๒ พร้อมสรุปรายชื่อ ๑๐ พระสูตรในวรรค
  20. หน้า ๖๖–๗๐ สวิฏฐสูตร: พระเถระสามรูปถกกันว่าใครประเสริฐกว่า กายสักขี-ทิฏฐิปัตตะ-สัทธาวิมุตตะ พระสวิฏฐะ มหาโกฏฐิตะ และสารีบุตร ต่างเห็นว่าประเภทบุคคลที่ตนถนัด (สัทธาวิมุตตะ กายสักขิ ทิฏฐิปัตตะ ตามลำดับ) ประเสริฐที่สุด เพราะแต่ละท่านบรรลุอรหัตด้วยอินทรีย์ต่างกัน (ศรัทธา สมาธิ ปัญญา) เมื่อทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าไม่อาจตัดสินเด็ดขาดได้ เพราะบุคคลทั้งสามอาจอยู่ในภูมิธรรมต่างกันได้ทั้งพระอรหันต์และพระอริยะขั้นรอง
  21. หน้า ๗๑–๗๔ คิลานสูตร: คนไข้สามจำพวก เทียบกับผู้ฟังธรรมสามแบบ คนไข้บางคนหายไม่ได้ไม่ว่าจะรักษาอย่างไร บางคนหายได้เองไม่ต้องรักษา บางคนหายเพราะได้รับการรักษาที่เหมาะสม จึงทรงอนุญาตยาและผู้พยาบาลไข้เพื่อกลุ่มหลัง เทียบกับบุคคลสามแบบที่สัมพันธ์กับการเห็น-ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงธรรมเพราะอาศัยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟังเป็นหลัก แม้จะต้องแสดงซ้ำแก่กลุ่มอื่นด้วยก็ตาม
  22. หน้า ๗๕–๗๘ สังขารสูตร: กรรมสามแบบนำไปเกิดในนรก พรหม หรือโลกคละสุขทุกข์ ผู้ปรุงแต่งกาย วาจา ใจ ด้วยความเบียดเบียนย่อมเข้าถึงโลกที่มีแต่ทุกข์เหมือนสัตว์นรก ผู้ปรุงแต่งโดยไม่เบียดเบียนย่อมเข้าถึงโลกที่มีแต่สุขเหมือนพรหมสุภกิณหะ ส่วนผู้ปรุงแต่งทั้งสองแบบปนกันย่อมเสวยสุขทุกข์คละกันเหมือนมนุษย์ เทวดาบางเหล่า และเปรตวินิปาติกะ ชี้ให้เห็นว่าลักษณะกรรมทางกายวาจาใจกำหนดภพภูมิและคุณภาพชีวิตที่จะได้รับ
  23. หน้า ๗๙–๘๐ พหุการสูตร: อาจารย์สามประเภทที่มีบุญคุณมากที่สุดต่อศิษย์ ผู้ที่ทำให้ศิษย์ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ผู้ที่ทำให้รู้แจ้งอริยสัจสี่ตามจริง และผู้ที่ทำให้บรรลุวิมุตติสิ้นอาสวะ คือสามบุคคลที่มีอุปการะแก่ศิษย์มากที่สุดยิ่งกว่าใครอื่น แม้ศิษย์จะกราบไหว้ถวายจีวรบิณฑบาตนับพันครั้งก็ยังตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด อรรถกถาขยายความว่ายังมีอาจารย์อีกห้าประเภทที่มีคุณเช่นกันแต่พระสูตรนี้เจาะจงกล่าวเพียงสามระดับหลัก
  24. หน้า ๘๑–๘๔ วชิรสูตร: จิตเหมือนแผลเรื้อรัง สายฟ้าแลบ และเพชร คนขี้โกรธเมื่อถูกกระทบแม้เพียงเล็กน้อยก็แสดงความเดือดดาลเหมือนแผลเรื้อรังที่ยิ่งกระทบยิ่งมีหนองไหล ผู้เห็นอริยสัจได้ชั่วขณะเหมือนคนตาดีเห็นรูปในความมืดขณะฟ้าแลบ ส่วนพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะเปรียบเหมือนเพชรที่ตัดทำลายกิเลสได้เด็ดขาดไม่มีวันฟื้นคืน อุปมาทั้งสามนี้เป็นภาพเปรียบเทียบที่คมชัดของระดับจิตใจมนุษย์สามขั้น
  25. หน้า ๘๕–๘๗ เสวิตัพพสูตร: บุคคลที่ควรคบ ไม่ควรคบ และควรเคารพก่อนคบ ผู้ด้อยกว่าโดยศีลสมาธิปัญญาไม่ควรคบเว้นแต่ด้วยความเอ็นดู ผู้เสมอกันควรคบเพราะจะได้สนทนาธรรมอย่างผาสุก ส่วนผู้ยิ่งกว่าควรสักการะแล้วจึงคบเพื่อพัฒนาตนให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วยคาถาว่าคบคนเลวกว่าย่อมเสื่อม คบคนเสมอกันไม่เสื่อม คบคนดีกว่าย่อมเจริญเร็ว จึงควรคบคนที่ยิ่งกว่าตนเสมอ
  26. หน้า ๘๘–๙๑ ชิคุจฉิตัพพสูตร: บุคคลที่ควรรังเกียจ ควรวางเฉย และควรคบ คนทุศีลควรรังเกียจเหมือนงูในหลุมคูถ แม้ไม่เอาอย่างก็พลอยเสียชื่อว่าคบคนเลว คนขี้โกรธเปรียบเหมือนไฟไหม้ฟางควรวางเฉยเป็นกลาง ไม่เข้าใกล้หรือห่างเกินไป ส่วนคนมีศีลมีธรรมงามควรคบเพราะพลอยได้ชื่อเสียงที่ดี ซ้ำแนวคิดเรื่องการเลือกคบคนจากบทก่อนหน้าด้วยอุปมาที่เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
  27. หน้า ๙๒–๙๔ คูถภาณีสูตร: คนพูดเหม็น พูดหอม และพูดหวาน เมื่อถูกซักถามเป็นพยานในที่ประชุม บางคนโกหกทั้งที่รู้เพื่อประโยชน์ตนหรือผู้อื่นหรือเห็นแก่ลาภเล็กน้อย เรียกว่าคูถภาณี บางคนพูดความจริงตามที่รู้เห็น เรียกว่าปุปผภาณี ส่วนมธุภาณีคือผู้ละวาจาหยาบ พูดแต่คำไม่มีโทษ ไพเราะ เป็นที่รักของคนหมู่มาก อรรถกถาอธิบายลักษณะวาจาไพเราะไว้อย่างละเอียดหลายแง่มุม
  28. หน้า ๙๕–๙๗ อันธสูตร: คนตาบอด คนตาเดียว และคนสองตา คนตาบอดไม่มีทั้งปัญญาหาทรัพย์และปัญญารู้ดีชั่ว จึงเคราะห์ร้ายทั้งสองทาง คนตาเดียวมีปัญญาหาทรัพย์แต่ไม่รู้ดีชั่ว มักหาทรัพย์ด้วยการโกงจนตกนรก ส่วนคนสองตามีทั้งปัญญาหาทรัพย์โดยชอบธรรมและรู้จักให้ทาน จึงเจริญทั้งสองทาง มีคาถาสอนให้หลีกเลี่ยงคนสองประเภทแรกและคบแต่คนสองตาผู้ประเสริฐ
  29. หน้า ๙๘–๑๐๔ อวกุชชิตสูตร: ปัญญาดังหม้อคว่ำ หน้าตัก และหม้อหงาย จบปุคคลวรรคที่ ๓ คนฟังธรรมแล้วไม่ใส่ใจเลยเหมือนหม้อคว่ำที่น้ำไหลออกหมด คนฟังแล้วจำได้ชั่วคราวแต่ลุกไปก็ลืมเหมือนของเคี้ยวบนตักที่หกเรี่ยราด ส่วนคนฟังแล้วใส่ใจจดจำได้ทั้งต้นกลางปลายเหมือนหม้อหงายที่น้ำขังอยู่ไม่ไหลออก เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมจนถึงที่สุดทุกข์ได้ จบสูตรนี้ปิดปุคคลวรรคที่ ๓ พร้อมสรุปรายชื่อสิบพระสูตร
  30. หน้า ๑๐๕–๑๐๙ พรหมสูตร: มารดาบิดาคือพรหม บุรพาจารย์ และผู้ควรบูชาของบุตร ตระกูลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือน ตระกูลนั้นชื่อว่ามีพรหม มีบุรพาจารย์ มีผู้ควรแก่การบูชาประจำบ้าน เพราะท่านมีอุปการะมาก ฟูมฟักเลี้ยงดูและสอนให้บุตรรู้จักโลก อรรถกถาพรรณนาภาวนา ๔ ของพ่อแม่ตามวัยลูกอย่างซาบซึ้ง ตั้งแต่เมตตาขณะตั้งครรภ์ กรุณาขณะแบเบาะ มุทิตาขณะเติบโต จนถึงอุเบกขาเมื่อบุตรแยกเรือนไปมีครอบครัวเอง
  31. หน้า ๑๑๐–๑๑๒ อานันทสูตร: สมาธิที่ปราศจากอหังการมมังการ และการพรรณนาลักษณะพระนิพพาน พระอานนท์ทูลถามว่ามีสมาธิที่ไม่ยึดถือกายและอารมณ์ภายนอกว่าเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามี คือเมื่อภิกษุพิจารณาเห็นนิพพานว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง สิ้นตัณหา ดับกิเลส แล้วน้อมจิตเข้าไป ทรงอ้างคาถาปุณณกปัญหาสนับสนุนว่าผู้ไม่หวั่นไหวในโลกใดๆ ย่อมข้ามพ้นชาติชราได้
  32. หน้า ๑๑๓–๑๑๗ สารีปุตตสูตร: ทรงสอนพระสารีบุตรเรื่องการตัดตัณหาและอัญญาวิโมกข์ พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระสารีบุตรเรื่องเดียวกับที่ตรัสแก่พระอานนท์ คือสมาธิที่ปราศจากอหังการมมังการมานานุสัย ตรัสว่าภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติเช่นนี้ชื่อว่าตัดตัณหา ทำลายสังโยชน์ และทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงอ้างคาถาอุทยปัญหาว่าการละกามสัญญาและโทมนัสเป็นอัญญาวิโมกข์อันหมดจดด้วยอุเบกขาและสติ นำหน้าด้วยความตรึกถูกธรรม
  33. หน้า ๑๑๘–๑๑๙ นิทานสูตร: ต้นเหตุแห่งกรรม ๓ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงต้นเหตุแห่งกรรม ๓ ประการ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเมื่อบุคคลกระทำกรรมด้วยอกุศลมูลเหล่านี้ กรรมนั้นย่อมให้ผลในภพที่เกิดนั้นเอง เปรียบเหมือนพืชดีที่ปลูกในนาดีย่อมงอกงาม ส่วนกรรมที่ทำด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะ เมื่อรากกิเลสถูกทำลายแล้วย่อมไม่ให้ผลอีก เปรียบเหมือนพืชที่ถูกเผาเป็นเถ้าแล้วโปรยในลมหรือน้ำเชี่ยว ไม่อาจงอกขึ้นได้อีก จบด้วยคาถาสรุปเตือนให้ละอกุศลมูลทั้งสาม
  34. หน้า ๑๒๐–๑๒๑ อรรถกถานิทานสูตร: อธิบายศัพท์และจำแนกกรรม ๑๑ อย่าง อรรถกถานิทานสูตรเริ่มอธิบายศัพท์ เช่น นิทาน กรรม โลภะ โทสะ โมหะ และขยายความอุปมาพืชในสูตรว่าเหตุใดพืชที่สมบูรณ์ปลูกในนาดีจึงเจริญงอกงาม จากนั้นท่านจำแนกวิธีจัดประเภทกรรมตามพระสูตรออกเป็น ๑๑ อย่าง ได้แก่ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม อปรปริยายเวทนียกรรม ครุกกรรม พหุลกรรม ยทาสันนกรรม กฏัตตวาปนกรรม ชนกกรรม อุปัตถัมภกกรรม อุปปีฬกกรรม และอุปฆาตกกรรม เป็นบัญชีหัวข้อที่จะอธิบายรายละเอียดต่อไป
  35. หน้า ๑๒๒–๑๒๔ อธิบายกรรม ๔ ประเภทแรก: ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ถึง ครุกกรรม อธิบายกรรม ๔ ประเภทแรกในบรรดา ๑๑ อย่าง คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (ให้ผลในชาตินี้ เปรียบเหมือนนายพรานยิงเนื้อไม่พลาด) อุปปัชชเวทนียกรรม (ให้ผลในชาติหน้า) อปรปริยายเวทนียกรรม (ให้ผลเมื่อใดก็ได้ในอนาคต เปรียบเหมือนสุนัขไล่กัดเนื้อไม่มีทางรอด) และครุกกรรม (กรรมหนักที่บดบังกรรมอื่นให้ผลก่อน เปรียบเหมือนก้อนเหล็กที่จมน้ำทันที) พร้อมตัวอย่างบุคคลในพุทธประวัติ เช่น พระเทวทัต นางจิญจมาณวิกา
  36. หน้า ๑๒๕–๑๒๗ พหุลกรรม กับเรื่องพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย อธิบายพหุลกรรม (กรรมที่ทำบ่อยจนมีกำลังมาก) พร้อมเรื่องพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยผู้พ่ายศึกหนีเข้าป่า ทรงแบ่งข้าวปายาสมื้อเดียวเป็น ๔ ส่วนถวายพระโพธิยมาลกมหาติสสเถระก่อนเสวยเอง แม้มหาดเล็กและม้าทรงก็ยังขอถวายส่วนของตน แสดงถึงศรัทธาอันแรงกล้าที่ติดตามพระองค์จนสวรรคตไปบังเกิดในดุสิตพิภพ เป็นตัวอย่างกรรมที่มีกำลังมากให้ผลก่อนกรรมอื่น
  37. หน้า ๑๒๘–๑๒๙ ยทาสันนกรรม: คนเฝ้าประตูชาวทมิฬ กับมหาวาตกาลอุบาสก อธิบายยทาสันนกรรม (กรรมที่ระลึกได้ใกล้ตายให้ผลก่อน) ผ่านสองเรื่อง คือ นายประตูชาวทมิฬผู้ฆ่าสัตว์มา ๕๐ ปี แต่รับศีลจากพระเถระก่อนตายจึงไปเกิดในสวรรค์ และมหาวาตกาลอุบาสกผู้ท่องอาการ ๓๒ นานถึง ๓๐ ปีแต่เกิดทิฏฐิวิปลาสเสียศรัทธา ตายไปเกิดเป็นจระเข้ยักษ์ในแม่น้ำคงคา แสดงให้เห็นทั้งด้านกุศลและอกุศลของกรรมประเภทนี้
  38. หน้า ๑๓๐–๑๓๓ กฏัตตาวาปนกรรม ชนกกรรม อุปัตถัมภกกรรม อุปปีฬกกรรม และอุปฆาตกกรรม อธิบายกรรมที่เหลืออีก ๕ อย่าง คือ กฏัตตาวาปนกรรม (กรรมเบาที่ทำโดยไม่ตั้งใจ) ชนกกรรม (กรรมนำเกิด) อุปัตถัมภกกรรม (กรรมสนับสนุน) อุปปีฬกกรรม (กรรมบีบคั้น พร้อมเรื่องเพชฌฆาตตาวกาฬกะผู้ถวายข้าวปายาสแด่พระสารีบุตรก่อนตายแล้วไปเกิดในดาวดึงส์ทั้งที่ฆ่าคนมา ๕๐ ปี) และอุปฆาตกกรรม/อุปัจเฉทกกรรม (กรรมตัดรอน อ้างถึงพระเจ้าอชาตศัตรูและพระองคุลิมาลเถระ) ครบกรรม ๑๑ อย่างตามพระสูตร
  39. หน้า ๑๓๔–๑๓๖ กรรม ๑๖ อย่างตามแนวพระอภิธรรม อธิบายการจำแนกกรรม ๑๖ อย่างตามแนวพระอภิธรรม แบ่งเป็นกรรมชั่วและกรรมดีอย่างละ ๘ ที่ห้ามหรืออาศัยคติ อุปธิ กาล และปโยคสมบัติ/วิบัติ พร้อมตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่น คนเกิดในตระกูลทาสแต่มีรูปงามได้รับการอุปการะ หรือคนเกิดในราชสกุลแต่พิการจึงไม่ได้ตำแหน่งสูง แสดงว่าผลของกรรมดีกรรมชั่วอาจถูกขัดขวางหรือได้โอกาสตามเงื่อนไขต่างๆ
  40. หน้า ๑๓๗–๑๔๑ กรรม ๑๒ อย่างตามปฏิสัมภิทามรรค และสรุปจบอรรถกถานิทานสูตร อธิบายกรรม ๑๒ อย่างตามแนวปฏิสัมภิทามรรค ว่าด้วยวิบากที่เป็นอโหสิกรรมในกาลต่างๆ ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต จากนั้นสรุปว่ากรรม ๑๑ อย่างที่แท้ย่อลงเหลือเพียง ๓ คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม อปรปริยายเวทนียกรรม ซึ่งไม่ก้าวก่ายกัน พร้อมอธิบายศัพท์ในนิคมคาถาเรื่องการเผากิเลสด้วยมัคคญาณเหมือนไฟเผาพืช เป็นบทจบอรรถกถานิทานสูตร
  41. หน้า ๑๔๒–๑๔๔ หัตถกสูตร: ผู้มีความสุขแท้ เจ้าชายหัตถกะอาฬวกะทูลถามพระพุทธเจ้าผู้บรรทมบนลาดใบไม้กลางป่าในคืนหนาวว่าทรงเป็นสุขหรือไม่ พระองค์ตรัสย้อนถามถึงเศรษฐีผู้นอนในเรือนหรูพร้อมภริยา ๔ นาง แต่ยังเร่าร้อนด้วยราคะโทสะโมหะ แล้วทรงสรุปว่าพระองค์นอนเป็นสุขแท้เพราะละกิเลสเหล่านั้นได้หมดสิ้น ไม่ขึ้นกับความสะดวกสบายทางกาย จบด้วยคาถาว่าผู้ดับกิเลสสนิทย่อมนอนเป็นสุขทุกกาล
  42. หน้า ๑๔๕–๑๔๗ อรรถกถาหัตถกสูตร อรรถกถาหัตถกสูตร อธิบายที่มาพระนามหัตถกะอาฬวกะ (เสด็จจากมือยักษ์สู่พระหัตถ์พระพุทธเจ้า) เล่าเหตุที่ทั้งสองพระองค์มาพบกันในป่าสิงสปาวัน อธิบายศัพท์ อันตรัฏฐกะ (ฤดูหิมะตก) ลมเวรัมพวาต และรายละเอียดเครื่องเรือนหรูหราของเศรษฐีในสูตร ก่อนสรุปความหมายว่าราคะโทสะโมหะที่ตถาคตละแล้วเท่านั้นที่ทำให้พระองค์ต่างจากปุถุชนผู้ยังมีกิเลสอยู่
  43. หน้า ๑๔๘–๑๕๒ ทูตสูตร: เทวทูต ๓ จำพวก ทูตสูตรว่าด้วยเทวทูต ๓ จำพวก คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ที่เตือนให้มนุษย์ไม่ประมาท เล่าเรื่องพญายมซักถามบุรุษผู้ทำบาปว่าเคยเห็นเทวทูตเหล่านี้และคิดจะทำความดีหรือไม่ เมื่อบุรุษยอมรับว่าประมาท พญายมชี้ว่าบาปนั้นเขาทำเอง ไม่มีใครทำแทนได้ จากนั้นบรรยายการลงทัณฑ์ในนรกอย่างสยดสยองด้วยตาปูเหล็กแดงและโลหกุมภี ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนให้ไม่ประมาทเมื่อเห็นเทวทูต
  44. หน้า ๑๕๓–๑๕๙ อรรถกถาทูตสูตร: เทวทูต นายนิรยบาล และพญายม อรรถกถาทูตสูตรอธิบายความหมายของเทวทูต (ทูตแห่งมัจจุ) ยืนยันว่านายนิรยบาลมีจริงตามคัมภีร์อภิธรรม อธิบายว่าพญายมคือเวมานิกเปรตที่เสวยทั้งสุขทิพย์และทุกข์กรรมสลับกัน มีอยู่ ๔ องค์ประจำ ๔ ประตูนรก อธิบายศัพท์อมัตเตยยะอพรหมัญญะ และเล่าว่าผู้ทำบาปน้อยเท่านั้นที่ถูกซักถามเทวทูตก่อนตัดสิน พร้อมตัวอย่างทมิฬทีฆชยันตะผู้ระลึกถึงบุญได้เองจากเสียงเปลวไฟในนรกจึงพ้นไปเกิดสวรรค์
  45. หน้า ๑๖๐–๑๖๑ ตัวอย่างผู้ถูกเตือน และการลงโทษในอเวจีมหานรก เล่าเรื่องอำมาตย์ผู้เคยบูชาพระมหาเจดีย์ด้วยดอกมะลิและอุทิศบุญให้พญายม เมื่อตายไปเกิดในนรกและระลึกบุญไม่ได้ พญายมเองเตือนความจำให้จนนึกออกและได้ไปเกิดในเทวโลกทันที ตามด้วยคำอธิบายอย่างละเอียดถึงวิธีลงทัณฑ์ในอเวจีมหานรก เช่น การตรึงร่างด้วยหลาวเหล็ก การถากด้วยขวานผึ่ง และขนาดมหานรกที่ร้อนแผ่ไป ๑๐๐ โยชน์ ปิดท้ายด้วยจบอรรถกถาทูตสูตร
  46. หน้า ๑๖๒ ปฐมราชสูตร: ท้าวโลกบาลตรวจโลก ปฐมราชสูตรว่าด้วยท้าวจตุโลกบาลและบริวารผลัดเปลี่ยนกันตรวจตราโลกมนุษย์ในวันพระ ๘ ๑๔ และ ๑๕ ค่ำ เพื่อบันทึกว่ามนุษย์กตัญญูต่อบิดามารดา บำรุงสมณพราหมณ์ และรักษาอุโบสถมากน้อยเพียงใด แล้วนำไปรายงานต่อที่ประชุมเทวดาดาวดึงส์ในสุธัมมาสภา หากมนุษย์ทำบุญน้อยเทวดาจะเสียใจเพราะเกรงทิพยกายจะเบาบางและอสุรกายจะเต็มแทน
  47. หน้า ๑๖๓–๑๖๗ อรรถกถาปฐมราชสูตร: การตรวจโลกและการรักษาอุโบสถ อรรถกถาปฐมราชสูตรอธิบายกระบวนการที่ท้าวสักกะสั่งบริวารมหาราชทั้ง ๔ ให้จดชื่อมนุษย์ผู้ทำบุญลงแผ่นทอง อธิบายวิธีรักษาอุโบสถ ๘ วันต่อเดือนและปฏิชาครอุโบสถ อธิบายที่มาชื่อเทวดาดาวดึงส์ และนิพัทธอุโบสถหรือปาฏิหาริยปักขอุโบสถที่ท้าวสักกะทรงถือแม้ยังมีกิเลส ปิดท้ายด้วยการอธิบายคุณสมบัติพระอรหันต์ผู้สมควรกล่าวคาถานี้อย่างแท้จริง
  48. หน้า ๑๖๘–๑๖๙ ทุติยราชสูตร: คาถาที่ท้าวสักกะยังไม่ควรกล่าว ทุติยราชสูตรเล่าว่าท้าวสักกะเคยกล่าวคาถาชักชวนเทวดาให้ถืออุโบสถ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคาถานั้นกล่าวไม่เหมาะสม เพราะท้าวสักกะเองยังไม่พ้นราคะโทสะโมหะและยังไม่พ้นทุกข์คือชาติชราพยาธิมรณะ มีเพียงพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วเท่านั้นที่สมควรกล่าวคาถาเชิญชวนถืออุโบสถนี้ได้อย่างแท้จริง เพราะท่านปราศจากกิเลสและพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว
  49. หน้า ๑๗๐–๑๗๒ สุขุมาลสูตร: ความสุขุมาลในวังกับความเมา ๓ ประการ สุขุมาลสูตรว่าด้วยที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงความสุขุมาลอย่างยิ่งในวังก่อนออกบวช มีสระบัวสามสระ เครื่องนุ่งห่มผ้ากาสีล้วน เศวตฉัตรกันแดดฝนตลอดเวลา และปราสาท ๓ หลังสำหรับ ๓ ฤดู แต่เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าตนเองก็ต้องแก่เจ็บตายเช่นเดียวกับผู้อื่นที่ทรงเคยรังเกียจ ความเมาในความหนุ่ม ความไม่มีโรค และในชีวิตก็หายไปหมด ทรงตัดสินพระทัยออกผนวชแสวงเนกขัมมะ
  50. หน้า ๑๗๓–๑๘๔ บทสรุปสุขุมาลสูตรและอรรถกถา: ความเมา ๓ กับความสุขุมาลของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสสรุปสุขุมาลสูตรด้วยคาถาว่าทรงครอบงำความเมาในความหนุ่ม ความไม่มีโรค และในชีวิตได้แล้ว เพราะทรงเห็นธรรมดาของสัตว์โลก จากนั้นอรรถกถาขยายความชีวิตในวังของเจ้าชายสิทธัตถะ เช่น สระบัวที่ท้าวสักกะให้วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตให้ ปราสาท ๓ หลังสำหรับ ๓ ฤดู และการแสดงศิลปะยิงธนูเหนือมนุษย์ก่อนอภิเษกสมรส เพื่อชี้ว่าแม้มีสมบัติมากมายก็ยังทรงไม่ประมาท
  51. หน้า ๑๘๕–๑๙๐ อธิปไตยสูตร: หลักธรรม ๓ ประการที่ภิกษุพึงยึดเป็นใหญ่ในการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอธิปไตย ๓ คือ อัตตาธิปไตย (ยึดตนเป็นใหญ่ ละอายที่จะทำชั่วเพราะเกียรติของตน) โลกาธิปไตย (ยึดโลกเป็นใหญ่ เกรงผู้อื่นรู้ความชั่วของตน) และธรรมาธิปไตย (ยึดธรรมเป็นใหญ่ เพียรเพราะเห็นคุณค่าพระธรรม) ทั้งสามล้วนนำไปสู่การละอกุศลบำเพ็ญกุศล จบด้วยคาถาเตือนว่าความลับไม่มีจริงในโลก เทวดาและตนเองย่อมรู้เห็นบาปที่ทำ ปิดท้ายเทวทูตวรรคที่ ๔
  52. หน้า ๑๙๑–๑๙๘ จูฬวรรคที่ ๕: สัมมุขีสูตรและฐานสูตร พร้อมเรื่องเล่าผู้ใฝ่ธรรมและใฝ่เห็นผู้มีศีล เริ่มจูฬวรรคด้วยสัมมุขีสูตรว่าด้วยเหตุ ๓ ที่ทำให้ได้บุญมาก (ศรัทธา ไทยธรรม ทักขิไณยบุคคล) และฐานสูตรว่าด้วยลักษณะผู้มีศรัทธา ๓ ประการ อรรถกถาแทรกเรื่องเล่าประกอบหลายเรื่อง เช่น พราหมณ์เดินทางไกลไปหาพระเถระ พระเจ้าสัทธาติสสมหาราชผู้ไม่ไหว้พระเถระที่คะนองมือแต่ต่อมาเห็นปาฏิหาริย์ตอนปรินิพพาน และหญิงสองคนยอมให้ลูกถูกงูกัดเพื่อไม่ให้เสียสมาธิฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน
  53. หน้า ๑๙๙–๒๐๒ ปัจจยวัตตสูตร ปเรสสูตร ปัณฑิตสูตร: ประโยชน์การแสดงธรรมและสิ่งที่บัณฑิตยกย่อง สามสูตรสั้นว่าด้วยประโยชน์การแสดงธรรม (ผู้แสดงและผู้ฟังต่างได้รสธรรม) เหตุแห่งการเจรจาธรรม และปัณฑิตสูตรซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่บัณฑิตและสัตบุรุษบัญญัติไว้ ๓ ประการ คือ ทาน การบวช และการบำรุงมารดาบิดา อรรถกถาขยายความว่าผู้บำรุงมารดาบิดาเท่านั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นอริยะและถึงพร้อมด้วยทัศนะในพระสูตรนี้
  54. หน้า ๒๐๓–๒๐๗ ศีลสูตร สังขตสูตร อสังขตสูตร ปัพพตสูตร: บุญจากภิกษุมีศีล และธรรมชาติของสิ่งปรุงแต่ง ศีลสูตรกล่าวว่าชาวบ้านที่มีบรรพชิตผู้มีศีลอาศัยอยู่ย่อมได้บุญทางกาย วาจา ใจ สังขตสูตรและอสังขตสูตรแสดงลักษณะสิ่งปรุงแต่ง (มีเกิด เสื่อม แปรไป) เทียบกับพระนิพพานที่ปราศจากลักษณะเหล่านั้น ปัพพตสูตรเปรียบครอบครัวที่มีหัวหน้าเป็นผู้มีศรัทธาว่าเจริญได้ดุจต้นไม้ใหญ่ที่อาศัยขุนเขาหิมพานต์
  55. หน้า ๒๐๘–๒๑๓ อาตัปปสูตรและมหาโจรสูตร: ความเพียร ๓ เทียบภิกษุชั่วกับมหาโจร ปิดท้ายปฐมปัณณาสก์ อาตัปปสูตรสอนความเพียร ๓ ด้าน คือ ป้องกันอกุศลใหม่ เจริญกุศลใหม่ และอดทนต่อทุกขเวทนาแรงกล้าถึงชีวิต มหาโจรสูตรเปรียบมหาโจรที่อาศัยที่ขรุขระ ป่าทึบ และผู้มีอำนาจคุ้มครอง กับภิกษุชั่วที่ประพฤติทุจริต มีมิจฉาทิฏฐิ และพึ่งพิงผู้มีอำนาจปกปิดความผิด ซึ่งล้วนทำลายคุณความดีของตน หน้า 213 เป็นเพียงรายชื่อสรุปพระสูตรในจูฬวรรค ปิดท้ายปฐมปัณณาสก์
  56. หน้า ๒๑๔–๒๑๘ ปฐมชนสูตรและทุติยชนสูตร: พราหมณ์ชรา ๑๒๐ ปีทูลถามที่พึ่งยามสิ้นชีวิต พราหมณ์คู่หนึ่งอายุ ๑๒๐ ปีที่ยังไม่ได้ทำความดีไว้เข้าเฝ้าทูลขอโอวาท พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกถูกชราพยาธิมรณะครอบงำ มีเพียงความสำรวมกาย วาจา ใจ เท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของผู้ละโลกไปแล้ว ทรงเปรียบเหมือนเรือนถูกไฟไหม้ ของที่ขนออกได้ทันคือทานที่ให้แล้วเท่านั้นที่เป็นประโยชน์ อรรถกถาเล่าว่าพราหมณ์ทั้งสองรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิตแล้วไปเกิดในสวรรค์
  57. หน้า ๒๑๙–๒๒๔ พราหมณสูตร ปริพาชกสูตร นิพพุตสูตร: ธรรมและนิพพานเป็นสันทิฏฐิกะอย่างไร พราหมณ์และปริพาชกทูลถามว่าเหตุใดพระธรรมและพระนิพพานจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง พระพุทธเจ้าตอบว่าเมื่อบุคคลถูกราคะ โทสะ โมหะครอบงำย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่นจนเกิดทุกข์ แต่เมื่อละกิเลสเหล่านั้นได้แล้วย่อมไม่คิดเบียดเบียนใครและรู้ประโยชน์ตามจริง ทั้งสามท่านเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตหลังฟังธรรม
  58. หน้า ๒๒๕–๒๒๗ ปโลภสูตร: เหตุที่ทำให้ผู้คนและบ้านเมืองร่อยหรอลงจากในอดีต พราหมณ์มหาศาลทูลถามเหตุที่ทำให้ผู้คนเบาบางลงจากที่เคยหนาแน่นดุจอเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเพราะคนโลภเกินควรจนฆ่าฟันกันเอง ฝนไม่ตกตามฤดูกาลจนเกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง และยักษ์ปล่อยอมนุษย์ร้ายมาทำร้ายมนุษย์ ล้วนเป็นผลจากความโลภและอธรรมราคะของผู้คนเอง ไม่ใช่เหตุจากภายนอก
  59. หน้า ๒๒๘–๒๓๓ ชัปปสูตร: พระพุทธเจ้าแก้ข่าวลือเรื่องห้ามให้ทานผู้อื่น ทานมีผลมากเพราะผู้รับมีศีล ปริพาชกวัจฉโคตรทูลถามข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าตรัสห้ามให้ทานแก่คนอื่นนอกจากพระองค์และสาวก พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธ ทรงสอนว่าผู้ห้ามทานผู้อื่นทำอันตรายต่อบุญของผู้ให้และลาภของผู้รับ แม้เทน้ำล้างจานลงหลุมโสโครกด้วยเจตนาเลี้ยงสัตว์ก็ยังได้บุญ แต่ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลสมบูรณ์ย่อมมีผลมากกว่า ดุจโคทำงานดีไม่เลือกสี บุคคลผู้ฝึกตนดีก็เกิดได้ทุกวรรณะ
  60. หน้า ๒๓๔–๒๓๙ ติกัณณสูตร: วิชชา ๓ ของพราหมณ์ต่างจากวิชชา ๓ ของพระอริยะ พราหมณ์ติกัณณะกล่าวสรรเสริญพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าวิชชา ๓ ของพราหมณ์ (เกิดดีทั้งสองฝ่าย ท่องจำไตรเพท) ต่างจากวิชชา ๓ ในอริยวินัยซึ่งได้จากการเจริญฌาน ๔ แล้วบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ (รู้การเกิดตายของสัตว์ตามกรรม) และอาสวักขยญาณ (รู้แจ้งอริยสัจจนสิ้นอาสวะ) ติกัณณะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
  61. หน้า ๒๔๐–๒๔๓ อรรถกถาติกัณณสูตร: คุณสมบัติพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ตามลัทธิพราหมณ์ อรรถกถาไขความศัพท์เกี่ยวกับคุณสมบัติพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ตามที่พราหมณ์บัญญัติ ได้แก่ความเป็นอุภโตสุชาต (เกิดดีทั้งฝ่ายมารดาบิดาสืบไป ๗ ชั่วบรรพบุรุษ) การทรงจำไตรเพทพร้อมนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรประเภท คัมภีร์อิติหาส และความชำนาญโลกายตศาสตร์กับตำรามหาปุริสลักษณะ พร้อมอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสถามเพื่อทรงแก้ปัญหาตามที่พราหมณ์ทูลขอ
  62. หน้า ๒๔๔–๒๔๙ อรรถกถา: อธิบายวิชชา ๓ ของพระอริยะโดยพิสดาร อรรถกถาขยายความวิชชา ๓ ในอริยวินัยทีละข้อ คือปุพเพนิวาสานุสติญาณที่ทำให้แจ้งขันธ์ในชาติก่อน จุตูปปาตญาณที่รู้การจุติเกิดของสัตว์ตามกรรมด้วยทิพยจักษุ และอาสวักขยญาณอันเป็นอรหัตมัคคญาณที่แทงตลอดอริยสัจ ๔ จนสิ้นอาสวะ พร้อมอธิบายความหมายของคำว่าวิชชา อวิชชา และการพิจารณาของพระขีณาสพว่าชาติสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
  63. หน้า ๒๕๐–๒๕๒ ชานุสโสณีสูตร: ควรให้ทานแก่ผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัย ชานุสโสณีพราหมณ์ทูลถามทำนองเดียวกับติกัณณะว่าควรให้ทานแก่พราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิชชา ๓ ในอริยวินัย (ปุพเพนิวาสญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ) ว่าต่างจากวิชชา ๓ ของพราหมณ์ทั่วไปอย่างมาก ชานุสโสณีเลื่อมใสถึงสรณะเป็นอุบาสก อรรถกถาอธิบายว่าไทยธรรมทุกชนิดควรให้แก่ผู้มีวิชชา ๓ ที่แท้จริงเท่านั้น
  64. หน้า ๒๕๓–๒๕๕ สังคารวสูตร: บุญปฏิปทาจากการบวชมีผลมากกว่ายัญ สังคารวพราหมณ์กล่าวว่าการบูชายัญเป็นบุญเนื่องด้วยคนหมู่มาก ส่วนการบวชฝึกตนคนเดียวเป็นบุญเนื่องด้วยคนเดียว พระพุทธเจ้าทรงถามให้เห็นว่าปฏิปทาการบวชตามคำสอนพระตถาคตแพร่หลายไปในคนจำนวนมาก จึงเป็นบุญเนื่องด้วยคนมากยิ่งกว่า เมื่อพระอานนท์ถามว่าปฏิปทาใดใช้ความพยายามน้อยกว่าแต่มีผลมาก พราหมณ์หลบเลี่ยงไม่ตอบถึง ๓ ครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงช่วยปลดเปลื้อง
  65. หน้า ๒๕๖–๒๕๙ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง: ฤทธิ์ ดักใจ และคำสอน พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓ อย่างแก่สังคารวพราหมณ์ คือ อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ดักใจผู้อื่นได้ถูกต้อง) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (พร่ำสอนให้ละสิ่งไม่ดีเข้าถึงสิ่งดี) พราหมณ์เห็นว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ประเสริฐที่สุดเพราะอีกสองอย่างเหมือนเล่นกล พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงมีปาฏิหาริย์ทั้งสามและภิกษุอีกนับร้อยพันก็มีเช่นกัน
  66. หน้า ๒๖๐–๒๖๗ อรรถกถาสังคารวสูตร: นิทานประกอบปาฏิหาริย์ดักใจ จบพราหมณวรรค อรรถกถาไขศัพท์สังคารวสูตรและเล่านิทานประกอบอาเทสนาปาฏิหาริย์ เช่น ปุโรหิตทายจำนวนไข่มุกจากเสียงตุ๊กแกและไก่ขัน ชายผู้ครุ่นคิดถึงคดีความจนถูกทายใจถูก และพระเถระที่ถูกทายว่ามาจากบ้านโปลิยคาม อธิบายลำดับผู้รู้ใจผู้อื่นตั้งแต่ปุถุชนถึงพระอริยะชั้นต่างๆ จบด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ ในพราหมณวรรคที่ ๓
  67. หน้า ๒๖๘–๒๗๔ ติตถสูตร: ลัทธิเดียรถีย์ ๓ กับหลักธาตุ ๖ อริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงลัทธิเดียรถีย์ ๓ ที่นำไปสู่อกิริยทิฏฐิ (ไม่ทำกรรมดีกรรมชั่วก็ได้) คือถือว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า พระอิศวรบันดาล หรือไม่มีเหตุปัจจัยเลย ซึ่งขัดแย้งกับหลักกรรมทางพุทธ แล้วทรงแสดงธรรมที่ไม่มีใครลบล้างได้ คือธาตุ ๖ ผัสสายตนะ ๖ มโนปวิจาร ๑๘ และอริยสัจ ๔ พร้อมแสดงปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับโดยละเอียด
  68. หน้า ๒๗๕–๒๘๒ อรรถกถาติตถายตนสูตร: อธิบายและหักล้างวาทะเดียรถีย์ ๓ อรรถกถาอธิบายความหมายติตถายตนะ (บ่อเกิดลัทธิ) และไขความวาทะเดียรถีย์ ๓ ทีละข้อ คือปุพเพกตวาทะ อิสสรนิมมานวาทะ และอเหตุอปัจจยวาทะ โดยยกโรค ๘ ชนิด กรรม ๓ กอง วิบาก ๓ กอง เจตนา ๔ กอง มาแสดงว่าหากเชื่อทฤษฎีเหล่านี้ล้วนๆ จะปฏิเสธความรับผิดชอบทางศีลธรรมไปหมด แล้วอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงตั้งลัทธิของพระองค์เองเพื่อหักล้างและข่มมิจฉาทิฏฐิได้ง่ายขึ้น
  69. หน้า ๒๘๓–๒๘๔ อุปมากระต่ายตื่นตูม: ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีใครข่มได้ อรรถกถาเปรียบลัทธิเดียรถีย์ที่ว่างเปล่าไร้แก่นสารด้วยอุปมาต่างๆ เช่น แมลงค่อมทองที่ร้องเข้ากองไฟ การตำแกลบที่ไม่มีเนื้อใน ช่างสานตาบอดที่มองไม่เห็นความหมายทั้งต้นกลางปลาย และกระต่ายตื่นตูมหนีเพราะได้ยินเสียงลูกตาลหล่นแล้วเข้าใจผิดว่าแผ่นดินถล่ม ตรงข้ามกับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงซึ่งไม่มีใครข่มได้ ไม่หมองมัว บัณฑิตไม่ติเตียน
  70. หน้า ๒๘๕–๒๙๑ อธิบายธาตุ ๖ ผัสสายตนะ ๖ มโนปวิจาร ๑๘ และปฏิจจสมุปบาท (ยังไม่จบ) อรรถกถาอธิบายธาตุ ๖ ผัสสายตนะ ๖ และมโนปวิจาร ๑๘ ว่าเป็นกัมมัฏฐานนำไปสู่อรหัตผลได้ ทั้งโดยย่อ (กำหนดรูป ๖๖ ส่วน จิต ๘๑ ดวงเป็นวิญญาณขันธ์ สรุปว่ามีแต่นามกับรูป ไม่มีสัตว์หรือชีวะ) และโดยพิสดาร จากนั้นโยงไปอธิบายว่าเหตุที่ทรงแสดงธาตุ ๖ ก็เพื่อนำสู่ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ บท เริ่มจากการก้าวลงสู่ครรภ์มารดาซึ่งอาศัยองค์ประกอบ ๓ (บิดามารดาอยู่ร่วมกัน มารดาอยู่ในวัยมีระดู คันธัพพสัตว์ปรากฏ) เนื้อหายังไม่จบต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
  71. หน้า ๒๙๒–๒๙๔ เหตุปัจจัยการก้าวลงสู่ครรภ์ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ ๔ อธิบายว่าการปฏิสนธิในครรภ์ต้องอาศัยองค์ประกอบ ๓ อย่างพร้อมกัน คือ บิดามารดาอยู่ร่วมกัน มารดาอยู่ในวัยมีระดู และมีสัตว์ผู้จะมาเกิด (คันธัพพะ) ปรากฏ จากนั้นแสดงว่าพระพุทธเจ้าตรัสปฏิจจสมุปบาทแก่ผู้ "รู้อยู่ เสวยอยู่" เท่านั้น แล้วขยายความอริยสัจ ๔ ว่าทุกข์คือขันธ์ ๕ เว้นตัณหา สมุทัยคือตัณหาที่นำไปสู่ทุกข์ นิโรธคือการดับกิเลสมีอวิชชาเป็นต้นไม่เหลือคือนิพพาน จบอรรถกถาติตถายตนสูตรที่ ๑
  72. หน้า ๒๙๕–๒๙๙ ภยสูตร: ภัยที่มารดาบุตรช่วยกันไม่ได้ (ไฟ น้ำ โจร เทียบชรา พยาธิ มรณะ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าปุถุชนเข้าใจผิดว่าไฟไหม้ น้ำท่วม และโจรป่า เป็นภัยที่ทำให้มารดาบุตรพลัดพรากกัน (อมาตาปุตติกภัย) ทั้งที่จริงภัยเหล่านี้บางครั้งก็ยังได้พบกันอีก แต่ภัยที่แท้จริงซึ่งไม่มีใครช่วยใครได้เลยแม้แต่มารดากับบุตร คือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย เพราะไม่มีใครขอแทนกันได้ ทางเดียวที่จะพ้นภัยทั้งหมดนี้คืออริยมรรคมีองค์ ๘ อรรถกถาขยายความคำว่าโจรป่ากำเริบและการหลบหนีของชาวบ้าน
  73. หน้า ๓๐๐–๓๐๕ เวนาคสูตร: ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ ๓ อย่างของพระพุทธเจ้า (ทิพย์ พรหม อริยะ) พราหมณ์วัจฉโคตรชมพระฉวีวรรณของพระพุทธเจ้าและถามถึงที่นั่งที่นอนสูงใหญ่หรูหราที่พระองค์น่าจะมีไว้ใช้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์มีที่นอน ๓ อย่างที่หาได้ไม่ยาก คือ ที่นอนทิพย์ (การเข้าฌาน ๔ ขณะบิณฑบาตแล้วนั่งใต้ร่มไม้), ที่นอนพรหม (การแผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาไปทั่วทุกทิศ), และที่นอนอริยะ (การละราคะโทสะโมหะได้เด็ดขาด) พราหมณ์เลื่อมใสจนขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  74. หน้า ๓๐๖–๓๑๓ อรรถกถาเวนาคสูตร ตอนต้น: ความหมายสมณะ พุทธคุณ ๙ ประการ อธิบายว่าการเสด็จจาริกของพระพุทธเจ้ามี ๒ แบบ คือรีบด่วนกับไม่รีบด่วน แล้วไขความหมายคำว่า "สมณะ" "สักยบุตร" และขยายพุทธคุณบทว่า อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯลฯ ภควา โดยละเอียด พร้อมอธิบายว่าพระธรรมเทศนาที่งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด หมายถึงศีลเป็นเบื้องต้น มรรคเป็นท่ามกลาง และนิพพานเป็นที่สุด ทั้งของพระสูตรแต่ละบทและของพระศาสนาโดยรวม ซึ่งเป็นหลักที่นักเทศน์ควรถือเป็นแบบอย่าง
  75. หน้า ๓๑๔–๓๒๐ อรรถกถาเวนาคสูตร ตอนปลาย: เครื่องลาดต้องห้าม และที่นอนทิพย์-พรหม-อริยะ ไขความหมายศัพท์บาลีของเครื่องลาดและที่นอนหรูหราต่าง ๆ ที่เป็นของต้องห้ามสำหรับภิกษุ เช่น เครื่องลาดขนแกะ ผ้าไหม หนังเสือ พร้อมชี้ว่าบางส่วนแก้ไขดัดแปลงแล้วใช้ได้ จากนั้นอธิบายพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่าที่จงกรม ที่ยืน ที่นั่ง ที่นอนขณะทรงเข้าฌาน แผ่พรหมวิหาร หรือพิจารณาว่าละราคะโทสะโมหะได้แล้ว คือที่นอนทิพย์ พรหม และอริยะของพระองค์ตามลำดับ จบอรรถกถาเวนาคสูตรที่ ๓
  76. หน้า ๓๒๑–๓๒๓ สรภสูตร: ปริพาชกสรภะอวดรู้ธรรมแล้วเลี่ยงหนี ถูกซักจนจนมุม ปริพาชกชื่อสรภะประกาศในกรุงราชคฤห์ว่าตนรู้ทั่วธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วจึงเลี่ยงหนีออกจากศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถามถึง ๓ ครั้งว่ารู้อย่างไร สรภะนิ่งเงียบไม่ตอบทุกครั้งจนหมดสง่าก้มหน้าซบเซา พระพุทธเจ้าจึงทรงบันลือสีหนาทว่าผู้ใดกล่าวหาว่าพระองค์ยังไม่ตรัสรู้จริง เมื่อถูกซักไซ้จะต้องตกในฐานะ ๓ อย่าง คือพูดกลบเกลื่อน แสดงความโกรธ หรือนิ่งอั้นเหมือนสรภะ แล้วเสด็จกลับทางอากาศ ปริพาชกอื่นพากันถากถางสรภะ
  77. หน้า ๓๒๔–๓๓๐ อรรถกถาสรภสูตร ตอนต้น: แผนขโมย "มายามนต์" ของเดียรถีย์ ๕๐๐ เล่าเบื้องหลังว่าเดียรถีย์ ๕๐๐ คนเสื่อมลาภสักการะเพราะพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น จึงคิดหาโทษของพระองค์แต่หาไม่ได้ จึงวางแผนให้สรภะปลอมบวชเป็นภิกษุเพื่อขโมย "มายามนต์ที่ทำให้คนหลงใหล" ซึ่งแท้จริงคือการสวดปาฏิโมกข์ สรภะแสร้งศรัทธา ทำวัตรปฏิบัติจนได้อุปสมบท เรียนปาฏิโมกข์จบแล้วเข้าใจผิดว่านั่นคือมายามนต์ จึงลาสิกขากลับไปอวดพวกเดียรถีย์และชักชวนไปประณามพระพุทธเจ้าในเมือง
  78. หน้า ๓๓๑–๓๓๗ อุปมาโคกาฬกะ พระพุทธเจ้าเสด็จเดี่ยวหักล้างวาทะสรภะ ยกเรื่องโคกาฬกะที่หญิงชราเลี้ยงไว้จนโตแล้วลากเกวียนติดหล่มได้ ๕๐๐ เล่มเพียงลำพัง เป็นอุปมาว่าไม่มีผู้ใดแบกภาระแทนพระโพธิสัตว์ได้ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปหักล้างวาทะสรภะเพียงพระองค์เดียว ทรงแสดงธรรมจนสรภะนิ่งซบเซา เมื่อเสด็จกลับ ปริพาชกอื่นถากถางสรภะด้วยอุปมาสุนัขจิ้งจอกที่อยากคำรามเหมือนราชสีห์ แม่ไก่ที่อยากขันเหมือนไก่ตัวผู้ และโคในโรงว่างที่คิดว่าเสียงตนลึก ล้วนได้แต่เสียงของตัวเองเท่านั้น จบอรรถกถาสรภสูตรที่ ๔
  79. หน้า ๓๓๘–๓๓๙ กาลามสูตร ตอนต้น: หลักไม่เชื่อโดยอาการ ๑๐ อย่าง ชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมสงสัยว่าจะเชื่อสมณพราหมณ์คนไหนดี เพราะแต่ละกลุ่มต่างยกย่องลัทธิตนและตำหนิผู้อื่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรสงสัยเป็นธรรมดา แล้วประทานหลักสำคัญคือ อย่าเชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา ตามตำรา ตามเหตุผลคาดคะเน ตามความเข้ากับลัทธิตน หรือเพราะนับถือว่าเป็นครูของตน แต่ให้รู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นอกุศลมีโทษ นำไปสู่ทุกข์ ก็ควรละเสีย นี่คือกาลามสูตรอันลือชื่อเรื่องการใช้วิจารณญาณ
  80. หน้า ๓๔๐–๓๔๖ กาลามสูตร ตอนปลาย: ซักถามโลภ-โทสะ-โมหะ และความอุ่นใจ ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงซักถามชาวกาลามะทีละขั้นว่าโลภะ โทสะ โมหะ เมื่อเกิดขึ้นในใจแล้วนำไปสู่การฆ่า ลัก ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ล้วนเป็นอกุศลมีโทษหรือไม่ เมื่อตอบรับแล้วจึงย้ำหลักไม่เชื่อโดยอาการ ๑๐ ให้พิจารณาด้วยตนเอง แล้วแสดงอานิสงส์ของผู้ปฏิบัติตามคือแผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาไปทั่วทุกทิศ ได้ความอุ่นใจ ๔ ประการไม่ว่าโลกหน้าจะมีจริงหรือไม่ก็ตาม ชาวกาลามะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จบกาลามสูตรที่ ๕
  81. หน้า ๓๔๗–๓๔๙ อรรถกถากาลามสูตร: ไขศัพท์บาลีและที่มาความสับสนของชาวกาลามะ อรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีในกาลามสูตรทีละคำ เช่น กาลามะ เกสปุตติยะ และวลีปฏิเสธการเชื่อ ๑๐ แบบ (มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย ฯลฯ) พร้อมเล่าที่มาว่าชาวกาลามะสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์ต่างลัทธิผ่านมาทางหมู่บ้านปากดงแล้วต่างอวดอ้างคำสอนของตนจนไม่รู้จะเชื่อใคร นอกจากนี้ยังไขความอโลภะ อโทสะ อโมหะที่เป็นบุพภาคแห่งเมตตาและกัมมัฏฐานพรหมวิหาร จบอรรถกถากาลามสูตรที่ ๕
  82. หน้า ๓๕๐–๓๕๔ สาฬหสูตร: พระนันทกะไต่ถามนายสาฬหะและโรหนะเรื่องโลภโทสโมหะ พระนันทกะแสดงธรรมแก่นายสาฬหะและนายโรหนะหลานเศรษฐี โดยใช้วิธีไต่ถามแบบเดียวกับกาลามสูตรว่าโลภะ โทสะ โมหะเป็นเหตุให้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ คบชู้ พูดเท็จได้อย่างไร แล้วให้เห็นตรงข้ามในฝ่ายไม่โลภไม่โกรธไม่หลง จากนั้นสอนการเจริญพรหมวิหาร ๔ ต่อด้วยวิปัสสนาจนจิตหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดว่าตนพ้นแล้วจากโลภโทสโมหะที่เคยมี เสวยสุขดุจพรหม จบสาฬหสูตรที่ ๖
  83. หน้า ๓๕๕–๓๕๗ อรรถกถาสาฬหสูตร: เหตุที่พระเถระถามและไขความบรรลุอรหัตผล อรรถกถาเล่าที่มาว่าสาฬหะและโรหนะมีปัญหาคาใจแต่ไม่มีโอกาสถาม จึงไปหาพระนันทกเถระผู้หยั่งรู้ใจแล้วเริ่มถามให้เอง จากนั้นไขความศัพท์บาลีสำคัญ เช่น อภิชฌา ปฏิฆนิมิต และอธิบายขั้นตอนที่พระอริยสาวกออกจากพรหมวิหารสมาบัติแล้วเจริญวิปัสสนากำหนดรู้ขันธ์ ๕ จนบรรลุอรหัตผล พร้อมความหมายของนิจฉาโต นิพพุโต สีติภูโต และพรหมภูเตน จบอรรถกถาสาฬหสูตรที่ ๖
  84. หน้า ๓๕๘–๓๖๐ กถาวัตถุสูตร: ลักษณะบุคคลที่ควรและไม่ควรสนทนาด้วย พระพุทธเจ้าทรงแสดงกถาวัตถุ ๓ คือการพูดปรารภอดีต อนาคต และปัจจุบัน แล้วสอนวิธีสังเกตว่าใครควรสนทนาด้วยจากการตอบปัญหาตรงประเด็นตามชนิดของปัญหา ไม่พูดกลบเกลื่อนนอกเรื่อง ไม่แสดงความโกรธ ไม่พูดพล่ามจับผิดเล็กน้อย และมีอุปนิสัยเงี่ยหูฟัง ปิดท้ายด้วยคาถาสอนว่าอารยชนพึงพูดด้วยเหตุผล สงบ ไม่ยกตน มุ่งให้เกิดความรู้ความเลื่อมใส จบกถาวัตถุสูตรที่ ๗
  85. หน้า ๓๖๑–๓๖๗ อรรถกถากถาวัตถุสูตร: นิทานภิกษุพูดนอกเรื่องและพระเตปิฎกติสสเถระ อรรถกถาไขความปัญหา ๔ ชนิด (ที่ต้องตอบตรง ตอบแยก ย้อนถามแล้วตอบ หรืองดตอบ) พร้อมเล่านิทานสองเรื่องประกอบ คือภิกษุหนุ่มที่ถูกซักเรื่องต้องอาบัติแต่พูดถลากไถลเล่าเรื่องไปนาคทวีปแทนตลอด และพระเตปิฎกติสสเถระที่ยกพระสูตรมาอ้างมากมายทั้งวันจนตอบปัญหาแม้ข้อเดียวไม่จบ เป็นตัวอย่างลักษณะไม่ควรสนทนาด้วย จบอรรถกถากถาวัตถุสูตรที่ ๗
  86. หน้า ๓๖๘–๓๗๐ ติตถิยสูตร: ความต่างของราคะ โทสะ โมหะ ในแง่โทษและการคลาย พระพุทธเจ้าสอนภิกษุให้ตอบปริพาชกต่างลัทธิว่าราคะมีโทษน้อยแต่คลายช้า โทสะมีโทษมากแต่คลายเร็ว ส่วนโมหะมีทั้งโทษมากและคลายช้า พร้อมอธิบายเหตุปัจจัยที่ทำให้แต่ละอย่างเกิดหรือเพิ่มขึ้น เช่น สุภนิมิตทำให้ราคะเกิด ปฏิฆนิมิตทำให้โทสะเกิด อโยนิโสมนสิการทำให้โมหะเกิด และเหตุที่ทำให้แต่ละอย่างดับไป เช่น อสุภนิมิต เมตตาเจโตวิมุตติ และโยนิโสมนสิการ จบติตถิยสูตรที่ ๘
  87. หน้า ๓๗๑–๓๗๕ อรรถกถาติตถิยสูตร: นิทานหญิงฆ่าผัวสะท้อนราคะที่คลายช้า อรรถกถาไขความว่าเหตุใดราคะจึงมีโทษน้อยแต่คลายช้า โดยเล่านิทานหญิงคบชู้กับน้องผัวแล้ววางแผนฆ่าสามีตน ฝ่ายสามีเพราะยังสิเนหาในนางจึงเวียนเกิดเป็นงูเขียว ลูกสุนัข และลูกวัวตามหลังนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถูกฆ่าสี่ชาติ ก่อนจะไปเกิดในท้องนางเองและระลึกชาติได้จึงตัดใจไม่ยอมให้แตะต้อง ทั้งสองออกบวชจนบรรลุอรหัตผล ตามด้วยคำอธิบายว่าเหตุใดโทสะและโมหะจึงมีโทษมาก จบอรรถกถาติตถิยสูตรที่ ๘
  88. หน้า ๓๗๖–๓๗๘ มูลสูตร: อกุศลมูล-กุศลมูล ๓ กับอุปมาเถาย่านทรายพันต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอกุศลมูล ๓ คือโลภะโทสะโมหะ ที่ทำให้คนก่อทุกข์แก่ผู้อื่นด้วยการฆ่า จองจำ ริบทรัพย์ และถูกเรียกว่าอกาลวาที อภูตวาที อนัตถวาที เปรียบผู้ถูกครอบงำเหมือนต้นไม้ถูกเถาย่านทรายรัดจนตาย ส่วนกุศลมูล ๓ คืออโลภะอโทสะอโมหะ ทำให้เป็นกาลวาทีภูตวาที เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ถูกขุดรากเถาวัลย์จนไม่งอกอีก ผู้นั้นย่อมอยู่เป็นสุขและปรินิพพานในปัจจุบัน จบมูลสูตรที่ ๙
  89. หน้า ๓๗๙–๓๘๒ อรรถกถามูลสูตร: ขยายอุปมาเถาย่านทรายเทียบการปฏิบัติธรรม อรรถกถาไขศัพท์บาลีในมูลสูตร เช่น อกาลวาที อภูตวาที และขยายอุปมาต้นไม้ถูกเถาย่านทรายอย่างละเอียด โดยเทียบสัตว์โลกกับต้นไม้ อกุศลมูล ๓ กับเถาวัลย์ ๓ เถา การต้องอาบัติเล็กน้อยกับกิ่งไม้หัก การต้องปาราชิกกับต้นไม้ล้ม ฝ่ายกุศลเทียบพระโยคาวจรเป็นผู้ขุดถอนรากด้วยปัญญาและศรัทธา ตัดกิเลสด้วยมัคคญาณจนดับสนิทไม่เกิดอีก จบอรรถกถามูลสูตรที่ ๙
  90. หน้า ๓๘๓–๓๘๗ อุโปสถสูตร (๑): อุโบสถ ๓ แบบ และการทำจิตผ่องแผ้วด้วยอนุสติ พระพุทธเจ้าสอนนางวิสาขาเรื่องอุโบสถ ๓ อย่าง คือโคปาลกอุโบสถ (รักษาแบบคนเลี้ยงโค คิดถึงแต่อาหารที่จะกิน) นิคัณฐอุโบสถ (แบบนิครนถ์ที่สอนให้พูดเท็จปลดเปลื้องความกังวลแต่ไม่จริง) ซึ่งทั้งสองไม่มีผลมาก ส่วนอริยอุโบสถทำจิตให้ผ่องแผ้วด้วยการระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน และเทวดา เปรียบเหมือนการชำระศีรษะ ผ้า แว่น และทองที่หมองให้สะอาด
  91. หน้า ๓๘๘–๓๙๓ อุโปสถสูตร (๒): สมาทานศีล ๘ เจริญรอยพระอรหันต์ และผลบุญเทียบราชสมบัติ อริยสาวกพิจารณาเจริญรอยพระอรหันต์ด้วยการสมาทานองค์อุโบสถ ๘ ประการทีละข้อ (เว้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เมถุน มุสา สุรา กินมื้อเดียว เว้นฟ้อนรำประดับตกแต่ง นอนที่ต่ำ) แล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่าผลบุญของอุโบสถนี้เพียงหนึ่งใน ๑๖ ส่วนก็มีค่ามากกว่าราชสมบัติ ๑๖ แคว้นใหญ่ พร้อมเทียบอายุเทวโลกชั้นต่าง ๆ ที่ผู้รักษาอุโบสถจะไปเกิด ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญอุโบสถองค์ ๘ จบอุโปสถสูตรที่ ๑๐ และจบมหาวรรคที่ ๒
  92. หน้า ๓๙๔–๔๐๕ อรรถกถาอุโปสถสูตร: ไขศัพท์และปิดมหาวรรควรรณนาที่ ๒ อรรถกถาไขความศัพท์อุโปสถสูตรอย่างละเอียดทุกหัวข้อ ทั้งสามประเภทอุโบสถ อุปมาการชำระศีรษะผ้าแว่นทองให้สะอาดเทียบกับจิตที่ผ่องแผ้วด้วยอนุสติ คำอธิบายศีล ๘ แต่ละข้อ วิธีอธิษฐานอุโบสถสำหรับผู้ไม่รู้บาลี และคำแนะนำปฏิบัติจริงเช่นควรฟังธรรมหรือเจริญกัมมัฏฐานในวันอุโบสถ จบด้วยไขความคาถาเปรียบผลบุญกับแสงจันทร์และรัตนะ จบอรรถกถาอุโปสถสูตรที่ ๑๐ จบมหาวรรควรรณนาที่ ๒ พร้อมบัญชีรายชื่อ ๑๐ สูตรท้ายวรรค
  93. หน้า ๔๐๖–๔๐๙ ฉันนสูตร: เหตุใดจึงบัญญัติการละราคะ โทสะ โมหะ ปริพาชกชื่อฉันนะถามพระอานนท์ว่าเหตุใดจึงบัญญัติการละราคะ โทสะ โมหะ พระอานนท์อธิบายว่าผู้มีกิเลสทั้งสามครอบงำย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่น ประพฤติทุจริต ไม่รู้ประโยชน์ตามจริง เมื่อละได้แล้วย่อมพ้นจากสิ่งเหล่านั้น และชี้ว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ คือหนทางละกิเลสทั้งสาม ฉันนปริพาชกยอมรับและสรรเสริญคำสอนนี้ว่าเพียงพอแก่ความไม่ประมาท
  94. หน้า ๔๑๐–๔๑๒ อาชีวกสูตร: ธรรมของใครกล่าวดีและปฏิบัติดี คฤหบดีสาวกอาชีวกถามพระอานนท์ว่าธรรมของฝ่ายใดกล่าวดีและปฏิบัติดีกว่ากัน พระอานนท์ใช้วิธีย้อนถามให้คฤหบดีตอบเองว่าธรรมที่แสดงเพื่อละราคะ โทสะ โมหะเท่านั้นเป็นสวากขาตะ คฤหบดีเลื่อมใสในวิธีตอบที่ไม่ยกตนข่มท่าน เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ จึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  95. หน้า ๔๑๓–๔๑๕ สักกสูตร: ไตรสิกขาของพระเสขะและพระอเสขะ ขณะพระพุทธเจ้าเพิ่งหายประชวร เจ้ามหานามศากยะทูลถามว่าสมาธิกับญาณอะไรเกิดก่อนกัน พระอานนท์เกรงว่าปัญหาลึกซึ้งเกินกำลังพระวรกาย จึงพาเจ้ามหานามไปแสดงธรรมแทนว่าศีล สมาธิ ปัญญาแต่ละอย่างมีทั้งระดับเสขะที่ยังต้องศึกษาและอเสขะที่จบกิจแล้ว อริยสาวกผู้สมบูรณ์ทั้งสามย่อมบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้
  96. หน้า ๔๑๖–๔๑๙ นิคัณฐสูตร: หักล้างคำอ้างสัพพัญญูของนิครนถ์นาฏบุตร เจ้าอภัยลิจฉวีถามพระอานนท์ถึงคำอ้างของนิครนถ์นาฏบุตรว่าตนรู้เห็นทุกสิ่งตลอดเวลา และสอนว่าความหมดจดเกิดจากตบะทำลายกรรมเก่าและไม่ทำกรรมใหม่ พระอานนท์แสดงนิชชราวิสุทธิ ๓ ของพระพุทธศาสนาแทน คือศีล สมาธิ ปัญญาที่นำไปสู่การไม่ทำกรรมใหม่และสิ้นกรรมเก่าอย่างแท้จริง เจ้าบัณฑิตกุมารกลิจฉวีท้าให้อภัยลิจฉวียอมรับสุภาษิตนี้
  97. หน้า ๔๒๐–๔๒๑ สมาทปกสูตร: ชักชวนผู้เป็นที่รักให้ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่าเมื่อรักบุคคลใดหรือมีผู้เชื่อฟังเรา ควรชักชวนให้ตั้งมั่นในความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะแม้ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมจะแปรผันได้ แต่อริยสาวกผู้มีศรัทธาเช่นนี้จะไม่มีวันตกไปสู่นรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรตวิสัยเลย
  98. หน้า ๔๒๒–๔๒๕ นวสูตรและภวสูตร: กรรมเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยาง พระอานนท์ทูลถามว่าภพมีได้ด้วยเหตุใด พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกรรมเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยางเหนียวที่ทำให้วิญญาณหยั่งลงเกิดในกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพตามธาตุหยาบกลางประณีตของสัตว์ผู้มีอวิชชากั้นและตัณหาผูกไว้ ทั้งสองสูตรสอนเนื้อความเดียวกัน เพียงใช้เจตนาและความปรารถนาแทนคำว่าวิญญาณ
  99. หน้า ๔๒๖–๔๒๗ สีลัพพตสูตร: ศีลพรตมีผลเสมอไปหรือไม่ พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่าศีลพรตและการประพฤติพรหมจรรย์มีผลเสมอไปหรือไม่ พระอานนท์ทูลตอบอย่างแยบคายว่าไม่แน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อปฏิบัติแล้วอกุศลธรรมเจริญขึ้นหรือกุศลธรรมเจริญขึ้น หากกุศลเจริญจึงเรียกว่ามีผล พระพุทธเจ้าทรงพอพระทัยและตรัสชมพระอานนท์ต่อภิกษุทั้งหลายว่าหาผู้เสมอด้วยปัญญาได้ยาก
  100. หน้า ๔๒๘–๔๓๐ คันธสูตร: กลิ่นสัตบุรุษหอมทวนลมได้ พระอานนท์ทูลถามว่ามีกลิ่นใดหอมทวนลมได้บ้าง เพราะกลิ่นราก แก่นไม้ และดอกไม้ล้วนหอมไปตามลมเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่ากลิ่นแห่งศีลและคุณธรรมของผู้มีศรัทธาถึงไตรสรณคมน์ มีทาน มีศีล ย่อมฟุ้งขจรไปได้ทุกทิศแม้ทวนลม สมณพราหมณ์และเทวดาย่อมสรรเสริญ ปิดท้ายด้วยคาถาอันโด่งดังว่ากลิ่นสัตบุรุษไปทวนลมได้ สัตบุรุษย่อมขจรไปทุกทิศ
  101. หน้า ๔๓๑–๔๔๕ จูฬนีสูตร: พระสุรเสียงพระพุทธเจ้าและจักรวาลวิทยาแสนโกฏิจักรวาล พระอานนท์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงแผ่พระสุรเสียงได้ไกลเพียงใด เทียบกับพระสาวกอภิภูที่เคยยังพันโลกธาตุให้ได้ยินเสียงมาแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายจักรวาลวิทยาตั้งแต่สหัสสีจูฬนิกา ทวิสหัสสีมัชฌิมิกา จนถึงติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ(แสนโกฏิจักรวาล) ซึ่งทรงแผ่รัศมีและพระสุรเสียงให้ได้ยินทั่วถึง อรรถกถาผนวกเรื่องราวสมัยพระพุทธเจ้าสิขีที่พระอภิภูแสดงธรรมกำจัดความมืดในพันจักรวาล เป็นที่มาความปีติของพระอานนท์
  102. หน้า ๔๔๖–๔๔๗ สมณสูตร: กิจ ๓ อย่างของสมณะ (เปิดสมณวรรคที่ ๔) เปิดวรรคใหม่คือสมณวรรคที่ ๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่ากิจที่สมณะพึงทำมี ๓ อย่าง คือสมาทานอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา อรรถกถาอธิบายความแตกต่างระหว่างศีล-อธิศีล จิต-อธิจิต ปัญญา-อธิปัญญา ว่าโลกิยธรรมเรียกศีล/จิต/ปัญญาธรรมดา ส่วนโลกุตรธรรมจึงเรียกว่าอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
  103. หน้า ๔๔๘–๔๔๙ คัทรภสูตรและเขตตสูตร: ลาปลอมโค กับกิจเบื้องต้นของชาวนา สองอุปมาสอนเรื่องไตรสิกขา สูตรแรกเปรียบภิกษุที่ไม่มีฉันทะฝึกศีล สมาธิ ปัญญาเหมือนลาเดินตามฝูงโคร้องว่าตนเป็นโค แต่ไม่มีสี เสียง หรือรอยเท้าเหมือนโคเลย สูตรที่สองเปรียบกิจเบื้องต้นของชาวนาที่ต้องไถคราด หว่านพืช ไขน้ำตามเวลา กับกิจเบื้องต้นของภิกษุที่ต้องสมาทานอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาก่อนสิ่งอื่นใด
  104. หน้า ๔๕๐–๔๕๒ วัชชีปุตตสูตร: ย่อสิกขาบท ๑๕๐ ข้อลงเป็นไตรสิกขา ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่งทูลบ่นว่าสิกขาบท ๑๕๐ ข้อที่สวดทุกกึ่งเดือนมากเกินกำลังจะศึกษาไหว พระพุทธเจ้าจึงย่อให้เหลือเพียงไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญา อรรถกถาเล่านิทานเปรียบเทียบกับชายชื่ออุตตระที่แบกฟ่อนหญ้า ๑๐๐ กำมัดรวมเป็นฟ่อนเดียวได้ง่ายกว่าแยกแบก ๕๐ กำ สื่อว่าสิกขาบทจำนวนมากเมื่อรวมเป็นไตรสิกขาแล้วปฏิบัติได้ง่ายขึ้น
  105. หน้า ๔๕๓–๔๕๔ ปฐมเสขสูตร: ความหมายของคำว่า "เสขะ" ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของคำว่าเสขะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่ยังต้องศึกษาอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาอยู่ เรียกว่าเสขะ ปิดท้ายด้วยคาถาว่าเมื่อเสขบุคคลดำเนินตามทางตรง ขยญาณคือมรรคญาณย่อมเกิดก่อน แล้วอรหัตผลจึงเกิดตามมา พร้อมปัจจเวกขณญาณว่าความหลุดพ้นของตนไม่กำเริบอีกต่อไป
  106. หน้า ๔๕๕–๔๕๘ ทุติยเสขสูตร: จำแนกโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ตามไตรสิกขา แสดงว่าสิกขาบท ๑๕๐ ข้อรวมลงในไตรสิกขา และจำแนกผู้ปฏิบัติ ๔ ระดับตามความสมบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา คือทำได้บริบูรณ์เฉพาะศีลเป็นโสดาบันหรือสกทาคามี ทำได้ทั้งศีลสมาธิเป็นอนาคามี ทำได้ครบทั้งสามเป็นอรหันต์ อรรถกถาอธิบายว่าแม้พระขีณาสพก็ยังต้องอาบัติเล็กน้อยที่เป็นปัณณัตติวัชชะได้ พร้อมอธิบายลักษณะเฉพาะของโสดาบัน สกทาคามี อนาคามีอย่างละเอียด
  107. หน้า ๔๕๙–๔๖๒ ตติยเสขสูตร: จำแนกประเภทย่อยของโสดาบันและอนาคามี (ยังไม่จบ) สอนเนื้อความเดียวกับทุติยเสขสูตรแต่ขยายความจำแนกพระโสดาบันเป็นสัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี และพระอนาคามีเป็นหลายจำพวกตามลักษณะการปรินิพพาน เช่น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี สสังขารปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อันตราปรินิพพายี พร้อมระบุจำนวนกัปที่แต่ละประเภทใช้บรรลุอรหัตผลในภพสุทธาวาส เนื้อหายังไม่จบภายในหน้า ๔๖๒
  108. หน้า ๔๖๓–๔๖๔ ตติยเสขสูตรและอรรถกถา: การจำแนกพระอริยบุคคลโดยละเอียด พระสูตรแสดงผลของการบำเพ็ญไตรสิกขาตามระดับ นำไปสู่ความเป็นโสดาบันชนิดต่างๆ (สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี) สกทาคามี และอนาคามีหลายประเภทตามลักษณะการปรินิพพาน อรรถกถาขยายความอย่างละเอียดจนได้ตัวเลขรวม คือ พระโสดาบัน ๒๔ จำพวก สกทาคามี ๑๒ จำพวก อนาคามี ๔๘ จำพวก และอรหันต์ ๑๒ จำพวก แสดงความหลากหลายของหนทางบรรลุธรรมตามกำลังศรัทธาหรือปัญญา
  109. หน้า ๔๖๕–๔๖๖ จตุตถเสขสูตรและปฐมสิกขาสูตร: ไตรสิกขาโดยสรุป จตุตถเสขสูตรสรุปผลของไตรสิกขาแบบย่อว่านำไปสู่อรหัตหรือระดับรองลงมาตามกำลังการปฏิบัติ ส่วนปฐมสิกขาสูตรอธิบายไตรสิกขาอย่างตรงไปตรงมา คือ อธิสีลสิกขา (การรักษาศีล) อธิจิตตสิกขา (การเจริญฌานสี่) และอธิปัญญาสิกขา (การรู้แจ้งอริยสัจสี่) เป็นกรอบปฏิบัติพื้นฐานที่พระสูตรหลายบทในหมวดนี้อ้างอิงถึง
  110. หน้า ๔๖๗–๔๖๙ ทุติยสิกขาสูตร: ไตรสิกขาสู่อรหัตและคาถาเปรียบตะเกียงดับ แสดงไตรสิกขาเช่นเดียวกับสูตรก่อน แต่อธิปัญญาสิกขาในที่นี้หมายถึงการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ปิดท้ายด้วยคาถาไพเราะสอนให้ปฏิบัติสม่ำเสมอทั้งต้นและปลาย ทั้งกลางวันกลางคืน จนครอบงำทิศทั้งปวงด้วยสมาธิ และเปรียบความหลุดพ้นของจิตเพราะสิ้นตัณหาว่าเหมือนแสงตะเกียงที่ดับไปเมื่อสิ้นเชื้อเพลิง เป็นภาพพจน์คลาสสิกของนิพพาน
  111. หน้า ๔๗๐–๔๗๓ ปังกธาสูตร: กัสสปโคตรไม่พอใจคำสอนแล้วสำนึกผิด เรื่องราวภิกษุกัสสปโคตรเจ้าอาวาสตำบลปังกธา รู้สึกไม่พอใจเมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนเข้มงวดว่า "สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก" ภายหลังร้อนใจ เดินทางไปกราบทูลสารภาพผิดที่ภูเขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าทรงรับโทษและสอนว่าการเห็นความผิดแล้วสำรวมต่อไปคือความเจริญในวินัย จากนั้นทรงสอนว่าพระองค์จะสรรเสริญเฉพาะภิกษุที่ใฝ่ศึกษาและชักชวนผู้อื่นให้ศึกษา เพราะการคบหาย่อมส่งผลต่อผู้อื่นในระยะยาว
  112. หน้า ๔๗๔–๔๗๕ อัจจายิกสูตร: กิจเร่งด่วนของชาวนาเทียบกับสิกขาของภิกษุ เปิดวรรคใหม่ (โลณผลวรรค) ด้วยอุปมาชาวนาผู้เร่งไถ ปลูก และไขน้ำ แต่ไม่มีฤทธิ์บันดาลให้ข้าวสุกก่อนเวลา ต้องรอไปตามฤดูกาล เช่นเดียวกับภิกษุที่ต้องเร่งบำเพ็ญอธิสีล อธิจิต อธิปัญญา แต่ไม่อาจบังคับให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะได้ทันที ต้องอาศัยการฝึกฝนต่อเนื่องจนถึงเวลาอันสมควรจึงจะสำเร็จผล สอนเรื่องความเพียรควบคู่กับความอดทนรอคอย
  113. หน้า ๔๗๖–๔๗๙ วิวิตตสูตร: ความสงัดที่แท้จริงต่างจากของนักบวชนอกศาสนา ปริพาชกลัทธิอื่นถือความสงัดเพียงภายนอก เช่น นุ่งผ้าเปลือกไม้หรือหนังสัตว์ กินอาหารหยาบ อยู่ป่าช้าหรือกลางแจ้ง แต่พระพุทธศาสนาสอนความสงัดที่แท้จริง ๓ ประการ คือ สงัดจากความทุศีลด้วยศีล สงัดจากความเห็นผิดด้วยสัมมาทิฏฐิ และสงัดจากอาสวะด้วยความเป็นขีณาสพ เปรียบเหมือนข้าวสาลีที่นวดฝัดจนสะอาดบริสุทธิ์ถึงแก่นแท้
  114. หน้า ๔๘๐–๔๘๑ สรทสูตร: ดวงตาเห็นธรรมเปรียบท้องฟ้าฤดูสารทที่ปลอดเมฆ เปรียบการเกิดขึ้นของธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) แก่พระอริยสาวกว่าเหมือนท้องฟ้าในฤดูสารทที่ปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก สว่างไสวเมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสง เมื่อดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้น สังโยชน์เบื้องต้น ๓ ประการคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ย่อมถูกละได้ทันที เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นพระโสดาบัน
  115. หน้า ๔๘๒–๔๘๔ ปริสาสูตร: บริษัท ๓ แบบและอุปมาสายฝนไหลสู่ทะเล จำแนกหมู่คณะสงฆ์เป็น ๓ แบบ คือ บริษัทที่มีแต่คนดีซึ่งภิกษุรุ่นหลังได้เยี่ยงอย่างความไม่ย่อหย่อนจากรุ่นก่อน บริษัทที่แตกแยกทะเลาะวิวาททิ่มแทงกันด้วยวาจา และบริษัทที่สามัคคีกลมเกลียวดุจนมผสมน้ำ สอนว่าความสามัคคีนำมาซึ่งบุญและความสุขมาก เปรียบเหมือนสายฝนที่ไหลรวมจากซอกเขาสู่หนอง บึง แม่น้ำ จนถึงทะเลใหญ่
  116. หน้า ๔๘๕–๔๘๘ อาชานียสูตร ๓ บท: ม้าอาชาไนยเทียบคุณสมบัติภิกษุ ม้าต้นของพระราชาต้องมีสีงาม กำลังดี และฝีเท้าดีจึงคู่ควรเป็นพาหนะ เช่นเดียวกับภิกษุที่เป็นนาบุญของโลกต้องมีวรรณะงาม (มีศีล) เข้มแข็ง (มีความเพียร) และมีเชาว์ (มีปัญญา) โดยสามสูตรนี้ต่างกันเพียงระดับผลที่ "เชาว์" หมายถึง คือความเป็นโสดาบัน อนาคามี และอรหันต์ตามลำดับ แสดงพัฒนาการของการปฏิบัติธรรมสามขั้น
  117. หน้า ๔๘๙–๔๙๑ นวสูตร: ผ้าเปลือกไม้กับผ้ากาสีเทียบภิกษุทุศีลและมีศีล ผ้าเปลือกไม้แม้ใหม่ก็สีทราม สัมผัสหยาบ ราคาถูก และเมื่อเก่าก็ถูกทิ้งเป็นขยะ เปรียบกับภิกษุทุศีลไม่ว่าจะบวชนานเพียงใดก็ไร้คุณค่า ผู้คบหาย่อมพลอยเสียหาย ตรงข้ามกับผ้ากาสีที่แม้เก่าก็ยังมีค่าใช้ห่อของมีค่า เปรียบกับภิกษุมีศีลมีธรรมดีที่เป็นที่เคารพและเป็นประโยชน์แก่ผู้คบหาเสมอ สอนให้เลือกเป็นดังผ้ากาสีไม่ใช่ผ้าเปลือกไม้
  118. หน้า ๔๙๒–๔๙๙ โลณกสูตร: อุปมาเกลือกับน้ำ แสดงความไม่ตายตัวของผลกรรม สูตรสำคัญสอนว่าผลของกรรมไม่ได้ตายตัวตามขนาดกรรมเสมอไป แต่ขึ้นกับสภาพจิตและความประพฤติของผู้ทำ บาปเล็กน้อยของคนไม่ได้อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา อาจนำไปนรกได้ เหมือนเกลือก้อนหนึ่งทำให้น้ำในถ้วยเค็มจัด แต่บาปเท่ากันของผู้อบรมตนดีแล้วกลับให้ผลเบาในปัจจุบันเท่านั้น เหมือนเกลือก้อนเดียวกันใส่ในแม่น้ำคงคาไม่ทำให้น้ำเค็ม ทรงเสริมด้วยอุปมาหนี้สินและขโมยแกะ
  119. หน้า ๕๐๐–๕๐๕ สังฆสูตร: อุปมาถลุงทองกับการละอุปกิเลส ๓ ระดับและอภิญญา ๖ เปรียบการชำระจิตของภิกษุกับการถลุงทองที่ต้องล้างสิ่งเจือปนหยาบ กลาง และละเอียดตามลำดับ กล่าวคือละทุจริตทางกายวาจาใจ ละกามวิตกพยาบาทวิตก และละความตรึกเรื่องญาติหรือชนบทที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิบริสุทธิ์ พร้อมน้อมไปเพื่ออภิญญา ๖ คือ แสดงฤทธิ์ หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติ ตาทิพย์ และความสิ้นอาสวะ
  120. หน้า ๕๐๖–๕๐๙ สมุคคตสูตร: นิมิต ๓ ในการเจริญจิตเปรียบช่างทองถลุงทอง สอนว่าภิกษุผู้เจริญอธิจิตต้องมนสิการนิมิต ๓ อย่างสลับกันตามกาลอันควร คือ สมาธินิมิต (ทำจิตให้ตั้งมั่น) ปัคคาหนิมิต (ประคองความเพียร) และอุเบกขานิมิต (วางเฉย) หากเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งมากไปจะทำให้จิตเกียจคร้านหรือฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนช่างทองที่ต้องสูบไฟ พรมน้ำ และหยุดพิจารณาสลับกันจึงจะได้ทองที่ใช้การได้ดี วรรคนี้จบทุติยปัณณาสก์ในตอนท้าย
  121. หน้า ๕๑๐–๕๑๓ ปุพพสูตร-มนุสสสูตร: การพิจารณาคุณ โทษ ทางออกของโลกก่อนตรัสรู้ เปิดตติยปัณณาสก์ด้วยพระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ครั้งยังเป็นโพธิสัตว์ ทรงพิจารณาหาว่าอะไรคืออัสสาทะ (ความยินดี) อาทีนพ (โทษ) และนิสสรณะ (ทางออก) ของโลก จนทรงเห็นว่าสุขที่โลกให้คืออัสสาทะ ความไม่เที่ยงคือโทษ และการละฉันทราคะคือทางออก เมื่อทรงรู้แจ้งครบทั้งสามจึงทรงกล้าปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สูตรที่สองย้ำเนื้อความเดียวกันด้วยถ้อยคำต่าง
  122. หน้า ๕๑๔ อัสสาทสูตร: เหตุที่สัตว์ติดข้องและหลุดพ้นจากโลก อธิบายว่าหากโลกไม่มีความน่ายินดีเลย สัตว์ก็จะไม่ติดใจในโลก และหากไม่มีโทษเลยสัตว์ก็จะไม่เบื่อหน่าย แต่เพราะโลกมีทั้งอัสสาทะและอาทีนพอยู่จริง สัตว์จึงทั้งติดใจและเบื่อหน่ายสลับกันไป ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งทั้งสามอย่างนี้ตามจริง จิตก็ยังถูกกักขังอยู่ในโลก ต่อเมื่อรู้แจ้งแล้วจึงจะหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง
  123. หน้า ๕๑๕–๕๒๖ จบสัมโพธิวรรค: อัสสาทะ สมณะ โรณะ อติตตะ กูฏะ นิทานสูตร เนื้อหาต่อจากตอนต้นวรรค แสดงพระสูตรว่าด้วยอัสสาทะ-อาทีนพ-นิสสรณะของโลก ผู้รู้แจ้งสามอย่างนี้จึงหลุดพ้นและนับเป็นสมณพราหมณ์แท้ ตามด้วยคำสอนห้ามภิกษุร้องเพลงฟ้อนรำหัวเราะเสียงดัง เตือนว่าการหลับ การดื่มสุรา และเสพเมถุนไม่มีวันอิ่ม เปรียบจิตที่ไม่รักษาเหมือนเรือนยอดมุงไม่ดีทำให้กรรมเสีย และอธิบายเหตุเกิดกรรมจากโลภโทสะโมหะกับฉันทราคะในกาลทั้งสาม จบสัมโพธิวรรคที่ ๑
  124. หน้า ๕๒๗–๕๔๔ อาปายิกวรรคที่ ๒: บุคคลผู้ไปอบาย วิบัติ-สัมปทา ความสะอาด โมไนยะ วรรคว่าด้วยบุคคลสามจำพวกที่จะตกอบาย เช่น ผู้แอบอ้างเป็นพรหมจารีทั้งที่ไม่ใช่และผู้ใส่ร้ายพรหมจารีบริสุทธิ์ ตามด้วยบุคคลหาได้ยากในโลก บุคคลที่ประมาณง่าย-ยาก-ไม่ได้ ผู้เจริญฌานอรูปทั้งสามระดับซึ่งปุถุชนเวียนเกิดต่อได้แต่พระอริยะปรินิพพานในภพนั้น อธิบายวิบัติ-สัมปทาด้านศีล จิต ทิฏฐิ การงาน อาชีพ ความสะอาดกาย วาจา ใจ และความเป็นมุนีสามทาง จบอาปายิกวรรคที่ ๒
  125. หน้า ๕๔๕–๕๖๙ กุสินารวรรคที่ ๓: ภรัณฑุกาลามะ หัตถกเทวบุตร กฏุวิยสูตร อนุรุทธะ วรรคที่เต็มไปด้วยเรื่องราว เริ่มจากบิณฑบาตมีผลมากเมื่อภิกษุไม่ติดใจในรส เหตุภิกษุทะเลาะหรือปรองดองกัน คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ประกอบด้วยเหตุผลจนแผ่นดินไหว เรื่องภรัณฑุกาลามะโกหกเจ้ามหานามจนอับอายหนีไป หัตถกเทวบุตรไม่เคยอิ่มการเห็นพระพุทธเจ้า ฟังธรรม อุปัฏฐากสงฆ์ อุปมาภิกษุประพฤติเสียเหมือนซากเน่าดึงดูดแมลงวัน บทสนทนาพระอนุรุทธะกับพระสารีบุตรเรื่องมานะจนบรรลุอรหัตต์ และคนสามแบบเปรียบรอยขีดในหิน ดิน น้ำ เมื่อถูกว่า
  126. หน้า ๕๗๐–๕๘๕ โยธาชีวรรคที่ ๔: ภิกษุนักรบ ธรรมนิยาม เกสกัมพลสูตร ม้าดี วรรคเปรียบภิกษุกับนักรบ ยิงไกลคือเห็นขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวตน ยิงเร็วคือรู้อริยสัจ ทำลายข้าศึกใหญ่คือทำลายอวิชชา กล่าวถึงบริษัทสามแบบ มิตรแท้ที่ให้สิ่งให้ยาก และหลักธรรมนิยามว่าสังขารไม่เที่ยงเป็นทุกข์อนัตตาไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ ประณามลัทธิมักขลิโคสาลที่สอนว่ากรรมไม่มีผล เปรียบเหมือนผ้าห่มผมคนที่เลวที่สุด เปรียบภิกษุกับม้าดีสามระดับตามฝีเท้า สี ทรวดทรง ปิดท้ายด้วยธรรมของผู้บรรลุที่สุด
  127. หน้า ๕๘๖–๕๙๓ มงคลวรรคที่ ๕: กรรมสามฝ่ายนำสู่นรก-สวรรค์ จบตติยปัณณาสก์ วรรคปิดท้ายปัณณาสก์ที่สาม แสดงชุดพระสูตรคู่ขนานว่าผู้มีกาย วาจา ใจ เป็นอกุศล มีโทษ ผิด สกปรก ย่อมตกนรกเหมือนถูกนำไปทิ้ง ส่วนผู้มีกรรมสามฝ่ายเป็นกุศล ไม่มีโทษ สะอาด ย่อมขึ้นสวรรค์เหมือนถูกเชิญไปตั้งไว้ กล่าวถึงการไหว้สามทางคือกาย วาจา ใจ และคาถาสุปุพพัณหสูตรสอนว่าเวลาใดก็เป็นฤกษ์ดีหากประพฤติสุจริตในเวลานั้น จบตติยปัณณาสก์
  128. หน้า ๕๙๔–๕๙๙ พระสูตรนอกปัณณาสก์: ปฏิปทาสาม ธรรมสามหลายนัย จบติกนิบาต หมวดพระสูตรนอกปัณณาสก์ กล่าวถึงปฏิปทาสามแบบ คือทางสุดโต่งด้านกามที่เห็นว่ากามไม่มีโทษ ทางตึงเกินไปแบบอเจลกที่ทรมานตนอย่างพิสดาร และทางสายกลางคือสติปัฏฐานสี่และโพธิปักขิยธรรม จากนั้นแสดงธรรมสามอย่างหลายชุดว่าผู้ทำเอง ชักชวนผู้อื่น และพอใจในบาปสิบทางย่อมตกนรก ส่วนตรงข้ามขึ้นสวรรค์ ปิดท้ายด้วยสมาธิสามแบบเพื่อรู้ยิ่งและละราคะโทสะโมหะ จบติกนิบาต อันเป็นการจบพระสูตรหมวดสามทั้งหมด
  129. หน้า ๖๐๐–๖๐๒ อรรถกถาวัตรอเจลก จบติกนิบาตวรรณนา ในมโนรถปูรณี อรรถกถาขยายความละเอียดของนิชฌามปฏิปทา พรรณนาวัตรพิสดารของอเจลก (นักบวชเปลือย) เช่น เลียมือแทนล้าง ไม่รับภิกษาที่นิมนต์หรือจากหญิงมีครรภ์ ฉันข้าวคำเดียวหรือเรือนเดียว นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้หรือผมคน ยืนหรือนอนบนหนาม อาบน้ำวันละสามครั้ง แล้วอธิบายมัชฌิมาปฏิปทาตามสติปัฏฐานสี่และสมาธิสามเพื่อรู้ยิ่งราคะโทสะโมหะ จบด้วยคำว่า จบติกนิบาตวรรณนา ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย ชื่อ มโนรถปูรณี