อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๗ · ๙๑๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๙๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ อัปปิยสูตรที่ ๑-๒: ธรรม ๗ ประการที่ทำให้เป็นหรือไม่เป็นที่รักของหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เป็นที่รักที่เคารพของเพื่อนพรหมจรรย์ ได้แก่ การมุ่งลาภ มุ่งสักการะ มุ่งชื่อเสียง ไม่มีหิริโอตตัปปะ ปรารถนาลามก และเห็นผิด พร้อมแสดงธรรมตรงข้ามที่ทำให้เป็นที่รัก สูตรที่ ๒ แสดงชุดธรรมคล้ายกันแต่เปลี่ยนข้อสุดท้ายเป็นความริษยาและความตระหนี่ เป็นเครื่องเตือนใจให้ภิกษุสำรวจตนเองว่าประพฤติอย่างไรจึงจะเป็นที่เคารพนับถือในหมู่คณะ
- หน้า ๕–๙ พลสูตรที่ ๑-๒: พละ ๗ ประการของบัณฑิต แสดงพละ (กำลัง) ๗ ประการอันทำให้ภิกษุเป็นบัณฑิตอยู่เป็นสุข ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ หิริ โอตตัปปะ สติ สมาธิ และปัญญา สูตรที่ ๒ อธิบายความหมายของพละแต่ละข้อโดยละเอียดผ่านลักษณะของอริยสาวก เช่น ศรัทธาคือความเชื่อในการตรัสรู้ของพระตถาคต วิริยะคือความเพียรละอกุศล ปิดท้ายด้วยคาถาเปรียบความหลุดพ้นแห่งจิตของภิกษุผู้สิ้นกิเลสเหมือนแสงประทีปที่ดับไปไม่ปรากฏร่องรอย
- หน้า ๑๐–๑๖ ธนสูตรที่ ๑-๒ และอุคคสูตร: ทรัพย์ภายใน ๗ ประการที่ไฟ น้ำ โจรแย่งชิงไม่ได้ แสดงทรัพย์อริยะ ๗ ประการ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา ซึ่งไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ต่อด้วยเรื่องมหาอำมาตย์อุคคะทูลถามเรื่องความมั่งคั่งมหาศาลของมิคารเศรษฐี พระพุทธเจ้าตรัสชี้ว่าทรัพย์ภายนอกยังถูกแย่งชิงได้ ต่างจากทรัพย์ ๗ ประการนี้ที่ปลอดภัยแท้จริง สอนคุณค่าของทรัพย์ทางธรรมเหนือทรัพย์ทางโลก
- หน้า ๑๗–๑๘ สังโยชนสูตร ปหานสูตร มัจฉริยสูตร: สังโยชน์ ๗ และการตัดขาด ปิดธนวรรคที่ ๑ แสดงสังโยชน์ (เครื่องผูกมัดใจ) ๗ ประการ คือ ความยินดี ยินร้าย เห็นผิด สงสัย มานะ กำหนัดในภพ และอวิชชา พร้อมอธิบายว่าการประพฤติพรหมจรรย์มีเป้าหมายเพื่อละและตัดสังโยชน์เหล่านี้ให้ขาดเหมือนตาลยอดด้วน สูตรสุดท้ายแสดงชุดสังโยชน์อีกแบบที่มีความริษยาและความตระหนี่แทนบางข้อ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ และคำว่า จบธนวรรคที่ ๑
- หน้า ๑๙–๒๒ อนุสยวรรคที่ ๒ เริ่มต้น: อนุสัย ๗ และตระกูลที่ควรหรือไม่ควรเข้าไปหา ขึ้นวรรคใหม่ด้วยอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) ๗ ประการ คือ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา และการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อตัดอนุสัยเหล่านี้ให้ขาด ต่อด้วยกุลสูตรที่แสดงลักษณะตระกูล ๗ อย่างที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปหา เช่น ต้อนรับด้วยไม่เต็มใจ ซ่อนของมีอยู่ ให้ของเศร้าหมอง เทียบกับตระกูลที่ควรเข้าไปหาซึ่งมีคุณสมบัติตรงข้าม
- หน้า ๒๓–๒๖ ปุคคลสูตร: บุคคล ๗ จำพวกผู้ควรแก่ทักษิณาทาน จำแนกพระอริยบุคคล ๗ จำพวกผู้เป็นนาบุญของโลก ได้แก่ อุภโตภาควิมุต ปัญญาวิมุต กายสักขี ทิฏฐิปปัตตะ สัทธาวิมุต ธัมมานุสารี และสัทธานุสารี อรรถกถาอธิบายรายละเอียดของแต่ละจำพวกอย่างพิสดาร เช่น ความต่างของผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วนกับผู้หลุดพ้นทั้งรูปกายและนามกาย พร้อมอุปมาการตัดต้นกล้วยด้วยดาบคมกับดาบทื่อเพื่อแสดงความต่างของมรรคภาวนาแบบฉับพลันกับแบบค่อยเป็นค่อยไป
- หน้า ๒๗–๓๐ อุทกูปมสูตร: อุปมาบุคคล ๗ จำพวกด้วยผู้อยู่ในน้ำ เปรียบเทียบบุคคล ๗ จำพวกกับผู้อยู่ในน้ำ ตั้งแต่ผู้จมแล้วจมอยู่นั่นเอง (ผู้มีแต่อกุศลล้วน) ผู้โผล่แล้วกลับจม (ศรัทธาเสื่อมถอย) ผู้ทรงตัวอยู่ได้ (คงที่) จนถึงพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ผู้ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก เป็นอุปมาที่ชัดเจนแสดงระดับความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณตั้งแต่ปุถุชนจนถึงผู้หลุดพ้นสิ้นเชิง
- หน้า ๓๑–๔๒ อนิจจสูตร ทุกขสูตร อนัตตสูตร นิพพานสูตร นิททสวัตถุสูตร: ปิดอนุสยวรรคที่ ๒ ชุดสูตรคู่ขนานสี่สูตรแสดงบุคคล ๗ จำพวกผู้เป็นนาบุญของโลก จำแนกตามระดับการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความเป็นอนัตตาในสังขาร และความสุขในนิพพาน ครอบคลุมตั้งแต่พระอรหันต์จนถึงอนาคามีประเภทต่างๆ อรรถกถาอธิบายเรื่องสมสีสีบุคคล (ผู้สิ้นอาสวะพร้อมสิ้นชีวิตในขณะเดียวกัน) อย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยนิททสวัตถุสูตรว่าด้วยธรรม ๗ ประการของผู้ไม่กลับมาเวียนว่ายอีก และคำว่า จบอนุสยวรรคที่ ๒
- หน้า ๔๓–๕๒ สารันททสูตร: อปริหานิยธรรม ๗ ที่ทรงแสดงแก่เจ้าลิจฉวี ขึ้นวัชชีวรรคที่ ๓ ด้วยสูตรสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เจ้าลิจฉวีที่สารันททเจดีย์ เมืองเวสาลี ได้แก่ การหมั่นประชุมพร้อมเพรียงกัน ไม่บัญญัติสิ่งใหม่หรือถอนของเดิม เคารพผู้ใหญ่ ไม่ข่มขืนสตรีในสกุล บูชาเจดียสถาน และคุ้มครองพระอรหันต์ ทรงยืนยันว่าตราบใดที่ปฏิบัติตามนี้ ชาววัชชีย่อมเจริญไม่เสื่อม อรรถกถาขยายความแต่ละข้ออย่างละเอียดพร้อมยกตัวอย่างผลดีผลเสียในทางการปกครอง
- หน้า ๕๓–๖๒ วัสสการสูตร: พระเจ้าอชาตศัตรุวางแผนโจมตีแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรุแห่งมคธทรงประสงค์ยกทัพทำลายแคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามพระอานนท์ทวนอปริหานิยธรรม ๗ ต่อหน้าวัสสการพราหมณ์ ทำให้พราหมณ์สรุปว่าจะเอาชนะวัชชีด้วยการรบตรงๆ ไม่ได้ ต้องใช้เล่ห์เพทุบายยุแยงให้แตกความสามัคคีเท่านั้น อรรถกถาเล่าปูมหลังกรณีพิพาทเรื่องของหอมและแผนการ ๓ ปีของวัสสการพราหมณ์ที่ท้ายที่สุดทำลายความสามัคคีของเจ้าลิจฉวีได้สำเร็จ
- หน้า ๖๓–๗๑ ภิกขุสูตร: อปริหานิยธรรม ๗ ของหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการสำหรับภิกษุสงฆ์ โดยเทียบเคียงกับธรรมของชาววัชชี ได้แก่ หมั่นประชุมพร้อมเพรียง ไม่บัญญัติสิ่งใหม่ตามอำเภอใจ เคารพพระเถระผู้บวชนาน พอใจอยู่ป่า และตั้งจิตปรารถนาให้เพื่อนพรหมจรรย์มาอยู่ร่วมด้วยความผาสุก อรรถกถาขยายความอย่างละเอียดพร้อมตัวอย่างจริง เช่น ภิกษุวัชชีบุตรที่เพิกถอนพระวินัยหลังพุทธปรินิพพาน ๑๐๐ ปี และผลดีของการต้อนรับดูแลภิกษุอาคันตุกะอย่างอบอุ่น
- หน้า ๗๒–๗๔ กรรมสูตร: อปริหานิยธรรม ๗ ว่าด้วยการไม่ยินดีในสิ่งบั่นทอนสมาธิ อปริหานิยธรรมชุดที่สามสำหรับภิกษุ คือไม่ยินดีในการงานจุกจิก การพูดคุยเรื่อยเปื่อย การนอนหลับมาก การคลุกคลีหมู่คณะ ความปรารถนาลามก การคบมิตรชั่ว และไม่ท้อถอยเมื่อบรรลุคุณวิเศษเพียงเล็กน้อย อรรถกถาอธิบายแยกแยะละเอียดว่าอะไรคือยินดีหรือไม่ยินดีในแต่ละเรื่อง เช่น แยกภิกษุที่คุยธรรมออกจากภิกษุที่คุยเรื่องไร้สาระ และลักษณะของภิกษุที่มีมิตรชั่วเพราะน้อมใจไปตามกัน
- หน้า ๗๕–๗๙ สัทธิยสูตร โพธิยสูตร สัญญาสูตร เสขสูตร: ธรรมเจริญของภิกษุ สี่พระสูตรสั้นต่อเนื่องกัน กล่าวถึงอปริหานิยธรรม ๗ อีกสามชุด คือคุณธรรมภายใน (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา) โพชฌงค์ ๗ และสัญญา ๗ (อนิจจสัญญาถึงนิโรธสัญญา) ที่ทำให้ภิกษุเจริญไม่เสื่อม จากนั้นเสขสูตรกล่าวถึงธรรม ๗ ที่ทำให้พระเสขะ (ผู้ยังศึกษาอยู่) เสื่อมหรือไม่เสื่อม เช่น ชอบงาน ชอบคุย ชอบหลับ เทียบกับการไม่คุ้มครองอินทรีย์และไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
- หน้า ๘๐–๘๒ หานิสูตร: ธรรมที่ทำให้อุบาสกเสื่อมหรือไม่เสื่อมจากพระศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่ทำให้อุบาสกเสื่อมจากสัทธรรม ได้แก่ ขาดการเยี่ยมภิกษุ ละเลยฟังธรรม ไม่ศึกษาศีลที่สูงขึ้น ไม่เลื่อมใสในภิกษุทุกระดับ ตั้งจิตจับผิด และแสวงหา-ทำบุญนอกศาสนาก่อนในศาสนา พร้อมธรรมฝ่ายตรงข้ามที่ทำให้ไม่เสื่อม มีคาถาสรุปท้ายสูตรและอรรถกถาอธิบายว่า อธิศีลหมายถึงศีล ๕ และศีล ๑๐
- หน้า ๘๓–๘๔ วิปัตติสัมภวสูตร: วิบัติและสมบัติของอุบาสก (จบวัชชีวรรคที่ ๓) พระสูตรปิดท้ายวัชชีวรรค กล่าวถึงวิบัติ สมบัติ ความเสื่อม และความเจริญของอุบาสกอย่างละ ๗ ประการ ซึ่งเป็นเนื้อหาเดียวกับหานิสูตรก่อนหน้าแต่จัดหมวดต่างมุม ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเช่นเดียวกัน จบด้วยรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรของวัชชีวรรคที่ ๓ (ตั้งแต่สารันททสูตรถึงวิปัตติสัมภวสูตร) และคำว่า จบ วัชชีวรรคที่ ๓
- หน้า ๘๕–๘๖ อัปปมาทสูตร: เทวดามาทูลอปริหานิยธรรม ๗ แก่พระพุทธเจ้า (เปิดเทวตาวรรคที่ ๔) ตอนต้นวรรคใหม่ เทวดาผิวพรรณงามมาเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามดึกที่วิหารเชตวัน กราบทูลธรรม ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เสื่อม คือความเคารพในพระศาสดา ธรรม สงฆ์ สิกขา สมาธิ ความไม่ประมาท และปฏิสันถาร รุ่งเช้าพระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลายอีกครั้ง พร้อมคาถาสรุปว่าภิกษุที่มีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมอยู่ใกล้พระนิพพาน
- หน้า ๘๗–๙๐ หิรีมาสูตร-ทุติยสุวจสูตร: เทวดาทูลธรรมเจริญ คำอธิบายพระสารีบุตร ต่อเนื่องจากสูตรก่อน เทวดาอีกสามครั้งมาทูลธรรม ๗ ประการทำนองเดียวกันแต่สลับข้อท้ายเป็นหิริ-โอตตัปปะ และความเป็นผู้ว่าง่ายมีมิตรดีงามตามลำดับ ในสูตรสุดท้ายพระสารีบุตรทูลขยายความว่าภิกษุพึงมีคุณธรรมเหล่านี้ในตนเอง ทั้งสรรเสริญ ชักชวนผู้อื่น และสรรเสริญผู้อื่นตามจริงด้วย พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำอธิบายของพระสารีบุตรว่าถูกต้อง
- หน้า ๙๑–๙๒ ปฐมสขาสูตร: ลักษณะมิตรแท้ ๗ ประการ พระพุทธเจ้าสอนให้คบมิตรที่ประกอบด้วยองค์ ๗ คือ ให้ของที่ให้ยาก รับทำกิจที่ทำยาก อดทนถ้อยคำหยาบ บอกความลับตนแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ทอดทิ้งยามวิบัติ และไม่ดูหมิ่นเมื่อเพื่อนสิ้นทรัพย์ มีคาถาสรุปว่าผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้คือมิตรแท้ที่ควรคบ อรรถกถาอธิบายแต่ละข้อสั้น ๆ เช่น การอดทนเพื่อประโยชน์แก่สหาย
- หน้า ๙๓–๙๔ ทุติยสขาสูตร: ภิกษุที่ควรคบหาแม้ถูกขับไล่ พระพุทธเจ้าสอนถึงภิกษุ ๗ คุณสมบัติที่ควรเสพคบและเข้าไปนั่งใกล้แม้ถูกขับไล่ ได้แก่ เป็นที่รักที่เคารพ ควรสรรเสริญ ฉลาดพูด อดทนต่อถ้อยคำ พูดถ้อยคำลึกซึ้ง และไม่ชักนำไปในทางที่ไม่ดี อรรถกถาอธิบายว่าถ้อยคำลึกซึ้งหมายถึงเรื่องฌาน วิปัสสนา มรรคผล และนิพพาน สะท้อนว่ามิตรแท้ที่มีปัญญาลึกซึ้งควรคบไว้แม้ต้องฝืนใจ
- หน้า ๙๕–๙๗ ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร และทุติยปฏิสัมภิทาสูตร: เหตุแห่งปฏิสัมภิทา ๔ สองพระสูตรกล่าวถึงธรรม ๗ ประการที่ทำให้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งได้เร็ว คือรู้ทันจิตที่หดหู่ ท้อแท้ หรือฟุ้งซ่าน รู้ทันเวทนา สัญญา วิตกที่เกิดดับ และเชี่ยวชาญในนิมิตธรรมฝ่ายดีฝ่ายเลว สูตรแรกกล่าวทั่วไป สูตรที่สองยกพระสารีบุตรเป็นแบบอย่างผู้สมบูรณ์ด้วยธรรมเหล่านี้จริง อรรถกถาอธิบายว่าเวทนาเป็นมูลของตัณหา สัญญาเป็นมูลของทิฏฐิ วิตกเป็นมูลของมานะ
- หน้า ๙๘ ปฐมวสสูตร และทุติยวสสูตร: ความชำนาญในสมาธิทำให้ครองจิตได้ สองพระสูตรสั้นกล่าวถึงธรรม ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุครองจิตไว้ในอำนาจได้ ไม่ตกเป็นทาสของจิต คือความฉลาดในสมาธิ การเข้าสมาธิ การตั้งอยู่ การออกจากสมาธิ ความพร้อมมูล อารมณ์ และอภินิหารแห่งสมาธิ สูตรแรกกล่าวทั่วไปสำหรับภิกษุ สูตรที่สองยกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญสมาธิอย่างแท้จริง
- หน้า ๙๙–๑๐๔ ปฐมนิททสสูตร และทุติยนิททสสูตร: ภิกษุ 'นิททสะ' คืออะไรกันแน่ (จบเทวตาวรรคที่ ๔) พระสารีบุตรและพระอานนท์ต่างแวะฟังนักบวชนอกศาสนาถกกันว่า ผู้บวชครบ ๑๒ ปีเรียกว่าภิกษุนิททสะ ทั้งสองไม่เห็นด้วยแต่ไม่โต้แย้ง กลับมาทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าไม่อาจกำหนดนิททสะด้วยการนับพรรษาอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยวัตถุ ๗ ประการ เช่น ฉันทะแรงกล้าในสิกขาและการหลีกเร้น (สำหรับพระสารีบุตร) หรือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา (สำหรับพระอานนท์) จบวรรคที่ ๔
- หน้า ๑๐๕–๑๐๙ จิตตสูตร: วิญญาณฐิติ ๗ และจักรวาลวิทยาพรหมโลก (เปิดมหายัญญวรรคที่ ๕) พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ๗ ประการ ไล่จากมนุษย์และเทวดาที่มีกายและสัญญาต่างกัน ไปจนถึงพรหมชั้นต่าง ๆ และอรูปฌานเบื้องต่ำ อรรถกถาขยายความอย่างละเอียดเป็นจักรวาลวิทยา บรรยายพรหมกายิกา อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม พร้อมอายุขัยเป็นกัป และอธิบายว่าพรหมชั้นสุทธาวาสและอสัญญีสัตว์ไม่จัดอยู่ในวิญญาณฐิติทั้ง ๗ นี้
- หน้า ๑๑๐ ปริกขารสูตร: องค์ประกอบของอริยสมาธิ ๗ พระสูตรสั้นมากระบุองค์แห่งสมาธิ ๗ ประการ คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ และสัมมาสติ กล่าวคือมรรคมีองค์ ๘ ที่ตัดสัมมาสมาธิออก เพราะเป็นองค์ประกอบที่นำไปสู่หรือหนุนเสริมเอกัคคตาจิตให้เป็นอริยสมาธิ อรรถกถาอธิบายสั้น ๆ ว่าหมายถึงองค์ประกอบแห่งสมาธิที่สัมปยุตด้วยมรรค
- หน้า ๑๑๑–๑๑๒ ปฐมอัคคิสูตร: ไฟ ๗ กอง — ไฟที่ควรดับกับไฟที่ควรบูชา พระพุทธเจ้าทรงแสดงไฟ ๗ กอง คือไฟราคะ โทสะ โมหะ (ควรละ) และไฟคืออาหุไนยบุคคล (มารดาบิดา) ไฟคือคหบดี (บุตรภรรยา) ไฟคือทักขิไณยบุคคล (สมณพราหมณ์ผู้ควรบูชา) กับไฟจากฟืนธรรมดา อรรถกถาอธิบายว่าทำไมมารดาบิดาและครอบครัวจึงเรียกว่า 'ไฟ' คือเพราะถ้าปฏิบัติผิดต่อท่านย่อมเผาผลาญให้ตกนรกได้ แม้ท่านจะไม่ได้เผาผลาญเองก็ตาม
- หน้า ๑๑๓–๑๑๙ ทุติยอัคคิสูตร: พราหมณ์อุคคตสรีระเตรียมบูชายัญใหญ่ แล้วปล่อยสัตว์แทน พราหมณ์อุคคตสรีระเตรียมฆ่าโค ลูกโค แพะ แกะอย่างละ ๕๐๐ ตัวเพื่อบูชายัญ มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการบูชายัญมีผลมากจริงหรือ พระอานนท์แนะให้ถามหาคำสอนที่ถูกต้องแทน พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าการเตรียมบูชายัญเท่ากับเงื้อศาตราทางกาย วาจา ใจอันเป็นอกุศลตั้งแต่ต้น สอนให้ละไฟราคะ โทสะ โมหะ แต่บูชาไฟคือมารดาบิดา ครอบครัว และสมณะผู้ควรเคารพแทน ในที่สุดพราหมณ์เลื่อมใสปล่อยสัตว์ทั้งหมด ๒,๕๐๐ ตัวและถึงสรณะเป็นอุบาสก
- หน้า ๑๒๐–๑๒๙ สัญญา ๗ ประการ: ปฐมสัญญาสูตร และทุติยสัญญาสูตร อธิบายสัญญา ๗ ประการที่ภิกษุควรเจริญให้มาก คือ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา และทุกเขอนัตตสัญญา สูตรแรกกล่าวโดยย่อ ส่วนสูตรที่สองขยายความว่าแต่ละสัญญาทำให้จิตหวนกลับจากกาม จากความรักชีวิต จากตัณหาในรส และจากความยึดติดโลกได้อย่างไร เปรียบจิตที่อบรมดีแล้วเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่ถูกไฟเผาแล้วหดงอไม่คลี่ออก เป็นเครื่องวัดว่าภาวนาสำเร็จผลหรือยัง
- หน้า ๑๓๐–๑๓๕ เมถุนสูตร: ความขาดทะลุด่างพร้อยแห่งพรหมจรรย์แม้ไม่ร่วมประเวณี ชาณุโสณีพราหมณ์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นพรหมจารีหรือไม่ พระองค์ตรัสอธิบายเมถุนสังโยค ๗ ประการ คือแม้ไม่ได้ร่วมประเวณีกับมาตุคามโดยตรง แต่หากยังยินดีในการถูกเนื้อต้องตัว การหยอกล้อ การจ้องมอง การฟังเสียง การหวนคิดถึง หรือตั้งจิตปรารถนาเป็นเทพเพราะศีลพรตนี้ ก็ยังชื่อว่าพรหมจรรย์ขาดทะลุด่างพร้อย ยังไม่พ้นทุกข์ พระองค์ตรัสว่าพระองค์เองไม่มีเมถุนสังโยคเหล่านี้เหลืออยู่เลย จึงปฏิญาณการตรัสรู้ได้
- หน้า ๑๓๖–๑๓๘ สังโยคสูตร: เหตุที่หญิงชายเกี่ยวข้องพัวพันกันหรือหลุดพ้นจากกัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมบรรยายว่าด้วยความเกี่ยวข้อง (สังโยคะ) และความไม่เกี่ยวข้อง (วิสังโยคะ) ระหว่างเพศ เมื่อหญิงหรือชายพอใจยินดีในภาวะของตนเอง ย่อมโน้มใจไปหาเพศตรงข้ามและติดข้องอยู่ในภาวะนั้นไม่อาจก้าวล่วงไปได้ แต่หากไม่ยินดีในสภาพภายในของตน ก็จะไม่มุ่งหวังสมาคมกับเพศตรงข้าม จึงล่วงพ้นความเป็นหญิงเป็นชายอันเป็นเหตุแห่งวัฏฏะได้
- หน้า ๑๓๙–๑๔๕ ทานสูตร: เหตุที่ทานให้ผลมากหรือน้อยต่างกัน ๗ ระดับ อุบาสกชาวจัมปาทูลขอฟังธรรม พระสารีบุตรพาเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าทานอย่างเดียวกันให้ผลต่างกันตามเจตนาของผู้ให้ ตั้งแต่ให้ด้วยหวังผลตอบแทน ให้ตามประเพณี ให้เพราะอายที่ตนหุงหากินได้ ไปจนถึงให้เพื่อปรุงแต่งจิตด้วยสมถะวิปัสสนาโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ซึ่งทำให้ผู้ให้ไปเกิดในภูมิต่างกันตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงพรหมโลกและเป็นพระอนาคามีไม่กลับมาเกิดอีก
- หน้า ๑๔๖–๑๕๖ มาตาสูตร: นันทมาตาอุบาสิกาสนทนากับท้าวเวสสวัณและพระสารีบุตร นันทมาตาอุบาสิกาสวดปารายนสูตรยามดึกจนท้าวเวสสวัณมหาราชเสด็จผ่านมาสดับและขอเป็นแขก นางจึงฝากทานถวายพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะผ่านมาแทนการต้อนรับท้าวเวสสวัณ เมื่อพระสารีบุตรมาถึง นางเล่าความอัศจรรย์ของตน ๗ ข้อ เช่น บุตรถูกประหารชีวิตแต่จิตไม่หวั่นไหว สามีตายไปเกิดเป็นยักษ์มาปรากฏกายก็ไม่หวั่น ไม่เคยคิดนอกใจสามีแม้แต่งงานตั้งแต่สาว และได้ฌาน ๔ จบวรรคและปฐมปัณณาสก์ท้ายหน้า ๑๕๖
- หน้า ๑๕๗–๑๖๐ อัพยากตสูตร: เหตุที่อริยสาวกไม่สงสัยในปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ เปิดวรรคใหม่ที่ไม่นับเข้าในปัณณาสก์ (อัพยากตวรรคที่ ๑) ภิกษุทูลถามเหตุที่ความสงสัยในปัญหาอัพยากตะ เช่น สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะอริยสาวกรู้ชัดถึงทิฏฐิ เหตุเกิดทิฏฐิ ความดับทิฏฐิ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับทิฏฐิ ทิฏฐิและตัณหามานะที่อิงทิฏฐินั้นจึงดับไป ต่างจากปุถุชนที่ไม่รู้ชัดจึงยังเดือดร้อนสงสัยอยู่
- หน้า ๑๖๑–๑๖๖ ปุริสคติสูตร: คติ ๗ ของพระอนาคามีและอนุปาทาปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงปุริสคติ ๗ ประการ คือระดับต่างๆ ที่พระอนาคามีปรินิพพาน เปรียบด้วยสะเก็ดเหล็กที่นายช่างตีแล้วปลิวไปตกที่ต่างๆ กัน ตั้งแต่ดับกลางอากาศ ดับเมื่อถึงพื้น ไปจนถึงลุกลามไหม้ป่าใหญ่ไปจนถึงอกนิฏฐภพ ส่วนอนุปาทาปรินิพพานคือผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติสิ้นอาสวะโดยสมบูรณ์ในปัจจุบันชาติเลย ไม่ต้องรอปรินิพพานในภพอื่นอีก
- หน้า ๑๖๗–๑๗๒ ติสสสูตร: ท้าวติสสพรหมอธิบายวิธีที่เทวดารู้จักภิกษุผู้หมดอุปาทานขันธ์ เทวดาสองตนกราบทูลว่าภิกษุณีกลุ่มหนึ่งหลุดพ้นแล้ว พระโมคคัลลานะสงสัยว่าเทวดาใดหยั่งรู้เช่นนี้ได้ จึงเหาะไปถามท้าวติสสพรหม (ภิกษุที่เพิ่งมรณภาพ) ติสสพรหมตอบว่าเฉพาะพรหมที่ไม่ยินดีติดในอายุยศของพรหมและรู้ทางออกจากภพนั้นจึงหยั่งรู้ได้ พร้อมจำแนกบุคคลผู้ยังเหลือหรือหมดอุปาทานขันธ์ ๗ ประเภท เช่น อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ กายสักขี จนถึงอนิมิตตวิหารีที่พระพุทธเจ้าทรงเพิ่มเติมให้ภายหลัง
- หน้า ๑๗๓–๑๗๗ สีหสูตร: ผลแห่งทานที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน สีหเสนาบดีทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติผลของทานที่เห็นได้ในปัจจุบันได้หรือไม่ พระองค์ทรงย้อนถามเปรียบเทียบคนตระหนี่กับคนใจบุญว่าใครที่พระอรหันต์จะอนุเคราะห์ก่อน เข้าไปหาก่อน รับของก่อน แสดงธรรมให้ก่อน มีกิตติศัพท์งาม กล้าเข้าสังคมทุกหมู่ และตายแล้วไปสุคติ สีหะตอบได้เองทุกข้อจากประสบการณ์ตรง ยกเว้นเรื่องเกิดสวรรค์หลังตายที่ยอมรับด้วยศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า
- หน้า ๑๗๘–๑๘๐ รักขิตสูตร: สิ่งที่ตถาคตไม่ต้องปกปิดและไม่ถูกติเตียน พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่มีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ หรือการเลี้ยงชีพที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้อื่นรู้ และไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือใครในโลกจะคัดค้านธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ปฏิปทาที่นำสู่นิพพาน หรือผลที่สาวกนับร้อยบรรลุเจโตวิมุติปัญญาวิมุติได้โดยชอบธรรม จึงทรงแกล้วกล้าไม่หวั่นเกรงคำติเตียนใด ๆ
- หน้า ๑๘๑ กิมมิลสูตร: เหตุที่พระสัทธรรมตั้งอยู่นานหรือไม่นาน พระกิมมิละทูลถามเหตุที่พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่นานหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระองค์ตรัสว่าเป็นเพราะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา สมาธิ ความไม่ประมาท และการปฏิสันถาร ส่วนความมีเคารพยำเกรงในธรรมเหล่านี้เป็นเหตุให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ยืนยาวต่อไป
- หน้า ๑๘๒ สัตตธรรมสูตร: ธรรม ๗ ประการที่นำสู่ความหลุดพ้นเร็ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่หากภิกษุประกอบพร้อมแล้วไม่นานก็จะทำให้แจ้งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ คือ มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต หลีกออกเร้น ปรารภความเพียร มีสติ และมีปัญญา เป็นสูตรสั้นแต่สรุปหลักการฝึกตนของภิกษุไว้ครบถ้วน
- หน้า ๑๘๓–๑๙๑ โมคคัลลานสูตร: วิธีแก้ความง่วงและข้อปฏิบัติสิ้นตัณหา พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาพระมหาโมคคัลลานะที่นั่งโงกง่วง ทรงสอนวิธีละความง่วงเป็นลำดับ ๘ ขั้น ตั้งแต่ตรึกตรองธรรม สาธยายธรรม ไปจนถึงนอนสีหไสยาเป็นวิธีสุดท้าย จากนั้นสอนไม่ให้ถือตัวเข้าตระกูล ไม่พูดเรื่องทุ่มเถียง ไม่คลุกคลีเกินควร และเมื่อโมคคัลลานะทูลถามข้อปฏิบัติของผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาโดยย่อ ทรงสอนว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น พึงพิจารณาเวทนาโดยความไม่เที่ยงจนไม่ยึดถืออะไรและปรินิพพานได้เอง มีอรรถกถาขยายความยาว
- หน้า ๑๙๒–๑๙๖ ปุญญวิปากสูตร: ผลบุญจากการเจริญเมตตาในอดีตชาติ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้กลัวการทำบุญ เพราะคำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข แล้วทรงเล่าถึงอดีตชาติของพระองค์เองที่เจริญเมตตาจิตนาน ๗ ปี ไม่ต้องเวียนกลับมาเกิดในโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ได้เป็นท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะจอมเทพ และพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมนับครั้งไม่ถ้วน แสดงให้เห็นอานุภาพอันไพศาลของบุญที่สั่งสมไว้
- หน้า ๑๙๗–๒๐๒ ภริยาสูตร: ภริยา ๗ จำพวก สอนนางสุชาดา ที่บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระพุทธเจ้าทรงแสดงภริยา ๗ จำพวกแก่นางสุชาดาสะใภ้ผู้เย่อหยิ่งไม่เคารพใครในบ้าน คือ ภริยาเสมอเพชฌฆาต โจร นาย มารดา พี่สาวน้องสาว เพื่อน และทาสี สามจำพวกแรกทุศีลตายไปตกนรก ส่วนสี่จำพวกหลังตั้งอยู่ในศีลตายแล้วไปสุคติ นางสุชาดาสำนึกและขอให้ทรงจำไว้ว่าเป็นภริยาเสมอทาสี
- หน้า ๒๐๓–๒๑๑ โกธนาสูตร: โทษของความโกรธ และจบวรรคที่ ๑ ทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่แม้ศัตรูก็ยังปรารถนาให้เกิดแก่คนขี้โกรธ เช่น ผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศ ไร้มิตร ตายแล้วตกอบาย เพราะความโกรธครอบงำจนทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ปิดท้ายด้วยคาถาพรรณนาโทษความโกรธอย่างละเอียด ถึงขั้นอาจฆ่าบิดามารดาหรือฆ่าตัวตายได้ จบด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๑ และคำว่า จบ อัพยากตวรรคที่ ๑
- หน้า ๒๑๒–๒๑๓ หิริสูตร: ลำดับเหตุปัจจัยจากหิริโอตตัปปะสู่วิมุตติ เปิดวรรคใหม่ มหาวรรคที่ ๗ ทรงแสดงลำดับเหตุปัจจัยว่า เมื่อขาดหิริโอตตัปปะ อินทรียสังวรย่อมเสื่อม เมื่อขาดอินทรียสังวร ศีลย่อมเสื่อม ไล่ต่อไปจนถึงสัมมาสมาธิ ญาณทัสสนะตามจริง นิพพิทาวิราคะ และวิมุตติญาณทัสสนะ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายย่อมทำให้เปลือกกระพี้แก่นไม่บริบูรณ์ ตรงข้ามกับเมื่อมีหิริโอตตัปปะครบถ้วน
- หน้า ๒๑๔–๒๒๒ สุริยสูตร: อุปมาพระอาทิตย์เจ็ดดวงเผาโลก และศาสดาสุเนตตะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนิจจตาของสังขารด้วยภาพยิ่งใหญ่ว่าเมื่อกัปพินาศจะมีพระอาทิตย์ผุดขึ้นทีละดวงจนครบ ๗ ดวง ทำให้แม่น้ำ มหาสมุทร และขุนเขาสิเนรุลุกไหม้จนไม่เหลือเถ้าถ่าน แล้วทรงเล่าเรื่องศาสดาสุเนตตะในอดีตผู้ทรงฤทธิ์มากเจริญเมตตาจนได้เป็นพรหม แต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์เพราะไม่รู้แจ้งอริยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ต่างจากพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้แล้วพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
- หน้า ๒๒๓–๒๓๔ นครสูตร (นคโรปมสูตร): เมืองชายแดนเปรียบสัทธรรม ๗ ทรงเปรียบเมืองชายแดนที่ปลอดภัยจากศัตรูด้วยเครื่องป้องกัน ๗ อย่างและเสบียงอาหาร ๔ อย่าง กับอริยสาวกที่มารทำอันตรายไม่ได้เพราะพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา และได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา จบพระสูตรแล้วเริ่มอรรถกถาอธิบายรายละเอียดกำแพงเมือง กองทัพ และศรัทธาอย่างพิสดาร ซึ่งยังไม่จบภายในช่วงหน้าที่อ่าน
- หน้า ๒๓๕ อรรถกถานคโรปมสูตร: ศัพท์เสาระเนียด กองทัพ และศรัทธาดุจกำแพงเมือง อรรถกถาอธิบายศัพท์ในนครสูตรอย่างละเอียด เช่น เสาระเนียด คูเมือง และทหารประเภทต่างๆ ที่ใช้เปรียบกับธรรมคุ้มครองจิตของพระอริยสาวก จากนั้นอธิบายว่าศรัทธาเปรียบเหมือนเสาระเนียดที่มั่นคงไม่หวั่นไหว และสรุปว่าหิริโอตตัปปะทำให้เกิดความสำรวมอันเป็นปาริสุทธิศีล ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอรหัตเป็นยอดเทศนาในฐานะ ๑๑
- หน้า ๒๓๖–๒๔๐ ธัมมัญญูสูตร: คุณสมบัติ ๗ ประการของภิกษุผู้ควรบูชา ธัมมัญญูสูตรแสดงคุณสมบัติ ๗ ประการของภิกษุที่ควรแก่การเคารพบูชา คือ รู้จักธรรม รู้จักความหมาย รู้จักตนเอง รู้จักประมาณในการรับปัจจัย รู้จักกาลเวลาที่เหมาะสม รู้จักบริษัทที่เข้าหา และรู้จักเลือกคบคนที่ใฝ่ธรรมและปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่นจริงจัง พร้อมอรรถกถาอธิบายศัพท์แต่ละข้อเพิ่มเติมท้ายเรื่อง
- หน้า ๒๔๑–๒๔๓ ปาริฉัตตกสูตร: ต้นไม้สวรรค์เปรียบพัฒนาการจิตสู่อรหัตผล ปาริฉัตตกสูตรเปรียบพัฒนาการทางจิตของพระอริยสาวกตั้งแต่คิดจะบวชจนถึงบรรลุอรหัตผล กับวงจรชีวิตของต้นปาริฉัตตกพฤกษ์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตั้งแต่ใบเหลือง ผลัดใบ ผลิดอก จนบานเต็มที่ส่งกลิ่นหอมไปไกลถึงร้อยโยชน์ เมื่อภิกษุหลุดพ้นจากอาสวะ เสียงสรรเสริญย่อมระบือไปถึงพรหมโลกดุจกลิ่นดอกไม้ทิพย์นั้น
- หน้า ๒๔๔–๒๔๖ อรรถกถาปาริฉัตตกสูตร: ฉากสวรรค์ดาวดึงส์และเทวสภาสุธรรมา อรรถกถาขยายความปาริฉัตตกสูตร บรรยายฉากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อย่างวิจิตร เหล่าเทวดามารวมกันในเทวสภาสุธรรมาใต้ต้นปาริฉัตตกะ มีลมพัดดอกไม้มาปูลาดเป็นอาสนะ เกสรฟุ้งกระจายราวทาด้วยทองคำ ใช้เป็นอุปมาชี้ว่าพระศาสดามีพระประสงค์แท้จริงคือทรงแสดงพระอริยสาวก ๗ จำพวกเทียบกับต้นไม้ทิพย์นั้น
- หน้า ๒๔๗–๒๕๑ สักกัจจสูตร: พระสารีบุตรพิจารณาสิ่งที่ภิกษุพึงเคารพอาศัย สักกัจจสูตรเล่าเรื่องพระสารีบุตรพิจารณาว่าภิกษุอาศัยสิ่งใดจึงละอกุศลเจริญกุศลได้ ท่านตอบว่าอาศัยความเคารพในพระศาสดา ธรรม สงฆ์ สิกขา สมาธิ ความไม่ประมาท และปฏิสันถาร แล้วกราบทูลพระพุทธเจ้า เปรียบดังนำทองคำไปให้ช่างทองตรวจสอบให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับความเคารพที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน
- หน้า ๒๕๒–๒๕๙ ภาวนาสูตร: แม่ไก่กกไข่ ด้ามมีดสึก และเชือกเรือผุ เปรียบการหลุดพ้นทีละน้อย ภาวนาสูตรสอนว่าผู้หมั่นเจริญสติปัฏฐาน โพชฌงค์ และมรรคจะหลุดพ้นจากอาสวะได้เองแม้ไม่ตั้งความปรารถนาไว้ก่อน เปรียบดังแม่ไก่กกไข่ดีลูกไก่ย่อมเจาะเปลือกออกได้เอง หรือรอยนิ้วมือบนด้ามมีดที่สึกไปทีละน้อยจนไม่รู้ตัว และเชือกผูกเรือที่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา อรรถกถาขยายความอุปมาทั้งหมดอย่างละเอียดพิสดาร
- หน้า ๒๖๐–๒๗๐ อัคคิขันธูปมสูตร: กอดกองไฟดีกว่ารับทานโดยไม่บริสุทธิ์ อัคคิขันธูปมสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุทุศีลผู้อวดอ้างเป็นสมณะควรเลือกกอดกองไฟ ถูกหอกแทงอก นอนบนเตียงเหล็กแดง หรือถูกโยนลงหม้อเหล็กเดือด ยังดีกว่ารับจีวร บิณฑบาต ที่อยู่ หรือความเคารพจากผู้มีศรัทธาโดยไม่สมควร เพราะถูกไฟเผาตายชาติเดียวดีกว่าตกนรกยาวนาน จบพระธรรมเทศนามีภิกษุ ๖๐ รูปอาเจียนเป็นเลือด ๖๐ รูปลาสิกขา และ ๖๐ รูปบรรลุธรรม
- หน้า ๒๗๑–๒๗๒ สุเนตตอนุสาสนีสูตร: ศาสดา ๗ ท่านในอดีตและบาปจากการด่าพระอริยะ สุเนตตอนุสาสนีสูตรเล่าถึงศาสดาในอดีต ๗ ท่านผู้ปราศจากกามราคะ เช่น สุเนตตะและอรกะ ผู้สอนสาวกให้ไปเกิดในพรหมโลก สาวกที่เลื่อมใสได้ไปสวรรค์ ที่ไม่เลื่อมใสตกอบาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้การด่าว่าศาสดาทั้ง ๗ นั้นก็ยังบาปน้อยกว่าการด่าว่าพระโสดาบันเพียงองค์เดียว เพราะพระองค์ไม่ทรงสอนให้อดทนต่อการล่วงเกินเพื่อนพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้เลย
- หน้า ๒๗๓–๒๗๗ อรกานุสาสนีสูตร: ชีวิตสั้นดุจหยาดน้ำค้าง จบมหาวรรคที่ ๒ อรกานุสาสนีสูตร ศาสดาอรกะในอดีตสอนสาวกด้วยอุปมาความสั้นของชีวิตมนุษย์ เปรียบดังหยาดน้ำค้าง ฟองน้ำฝน รอยขีดในน้ำ แม่น้ำไหลจากภูเขา ก้อนน้ำลาย เนื้อในกระทะไฟ และโคที่ถูกต้อนไปสู่โรงฆ่า แม้สมัยนั้นมนุษย์มีอายุถึง ๖๐,๐๐๐ ปีก็ยังสอนเช่นนี้ ยิ่งสมัยนี้คนอายุเพียงร้อยปียิ่งควรเร่งประพฤติธรรม จบวรรคที่ ๒ พร้อมรายชื่อสูตรทั้งหมดในวรรค
- หน้า ๒๗๘–๒๘๒ วินัยวรรคที่ ๓: คุณสมบัติพระวินัยธรและวิธีระงับอธิกรณ์ ๗ วินัยวรรคที่ ๓ แสดงคุณสมบัติ ๗ ประการของภิกษุผู้เป็นพระวินัยธร (ผู้ทรงพระวินัย) ในหลายระดับ ตั้งแต่รู้จักอาบัติหนักเบาและมีศีลสำรวม ไปจนถึงจำปาติโมกข์แม่นยำและได้บรรลุฌานหรืออรหัตผล รวมถึงบทสนทนาพระอุบาลีทูลถามหลักแยกแยะคำสอนศาสดา และอธิกรณสมถสูตรว่าด้วยวิธีระงับข้อพิพาทในหมู่สงฆ์ ๗ วิธี
- หน้า ๒๘๓–๒๙๑ อรรถกถาวินัยธรวรรค และพระสูตรเบ็ดเตล็ดปิดท้าย จบสัตตกนิบาต อรรถกถาวินัยธรวรรคอธิบายศัพท์เกี่ยวกับพระวินัยธรและอธิกรณ์ ๔ ประเภทพร้อมวิธีระงับ ๗ วิธี จากนั้นเป็นหมวดพระสูตรเบ็ดเตล็ดที่ไม่จัดเข้าวรรคใด กล่าวถึงนิยามภิกษุ สมณะ พราหมณ์ และพระอรหันต์ผ่านการทำลายสังโยชน์ ๗ ประการ อสัทธรรม-สัทธรรม ๗ ประการ บุคคล ๗ จำพวกผู้ควรแก่ทักษิณา และธรรมที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ปิดท้ายด้วยการจบสัตตกนิบาตทั้งหมดของพระอังคุตตรนิกาย
- หน้า ๒๙๒–๒๙๗ เมตตสูตร - อานิสงส์เมตตาและเรื่องยัญของพราหมณ์โบราณ เปิดอัฏฐกนิบาตด้วยเมตตสูตร แสดงอานิสงส์ ๘ ประการของเมตตาเจโตวิมุติ เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข เทวดารักษา ไม่ตายฉุกเฉิน พร้อมคาถาว่าเมตตาจิตประเสริฐกว่ามหายัญทั้งปวงถึง ๑๖ เท่า อรรถกถาอธิบายพิสดารถึงสังคหวัตถุ ๔ ของพระราชาโบราณ (สัสสเมธ ปุริสเมธ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ) ที่ภายหลังพราหมณ์บิดเบือนเป็นยัญบูชาฆ่าสัตว์ฆ่าคนจำนวนมาก
- หน้า ๒๙๘–๓๐๓ ปัญญาสูตร - เหตุปัจจัย ๘ ประการให้เกิดปัญญา แสดงเหตุปัจจัย ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุได้ปัญญาขั้นต้นแห่งพรหมจรรย์และเจริญยิ่งขึ้น ได้แก่ การอาศัยครูที่เคารพยำเกรง หมั่นเข้าไปไต่ถามธรรม ฟังแล้วสงบกายสงบใจ มีศีล เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร ไม่พูดเรื่องไร้สาระในหมู่สงฆ์ และพิจารณาเห็นความเกิดดับในขันธ์ ๕ ปิดท้ายด้วยคำสรรเสริญที่เพื่อนพรหมจรรย์ยกย่องภิกษุผู้ทำได้ครบทุกข้อ
- หน้า ๓๐๔–๓๐๗ อัปปิยสูตรที่ ๑-๒ - เหตุที่ทำให้เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักของหมู่สงฆ์ สองสูตรคู่กันแสดงธรรม ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นหรือไม่เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ สูตรแรกว่าด้วยการชมคนไม่น่ารัก ติคนน่ารัก มุ่งลาภสักการะ ไม่ละอายไม่เกรงกลัว ปรารถนาลามก เห็นผิด สูตรที่สองว่าด้วยการมุ่งลาภยศชื่อเสียง ไม่รู้จักกาลประมาณ ไม่สะอาด พูดมาก ด่าว่าเพื่อนพรหมจรรย์ ตรงข้ามคือคุณสมบัติที่ทำให้เป็นที่รัก
- หน้า ๓๐๘–๓๑๓ โลกธรรมสูตร-โลกวิปัตติสูตร - โลกธรรม ๘ ประการ แสดงโลกธรรม ๘ ประการที่หมุนไปตามโลกและโลกก็หมุนไปตามมัน คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ พร้อมคาถาว่าธรรมเหล่านี้ไม่เที่ยงแปรปรวน ผู้มีปัญญาย่อมไม่หวั่นไหว สูตรที่สองขยายความว่าโลกธรรมเกิดกับทั้งปุถุชนและอริยสาวกเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่อริยสาวกรู้เท่าทันความไม่เที่ยงจึงไม่ถูกยินดียินร้ายครอบงำจิต จึงพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
- หน้า ๓๑๔–๓๑๖ เทวทัตตสูตร - อสัทธรรม ๘ ที่ทำลายพระเทวทัต พระพุทธเจ้าทรงปรารภพระเทวทัตหลังทำสงฆ์แตกแยกไม่นาน ตรัสว่าพระเทวทัตถูกอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำคือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สักการะ เสื่อมสักการะ ความปรารถนาลามก และมีมิตรชั่ว จึงต้องไปเกิดในอบายนรกอยู่ชั่วกัปแก้ไขไม่ได้ ทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้ครอบงำย่ำยีธรรมเหล่านี้แทนที่จะถูกครอบงำ เพื่อไม่ให้เกิดอาสวะเดือดร้อนใจ
- หน้า ๓๑๗–๓๒๑ อุตตรสูตร - พระอุตตระแสดงธรรม ท้าวสักกะเสด็จมาตรวจสอบ พระอุตตระแสดงธรรมแก่ภิกษุที่วัฏฏชาลิกาวิหาร ท้าวเวสสวัณได้ยินจึงนำความไปทูลท้าวสักกะ ท้าวสักกะเสด็จมาถามพระอุตตระว่าธรรมนี้เป็นปฏิภาณของท่านเองหรือของพระพุทธเจ้า พระอุตตระตอบด้วยอุปมาว่าคำสุภาษิตทั้งปวงล้วนมาจากพระพุทธเจ้าเหมือนคนขนข้าวเปลือกมาจากกองใหญ่กองเดียวกัน แล้วเล่าเทวทัตตสูตรซ้ำให้ท้าวสักกะฟัง
- หน้า ๓๒๒–๓๒๕ นันทสูตร - แบบอย่างพระนันทะผู้สำรวมอินทรีย์ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายโดยยกพระนันทะเป็นแบบอย่างว่า แม้เป็นผู้มีราคะจัดแต่ประพฤติพรหมจรรย์บริบูรณ์ได้เพราะคุ้มครองทวารอินทรีย์ (สำรวมตาไม่ให้บาปอกุศลครอบงำเมื่อเหลียวมอง) รู้ประมาณในการบริโภคอาหารเพื่อดำรงร่างกายไม่ใช่เพื่อมัวเมา หมั่นเพียรตื่นอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน และมีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันเวทนาและวิตกที่เกิดดับ
- หน้า ๓๒๖–๓๓๐ กรัณฑวสูตร - อุปมาการขจัดภิกษุเลวออกจากหมู่สงฆ์ เมื่อภิกษุถูกโจทด้วยอาบัติแล้วพูดกลบเกลื่อนแสดงความโกรธ พระพุทธเจ้าตรัสให้ขับออกจากหมู่ ทรงเปรียบด้วยอุปมาสามเรื่องคือ หญ้าปลอมที่ทำลายข้าวปรากฏชัดเมื่อออกรวง ข้าวลีบที่ถูกฝัดแยกออกจากข้าวดี และท่อนไม้ผุที่มีเสียงต่างจากไม้แก่นเมื่อถูกเคาะ สอนให้สงฆ์พร้อมใจกันคัดกรองคนไม่ดีออกเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของหมู่คณะ จบวรรคเมตตาวรรคที่ ๑ ครบ ๑๐ สูตร
- หน้า ๓๓๑–๓๔๘ เวรัญชสูตร - พราหมณ์กล่าวหาพระพุทธเจ้า ๘ ข้อ และสามวิชชาแห่งการตรัสรู้ เปิดมหาวรรคที่ ๒ ด้วยเวรัญชพราหมณ์กล่าวหาพระพุทธเจ้าว่าไม่ไหว้ผู้เฒ่า ไม่มีรสชาติ ไม่มีโภคะ กล่าวการไม่ทำ กล่าวความขาดสูญ ช่างเกลียด ชอบกำจัด เผาผลาญ และไม่ผุดเกิด พระองค์ทรงชี้แจงความหมายที่แท้จริงของแต่ละข้อหาว่าทรงละกิเลสได้เด็ดขาด แล้วตรัสเล่าการตรัสรู้สามยามด้วยอุปมาลูกไก่เจาะกะเปาะฟองออกมาก่อนเพื่อน จนเวรัญชพราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ อรรถกถาอธิบายความหมายลึกซึ้งของทุกข้อกล่าวหาต่อเนื่องยาว
- หน้า ๓๔๙ อรรถกถาเวรัญชสูตร: พลิกคำกล่าวหาให้เป็นคำยืนยันคุณธรรมของพระพุทธเจ้า อธิบายว่าเหตุใดคำที่เวรัญชพราหมณ์ใช้ตำหนิพระพุทธเจ้า เช่น อกิริยวาที (ผู้กล่าวว่าไม่เป็นอันทำ) อุจเฉทวาที (ผู้กล่าวความขาดสูญ) เชคุจฉี (คนช่างเกลียด) เวนยิกะ (ผู้กำจัด) ตปัสสี (ผู้เผาผลาญ) และอัปปคัพภะ (ไม่ผุดไม่เกิด) จึงกลับเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องได้ในความหมายใหม่ เพราะพระองค์ไม่ทำกายวจีมโนทุจริต ตัดราคะโทสะโมหะขาด เกลียดบาปอกุศล และไม่ต้องเวียนเกิดในครรภ์อีก เป็นเทคนิคเทศนาที่พลิกคำด่าให้กลายเป็นการประกาศคุณธรรมของพระองค์เอง
- หน้า ๓๕๐–๓๕๙ อุปมาลูกไก่ทำลายกะเปาะไข่ กับวิชชา ๓ จบอรรถกถาเวรัญชสูตร อรรถกถาอธิบายอุปมาที่พระพุทธเจ้าตรัสกับเวรัญชพราหมณ์ว่า ลูกไก่ตัวใดทำลายกะเปาะไข่ออกมาก่อนนับเป็นพี่ฉันใด พระองค์ก็ทรงทำลายกะเปาะไข่คืออวิชชาด้วยวิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ จึงทรงเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐที่สุดของโลกฉันนั้น เมื่อฟังแล้วเวรัญชพราหมณ์สำนึกผิดที่เคยกล่าวหาพระองค์ กราบทูลยกย่องและชื่นชมพระธรรมเทศนา จบลงด้วยข้อความ "จบ อรรถกถาเวรัญชสูตรที่ ๑"
- หน้า ๓๖๐–๓๖๙ สีหสูตร: นายพลสีหะเปลี่ยนใจจากนิครนถ์มาเป็นอุบาสก สีหเสนาบดี สาวกนิครนถ์ ได้ยินเจ้าลิจฉวีสรรเสริญพระรัตนตรัยจนอยากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ถูกนิครนถ์นาฏบุตรห้ามถึงสองครั้งด้วยข้ออ้างว่าพระองค์เป็นอกิริยวาที ครั้งที่สามจึงตัดใจไปเฝ้าและทูลถามข้อกล่าวหาต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าคำกล่าวหาเหล่านั้นเป็นจริงได้ในความหมายที่ถูกต้อง สีหเสนาบดีเลื่อมใสขอถึงไตรสรณคมน์ และแม้จะได้รับคำเตือนให้ยังคงถวายทานแก่นิครนถ์ต่อไปก็ยิ่งศรัทธา จบด้วยเรื่องนิครนถ์ใส่ร้ายว่าสีหะฆ่าสัตว์เลี้ยงถวายพระพุทธเจ้า
- หน้า ๓๗๐–๓๘๓ อรรถกถาสีหสูตร: ภูมิหลังเมืองเวสาลี คุณพระรัตนตรัย และประวัตินิครนถ์ อธิบายศัพท์และภูมิหลังของสีหสูตร เช่น สัณฐาคารศาลากลางเมืองเวสาลี การที่เจ้าลิจฉวีซึ่งเป็นพระอริยสาวกสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์โดยละเอียดขึ้นทุกครั้งที่ประชุม ประวัติสีหราชกุมารผู้ได้รับตำแหน่งเสนาบดี เหตุที่นิครนถ์นาฏบุตรพยายามขัดขวางไม่ให้สีหเสนาบดีไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยอุบายต่างๆ เปรียบเทียบความปีติของสีหเสนาบดีที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเหมือนน้ำฝนที่ไหลบ่าจนพัดพาสิ่งกีดขวางไปได้ในที่สุด
- หน้า ๓๘๔–๓๘๖ อาชัญญสูตร: ม้าอาชาไนย ๘ ประการ เทียบกับภิกษุผู้ควรบูชา พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติ ๘ ประการของม้าอาชาไนยชั้นดีของพระราชา เช่น กำเนิดดี กินอาหารเรียบร้อย ไม่พยศ มีกำลังจนถึงวาระสุดท้าย แล้วเทียบกับภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ คือ มีศีล ฉันโภชนะโดยไม่รังเกียจ เกลียดบาปอกุศล อยู่ร่วมเป็นสุข เปิดเผยความบกพร่องของตน ตั้งใจศึกษา ปฏิบัติตรง และมีความเพียรไม่ย่อหย่อนแม้เลือดเนื้อจะแห้งเหือด ภิกษุเช่นนี้ย่อมเป็นนาบุญอันประเสริฐของโลก
- หน้า ๓๘๗–๓๙๒ ขฬุงคสูตร: ม้าโกง ๘ จำพวก เทียบกับภิกษุผู้เลี่ยงความผิดเมื่อถูกโจทก์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงม้าโกง ๘ จำพวกที่มีนิสัยพยศต่างๆ เมื่อถูกสารถีเตือนให้เดินไป เช่น ถอยหลัง ดีดธูปหัก ยืนนิ่งเหมือนเสา แล้วเทียบกับภิกษุ ๘ จำพวกที่เมื่อถูกโจทก์ด้วยอาบัติกลับอำพรางว่านึกไม่ได้ โต้ตอบผู้โจทก์ ย้อนถามความผิดของผู้โจทก์ กลบเกลื่อนพูดนอกเรื่อง ห้ามในท่ามกลางสงฆ์ หรือถึงกับสึกหนีความรับผิดชอบ เป็นอุปมาที่ชี้ให้เห็นพฤติกรรมหลบเลี่ยงความผิดของคนในหมู่สงฆ์ได้อย่างชัดเจน
- หน้า ๓๙๓–๓๙๔ มลสูตร: มลทิน ๘ ประการ อวิชชาเป็นมลทินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าทรงแสดงมลทิน ๘ ประการของสิ่งต่างๆ เช่น มนต์มีความไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่ขยันเป็นมลทิน ผิวพรรณมีความเกียจคร้านเป็นมลทิน ผู้รักษามีความประมาทเป็นมลทิน หญิงมีความประพฤติชั่วเป็นมลทิน ผู้ให้มีความตระหนี่เป็นมลทิน แล้วสรุปว่าอวิชชาคือความไม่รู้เป็นมลทินที่ยิ่งใหญ่กว่ามลทินทั้งปวง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อรรถกถาอธิบายว่าพระสูตรนี้กล่าวถึงวัฏฏะแต่เพียงอย่างเดียว
- หน้า ๓๙๕–๓๙๖ ทูตสูตร: คุณสมบัติภิกษุผู้ควรเป็นทูต ยกพระสารีบุตรเป็นแบบอย่าง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุควรได้รับมอบหมายให้เป็นทูตสื่อสาร ได้แก่ เป็นผู้รับฟังได้ดี บอกกล่าวผู้อื่นได้ดี เรียนรู้และทรงจำแม่นยำ รู้เองและอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ ฉลาดแยกแยะสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ และไม่ก่อการทะเลาะวิวาท โดยทรงยกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นทูตของสงฆ์ได้อย่างไม่บกพร่อง
- หน้า ๓๙๗–๓๙๘ พันธนสูตรที่ ๗-๘: บ่วงผูกมัดระหว่างหญิงชายด้วยอาการ ๘ อย่าง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าหญิงย่อมผูกใจชายไว้ได้ด้วยอาการ ๘ อย่าง คือ รูป การยิ้มแย้ม คำพูด เพลงขับ การร้องไห้ อากัปกิริยา ของกำนัล และการสัมผัส และในทำนองเดียวกันชายก็ผูกใจหญิงไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างเดียวกันนี้เช่นกัน ทรงสรุปว่าสัตว์ที่ถูกผูกไว้ด้วยอาการเหล่านี้ชื่อว่าถูกผูกด้วยบ่วง ชี้ให้เห็นธรรมชาติของแรงดึงดูดทางกามารมณ์ระหว่างเพศที่ผูกมัดใจคนไว้ในวัฏสงสาร
- หน้า ๓๙๙–๔๐๕ ปหาราทสูตร: ๘ สิ่งมหัศจรรย์แห่งมหาสมุทร เทียบธรรมวินัย (ยังไม่จบ) ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลธรรมที่น่าอัศจรรย์ ๘ ประการในมหาสมุทรที่พวกอสูรอภิรมย์ เช่น ลาดลึกลงตามลำดับ เต็มเปี่ยมไม่ล้นฝั่ง ไม่เกลื่อนซากศพ แม่น้ำที่ไหลลงมาละชื่อเดิม มีรสเดียวคือรสเค็ม มีรัตนะมากมาย เป็นที่อยู่สัตว์ใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสเทียบด้วยธรรมวินัย ๘ ประการที่ภิกษุอภิรมย์ เช่น มีการศึกษาตามลำดับ ไม่ล่วงสิกขาบท มีรสเดียวคือวิมุตติรส เนื้อหายังไม่จบในหน้า ๔๐๕ ต่อเนื่องไปหน้าถัดไป
- หน้า ๔๐๖ ปหาราทสูตร (ต่อ): มหาสมุทร 8 ประการเทียบธรรมวินัย ท้าวปหาราทะจอมอสูรทูลถามถึงธรรมอัศจรรย์ 8 ประการในมหาสมุทร ได้แก่ ลาดลุ่มลึกตามลำดับ เต็มเปี่ยมไม่ล้นฝั่ง ไม่เกลื่อนซากศพ แม่น้ำที่ไหลลงมาละชื่อเดิม รับน้ำไม่พร่องไม่เต็ม มีรสเดียวคือรสเค็ม มีรัตนะมากมาย และเป็นที่อยู่ของสัตว์ใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบแต่ละข้อกับธรรมวินัย เช่น การศึกษาต้องเป็นไปตามลำดับ ภิกษุไม่ล่วงสิกขาบทแม้เพราะชีวิต วรรณะ 4 ที่บวชแล้วละชื่อเดิมเป็นศากยบุตร และธรรมวินัยเป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคล 4 จำพวก
- หน้า ๔๐๗–๔๑๓ อรรถกถาปหาราทสูตร: ภูมิศาสตร์สระอโนดาตและกำเนิดแม่น้ำ 5 สาย อรรถกถาอธิบายศัพท์ในปหาราทสูตร แล้วแทรกเรื่องภูมิศาสตร์ป่าหิมพานต์อย่างละเอียด กล่าวถึงสระใหญ่ 7 สระ โดยเฉพาะสระอโนดาตที่ล้อมด้วยภูเขา 5 ลูก มีมุข 4 ทิศเป็นทางไหลของแม่น้ำ บรรยายกำเนิดแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ที่ไหลวนรอบสระ ทะลุแผ่นหิน ผ่านอุโมงค์ใต้ดิน ก่อนไหลลงมหาสมุทร เป็นเนื้อหาเชิงจักรวาลวิทยาแบบพุทธที่พิสดารกว่าตัวพระสูตรเอง
- หน้า ๔๑๔–๔๑๙ อุโปสถสูตร: พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงปาติโมกข์เพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ ในคืนวันอุโบสถ พระอานนท์ทูลขอให้แสดงปาติโมกข์ถึง 3 ครั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่ง จนตรัสว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์ พระโมคคัลลานะใช้ญาณตรวจดูจิตภิกษุทั้งหมด พบภิกษุทุศีลปลอมบวชนั่งอยู่ ไล่ให้ออกถึง 3 ครั้งแต่ไม่ยอมไป จึงจับแขนฉุดออกนอกวิหารและลงกลอน พระพุทธเจ้าตรัสว่าต่อไปจะไม่ทรงแสดงปาติโมกข์เองอีก ให้สงฆ์แสดงกันเอง แล้วทรงแสดงธรรมอัศจรรย์ 8 ประการเปรียบมหาสมุทรกับธรรมวินัยซ้ำอีกครั้ง จบมหาวรรคที่ 2
- หน้า ๔๒๐–๔๒๕ ปฐมอุคคสูตร: อุคคคฤหบดีเมืองเวสาลียกภรรยาให้เป็นทาน พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องอุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลีว่าประกอบด้วยธรรมอัศจรรย์ 8 ประการ อุคคคฤหบดีเล่าว่าเลื่อมใสพระพุทธเจ้าตั้งแต่แรกเห็น ฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน แล้วยกภรรยาสาว 4 คนให้แต่งงานกับชายอื่นตามที่นางปรารถนาโดยไม่รู้สึกหวั่นไหว บริจาคทรัพย์แก่ผู้มีศีล เข้าหาพระด้วยความเคารพ ไม่ยินดีปลื้มใจแม้เทวดามาสรรเสริญธรรม และไม่เห็นสังโยชน์เบื้องต่ำเหลืออยู่ในตน เป็นสูตรว่าด้วยวรรคคหปติที่ 3 เริ่มต้น
- หน้า ๔๒๖–๔๓๑ ทุติยอุคคสูตร: อุคคคฤหบดีบ้านหัตถีคามเมาสุราแล้วเลื่อมใส อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามซึ่งกำลังเมาสุรา พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกก็สร่างเมาและเกิดศรัทธาทันที ฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน สละภรรยาสาว 4 คนให้แต่งงานใหม่ตามใจปรารถนา บริจาคทรัพย์แก่ผู้มีศีล ปรนนิบัติสงฆ์ด้วยจิตเสมอกันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้เทวดาบอกคุณสมบัติของภิกษุแต่ละรูปก็ไม่หวั่นไหว และมั่นใจว่าตนจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก เป็นเรื่องคู่ขนานกับอุคคสูตรที่ 1
- หน้า ๔๓๒–๔๓๙ ปฐมหัตถกสูตร-ทุติยหัตถกสูตร: หัตถกอุบาสกเมืองอาฬวี พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีว่ามีธรรม 7 ประการ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหูสูต จาคะ ปัญญา หัตถกะดีใจที่ไม่มีคฤหัสถ์อื่นได้รับยกย่องเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงเพิ่มข้อที่ 8 คือความมักน้อยไม่อยากให้ใครรู้คุณธรรมของตน ต่อมาหัตถกะพาอุบาสก 500 คนเข้าเฝ้า ทูลว่าสงเคราะห์บริษัทใหญ่ด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา
- หน้า ๔๔๐–๔๔๕ มหานามสูตร-ชีวกสูตร: เกณฑ์ความเป็นอุบาสกและการปฏิบัติเพื่อตนและผู้อื่น เจ้ามหานามศากยะและหมอชีวกทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเกณฑ์ต่างๆ ของอุบาสก ได้แก่ ความเป็นอุบาสก (ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ) ความมีศีล (เว้นเบญจศีล) และการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียวหรือทั้งเพื่อตนและผู้อื่น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าอุบาสกถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเพียงตนเอง หรือชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมเหล่านั้นด้วย
- หน้า ๔๔๖–๔๕๐ ปฐมพลสูตร-ทุติยพลสูตร: กำลัง 8 ประการของสัตว์ต่างๆ และของพระขีณาสพ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกำลัง 8 ประการของบุคคลต่างจำพวก เช่น เด็กมีการร้องไห้เป็นกำลัง หญิงมีความโกรธเป็นกำลัง โจรมีอาวุธเป็นกำลัง พระราชามีอิสริยยศเป็นกำลัง คนพาลมีการเพ่งโทษเป็นกำลัง บัณฑิตมีการไม่เพ่งโทษเป็นกำลัง สมณะมีขันติเป็นกำลัง จากนั้นพระสารีบุตรทูลตอบว่ากำลัง 8 ประการของพระขีณาสพที่ทำให้ปฏิญาณความสิ้นอาสวะได้ คือเห็นสังขารไม่เที่ยง เห็นกามเหมือนหลุมถ่านไฟ และเจริญโพธิปักขิยธรรมต่างๆ
- หน้า ๔๕๑–๔๕๖ อักขณสูตร: กาลอันไม่เหมาะสม 8 ประการสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกาลอันไม่เหมาะสม 8 ประการสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ แม้ตถาคตอุบัติและแสดงธรรมแล้ว แต่บุคคลเกิดเป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรตวิสัย เทพอายุยืน หรือเกิดในถิ่นที่ไม่มีพระพุทธศาสนา หรือมีมิจฉาทิฏฐิ หรือมีปัญญาทราม ย่อมไม่มีโอกาสปฏิบัติ ส่วนขณะเดียวที่เหมาะคือเกิดเป็นมนุษย์มีปัญญาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนให้ใช้โอกาสอันหาได้ยากนี้ให้คุ้มค่า เปรียบผู้พลาดโอกาสเหมือนพ่อค้าที่พลาดกำไร
- หน้า ๔๕๗–๔๖๔ อนุรุทธสูตร: มหาปุริสวิตก ๘ ประการ พระอนุรุทธะปลีกวิเวกที่ป่าปาจีนวังสทายวัน ตรึกธรรม ๗ ข้อเกี่ยวกับความมักน้อย สันโดษ ความสงัด ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา พระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏด้วยฤทธิ์ ทรงรับรองความตรึกนั้นและสอนข้อที่ ๘ คือความยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า (นิพพาน) ชี้ว่าเมื่อตรึกครบ ๘ ข้อจะบรรลุฌานทั้ง ๔ ได้ง่าย และจะพอใจในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยาตามมีตามได้โดยไม่รังเกียจ
- หน้า ๔๖๕–๔๗๑ จบอนุรุทธสูตรและอรรถกถา ปิดคหปติวรรคที่ ๓ พระอนุรุทธะกล่าวคาถาสรรเสริญพระศาสดาผู้เสด็จมาโปรดด้วยพระองค์เอง และประกาศว่าท่านบรรลุวิชชา ๓ แล้ว จบอนุรุทธสูตรและจบคหปติวรรคที่ ๓ จากนั้นเป็นอรรถกถาอธิบายศัพท์บาลีในพระสูตร เช่น เจติรัฐ ปาจีนวังสทายวัน กายมโนมัย ปิดท้ายด้วยอุทานสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ ในคหปติวรรคที่ ๓
- หน้า ๔๗๒–๔๗๓ ปฐมทานสูตร: ทาน ๘ ประเภทตามเจตนาผู้ให้ เริ่มทานวรรคที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงทาน ๘ ประเภทตามเจตนาผู้ให้ ตั้งแต่ให้เพราะประจวบเหมาะ ให้เพราะกลัว ให้เพราะเคยได้รับมา ให้เพราะหวังตอบแทน ให้เพราะเห็นว่าเป็นความดี ให้เพราะสำนึกในหน้าที่ ให้เพื่อชื่อเสียง จนถึงให้เพื่อประดับปรุงแต่งจิตใจ ซึ่งอรรถกถาระบุว่าเป็นทานสูงสุด เพราะช่วยฝึกจิตที่ยังไม่ได้ฝึกให้อ่อนโยนทั้งผู้ให้และผู้รับ
- หน้า ๔๗๔ ทุติยทานสูตร: ทาง ๓ ประการสู่สวรรค์ พระสูตรสั้นกล่าวถึงธรรม ๓ ประการที่เป็นทางไปสู่สวรรค์ คือ การให้ทานด้วยศรัทธา การให้ทานด้วยหิริ (ความละอายที่จะไม่ให้) และการให้ทานที่ปราศจากโทษ อรรถกถาอธิบายว่าทั้งสามเป็นคุณสมบัติของสัปบุรุษที่นำไปสู่เทวโลก
- หน้า ๔๗๕ ทานวัตถุสูตร: เหตุจูงใจการให้ทาน ๘ ประการ ทรงแสดงเหตุจูงใจในการให้ทาน ๘ ประการ ตั้งแต่ให้เพราะรักใคร่ชอบพอ ให้เพราะโกรธ ให้เพราะหลง ให้เพราะกลัว ให้เพราะรักษาประเพณีตระกูล ให้เพราะหวังสวรรค์ ให้เพราะทำให้จิตใจเบิกบาน จนถึงให้เพื่อประดับจิต อรรถกถาขยายความแต่ละเหตุปัจจัยเหล่านี้โดยละเอียด
- หน้า ๔๗๖–๔๘๐ เขตตสูตร: อุปมานาดีนาเลวกับผู้รับทาน ทรงเปรียบเทียบทานที่ให้แก่สมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาทิฏฐิว่าเหมือนพืชที่หว่านในนาเลว (ดินเค็ม ขาดน้ำ) ย่อมไม่มีผลมาก ส่วนทานที่ให้แก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิครบมรรคมีองค์ ๘ เหมือนพืชที่หว่านในนาดี ย่อมงอกงามให้ผลมาก มีคาถาสรุปว่าบุญสัมปทาสำเร็จได้ด้วยการคบหาท่านผู้มีปัญญา ท้ายเรื่องเป็นอรรถกถาขยายความศัพท์เกี่ยวกับลักษณะนาดีนาเลว
- หน้า ๔๘๑–๔๘๓ ทานูปปัตติสูตร: ทานกับปณิธานไปเกิด ทรงแสดงเหตุเกิดแห่งทาน ๘ ประการ คือผู้ให้ทานแล้วตั้งจิตปรารถนาไปเกิดร่วมกับกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นต่างๆ จนถึงพรหม ความปรารถนานั้นสำเร็จได้เพราะผู้ให้มีศีลบริสุทธิ์ ส่วนการเกิดในพรหมโลกต้องอาศัยจิตปราศจากราคะด้วย มิใช่ทานอย่างเดียว
- หน้า ๔๘๔–๔๘๗ บุญกิริยาวัตถุสูตร: ทาน ศีล ภาวนา กับภพภูมิที่ไปเกิด ทรงแสดงบุญกิริยาวัตถุ ๓ คือทาน ศีล และภาวนา ไล่ลำดับผลตามระดับความเข้มข้นของการทำทานและศีล (โดยไม่เจริญภาวนาเลย) ตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์ชั้นต่ำ ชั้นดี จนถึงเกิดเป็นเทวดาไล่ระดับตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราชจนถึงปรนิมมิตวสวัตตี แสดงให้เห็นว่าทานและศีลเพียงอย่างเดียวยังพาไปได้ถึงสวรรค์ชั้นสูงสุดในกามภูมิเท่านั้น
- หน้า ๔๘๘–๔๘๙ ปฐมสัปปุริสสูตร: สัปปุริสทาน ๘ ประการ ทรงแสดงลักษณะสัปปุริสทาน ๘ ประการ คือให้ของสะอาด ให้ของประณีต ให้ตามกาล ให้ของสมควร รู้จักเลือกให้ ให้เนืองนิตย์ ให้ด้วยจิตผ่องใส และให้แล้วดีใจ อันเป็นลักษณะการให้ทานของคนดีที่บัณฑิตสรรเสริญ พร้อมคาถาสรุปท้ายสูตร
- หน้า ๔๙๐–๔๙๑ ทุติยสัปปุริสสูตร: สัปบุรุษเกิดมาเพื่อคนหมู่มาก ทรงแสดงว่าสัปบุรุษเมื่อเกิดในตระกูลย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมาก ทั้งบิดามารดา บุตรภรรยา คนรับใช้ มิตรสหาย ญาติผู้ล่วงลับ พระราชา เทวดา และสมณพราหมณ์ เปรียบดังมหาเมฆที่ตกลงมาทำให้พืชพันธุ์งอกงามเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก
- หน้า ๔๙๒–๔๙๔ ปุญญาภิสันทสูตร: ห้วงบุญ ๘ จากไตรสรณะและศีล ๕ ทรงแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการที่นำสุขมาให้ ได้แก่การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ๓ ประการ และการรักษาศีล ๕ อีก ๕ ประการ โดยชี้ว่าการงดเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นคือการให้ความไม่มีภัยแก่สรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณ จัดเป็นมหาทานที่บัณฑิตไม่รังเกียจ
- หน้า ๔๙๕–๔๙๘ สัพพลหุสสูตร: วิบากเบาที่สุดของอกุศลกรรมบถ ๑๐ ทรงแสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ดื่มสุรา) ว่าหากเสพมากย่อมนำไปสู่นรก ดิรัจฉาน เปรต ส่วนวิบากเบาที่สุดเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังส่งผลร้าย เช่น อายุสั้น ทรัพย์ฉิบหาย มีศัตรู ถูกใส่ร้าย เสียงไม่น่าฟัง คนไม่เชื่อถือ หรือเป็นบ้า จบทานวรรคที่ ๔
- หน้า ๔๙๙–๕๐๒ สังขิตตสูตร: อุโบสถศีล ๘ ประการแบบย่อ เปิดอุโปสถวรรคที่ ๕ ทรงแสดงอุโบสถศีล ๘ ประการแบบย่อแก่ภิกษุสงฆ์ที่วัดเชตวัน คือการระลึกถึงพระอรหันต์แล้วถือปฏิบัติตามตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง ได้แก่งดเว้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มสุรา บริโภคอาหารผิดเวลา ฟ้อนรำขับร้องแต่งตัว และนอนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ ว่ามีผลานิสงส์มาก
- หน้า ๕๐๓–๕๐๘ วิตถตสูตร: อุโบสถศีล ๘ แบบพิสดาร เทียบราชสมบัติกับสุขทิพย์ ทรงแสดงอุโบสถศีล ๘ ประการแบบพิสดารซ้ำอีกครั้ง เน้นอุปมาว่าราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิครองมหาชนบท ๑๖ แคว้นยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอานิสงส์การรักษาอุโบสถ เพราะสุขมนุษย์เทียบไม่ได้กับสุขทิพย์ พร้อมตารางเทียบอายุเทวดาแต่ละชั้นตั้งแต่จาตุมมหาราชจนถึงปรนิมมิตวสวัตตี ว่าผู้รักษาอุโบสถอาจไปเกิดเป็นสหายเทวดาชั้นนั้นๆ
- หน้า ๕๐๙–๕๑๒ วิสาขสูตร: ทรงแสดงอุโบสถ ๘ แก่นางวิสาขา นางวิสาขามิคารมารดาเข้าเฝ้าที่บุพพาราม พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุโบสถศีล ๘ ประการโดยละเอียดแก่นางอีกครั้ง พร้อมอุปมาราชสมบัติ ๑๖ แคว้นและตารางอายุเทวดาเช่นเดียวกับวิตถตสูตร ปิดท้ายด้วยคาถาเปรียบอานิสงส์อุโบสถดังแสงจันทร์ข่มหมู่ดาว
- หน้า ๕๑๓–๕๑๕ เวเสฏฐสูตร: ปรารถนาให้ทุกวรรณะรักษาอุโบสถ วาเสฏฐอุบาสกเข้าเฝ้าที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์อุโบสถศีล ๘ ประการ วาเสฏฐะกราบทูลปรารถนาให้ญาติ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรทุกหมู่เหล่าถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขตลอดกาล พระพุทธเจ้าทรงรับรอง อรรถกถาเปรียบด้วยต้นสาละสองต้นหน้าพระพักตร์ว่าแม้ไม้ไร้จิตใจยังพึงได้ประโยชน์หากเข้าจำอุโบสถได้
- หน้า ๕๑๖–๕๑๙ โพชฌาสูตรที่ ๕: อุโบสถศีล ๘ ประการตรัสแก่โพชฌาอุบาสิกา พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่โพชฌาอุบาสิกาถึงอุโบสถศีล ๘ ประการโดยละเอียดแต่ละองค์ เช่น งดปาณาติบาต ไม่ประดับตกแต่ง นอนที่นอนต่ำ ทรงเปรียบว่าผลบุญจากการรักษาอุโบสถยิ่งใหญ่กว่าราชสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิผู้ครองรัฐใหญ่ ๑๖ แคว้น และเทียบอายุเทวดาชั้นต่างๆ ที่ผู้รักษาอุโบสถจะได้ไปเกิดเป็นสหาย เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดียวกับสูตรที่ตรัสแก่วิสาขาก่อนหน้า
- หน้า ๕๒๐–๕๒๖ อนุรุทธสูตรที่ ๖: เทวดามนาปกายิกาปรนนิบัติพระอนุรุทธะ เรื่องเทวดาสาวงามเหล่ามนาปกายิกาพากันมาปรนนิบัติพระอนุรุทธะ เปลี่ยนสีกายและเครื่องประดับตามใจนึก ฟ้อนรำขับร้องไพเราะ แต่ท่านไม่ยินดีจนเทวดาหายไป ท่านทูลถามพระพุทธเจ้าว่าหญิงประกอบธรรมเท่าไรจึงเกิดเป็นเทวดาเหล่านี้ พระองค์ตรัสธรรม ๘ ประการของภรรยาที่ดี เช่น ตื่นก่อนนอนทีหลังปรนนิบัติสามี ขยันการงานบ้าน ซื่อสัตย์รักษาทรัพย์ มีศรัทธาศีลทาน
- หน้า ๕๒๗–๕๒๘ วิสาขสูตรที่ ๗: ธรรม ๘ ประการของภรรยาผู้เป็นสหายเทวดา พระพุทธเจ้าตรัสแก่นางวิสาขามิคารมารดาซ้ำเนื้อหาธรรม ๘ ประการของมาตุคามที่ตายแล้วไปเกิดเป็นสหายเทวดาเหล่ามนาปกายิกา ได้แก่ ตื่นก่อนนอนทีหลังปรนนิบัติสามี เคารพบิดามารดาและผู้ใหญ่ ขยันการงานในบ้าน ดูแลคนรับใช้ รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ มีศรัทธาศีลจาคะ ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญภรรยาผู้มีปรีชาไม่ดูหมิ่นสามี
- หน้า ๕๒๙–๕๓๐ นกุลสูตรที่ ๘: ธรรม ๘ ประการตรัสแก่นกุลมารดา พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๘ ประการเดียวกันแก่นกุลมารดาคหปตานี ว่าด้วยคุณสมบัติภรรยาที่ดีอันนำไปสู่การเกิดเป็นสหายเทวดาเหล่ามนาปกายิกาหลังตาย เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดิมที่ตรัสแก่วิสาขาแต่ใช้กับสตรีต่างคนกัน แสดงว่าคำสอนนี้เป็นหลักคำสอนมาตรฐานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงซ้ำแก่อุบาสิกาหลายคนในโอกาสต่างกัน
- หน้า ๕๓๑–๕๓๕ ปฐมอิธโลกสูตรที่ ๙: ธรรม ๘ ประการเพื่อชัยชนะโลกนี้และโลกหน้า พระพุทธเจ้าตรัสแก่นางวิสาขาถึงธรรม ๔ ประการที่ทำให้หญิงชนะใจในโลกนี้ คือ จัดการงานบ้านดี สงเคราะห์คนใช้ ทำให้สามีพอใจ รักษาทรัพย์ และธรรม ๔ ประการเพื่อชัยชนะในโลกหน้า คือ ถึงพร้อมศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา อรรถกถาอธิบายความหมายอาการ ๑๖ ที่ประกอบเป็นคุณสมบัติครบถ้วนของอุบาสิกาผู้เป็นเลิศ
- หน้า ๕๓๖–๕๓๙ ทุติยอิธโลกสูตรที่ ๑๐: จบอุโปสถวรรคและปฐมปัณณาสก์ เนื้อหาเดียวกับสูตรก่อนแต่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายทั่วไปแทนที่จะเจาะจงนางวิสาขา สรุปธรรม ๘ ประการของสตรีที่นำไปสู่ความสำเร็จทั้งโลกนี้และโลกหน้า จบวรรคอุโปสถที่ ๕ และจบปฐมปัณณาสก์ (๕๐ สูตรแรก) ของอัฏฐกนิบาต มีบัญชีรายชื่อวรรคทั้ง ๕ ในปัณณาสก์นี้ท้ายหน้าคือ เมตตาวรรค มหาวรรค คหปติวรรค ทานวรรค อุโปสถวรรค
- หน้า ๕๔๐–๕๔๗ โคตมีสูตรที่ ๑: พระนางมหาปชาบดีโคตมีขอบวชและครุธรรม ๘ เรื่องสำคัญ: พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวชเป็นภิกษุณีสามครั้งแต่ถูกปฏิเสธ จึงทรงปลงผมครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จเดินเท้าไกลจากกบิลพัสดุ์ถึงเวสาลีจนพระบาทพอง พระอานนท์ช่วยทูลขอแทนจนพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตโดยมีเงื่อนไขรับครุธรรม ๘ ประการเป็นการอุปสมบท และทรงพยากรณ์ว่าการให้สตรีบวชจะทำให้พระศาสนาดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปีแทนที่จะเป็น ๑,๐๐๐ ปี
- หน้า ๕๔๘–๕๕๔ อรรถกถาโคตมีสูตรที่ ๑: รายละเอียดครุธรรมและคำพยากรณ์อายุพระศาสนา อรรถกถาขยายความเรื่องราว เล่าที่มาการบวชของเจ้าชายศากยะ ๕๐๐ องค์และการที่พระชายาขอบวชตามพระนางมหาปชาบดี อธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามก่อนเพื่อให้สตรีเห็นคุณค่าการบวชที่ได้มายาก อธิบายรายละเอียดครุธรรม ๘ ข้อ และอุปมาการปิดคันสระน้ำก่อนเพื่อรักษาพระสัทธรรม พร้อมคำนวณอายุพระศาสนารวม ๕,๐๐๐ ปีตามระดับการบรรลุธรรม
- หน้า ๕๕๕–๕๕๖ โอวาทสูตรที่ ๒: คุณสมบัติภิกษุผู้สอนภิกษุณี พระอานนท์ทูลถามคุณสมบัติของภิกษุที่สงฆ์ควรแต่งตั้งให้เป็นผู้สอนภิกษุณี พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๘ ประการ เช่น มีศีล เป็นพหูสูต จำปาฏิโมกข์ได้แม่นยำ พูดจาไพเราะ สามารถชี้แจงสั่งสอนภิกษุณีให้เข้าใจ เป็นที่รักของภิกษุณี ไม่เคยต้องอาบัติหนักเกี่ยวกับภิกษุณี และมีพรรษาอย่างน้อย ๒๐ พรรษา อรรถกถาให้ดูรายละเอียดเพิ่มในคัมภีร์วินัย
- หน้า ๕๕๗–๕๕๙ สังขิตตสูตรที่ ๓: ธรรมโอวาทย่อที่พระนางโคตมีบรรลุอรหัต พระนางปชาบดีโคตมีทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างสันโดษ พระพุทธเจ้าตรัสหลักแยกแยะว่าธรรมใดนำไปสู่ความกำหนัด สั่งสมกิเลส เลี้ยงยาก ถือว่าไม่ใช่ธรรมวินัยของพระศาสดา ส่วนธรรมที่นำไปสู่ความคลายกำหนัด มักน้อยสันโดษ สงัด ปรารภความเพียร จึงเป็นธรรมวินัยแท้จริง อรรถกถาระบุว่าพระนางบรรลุพระอรหัตด้วยพระโอวาทนี้
- หน้า ๕๖๐–๕๖๖ ทีฆชาณุสูตรที่ ๔ (พยัคฆปัชชสูตร): หลักดำเนินชีวิตคฤหัสถ์ โกลิยบุตรชื่อทีฆชาณุทูลขอธรรมสำหรับคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๔ ประการเพื่อสุขปัจจุบัน คือ ขยันหาเลี้ยงชีพ รักษาทรัพย์ คบมิตรดี เลี้ยงชีพพอเหมาะ และธรรม ๔ ประการเพื่อสุขภายหน้า คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา พร้อมอุปมาสระน้ำสี่ทางไหลเข้าออกแทนทางเจริญและทางเสื่อมของทรัพย์ อรรถกถาอธิบายหลักแบ่งทรัพย์เป็น ๔ ส่วนตามสิงคาลกสูตร
- หน้า ๕๖๗–๕๖๙ อุชชยสูตรที่ ๕: ธรรมดำเนินชีวิตซ้ำตรัสแก่พราหมณ์ อุชชยพราหมณ์ผู้กำลังจะเดินทางไปอยู่ต่างถิ่นทูลขอธรรมเช่นเดียวกับที่ตรัสแก่ทีฆชาณุ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๔ ประการเพื่อสุขปัจจุบันคือขยันทำมาหากิน รักษาทรัพย์ คบมิตรดี เลี้ยงชีพพอเหมาะ และอีก ๔ ประการเพื่อสุขภายหน้าคือศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ซ้ำเนื้อหาเดิม แสดงว่าคำสอนนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงซ้ำแก่บุคคลต่างวาระกัน
- หน้า ๕๗๐–๕๗๑ ภยสูตรที่ ๖: กามคือภัย ทุกข์ โรค หัวฝี ลูกศร เปือกตม พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำว่า ภัย ทุกข์ โรค หัวฝี ลูกศร ความข้อง เปือกตม และการอยู่ในครรภ์ ล้วนเป็นชื่อเรียกกามทั้งสิ้น เพราะผู้ยินดีติดในกามราคะย่อมไม่พ้นจากสิ่งเหล่านี้ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า ภิกษุผู้มีความเพียรและสัมปชัญญะเท่านั้นที่ก้าวล่วงวัฏสงสารอันข้ามได้ยากนี้ อรรถกถาระบุว่าคาถาท้ายสูตรตรัสถึงภิกษุผู้บรรลุอรหัต (เนื้อหายังไม่จบที่หน้า ๕๗๑)
- หน้า ๕๗๒–๕๗๓ อาหุเนยยสูตร ๒ สูตร: คุณสมบัติ ๘ ประการของผู้ควรแก่ทักษิณา พระสูตรสองสูตรว่าด้วยคุณสมบัติ ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การต้อนรับ เป็นนาบุญของโลก สูตรแรกเน้นศีล ความเป็นพหูสูต มิตรดี สัมมาทิฏฐิ การได้ฌาน ๔ ระลึกชาติได้ ทิพยจักษุ และสิ้นอาสวะ ส่วนสูตรที่สองเปลี่ยนบางข้อเป็นความเพียรกล้า อยู่ป่าเป็นวัตร และอดทนต่อความไม่ยินดีและความกลัว
- หน้า ๕๗๔–๕๗๗ อัฏฐปุคคลสูตร ๒ สูตร: อริยบุคคล ๘ จำพวก และจบสันธานวรรค สองสูตรว่าด้วยบุคคล ๘ จำพวกผู้เป็นสงฆ์ ควรแก่ทักษิณาสูงสุดในโลก คือคู่แห่งพระอริยบุคคล ๔ คู่ ตั้งแต่ผู้ปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติผลจนถึงพระอรหันต์ พร้อมคาถาสรุปว่าทานที่ถวายแก่สงฆ์เช่นนี้ย่อมมีผลมาก ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระสูตรทั้งหมดในสันธานวรรคที่ ๑ และคำว่า จบ สันธานวรรคที่ ๑
- หน้า ๕๗๘–๕๘๑ จาลวรรคที่ ๒ - อิจฉาสูตร: ๘ จำพวกผู้ปรารถนาลาภ อิจฉาสูตรแสดงบุคคล ๘ จำพวกที่ปรารถนาลาภแต่ยังไม่เจริญกรรมฐานต่อเนื่อง จำแนกตามว่าพยายามหรือไม่พยายามเพื่อให้ได้ลาภ ได้ลาภหรือไม่ได้ลาภ และเมื่อประสบผลนั้นแล้วเศร้าโศกหรือมัวเมาประมาทหรือไม่ ชี้ให้เห็นว่าความยึดติดในลาภทำให้ภิกษุเคลื่อนจากสัทธรรมได้อย่างไร
- หน้า ๕๘๒–๕๙๐ อลังสูตร ๘ สูตร: ธรรมที่ทำให้เกื้อกูลทั้งตนและผู้อื่น ชุดสูตรอลังสูตรทั้ง ๘ สูตร แสดงธรรมที่ทำให้ภิกษุสามารถปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ โดยไล่ลดจำนวนองค์ธรรมจาก ๖ ข้อลงมาจนถึง ๒ ข้อ ได้แก่ ความเข้าใจธรรมได้เร็ว ทรงจำได้ พิจารณาความหมาย ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม พูดจาไพเราะ และชี้แจงให้เพื่อนพรหมจรรย์เข้าใจ พร้อมอรรถกถาสรุปท้าย
- หน้า ๕๙๑–๕๙๖ สังขิตตสูตร: ขอฟังธรรมโดยย่อ สู่พรหมวิหารและสติปัฏฐาน ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอฟังธรรมโดยย่อ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เริ่มจากตั้งจิตมั่นไม่ให้อกุศลครอบงำ จากนั้นเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเจโตวิมุติให้เป็นสมาธิทุกระดับ แล้วเจริญสติปัฏฐาน ๔ ต่อยอดจากสมาธินั้น ภิกษุนำไปปฏิบัติอย่างไม่ประมาทจนบรรลุอรหัตตผลไม่นาน
- หน้า ๕๙๗–๖๐๐ คยาสูตร: พระพุทธเจ้าทรงเล่าการพัฒนาญาณทัสสนะก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงสมัยก่อนตรัสรู้ ว่าทรงค่อยๆ พัฒนาญาณทัสสนะให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๘ ขั้น ตั้งแต่เห็นแสงสว่างแต่ไม่เห็นรูป จนกระทั่งเห็นรูป สนทนากับเทวดา รู้จักภพภูมิ กรรมวิบาก อาหาร อายุ และเคยอยู่ร่วมกันหรือไม่ เมื่อญาณทั้ง ๘ รอบบริสุทธิ์ดีแล้วจึงทรงปฏิญาณการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
- หน้า ๖๐๑–๖๐๕ อภิภายตนสูตร: ฐานแห่งการครอบงำอารมณ์ ๘ ประการในกสิณ แสดงอภิภายตนะ ๘ ประการ อันเป็นฐานแห่งการครอบงำอารมณ์ในการเจริญกสิณ ตั้งแต่ผู้มีรูปสัญญาภายในเห็นรูปภายนอกเล็กน้อยหรือไม่มีประมาณ จนถึงผู้ไม่มีรูปสัญญาภายในเห็นรูปสีเขียว เหลือง แดง ขาว อรรถกถาอธิบายรายละเอียดวิธีบริกรรมกสิณแต่ละสีและความสัมพันธ์กับจริตต่างๆ ของผู้ปฏิบัติ
- หน้า ๖๐๖–๖๐๘ วิโมกขสูตร: วิโมกข์ ๘ ประการ จากรูปฌานถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ วิโมกข์ ๘ ประการ ไล่ตั้งแต่ผู้มีรูปเห็นรูป ผู้มีอรูปสัญญาเห็นรูปภายนอก ผู้น้อมใจว่างาม ผ่านอรูปฌานทั้ง ๔ คืออากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอันเป็นวิโมกข์ขั้นสูงสุด อรรถกถาอธิบายความหมายของคำว่าวิโมกข์และรายละเอียดแต่ละขั้น
- หน้า ๖๐๙–๖๑๑ โวหารสูตร ๒ สูตร: วาจาไม่ประเสริฐและวาจาประเสริฐ ๘ อย่าง สองสูตรสั้นเปรียบเทียบวาจาไม่ประเสริฐ ๘ อย่าง ได้แก่การพูดสิ่งที่ไม่เห็นว่าเห็น ไม่ฟังว่าฟัง เป็นต้น กับวาจาอันประเสริฐ ๘ อย่างที่พูดตามความจริง คือเห็นว่าเห็น ไม่เห็นว่าไม่เห็น เน้นความสำคัญของการพูดความจริงตามที่ประสบจริง
- หน้า ๖๑๒–๖๑๓ ปริสสูตร: พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าบริษัท ๘ จำพวกโดยไม่มีใครจำได้ บริษัท ๘ จำพวกที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จเข้าไปแสดงธรรม ได้แก่กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ เทวดาชั้นจาตุมหาราชและดาวดึงส์ มาร และพรหม โดยทรงปรากฏพระวรรณะและพระสุรเสียงกลมกลืนกับบริษัทนั้นๆ จนไม่มีใครรู้ว่าทรงเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ทั้งขณะแสดงธรรมและเมื่อเสด็จหายไป
- หน้า ๖๑๔–๖๑๘ ภูมิจาลสูตร (ต้น): ปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแย้มพรายแก่พระอานนท์ถึง ๓ ครั้งว่าผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้วพึงดำรงอยู่ได้ถึงกัปหนึ่ง แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจึงไม่ทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์ออกไป มารได้กราบทูลว่าบริษัท ๔ สมบูรณ์แล้ว ขอให้เสด็จปรินิพพาน พระพุทธเจ้าจึงทรงรับคำว่าจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือน แล้วทรงปลงอายุสังขาร เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และทรงเปล่งอุทาน
- หน้า ๖๑๙–๖๒๐ ภูมิจาลสูตร (จบ): เหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ๘ ประการ พระอานนท์ทูลถามเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุปัจจัย ๘ ประการ คือ ลมพายุพัดน้ำสะเทือน ผู้มีฤทธิ์บันดาล พระโพธิสัตว์ลงสู่ครรภ์ ประสูติ ตรัสรู้ ประกาศธรรมจักร ปลงอายุสังขาร และปรินิพพาน จบภูมิจาลสูตรที่ ๑๗ และจบจาลวรรคที่ ๒
- หน้า ๖๒๑–๖๒๙ อรรถกถาภูมิจาลสูตร และจบจาลวรรค อรรถกถาอธิบายความหมายของกัปที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถดำรงอยู่ได้ เหตุที่ไม่ทรงอยู่ตลอดภัทรกัป เหตุที่มารสามารถดลใจพระอานนท์ได้เพราะยังละวิปัลลาสไม่หมด เหตุที่ตรัสเรียกพระอานนท์ถึง ๓ ครั้ง และขยายความเหตุแผ่นดินไหวทั้ง ๘ ประการอย่างละเอียด รวมทั้งความหมายของคาถาอุทาน ปิดท้ายด้วยรายชื่อสูตรในจาลวรรค
- หน้า ๖๓๐–๖๓๒ ยมกวรรคที่ ๓ - ปฐมปฏิปทาสูตร: บำเพ็ญตนให้บริบูรณ์ทีละขั้น ขึ้นวรรคใหม่คือยมกวรรคที่ ๓ เริ่มด้วยปฐมปฏิปทาสูตรแสดงการบำเพ็ญตนของภิกษุให้บริบูรณ์ทีละขั้น จากมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก กล้าเข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรม ได้ฌาน ๔ จนถึงทำให้แจ้งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ ผู้บริบูรณ์ครบทุกข้อย่อมก่อความเลื่อมใสโดยรอบ
- หน้า ๖๓๓ ทุติยปฏิปทาสูตร (เริ่มต้น) เริ่มทุติยปฏิปทาสูตร ซึ่งดำเนินตามแนวเดียวกับสูตรก่อนหน้าคือการบำเพ็ญตนให้บริบูรณ์ทีละขั้น แต่เปลี่ยนข้อสุดท้ายจากฌาน ๔ เป็นการถูกต้องวิโมกข์อันสงบไม่มีรูปด้วยนามกาย ก่อนจะบรรลุเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไปนอกช่วงนี้
- หน้า ๖๓๔ ทุติยปฏิปทาสูตร: องค์ ๘ อีกนัยหนึ่ง รวมวิโมกข์อันไม่มีรูป แสดงองค์ ๘ ทำนองเดียวกับสูตรก่อน แต่เพิ่มการถูกต้องวิโมกข์อันสงบไม่มีรูปด้วยนามกาย (อรูปวิโมกข์) แทนฌาน ๔ ก่อนถึงเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อรรถกถาอธิบายว่าวิโมกข์ชื่อว่าสงบเพราะสงบจากธรรมอันเป็นข้าศึก และหลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึก
- หน้า ๖๓๕–๖๔๐ ตติยปฏิปทาสูตร: มรณสติตามระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุหลายรูปว่าเจริญมรณสติอย่างไร แต่ละรูปตอบตามระยะเวลาที่ลดหลั่นกัน คืนวันหนึ่ง วันหนึ่ง ครึ่งวัน มื้อหนึ่ง ครึ่งมื้อ เคี้ยวข้าว ๔-๕ คำ คำเดียว จนถึงชั่วลมหายใจเข้าออก พระองค์ตรัสว่าผู้เจริญมรณสติแบบยาวยังประมาทอยู่ ส่วนผู้เจริญแบบคำข้าวเดียวหรือลมหายใจเดียวจึงไม่ประมาท เป็นทางสิ้นอาสวะเร็ว
- หน้า ๖๔๑–๖๔๓ จตุตถปฏิปทาสูตร: พิจารณาอันตรายแห่งชีวิตยามค่ำคืนและกลางวัน ภิกษุพึงพิจารณาทุกค่ำคืนและกลางวันว่าอันตรายต่อชีวิตมีมาก เช่น งูกัด แมลงป่องต่อย ล้มพลาด เจ็บป่วย หากพบว่ายังมีอกุศลธรรมที่ละไม่ได้ พึงเร่งความเพียรดับเสียดุจดับไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะ หากไม่มีก็พึงยินดีศึกษาต่อไปด้วยปีติ เป็นการเจริญมรณสติที่มีผลมากหยั่งลงสู่อมตะ
- หน้า ๖๔๔–๖๔๘ ปัญจม-ฉัฏฐปฏิปทาสูตร: สัมปทา ๘ ประการของคฤหัสถ์ แสดงธรรม ๘ ประการที่นำสุขมาสู่คฤหัสถ์ทั้งปัจจุบันและภายหน้า คือ อุฏฐานสัมปทา (ขยันประกอบอาชีพ) อารักขสัมปทา (รักษาทรัพย์) กัลยาณมิตตตา สมชีวิตา (เลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ฟุ่มเฟือยไม่ฝืดเคือง) สัทธา ศีล จาคะ และปัญญาสัมปทา พร้อมอุปมาคนชั่งตาชั่งเปรียบการใช้จ่ายให้สมดุลกับรายได้
- หน้า ๖๔๙–๖๕๒ อิจฉาสูตร: บุคคล ๘ จำพวกกับความปรารถนาลาภ พระสารีบุตรแสดงบุคคล ๘ จำพวกที่ต่างกันในเรื่องความปรารถนาลาภ ทั้งที่หมั่นเพียรหรือไม่หมั่นเพียร ได้ลาภหรือไม่ได้ลาภ บางพวกเศร้าโศกเมื่อไม่ได้ บางพวกมัวเมาเมื่อได้ จนเคลื่อนจากพระสัทธรรม ส่วนผู้ไม่ยินดียินร้ายไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ลาภ จึงไม่เคลื่อนจากพระสัทธรรม
- หน้า ๖๕๓–๖๕๙ ลัจฉาสูตร ๘ สูตร: คุณสมบัติที่ทำให้เกื้อกูลตนและผู้อื่น ชุดพระสูตรของพระสารีบุตรไล่เรียงองค์ธรรม ๖, ๕, ๔, ๓, ๒ ประการ (เข้าใจเร็ว ทรงจำได้ พิจารณาเนื้อความ ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม วาจาไพเราะ ชี้แจงให้ผู้อื่นเห็นแจ้ง) ว่าองค์ประกอบชุดใดทำให้ภิกษุสามารถเกื้อกูลได้ทั้งตนเองและผู้อื่น หรือเกื้อกูลได้เพียงฝ่ายเดียว
- หน้า ๖๖๐–๖๖๑ ปริหานสูตร-อปริหานสูตร: ธรรมเสื่อมและไม่เสื่อมของพระเสขะ แสดงธรรม ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้ยังเป็นเสขะเสื่อม ได้แก่ ยินดีการงาน การคุย การหลับ การคลุกคลีหมู่คณะ ไม่คุ้มครองอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณโภชนะ ยินดีในธรรมเครื่องข้องและเนิ่นช้า ส่วนธรรมตรงข้ามทั้ง ๘ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม
- หน้า ๖๖๒–๖๖๘ กุสีตวัตถุสูตร-อารัพภวัตถุสูตร: เหตุแห่งความเกียจคร้านและความเพียร (จบยมกวรรคที่ ๘) แสดงสถานการณ์ ๘ อย่างซ้ำกัน เช่น ต้องทำงาน ทำงานเสร็จแล้ว ต้องเดินทาง เดินทางเสร็จแล้ว บิณฑบาตไม่ได้หรือได้อาหารพอ อาพาธเล็กน้อยหรือเพิ่งหายไข้ คนเกียจคร้านใช้เป็นข้ออ้างนอน แต่คนขยันกลับใช้เป็นเหตุเร่งความเพียร จบด้วยอรรถกถาและรวมสูตรปิดท้ายยมกวรรคที่ ๘ (สังเกตช่องว่างข้อความ: อารัพภวัตถุข้อที่ ๕ หายไป กระโดดจาก ๔ ไป ๖)
- หน้า ๖๖๙–๖๗๐ สติวรรค เริ่มต้น - สติสูตร: สายลูกโซ่จากสติสัมปชัญญะถึงวิมุตติญาณทัสสนะ เริ่มวรรคใหม่ (สติวรรค) ด้วยสติสูตรแสดงว่าเมื่อสติสัมปชัญญะไม่มี หิริโอตตัปปะย่อมวิบัติตามไปเป็นลูกโซ่ถึงอินทรียสังวร ศีล สมาธิ ญาณทัสสนะ นิพพิทาวิราคะ และวิมุตติญาณทัสสนะ ดุจต้นไม้กิ่งใบวิบัติทำให้แก่นไม่บริบูรณ์ ส่วนเมื่อมีสติสัมปชัญญะทุกอย่างย่อมสมบูรณ์ตามกัน
- หน้า ๖๗๑–๖๗๓ ปุณณิยสูตร: เหตุที่ธรรมเทศนาบางครั้งแจ่มแจ้งบางครั้งไม่แจ่มแจ้ง พระปุณณิยะทูลถามเหตุที่พระธรรมเทศนาของพระตถาคตบางครั้งแจ่มแจ้งบางครั้งไม่แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นลำดับว่าขึ้นอยู่กับศรัทธา การเข้าไปหา นั่งใกล้ สอบถาม เงี่ยโสตฟัง ทรงจำ พิจารณาเนื้อความ และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หากขาดข้อใดข้อหนึ่งเทศนาย่อมไม่แจ่มแจ้ง
- หน้า ๖๗๔–๖๗๕ มูลสูตร: รากเหง้าของธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีตอบพวกเดียรถีย์เมื่อถูกถามว่าธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล คือ มีฉันทะเป็นมูล มนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย เวทนาเป็นที่ประชุมลง สมาธิเป็นประมุข สติเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นยอด และวิมุตติเป็นแก่น อรรถกถาอธิบายว่าธรรมทั้งปวงหมายถึงขันธ์ ๕
- หน้า ๖๗๖–๖๗๗ โจรสูตร: องค์ ๘ ของมหาโจรที่เสื่อมเร็วหรืออยู่ได้นาน แสดงองค์ ๘ ประการที่ทำให้มหาโจรเสื่อมเร็ว เช่น ฆ่าคนไม่มีเวร ปล้นจนไม่เหลือ ลักพาสตรี ปล้นบรรพชิตและราชทรัพย์ ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ไม่ฉลาดในการเก็บทรัพย์ ส่วนโจรที่ตรงข้ามทั้ง ๘ ย่อมอยู่ได้นาน อรรถกถาเปรียบเทียบกับหลักการซ่อนทรัพย์และให้ทานเพื่อทางไปสู่ปรโลก
- หน้า ๖๗๘–๖๗๙ สมณสูตร: พระนามต่างๆ ของพระตถาคต แสดงว่าคำว่าสมณะ พราหมณ์ ผู้ถึงเวท ศัลยแพทย์ ผู้ไม่มีมลทิน ผู้มีญาณ และผู้หลุดพ้น ล้วนเป็นชื่อของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมคาถาที่พระองค์ตรัสประกาศว่าทรงบรรลุคุณธรรมเหล่านั้นแล้ว ทรงชนะสงคราม หลุดพ้นจากเครื่องผูกของมาร เป็นผู้ฝึกตนชั้นเยี่ยม
- หน้า ๖๘๐–๖๘๔ ยสสูตร (เรื่องพระนาคิตะ): อย่าติดยศ พึงยินดีในความสงบวิเวก ที่หมู่บ้านอิจฉานังคละ ชาวบ้านนำอาหารมาถวายจนเสียงอึกทึก พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระนาคิตะว่าอย่าติดยศและยศก็อย่าติดพระองค์ ทรงชี้ว่าสุขจากเนกขัมมะวิเวกประเสริฐกว่าสุขจากลาภสักการะ ทรงตำหนิภิกษุที่มัวคลุกคลีหยอกล้อหรือนอนหลับหลังฉันอิ่ม แต่ทรงพอใจภิกษุที่อยู่ป่าบำเพ็ญสมาธิอย่างจริงจัง
- หน้า ๖๘๕–๖๙๐ ปัตตสูตร อัปปสาทสูตร ปฏิสารณียสูตร: ความสัมพันธ์สงฆ์กับอุบาสก สามพระสูตรว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับอุบาสก ปัตตสูตร-สงฆ์คว่ำบาตร(งดรับของถวาย)แก่อุบาสกผู้มุ่งร้ายภิกษุ ด่าว่า ยุยงให้แตกกัน ติเตียนพระรัตนตรัย หรือหงายบาตรคืนแก่ผู้ประพฤติตรงข้าม อัปปสาทสูตร-อุบาสกก็ประกาศไม่เลื่อมใสหรือเลื่อมใสภิกษุผู้ประพฤติเช่นเดียวกันได้ โดยมีเทวดาเป็นสักขีพยาน ปฏิสารณียสูตร-สงฆ์ลงโทษให้ภิกษุผู้เบียดเบียนคฤหัสถ์ต้องขอขมาคืนดี แล้วระงับโทษเมื่อกลับตัวประพฤติดี
- หน้า ๖๙๑–๖๙๒ วัตตสูตร: ข้อจำกัดของภิกษุถูกลงตัสสปาปิยสิกากรรม จบสติวรรคที่ ๙ วัตตสูตรแสดงว่าภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษด้วยตัสสปาปิยสิกากรรม(โทษฐานให้การกลับไปกลับมา)ต้องประพฤติจำกัดตน ๘ ประการ เช่น ห้ามบวชกุลบุตร ห้ามให้นิสัยหรือให้สามเณรอุปัฏฐาก ห้ามรับตำแหน่งโอวาทภิกษุณีแม้เคยได้รับแต่งตั้ง ห้ามรับสมมติใดจากสงฆ์หรือครองตำแหน่งหัวหน้า จนกว่าจะพ้นโทษ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อ ๑๐ พระสูตรและคำว่า จบสติวรรคที่ ๙
- หน้า ๖๙๓–๖๙๖ รายพระนามอุบาสิกาสำคัญ และธรรม ๘ ประการรู้ยิ่งราคะ จบอัฏฐกนิบาต หน้า ๖๙๓ ปิดท้ายสามัญญวรรคด้วยรายพระนามอุบาสิกาสำคัญกว่า ๒๐ ท่าน เช่น นางวิสาขา ขุชชุตตรา สามาวดี จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๘ ประการที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งและละราคะ โทสะ โมหะ ได้แก่ระดับสัญญาในรูปฌานและอรูปฌานตั้งแต่กสิณเล็กน้อยจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ จบลงด้วยคำว่า จบอัฏฐกนิบาต อันเป็นการสิ้นสุดหมวดแปดทั้งหมดของอังคุตตรนิกาย พร้อมอรรถกถาสรุปวรรคที่ไม่จัดเข้าปัณณาสก์
- หน้า ๖๙๗–๗๐๒ สัมโพธิสูตร: เหตุแห่งความเจริญของโพธิปักขิยธรรม เปิดนวกนิบาต เปิดนวกนิบาตด้วยสัมโพธิสูตร พระพุทธเจ้าสอนวิธีตอบผู้ถือลัทธิอื่นว่าอะไรทำให้โพธิปักขิยธรรมเจริญ คือ มีมิตรดี มีศีลสำรวมปาติโมกข์ ได้ฟังกถาขัดเกลากิเลสง่าย เพียรละอกุศลเจริญกุศล และมีปัญญาเห็นเกิดดับ เมื่อครบ ๕ แล้วพึงเจริญอีก ๔ คือ อสุภะละราคะ เมตตาละพยาบาท อานาปานสติตัดวิตก อนิจจสัญญาถอนอัสมิมานะจนถึงนิพพาน อรรถกถาเปรียบด้วยชาวนาไล่วัวแล้วกลับมาเกี่ยวข้าวใหม่เมื่อราคะกำเริบ
- หน้า ๗๐๓–๗๐๔ นิสสยสูตร: ผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย นิสสยสูตรอธิบายว่าภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย คือผู้อาศัยศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ หรือปัญญา ละอกุศลเจริญกุศลได้สำเร็จ โดยเฉพาะผู้ละด้วยปัญญาอันเป็นอริยะถือว่าละดีที่สุด เมื่อตั้งอยู่ในธรรม ๕ นี้แล้วพึงอบรมอุปนิสัยอีก ๔ อย่าง คือพิจารณาแล้วเสพสิ่งหนึ่ง อดกลั้นสิ่งหนึ่ง เว้นสิ่งหนึ่ง และบรรเทาสิ่งหนึ่ง
- หน้า ๗๐๕–๗๑๒ เมฆิยสูตร: พระเมฆิยะถูกอกุศลวิตกครอบงำเมื่อฝืนไปบำเพ็ญเพียรลำพัง พระเมฆิยะอุปัฏฐากทูลลาไปบำเพ็ญเพียรที่สวนมะม่วงริมแม่น้ำกิมิกาฬาถึง ๓ ครั้ง แม้พระพุทธเจ้าตรัสให้รอก่อนเพราะทรงประทับอยู่รูปเดียว ท่านก็ยืนกรานไป แต่กลับถูกกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกครอบงำจนทำสมณธรรมไม่ได้ ต้องกลับมาเฝ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสธรรม ๕ ประการเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุติที่ยังไม่แก่กล้า และธรรม ๔ ที่ควรเจริญเพิ่ม อรรถกถาเปรียบด้วยเรื่องอดีตพระราชาระลึกถึงสมบัติเก่าจนเกิดกามวิตก และเห็นโจรถูกจับจนเกิดพยาบาทวิตก
- หน้า ๗๑๓–๗๒๐ นันทกสูตร: พระพุทธเจ้าประทับยืนฟังธรรมนอกประตูจนดึก พระนันทกะแสดงธรรมแก่ภิกษุจนดึก พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับยืนรอฟังอยู่นอกประตูจนจบกถาตลอด ๓ ยาม แล้วตรัสว่าทรงเมื่อยหลัง ทำให้พระนันทกะตกใจเสียใจ พระองค์จึงตรัสปลอบและสอนว่าภิกษุพึงบำเพ็ญองค์ ๔ ให้ครบคือศรัทธา ศีล เจโตสมาธิภายใน และปัญญาเห็นแจ้ง เปรียบผู้ขาดข้อใดข้อหนึ่งดุจสัตว์ขาเสียข้างหนึ่ง และตรัสอานิสงส์ ๕ ประการของการฟัง-สนทนาธรรมตามกาล
- หน้า ๗๒๑–๗๒๔ พลสูตร: กำลัง ๔ ประการที่ทำให้ไม่หวั่นกลัวภัย ๕ ประการ พลสูตรแสดงกำลัง ๔ ประการ คือ ปัญญา(รู้จักกุศล-อกุศล) วิริยะ(เพียรละอกุศลเจริญกุศล) การงานไม่มีโทษ(กาย วาจา ใจบริสุทธิ์) และการสงเคราะห์(ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา โดยธรรมทานเลิศสุด) อริยสาวกผู้มีกำลังทั้ง ๔ นี้ย่อมไม่หวั่นกลัวภัย ๕ ประการ คือภัยต่อชีวิต ภัยจากการติเตียน ภัยครั่นคร้ามในที่ประชุม ภัยแห่งความตาย และภัยทุคติ เพราะผู้ขาดกำลังเหล่านี้เท่านั้นที่พึงหวาดกลัว
- หน้า ๗๒๕–๗๒๙ เสวนาสูตร: หลักพิจารณาบุคคล-ปัจจัย ๔-ถิ่นที่ควรเสพหรือไม่ พระสารีบุตรแสดงว่าบุคคล จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคามนิคม-ชนบท ล้วนพึงแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือควรเสพและไม่ควรเสพ โดยพิจารณาว่าเมื่อเสพแล้วอกุศลธรรมเจริญหรือกุศลธรรมเจริญ ปัจจัย ๔ หาได้ง่ายหรือยาก และประโยชน์แห่งความเป็นสมณะสำเร็จหรือไม่ หากไม่ควรเสพพึงหลีกไปแม้ไม่ต้องลา หากควรเสพพึงติดตามแม้ถูกขับไล่ก็ไม่พึงหนีจนตลอดชีวิต
- หน้า ๗๓๐–๗๓๔ สุตวาสูตร-สัชฌสูตร: ฐานะ ๙ ที่พระขีณาสพไม่ล่วงละเมิด ปริพาชกสุตวะและสัชฌะต่างทูลถามยืนยันคำที่เคยได้ฟังว่า พระขีณาสพไม่ควรล่วงฐานะ ๕ คือฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เสพเมถุน พูดเท็จทั้งรู้ และสั่งสมบริโภคกามอย่างคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันแต่ขยายเป็น ๙ ฐานะ เพิ่มการไม่ลุอำนาจฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ(สุตวาสูตร) และไม่กล่าวคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา(สัชฌสูตร) แสดงคุณสมบัติยืนยันความหมดจดของพระอรหันต์
- หน้า ๗๓๕–๗๓๗ ปุคคลสูตร-อาหุเนยยสูตร: บุคคล ๙ จำพวก และนาบุญของโลก จบสัมโพธวรรค ปุคคลสูตรจำแนกบุคคล ๙ จำพวกที่มีอยู่ในโลกตามระดับมรรคผล ตั้งแต่พระอรหันต์ลงมาถึงปุถุชน อาหุเนยยสูตรแสดงบุคคล ๙ จำพวกผู้เป็นนาบุญของโลก ควรแก่ของทำบุญ การต้อนรับ และการทำอัญชลี รายชื่อเดียวกันแต่แทนที่ปุถุชนด้วยโคตรภูบุคคล(ผู้มีจิตเฉียดโสดาปัตติมรรค) ปิดท้ายด้วยบัญชีสรุป ๑๐ พระสูตรของสัมโพธวรรคและคำว่า จบสัมโพธวรรคที่ ๑
- หน้า ๗๓๘–๗๔๗ วุฏฐิสูตร: สีหนาทของพระสารีบุตร เปรียบใจดุจแผ่นดิน-น้ำ-ไฟ-ลม พระสารีบุตรทูลลาจาริกหลังจำพรรษา ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่าท่านกระทบตัวแล้วไม่ขอโทษ พระพุทธเจ้าให้ตามตัวมา พระสารีบุตรจึงบันลือสีหนาท เปรียบใจตนกับแผ่นดิน น้ำ ไฟ ลม ผ้าเช็ดธุลี เด็กจัณฑาล โคเขาขาด ที่ไม่รังเกียจสิ่งใด และเปรียบร่างกายตนดุจซากศพหรือหม้อน้ำมันรั่วที่น่ารังเกียจ ภิกษุผู้กล่าวหาสำนึกผิดขอขมา พระพุทธเจ้าตรัสว่ามิฉะนั้นศีรษะเธอจะแตกเจ็ดเสี่ยง พระสารีบุตรรับจะอดโทษหากภิกษุนั้นขอโทษตรงๆ เนื้อหาอรรถกถาต่อเนื่องเกินหน้า ๗๔๗ ยังไม่จบสูตร
- หน้า ๗๔๘ อรรถกถาวุฏฐิสูตร: เหตุแห่งความอาฆาตและอุปมาจิตไม่มีเวร อรรถกถาขยายความวุฏฐิสูตร อธิบายว่าภิกษุผู้กล่าวหาพระสารีบุตรผูกความอาฆาตเพียงเพราะชายจีวรหรือลมพัดถูกตัวโดยบังเอิญ แล้วอิจฉาที่เห็นพระเถระมีบริวารมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากพระสารีบุตรไม่ให้อภัย ศีรษะของภิกษุนั้นจะแตกเจ็ดเสี่ยงเพราะโทษที่กล่าวเท็จ อรรถกถายังไขความอุปมาแผ่นดิน น้ำ ไฟ ลม ผ้าเช็ดธุลี และโคเขาขาด ว่าล้วนสื่อถึงจิตที่ปราศจากเวรและไม่กระทบกระทั่งผู้ใด
- หน้า ๗๔๙–๗๕๔ สอุปาทิเสสสูตร: บุคคล ๙ จำพวกที่พ้นอบายแม้ยังมีเบญจขันธ์เหลือ พระสารีบุตรได้ยินนักบวชนอกศาสนากล่าวว่าผู้ยังมีเบญจขันธ์เหลือ (สอุปาทิเสสะ) เมื่อตายแล้วล้วนไม่พ้นอบาย จึงนำมากราบทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าความเชื่อนั้นผิด เพราะมีบุคคล ๙ จำพวกที่แม้ยังมีเบญจขันธ์เหลือ แต่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาที่บำเพ็ญมา เมื่อตายแล้วก็พ้นจากนรก เดรัจฉาน เปรต และอบายภูมิได้ ตั้งแต่ระดับอนาคามีต่างๆ จนถึงโสดาบันชั้นสัตตักขัตตุปรมะ แสดงว่าการหลุดพ้นมีหลายระดับ มิใช่ขาวดำตายตัว
- หน้า ๗๕๕–๗๖๔ โกฏฐิตสูตรและสมิทธิสูตร: เหตุผลแท้จริงของการประพฤติพรหมจรรย์และที่มาของวิตก สองบทสนทนาสั้นที่พระสารีบุตรเป็นผู้แสดงธรรม บทแรกท่านพระมหาโกฏฐิตะถามว่าคนประพฤติพรหมจรรย์เพื่อขอเปลี่ยนผลกรรมได้หรือไม่ เช่นขอให้กรรมที่จะให้ผลภายหน้ากลับให้ผลทันที พระสารีบุตรตอบว่าไม่ได้ทั้งสิ้น เหตุผลที่แท้จริงคือประพฤติพรหมจรรย์เพื่อรู้แจ้งอริยสัจสี่ที่ยังไม่เคยรู้ บทที่สองท่านพระสารีบุตรถามพระสมิทธิถึงที่มาของความตรึกนึกคิด ไล่เรียงจากนามรูปเป็นอารมณ์ไปจนถึงมีอมตะ(นิพพาน)เป็นที่หยั่งลง แล้วเตือนไม่ให้ทะนงตนที่ตอบได้
- หน้า ๗๖๕–๗๖๗ คัณฑสูตรและสัญญาสูตร: กายเหมือนฝีเก้าแผลและสัญญาที่มีผลมาก พระพุทธเจ้าทรงเปรียบร่างกายมนุษย์เหมือนฝีเรื้อรังที่มีปากแผลเก้าแห่ง (ตา หู จมูก ปาก ทวารหนักเบา) ซึ่งมีแต่ของไม่สะอาดไหลเข้าออกตลอดเวลา เพื่อให้ภิกษุเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกาย จากนั้นทรงแสดงสัญญาเก้าประการที่เจริญแล้วมีผลมาก หยั่งลงสู่อมตะ ได้แก่ อสุภสัญญา มรณสัญญา ปฏิกูลในอาหาร ไม่ยินดีในโลก อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา การละ และวิราคะ เป็นแนวปฏิบัติเจริญวิปัสสนา
- หน้า ๗๖๘–๗๖๙ กุลสูตร: ตระกูลที่ภิกษุควรและไม่ควรเข้าไปหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงลักษณะตระกูลเก้าอย่างที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปหรือเข้าไปแล้วไม่ควรนั่ง คือต้อนรับ ไหว้ ให้อาสนะโดยไม่เต็มใจ ปิดบังของที่มี ให้น้อยทั้งที่มีมาก ให้ของเลวทั้งที่มีของดี ให้โดยไม่เคารพ ไม่นั่งฟังธรรมและไม่ยินดีในธรรมที่ภิกษุแสดง ตรงข้ามกันคือลักษณะตระกูลเก้าอย่างที่ควรเข้าไปหา สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับฆราวาสควรตั้งอยู่บนความเคารพและเปิดใจรับฟังธรรมอย่างแท้จริง
- หน้า ๗๗๐–๗๗๑ สัตตสูตร: องค์ ๙ ของอุโบสถที่มีผลมาก แสดงองค์ประกอบเก้าประการของการรักษาอุโบสถที่มีผลมาก อานิสงส์มาก คือ อริยสาวกระลึกว่าพระอรหันต์ละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย งดบริโภคอาหารในเวลาวิกาล งดการฟ้อนรำขับร้อง งดเครื่องประดับตกแต่ง และงดที่นอนสูงใหญ่ตลอดชีวิต แล้วตนเองก็ประพฤติตามอย่างนั้นตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง พร้อมทั้งแผ่เมตตาจิตไปทั่วสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณเป็นองค์ที่เก้า
- หน้า ๗๗๒–๗๗๔ เทวตาสูตร: เทวดาสารภาพผลกรรมจากการต้อนรับพระที่ไม่ครบถ้วน พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าคืนหนึ่งเทวดาหลายพวกมาเฝ้าและสารภาพความเสียใจว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ตนต้อนรับพระที่มาเยือนเพียงบางขั้นตอน เช่น ลุกรับแต่ไม่ไหว้ หรือไหว้แต่ไม่ถวายอาสนะ หรือถวายแล้วแต่ไม่แบ่งของ ไม่ฟังธรรม ไม่จำ ไม่พิจารณา หรือพิจารณาแต่ไม่ปฏิบัติตาม ทำให้ต้องไปเกิดในหมู่เทวดาชั้นต่ำ ส่วนผู้ที่ทำครบทุกขั้นตอนจนถึงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไปเกิดในหมู่เทวดาชั้นประณีต พระพุทธเจ้าจึงเตือนภิกษุไม่ให้ประมาท
- หน้า ๗๗๕–๗๗๙ เวลามสูตร (พระสูตร): บันไดผลบุญของทาน ศีล และเมตตาภาวนา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่าตระกูลของตนยังให้ทานอยู่แต่เป็นของเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าผลบุญไม่ได้ขึ้นกับความประณีตของของที่ให้เท่ากับความเคารพในการให้ แล้วทรงเล่าว่าครั้งเป็นพราหมณ์ชื่อเวลามะทรงให้มหาทานมหาศาล แต่กลับมีผลน้อยกว่าการถวายอาหารมื้อเดียวแก่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ และผลบุญยิ่งทวีขึ้นเป็นลำดับจนถึงพระพุทธเจ้า สังฆทาน วิหารทาน การถึงไตรสรณคมน์ การรักษาศีล และเจริญเมตตาจิตแม้เพียงชั่วครู่ ซึ่งมีผลมากกว่าทานทั้งปวง
- หน้า ๗๘๐–๗๘๕ อรรถกถาเวลามสูตร ตอนต้น: อดีตชาติพระโพธิสัตว์เป็นเวลามพราหมณ์ อรรถกถาเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ผู้เกิดเป็นเวลามพราหมณ์ บุตรปุโรหิตเมืองพาราณสี เรียนศิลปะจบใน ๓ ปีขณะที่ราชกุมารแปดหมื่นสี่พันองค์เรียนถึง ๑๖ ปี ต่อมาได้ช่วยรวมแคว้นต่างๆ ให้สงบจากการปล้นสะดม จนพระราชาทั้งหลายพร้อมใจถวายทรัพย์ให้ท่านทำทานใหญ่ ท่านทดสอบด้วยการรินน้ำเพื่อดูว่ามีผู้สมควรรับทักษิณาหรือไม่ ก่อนเปิดโรงทานให้ทานแก่มหาชนต่อเนื่องนานถึง ๗ ปี ๗ เดือน
- หน้า ๗๘๖–๗๘๙ จบอรรถกถาเวลามสูตรและจบสีหนาทวรรคที่ ๒ อรรถกถาอธิบายต่อว่าเหตุใดทานมหาศาลของเวลามพราหมณ์จึงมีผลน้อยกว่าทานเล็กน้อยที่ถวายแด่ท่านผู้บริสุทธิ์ เพราะไม่มีทักขิไณยบุคคลรับทาน แล้วไขบันไดผลบุญจากถวายโสดาบันร้อยองค์ สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ปัจเจกพุทธเจ้า จนถึงพระพุทธเจ้าและสงฆ์ พร้อมอุปมาว่าแม้เอาชมพูทวีปทั้งหมดจัดที่นั่งพระอริยะ ทานที่ถวายพระพุทธเจ้าองค์เดียวยังมีผลมากกว่า ปิดท้ายด้วยพุทธพจน์ว่าการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมคือการบูชาสูงสุด จบสีหนาทวรรคที่ ๒ ซึ่งมีสิบพระสูตร
- หน้า ๗๙๐–๗๙๑ ฐานสูตร: เริ่มสัตตาวาสวรรคที่ ๓ - ความประเสริฐของสามภพภูมิ เริ่มวรรคใหม่คือสัตตาวาสวรรคที่ ๓ ด้วยฐานสูตร ซึ่งเปรียบเทียบความประเสริฐของภพภูมิสามแห่งคนละด้าน คือมนุษย์อุตตรกุรุทวีปประเสริฐกว่าเทวดาดาวดึงส์และมนุษย์ชมพูทวีปเพราะไม่มีทุกข์ ไม่หวงแหนกรรมสิทธิ์ และมีอายุแน่นอน เทวดาดาวดึงส์ประเสริฐกว่าด้วยอายุทิพย์ วรรณะทิพย์ และสุขทิพย์ ส่วนมนุษย์ชมพูทวีปกลับประเสริฐกว่าทั้งสองด้วยความกล้าหาญ มีสติมั่นคง และเป็นถิ่นเดียวที่มีการประพฤติพรหมจรรย์อันประเสริฐ เพราะพระพุทธเจ้าอุบัติที่นี่
- หน้า ๗๙๒–๗๙๗ ขฬุงคสูตร: อุปมาม้าและคนสามระดับ กระจอก ดี และอาชาไนย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุด้วยม้าและคนสามระดับคือ กระจอก ดี และอาชาไนย(เลิศ) แต่ละระดับแบ่งเป็นสามจำพวกตามคุณสมบัติเทียบเคียงคือ เชาวน์(รู้อริยสัจสี่) คุณสมบัติ(ตอบปัญหาอภิธรรมได้และให้สำเร็จประโยชน์) และประโยชน์ใช้สอย(ได้รับปัจจัยสี่) ภิกษุสมบูรณ์ครบสามด้านจึงเรียกว่าดีเลิศแท้จริง บุรุษอาชาไนยระดับสูงสุดวัดจากเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติสิ้นอาสวะ แสดงว่ารู้ธรรมอย่างเดียวไม่พอ ต้องอธิบายได้และเป็นที่ตั้งศรัทธาด้วย
- หน้า ๗๙๘–๘๐๐ ตัณหาสูตร: ห่วงโซ่เก้าขั้นจากตัณหาสู่ความรุนแรง แสดงห่วงโซ่ธรรมเก้าประการที่มีตัณหาเป็นมูลเหตุ เริ่มจากตัณหาทำให้เกิดการแสวงหา นำไปสู่การได้มา การได้มานำไปสู่การไตร่ตรองตัดสินใจ แล้วเกิดฉันทราคะ ความหมกมุ่น ความหวงแหน ความตระหนี่ การจัดการป้องกันรักษาสิ่งที่หวงแหน และจบลงที่การใช้กำลังอาวุธ ทะเลาะวิวาท ด่าทอ และพูดเท็จ ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งและอาชญากรรมล้วนมีรากเหง้ามาจากตัณหาเพียงจุดเดียว
- หน้า ๘๐๑–๘๐๒ ววัตถสัญญาสูตร (สัตตาวาสสูตร): สัตตาวาส ๙ ชั้น แสดงสัตตาวาส ๙ ชั้น คือภูมิที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้งหลายจำแนกตามความต่างหรือเหมือนกันแห่งกายและสัญญา ตั้งแต่มนุษย์และเทวดาบางพวก พรหมชั้นปฐมฌานถึงสุภกิณหะ อสัญญีสัตว์ ไปจนถึงอรูปฌานทั้ง ๔ ชั้น อรรถกถาอธิบายเพิ่มว่าเหตุใดสุทธาวาสจึงไม่จัดเป็นสัตตาวาส เพราะไม่มีอยู่ตลอดกาล เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีพระพุทธเจ้าอุบัติเท่านั้น
- หน้า ๘๐๓–๘๐๔ ปฐมสิลายูปสูตร: ลักษณะผู้จบพรหมจรรย์ แสดงว่าเมื่อภิกษุอบรมจิตให้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จนไม่มีสภาพจะกลับไปเวียนในกามภพ รูปภพ อรูปภพอีก จึงควรเรียกได้ว่าเป็นผู้รู้ชัดว่าสิ้นชาติแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว อรรถกถาระบุชัดเจนว่าสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงพระขีณาสพ (พระอรหันต์) โดยเฉพาะเท่านั้น
- หน้า ๘๐๕–๘๐๙ ทุติยสิลายูปสูตร: พระสารีบุตรค้านคำสอนผิดที่อ้างพระเทวทัต พระจันทิกาบุตรกล่าวว่าพระเทวทัตสอนว่าผู้บรรลุอรหัตได้ด้วยอบรมจิตด้วยจิต แต่พระสารีบุตรทักท้วงและแก้ไขคำสอนที่ผิดเพี้ยนซ้ำถึง ๓ ครั้งว่าต้องอบรมจิตด้วยปัญญา แล้วอธิบายว่าจิตของพระขีณาสพไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ทั้ง ๖ ที่ผ่านมาทางทวารต่าง ๆ เปรียบเหมือนเสาหินยาว ๑๖ ศอกที่ฝังลึกไม่หวั่นไหวต่อลมพายุจากทุกทิศ
- หน้า ๘๑๐–๘๑๕ ปฐมเวรสูตรและทุติยเวรสูตร: ภัยเวร ๕ กับองค์แห่งพระโสดาบัน สองสูตรเนื้อความเดียวกัน แสดงแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีและแก่ภิกษุทั้งหลายตามลำดับ กล่าวถึงภัยเวร ๕ ประการที่สงบระงับได้ด้วยการงดเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย ประกอบกับความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันบริสุทธิ์ (โสตาปัตติยังคะ ๔) เป็นเครื่องที่อริยสาวกใช้พยากรณ์ตนเองว่าเป็นพระโสดาบันได้
- หน้า ๘๑๖–๘๑๙ อาฆาตสูตรที่ ๑-๒: เหตุแห่งความอาฆาตและวิธีกำจัด ปฐมอาฆาตสูตรแสดงอาฆาตวัตถุ ๙ ประการ คือเหตุแห่งความผูกโกรธที่เกิดจากคิดว่าผู้อื่นเคย กำลัง หรือจักประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือแก่คนที่รัก หรือประพฤติเป็นประโยชน์แก่คนที่ไม่รัก ส่วนทุติยอาฆาตสูตรแสดงวิธีกำจัดความอาฆาตทั้ง ๙ อย่างด้วยการพิจารณาว่า จะไปยึดถือเอาประโยชน์จากบุคคลผู้นั้นได้แต่ไหนเล่า จึงปล่อยวางความโกรธได้
- หน้า ๘๒๐–๘๒๑ อนุปุพพนิโรธสูตร และจบสัตตาวาสวรรคที่ ๓ แสดงอนุปุพพนิโรธ การดับไปตามลำดับ ๙ ขั้นของสภาวธรรม ตั้งแต่อามิสสัญญาในปฐมฌาน วิตกวิจารในทุติยฌาน ปีติในตติยฌาน ลมหายใจในจตุตถฌาน ไปจนถึงรูปสัญญาและอรูปสัญญาต่าง ๆ ในอรูปฌาน และสัญญาเวทนาดับในสัญญาเวทยิตนิโรธ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๑ สูตรและคำว่า จบ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ซึ่งยืนยันว่าช่วงนี้อยู่ในนวกนิบาต (หมวดธรรม ๙)
- หน้า ๘๒๒–๘๒๙ มหาวรรคที่ ๔ - วิหารสูตรที่ ๑-๒: อนุปุพพวิหาร ๙ ประการ เปิดมหาวรรคที่ ๔ ด้วยปฐมวิหารสูตรที่แสดงรายชื่ออนุปุพพวิหาร ๙ ประการ (ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ) แล้วทุติยวิหารสูตรขยายความเป็นบทสอนแบบถาม-ตอบว่า กามดับที่ไหน วิตกวิจารดับที่ไหน ปีติ อุเบกขาและสุข รูปสัญญา และสัญญาแต่ละชั้นดับที่ไหน โดยชี้ไปที่ฌานและอรูปสมาบัติแต่ละขั้นตามลำดับ พร้อมสอนให้ยอมรับคำตอบของผู้ไม่โอ้อวดด้วยความนอบน้อม
- หน้า ๘๓๐–๘๓๔ นิพพานสูตร: พระสารีบุตรแสดงนิพพานเป็นสุขแม้ไม่มีเวทนา บันทึกบทสนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับพระอุทายีที่วัดเวฬุวัน เมื่อพระสารีบุตรกล่าวว่านิพพานเป็นสุข พระอุทายีแย้งว่านิพพานไม่มีเวทนาจะเป็นสุขได้อย่างไร พระสารีบุตรอธิบายว่าความไม่มีเวทนานั่นเองคือความสุข โดยไล่เรียงตั้งแต่กามสุขไปจนถึงฌานแต่ละขั้นซึ่งยังมีอาพาธคือความฟุ้งซ่านของสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับฌานนั้น ๆ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธที่อาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จึงเป็นสุขแท้จริง
- หน้า ๘๓๕–๘๔๑ คาวีสูตร: อุปมาแม่โคภูเขากับภิกษุผู้ฝึกฌานตามลำดับ เปรียบเทียบภิกษุผู้ปฏิบัติฌานกับแม่โคเที่ยวภูเขา แม่โคโง่ไม่รู้จักเขตที่หากินย่อมหลงทางพลาดทั้งสองทาง ส่วนแม่โคฉลาดย่อมไปได้อย่างปลอดภัย ฉันใด ภิกษุที่รีบเลื่อนฌานขั้นสูงโดยไม่ชำนาญขั้นต้นก่อนย่อมเสื่อมทั้งสองทาง ส่วนภิกษุที่เสพ เจริญ ทำให้มากในนิมิตแต่ละขั้นก่อนเลื่อนสูงขึ้นจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมมีจิตอ่อนควรแก่การงาน สามารถบรรลุอภิญญาต่าง ๆ ได้ตามที่ปรารถนา
- หน้า ๘๔๒–๘๕๑ ฌานสูตร: ฌานเป็นบาทฐานแห่งความสิ้นอาสวะ แสดงว่าความสิ้นอาสวะเกิดขึ้นได้โดยอาศัยฌานแต่ละขั้นตั้งแต่ปฐมฌานถึงอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ ที่เกิดในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วน้อมจิตไปสู่นิพพาน เปรียบเหมือนนายขมังธนูฝึกยิงเป้าหมายเล็กจนชำนาญยิงเป้าใหญ่ได้แม่นยำ ส่วนเนวสัญญานาสัญญายตนะไม่นับเป็นสัญญาสมาบัติที่ใช้เจริญวิปัสสนาได้ เพราะสุขุมละเอียดเกินกว่าจะพิจารณาได้ชัด
- หน้า ๘๕๒–๘๕๖ อานันทสูตร: ผู้มีสัญญาแต่ไม่เสวยอายตนะ พระอานนท์แสดงธรรมอัศจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงจักษุ หู จมูก ลิ้น กายที่จะไม่เสวยอารมณ์อีกต่อไป เมื่อพระอุทายีถามว่าผู้ไม่เสวยนั้นมีสัญญาหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่ามีสัญญาแต่เป็นสัญญาในอรูปฌานขั้นสูง แล้วเล่าเรื่องภิกษุณีชฏิลภาคิกาถามท่านเรื่องสมาธิที่ตั้งมั่นเพราะหลุดพ้นจากกิเลส ไม่หวั่นไหว ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่ามีอรหัตผลเป็นผล
- หน้า ๘๕๗–๘๖๒ พราหมณสูตร: โลกและผู้ถึงที่สุดโลก พราหมณ์ลัทธิโลกายตะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าปูรณกัสสปกับนิครนถ์นาฏบุตรผู้อ้างรู้เห็นโลกไม่มีที่สุด ใครถูกใครผิด พระองค์ไม่ทรงตัดสิน แต่ตรัสอุปมาว่าแม้คนวิ่งเร็วปานลูกธนู มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็ไปไม่ถึงที่สุดโลกได้ จึงทรงนิยาม โลก ใหม่ว่าคือกามคุณ ๕ และผู้บรรลุฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธนั่นแหละคือผู้ถึงที่สุดโลกแท้จริง
- หน้า ๘๖๓–๘๖๗ เทวสูตร: สงครามเทวดา-อสูรเปรียบกับการเอาชนะมาร พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องสงครามเทวดากับอสูรที่ผลัดกันแพ้ชนะ ฝ่ายแพ้ต้องหนีเข้าเมืองของตนจึงปลอดภัย ทรงเปรียบเทียบว่าภิกษุผู้บรรลุฌานตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมมีตนเป็นที่พึ่งได้ มารไม่อาจติดตามหรือมองเห็นได้ อรรถกถาอธิบายเสริมเรื่องเทวาสุรสงครามในภพดาวดึงส์และรูปพระอินทร์ที่ทำให้อสูรหวาดกลัว
- หน้า ๘๖๘–๘๗๑ นาคสูตร: ช้างตัวประเสริฐหลีกโขลงเปรียบภิกษุสันโดษ อุปมาช้างพลายผู้ประเสริฐที่รำคาญใจเพราะถูกโขลงช้างรบกวนทั้งกินหญ้ายอดด้วน ดื่มน้ำขุ่น จึงหลีกออกไปอยู่ตัวเดียวอย่างสงบสุข เปรียบกับภิกษุที่เบื่อหน่ายการคลุกคลีหมู่คณะ จึงปลีกไปอยู่ป่าเจริญฌานละนิวรณ์ ๕ จนบรรลุตั้งแต่ปฐมฌานถึงสัญญาเวทยิตนิโรธด้วยใจเบิกบานปราศจากความระคายใจ
- หน้า ๘๗๒–๘๘๔ ตปุสสสูตร: อนุปุพพวิหารกับประวัติการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตปุสสคฤหบดีเล่าให้พระอานนท์ฟังว่าเนกขัมมะดูเหมือนเหวสำหรับคฤหัสถ์ แต่จิตภิกษุหนุ่มกลับแล่นไปสู่เนกขัมมะได้ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าย้อนว่าก่อนตรัสรู้พระองค์เองก็ต้องเห็นโทษกามและอานิสงส์เนกขัมมะให้มากพอ จิตจึงค่อยๆแล่นไปตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ตามลำดับทั้งอนุโลมปฏิโลม จึงทรงปฏิญาณการตรัสรู้ได้ ปิดท้ายด้วยจบมหาวรรคที่ ๔ พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ สูตร
- หน้า ๘๘๕–๘๘๙ ปัญจาลสูตร: ที่แคบและการบรรลุโอกาสในที่แคบ เริ่มปัญจาลวรรคที่ ๕ พระอุทายีถามพระอานนท์ถึงคำกลอนของเทพบุตรปัญจาลจัณฑะเรื่อง โอกาสในที่แคบ พระอานนท์อธิบายว่ากามคุณ ๕ คือที่แคบ ส่วนการบรรลุฌานแต่ละขั้นคือการเข้าถึงโอกาสในที่แคบนั้น แต่ตราบใดที่องค์ฌานเดิมยังไม่ดับ (เช่นวิตกวิจาร ปีติ) ก็ยังนับว่าคับแคบอยู่ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธจึงพ้นจากความคับแคบทั้งปวงโดยแท้จริง
- หน้า ๘๙๐–๘๙๕ กายสักขี ปัญญาวิมุตติ และอุภโตภาควิมุตติ พระอุทายีถามพระอานนท์นิยามบุคคล ๓ ประเภทที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง คือ กายสักขี (ผู้ถูกต้องอายตนะฌานด้วยกาย) ปัญญาวิมุตติ (ผู้รู้ชัดด้วยปัญญา) และอุภโตภาควิมุตติ (ผู้พ้นทั้งสองทาง) โดยแต่ละบุคคลนิยามได้ทั้งแบบปริยาย (ตั้งแต่ปฐมฌาน) และนิปปริยาย (ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธพร้อมสิ้นอาสวะ)
- หน้า ๘๙๖–๙๐๐ สันทิฏฐิกะ นิพพาน ปรินิพพาน ตทังคะ และทิฏฐธัมมิกนิพพาน ชุดสูตรสั้นๆถามตอบนิยามคำศัพท์เกี่ยวกับความหลุดพ้นที่เห็นได้เอง ได้แก่ สันทิฏฐิกธรรม นิพพาน ปรินิพพาน ตทังคนิพพาน และทิฏฐธรรมนิพพาน แต่ละคำนิยามด้วยสูตรเดียวกันคือตั้งแต่บรรลุปฐมฌานเป็นปริยาย จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธพร้อมสิ้นอาสวะเป็นนิปปริยาย จบวรรคด้วยรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ ปิดปัญจาลวรรคที่ ๕
- หน้า ๙๐๑–๙๐๕ เขมวรรค (วรรคนอกปัณณาสก์) และท้ายอรรถกถานวกนิบาต วรรคพิเศษที่ไม่จัดเข้าปัณณาสก์ใด มี ๑๑ สูตรถามตอบนิยามคำ เขมะ อมตะ อภยะ ปัสสัทธิ นิโรธ (พร้อมรูปแบบ ปัตตะ และ อนุปุพพ) ด้วยสูตรฌานเดียวกัน ปิดท้ายด้วยธรรมปหายภัพพสูตรว่าด้วยธรรม ๙ อย่าง (ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ) ที่ต้องละก่อนทำอรหัตให้แจ้งได้ จุดสำคัญคือ อรรถกถาของนวกนิบาตทั้งหมด (มโนรถปูรณี) จบลงตรงนี้ แม้ตัวบทเดิมยังมีต่ออีกหลายวรรค
- หน้า ๙๐๖–๙๑๓ สติปัฏฐานวรรคที่ ๒: เจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละหมวดธรรม ๕ ชุด ๑๐ สูตรรูปแบบเดียวกัน แสดงว่าควรเจริญสติปัฏฐาน ๔ (พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม) เพื่อละหมวดธรรมฝ่ายเสื่อมทีละ ๕ อย่าง ได้แก่ เหตุให้สิกขาทุรพล นิวรณ์ กามคุณ อุปาทานขันธ์ โอรัมภาคิยสังโยชน์ คติ มัจฉริยะ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ เจโตขีล(ตะปูตรึงใจ) และธรรมเครื่องผูกมัดจิต
- หน้า ๙๑๔–๙๑๕ สัมมัปปธานวรรคที่ ๓ ใช้รูปแบบเดียวกับวรรคก่อน แต่เปลี่ยนธรรมที่ใช้ละหมวดธรรมฝ่ายเสื่อมจากสติปัฏฐานเป็นสัมมัปปธาน ๔ (เพียรระวัง เพียรละ เพียรเจริญ เพียรรักษา) นำมาใช้ละเหตุให้สิกขาทุรพลและธรรมเครื่องผูกมัดจิตอย่างละ ๕ ประการ
- หน้า ๙๑๖–๙๑๗ อิทธิปาทวรรคที่ ๔ ใช้รูปแบบเดียวกันอีกครั้ง แต่เปลี่ยนเป็นอิทธิบาท ๔ (ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ ประกอบปธานสังขาร) เป็นธรรมที่พึงเจริญเพื่อละเหตุให้สิกขาทุรพลและธรรมเครื่องผูกมัดจิตอย่างละ ๕ ประการ เช่นเดียวกับสองวรรคก่อนหน้า
- หน้า ๙๑๘–๙๑๙ วรรคที่ ๕ (จบนวกนิบาต): ธรรม ๙ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะและกิเลสทั้งปวง สูตรปิดท้ายนวกนิบาตแสดงธรรม ๙ ประการที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งและละราคะ ทั้งชุดสัญญา ๙ (อสุภสัญญา มรณสัญญา ฯลฯ) และชุดฌาน ๙ (ปฐมฌานถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ) แล้วขยายผลใช้ละกิเลสอื่นทั้งหมดตั้งแต่โทสะ โมหะ จนถึงมทะและปมาทะ จบด้วยภิกษุชื่นชมยินดีภาษิตของพระพุทธเจ้า ปิดวรรคที่ ๕ และปิดนวกนิบาตทั้งหมด
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐
หน้า ๗๕๑–๘๐๐
หน้า ๘๐๑–๘๕๐
หน้า ๘๕๑–๙๐๐