ก็โดยสมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าสุเนตตะ อาศัยพระนคร
อยู่ในบรรณศาลา. บุรุษนั้น เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ผู้เข้าไปเพื่อ
บิณฑบาต ยืนอยู่ที่ระหว่างประตูพระนคร จึงคิดว่า " พระปัจเจกพุทธ- เจ้านี้ เป็นผู้ไม่มีมารดาบิดา, เมื่อเราดีดผู้นี้ ไม่ต้องมีสินไหม, เราจัก ดีดพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ทดลองศิลปะ " ดังนี้แล้ว จึงดีดก้อนกรวดไป
หมายช่องหูเบื้องขวาของพระปัจเจกพุทธเจ้า. ก้อนกรวดเข้าไปโดยช่องหู
เบื้องขวา ทะลุออกโดยช่องหูเบื้องซ้าย. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว. พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ไม่อาจจะเที่ยวไปเพื่อภิกษาได้. จึงไปสู่บรรณศาลาโดย อากาศ ปรินิพพานแล้ว. พวกมนุษย์เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มา คิดว่า " ความไม่ผาสุกอะไร ๆ จักมี " จึงไปที่บรรณศาลานั้น เห็นท่านปริ-
นิพพานแล้วร้องไห้คร่ำครวญแล้ว. แม้บุรุษนั้น เห็นมหาชนไปอยู่ ไป
ที่บรรณศาลานั้นแล้ว จำพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ จึงกล่าวว่า " พระปัจเจก- พุทธเจ้าองค์นี้ เมื่อเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พบเราที่ระหว่างประตู. เรา เมื่อจะทดลองศิลปะของตน จึงประหารพระปัจเจกพุทธเจ้านี้. " พวกมนุษย์ กล่าวว่า " ได้ยินว่า คนชั่วนี้ ประหารพระปัจเจกพุทธเจ้า. พวกท่าน จงจับ ๆ " โบยให้บุรุษนั้นถึงความสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. บุรุษนั้น เกิด ในอเวจีไหม้แล้ว จนแผ่นดินใหญ่นี้หนาขึ้นโยชน์หนึ่ง บังเกิดเป็นสัฏฐิ- กูฏเปรต ที่ยอดภูเขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ.
พระศาสดาตรัสสอนพวกภิกษุ
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ศิลปะหรือความเป็นอิสระ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล