ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๔๑ · ๕๐๗ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๗ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๓ เปิดเล่ม: คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ ๔ ว่าด้วยคนฉลาดและดอกไม้ (๑๒ คาถา) เล่ม ๔๑ เปิดต่อเนื่องจากเล่ม ๔๐ (ธัมมปทัฏฐกถา ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๒) ด้วยคาถาบาลี-ไทยทั้ง ๑๒ บทของปุปผวรรค เปรียบพระเสขะผู้รู้แจ้งธรรมดุจนายมาลาการเลือกดอกไม้ กล่าวถึงความไม่เที่ยงของกาย พวงดอกไม้ของมาร กลิ่นศีลที่หอมทวนลมยิ่งกว่าจันทน์ และดอกบัวงามท่ามกลางกองหยากเยื่อเปรียบสาวกพระพุทธเจ้าท่ามกลางปุถุชน เป็นบทนำก่อนเข้าสู่อรรถกถาขยายความแต่ละเรื่อง
  2. หน้า ๔–๗ เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวายในปฐวีกถา: แผ่นดินภายนอกกับแผ่นดินภายใน ภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินทางกับพระศาสดาแล้วสนทนากันเรื่องสภาพดินตามหนทางที่ผ่านมา พระศาสดาตรัสว่านั่นเป็นเพียง 'แผ่นดินภายนอก' ภิกษุควรพิจารณา 'แผ่นดินภายใน' คืออัตภาพตนเองต่างหาก แล้วตรัสคาถาว่าพระเสขะผู้รู้แจ้งอัตภาพและยมโลกมนุสสโลกเทวโลก ย่อมเลือกเก็บโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการได้ดุจนายมาลาการผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ จบเทศนาภิกษุทั้งหมดบรรลุพระอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทา
  3. หน้า ๘–๑๐ พระเถระเจริญมรีจิกัมมัฏฐาน: บรรลุอรหัตด้วยอุปมาฟองน้ำและพยับแดด พระเถระรูปหนึ่งเรียนกัมมัฏฐานพิจารณาพยับแดดแต่เข้าป่าปฏิบัติแล้วไม่บรรลุ ระหว่างเดินทางกลับเห็นพยับแดดและฟองน้ำแตกกระจายที่แม่น้ำอจิรวดี จึงพิจารณาว่ากายนี้เกิดขึ้นแล้วก็แตกดับไปเช่นเดียวกัน พระศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณจึงตรัสคาถาเปรียบกายกับฟองน้ำและพยับแดด สอนให้ตัดพวงดอกไม้ของมารคือกิเลสเสีย พระเถระบรรลุพระอรหัตทันทีที่จบคาถา
  4. หน้า ๑๑–๑๖ เบื้องหลังเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ (๑): สามกุมาร พันธุลเสนาบดี และกฎเรื่องตระกูลที่ภิกษุควรเข้า ปเสนทิกุมาร มหาลิกุมาร และพันธุลกุมาร ไปเรียนศิลปะที่ตักกสิลาด้วยกัน ต่างแยกย้ายรับตำแหน่งในแผ่นดินตน พันธุละมาเป็นเสนาบดีที่สาวัตถี ต่อมาพระเจ้าปเสนทิทรงเลี้ยงภิกษุด้วยพระองค์เองแล้วลืมจัดการ ๓ วันจนภิกษุพากันเลิกไป เว้นแต่พระอานนท์ พระศาสดาจึงเริ่มตรัสพระสูตรว่าด้วยตระกูล ๙ ลักษณะที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปและควรเข้าไป อธิบายเหตุที่สาวกไม่คุ้นเคยกับราชสำนักของพระราชา
  5. หน้า ๑๗–๒๓ เรื่องเกสวดาบสและกำเนิดพระเจ้าวิฑูฑภะจากพระมารดาเชื้อสายทาสี พระศาสดาทรงเล่าชาดกเกสวดาบสผู้แม้เจ็บป่วยก็ยังขอกลับไปหาศิษย์ที่คุ้นเคยแทนพระราชา สอนว่าความคุ้นเคยสำคัญกว่าลาภยศ จากนั้นพระเจ้าปเสนทิทรงคิดสร้างความคุ้นเคยกับสงฆ์โดยขอเจ้าหญิงศากยะมาอภิเษก แต่เจ้าศากยะลวงถวายธิดานางทาสีชื่อวาสภขัตติยาแทน นางประสูติพระโอรส ทูตหูตึงฟังชื่อ 'วัลลภา' เพี้ยนเป็น 'วิฑูฑภะ' จึงได้พระนามนี้
  6. หน้า ๒๔–๒๗ วิฑูฑภะเสด็จเยี่ยมศากยสกุล ทราบความจริงเรื่องพระมารดา ทรงผูกอาฆาต เมื่อพระชันษา ๑๖ ปี วิฑูฑภะเสด็จเยี่ยมตระกูลพระมารดาที่กบิลพัสดุ์ เจ้าศากยะซ่อนกุมารรุ่นเยาว์ไว้เพื่อไม่ต้องไหว้พระองค์ หลังเสด็จกลับ นางทาสีคนหนึ่งด่าว่าเป็น 'ที่นั่งของบุตรนางทาสี' มหาดเล็กได้ยินจึงสืบทราบว่าพระมารดาเป็นธิดานางทาสีจริง วิฑูฑภะทรงตั้งจิตอาฆาตจะล้างแผ่นกระดานด้วยเลือดเจ้าศากยะ พระศาสดาตรัสสอนพระราชาว่าโคตรฝ่ายบิดาสำคัญกว่า จึงคืนสถานะแก่พระมารดาและพระโอรส
  7. หน้า ๒๘–๓๕ พันธุละปราบเจ้าลิจฉวี มีบุตร ๓๒ คน ถูกประหารด้วยข้อกล่าวหาเท็จ นางมัลลิกาไม่โศกเศร้า พระราชาสวรรคตอย่างไร้ที่พึ่ง นางมัลลิกาภรรยาพันธุละแพ้ท้องอยากอาบน้ำสระศักดิ์สิทธิ์ในเวสาลี พันธุละฝ่าไปได้และยิงลูกศรดอกเดียวสังหารเจ้าลิจฉวี ๕๐๐ องค์ที่ตามล่า ต่อมามีบุตรฝาแฝด ๘ คู่ล้วนแกล้วกล้า แต่ถูกอำมาตย์ริษยาใส่ร้ายจนพระราชารับสั่งฆ่าพันธุละพร้อมบุตรทั้งหมด นางมัลลิกาทราบข่าวขณะเลี้ยงพระยังคงสงบใจสอนลูกสะใภ้ไม่ให้ผูกโกรธ ภายหลังหลานพันธุละชื่อทีฆการายนะก่อรัฐประหารแย่งราชบัลลังก์ให้วิฑูฑภะ พระเจ้าปเสนทิสวรรคตอย่างโดดเดี่ยวนอกกำแพงเมือง
  8. หน้า ๓๖–๔๒ พระเจ้าวิฑูฑภะยกทัพฆ่าล้างศากยวงศ์และถูกน้ำท่วมสวรรคตด้วยผลกรรมเก่า วิฑูฑภะยกทัพหมายฆ่าล้างเผ่าศากยะ พระศาสดาประทับใต้ร่มไม้โปร่งใกล้เขตแดนเพื่อใช้ร่มเงาพระญาติยับยั้งพระทัย ทรงห้ามได้ ๓ ครั้ง แต่ครั้งที่ ๔ ไม่เสด็จเพราะทรงเห็นว่าบุรพกรรมที่เจ้าศากยะเคยโปรยยาพิษในแม่น้ำห้ามไม่ได้ วิฑูฑภะจึงสังหารเจ้าศากยะเกือบทั้งหมด เว้นผู้อ้างว่าเป็น 'หญ้า' หรือ 'ไม้อ้อ' ท้าวมหานามดำน้ำหลบตายแทนพระญาติแต่กลับได้นาคราชช่วยไว้ ส่วนกองทัพวิฑูฑภะถูกน้ำท่วมตายในแม่น้ำอจิรวดีสมกับกรรมเก่านั้นเอง
  9. หน้า ๔๓–๔๘ เรื่องนางปติปูชิกา: ชีวิตมนุษย์แสนสั้นเทียบวันหนึ่งในสวรรค์ เทพธิดาในดาวดึงส์จุติมาเกิดเป็นมนุษย์ในกรุงสาวัตถี ระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นภรรยาเทพบุตรมาลาภารี จึงทำบุญปรารถนากลับไปเกิดในสำนักสามีเดิม มีบุตร ๔ คนแล้วตายเมื่ออายุ ๒๐ ปี กลับไปเกิดเป็นเทพธิดาอีกครั้งโดยที่เทพบุตรยังไม่ทันรู้ตัวว่านางหายไปนาน เพราะ ๑๐๐ ปีมนุษย์เท่ากับ ๑ วันในสวรรค์ พระศาสดาตรัสสอนว่ามัจจุพรากผู้ไม่อิ่มในกามไปเสมอ
  10. หน้า ๔๙–๕๙ โกสิยเศรษฐีผู้ตระหนี่: พระโมคคัลลานะทรมานด้วยขนมเบื้องที่ไม่รู้จักหมด เศรษฐีโกสิยะมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิแต่ตระหนี่สุดขีด อยากกินขนมเบื้องจนผอมโซแต่แอบให้ภรรยาทอดกินคนเดียวบนปราสาทชั้น ๗ พระศาสดาส่งพระมหาโมคคัลลานะไปทรมานด้วยฤทธิ์ต่างๆ จนเศรษฐียอมถวายขนมซึ่งพองโตไม่รู้จักหมด พระเถระเนรมิตบันไดพาสามีภรรยาเหาะมาเชตวันเลี้ยงภิกษุ ๕๐๐ รูปด้วยขนมชิ้นเดียวไม่หมดสิ้น ทั้งคู่บรรลุโสดาบันและสละทรัพย์ทั้งหมดในพระศาสนา พระศาสดาตรัสคาถาเปรียบภิกษุบิณฑบาตดุจผึ้งเก็บน้ำหวานไม่ทำลายดอกไม้
  11. หน้า ๖๐–๖๕ เรื่องปาฏิกาชีวก - อุบาสิกาถูกอาชีวกด่าขณะฟังธรรม พระศาสดาสอนไม่ให้ใส่ใจคำติของผู้อื่น ควรพิจารณากิจของตนเอง หญิงแม่เรือนนับถืออาชีวกชื่อปาฏิกะดังลูก อยากไปวิหารฟังธรรมแต่ถูกห้าม จึงนิมนต์พระศาสดามาที่บ้านแทน อาชีวกแอบด่าทั้งอุบาสิกาและพระศาสดาแล้วหนีไป ทำให้จิตนางฟุ้งซ่านขณะฟังธรรม พระศาสดาตรัสสอนว่าไม่ควรนำถ้อยคำแสยงขนของผู้อื่นมาใส่ใจ ไม่ควรจับผิดกิจที่ทำแล้วหรือยังไม่ทำของคนอื่น พึงพิจารณาแต่กิจของตนเองเท่านั้น อุบาสิกาบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด
  12. หน้า ๖๖–๗๒ เรื่องฉัตตปาณิอุบาสก - อนาคามีผู้ไม่ลุกรับพระเจ้าปเสนทิโกศลเพราะเคารพพระศาสดา และคาถาว่าด้วยวาจาสุภาษิตที่มีผลเมื่อนำไปปฏิบัติโดยเคารพ ฉัตตปาณิอุบาสกผู้เป็นอนาคามีทรงพระไตรปิฎกไม่ลุกรับพระเจ้าปเสนทิโกศลขณะนั่งฟังธรรมต่อหน้าพระศาสดา ด้วยเห็นว่าลุกรับพระราชาเท่ากับไม่เคารพพระศาสดา พระราชาขุ่นเคืองแต่ภายหลังเข้าใจและเลื่อมใส จึงให้พระนางมัลลิกาและวาสภขัตติยาเรียนธรรมกับพระอานนท์ มัลลิกาเรียนโดยเคารพจึงได้ผล ส่วนวาสภขัตติยาไม่เคารพจึงไม่ได้ผล พระศาสดาตรัสว่าพุทธพจน์เปรียบดอกไม้มีสีไม่มีกลิ่น ย่อมมีผลแก่ผู้ปฏิบัติโดยเคารพเท่านั้น
  13. หน้า ๗๓–๗๖ เรื่องนางวิสาขา (๑) - กำเนิดในตระกูลเมณฑกเศรษฐี บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ และพระเจ้าปเสนทิโกศลขอผู้มีบุญไปสร้างเมืองสาเกต นางวิสาขาเกิดในตระกูลธนัญชัยเศรษฐี บุตรของเมณฑกเศรษฐีผู้มีบุญมาก ๑ ใน ๕ คนแห่งภัททิยนคร เมื่อพระศาสดาเสด็จมาถึงเมือง นางพร้อมเด็กหญิงบริวาร ๕๐๐ คนไปรับเสด็จและฟังธรรมจนบรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปรารถนาผู้มีโภคะมากในแคว้นตน จึงขอตัวธนัญชัยเศรษฐีบิดานางย้ายมาอยู่แคว้นโกศล ระหว่างทางเห็นว่าสาวัตถีคับแคบเกินไปจึงสร้างเมืองใหม่ถวาย ได้นามว่าเมืองสาเกต
  14. หน้า ๗๗–๘๒ เรื่องนางวิสาขา (๒) - มิคารเศรษฐีส่งพราหมณ์หาหญิงเบญจกัลยาณีให้บุตรปุณณวัฒนกุมาร และพบนางวิสาขาที่งานนักขัตฤกษ์เมืองสาเกต ปุณณวัฒนกุมารบุตรมิคารเศรษฐีแห่งสาวัตถียอมแต่งงานก็ต่อเมื่อได้หญิงมีลักษณะเบญจกัลยาณี (ผมงาม เนื้องาม กระดูกงาม ผิวงาม วัยงาม) บิดาส่งพราหมณ์ถือพวงมาลัยทองไปเสาะหาหลายเมืองแต่ไม่พบ จนถึงเมืองสาเกตในวันงานนักขัตฤกษ์เปิด พบนางวิสาขาเดินฝ่าฝนโดยไม่วิ่งหนีอย่างเด็กอื่น เมื่อซักถามพบว่านางมีทั้งความงามครบและปัญญาเฉียบแหลมอธิบายเหตุผลที่ไม่วิ่ง จึงคล้องพวงมาลัยทองหมายมั่นว่าเป็นคู่ควรแก่บุตรเศรษฐี
  15. หน้า ๘๓–๘๙ เรื่องนางวิสาขา (๓) - ธนัญชัยเศรษฐีเตรียมสินสอดและเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ให้ธิดา ใช้เวลา ๔ เดือนและทรัพย์มหาศาล เมื่อทราบว่าพราหมณ์หมายมั่นนางวิสาขาให้บุตรมิคารเศรษฐี ธนัญชัยเศรษฐีจัดรับรองพระราชาและขบวนอย่างยิ่งใหญ่นานถึง ๔ เดือน พร้อมสั่งช่างทอง ๕๐๐ คนทำเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ราคา ๙ โกฏิ ประดับนกยูงทองทั้งตัว ซึ่งได้มาจากผลบุญถวายจีวรทานในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า พร้อมมอบสินเดิมเป็นเกวียนบรรจุทรัพย์ ภาชนะ ผ้า และโคนับหมื่นตัวให้ธิดานำติดตัวไปสู่ตระกูลสามี
  16. หน้า ๙๐–๙๑ เรื่องนางวิสาขา (๔) - โอวาท ๑๐ ข้อของธนัญชัยเศรษฐีก่อนส่งธิดาไปสู่ตระกูลสามี และการเดินทางเข้าสู่กรุงสาวัตถี ก่อนส่งธิดาไปสู่ตระกูลมิคารเศรษฐี ธนัญชัยเศรษฐีให้โอวาท ๑๐ ข้อ เช่น ไม่นำไฟในออกนอก ไม่นำไฟนอกเข้าใน ให้แก่คนที่คืนของยืม พึงนั่งนอนบริโภคให้เป็นสุข พึงบำเรอไฟและนอบน้อมเทวดาภายใน ล้วนเป็นถ้อยคำอุปมาสอนมารยาทในเรือนสามี พร้อมตั้งกุฎุมพี ๘ คนเป็นพยานค้ำประกันความประพฤติของธิดา เมื่อนางเข้าเมืองสาวัตถีก็เจรจาไพเราะแจกบรรณาการผูกมิตรกับชาวเมืองทุกบ้าน
  17. หน้า ๙๒–๙๘ เรื่องนางวิสาขา (๕) - ความขัดแย้งกับมิคารเศรษฐีเรื่องข้าวปายาสเก่าและลาตกลูก และการไขความหมายโอวาท ๑๐ ข้อที่แท้จริงจนพ่อผัวขอโทษ มิคารเศรษฐีเลื่อมใสอเจลกะ เมื่อนางวิสาขาเห็นพ่อผัวไม่ใส่ใจพระเถระบิณฑบาตจึงกล่าวประชดว่า 'บริโภคของเก่า' พ่อผัวโกรธสั่งขับไล่ นางอ้างกุฎุมพี ๘ คนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทีละข้อ ทั้งเรื่องคำพูดและการช่วยลาตกลูกยามวิกาล จนถึงโอวาท ๑๐ ข้อที่มิคารเศรษฐีเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องไฟจริง นางวิสาขาอธิบายความหมายที่แท้จริงทีละข้อว่าหมายถึงมารยาทและความกตัญญูต่อพ่อแม่สามี จนพ่อผัวจนคำตอบและขอโทษนาง
  18. หน้า ๙๙–๑๐๑ เรื่องนางวิสาขา (๖) - มิคารเศรษฐีฟังธรรมจากพระศาสดาบรรลุโสดาบัน นางวิสาขาได้นามว่า "มิคารมารดา" นางวิสาขานิมนต์พระศาสดาไปฉันที่เรือน มิคารเศรษฐีถูกอาชีวกห้ามจึงนั่งฟังธรรมนอกม่าน แต่พระศาสดาตรัสว่าจะทรงทำให้ได้ยินไม่ว่าจะนั่งที่ใด เมื่อฟังธรรมจบมิคารเศรษฐีบรรลุโสดาปัตติผล ยกม่านออกมาอมถันนางวิสาขาตั้งนางไว้ในตำแหน่งมารดา จึงได้ชื่อว่า "มิคารมารดา" นับแต่นั้น มิคารเศรษฐีกราบพระบาทพระศาสดากล่าวขอบคุณและถวายเครื่องประดับเบาชื่อฆนมัฏฐกะแก่นางวิสาขาเป็นการตอบแทน
  19. หน้า ๑๐๒–๑๐๓ เรื่องนางวิสาขา (๗) - นางวิสาขามีกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก และครอบครัวใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดตายก่อนวัยเลย นางวิสาขามีบุตร ๑๐ คน ธิดา ๑๐ คน แต่ละคนมีบุตรธิดาคนละ ๑๐ อีกทอดหนึ่ง จนมีลูกหลานเหลนรวมถึง ๘,๔๒๐ คน โดยไม่มีผู้ใดตายก่อนวัยเลย นางเองอายุ ๑๒๐ ปีแต่ไม่มีผมหงอกและดูอ่อนเยาว์เป็นนิตย์ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินว่านางมีกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก จึงทดลองปล่อยช้างเข้าใส่ นางใช้เพียงสองนิ้วจับงวงผลักจนช้างล้มลงกลางพระลานหลวง มหาชนให้สาธุการ
  20. หน้า ๑๐๔–๑๐๗ เรื่องนางวิสาขา (๘) - นางวิสาขาลืมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไว้ที่วิหาร ขายเครื่องประดับซื้อที่ดินสร้างวิหารถวายสงฆ์ นางวิสาขาเปลื้องเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ฝากหญิงคนใช้ไว้ก่อนเข้าฟังธรรม แต่หญิงคนใช้ลืมไว้ พระอานนท์เก็บรักษาไว้ นางวิสาขาถือว่าพระเถระแตะต้องแล้วจึงไม่ประดับอีก สั่งขายเครื่องประดับได้ทรัพย์ ๙ โกฏิ ๑ แสน แล้วนำมาถวายพระศาสดาเพื่อสร้างที่พักสงฆ์ พระศาสดาแนะให้สร้างใกล้ประตูทิศปราจีน นางจึงซื้อที่ดินและเริ่มสร้างวิหารบุพพารามด้วยทรัพย์ที่เหลือ
  21. หน้า ๑๐๘–๑๑๑ เรื่องนางวิสาขา (๙) - การสร้างวิหารบุพพารามแล้วเสร็จใน ๙ เดือนด้วยฤทธิ์พระมหาโมคคัลลานะ และการฉลองวิหารพร้อมเปล่งอุทาน พระศาสดาเสด็จจาริกออกไปโดยมีพระมหาโมคคัลลานะช่วยเร่งงานก่อสร้างด้วยฤทธิ์ ทำให้วิหาร ๒ ชั้น ๑,๐๐๐ ห้องเสร็จภายใน ๙ เดือนพร้อมกับที่พระศาสดาเสด็จกลับ นางวิสาขาถวายทานฉลองวิหารตลอด ๔ เดือน รวมทรัพย์ทั้งสิ้นที่บริจาคเพื่อพระพุทธศาสนา ๒๗ โกฏิ ในวันฉลองเสร็จนางเดินเวียนรอบปราสาทเปล่งอุทานด้วยความปีติที่ความปรารถนาทุกอย่างสำเร็จ พระศาสดาตรัสว่านางมิได้ขับเพลงแต่แสดงความอิ่มใจในบุญที่ทำสำเร็จ
  22. หน้า ๑๑๒–๑๑๕ เรื่องนางวิสาขา (๑๐, จบ) - บุรพกรรมของนางวิสาขาสมัยพระปทุมุตตระและพระกัสสปพุทธเจ้า พร้อมคาถาสอนให้ทำกุศลให้มากดุจนายมาลาการร้อยพวงดอกไม้ พระศาสดาทรงเล่าบุรพกรรมของนางวิสาขาว่าในสมัยพระปทุมุตตระพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาถวายทาน ๗ วันแล้วตั้งความปรารถนาเป็นเลิศแห่งอุปัฏฐายิกา ต่อมาในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นพระธิดาสังฆทาสีตั้งความปรารถนาซ้ำอีก จนมาสำเร็จเป็นนางวิสาขาในชาตินี้ พระศาสดาตรัสคาถาเปรียบนายมาลาการฉลาดทำพวงดอกไม้ได้มากจากกองดอกไม้มาก ฉันใด ผู้มีทั้งศรัทธาและโภคะมากก็ควรทำกุศลให้มาก ฉันนั้น จบเรื่องนางวิสาขา
  23. หน้า ๑๑๖–๑๒๐ เรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ [๔๑] - กลิ่นชนิดใดฟุ้งไปได้ทั้งตามลมและทวนลม คำตอบคือกลิ่นศีลของสัตบุรุษ พระอานนท์ทูลถามพระศาสดาว่ามีกลิ่นชนิดใดหรือไม่ที่ฟุ้งไปทวนลมได้ ต่างจากกลิ่นราก แก่น และดอกไม้ซึ่งฟุ้งไปได้เฉพาะตามลม พระศาสดาตรัสตอบว่ากลิ่นศีลของบุคคลผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ มีศีล ๕ บริบูรณ์ และยินดีในการให้ทาน ย่อมฟุ้งขจรไปได้ทุกทิศทั้งตามลมและทวนลม เป็นกลิ่นที่เยี่ยมกว่ากลิ่นจันทน์ กฤษณา และดอกมะลิ พร้อมตรัสพระคาถาสรรเสริญกลิ่นศีลว่าเป็นกลิ่นเยี่ยมยอดไม่มีสิ่งใดเทียบได้
  24. หน้า ๑๒๑–๑๒๙ เรื่องถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ — ท้าวสักกะแปลงกายถวายทาน พระมหากัสสปออกจากนิโรธสมาบัติ ๗ วันแล้วปฏิเสธบิณฑบาตจากนางอัปสร ๕๐๐ นาง เพราะตั้งใจสงเคราะห์คนยากไร้ก่อน ท้าวสักกะจึงแปลงกายเป็นช่างหูกชราพร้อมนางสุชาดาลวงถวายบิณฑบาตแทน เมื่อพระเถระทราบความจริงจึงห้ามท้าวสักกะไม่ให้ลวงถวายอีก ท้าวสักกะเปล่งอุทานชื่นชมทานที่ตั้งไว้ดีแล้วในพระมหากัสสป พระศาสดาตรัสคาถาว่ากลิ่นศีลของผู้ทรงศีลย่อมหอมฟุ้งเหนือกลิ่นจันทน์กฤษณา จบด้วยมหาชนบรรลุอริยผล
  25. หน้า ๑๓๐–๑๓๔ เรื่องปรินิพพานของพระโคธิกเถระ — มารตามหาวิญญาณไม่พบ พระโคธิกเถระเสื่อมจากเจโตวิมุตติถึง ๖ ครั้งเพราะโรคเรื้อรัง เมื่อบรรลุครั้งที่ ๗ จึงตัดสินใจนำศัสตรามาปลงชีวิตเพราะกลัวคติไม่แน่นอน มารรู้เจตนาจึงทูลขอให้พระศาสดาทรงห้ามไว้ แต่พระศาสดาตรัสว่าท่านปรินิพพานแล้วด้วยการถอนตัณหาได้สำเร็จ มารจึงแปลงเป็นควันและก้อนเมฆตามหาวิญญาณของท่านในทุกทิศแต่ไม่พบ เพราะท่านสิ้นเชื้อไม่มีปฏิสนธิอีก ตรัสคาถาว่ามารย่อมไม่พบทางของท่านผู้มีศีลสมบูรณ์ พ้นวิเศษแล้วด้วยปัญญา
  26. หน้า ๑๓๕–๑๔๑ เรื่องครหทินน์ (ตอนต้น) — สิริคุตต์วางกับดักหลุมคูถแก่นิครนถ์ สิริคุตต์อุบาสกกับครหทินน์สาวกนิครนถ์เป็นเพื่อนสนิทกัน ครหทินน์มักชวนสิริคุตต์ให้เลิกนับถือพระพุทธเจ้าหันไปนับถือนิครนถ์ สิริคุตต์จึงลวงเชิญนิครนถ์ ๕๐๐ รูปมาเลี้ยงโดยขุดหลุมคูถซ่อนใต้อาสนะ เมื่อนิครนถ์นั่งพร้อมกันก็พลัดตกหลุมถูกไล่ตีจนอับอาย ครหทินน์โกรธนำเรื่องไปฟ้องพระราชาแต่กลับถูกปรับสินไหมเอง สุดท้ายทั้งสองคืนดีกัน และครหทินน์ก็เตรียมนิมนต์พระศาสดามาเพื่อแก้แค้นบ้าง
  27. หน้า ๑๔๒–๑๔๙ เรื่องครหทินน์ (ตอนปลาย) — ดอกบัวผุดขึ้นจากหลุมถ่านเพลิง ครหทินน์เตรียมหลุมถ่านเพลิงร้อนแรงซ่อนใต้อาสนะหวังให้พระพุทธเจ้าและภิกษุ ๕๐๐ รูปตกลงไป แต่พระศาสดาทรงทราบล่วงหน้าด้วยพุทธญาณว่าจะมีดอกบัวผุดขึ้นรองรับ เมื่อเสด็จเหยียบหลุมจึงมีดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นแทนถ่านเพลิงจริง ครหทินน์เลื่อมใสจนตุ่มเปล่าที่หลอกไว้กลับเต็มไปด้วยอาหารจริง พระศาสดาตรัสคาถาเปรียบสาวกพระพุทธเจ้าเหมือนดอกบัวหอมที่เกิดในกองหยากเยื่อ ย่อมไพโรจน์เหนือปุถุชนผู้มืดบอด ทั้งครหทินน์และสิริคุตต์บรรลุโสดาปัตติผล
  28. หน้า ๑๕๐–๑๕๒ พระคาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ — ว่าด้วยลักษณะคนพาล รวมพระคาถาธรรมบทพาลวรรคที่ ๕ จำนวน ๑๕ บท ว่าด้วยลักษณะและผลกรรมของคนพาล เช่น คนพาลเดือดร้อนเพราะยึดติดทรัพย์บุตรว่าเป็นของตน คนพาลนั่งใกล้บัณฑิตก็ไม่รู้ธรรมเหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง คนพาลเห็นบาปเป็นดังน้ำผึ้งจนกว่าบาปจะให้ผล และภิกษุผู้พาลมักปรารถนาลาภยศความยกย่องจนริษยาและมานะเจริญ เป็นบทนำก่อนเข้าสู่อรรถกถาขยายความแต่ละคาถาในหน้าถัดไป
  29. หน้า ๑๕๓–๑๖๑ เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง (ตอนต้น) — พระราชาปเสนทิโกศลหลงรักหญิงมีสามี พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นภรรยาของชายยากไร้แล้วหลงรัก จึงเรียกสามีนางมารับใช้ใกล้ชิดหวังหาช่องกำจัด แล้วสั่งให้ไปเก็บดอกบัวและดินสีอรุณจากแดนไกลให้ทันเย็นนั้น ชายผู้นั้นอุทิศส่วนบุญจากภัตที่ให้ทานระหว่างทางแก่พญานาคจนได้ของกลับมาทัน แต่ประตูเมืองถูกปิดเสียก่อนจึงต้องไปพึ่งวัด คืนนั้นพระราชาได้ยินเสียงประหลาด "ทุ สะ นะ โส" จากสัตว์นรกโลหกุมภี ปุโรหิตทูลให้บูชายัญเพื่อแก้เคราะห์ จึงสั่งจับสัตว์และคนจำนวนมากเตรียมฆ่าบูชายัญ
  30. หน้า ๑๖๒–๑๖๖ เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง (ตอนกลาง) — พระนางมัลลิกาทรงห้ามบูชายัญ พระนางมัลลิกาทรงทราบเรื่องพระราชาจะบูชายัญสัตว์และคนจำนวนมาก จึงตำหนิว่าไม่ควรเชื่อพราหมณ์อันธพาลและพาไปเข้าเฝ้าพระศาสดา พระพุทธองค์ตรัสว่าเสียงนั้นเป็นเสียงสัตว์นรกโลหกุมภีสี่ตนที่เคยเป็นเศรษฐีบุตรทำปรทาริกกรรมสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ไม่เกี่ยวกับอันตรายของพระราชาแต่อย่างใด พระศาสดาตรัสคาถา "ทีฆา ชาครโต รตฺติ" เปรียบราตรีของผู้ตื่นอยู่ โยชน์ของผู้เหนื่อยล้า และสังสารวัฏของคนพาลว่ายาวนานเสมอกัน พระราชาสำนึกและปล่อยสัตว์ทั้งหมด
  31. หน้า ๑๖๗–๑๗๓ เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง (ตอนท้าย) — ชาดกพระนางมัลลิกาช่วยชีวิตกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ พระศาสดาทรงเล่าชาดกว่าพระนางมัลลิกาเคยช่วยชีวิตคนมาแล้วในอดีต เมื่อครั้งเป็นพระนางธัมมทินนา มเหสีกษัตริย์น้อยที่ถูกพระราชาผู้พิชิตทิ้งไว้ พระราชาองค์นั้นเคยบนบานเทวดาว่าจะบูชายัญด้วยเลือดกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ เทวดาลวงให้นำพระนางธัมมทินนามาเข้าเฝ้า พระนางแสดงธรรมด้วยเรื่องกรรมจากการฆ่าแม่แพะเพียงตัวเดียวที่ยังต้องชดใช้ในนรก จนพระราชาสำนึกปล่อยกษัตริย์ทั้งหมด พระศาสดาทรงสรุปว่าพระราชาคือปเสนทิโกศล พระนางธัมมทินนาคือมัลลิกา เทวดาคือพระองค์เอง ปิดท้ายด้วยคาถาสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์
  32. หน้า ๑๗๔–๑๗๗ เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ (เริ่มเรื่อง ยังไม่จบ) สัทธิวิหาริกสองรูปของพระมหากัสสปเถระ รูปหนึ่งทำวัตรจริงแต่อีกรูปมักอ้างว่าตนทำแทน จนถูกจับได้เรื่องน้ำอาบที่ไม่ได้เตรียมจริงจึงอับอาย ต่อมาภิกษุรูปที่ขี้เกียจไปขอภัตตาหารจากอุปัฏฐากของพระเถระเองแล้วยักยอกผ้าที่พระเถระได้มา เมื่อถูกพระเถระตักเตือนเรื่องการขอ (วิญญัติ) จึงโกรธแค้นเผาบรรณศาลาของพระเถระแล้วหนีไป ตายไปเกิดในอเวจีมหานรก พระศาสดาตรัสว่าภิกษุรูปนี้เคยโกรธและประทุษร้ายผู้มีคุณมาแล้วในอดีตชาติเช่นกัน เรื่องราวและชาดกยังไม่จบ ต่อในหน้าถัดไปของ chunk ถัดไป
  33. หน้า ๑๗๘–๑๘๑ เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระผู้อิจฉาแล้วเผากุฏิ กับชาดกนกขมิ้นสอนเรื่องคบมิตรพาล สัทธิวิหาริกสองรูปของพระมหากัสสปเถระ รูปหนึ่งอุปัฏฐากด้วยความเคารพจริง อีกรูปชอบอวดอ้างว่าตนทำแทน เมื่อถูกจับได้เรื่องหลอกลวงเกี่ยวกับน้ำอุ่นและถูกท่านตักเตือนเรื่องรับอาหารด้วยการขอ ก็โกรธเผากุฏิท่านแล้วหนีไป ตายไปเกิดในอเวจี พระศาสดาตรัสชาดกว่าในอดีตภิกษุนี้เคยเป็นลิงทำลายรังนกขมิ้นเพราะถูกติเตียนเช่นกัน แล้วตรัสคาถาสอนว่าหากไม่พบสหายที่ดีกว่าหรือเสมอตน ควรเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะคนพาลไม่อาจเป็นสหายที่แท้จริงได้
  34. หน้า ๑๘๒–๑๘๖ เรื่องอานนทเศรษฐีผู้สอนบุตรให้ตระหนี่ ตายแล้วไปเกิดเป็นคนจัณฑาลเพราะความยึดติดในทรัพย์ เศรษฐีชื่ออานนท์มีทรัพย์มากแต่ตระหนี่ สอนบุตรมูลสิริไม่ให้ใช้ทรัพย์เดิม ให้หาทรัพย์ใหม่เพิ่มเสมอ เมื่อตายไปโดยไม่บอกขุมทรัพย์แก่บุตร กลับไปเกิดในครรภ์หญิงจัณฑาล เติบโตอย่างยากไร้พิกลพิการ จนวันหนึ่งเที่ยวขอทานมาถึงเรือนเดิมของตนแต่ถูกขับไล่ พระศาสดาทรงเปิดเผยความจริงแก่มูลสิริและให้บิดาบอกขุมทรัพย์แก่บุตร แล้วตรัสสอนว่าคนพาลเดือดร้อนเพราะยึดว่า 'บุตรของเรา ทรัพย์ของเรา' ทั้งที่แม้ตนเองก็ไม่ใช่ของตนอย่างแท้จริง
  35. หน้า ๑๘๗–๑๘๙ เรื่องโจรสองสหายผู้ทำลายปม สอนว่าผู้รู้ตัวว่าโง่ย่อมมีทางเป็นบัณฑิตได้ ต่างจากผู้โง่ที่หลงคิดว่าตนฉลาด โจรสองสหายไปฟังธรรมที่พระเชตวัน คนหนึ่งตั้งใจฟังจนบรรลุโสดาปัตติผล อีกคนมัวมองหาทรัพย์จะขโมยและได้เงินที่ขอดชายผ้าคนหนึ่งไป เมื่อทรัพย์นั้นใช้ได้ผลในเรือนโจร แต่ไม่เกิดผลในเรือนโจรผู้เป็นโสดาบัน ภรรยาโจรจึงเยาะเย้ยว่าโสดาบันโง่เกินไปจนหาเลี้ยงเรือนไม่ได้ พระศาสดาตรัสสอนว่าผู้ใดรู้ตัวว่าโง่ยังพอเป็นบัณฑิตได้บ้าง แต่ผู้ที่โง่แล้วยังหลงว่าตนฉลาดต่างหากที่เป็นคนโง่แท้จริง
  36. หน้า ๑๙๐–๑๙๑ เรื่องพระอุทายีเถระผู้ตอบปัญหาไม่ได้ สอนว่าคนพาลอยู่ใกล้บัณฑิตทั้งชีวิตก็ไม่อาจรู้ธรรมได้ เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง พระอุทายีเถระนั่งบนธรรมาสน์ของพระเถระผู้ใหญ่หลังท่านจากไป ภิกษุอาคันตุกะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระมหาเถระผู้แตกฉาน จึงถามปัญหาเรื่องขันธ์เป็นต้น แต่ท่านตอบไม่ได้เลย ถูกติเตียนว่าอยู่ร่วมกับพระพุทธเจ้าแต่ไม่รู้ธรรม พระศาสดาตรัสสอนว่าคนพาลแม้อยู่ใกล้บัณฑิตตลอดชีวิตก็ไม่อาจซึมซับธรรมได้ เปรียบเหมือนทัพพีที่คนแกงอยู่นานเพียงใดก็ไม่มีวันรู้รสแกงนั้นเอง
  37. หน้า ๑๙๒–๑๙๓ เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐ รูปบรรลุอรหัตอย่างรวดเร็ว ด้วยอุปนิสัยเดิมจากชาติที่เคยฟังธรรมของสุกรตุณฑิละ สหาย ๓๐ คนออกบวชเป็นเอหิภิกขุ สมาทานธุดงค์ ๑๓ ประพฤติมานาน จนฟังอนมตัคคธรรมเทศนาแล้วบรรลุพระอรหัตทันทีบนอาสนะ ภิกษุทั้งหลายพากันอัศจรรย์ใจ พระศาสดาตรัสว่าในอดีตชาติภิกษุเหล่านี้เคยฟังธรรมของสุกรชื่อมหาตุณฑิละในตุณฑิลชาดกแล้วรู้แจ้งฉับพลันสมาทานศีลห้ามาก่อน อุปนิสัยนั้นจึงส่งผลให้บรรลุธรรมเร็วในชาตินี้ ทรงสอนว่าผู้มีปัญญาเข้าใกล้บัณฑิตแม้เพียงครู่เดียวก็รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นที่รู้รสอาหารทันที
  38. หน้า ๑๙๔–๑๙๘ เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วถูกท้าวสักกะทดลองให้ปฏิเสธพระรัตนตรัยแลกทรัพย์ แต่ยืนยันอริยทรัพย์ ๗ ประการ สุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนฟังธรรมท้ายบริษัทจนบรรลุโสดาปัตติผล ท้าวสักกะแปลงกายทดลองเสนอทรัพย์มหาศาลแลกกับการปฏิเสธพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สุปปพุทธะปฏิเสธอย่างมั่นคงว่าตนมีอริยทรัพย์ ๗ คือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญา จึงไม่ใช่คนขัดสน หลังกราบทูลคุณที่ได้รับแด่พระศาสดาแล้วเดินทางกลับ ถูกแม่โคขวิดสิ้นชีวิต พระศาสดาทรงเล่าบุรพกรรมว่าเคยฆ่าหญิงแพศยาร่วมกับสหายในอดีตชาติ จึงตรัสสอนว่าคนพาลมีตนเป็นดังศัตรู เที่ยวทำกรรมชั่วซึ่งให้ผลเผ็ดร้อนแก่ตนเอง
  39. หน้า ๑๙๙–๒๐๓ เรื่องชาวนาถูกกล่าวหาเป็นโจรเพราะเก็บถุงทรัพย์ที่โจรทำตกในนา รอดพ้นโทษประหารด้วยคำพยานของพระพุทธเจ้า โจรเข้าไปลักทรัพย์ในตระกูลมั่งคั่งแล้วทำถุงทรัพย์พันหนึ่งตกในนาของชาวนาคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว พระศาสดาทรงเล็งเห็นด้วยญาณว่าชาวนาจะถูกจับผิดฐานเป็นโจร จึงเสด็จไปที่นาพร้อมพระอานนท์ ตรัสเป็นปริศนาว่าเห็น 'อสรพิษ' ที่จุดถุงทรัพย์ตก ชาวนาไม่เข้าใจ กลับไปเก็บทรัพย์ซ่อนไว้จนถูกจับได้และถูกนำไปประหาร แต่รอดพ้นเพราะอ้างคำพระศาสดาเป็นพยาน พระราชาไปทูลถามจนความจริงกระจ่าง พระศาสดาตรัสสอนว่ากรรมใดทำแล้วต้องเดือดร้อนภายหลังจนร้องไห้ กรรมนั้นบัณฑิตไม่ควรทำ
  40. หน้า ๒๐๔–๒๑๒ เรื่องนายสุมนมาลาการผู้สละชีวิตบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้ของพระราชา ดอกไม้ลอยเป็นเพดานปาฏิหาริย์รอบพระวรกาย นายมาลาการถวายดอกมะลิแด่พระเจ้าพิมพิสารทุกวัน วันหนึ่งพบพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตด้วยพุทธานุภาพยิ่งใหญ่ เกิดศรัทธาจึงเสี่ยงชีวิตนำดอกไม้ของพระราชาไปบูชาพระศาสดาแทน ดอกไม้ลอยเป็นเพดานและม่านล้อมพระวรกายทั้งสี่ทิศอย่างอัศจรรย์ ภรรยาไม่พอใจนำเรื่องไปฟ้องพระราชา แต่พระราชากลับพอพระทัยพระราชทานรางวัลใหญ่ พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่าเขาจะไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัปและจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธะในอนาคต ทรงสอนว่ากรรมที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง มีแต่ความอิ่มใจ ชื่อว่าเป็นกรรมดี
  41. หน้า ๒๑๓–๒๑๗ เรื่องพระอุบลวรรณาเถรีผู้บรรลุอรหัตด้วยเตโชกสิณ แล้วถูกลูกพี่ลูกน้องข่มขืนขณะอยู่ป่า เป็นเหตุให้ทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า อุบลวรรณาเกิดในตระกูลเศรษฐี บวชตามคำแนะนำบิดาเพื่อหลีกเลี่ยงการแย่งชิงสู่ขอ บรรลุพระอรหัตจากการเพ่งเปลวประทีปเป็นอารมณ์ ต่อมาขณะพำนักในป่าอันธวัน นันทมาณพผู้หลงรักท่านมาแต่ครั้งเป็นคฤหัสถ์ลอบเข้าไปข่มขืนท่านจนสำเร็จ แผ่นดินแยกออกรับเขาไปเกิดในอเวจีทันที พระศาสดาทรงแสดงว่าพระขีณาสพไม่ยินดีในกามเปรียบดังหยาดน้ำไม่ติดใบบัว และทรงให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างที่พักภิกษุณีในเมืองเพื่อป้องกันภัยเช่นนี้ไม่ให้เกิดซ้ำอีก
  42. หน้า ๒๑๘–๒๓๑ เรื่องชัมพุกาชีวกผู้เปลือยกายกินอุจจาระถอนผมนาน ๕๕ ปีหลอกลวงมหาชนว่าบำเพ็ญตบะ พระศาสดาเสด็จโปรดจนบรรลุอรหัตในคืนเดียว ชัมพุกะเคยด่าพระอรหันต์ด้วยอักโกสวัตถุ ๔ ตายไปไหม้ในอเวจีนาน แล้วเกิดเป็นเด็กพิกลพิการไม่ยอมกินอาหารปกติ กินแต่อุจจาระตน จนบวชเป็นอาชีวกเปลือยกาย นอนดิน ถอนผม หลอกมหาชนว่ามีตบะกล้ากินลมได้สักการะมากนาน ๕๕ ปี พระศาสดาเสด็จไปประทับใกล้ที่อยู่เขา ท้าวมหาราช ท้าวสักกะ ท้าวมหาพรหมพากันมาบำรุงตลอดคืนจนเขาสำนึกเลื่อมใส ทรงเปิดเผยบุรพกรรมและแสดงธรรมจนบรรลุอรหัตทันที สอนว่าเจตนางดอาหารด้วยปัญญาของพระอริยะครั้งเดียว มีค่ากว่าตบะผิดทางนับร้อยปีถึง ๑๖ เท่า
  43. หน้า ๒๓๒–๒๓๔ เริ่มเรื่องอหิเปรต พระมหาโมคคัลลานะยิ้มเมื่อเห็นเปรตงูยักษ์และเล่าบุรพกรรมกากเปรตผู้ขโมยข้าวของสงฆ์ (เนื้อหายังไม่จบในหน้า ๒๓๔) พระมหาโมคคัลลานะและพระลักขณเถระลงจากเขาคิชฌกูฏเพื่อบิณฑบาต พระโมคคัลลานะเห็นอหิเปรตร่างยักษ์หัวเหมือนมนุษย์แต่ตัวเหมือนงูยาวถึง ๒๕ โยชน์มีไฟลุกทั่วร่าง จึงยิ้ม แต่รอกล่าวเหตุผลต่อหน้าพระศาสดา ระหว่างทางยังเห็นกากเปรตถูกไฟไหม้ที่ยอดเขา จึงถามบุรพกรรม กากเปรตเล่าว่าในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปเคยเป็นกาแอบจิกกินข้าวที่เตรียมถวายสงฆ์สามคำจึงต้องเสวยทุกข์นี้ เนื้อหาส่วนอหิเปรตยังไม่จบภายในหน้า ๒๓๔ ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
  44. หน้า ๒๓๕–๒๓๘ เรื่องอหิเปรต - พระโมคคัลลานะเห็นเปรตร่างงูและกากเปรต บาปกรรมเหมือนไฟในเถ้า พระมหาโมคคัลลานเถระลงจากเขาคิชฌกูฏพบอหิเปรต (เปรตร่างงูหัวมนุษย์) และกากเปรตที่ถูกไฟไหม้อยู่ จึงยิ้ม เมื่อพระศาสดาทรงเป็นพยานยืนยันว่าเปรตมีจริง จึงตรัสเล่าบุรพกรรมว่าเป็นชาวนาผู้เผาบรรณศาลาพระปัจเจกพุทธเจ้าเพราะรำคาญคนมาเหยียบนาของตน แล้วถูกมหาชนรุมทำร้ายจนตาย ต้องไหม้ในอเวจีก่อนมาเกิดเป็นเปรต ทรงเปรียบบาปกรรมเหมือนน้ำนมที่รีดใหม่ยังไม่แปรทันที และเหมือนไฟที่เถ้ากลบไว้ ซึ่งจะตามเผาผลาญคนพาลในภายหลังเสมอ
  45. หน้า ๒๓๙–๒๔๕ เรื่องสัฏฐิกูฏเปรต - ศิลปะที่ตกแก่คนพาลนำไปสู่ความฉิบหาย พระมหาโมคคัลลานเถระเห็นสัฏฐิกูฏเปรตถูกค้อนเหล็กหกหมื่นอันตกทับศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระศาสดาทรงเล่าบุรพกรรมว่าเคยเป็นบุรุษเปลี้ยผู้ชำนาญการดีดก้อนกรวดจนได้ลาภยศจากพระราชา ต่อมามีศิษย์มาขอเรียนศิลปะแล้วนำไปทดลองดีดพระปัจเจกพุทธเจ้าจนมรณภาพ ศิษย์ถูกมหาชนรุมประหารชีวิต ต้องไหม้ในอเวจีแล้วมาเกิดเป็นเปรต ทรงสรุปว่าศิลปะหรืออำนาจเมื่อตกอยู่ในมือคนพาลย่อมนำไปสู่ความฉิบหายแก่ตนเองเสมอ
  46. หน้า ๒๔๖–๒๕๒ เรื่องพระสุธรรมเถระ (ตอนต้น) - จิตตคฤหบดีถวายวัด พระสุธรรมเถระโกรธและด่าคฤหบดี จิตตคฤหบดีในมัจฉิกาสัณฑนครถวายอุทยานอัมพาฏกวันเป็นสังฆาราม ต่อมาฟังธรรมจากพระสารีบุตรจนบรรลุอนาคามิผล จึงนิมนต์พระอัครสาวกพร้อมภิกษุพันรูปมารับภิกษาที่เรือน แต่นิมนต์พระสุธรรมเถระเจ้าอาวาสภายหลัง ทำให้ท่านโกรธและกล่าวเสียดสีคฤหบดีเรื่องขนมแดกงา สงฆ์จึงลงปฏิสารณียกรรมให้ไปขอขมา พระศาสดาทรงสอนว่าสมณะไม่ควรมีมานะและริษยาหวงวิหารหรืออุปัฏฐากของตนเป็นสมบัติส่วนตัว
  47. หน้า ๒๕๓–๒๕๘ เรื่องพระสุธรรมเถระ (ตอนปลาย) - บรรลุอรหัต จิตตคฤหบดีเฝ้าพระศาสดาพร้อมปาฏิหาริย์ พระสุธรรมเถระขอขมาคฤหบดีตามพระโอวาทแล้วบรรลุพระอรหัตในไม่กี่วัน ฝ่ายจิตตคฤหบดีเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาพร้อมบริวารสามพันคนและเกวียน 500 เล่ม โดยมีเทวดาคอยบำรุงเสบียงตลอดทางจนของที่นำมาไม่พร่องเลย เมื่อถึงเกิดปาฏิหาริย์ฝนดอกไม้ทิพย์ตก ถวายทานหนึ่งเดือนโดยไม่ต้องแตะเสบียงของตน ขากลับเกวียนเปล่ากลับเต็มด้วยรัตนะ 7 ประการ เหตุเพราะบุรพกรรมที่เคยถวายอาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยศรัทธาในชาติก่อน
  48. หน้า ๒๕๙–๒๖๗ เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ (บุรพกรรมและวัยเด็ก) - ทารกผู้ได้ชื่อ 4 ชื่อจากอานุภาพทาน พราหมณ์ยากจนถวายข้าวปายาสมื้อเดียวแด่พระสารีบุตรด้วยศรัทธาเต็มที่ก่อนตาย แล้วไปถือปฏิสนธิในครรภ์ตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรที่สาวัตถี มารดาแพ้ท้องอยากถวายสงฆ์และนุ่งห่มผ้ากาสาวะ เมื่อคลอดทารกยึดผ้ากัมพลราคาแสนบริจาคทานตั้งแต่แบเบาะ ได้ชื่อว่าปิณฑปาตทายกติสสะและกัมพลทายกติสสะ เพราะบวชแล้วได้บิณฑบาตและผ้ากัมพลนับพันในเวลาไม่กี่วัน ด้วยอานุภาพแห่งทานที่เคยถวายไว้เพียงเล็กน้อยในชาติก่อน
  49. หน้า ๒๖๘–๒๗๙ เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ (ออกป่าบำเพ็ญสมณธรรม) - พระสาวก 4 หมื่นรูปไปเยี่ยมสามเณรรูปเดียว สามเณรติสสะเบื่อการรบกวนของหมู่ญาติจึงทูลขอกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้วเดินทางไกล 120 โยชน์ไปบำเพ็ญเพียรในป่า ได้รับฉายาวนวาสีติสสะ และบรรลุพระอรหัตภายใน 3 เดือน เมื่อพระสารีบุตรทราบข่าวจึงพาพระอสีติมหาสาวกพร้อมบริวารรวมสี่หมื่นรูปไปเยี่ยม พระศาสดาเสด็จตามไปด้วย ตรัสสอนเรื่องน้ำตาของสัตว์ผู้เศร้าโศกที่มากกว่าน้ำในมหาสมุทร และแผ่นดินที่ไม่เคยปราศจากซากสัตว์ตาย พร้อมแทรกเกร็ดปรินิพพานของพระอานนท์กลางแม่น้ำโรหิณีเพื่อระงับข้อพิพาทของชาวสองฝั่งเมือง
  50. หน้า ๒๘๐–๒๘๒ บทสรุปเรื่องวนวาสีติสสเถระ - แยกข้อปฏิบัติเพื่อลาภกับข้อปฏิบัติสู่นิพพาน พระศาสดาทรงแยกแยะว่าข้อปฏิบัติที่มุ่งหาลาภสักการะ เช่น อยู่ป่าเพื่อหวังชื่อเสียง ต่างจากข้อปฏิบัติที่มุ่งสู่พระนิพพานอย่างสิ้นเชิง ภิกษุผู้หวังลาภอาจต้องเสแสร้งหรือคดโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งของถวาย ส่วนผู้มุ่งนิพพานควรละเว้นสักการะที่ไม่ชอบธรรมและเจริญวิเวกสามระดับคือกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวกอันเป็นพระนิพพาน เพื่อบรรลุจุดหมายที่แท้จริง ปิดท้ายด้วยการจบพาลวรรคที่ 5 ทั้งวรรค
  51. หน้า ๒๘๓–๒๘๕ คาถาธรรมบท บัณฑิตวรรคที่ 6 - บทประพันธ์ 11 คาถาว่าด้วยลักษณะบัณฑิต เป็นชุดพระคาถา 11 บทเปิดวรรคใหม่ (บัณฑิตวรรค) ว่าด้วยลักษณะและวิธีปฏิบัติของบัณฑิต เช่น ควรคบผู้ชี้โทษดุจผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบกัลยาณมิตรและเว้นบาปมิตร ควรฝึกตนดุจช่างศรดัดลูกศรหรือช่างถากไม้ ไม่หวั่นไหวต่อนินทาสรรเสริญดุจภูเขาหินแท่งเดียว มีใจผ่องใสดุจห้วงน้ำลึกที่ไม่ขุ่นมัว ไม่ทำบาปเพื่อตนเองหรือผู้อื่น และควรละธรรมดำเจริญธรรมขาวเพื่อบรรลุความหมดจดจากกิเลสโดยสมบูรณ์จนเป็นพระขีณาสพ
  52. หน้า ๒๘๖–๒๙๑ เรื่องพระราธเถระ (เริ่มเรื่อง) - พราหมณ์ยากจนผู้พระสารีบุตรระลึกคุณจึงรับบวชให้ เริ่มวรรณนาบัณฑิตวรรคด้วยเรื่องพระราธเถระ ผู้เคยเป็นพราหมณ์ยากจนในสาวัตถีที่มาอาศัยทำงานรับใช้ภิกษุในวัดแต่ไม่มีใครยอมบวชให้จนซูบผอม พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหันต์ในตัวเขาจึงประชุมสงฆ์ถามหาผู้ระลึกคุณพราหมณ์นี้ พระสารีบุตรระลึกได้ว่าเคยรับภิกษาทัพพีหนึ่งจากพราหมณ์นี้ จึงรับเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ ท่านเป็นศิษย์ที่ว่าง่ายรับโอวาทโดยไม่โกรธเลย ปฏิบัติตามคำสอนเพียง 2-3 วันก็บรรลุพระอรหัต (เรื่องดำเนินต่อในหน้าถัดไปด้วยอลีนจิตตชาดกและคาถาเรื่องนิธีนํว ปวตฺตารํ)
  53. หน้า ๒๙๒ เรื่องพระราธเถระ: พราหมณ์ยากไร้ผู้บวชแล้วเป็นผู้ว่าง่ายจนบรรลุพระอรหัตในไม่กี่วัน ราธพราหมณ์ยากจนอาศัยรับใช้ภิกษุแต่ไม่มีผู้ยอมบวชให้ จนพระสารีบุตรระลึกถึงบุญคุณที่เคยได้รับภิกษาทัพพีหนึ่งจึงบวชให้ ราธะเป็นศิษย์ว่าง่าย ยอมรับคำตักเตือนโดยไม่โกรธ จึงบรรลุอรหัตภายในไม่กี่วัน พระศาสดาตรัสสอนว่าภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายอย่างราธะ และควรเห็นผู้ชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ทรงแสดงคาถา นิธีนํว ปวตฺตารํ สรรเสริญคุณของการคบบัณฑิตผู้กล่าวติเตียนด้วยความหวังดี
  54. หน้า ๒๙๓–๒๙๕ เรื่องภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะ: ภิกษุพาลที่กิฏาคีรีถูกลงปัพพาชนียกรรม ภิกษุ ๒ รูปพร้อมบริวาร ๕๐๐ รูปที่กิฏาคีรีประพฤตินอกลู่นอกทาง ปลูกต้นไม้เอง ทำกรรมประทุษร้ายตระกูล จนที่พำนักไม่เป็นที่สงบของภิกษุดี พระศาสดาส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปตักเตือน ผู้ไม่เชื่อฟังถูกขับออกจากหมู่ ผู้เชื่อฟังได้รับการสั่งสอนต่อไป ทรงแสดงว่าผู้ว่ากล่าวห้ามปรามจากอกุศลธรรมย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษ แม้จะไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษก็ตาม
  55. หน้า ๒๙๖–๒๙๘ เรื่องพระฉันนเถระ: ภิกษุผู้ถือตัวจากอดีตข้าราชบริพารถูกสั่งลงพรหมทัณฑ์ พระฉันนะถือตัวว่าเคยตามเสด็จเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช จึงด่าว่าพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไม่ใช่อัครสาวกที่แท้จริง แม้พระศาสดาตักเตือนถึง ๓ ครั้งก็ยังไม่เชื่อฟัง ทรงสอนว่าไม่ควรคบมิตรชั่วควรคบกัลยาณมิตร ก่อนปรินิพพานทรงสั่งให้ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนะ เมื่อถูกลงโทษจริงพระฉันนะเสียใจล้มสลบถึง ๓ ครั้ง สำนึกและบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหัตในที่สุด
  56. หน้า ๒๙๙–๓๑๗ เรื่องพระมหากัปปินเถระ: พระราชาผู้สละราชสมบัติออกผนวชทันทีที่ได้ยินข่าวพระรัตนตรัยอุบัติ อดีตชาติพระมหากัปปินะเคยเป็นหัวหน้าช่างหูกผู้ถวายที่พักแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าพันองค์ ชาตินี้เป็นพระเจ้ามหากัปปินะ เมื่อทรงทราบข่าวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อุบัติจากปากพ่อค้า ทรงสละราชสมบัติพร้อมอำมาตย์พันคนเสด็จออกผนวชทันที ทรงข้ามแม่น้ำด้วยอานุภาพแห่งการระลึกถึงพระรัตนตรัยจนน้ำไม่เปียกกีบม้า พระเทวีอโนชาและบริวารตามเสด็จออกบวชเช่นกันจนบรรลุธรรมทุกคน พระองค์เปล่งอุทานว่า สุขหนอ ด้วยปีติในธรรม มิใช่สุขทางกามหรือราชสมบัติ
  57. หน้า ๓๑๘–๓๓๒ เรื่องมหาทุคตะ: ยาจกยากไร้ที่ตั้งใจถวายทานแด่พระพุทธเจ้าจนได้เป็นเศรษฐี มหาทุคตะยากจนแต่ตั้งใจถวายภิกษาแก่ภิกษุสักรูปหนึ่งตามคำชักชวน ทำงานรับจ้างจนได้ข้าวสารและปลามาเป็นไทยธรรม ท้าวสักกะแปลงกายมาช่วยจัดอาหารให้ พระพุทธเจ้าเสด็จรับบิณฑบาตด้วยพระองค์เองถึงเรือน หลังถวายทานเรือนของเขาเต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ พระราชาทรงตั้งเขาเป็นเศรษฐี เรื่องนี้แสดงอานิสงส์ของทานเล็กน้อยที่ถวายด้วยศรัทธาแท้จริง ก่อนเชื่อมโยงถึงการเกิดใหม่เป็นเด็กชายผู้ได้นามว่า หนูบัณฑิต ผู้บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๗ ขวบ
  58. หน้า ๓๓๓–๓๔๐ เรื่องสามเณรบัณฑิต: อุปมาคนไขน้ำ ช่างศร ช่างถากไม้ สู่การบรรลุอรหัตในวันที่แปดของการบวช สามเณรบัณฑิตอายุ ๗ ขวบ ระหว่างเดินตามพระอุปัชฌาย์บิณฑบาตเห็นคนไขน้ำ ช่างศรดัดลูกศร ช่างถากไม้ทำล้อเกวียน จึงคิดว่าสิ่งไม่มีจิตยังถูกบังคับให้เป็นไปตามต้องการได้ คนมีจิตย่อมฝึกตนได้ยิ่งกว่า จึงขอกลับไปเจริญสมณธรรม ท้าวสักกะและเทพช่วยรักษาความสงบถึงกับหยุดพระอาทิตย์พระจันทร์ไว้ สามเณรบรรลุอรหัตก่อนฉันภัตในวันที่แปดแห่งการบวช พระศาสดาตรัสคาถาว่าบัณฑิตย่อมฝึกตนดังผู้ชำนาญงานฝึกวัตถุแต่ละอย่างให้เป็นไปตามประสงค์
  59. หน้า ๓๔๑–๓๔๒ เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ: พระอรหันต์รูปเตี้ยผู้ไม่หวั่นไหวแม้ถูกล้อเลียน พระลกุณฏกภัททิยเถระมีรูปร่างเล็กเตี้ยจนถูกสามเณรและภิกษุหนุ่มล้อเลียน ดึงหูจับจมูกเล่นอยู่เสมอ ท่านไม่โกรธไม่ตอบโต้เลยเพราะเป็นพระขีณาสพ พระศาสดาตรัสว่าท่านผู้สิ้นอาสวะย่อมมั่นคงไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาหินแท่งทึบที่ไม่สะเทือนด้วยลม แม้ถูกนินทาหรือสรรเสริญอย่างไร บัณฑิตแท้ก็ไม่เอนเอียงไปตามคำเหล่านั้น
  60. หน้า ๓๔๓–๓๔๘ เรื่องมารดาของนางกาณา: หญิงผู้โกรธแค้นภิกษุจนบรรลุโสดาบันด้วยพระเมตตาของพระศาสดา นางกาณาเสียใจที่สามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่ เพราะมารดาถวายขนมที่เตรียมให้นางแก่ภิกษุ ๔ รูปซ้ำหลายครั้งจนนางกลับบ้านช้า นางจึงด่าว่าภิกษุทั้งหลายทำให้ชีวิตครองเรือนพังทลาย พระศาสดาเสด็จไปโปรดถึงเรือน ตรัสถามจนนางยอมรับว่าความผิดอยู่ที่ตนมิใช่ภิกษุ นางบรรลุโสดาปัตติผล พระราชาทรงรับนางเป็นพระธิดาบุญธรรม ทรงแสดงคาถาเปรียบบัณฑิตผู้ฟังธรรมแล้วผ่องใสดุจห้วงน้ำลึกที่ไม่มีวันขุ่นมัว
  61. หน้า ๓๔๙–๓๕๓ เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป: ทุพภิกขภัยเวรัญชากับวาโลทกชาดก พระศาสดาพร้อมภิกษุ 500 รูปจำพรรษาที่เวรัญชาในภาวะข้าวยากหมากแพง ภิกษุอดอยากแต่ไม่หวั่นไหว ต่อมาที่สาวัตถีพวกกินเดนของวัดได้อาหารประณีตกลับพากันเกเรส่งเสียงเอะอะ ต่างจากภิกษุที่ยังสงบเสงี่ยมเสมอทั้งยามอดยามอิ่ม พระศาสดาตรัสวาโลทกชาดกเปรียบว่าลาพันธุ์เลวดื่มน้ำเลวแล้วเมา แต่ม้าอาชาไนยดื่มรสเลิศกลับไม่เมา แสดงธรรมชาติของสัตบุรุษที่ไม่แสดงอาการขึ้นลงไม่ว่าจะประสบสุขหรือทุกข์
  62. หน้า ๓๕๔–๓๕๖ เรื่องพระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม: หนึ่งครอบครัวบวชบรรลุอรหัตทั้งบิดามารดาบุตร อุบาสกผู้ครองเรือนโดยชอบธรรมรอจนบุตรโตแล้วจึงออกบวชและบรรลุพระอรหัต ต่อมาบุตรก็ตามบิดาออกบวชบรรลุอรหัตเช่นกัน ฝ่ายภรรยาเดิมเห็นว่าไม่มีใครต้องพึ่งพาตนอีกแล้วจึงออกบวชเป็นภิกษุณีและบรรลุอรหัตด้วย ภิกษุทั้งหลายสรรเสริญว่าเป็นผลจากความตั้งมั่นในธรรมของบิดา พระศาสดาตรัสสอนว่าบัณฑิตไม่พึงทำบาปเพื่อตนหรือเพื่อผู้อื่น ไม่พึงปรารถนาบุตร ทรัพย์ หรือแว่นแคว้นโดยไม่ชอบธรรม แต่พึงมีศีล มีปัญญา ตั้งมั่นอยู่ในธรรมเป็นที่พึ่งแท้จริง
  63. หน้า ๓๕๗–๓๕๙ เรื่องการฟังธรรม: ผู้ถึงฝั่งมีน้อย ผู้ติดภพมีมาก ชาวสาวัตถีร่วมกันจัดฟังธรรมตลอดคืน แต่ส่วนใหญ่ทนไม่ไหว บ้างกลับบ้านเพราะใจใฝ่กาม บ้างเดินหนีเพราะโทสะ บ้างนั่งสัปหงกหลับไม่ได้ฟังจริง พระศาสดาทรงชี้ว่าสัตว์ทั้งหลายมักติดข้องอยู่ในภพอย่างดาษดื่น มีเพียงส่วนน้อยที่ก้าวข้ามไปถึงฝั่งคือพระนิพพานได้ คาถาสอนว่าผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ฟังมาเท่านั้น จึงจะล่วงพ้นบ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากยิ่งไปถึงฝั่งแห่งความหลุดพ้นได้จริง
  64. หน้า ๓๖๐–๓๖๒ เรื่องภิกษุอาคันตุกะ: ธรรมเทศนาเรื่องละธรรมดำเจริญธรรมขาว จบวรรคที่ ๖ ภิกษุ 500 รูปจากแคว้นโกศลออกพรรษาแล้วมาเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงพิจารณาจริตของแต่ละท่านแล้วแสดงธรรมให้เหมาะสม ด้วยคาถาสอนให้ละอกุศลธรรม(ธรรมดำ)เจริญกุศลธรรม(ธรรมขาว) มุ่งออกจากอาลัยสู่ธรรมอันไม่มีอาลัยคือพระนิพพาน ปรารถนาความยินดีในวิเวก ชำระจิตให้ผ่องใสจากเครื่องเศร้าหมอง อบรมจิตให้ดีในองค์แห่งโพธิ จนถึงความเป็นพระขีณาสพผู้รุ่งเรืองดับสนิทแล้วในโลก เป็นการปิดท้ายบัณฑิตวรรคและวรรคที่ ๖ ทั้งหมด
  65. หน้า ๓๖๓–๓๖๔ บทนำอรหันตวรรคที่ ๗: คาถา ๑๐ บทว่าด้วยคุณลักษณะพระอรหันต์ รวมพระคาถาธรรมบท 10 บทเปิดวรรคใหม่ ก่อนเข้าสู่การขยายความรายเรื่อง กล่าวถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์ในหลายแง่มุม เช่น ไม่มีความเร่าร้อนเพราะหลุดพ้นแล้วทุกด้าน ไม่ยินดีในที่อยู่ดุจหงส์ละเปือกตม กำหนดรู้โภชนะและมีวิโมกข์เป็นอารมณ์จนติดตามรอยได้ยากดุจนกในอากาศ มีอินทรีย์สงบเหมือนม้าฝึกดี ใจเสมอแผ่นดินไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ไม่เชื่อง่ายเพราะรู้แจ้งนิพพานด้วยตนเอง และไม่ว่าจะอยู่ที่ใดย่อมเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์เสมอ
  66. หน้า ๓๖๕–๓๖๘ เรื่องหมอชีวก: พระบาทห้อเลือดจากพระเทวทัตและความเร่าร้อนที่ดับสนิท พระเทวทัตกลิ้งหินหมายปลงพระชนม์พระศาสดา สะเก็ดหินกระเด็นถูกพระบาทจนห้อเลือด หมอชีวกมาพันแผลรักษาแต่ติดธุระจนกลับเข้าวังไม่ทัน ต้องฝากให้พระอานนท์แก้ผ้าพันแผลตามเวลาที่นัดไว้ แผลหายสนิทราวกับไม่เคยมีบาดแผล เมื่อหมอชีวกทูลถามว่ายังทรงเจ็บปวดอยู่หรือไม่ พระศาสดาตรัสว่าความเร่าร้อนทั้งปวงของพระองค์ได้สงบราบคาบไปแล้วตั้งแต่ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ทรงหมายถึงความเร่าร้อนทางจิตใจซึ่งพระขีณาสพผู้หลุดพ้นแล้วในทุกด้านย่อมไม่มีอีกต่อไป
  67. หน้า ๓๖๙–๓๗๓ เรื่องพระมหากัสสปเถระ: ไม่ข้องในตระกูลดุจพระยาหงส์ไม่ข้องในเปือกตม เมื่อพระศาสดาจะเสด็จจาริก ภิกษุบางรูปตำหนิพระมหากัสสปที่เตรียมจีวรออกเดินทางด้วย โดยกล่าวหาว่าท่านคงไม่ยอมละทิ้งญาติและอุปัฏฐากจำนวนมากในเมืองไปได้จริง แต่พระศาสดากลับรับสั่งให้พระเถระอยู่เฝ้าวิหารแทน ทำให้คำครหากลายเป็นจริงในทางตรงข้าม พระองค์ทรงเฉลยว่าพระมหากัสสปไม่เคยข้องในตระกูล ปัจจัย หรือที่อยู่เลย ดุจพระยาหงส์ที่ร่อนหากินในเปือกตมแล้วบินจากไปโดยไม่อาลัย ทั้งยังตรัสเล่าบุรพจริตที่ท่านตั้งความปรารถนานี้ไว้ตั้งแต่ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
  68. หน้า ๓๗๔–๓๗๖ เรื่องพระเพฬัฏฐสีสเถระ: ที่มาของสิกขาบทห้ามสั่งสมอาหาร พระเถระเก็บข้าวตากที่บิณฑบาตได้ไว้ฉันยามต้องการแทนที่จะออกแสวงหาบิณฑบาตซ้ำทุกวัน ด้วยเห็นว่าการเที่ยวหาอาหารบ่อยครั้งเป็นทุกข์ ภิกษุอื่นเห็นแล้วติเตียนว่าสั่งสมอาหารไว้เกินควร ความทราบถึงพระศาสดาจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามสั่งสมอาหารสำหรับภิกษุในภายหลัง แต่ตรัสยืนยันว่าการกระทำของพระเถระเองไม่มีโทษเพราะทำด้วยความมักน้อยก่อนมีการบัญญัติสิกขาบท คาถาสรุปว่าคติของผู้ไม่สั่งสม กำหนดรู้โภชนะ และมีวิโมกข์เป็นอารมณ์นั้น ติดตามรู้ได้ยากดุจทางไปของนกในอากาศ
  69. หน้า ๓๗๗–๓๘๐ เรื่องพระอนุรุทธเถระ: ผ้าทิพย์จากอดีตภรรยาและงานทำจีวรครั้งใหญ่ พระอนุรุทธจีวรเก่าจึงแสวงหาผ้าบังสุกุลจากกองขยะ อดีตภรรยาซึ่งไปเกิดเป็นเทพธิดาชาลินีแอบนำผ้าทิพย์มาซุกไว้ให้ท่านพบเองโดยไม่รู้ที่มา วันทำจีวรพระศาสดาพร้อมพระเถระผู้ใหญ่ 80 รูปมาช่วยกันเย็บ เทวดายังชักชวนชาวบ้านนำอาหารมาถวายจนภิกษุ 500 รูปฉันไม่หมด ภิกษุบางรูปครหาว่าท่านโอ้อวดให้เห็นว่ามีอุปัฏฐากมาก พระศาสดาทรงแก้ว่าพระขีณาสพไม่เคยพูดเรื่องปัจจัยสี่เลย บิณฑบาตทั้งหมดนี้เกิดจากอานุภาพของเทวดาต่างหาก
  70. หน้า ๓๘๑–๓๘๓ เรื่องพระมหากัจจายนเถระ: อินทรีย์สงบเป็นที่รักของเทวดา ในวันปวารณา พระเถระผู้ใหญ่พากันเว้นที่นั่งไว้ให้พระมหากัจจายนะแม้ท่านจะมาจากแคว้นไกล เมื่อท้าวสักกะเสด็จมาบูชาพระศาสดาแล้วไม่พบพระมหากัจจายนะ จึงทรงรำพึงถึง พอท่านมาถึงก็ทรงจับข้อเท้านวดและบูชาด้วยของหอมด้วยความรักใคร่ ภิกษุบางรูปเห็นแล้วตำหนิว่าท้าวสักกะเลือกที่รักมักที่ชัง พระศาสดาตรัสแก้ว่าภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์ทั้งหกได้ดีดุจม้าที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นที่รักใคร่ของเทพเจ้าโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่หน้าแต่อย่างใด
  71. หน้า ๓๘๔–๓๘๘ เรื่องพระสารีบุตรเถระ: อุปมาจิตเสมอแผ่นดิน ๙ อย่าง ภิกษุ ๙,๐๐๐ รูปบรรลุอรหัต ภิกษุรูปหนึ่งน้อยใจที่พระสารีบุตรเผลอไม่ทักทายตนก่อนออกจาริก จึงไปฟ้องพระศาสดาว่าถูกทำร้ายโดยไม่ขอโทษ พระสารีบุตรถูกเรียกมาสอบถามแต่ไม่แก้ตัวทันที กลับกล่าวคุณธรรมของตนด้วยอุปมา 9 อย่างคือแผ่นดิน น้ำ ไฟ ลม ผ้าเช็ดธุลี เด็กจัณฑาล โคเขาขาด ซากงู และภาชนะมันข้น แสดงจิตที่ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งใด แผ่นดินไหวสะเทือนทุกครั้งที่ท่านกล่าว ภิกษุผู้กล่าวเท็จสำนึกผิดหมอบขอโทษ ส่วนพระสารีบุตรกลับนั่งประคองอัญชลีขอให้ภิกษุนั้นอดโทษตนด้วยความอ่อนน้อม จบเทศนาภิกษุถึง 9,000 รูปบรรลุพระอรหัต
  72. หน้า ๓๘๙–๓๙๔ เรื่องพระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี: สามเณรตาแตกแต่ปิดบังเพื่อรักษาใจอาจารย์ พระเถระรับเด็กชายวัย 7 ขวบเป็นสามเณรผู้อุปัฏฐาก เด็กบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาทันทีที่ปลงผมเสร็จ ระหว่างเดินทางสามเณรนั่งเฝ้าทั้งคืนไม่กล้านอนเพราะเกรงจะเป็นการนอนร่วมที่กับอุปัชฌาย์ผิดวินัย พระเถระผู้ยังเป็นปุถุชนไม่รู้เรื่องนี้ ตวัดพัดไล่ให้สามเณรออกไปแต่พลาดไปกระทบตาสามเณรจนแตก สามเณรปิดบังความจริงไว้ไม่บอกเพื่อไม่ให้อาจารย์เดือดร้อนใจ เมื่อความจริงปรากฏภายหลังพระเถระสลดใจจนขอขมาศิษย์ พระศาสดาตรัสว่าพระขีณาสพย่อมไม่โกรธไม่ประทุษร้ายผู้ใดเลย จบเทศนาพระเถระเองก็ได้บรรลุพระอรหัต
  73. หน้า ๓๙๕–๓๙๗ เรื่องพระสารีบุตรเถระ: ความหมายที่แท้จริงของ อสฺสทฺโธ (ผู้ไม่เชื่อง่าย) พระศาสดาตรัสถามพระสารีบุตรว่าเชื่อหรือไม่ว่าศรัทธาที่อบรมดีแล้วนำไปสู่อมตะได้ พระสารีบุตรทูลตอบว่าตนไม่ได้อาศัยความเชื่อต่อผู้อื่นในเรื่องนี้ เพราะรู้แจ้งประจักษ์ด้วยปัญญาของตนเองแล้ว ภิกษุบางรูปฟังแล้วเข้าใจผิดคิดว่าท่านไม่เชื่อพระพุทธเจ้า พระศาสดาจึงทรงอธิบายว่าพระสารีบุตรไม่ได้ปฏิเสธคุณพระรัตนตรัยแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ต้องอาศัยความเชื่อจากผู้อื่นอีกในธรรมที่ตนได้บรรลุแล้วเท่านั้น จึงไม่สมควรถูกติเตียน คาถาสรุปว่าผู้รู้แจ้งนิพพานเองเช่นนี้คือบุรุษสูงสุด
  74. หน้า ๓๙๘–๔๐๕ เรื่องพระขทิรวนิยเรวตเถระ: หนีแต่งงานไปบวชและปาฏิหาริย์ที่พักในป่าไม้สะแก พระสารีบุตรชวนน้องทั้ง 5 บวชหมดเว้นแต่เรวตะ มารดาจึงผูกเรวตะไว้ด้วยการหมั้นตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่เรวตะเห็นความชราของยายเจ้าสาวแล้วสลดใจ หาอุบายหนีไปบวชกับภิกษุกลุ่มหนึ่งกลางทางและบรรลุอรหัตภายในพรรษาเดียว พระศาสดาเสด็จเยี่ยมโดยอาศัยบุญพระสีวลีเถระนำทางผ่านป่ากันดาร 30 โยชน์ ทรงประทับที่สำนักพระเรวตะซึ่งนิรมิตที่พักด้วยฤทธิ์นานหนึ่งเดือน ก่อนเสด็จกลับทรงอธิษฐานให้ภิกษุสองรูปลืมของใช้ไว้ ทำให้ภิกษุแต่ละกลุ่มที่เห็นสถานที่ต่างเวลากันเล่าลักษณะที่พักขัดแย้งกัน เรื่องดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า 405
  75. หน้า ๔๐๖–๔๑๑ พระเรวตะหนีบวชเป็นสามเณร เนรมิตที่ประทับถวายพระศาสดา และบุพกรรมพระสีวลีผู้ถวายน้ำผึ้ง เรวตกุมารน้องสุดท้องของพระสารีบุตรหนีพิธีแต่งงานไปบวช เรียนกรรมฐานจนบรรลุอรหัตต์แล้วอยู่ป่าไม้สะแก เมื่อพระศาสดาเสด็จเยี่ยมพร้อมภิกษุ 500 รูป ทรงอาศัยบุญพระสีวลีเถระได้ภัตตาหารทิพย์ตลอดทางไกล 30 โยชน์ ตรัสเล่าบุพกรรมพระสีวลีผู้เคยถวายน้ำผึ้งแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้าจนได้ลาภยศเลิศ แต่ก็เคยติดครรภ์มารดานาน 7 ปีเพราะกรรมปิดล้อมเมือง ปิดท้ายด้วยคาถาว่าที่ใดมีพระอรหันต์อยู่ ที่นั้นย่อมน่ารื่นรมย์เสมอ
  76. หน้า ๔๑๒–๔๑๔ หญิงนครโสภิณียั่วยวนพระธุดงค์ในสวนร้าง ผู้ปราศจากราคะยินดีในป่า จบอรหันตวรรค ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรเข้าไปทำสมณธรรมในสวนร้าง หญิงนครโสภิณีที่นัดพบชายแล้วผิดหวังจึงยั่วยวนภิกษุด้วยการเปลื้องผ้าและร่ายรำ พระศาสดาทรงทราบจึงแสดงธรรมว่าป่าอันไม่น่ารื่นรมย์ของผู้แสวงหากาม กลับเป็นที่ยินดีของผู้ปราศจากราคะ เพราะไม่มีปกติแสวงหากามอีก ภิกษุบรรลุอรหัตต์ทันที ปิดท้ายอรหันตวรรคและวรรคที่ 7
  77. หน้า ๔๑๕–๔๒๔ เริ่มสหัสสวรรคที่ 8 คาถา 14 บท และเรื่องเพชฌฆาตเคราแดงถวายยาคูแด่พระสารีบุตรก่อนตาย เปิดสหัสสวรรคด้วยคาถา 14 บท สรุปแก่นว่าคำพูด คาถา หรือทานมากมายที่ไร้ประโยชน์ สู้บทเดียวที่ทำให้จิตสงบไม่ได้ และชนะตนเองประเสริฐกว่าชนะผู้อื่น จากนั้นเล่าเรื่องนายตัมพทาฐิกะเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจรนับพันจนถูกปลดเมื่อแก่ วันนั้นได้ถวายยาคูแด่พระสารีบุตรและฟังธรรมสั้นๆ ก่อนถูกแม่โคยักษิณีขวิดตาย แต่ด้วยกัลยาณมิตรได้ไปเกิดในดุสิตบุรี
  78. หน้า ๔๒๕–๔๓๓ พระทารุจีริยเถระ (พาหิยะ) เข้าใจผิดว่าเป็นพระอรหันต์ เดินทางคืนเดียวบรรลุอรหัตต์กลางถนน ชายผู้รอดเรืออับปางนุ่งเปลือกไม้ ถูกยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์จนหลงเชื่อ เทวดาผู้เคยบำเพ็ญร่วมกันในอดีตชาติเตือนสติและบอกให้ไปเฝ้าพระศาสดาที่สาวัตถี พาหิยะเดินทาง 120 โยชน์คืนเดียว ทูลขอฟังธรรมกลางถนนขณะพระศาสดาบิณฑบาต ฟังธรรมสั้นๆ จนบรรลุอรหัตต์ทันทีทั้งที่ยังเป็นคฤหัสถ์ แต่ถูกแม่โคยักษิณีขวิดตายก่อนบวช พระศาสดาทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านตรัสรู้เร็ว
  79. หน้า ๔๓๔–๔๔๕ พระกุณฑลเกสีเถรี ธิดาเศรษฐีที่รอดจากโจรผู้เป็นสามีด้วยไหวพริบ ก่อนบวชและแพ้ปัญหาพระสารีบุตร ธิดาเศรษฐีหลงรักโจรที่ถูกจับไปประหาร บิดาไถ่ชีวิตให้แต่งงานด้วย โจรลวงพานางขึ้นเขาทิ้งโจรเพื่อฆ่าชิงเครื่องประดับ นางใช้ปัญญาหลอกให้โจรประมาทแล้วผลักตกเขาตาย จากนั้นบวชเป็นปริพาชิกาเรียนวาทะพันหนึ่ง ท้าโต้วาทะทั่วชมพูทวีปไม่มีผู้ชนะ จนพบพระสารีบุตรผู้ถามปัญหา "อะไรชื่อว่าหนึ่ง" ที่นางตอบไม่ได้ จึงขอบวชเป็นภิกษุณีและบรรลุอรหัตต์ในไม่กี่วัน
  80. หน้า ๔๔๖–๔๔๙ อนัตถปุจฉกพราหมณ์ทูลถามสิ่งมิใช่ประโยชน์ 6 อย่าง และธรรมว่าชนะตนประเสริฐกว่าชนะผู้อื่น พราหมณ์ทูลถามพระศาสดาถึงสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ทรงแสดงกรรม 6 อย่างที่นำความฉิบหาย ได้แก่ นอนตื่นสาย เกียจคร้าน ดุร้าย ผัดวันประกันพรุ่ง เดินทางไกลคนเดียว และเป็นชู้ภรรยาผู้อื่น เมื่อตรัสถามถึงอาชีพ พราหมณ์สารภาพว่าเล่นการพนัน พระศาสดาจึงตรัสว่าความชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐเท่าชนะตนเองด้วยการฝึกกิเลส ซึ่งแม้เทวดา มาร หรือพรหมก็ไม่อาจทำให้กลับแพ้ได้
  81. หน้า ๔๕๐–๔๕๘ พราหมณ์ลุง หลาน และสหายของพระสารีบุตร ทำทานหวังพรหมโลกแต่ไม่รู้ทางที่แท้จริง พระสารีบุตรพาญาติและสหายพราหมณ์ 3 คนที่ทำทานแก่นิครนถ์ บำเรอไฟ และบูชายัญเพื่อหวังไปพรหมโลกตามคำสอนอาจารย์ แต่ไม่รู้ทางจริง ไปเฝ้าพระศาสดา ทรงสอนซ้ำสามครั้งว่าการทำทานแก่ปุถุชนแม้มากมายนับร้อยปี ยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของการบูชาผู้อบรมตนแล้วเพียงครู่เดียว ทั้งสามบรรลุโสดาปัตติผลหลังฟังธรรม
  82. หน้า ๔๕๙–๔๖๔ อายุวัฒนกุมารรอดพ้นอันตรายด้วยพระปริตร เหตุแห่งอายุยืนคือการกราบไหว้ผู้ควรบูชา พราหมณ์ผู้ไม่ให้พรบุตรเมื่อถูกไหว้ เผยว่าเด็กจะตายใน 7 วัน แนะให้ไปทูลถามพระศาสดา พระองค์ทรงแนะให้สร้างมณฑปนิมนต์ภิกษุสวดพระปริตรไม่ขาดตลอด 7 วัน เทวดาทั่วจักรวาลมาคุ้มครองจนยักษ์ผู้จะจับเด็กหมดโอกาส เด็กรอดตายได้ชื่อว่าอายุวัฒนกุมาร มีอายุถึง 120 ปี พระศาสดาทรงสรุปว่าผู้กราบไหว้ผู้เจริญเป็นนิตย์ ย่อมได้อายุ วรรณะ สุข พละ เจริญขึ้น
  83. หน้า ๔๖๕–๔๘๒ สังกิจจสามเณรรอดตายจากดาบโจรด้วยอานุภาพอรหัตต์ และพระขานุโกณฑัญญะถูกโจรเข้าใจว่าเป็นตอไม้ สังกิจจสามเณรรอดชีวิตอัศจรรย์ตั้งแต่อยู่ในท้องมารดาที่ถูกเผา บรรลุอรหัตต์ตอนปลงผม ต่อมายอมสละชีวิตให้โจรฆ่าแทนภิกษุ 30 รูปที่ตั้งกติกาช่วยกัน แต่ดาบโจรฟันไม่เข้ากลับงอ โจร 500 คนเลื่อมใสขอบวช เรื่องอธิมุตตกสามเณรผู้รักษาสัจจะไม่บอกโจรแก่มารดาบิดาก็จบด้วยโจรบวชเช่นกัน ส่วนพระขานุโกณฑัญญะนั่งฌานนิ่งจนโจร 500 คนเข้าใจว่าเป็นตอไม้ วางห่อของพิงไว้แล้วขอบวชเมื่อรู้ความจริง ทั้งหมดแสดงว่าชีวิตผู้มีศีลและปัญญาแม้วันเดียวประเสริฐกว่าชีวิตทุศีล 100 ปี
  84. หน้า ๔๘๓–๔๘๘ พระสัปปทาสเถระ ภิกษุกระสันหาทางฆ่าตัวตายด้วยงูและมีดโกน กลับบรรลุอรหัตต์ก่อนตาย ภิกษุผู้กระสันในเพศบรรพชิตพยายามให้งูกัดตัวตายแต่งูไม่กัดเพราะเคยเป็นทาสของท่านในอดีตชาติ ต่อมาจ่อมีดโกนที่คอ ขณะใคร่ครวญศีลของตนที่บริสุทธิ์ดุจดวงจันทร์ เกิดปีติและเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตต์ก่อนจะตัดคอ พระศาสดาตรัสว่าธรรมดาพระขีณาสพย่อมไม่ฆ่าตัวตาย และเล่าบุพกรรมสมณธรรมในอดีตที่เป็นเหตุแห่งอุปนิสัยอรหัตต์นี้
  85. หน้า ๔๘๙–๔๙๘ นางปฏาจาราสูญเสียบุตร สามี บิดามารดาพี่ชายในวันเดียว พระศาสดาปลอบด้วยน้ำตาที่มากกว่ามหาสมุทร ธิดาเศรษฐีหนีตามคนรับใช้ไปอยู่กินฉันสามีภรรยา ระหว่างเดินทางกลับบ้านเมื่อตั้งครรภ์ครั้งที่สอง สามีถูกงูกัดตาย บุตรคนเล็กถูกเหยี่ยวเฉี่ยว บุตรคนโตถูกน้ำพัด และเมื่อถึงบ้านพบว่าบิดามารดาพี่ชายถูกเรือนทับตายทั้งสามคนในคืนเดียวกัน นางเสียสติจนพระศาสดาทรงเตือนสติด้วยอนมตัคคปริยายว่าน้ำตาในสังสารวัฏมากกว่าน้ำสี่มหาสมุทร นางบรรลุโสดาบันแล้วบวช ภายหลังบรรลุอรหัตต์จากการพิจารณาน้ำล้างเท้าที่ไหลลดหลั่นกันดุจอายุสามวัย
  86. หน้า ๔๙๙–๕๐๔ นางกิสาโคตมีตามหายาชุบชีวิตบุตรที่ตาย จนพบว่าไม่มีบ้านใดปราศจากความตาย เศรษฐีเสียใจจนทรัพย์กลายเป็นถ่าน ใช้อุบายให้นางโคตมีมาแตะต้องจนถ่านกลับเป็นทองแล้วรับเป็นสะใภ้ ต่อมาบุตรของนางตายตั้งแต่ยังเล็ก นางอุ้มศพเที่ยวหายารักษาจนพระศาสดาทรงแนะให้หาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย นางเที่ยวถามทั่วเมืองไม่พบบ้านใดเลย จึงเข้าใจสัจธรรมว่าความตายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวง บรรลุโสดาบันแล้วบวช ภายหลังบรรลุอรหัตต์จากการพิจารณาเปลวประทีปที่ลุกโพลงและดับ
  87. หน้า ๕๐๕–๕๐๗ พระพหุปุตติกาเถรี มารดาผู้มีบุตรธิดา 14 คนถูกลูกดูหมิ่นหลังแบ่งสมบัติ บวชวัยชราจนบรรลุอรหัตต์ จบสหัสสวรรคที่ 8 มหาอุบาสิกาผู้มีบุตร 7 ธิดา 7 แบ่งทรัพย์ให้ลูกครึ่งหนึ่งหลังสามีตาย แต่กลับถูกลูกสะใภ้และลูกๆ ดูหมิ่นเมื่อไปพักอาศัย จึงออกบวชในวัยชรา ตั้งใจทำสมณธรรมโดยเดินวนรอบเสาและต้นไม้ตลอดคืนเพื่อไม่ให้ศีรษะกระแทกในที่มืด พระศาสดาทรงแผ่รัศมีแสดงธรรมว่าชีวิตครู่เดียวของผู้เห็นโลกุตรธรรมประเสริฐกว่าชีวิตร้อยปีของผู้ไม่เห็น นางบรรลุอรหัตต์ทันที ปิดท้ายสหัสสวรรคที่ 8 และวรรคที่ 8 ของคาถาธรรมบท