ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๕๖ · ๖๑๕ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๕ โลสกชาดก เรื่องพระโลสกติสสเถระผู้มีบุญน้อยลาภน้อยอย่างประหลาด แม้บรรลุพระอรหันต์แล้วก็ไม่เคยได้ฉันอาหารอิ่มท้องสักครั้ง จนวันปรินิพพานพระสารีบุตรต้องใช้อานุภาพช่วยประคองบาตรให้ท่านฉันของหวานจนอิ่มเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ย้อนอดีตเล่าว่าท่านเคยเป็นมิตตพินทุกะผู้เนรคุณไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้หวังดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพลาดโชคหลายครั้ง คติสอนใจคือผู้ไม่ทำตามคำสอนของผู้หวังดีย่อมพบแต่ความเศร้าโศกไม่รู้จบ
  2. หน้า ๑๖–๒๑ กโปตกชาดก นกพิราบใจดีให้กาตัวหนึ่งซึ่งโลภในกลิ่นปลาเนื้อในโรงครัวมาอาศัยอยู่ด้วยกัน แม้เตือนแล้วเตือนอีกไม่ให้ยุ่งกับอาหารมนุษย์ กาก็อดใจไม่ไหวแอบไปคุ้ยกินจนถูกพ่อครัวจับได้ ถอนขนคลุกเกลือขิงจนตาย คติสอนใจคือผู้ไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้หวังดีและปล่อยใจตามความโลภ ย่อมประสบความฉิบหาย
  3. หน้า ๒๒–๒๕ เวฬุชาดก ดาบสรูปหนึ่งเก็บลูกงูพิษมาเลี้ยงไว้ด้วยความรักเหมือนบุตร แม้หัวหน้าคณะฤาษีเตือนซ้ำๆ ว่าอสรพิษไว้ใจไม่ได้ก็ไม่ยอมทิ้งมัน สุดท้ายเมื่องูอดอาหารหลายวันเพราะดาบสไปธุระ พองูหิวจัดก็ฉกมือดาบสจนถึงแก่ความตาย คติสอนใจคือการไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้หวังดีแม้ในเรื่องที่ผูกพันด้วยความรักก็อาจนำไปสู่ความตายได้
  4. หน้า ๒๖–๒๙ มกสชาดก ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งโกรธที่ถูกยุงรบกวนจนพากันถืออาวุธไปไล่ฆ่ายุงในป่า แต่กลับฟันแทงกันเองบาดเจ็บระนาว เปรียบกับลูกชายช่างไม้ผู้โง่เขลาที่พ่อขอให้ช่วยไล่ยุงบนศีรษะ แต่กลับเงื้อขวานฟันศีรษะพ่อแตกสองซีกตายคาที่ คติสอนใจคือมิตรโง่เขลาแม้หวังดีก็อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าศัตรูที่มีปัญญา
  5. หน้า ๓๐–๓๒ โรหิณีชาดก นางทาสีโรหิณีถูกมารดาขอให้ช่วยไล่ฝูงแมลงวันที่รุมกัดตัวขณะนอนพัก นางเงื้อสากตำข้าวหมายจะตีแมลงวันแต่กลับฟาดถูกมารดาจนถึงแก่ความตาย คติสอนใจเช่นเดียวกับมกสชาดกคือผู้ช่วยเหลือที่โง่เขลาแม้มีเจตนาดีก็สร้างความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าศัตรูที่มีปัญญา
  6. หน้า ๓๓–๓๗ อารามทูสกชาดก เด็กเฝ้าสวนอยากไปเที่ยวงานนักขัตฤกษ์ จึงสั่งให้ฝูงลิงช่วยรดน้ำต้นไม้แทน ลิงจ่าฝูงกลับสั่งให้ถอนต้นไม้ขึ้นดูความยาวรากก่อนแล้วจึงรดน้ำตามสัดส่วนเพื่อประหยัดน้ำ ผลคือต้นไม้ที่ปลูกใหม่ทั้งหมดเหี่ยวตายเพราะถูกถอนราก คติสอนใจคือคนโง่เขลาแม้ตั้งใจทำประโยชน์ก็มักทำให้เสียหายเพราะขาดปัญญาไตร่ตรอง
  7. หน้า ๓๘–๔๐ วารุณิทูสกชาดก ลูกจ้างร้านขายเหล้าสังเกตว่าลูกค้ามักขอเกลือมากัดแกล้มเหล้าเสมอ จึงเข้าใจไปเองว่าเหล้ายังไม่เค็มพอ นำเกลือไปผสมลงในเหล้าทำให้รสเสียจนลูกค้าเลิกซื้อ คติสอนใจเช่นเดียวกับอารามทูสกชาดกคือผู้ไม่ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ถึงตั้งใจทำดีก็มักทำให้เสียหายมากกว่าเป็นประโยชน์
  8. หน้า ๔๑–๔๘ เวทัพพชาดก พราหมณ์เวทัพพะรู้มนตร์เรียกฝนแก้วเจ็ดประการจากฟากฟ้าได้ ระหว่างเดินทางถูกกลุ่มโจรจับตัวไว้ ศิษย์เตือนไม่ให้ร่ายมนตร์เพราะยังไม่ถึงฤกษ์ดี แต่พราหมณ์ทนไม่ไหวจึงร่ายมนตร์ให้ทรัพย์ตกลงมาก่อนกำหนด โจรได้ทรัพย์แล้วฆ่าพราหมณ์ทิ้ง จากนั้นทรัพย์นั้นก็เป็นชนวนให้โจรแย่งชิงฆ่ากันเองต่อเนื่องจนตายเกือบพันคน คติสอนใจคือการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ฟังคำเตือนของผู้รู้ ย่อมนำไปสู่หายนะใหญ่หลวง
  9. หน้า ๔๙–๕๒ นักขัตตชาดก ตระกูลหนึ่งนัดวันไปรับตัวเจ้าสาว แต่ไปถามฤกษ์จากอาชีวกที่กำลังโกรธเพราะไม่ได้ถูกถามความเห็นตั้งแต่แรก อาชีวกจึงแกล้งบอกว่าฤกษ์ไม่ดีทำให้พลาดวันนัด บัณฑิตกล่าวคาถาว่าประโยชน์ที่ได้มาจริงต่างหากคือฤกษ์อันแท้จริง ดวงดาวหาได้ช่วยอะไรได้ไม่ คติสอนใจคือการยึดติดฤกษ์ยามงมงายจนพลาดโอกาสสำคัญเป็นเรื่องโง่เขลา
  10. หน้า ๕๓–๕๙ ทุมเมธชาดก พระเจ้าพรหมทัตทรงเห็นราษฎรฆ่าสัตว์บูชาเทวดาต้นไทรเป็นประจำ จึงทรงคิดกุศโลบายไปบนบานว่าหากได้ครองราชสมบัติจะบูชายัญด้วยคนทุศีลจำนวนหนึ่งพันคน เมื่อขึ้นครองราชย์จริงจึงประกาศจะจับผู้ทำผิดศีลไปบูชายัญ ทำให้ราษฎรทั้งเมืองต่างพากันรักษาศีลจนหาคนทำผิดไม่ได้เลย พระองค์จึงไม่ต้องฆ่าใครเลยตลอดรัชกาล คติสอนใจคือกุศโลบายที่ฉลาดสามารถทำให้คนทั้งเมืองตั้งอยู่ในศีลธรรมได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงจริง
  11. หน้า ๖๐–๗๒ มหาสีลวชาดก เรื่องพระเจ้ามหาสีลวราชแห่งกรุงพาราณสี ผู้ทรงธรรมไม่ยอมสู้รบแม้ถูกพระเจ้าโกศลยกทัพมายึดเมืองเพราะถูกอำมาตย์ทุจริตที่พระองค์ขับไล่ไปยุยง จนถูกจับมัดฝังทั้งเป็นในป่าช้าพร้อมอำมาตย์พันคน แต่ทรงใช้สติปัญญาหลอกให้หมาจิ้งจอกกัดพระศอแล้วทรงกดมันไว้จนดินหลวมตัวจึงปีนขึ้นจากหลุมได้และช่วยอำมาตย์ทั้งหมด ต่อมาทรงได้รับความช่วยเหลือจากยักษ์สองตนจนเข้าถึงห้องบรรทมของโจรราช และเมื่อโจรราชสำนึกผิดก็คืนราชสมบัติให้ คติสอนใจคือความเพียรพยายามไม่ท้อถอยแม้ในยามคับขันที่สุดย่อมนำมาซึ่งผลสำเร็จเสมอ
  12. หน้า ๗๓–๗๔ จูฬชนกชาดก ชาดกสั้นมาก (เนื้อเรื่องเต็มอยู่ในมหาชนกชาดก) กล่าวถึงพระเจ้าชนกผู้ว่ายน้ำจนขึ้นฝั่งได้สำเร็จ ทรงเปล่งอุทานว่าบัณฑิตพึงหวังไว้เสมอไม่ควรท้อแท้ เพราะสิ่งที่ปรารถนาไว้ในที่สุดก็สำเร็จได้ คติสอนใจคือความไม่ย่อท้อในยามยาก
  13. หน้า ๗๕–๗๘ ปุณณปาติชาดก นักเลงสุราผสมยาพิษในไหเหล้าหวังหลอกให้เศรษฐีดื่มจนสลบแล้วปล้นทรัพย์ แต่เศรษฐีจับพิรุธได้เพราะสังเกตว่าไหเหล้ายังเต็มอยู่ทั้งที่พวกนักเลงคุยอวดเหล้าแต่ไม่มีใครกล้าดื่มเอง จึงรู้ว่าเป็นเหล้าเจือยาพิษและขู่ให้พวกนั้นหนีไป คติสอนใจคือการใช้ปัญญาสังเกตพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคำพูดเพื่อจับเท็จและป้องกันภัย
  14. หน้า ๗๙–๘๒ ผลชาดก หัวหน้าพ่อค้าเกวียนเตือนลูกน้องไม่ให้กินผลไม้ในป่าโดยไม่ถามก่อน เพราะมีต้นไม้มีพิษหน้าตาเหมือนมะม่วง สังเกตว่าต้นไม้นี้ขึ้นง่ายและอยู่ใกล้หมู่บ้านแต่ผลกลับไม่มีคนเก็บกินจนหมด จึงอนุมานได้ว่าต้องเป็นผลไม้พิษ ช่วยชีวิตพวกพ่อค้าไว้ได้ คติสอนใจคือการใช้เหตุผลสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัวเพื่อป้องกันอันตราย
  15. หน้า ๘๓–๘๙ ปัญจาวุธชาดก เจ้าชายปัญจาวุธกุมารเดินทางกลับเมืองผ่านป่าที่มียักษ์สิเลสโลมสิงอยู่ ใช้อาวุธทั้ง ๕ ชนิดต่อสู้แต่ทุกชิ้นกลับติดขนเหนียวของยักษ์จนตัวเองติดแน่นทั้งมือเท้าและศีรษะ แต่ยังไม่หวาดกลัวเพราะมั่นใจใน "วชิราวุธ" คือปัญญาภายในตน ยักษ์ประทับใจความกล้าจนยอมปล่อยและกลับใจถือศีล ๕ คติสอนใจคือผู้มีจิตใจเข้มแข็งไม่ท้อถอยแม้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่สุดย่อมเอาชนะอุปสรรคได้ด้วยปัญญา
  16. หน้า ๙๐–๙๔ กัญจนขันธชาดก ภิกษุรูปหนึ่งท้อใจคิดจะสึกเพราะเห็นว่าศีลมีมากมายเกินจะรักษาไหว พระพุทธเจ้าจึงย่อศีลทั้งหมดลงเหลือเพียง ๓ ทวาร (กาย วาจา ใจ) ทำให้ภิกษุนั้นบรรลุอรหัตผลได้ในไม่กี่วัน ทรงเปรียบกับชาวนาในอดีตที่พบแท่งทองใหญ่แต่ยกไม่ไหว จึงแบ่งเป็นส่วนย่อยก็ยกไปได้สำเร็จ คติสอนใจคือภาระที่ดูหนักเกินไปหากรู้จักแบ่งย่อยให้พอเหมาะก็ทำสำเร็จได้
  17. หน้า ๙๕–๙๙ วานรินทชาดก พญาวานรข้ามแม่น้ำไปกินผลไม้บนเกาะทุกวันโดยกระโดดผ่านแผ่นหินกลางน้ำ จระเข้ตัวเมียอยากกินหัวใจวานรจึงให้ผัวไปดักซุ่มบนแผ่นหินนั้น วานรสังเกตว่าหินดูสูงผิดปกติจึงลองทักถามหิน จระเข้หลงตอบจนเผยตัว วานรจึงลวงให้จระเข้อ้าปาก (ทำให้ตาหลับตามธรรมชาติ) แล้วกระโดดข้ามหัวจระเข้หนีรอดไปได้ คติสอนใจคือธรรม ๔ ประการ สัจจะ ปัญญา ความเพียร และความเสียสละ ทำให้ผู้มีธรรมเหล่านี้เอาชนะศัตรูได้
  18. หน้า ๑๐๐–๑๐๔ ตโยธรรมชาดก หัวหน้าฝูงลิงคอยทำร้ายลูกลิงตัวผู้ทุกตัวที่โตขึ้นเพราะกลัวจะแย่งตำแหน่งจ่าฝูง แม่ของพระโพธิสัตว์จึงหนีไปคลอดลูกที่อื่น เมื่อลูกโตขึ้นและกลับมาพบพ่อ พ่อพยายามฆ่าทั้งด้วยการกอดบีบและส่งไปเก็บดอกบัวในสระที่มีรากษสสิงอยู่ แต่พระโพธิสัตว์ใช้ปัญญาเก็บดอกไม้โดยไม่ต้องลงสระจนรากษสประทับใจถึงกับช่วยถือดอกไม้ให้ พ่อลิงเห็นแผนล้มเหลวถึงกับช็อกหัวใจแตกตาย ฝูงลิงจึงยกพระโพธิสัตว์เป็นจ่าฝูงแทน คติสอนใจคือความขยัน ความกล้าหาญ และปัญญา ทำให้เอาชนะศัตรูได้แม้เป็นศัตรูในครอบครัว
  19. หน้า ๑๐๕–๑๐๗ เภริวาทชาดก พ่อลูกนักตีกลองเดินทางผ่านดงโจรหลังหาเงินได้จากงานมหรสพ พ่อสั่งให้ลูกตีกลองเป็นจังหวะห่างๆ เหมือนกลองของคนสำคัญเพื่อขู่โจร แต่ลูกดื้อตีรัวไม่หยุด โจรจับพิรุธได้ว่าไม่ใช่คนใหญ่โตจึงรุมปล้นทรัพย์จนหมด คติสอนใจคือการทำสิ่งใดเกินพอดีย่อมนำความเสียหายมาให้ ควรเชื่อฟังคำแนะนำของผู้มีประสบการณ์
  20. หน้า ๑๐๘–๑๐๙ สังขธมนชาดก เรื่องคล้ายเภริวาทชาดกก่อนหน้า แต่สลับบทบาทเป็นพ่อลูกที่หากินด้วยการเป่าสังข์ คราวนี้พ่อเองที่ดื้อไม่ฟังคำเตือนของลูก กลับเป่าถี่รัวจนโจรจับได้และปล้นทรัพย์ไปหมดเช่นเดิม คติสอนใจย้ำเรื่องความพอดีและการรู้จักฟังคำเตือนแม้จากผู้เยาว์กว่า
  21. หน้า ๑๑๐–๑๑๘ อสาตมันตชาดก มาณพหนุ่มไปเรียนศิลปะจนจบ แต่มารดาไม่ยอมให้กลับบ้านจนกว่าจะได้เรียน "อสาตมนต์" (วิชารู้โทษของหญิง) อาจารย์จึงให้ศิษย์ไปปรนนิบัติมารดาผู้ชราวัย ๑๒๐ ปีของตนพร้อมกล่าวชมเชยร่างกายนางเรื่อยๆ จนนางเกิดความหลงรักศิษย์และถึงกับขอให้ฆ่าลูกชายของตนเอง เมื่ออาจารย์ทดสอบด้วยหุ่นไม้แทนตัวเอง นางฟันหุ่นจริงและเมื่อรู้ว่าถูกลวงก็ช็อกใจตายทันที อาจารย์ใช้เหตุการณ์นี้สอนศิษย์ให้เห็นโทษของกิเลสในใจมนุษย์ที่ไม่เลือกอายุ ศิษย์จึงตัดสินใจออกบวช
  22. หน้า ๑๑๙–๑๒๙ อัณฑภูตชาดก พระราชาทรงเล่นสกาพนันกับปุโรหิตโดยทรงเชื่อว่าหญิงทุกคนไม่ซื่อสัตย์เมื่อมีโอกาสลับตา ปุโรหิตจึงคิดหาหญิงพรหมจรรย์มาเลี้ยงตั้งแต่ก่อนคลอด แยกจากชายอื่นโดยสิ้นเชิงเพื่อพิสูจน์ แต่พระราชาส่งนักเลงไปวางแผนล่อลวงผ่านสาวใช้จนแทรกซึมเข้าไปในเรือน ๗ ชั้นได้สำเร็จ นางใช้กลอุบายให้ผูกผ้าปิดตาปุโรหิตอ้างว่าอายจะฟ้อนรำ แล้วให้ชายชู้แอบเข้ามาทำร้าย จากนั้นยังพยายามทำสัจจกิริยาลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่ถูกจับได้กลางที่ชุมนุมชน พระราชาทรงสรุปว่าขึ้นชื่อว่าสตรีแล้ว ต่อให้ป้องกันรักษาไว้ดีเพียงใดก็ไม่มีใครว...
  23. หน้า ๑๓๐–๑๓๖ ตักกชาดก ฤาษีตักกบัณฑิตช่วยธิดาเศรษฐีผู้เกเรที่ถูกทาสทิ้งให้จมน้ำจนลอยมาถึงอาศรม แต่นางกลับใช้เล่ห์กลยั่วยวนจนฤาษีเสื่อมจากฌานและออกจากป่ามาเลี้ยงดูนางในเมือง ต่อมานางถูกโจรจับตัวไปเป็นภรรยา แต่กลับลอบวางแผนให้โจรฆ่าตักกบัณฑิตผู้มีพระคุณ โจรรู้ความจริงจึงฆ่านางแทนและบวชตามตักกบัณฑิตจนบรรลุอภิญญาทั้งสองคน คติสอนใจคือความรักที่ตั้งอยู่บนกิเลสนำไปสู่ความเสื่อม และคนบางประเภทยินดีทำร้ายแม้ผู้มีบุญคุณต่อตน
  24. หน้า ๑๓๗–๑๔๑ ทุรานชาดก อุบาสกคนหนึ่งไม่อาจอ่านใจภรรยาผู้ทุศีลได้ว่าเมื่อไรจะอ่อนโยนหรือดุร้าย จนเบื่อหน่ายไม่ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเล่าเรื่องอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เคยสอนศิษย์ว่า อย่ายินดีเมื่อถูกรักและอย่าเสียใจเมื่อถูกรังเกียจ เพราะธรรมชาติจิตใจของหญิงรู้ได้ยากเหมือนร่องรอยปลาในน้ำ ให้วางใจเป็นกลางจึงจะมีความสุข
  25. หน้า ๑๔๒–๑๔๕ อนภิรติชาดก เนื้อเรื่องคล้ายทุรานชาดก อุบาสกอีกคนจับได้ว่าภรรยานอกใจจนมีจิตขุ่นเคือง พระพุทธเจ้าจึงเล่าเรื่องอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนศิษย์ว่าหญิงทั้งหลายเปรียบเหมือนแม่น้ำ หนทาง ศาลาที่ประชุม คือเป็นของสาธารณะที่ใครๆ เข้าถึงได้ บัณฑิตจึงไม่โกรธเคืองในธรรมชาติเช่นนี้ คติสอนใจคือการไม่ยึดถือครอบครองหรือคาดหวังความซื่อสัตย์แบบสมบูรณ์แบบ จะช่วยให้ใจไม่ทุกข์
  26. หน้า ๑๔๖–๑๕๓ มุทุลักขณชาดก ดาบสผู้ทรงฌานได้รับความไว้วางใจให้เข้าออกวังอย่างอิสระ วันหนึ่งบังเอิญเห็นพระมเหสีมุทุลักขณาในอาการที่ผ้าหลุดจากพระวรกาย เกิดกิเลสจนฌานเสื่อมทันที พระราชาจึงยกพระมเหสีให้ดาบสไปครอง แต่พระนางใช้อุบายให้ดาบสรับใช้งานต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อนจนดาบสสะดุ้งได้สติ จึงถวายพระมเหสีคืนแล้วเหาะกลับสู่ป่าหิมพานต์ พร้อมกล่าวคาถาสอนว่ายิ่งได้สิ่งที่ปรารถนามากเท่าไร ความอยากก็ยิ่งพอกพูนไม่มีที่สิ้นสุด
  27. หน้า ๑๕๔–๑๕๘ อุจฉังคชาดก ชายสามคน (สามี พี่ชาย และบุตร) ของหญิงคนหนึ่งถูกจับเป็นเชลยข้อหาเป็นโจร หญิงร้องขอพระราชทานอภัย เมื่อพระราชาจะพระราชทานคนใดคนหนึ่ง นางเลือก "พี่ชาย" ไม่ใช่สามีหรือบุตร โดยให้เหตุผลว่าสามีและบุตรนั้นหาใหม่ได้เสมอ แต่บิดามารดาของนางเสียชีวิตแล้วจึงไม่มีทางได้พี่น้องร่วมท้องอีก พระราชาประทับใจจนพระราชทานอภัยโทษให้ทั้งสามคน
  28. หน้า ๑๕๙–๑๖๑ สาเกตชาดก พราหมณ์เฒ่าและภรรยาในเมืองสาเกตพบพระพุทธเจ้าครั้งแรกแต่กลับรู้สึกผูกพันจนกราบกอดพระบาทและเรียกพระองค์ว่า "ลูก" พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าเป็นเพราะทั้งสองเคยเป็นบิดามารดา ปู่ย่าตายายของพระองค์มาแล้วนับพันชาติในอดีต ความผูกพันจึงเกิดขึ้นได้ทันทีแม้ไม่เคยรู้จักกันในชาตินี้
  29. หน้า ๑๖๒–๑๖๕ วิสวันตชาดก หมองูให้งูที่กัดคนไปแล้วดูดพิษของตัวเองกลับคืน แต่งูปฏิเสธอย่างแข็งขัน ยอมเข้ากองไฟตายดีกว่าจะดูดกลืนสิ่งที่ตนคายทิ้งไปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบกับพระสารีบุตรผู้เคยสละขนมแป้งให้ศิษย์แล้วอธิษฐานไม่ฉันของเคี้ยวชนิดนั้นอีกเลยตลอดชีวิต
  30. หน้า ๑๖๖–๑๗๓ กุททาลชาดก ชายปลูกผักชื่อกุททาลบัณฑิตพยายามออกบวชถึง ๖ ครั้งแต่สึกทุกครั้งเพราะยังห่วงจอบเก่าเล่มเดียวของตน จนครั้งที่ ๗ ตัดสินใจเหวี่ยงจอบทิ้งลงแม่น้ำใหญ่โดยไม่มองตาม แล้วร้องว่า "เราชนะแล้ว" พระราชาที่เพิ่งกลับจากสงครามได้ยินจึงซักถาม กุททาลบัณฑิตแสดงธรรมว่าการชนะศึกภายนอกไม่ใช่ชัยชนะแท้จริงเพราะยังแพ้กลับได้ ส่วนการชนะกิเลสในใจตนต่างหากคือชัยชนะเด็ดขาด พระราชาและไพร่พลศรัทธาจนออกบวชตามกันเป็นจำนวนมาก
  31. หน้า ๑๗๕–๑๘๑ วรุณชาดก ภิกษุหนุ่มผู้เกียจคร้านแยกจากคณะเพื่อนที่จะไปบำเพ็ญเพียรในป่า ภายหลังเสียใจจึงพยายามเร่งทำความเพียรในเวลาไม่เหมาะสม จนหลับคาที่พิงแล้วล้มขาหัก เปรียบกับมาณพเกียจคร้านที่นอนหลับระหว่างหาฟืน แล้วรีบหักกิ่งไม้กุ่มสดจนกิ่งดีดตาตนเอง และเผลอนำฟืนสดไปปนกับฟืนแห้งจนติดไฟไม่ได้ ทำให้เพื่อนทั้งคณะไปงานพิธีไม่ทัน คติสอนใจคือกิจใดควรทำก่อนควรทำก่อน หากเอาสิ่งที่ควรทำทีหลังมาทำก่อนย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตน
  32. หน้า ๑๘๒–๑๘๘ สีลวนาคชาดก พญาช้างเผือกผู้มีศีลช่วยพรานป่าที่หลงทางในป่าหิมพานต์ให้พ้นภัย เลี้ยงดูจนอิ่มแล้วพากลับไปส่งยังถิ่นมนุษย์ แต่พรานผู้เนรคุณกลับไปบอกช่างสลักงาว่ามีงาช้างเป็นๆ จะขาย แล้วย้อนกลับมาขอตัดงาช้างจากพระโพธิสัตว์ไปขายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดทั้งงาและโคนงา พระโพธิสัตว์ก็ยินยอมให้ทุกครั้งด้วยความเมตตาไม่ผูกโกรธ เทวดาประจำป่ากล่าวคาถาว่าแม้จะยกแผ่นดินทั้งหมดให้แก่คนอกตัญญูผู้คอยหาช่องทำร้ายผู้มีคุณ ก็ไม่อาจทำให้เขาพอใจหรือสำนึกคุณได้เลย พระพุทธองค์ทรงเฉลยว่าชายอกตัญญูคือพระเทวทัต ส่วนพระยาช้างคือพระองค์เอง
  33. หน้า ๑๘๙–๑๙๘ สัจจังกิรชาดก ราชกุมารทุฏฐกุมารผู้โหดร้ายถูกข้าราชบริพารลอบทิ้งลงแม่น้ำ ทรงเกาะท่อนไม้ลอยน้ำร่วมกับงู หนู และนกแขกเต้าที่ประสบภัยเดียวกัน ดาบสโพธิสัตว์ช่วยชีวิตทั้งสี่ไว้ได้ แต่ให้ความสำคัญกับสัตว์ก่อนเพราะอ่อนแอกว่า ทำให้ราชกุมารผูกใจอาฆาต เมื่อขึ้นครองราชย์จึงสั่งประหารดาบสผู้มีคุณ ต่างจากงู หนู และนกที่ตอบแทนบุญคุณด้วยทรัพย์สมบัติของตนอย่างเต็มใจ ดาบสรอดตายเพราะราษฎรลุกฮือสังหารกษัตริย์อกตัญญูแล้วอัญเชิญดาบสขึ้นครองราชย์แทน คติสอนใจคือคนอกตัญญูนั้นเลวยิ่งกว่าท่อนไม้ไร้ชีวิตเสียอีก
  34. หน้า ๑๙๙–๒๐๓ รุกขธัมมชาดก เทวดาที่ฟังคำแนะนำของรุกขเทวดาโพธิสัตว์ให้จับจองต้นไม้อยู่รวมกันเป็นหมู่ในป่ารัง รอดพ้นจากพายุใหญ่เพราะต้นไม้เกาะเกี่ยวกันแน่นหนา ส่วนพวกที่แยกไปอยู่ต้นไม้โดดเดี่ยวเพื่อหวังลาภยศ กลับถูกพายุถอนรากทั้งต้น ทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อห้ามพระญาติฝ่ายศากยะและโกลิยะมิให้วิวาทกันเรื่องน้ำ สอนว่าความสามัคคีของหมู่ญาติคือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด
  35. หน้า ๒๐๔–๒๑๐ มัจฉชาดก ในยามฝนแล้ง ปลาและเต่าที่จมโคลนถูกฝูงกาจิกกินอย่างทารุณ พญาปลาโพธิสัตว์เห็นความทุกข์ของหมู่ญาติจึงทำสัจจกิริยาอ้างว่าตนไม่เคยฆ่าหรือกัดกินสัตว์อื่น แล้ววิงวอนขอฝนจากเทวราชปัชชุนนะ ฝนจึงตกลงมาช่วยชีวิตหมู่ปลาไว้ได้
  36. หน้า ๒๑๑–๒๑๕ อสังกิยชาดก ดาบสโพธิสัตว์เดินจงกรมอยู่โคนไม้ตลอดคืนขณะพักแรมกับกองเกวียนกลางป่า โดยไม่รู้ตัวว่ามีโจรห้าร้อยล้อมอยู่ โจรเข้าใจว่าท่านเป็นยามเฝ้าจึงไม่กล้าปล้น จนรุ่งเช้าต้องถอยหนีไป ดาบสอธิบายว่าตนไม่มีความกลัวเพราะดำรงอยู่ในเมตตาและกรุณาซึ่งเป็นหนทางตรงสู่พรหมโลก คติสอนใจคือผู้รักษาตนด้วยศีลธรรมย่อมคุ้มครองผู้อื่นไปด้วยโดยไม่ตั้งใจ
  37. หน้า ๒๑๖–๒๔๑ มหาสุบินชาดก พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงฝันเห็นนิมิตใหญ่ ๑๖ ข้อจนหวาดกลัว พวกพราหมณ์ทำนายว่าร้ายแรงและเรียกร้องให้บูชายัญสัตว์จำนวนมากเพื่อแก้เคล็ด พระนางมัลลิกาทูลแนะให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าแทน พระองค์ทรงอธิบายว่าทุกนิมิตล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความเสื่อมทางศีลธรรมในอนาคตอันไกล ไม่ใช่ลางร้ายที่จะเกิดกับพระองค์ในเวลานี้ จึงทรงให้ยกเลิกพิธีบูชายัญและปล่อยสัตว์ทั้งหมด คติสอนใจคือการทำนายด้วยความหวังผลประโยชน์ของพราหมณ์นำไปสู่การฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็น ขณะที่ปัญญาที่แท้จริงช่วยชีวิตสัตว์จำนวนมากได้
  38. หน้า ๒๔๒–๒๕๙ อิลลีสชาดก เศรษฐีมัจฉริโกสิยะผู้มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิแต่ตระหนี่ถึงขั้นไม่ยอมให้ทานแม้หยดน้ำมันเดียว วันหนึ่งอยากกินขนมเบื้องแต่กลัวต้องแบ่งให้ผู้อื่น จึงขึ้นไปทอดกินลับๆ บนปราสาทชั้น ๗ พระพุทธเจ้าทรงส่งพระมหาโมคคัลลานะไปทรมานเศรษฐีด้วยฤทธิ์ต่างๆ จนยอมอ่อนข้อ ท้ายที่สุดพระมหาโมคคัลลานะพาเศรษฐีกับภรรยาไปถวายขนมแด่พระพุทธเจ้าจนหมดสิ้น ทั้งคู่บรรลุโสดาบัน อดีตชาติเผยว่าท้าวสักกะ (บิดาในอดีตชาติ) เคยแปลงกายมาแจกทรัพย์แทนเศรษฐีตระหนี่จนหมดเรือนเพื่อบังคับให้เริ่มรู้จักให้ทาน คติสอนใจคือความตระหนี่นำความเดือดร้อนมา...
  39. หน้า ๒๖๐–๒๖๓ ขรัสสรชาดก อำมาตย์ผู้ได้รับมอบหมายดูแลหมู่บ้านชายแดนกลับสมคบกับโจรพาชาวบ้านออกจากหมู่บ้านให้โจรเข้าปล้นแล้วแบ่งทรัพย์กัน จากนั้นตีกลองเดินกลับเข้าหมู่บ้านอย่างทำเป็นผู้บริสุทธิ์ พ่อค้าเห็นความหน้าไหว้หลังหลอกจึงกล่าวคาถาประณามจนความจริงถูกเปิดโปงและถูกลงโทษ คติสอนใจคือคนไม่ละอายบาปย่อมไม่ต่างจากลูกที่แม่ทอดทิ้ง และความชั่วปกปิดได้ไม่นาน
  40. หน้า ๒๖๔–๒๗๒ ภีมเสนชาดก จูฬธนุคคหบัณฑิต นักธนูฝีมือเยี่ยมแต่รูปร่างเตี้ยค่อม ใช้ชายรูปงามล่ำสันชื่อภีมเสนเป็นหน้าฉากอ้างว่าเป็นนายขมังธนู ตนแอบทำงานสำคัญอยู่เบื้องหลังให้ภีมเสนได้หน้า จนภีมเสนหลงตัวเองดูหมิ่นผู้ช่วยเหลือ แต่เมื่อถูกส่งออกรบจริงกลับตกใจกลัวจนอุจจาระราดหลังช้าง ถูกจูฬธนุคคหบัณฑิตแต่งคาถาเยาะเย้ยว่าคำโอ่อวดกับการกระทำไม่สมกัน คติสอนใจคือคำพูดโอ้อวดไม่มีความสามารถจริงรองรับย่อมถูกเปิดโปงเมื่อถึงคราวคับขัน
  41. หน้า ๒๗๓–๒๗๙ สุราปานชาดก พระสาคตเถระผู้เคยปราบพญานาคด้วยฤทธิ์ กลับเมาสุราที่ชาวบ้านถวายจนล้มสลบไม่รู้จักแม้พระพุทธเจ้า เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามดื่มสุรา จากนั้นเล่าอดีตชาติว่าฤๅษี ๕๐๐ รูปลูกศิษย์พระโพธิสัตว์ไปพักในเมืองแล้วพลาดดื่มสุราในงานเทศกาลจนเมามายฟ้อนรำจนได้สติสำนึกผิด คติสอนใจคือสุราทำลายสติแม้ในผู้ทรงคุณธรรมสูง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องเลย
  42. หน้า ๒๘๐–๒๘๒ มิตตวินทกชาดก เรื่องย่อกล่าวถึงมิตตวินทกะผู้ละโมบเดินเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน และปราสาทแก้วมณีไปเรื่อยๆ ด้วยความอยากได้มากกว่า จนไปเจอจักรกรดหินหมุนบดขยี้ศีรษะซึ่งไม่มีวันหลุดพ้นได้จนกว่าบาปกรรมจะสิ้น คติสอนใจคือความโลภไม่รู้จักพอนำความพินาศมาสู่ตนเองในที่สุด
  43. หน้า ๒๘๓–๒๘๗ กาฬกัณณิชาดก ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีเพื่อนเก่าชื่อกาฬกรรณีตกยากมาพึ่งพิง แม้ถูกคนรอบข้างทักท้วงว่าชื่อเป็นลางร้าย เศรษฐีก็ไม่ยึดถือชื่อเป็นสำคัญ ยังคงดูแลเขาไว้ใกล้ตัว ต่อมากาฬกรรณีตื่นตัวคอยเฝ้าระวังจนขับไล่โจรที่จะเข้าปล้นบ้านได้สำเร็จด้วยไหวพริบ พิสูจน์ว่าคุณค่าของมิตรอยู่ที่น้ำใจไม่ใช่ชื่อเสียงเรียงนาม
  44. หน้า ๒๘๘–๒๙๒ อัตถัสสทวารชาดก บุตรเศรษฐีวัย ๗ ขวบผู้มีปัญญาถามบิดาว่าอะไรคือ "ประตูแห่งประโยชน์" บิดาตอบไม่ได้จึงพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงเล่าอดีตชาติที่พระโพธิสัตว์เคยตอบคำถามนี้ไว้ว่าคุณธรรม ๖ ประการคือประตูสู่ความเจริญ ได้แก่ ความไม่มีโรค ศีล การเชื่อฟังผู้รู้ การสดับตรับฟัง ความประพฤติตามธรรม และความไม่ท้อถอย
  45. หน้า ๒๙๓–๒๙๖ กิมปักกชาดก ภิกษุรูปหนึ่งเกิดกระสันใคร่ในสตรีที่พบระหว่างบิณฑบาต พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกามคุณกับผลกิมปักกะที่งามด้วยสี กลิ่น รส แต่กินแล้วถึงตาย จากนั้นเล่าอดีตชาติว่านายกองเกวียนเตือนลูกกองเกวียนไม่ให้กินผลไม้แปลกหน้าในป่า แต่บางคนไม่ฟังกินผลกิมปักกะจนตายไปหลายคน คติสอนใจคือความสุขทางกามที่ดูน่าใคร่ในเบื้องต้นย่อมนำความพินาศมาให้ในบั้นปลาย
  46. หน้า ๒๙๗–๓๐๒ สีลวีมังสนชาดก พราหมณ์ที่พระราชายกย่องเพราะมีศีล ๕ บริสุทธิ์ สงสัยว่าตนได้รับเกียรติเพราะศีลจริงหรือเพราะชาติตระกูล จึงทดลองขโมยเงินหลวงทีละน้อยจนถูกจับได้ พระราชาสั่งลงโทษทันทีโดยไม่ปรานี พิสูจน์ว่าคุณค่าที่แท้จริงมาจากศีลเท่านั้น พราหมณ์จึงออกบวชและบรรลุอรหัตผล ระหว่างถูกจับเป็นโจรกลับได้ยินคนเล่นงูพูดว่าแม้งูพิษที่ไม่กัดใครยังได้ชื่อว่ามีศีล จึงตรัสรู้ว่าศีลเป็นคุณธรรมสูงสุดในโลก
  47. หน้า ๓๐๓–๓๐๙ มังคลชาดก พราหมณ์ผู้ถือโชคลางเชื่อว่าผ้าสาฎกที่ถูกหนูกัดเป็นอัปมงคลร้ายแรง จึงสั่งให้ลูกชายเอาไปทิ้งที่ป่าช้าโดยไม่แตะต้องด้วยมือ พระพุทธเจ้าทรงรอเก็บผ้านั้นไปใช้เอง แม้พราหมณ์จะขอร้องและถวายผ้าใหม่แลกก็ไม่สำเร็จ ทรงสอนว่าการถือมงคลตื่นข่าว ฝัน ลักษณะดีชั่วเป็นสิ่งที่บัณฑิตไม่พึงยึดถือ สุดท้ายพ่อลูกบรรลุโสดาบัน
  48. หน้า ๓๑๐–๓๑๑ สารัมภชาดก พระศาสดาทรงปรารภสิกขาบทเรื่องการพูดจาเสียดสี (โอมสวาทสิกขาบท) ว่าคล้ายกับนันทวิสาลชาดกที่เคยเล่ามาก่อน พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโคชื่อสารัมภะ อธิบายความหมายของคาถาที่สอนว่าควรเปล่งวาจาที่ดีงามเท่านั้น ไม่ควรเปล่งวาจาชั่วหยาบ เพราะผู้กล่าวคำหยาบย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง
  49. หน้า ๓๑๒–๓๑๕ กุหกชาดก ดาบสโกงหลอกลวงกุฎุมพีผู้ศรัทธาให้ฝากทองคำนับร้อยแท่งไว้ดูแล แล้วแอบขโมยไปซ่อนก่อนลาจากไป จากนั้นสร้างภาพความเคร่งครัดด้วยการเดินย้อนกลับมาคืนเส้นหญ้าเส้นเดียวที่ติดชฎามา อ้างว่าไม่อยากถือของที่เจ้าของไม่ได้ให้ พระโพธิสัตว์จับพิรุธ ตามจับดาบสได้และประจานว่า เจ้าข้องใจแค่เส้นหญ้า แต่ขโมยทองร้อยแท่งกลับไม่ข้องใจเลย
  50. หน้า ๓๑๖–๓๑๙ อกตัญญูชาดก เศรษฐีสองเมืองเป็นสหายที่ไม่เคยพบหน้ากัน ฝ่ายอนาถบิณฑิกะต้อนรับดูแลคนของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีเมื่อมาติดต่อค้าขาย แต่เมื่อฝ่ายตนส่งคนไปติดต่อบ้าง เศรษฐีชนบทกลับเพิกเฉยไม่จัดที่พักให้ ครั้นส่งไปอีกครั้งกลับถูกคนของเศรษฐีชนบทปล้นเกวียนสินค้าทั้งหมดจนหมดตัว คำสอนคือผู้ใดได้รับความช่วยเหลือมาก่อนแต่ไม่รู้จักบุญคุณ เมื่อตนเองมีธุระในภายหลังย่อมไม่มีใครช่วยเหลือ
  51. หน้า ๓๒๑–๓๒๔ ลิตตชาดก นักเลงสกาโกงหลอกอ้างว่าลูกสกาหายเมื่อตนแพ้ (ที่จริงกลืนซ่อนไว้ในปากทุกครั้ง) พระโพธิสัตว์จึงย้อมลูกสกาชุดใหม่ด้วยยาพิษแรงแล้วชวนเล่นอีกครั้ง เมื่อฝ่ายโกงกลืนลูกสกาพิษเข้าไปจนสลบใกล้ตาย พระโพธิสัตว์จึงเฉลยแผนและช่วยแก้พิษให้รอดชีวิต พร้อมตักเตือนไม่ให้โกงอีก เป็นอุทาหรณ์เตือนพระภิกษุให้พิจารณาปัจจัยสี่ก่อนบริโภคเสมอ
  52. หน้า ๓๒๕–๓๓๘ มหาสารชาดก เมื่อสร้อยมุกดาหารของพระเทวีหายไปในสวน ผู้ต้องสงสัย 5 คนถูกจับสอบสวนและต่างซัดทอดกันเป็นทอดๆ จนอำมาตย์ผู้ฉลาดสังเกตความไม่สมเหตุสมผลในคำให้การ จึงสันนิษฐานว่าฝีมือลิงตัวเมียในสวน แล้วใช้อุบายให้ฝูงลิงสวมเครื่องประดับปลอมทำจากยางไม้ ล่อให้ลิงตัวที่ขโมยของจริงอิจฉาจนเอาของจริงออกมาอวดและถูกจับได้ พระราชาทรงสรรเสริญว่า ยามคับขันต้องการคนกล้า ยามปรึกษาต้องการคนรู้จักเก็บความลับ ยามมีเลี้ยงต้องการคนที่รัก และยามมีปัญหาต้องการบัณฑิต
  53. หน้า ๓๓๙–๓๔๒ วิสสาสโภชนชาดก ราชสีห์หลงรักแม่เนื้อตัวหนึ่งจนซูบผอมเพราะความคะนึงหา คนเลี้ยงโคจึงจับแม่เนื้อมาย้อมขนด้วยยาพิษแล้วปล่อยคืนไป ราชสีห์เผลอเลียซากแม่เนื้อด้วยความเสน่หาจนถึงแก่ความตายเพราะพิษ พระโพธิสัตว์ยกเป็นคติสอนว่าไม่ควรไว้วางใจทั้งคนแปลกหน้าและคนที่คุ้นเคยกันดีแล้ว เพราะภัยมักมาจากผู้ที่เราไว้ใจและสนิทสนมด้วยนั่นเอง
  54. หน้า ๓๔๓–๓๔๗ โลมหังสชาดก พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติที่ทรงทดลองบำเพ็ญตบะแบบเดียรถีย์อย่างสุดโต่ง เปลือยกาย ไม่ผิงไฟ ทนหนาวทนร้อนอยู่ผู้เดียวกลางป่าเพื่อพิสูจน์ว่าตบะเช่นนี้มีแก่นสารจริงหรือไม่ สุดท้ายทรงเห็นนิมิตทางนรกจึงทรงล้มเลิกความเชื่อผิดนั้นและกลับสู่สัมมาทิฏฐิ เรื่องนี้ตรัสเล่าเพื่อตอบโต้พระสุนักขัตตะที่หลงเลื่อมใสสำนักเดียรถีย์
  55. หน้า ๓๔๘–๓๕๒ มหาสุทัสสนชาดก ก่อนพระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพานที่กรุงกุสินารา พระอานนท์ทูลขอให้เสด็จไปปรินิพพานในเมืองใหญ่แทน พระองค์จึงตรัสเล่าอดีตชาติที่ทรงเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะครองเมืองนี้เมื่อครั้งยังยิ่งใหญ่รุ่งเรือง และเมื่อใกล้สวรรคตทรงปลอบพระนางสุภัททาผู้โศกเศร้าด้วยพระคาถาอันโด่งดังว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ต่างหากเป็นสุขแท้จริง
  56. หน้า ๓๕๓–๓๖๙ เตลปัตตชาดก เริ่มด้วยอุปมาคนที่ถูกบังคับให้ประคองโถน้ำมันเต็มขอบเดินฝ่าฝูงชนที่กำลังชมนางรำ โดยมีเพชฌฆาตเงื้อดาบตามหลังพร้อมประหารทันทีที่น้ำมันหกแม้หยดเดียว เปรียบกับการรักษาสติของผู้ปฏิบัติธรรม จากนั้นเล่าชาดกเรื่องพระราชโอรสองค์เล็กที่ได้รับคำแนะนำให้เดินทางผ่านป่าที่มีนางยักษิณีแปลงกายล่อลวงด้วยรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอันเป็นทิพย์ บริวารทั้ง 5 คนที่หลงใหลถูกยักษิณีจับกินจนหมด เหลือแต่พระโพธิสัตว์ผู้สำรวมอินทรีย์ไม่หวั่นไหวที่รอดไปได้และได้ครองราชสมบัติ เป็นอุทาหรณ์สอนเรื่องอันตรายของการหลงใหลในกา...
  57. หน้า ๓๗๐–๓๗๔ นามสิทธิชาดก ภิกษุชื่อ ปาปกะ รู้สึกอับอายกับชื่อของตนที่แปลว่าชั่วร้าย จึงขอให้อุปัชฌาย์เปลี่ยนชื่อให้ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกอดีตชาติคล้ายกันว่า ศิษย์ชื่อปาปกะออกเดินทางหาชื่อมงคลใหม่ แต่ระหว่างทางกลับพบเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกับความหมายของชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น ชายชื่อชีวกะ (ผู้รอดชีวิต) กลับตาย และหญิงชื่อธนปาลี (ผู้มีทรัพย์) กลับถูกทวงหนี้และถูกเฆี่ยน อาจารย์สรุปด้วยตัวอย่างชื่อคู่ตรงข้ามอื่นๆ ว่าชื่อเป็นเพียงบัญญัติเรียกขาน ความสำเร็จเกิดจากการกระทำ ไม่ใช่จากชื่อ
  58. หน้า ๓๗๕–๓๗๘ กูฏวาณิชชาดก พ่อค้าสองคนชื่อบัณฑิตกับอติบัณฑิตค้าขายร่วมทุนกัน เมื่อถึงเวลาแบ่งกำไร อติบัณฑิตอ้างว่าชื่อของตนแปลว่า "ฉลาดยิ่ง" จึงควรได้สองส่วน แล้ววางแผนให้บิดาซ่อนตัวในโพรงไม้แสร้งเป็นเทวดายืนยันคำอ้างของตน พระโพธิสัตว์จับพิรุธจึงจุดไฟเผาโพรงไม้ บิดาของอติบัณฑิตทนร้อนกระโดดหนีออกมา ความโกงจึงถูกเปิดโปง สุดท้ายทั้งสองแบ่งกันคนละครึ่งอย่างยุติธรรม
  59. หน้า ๓๗๙–๓๘๒ ปโรสหัสสชาดก ฤาษีผู้เป็นอาจารย์ก่อนสิ้นชีวิตบอกศิษย์ว่าตน "ไม่มีคุณพิเศษแม้แต่น้อย" ซึ่งแท้จริงหมายถึงการบรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติ แต่ศิษย์ส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่าอาจารย์ไม่บรรลุอะไรจริงๆ จึงไม่ทำสักการะศพ มีเพียงศิษย์อาวุโสที่เข้าใจความหมายที่แท้จริง อาจารย์ต้องกลับมาอธิบายความจริงนี้ในอากาศ เรื่องนี้สอนว่าคนมีปัญญาเข้าใจความหมายที่แท้จริงเพียงคนเดียว มีค่ากว่าคนโง่เขลาที่มาประชุมกันเป็นพัน
  60. หน้า ๓๘๓–๓๘๙ อสาตรูปชาดก พระนางสุปปวาสาทรงบริหารพระครรภ์นาน ๗ ปี และเจ็บครรภ์อีก ๗ วันก่อนประสูติพระโอรสสีวลี (ภายหลังบวชและเป็นเอตทัคคะด้านลาภ) ความเจ็บปวดยิ่งใหญ่ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังความยินดีที่ได้บุตร พระศาสดาอธิบายว่ากรรมในอดีตของทั้งสองคือการล้อมเมืองตัดเสบียงศัตรูนาน ๗ วันเพื่อชิงราชสมบัติ คาถาสำคัญสอนว่า "สิ่งที่ไม่น่าชื่นชม" มักครอบงำผู้ประมาทโดยแฝงมาในรูปของสิ่งที่น่าชื่นชม
  61. หน้า ๓๙๐–๓๙๑ ปโรสตชาดก คาถาและเนื้อหาเหมือนกับปโรสหัสสชาดกแทบทุกประการ ต่างกันเพียงถ้อยคำเล็กน้อย ใจความคือคนโง่เขลามาประชุมกันแม้ตั้งร้อยคน ก็ไม่มีทางเข้าใจความหมายที่แท้จริง ในขณะที่ผู้มีปัญญาเพียงคนเดียวที่เข้าใจถ้อยคำนั้นประเสริฐกว่าคนหมู่มากที่ไร้ปัญญา
  62. หน้า ๓๙๒–๓๙๕ ปัณณิกชาดก พ่อค้าขายผักมีธิดารูปงามที่ชอบยิ้มแย้มอยู่เสมอ เมื่อมีคนมาสู่ขอ บิดากลัวว่าลูกสาวอาจมีมลทิน จึงทดลองใจโดยแสร้งเล้าโลมจับมือนางในป่าขณะเก็บผัก นางตกใจร้องไห้คร่ำครวญและตำหนิบิดาอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่านางไม่เคยมีใจปฏิพัทธ์ชายใด บิดาจึงมั่นใจในความบริสุทธิ์และจัดพิธีมงคลส่งตัวไปสู่เรือนผัวด้วยความสบายใจ
  63. หน้า ๓๙๖–๓๙๘ เวริชาดก เศรษฐีเดินทางกลับจากทำธุระ พบกลุ่มโจรระหว่างทาง จึงตัดสินใจไม่หยุดพักแรมใกล้จุดอันตรายนั้น รีบต้อนฝูงโคกลับถึงเรือนโดยเร็ว เมื่อถึงบ้านปลอดภัยแล้วจึงเปล่งอุทานว่าการอยู่ใกล้ไพรีแม้เพียงคืนหรือสองคืนก็นำมาซึ่งความทุกข์
  64. หน้า ๓๙๙–๔๐๑ มิตตวินทชาดก สัตว์นรกตนหนึ่งต้องทนทุกข์จากกงจักรเหล็กพัดเผาอยู่เหนือศีรษะ เพราะในอดีตเป็นผู้ไม่รู้จักพอ ได้นางเทพธิดา ๔ นางก็ยังอยากได้ ๘ ได้ ๘ ก็อยากได้ ๑๖ จนในที่สุดถูกกงจักรลงโทษแทนลาภที่หวังไว้ พระโพธิสัตว์อธิบายเหตุแห่งทุกข์นี้ให้ฟัง เป็นภาพเตือนใจอันชัดเจนถึงโทษของความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุด
  65. หน้า ๔๐๒–๔๐๔ ทุพพลกัฏฐชาดก ช้างมงคลที่เคยถูกมัดที่เสาตะลุงและถูกคนล้อมทำร้ายจนตกใจหนีเข้าป่า กลายเป็นสัตว์ขี้กลัว ได้ยินเสียงลมหรือกิ่งไม้แห้งหักก็ตัวสั่นวิ่งหนี เทวดาประจำต้นไม้จึงปลอบว่าไม้แห้งที่ทุรพลนั้นมีอยู่ทั่วไป ไม่ควรกลัวจนต้องซูบผอม สอนว่าความกลัวที่ไร้เหตุผลทำให้ชีวิตทุกข์โดยไม่จำเป็น ควรเผชิญความจริงด้วยสติปัญญา
  66. หน้า ๔๐๕–๔๐๘ อุทัญจนีชาดก ดาบสหนุ่มหลงรักหญิงคนหนึ่งและติดตามนางไปอยู่ในหมู่บ้าน แต่นางกลับใช้งานเขาเยี่ยงทาสให้คอยหาปลา เนื้อ น้ำมัน เกลือให้ตลอดเวลา เขาจึงคิดได้และหนีกลับไปหาบิดา ระบายความอัดอั้นด้วยคาถาเปรียบนางเป็น "อุทัญจนี" ผู้ตักตวงเอาแต่ได้ บิดาปลอบและสอนเจริญพรหมวิหาร ๔ จนดาบสหนุ่มบรรลุฌานไปเกิดในพรหมโลก
  67. หน้า ๔๐๙–๔๑๓ สาลิตตกชาดก ภิกษุผู้ชำนาญการดีดก้อนกรวดใช้ฝีมือสังหารหงส์ พระศาสดาตำหนิและเล่าเรื่องอดีตชาติ: ชายง่อยผู้ชำนาญดีดมูลแพะถูกพระราชานำมาใช้หยุดปุโรหิตปากกล้าที่พูดมากจนไม่มีใครแทรกได้ โดยแอบดีดขี้แพะทีละก้อนเข้าปากพราหมณ์ผ่านช่องม่านจนกลืนไปเกือบเต็มทะนาน ทำให้พราหมณ์เข็ดขยาดไม่กล้าพูดมากอีก พระราชาจึงพระราชทานบ้านส่วยทั้ง ๔ ทิศแก่ชายง่อย
  68. หน้า ๔๑๔–๔๑๗ พาหิยชาดก เจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งมีมเหสีรูปร่างอ้วนพีไร้กิริยางาม แต่กลับโปรดปรานนางยิ่งนัก พระศาสดาเล่าอดีตชาติว่าพระราชาเมืองพาราณสีทอดพระเนตรเห็นหญิงชนบทธรรมดาถ่ายอุจจาระอย่างมิดเม้นด้วยความละอาย จึงทรงเชื่อว่านางบริสุทธิ์มีบุญ จึงตั้งนางเป็นอัครมเหสี ต่อมานางประสูติโอรสที่ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ คติสอนว่าความมีสติ ความละอายใจ และมารยาทแม้ในเรื่องเล็กน้อย มีค่ามากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
  69. หน้า ๔๑๘–๔๒๒ กุณฑกปูวชาดก ชายยากจนไม่มีของถวายดีเท่าใครในงานทำบุญทั้งเมือง จึงถวายขนมรำห่อใบไม้แด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับเสวยด้วยความเต็มพระทัยไม่รังเกียจ ทำให้ทั้งเมืองประทับใจและพากันมอบทรัพย์มหาศาลจนเขาได้เป็นเศรษฐี อดีตชาติคู่ขนาน: ชายจนคนเดียวที่ถวายขนมรำแก่เทวดาประจำต้นละหุ่งซึ่งคนอื่นดูแคลนไม่ยอมถวาย เทวดาผู้มีคุณธรรมกตัญญูจึงตอบแทนด้วยขุมทรัพย์มหาศาล สอนว่าความจริงใจในการให้สำคัญกว่ามูลค่าของสิ่งของที่ให้
  70. หน้า ๔๒๓ สัพพสังหารกปัญหา เป็นเพียงคาถาปริศนาสั้นๆ เปรียบเทียบว่ากลิ่นหอมทุกชนิดไม่อาจรวมเป็นหนึ่งเดียวได้ เช่นเดียวกับคำพูดของหญิงนักเลง (พูดเหลาะแหละเอาใจ) กับหญิงผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ (พูดความจริง) เนื้อหาโดยละเอียดถูกส่งต่อไปอธิบายในอุมมัคคชาดกแทน
  71. หน้า ๔๒๕ คัทรภปัญหา คาถาปริศนาสั้นๆ เสนอข้อโต้แย้งเชิงตรรกะว่า หากถือว่าบิดาประเสริฐกว่าบุตรเสมอ ลาก็ควรจะประเสริฐกว่าม้าอัสดร เพราะลาเป็นพ่อของม้าอัสดร เนื้อหาโดยละเอียดถูกส่งต่อไปอธิบายในอุมมัคคชาดกเช่นกัน
  72. หน้า ๔๒๖ อมราเทวีปัญหา คาถาปริศนาที่หญิงคนหนึ่งบอกทางไปบ้านด้วยรหัสลับ โดยอ้างถึงร้านขายข้าวสัตตู ร้านขายน้ำส้มพะอูม และต้นทองหลางที่มีดอกบาน พร้อมกติกาเรื่องมือที่ใช้ให้ของเป็นสัญญาณบอกความหมายที่แท้จริง เป็นปริศนาทดสอบไหวพริบผู้ฟังให้ถอดรหัส
  73. หน้า ๔๒๗–๔๓๐ สิคาลชาดก (โกงเมืองด้วยกลิ่นสุรา) หมาจิ้งจอกลอบเข้าเมืองทางท่อระบายน้ำในคืนงานเทศกาล กินปลา เนื้อ และดื่มสุราจนติดอยู่ในเมืองเมื่อฟ้าสาง จึงหลอกพราหมณ์ผู้โลภให้แอบสะพายตนออกจากเมืองด้วยผ้าสะไบเฉียง โดยสัญญาจะให้เงิน พอพ้นเมืองแล้วมันกลับถ่ายมูตรคูถเลอะผ้าของพราหมณ์แล้วหนีเข้าป่าช้าไป พระศาสดาเปรียบหมาจิ้งจอกนี้กับพระเทวทัตผู้มักพูดเท็จ
  74. หน้า ๔๓๑–๔๓๔ มิตจินติชาดก ปลาสามตัวชื่อพหุจินตี (คิดมาก) อัปปจินตี (คิดน้อย) และมิตจินตี (คิดพอประมาณ) ออกจากป่ามาหากินในถิ่นมนุษย์ มิตจินตีเตือนให้รีบกลับป่าเพราะมีภัยจากอวนจับปลา แต่อีกสองตัวผัดวันจนติดอวน มิตจินตีจึงว่ายไปป่วนน้ำที่หัวและท้ายอวนให้ชาวประมงเข้าใจผิดว่าอวนขาด จนยกอวนขึ้นทำให้ปลาทั้งสองรอดชีวิต สอนโทษของความผัดวันประกันพรุ่งและคุณค่าของปัญญาที่รู้จักตัดสินใจทันท่วงที
  75. หน้า ๔๓๕–๔๓๘ อนุสาสิกชาดก นางนกสาลิกาตัวหนึ่งชอบตักเตือนห้ามปรามนกอื่นๆ ไม่ให้บินไปตามทางเกวียนใหญ่ที่มีอันตราย แต่ตัวเองกลับเที่ยวหากินตามทางนั้นเป็นประจำด้วยความละโมบ สุดท้ายถูกล้อเกวียนทับปีกหักตาย เรื่องนี้เป็นต้นเรื่องของภิกษุณีชอบพร่ำสอนผู้อื่นแต่ตนเองไม่ปฏิบัติตาม คติสอนใจคือ "ปากว่าตาขยิบ" สอนแล้วไม่ทำตามคำสอนของตนเอง ย่อมประสบภัยเช่นเดียวกับที่ตนเตือนคนอื่น
  76. หน้า ๔๓๙–๔๔๑ ทุพพจชาดก อาจารย์นักกระโดดข้ามหอกรู้วิชาโดดข้ามหอกได้เพียง 4 เล่ม แต่เมาสุราแล้วโอ่อวดจะโดดข้ามหอก 5 เล่ม ศิษย์ทัดทานเตือนล่วงหน้าว่าจะตายแต่อาจารย์ไม่ฟังเพราะทะนงตน สุดท้ายกระโดดข้ามได้เพียง 4 เล่ม ถูกหอกเล่มที่ 5 เสียบตาย สอนเรื่องโทษของความดื้อรั้นไม่ฟังคำเตือนจากผู้มีปัญญาที่หวังดี
  77. หน้า ๔๔๒–๔๔๔ ติตติรชาดก นกกระทาตัวหนึ่งขันเสียงดังลั่นทุกเช้าเย็นจนพรานได้ยินและตามฆ่ามันได้ พระโพธิสัตว์เทียบเหตุการณ์นี้กับดาบสปากกล้าที่ชอบพูดแทรกจู้จี้จนถูกดาบสอีกรูปโกรธและฟันตาย สรุปสอนว่าวาจาที่ดังเกินไป รุนแรงเกินไป หรือพูดไม่ถูกกาลเทศะ ย่อมนำภัยมาสู่ตนได้ เป็นเรื่องต้นกำเนิดของพระโกกาลิกะผู้พูดจาจนพินาศ
  78. หน้า ๔๔๕–๔๕๐ วัฏฏกชาดก นกกระจาบถูกนายพรานจับขังเลี้ยงไว้ขาย จึงคิดอุบายไม่ยอมกินอาหารและน้ำที่นายพรานให้ จนซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกไม่มีใครอยากซื้อ เมื่อนายพรานเผลอปล่อยไว้บนฝ่ามือเพื่อตรวจดู มันจึงกางปีกบินหนีรอดชีวิตได้ เรื่องกรอบเล่าถึงบุตรเศรษฐีหนุ่มที่ไม่สนใจกามคุณ ถูกเพื่อนวางแผนพากับหญิงงามเมืองแล้วเกิดคดีจนเกือบถูกประหาร แต่เมื่อพ้นภัยได้คิดจะบวชและได้บรรลุอรหัตผล
  79. หน้า ๔๕๑–๔๕๓ อกาลราวิชาดก ไก่ตัวหนึ่งถูกมาณพจับได้จากป่าช้ามาเลี้ยงแทนไก่ขันยามตัวเก่าที่ตายไป แต่เพราะไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาก่อน มันจึงขันไม่เป็นเวลา ทำให้มาณพเรียนศิลปะไม่สำเร็จ จนถูกจับบิดคอตาย อาจารย์ทิศาปาโมกข์สรุปว่าไก่ตายเพราะไม่เคยได้รับการอบรม สอนคติเรื่องความสำคัญของการฝึกฝนอบรมจากพ่อแม่และครูอาจารย์
  80. หน้า ๔๕๔–๔๖๒ พันธนโมกขชาดก พระราชาพรหมทัตหลงรักมเหสีจนสัญญาจะไม่แลมองหญิงอื่น แต่เมื่อพระองค์ยกทัพไปปราบกบฏ พระเทวีกลับสมสู่กับราชบุรุษ 64 คน เมื่อปุโรหิตผู้ซื่อสัตย์ปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำยั่วยวนของพระนาง พระนางจึงใส่ร้ายว่าถูกข่มขืนจนปุโรหิตถูกจับจะประหารชีวิต แต่ปุโรหิตใช้ปัญญาขอเข้าเฝ้าพระราชาก่อนตาย แก้ต่างจนพระราชาทรงเชื่อ และช่วยให้ทั้งพระเทวีและราชบุรุษ 64 คนที่ไร้ความผิดพ้นโทษได้ด้วย เป็นเรื่องต้นกำเนิดของนางจิญจมาณวิกาผู้ใส่ร้ายพระพุทธเจ้าในภายหลัง
  81. หน้า ๔๖๓–๔๖๘ กุสนาฬิชาดก เทวดารุจาสถิตอยู่ที่ต้นไม้มงคลในอุทยานหลวง ผูกมิตรกับเทวดากุสนาฬิผู้มีศักดิ์น้อยกว่าซึ่งสถิตอยู่ที่กอหญ้าคา เมื่อพระราชาสั่งให้ตัดต้นไม้มงคลนั้นไปทำเสาปราสาท เทวดารุจาเดือดร้อนจนร้องไห้ เทวดากุสนาฬิจึงอาสาช่วยโดยแปลงกายเป็นกิ้งก่าไต่เข้าไปในต้นไม้ทำให้ดูเหมือนต้นไม้กลวงไร้แก่น ช่างไม้จึงไม่ตัด สอนคติว่าควรคบมิตรไว้ไม่ว่าจะสูงศักดิ์กว่า เสมอกัน หรือต่ำต้อยกว่าตน เพราะเมื่อยามทุกข์ยาก มิตรทุกระดับล้วนช่วยเหลือกันได้
  82. หน้า ๔๖๙–๔๗๔ ทุมเมธชาดก (ช้างมงคลถูกอิจฉา) พระราชาแคว้นมคธทรงอิจฉาช้างมงคลของพระองค์เองเพราะมหาชนต่างพากันสรรเสริญความงามของช้าง จึงคิดอุบายให้ควาญพาช้างขึ้นยอดเขาแล้วสั่งให้ยืนขาเดียวบนหน้าผาหวังให้ตกเขาตาย แต่ช้างมีบุญฤทธิ์กลับเหาะขึ้นไปในอากาศพาควาญช้างหนีไปพึ่งพระราชาเมืองพาราณสีแทน เป็นต้นเรื่องของพระเทวทัตผู้อิจฉาพระพุทธเจ้า สอนคติว่าคนโง่เขลาเมื่อได้ยศหรืออำนาจแล้ว มักใช้มันไปในทางเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
  83. หน้า ๔๗๕–๔๗๙ นังคลีสชาดก อาจารย์ทิศาปาโมกข์พยายามสอนศิษย์ผู้มีปัญญาอ่อนคนหนึ่งโดยให้หัดเปรียบเทียบสิ่งที่พบเห็นระหว่างวัน ศิษย์เริ่มเปรียบงูว่าเหมือนงอนไถซึ่งถูกต้อง แต่กลับนำคำเปรียบเทียบนี้ไปใช้กับทุกสิ่งที่พบต่อมาไม่ว่าจะเป็นช้าง อ้อย หรือแม้แต่นมส้มนมสด จนอาจารย์ยอมแพ้และส่งกลับบ้านไป เป็นต้นเรื่องของพระโลลุทายีผู้พูดจาไม่ถูกกาลเทศะ
  84. หน้า ๔๘๐–๔๘๓ อัมพชาดก ในยามที่ป่าหิมพานต์แห้งแล้งขาดน้ำ ดาบสรูปหนึ่งเสียสละไม่ไปหาผลไม้ แต่คอยทำรางไม้ตักน้ำให้สัตว์ป่าดื่มจนตนเองแทบอดอาหาร สัตว์ทั้งหลายจึงตกลงกันนำผลไม้มามอบให้เป็นการตอบแทนทุกครั้งที่มาดื่มน้ำ จนมีผลไม้มากมายเหลือเฟือให้ฤๅษีทั้ง 500 รูปได้กินร่วมกันโดยไม่ต้องออกหาเอง เป็นเรื่องต้นเรื่องของภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรที่นำลาภสักการะมาสู่หมู่สงฆ์ สอนคติว่าความพยายามที่ทำด้วยความเสียสละย่อมไม่ไร้ผล
  85. หน้า ๔๘๔–๔๙๐ กฏาหกชาดก กฏาหกะ ทาสหนุ่มผู้ฉลาดในเรือนเศรษฐี เกรงว่าสักวันจะถูกลงโทษหากทำผิด จึงปลอมหนังสือของนายไปหลอกเศรษฐีชายแดนว่าตนเป็นบุตรเศรษฐี จนได้แต่งงานกับธิดาเศรษฐีและใช้ชีวิตอย่างหรูหรา เย่อหยิ่งจู้จี้เรื่องอาหารเป็นนิสัย เมื่อเจ้านายเดิมตามมาเยือน กฏาหกะตกใจกลัวความลับแตกจึงกลับมาปรนนิบัติรับใช้อย่างซื่อสัตย์ แต่ก่อนกลับได้สอนมนต์คาถาผ่านธิดาเศรษฐีเป็นการเตือนสติกฏาหกะทางอ้อมไม่ให้ลืมตัว สอนคติเรื่องคนที่ได้ดิบได้ดีอย่างฉับพลันมักลืมตัวเย่อหยิ่ง
  86. หน้า ๔๙๑–๔๙๗ อสิลักขณชาดก พราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบของพระราชารับสินบนจากช่างดาบ ตัดสินความดีเลวของดาบตามผลประโยชน์ที่ตนได้รับ วันหนึ่งช่างดาบที่ไม่เคยติดสินบนใส่พริกป่นในฝักดาบ เมื่อพราหมณ์ดมดาบก็จามและจมูกถูกคมดาบบาดขาด ในเรื่องอดีตชาติเดียวกัน หลังพราหมณ์จมูกขาดถูกรักษาด้วยจมูกเทียม พระราชาภาคิไนยของกษัตริย์ผู้ไม่มีโอรสได้ใช้กลอุบายเดียวกัน (โรยพริกป่นให้จามในพิธีปลอมเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์กลางป่าช้า) เพื่อลักพาตัวธิดาของลุงออกจากวังไปอยู่ด้วยกัน จนภายหลังได้ครองราชสมบัติ
  87. หน้า ๔๙๘–๕๐๐ กลัณฑุกชาดก ทาสชื่อกลัณฑุกะหนีไปอยู่กินกับธิดาเศรษฐีเมืองอื่นอย่างหรูหรา วันหนึ่งขณะเล่นน้ำเขาบ้วนน้ำนมทิ้งลงบนศีรษะของธิดาเศรษฐีอย่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นกแขกเต้าที่เจ้านายเดิมส่งมาสืบหาจำเขาได้ จึงเตือนสติว่าให้สำนึกถึงกำเนิดของตน สุดท้ายกลัณฑุกะถูกจับกลับไปเป็นทาสตามเดิม เป็นคติสอนเรื่องการรู้จักประมาณตน ไม่ลืมตัวเมื่อได้ดีชั่วคราว
  88. หน้า ๕๐๑–๕๐๔ มูสิกชาดก หมาจิ้งจอกแสร้งทำตนเป็นผู้ทรงศีล ยืนขาเดียวอ้าปากจ้องพระอาทิตย์ อ้างว่าไม่กินอาหารอื่นนอกจากลม เพื่อหลอกให้ฝูงหนูไว้ใจ แล้วแอบจับหนูตัวสุดท้ายกินทุกครั้งที่ฝูงหนูมาทำวัตรเช้าเย็น จนพญาหนูโพธิสัตว์สังเกตว่าฝูงหนูลดจำนวนลง จึงสืบสวนจนจับได้และฆ่าหมาจิ้งจอกเสีย เป็นคำเปรียบเปรยตรงถึงการอาศัยธรรมะหรือความน่าเชื่อถือบังหน้าเพื่อหลอกลวงเอาเปรียบผู้อื่น
  89. หน้า ๕๐๕–๕๐๗ อัคคิกชาดก หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งขนไหม้จากไฟป่าจนเหลือเป็นกระจุกบนหัวคล้ายมงกุฎ ใช้รูปลักษณ์นั้นหลอกฝูงหนูว่าตนมาช่วย "นับหาง" คุ้มครองความปลอดภัย แต่แท้จริงแอบจับหนูตัวสุดท้ายกินทุกครั้ง จนพญาหนูโพธิสัตว์จับพิรุธได้และเลิกคบด้วย เป็นคำเตือนซ้ำเรื่องผู้แอบอ้างบทบาท "ผู้พิทักษ์" เพื่อฉวยประโยชน์จากผู้ไว้ใจตน
  90. หน้า ๕๐๘–๕๑๓ โกสิยชาดก หญิงคนหนึ่งประพฤตินอกใจสามีกลางคืน กลางวันแสร้งป่วยไม่ยอมทำงาน อ้างว่าลมเสียดแทงร่างกาย พราหมณ์สามีหลงเชื่อคอยหายามาให้ไม่ขาด จนไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้แนะนำให้ปรุงยาที่มีกลิ่นแรงน่ารังเกียจให้นางกิน หรือไม่ก็ให้นางลุกขึ้นทำงานให้สมกับที่กินอยู่ เมื่อนางถูกท้าทายเช่นนั้นก็ละอายใจ เลิกอ้างป่วยและลุกขึ้นทำงาน คติสอนคือคำพูดกับการกระทำต้องสอดคล้องกัน
  91. หน้า ๕๑๔–๕๒๑ อสัมปทานชาดก สังขเศรษฐีผู้มั่งคั่งช่วยเหลือปิลิยเศรษฐีเพื่อนยากด้วยการแบ่งทรัพย์สินให้ครึ่งหนึ่งเมื่อเพื่อนสิ้นเนื้อประดาตัว ต่อมาเมื่อสังขเศรษฐีเองประสบภัยจนต้องไปพึ่งพิงบ้าง ปิลิยเศรษฐีกลับไม่ต้อนรับ ให้เพียงข้าวลีบ ๔ ทะนานแล้วไล่ไป แต่สังขเศรษฐียอมรับของเล็กน้อยนั้นไว้ด้วยเกรงจะเสียมิตรภาพ ท้ายที่สุดพระราชาทรงทราบเรื่องและลงโทษปิลิยเศรษฐีคืนทรัพย์ให้สังขเศรษฐี สอนเรื่องคุณค่าของความกตัญญูและการรักษาน้ำใจ
  92. หน้า ๕๒๒–๕๒๖ ปัญจภีรุกชาดก พระศาสดาทรงเล่าเรื่องนี้เพื่ออธิบายว่าเหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงหวั่นไหวเมื่อธิดามารมาประเล้าประโลม โดยย้อนถึงอดีตชาติที่ทรงเป็นราชกุมารองค์เล็กแห่งตักกสิลา เมื่อได้ขึ้นครองราชสมบัติท่ามกลางความรื่นเริงหรูหรา พระองค์ทรงระลึกว่าที่รอดพ้นจากภัยของนางรากษสได้ก็เพราะความเพียรมั่นคงในโอวาทของบัณฑิตและความไม่หวาดกลัวภัย คติสอนคือความยึดมั่นในคำแนะนำของผู้รู้และความกล้าหาญทางใจเป็นเกราะป้องกันจากอันตรายและสิ่งยั่วยวนทั้งปวง
  93. หน้า ๕๒๗–๕๓๐ ฆตาสนชาดก ภิกษุรูปหนึ่งกุฏิถูกไฟไหม้และชาวบ้านผัดผ่อนไม่สร้างให้ ทำให้ปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า พระศาสดาจึงเล่าเรื่องพญานกที่อาศัยต้นไม้ริมสระ เมื่อพญานาคโกรธที่ฝูงนกถ่ายมูลลงน้ำ จึงบันดาลน้ำในสระให้เดือดพลุ่งเป็นไฟ พญานกสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบพาฝูงนกที่เชื่อฟังบินหนีไปที่อื่นทันที ส่วนฝูงที่ดื้อไม่เชื่อกลับต้องตายเพราะไฟ คติสอนคือต้องรู้จักสังเกตว่าที่พึ่งเดิมกลายเป็นภัยแล้วหรือไม่ และต้องตัดสินใจย้ายออกทันที
  94. หน้า ๕๓๑–๕๓๓ ฌานโสธนชาดก พระโพธิสัตว์ในฐานะดาบสก่อนมรณภาพกล่าวปริศนาธรรมสั้นๆ ว่าสัตว์ที่ยังมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาก็ยังชื่อว่ายากไร้ทั้งคู่ ทำให้ศิษย์ตีความไม่ตรงกัน จนพระโพธิสัตว์ต้องมาปรากฏจากพรหมโลกเพื่อไขความว่าต้องละทั้งความมีสัญญาและไม่มีสัญญาจึงจะถึงสุขที่แท้จริงอันปราศจากกิเลสเครื่องยียวน เป็นการอธิบายภูมิธรรมขั้นสูง (เนวสัญญานาสัญญายตนะ)
  95. หน้า ๕๓๔–๕๓๕ จันทาภชาดก เป็นเรื่องคู่แฝดกับฌานโสธนชาดกก่อนหน้า พระโพธิสัตว์ก่อนมรณภาพกล่าวปริศนาถึง "แสงจันทร์และแสงอาทิตย์" ซึ่งหมายถึงโอทาตกสิณและปีตกสิณ ศิษย์ตีความไม่ตรงกันอีกจนต้องมาอธิบายว่าผู้ที่เจริญกสิณทั้งสองจนเกิดฌานย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระได้
  96. หน้า ๕๓๖–๕๔๐ สุวรรณหังสชาดก พระโพธิสัตว์ตายจากความเป็นพราหมณ์ไปเกิดเป็นหงส์ทอง ระลึกชาติได้ว่าภรรยาและลูกสาวสามคนต้องยากจนรับจ้างเลี้ยงชีพ จึงบินไปสละขนทองให้ครั้งละเส้นเพื่อให้ครอบครัวมีกินมีใช้อย่างสบาย แต่นางพราหมณีผู้เป็นภรรยาโลภมาก อยากได้ขนทั้งหมดในคราวเดียว จึงจับหงส์ถอนขนจนหมดตัว ขนที่เคยเป็นทองกลับกลายเป็นขนนกธรรมดา หงส์ต้องรอจนขนใหม่งอกแล้วบินหนีไปไม่กลับมาอีกเลย เป็นอุทาหรณ์คลาสสิกเรื่องความโลภทำลายลาภที่ควรจะยั่งยืน
  97. หน้า ๕๔๑–๕๔๖ พัพพุชาดก นางหนูตัวหนึ่งผูกมิตรกับช่างสลักหินโดยนำเงินมาให้แลกกับเนื้อ แต่เมื่อถูกแมวจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า นางต้องต่อรองแบ่งเนื้อให้แมวแต่ละตัวเพื่อแลกกับชีวิต จนต้องแบ่งกินถึง ๕ ส่วนและซูบผอมลงมาก ช่างสลักหินจึงสร้างถ้ำแก้วผลึกให้นางหลบซ่อน และให้นางแกล้งด่าทอแมวอย่างหยาบคายเพื่อยั่วให้แมวโกรธจนพุ่งเข้าชนถ้ำแก้วจนตายไปทีละตัว ในที่สุดนางหนูก็ปลอดภัยและมอบทรัพย์ทั้งหมดให้ช่างสลักหิน สอนเรื่องผลเสียของการเอาเปรียบผู้อื่นซ้ำๆ และการหาทางแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาด
  98. หน้า ๕๔๗–๕๕๐ โคธชาดก (ดาบสโกงหลอกกิน) เหี้ยโพธิสัตว์เคยไปฟังธรรมจากดาบสผู้ทรงศีลเป็นประจำ แต่เมื่อดาบสองค์นั้นจากไป มีดาบสโกงมาแทนที่ วันหนึ่งชาวบ้านจับเหี้ยตัวอื่นมาทำอาหารถวาย ดาบสโกงติดใจในรสจึงคิดฆ่าเหี้ยโพธิสัตว์กินบ้าง แต่เหี้ยโพธิสัตว์สังเกตพิรุธของดาบสได้ทันจึงหนีรอด แล้วเปิดโปงว่าการนุ่งห่มและมุ่นชฎาแบบนักบวชไม่มีความหมายใดเลยหากภายในใจยังเต็มไปด้วยกิเลส
  99. หน้า ๕๕๑–๕๕๔ อุภโตภัตถชาดก พรานเบ็ดคิดว่าเบ็ดที่ติดตอใต้น้ำเป็นปลาตัวใหญ่ จึงส่งลูกชายไปให้แม่หาเรื่องทะเลาะกับเพื่อนบ้านเพื่อกันไม่ให้ใครมาขอแบ่งปลา ตนเองกระโดดลงน้ำไปดึงเบ็ดจนหัวโขกตอ ตาบอดทั้งสองข้าง แถมผ้านุ่งที่วางไว้บนฝั่งก็ถูกขโมยไป ฝ่ายภรรยาที่แสร้งทำแผลและอุ้มลูกหมาเพื่อยั่วให้เกิดเรื่อง กลับถูกจับปรับและเฆี่ยนจริงๆ รุกขเทวดาเห็นเหตุการณ์จึงกล่าวเปรียบว่าครอบครัวนี้เสียหายทั้งในน้ำและบนบก
  100. หน้า ๕๕๕–๕๖๐ กากชาดก (ปุโรหิตแก้แค้นกา) ปุโรหิตแต่งตัวโก้เดินผ่านประตูเมือง ถูกกาตัวหนึ่งถ่ายมูลรดหัวทั้งที่เพื่อนกาเตือนว่าอย่าแหย่ผู้มีอำนาจ ปุโรหิตผูกใจเจ็บ ต่อมาเกิดเหตุไฟไหม้จากแพะที่ถูกจุดไฟลามไปโรงช้างจนช้างบาดเจ็บทั่วเมือง ปุโรหิตถือโอกาสแก้แค้นโดยทูลเท็จว่าต้องใช้ "มันเหลวของกา" รักษาช้าง ทำให้มีการฆ่ากาจำนวนมากโดยไม่ได้มันเหลวเลยสักตัว พญากาโพธิสัตว์จึงบินเข้าไปพึ่งพระราชาในวังเพื่อชี้แจงความจริงว่าฝูงกามีใจสะดุ้งหวาดกลัวถูกมนุษย์เบียดเบียนเสมอจึงไม่มีมันเหลวสะสม และสอนพระราชาว่าไม่ควรทำราชกิจใดโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน...
  101. หน้า ๕๖๑–๕๖๔ โคธชาดก (คบคนพาลเสียหมู่คณะ) พญาเหี้ยมีบุตรชื่อโคธปิลลิกะไปผูกมิตรสนิทสนมกับกิ้งก่าตัวหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์ต่างพวกและมีกำเนิดต่ำ แม้พ่อจะห้ามก็ไม่ฟัง จนกิ้งก่าทนถูกบุตรเหี้ยโถมกอดทุกวันไม่ไหว จึงคบคิดกับนายพรานพาไปรมควันเผาโพรง ทำให้ฝูงเหี้ยล้มตายเกือบหมด มีเพียงพญาเหี้ยที่เตรียมช่องหนีไว้ล่วงหน้าจึงรอดชีวิต และกล่าวสอนว่าการคบคนชั่วมีแต่นำความพินาศมาสู่ตนเองและหมู่คณะ
  102. หน้า ๕๖๕–๕๖๘ สิคาลชาดก (แสร้งตายลวงจิ้งจอก) พญาสุนัขจิ้งจอกพบนักเลงสุราคนหนึ่งนอนแสร้งทำเป็นศพในป่าช้าเพื่อจะฆ่าจิ้งจอกไปเป็นกับแกล้มสุรา จิ้งจอกสูดกลิ่นรู้ว่าเขายังไม่ตายจริง จึงคาบปลายไม้พลองฉุด เมื่อนักเลงยังยึดพลองไว้แน่นก็รู้ทันทีว่าเขาแสร้งตาย จึงเยาะเย้ยแล้วหนีรอดไปได้ เปรียบกับพระเทวทัตที่พยายามปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแต่ไม่สำเร็จ กลับได้รับความลำบากเอง
  103. หน้า ๕๖๙–๕๗๓ วิโรจนชาดก ราชสีห์เลี้ยงดูสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นบริวารกินเนื้อที่ตนล่ามาแบ่งให้ทุกวัน จนจิ้งจอกอ้วนพีและเกิดความหยิ่งทะนงว่าตนก็เป็นสัตว์สี่เท้าเหมือนกัน จึงขอลองล่าช้างเองบ้างโดยให้ราชสีห์เป็นฝ่ายส่งเสียงไล่ต้อน แต่พอกระโดดเข้าใส่กลับพลาดถูกช้างเหยียบหัวแตกตาย เชื่อมโยงกับพระเทวทัตที่เลียนแบบท่าทีของพระพุทธเจ้าจนถึงกับถูกพระโกกาลิกะกระทืบอกจนอาเจียนเลือด คติสอนใจคือความทะนงตนเลียนแบบผู้เหนือกว่าเกินกำลังตนย่อมนำความพินาศมาสู่ตน
  104. หน้า ๕๗๔–๕๗๗ นังคุฏฐชาดก พราหมณ์หนุ่มถือไฟบูชาเข้าป่าหวังไปพรหมโลก ได้รับโคมาถวายไฟ แต่ระหว่างไปหาเกลือมาปรุงเนื้อถวาย นายพรานมาฆ่าโคกินเนื้อจนเหลือแต่หาง แข้ง และหนัง พราหมณ์กลับมาเห็นดังนั้นก็ตระหนักว่าไฟแม้แต่ของของตนเองยังรักษาไว้ไม่ได้ จะคุ้มครองตนได้อย่างไร จึงหมดศรัทธาในการบูชาไฟ ดับไฟเสียแล้วออกบวชบำเพ็ญฌานสมาบัติแทน คติสอนใจคือพิธีกรรมหรือความเชื่อที่ปราศจากปัญญาไม่อาจนำไปสู่ความเจริญได้จริง
  105. หน้า ๕๗๘–๕๘๑ ราธชาดก นกแขกเต้าสองพี่น้อง โปฏฐปาทะและราธะ ได้รับมอบหมายจากพราหมณ์ผู้เป็นพ่อให้ช่วยดูแลห้ามปรามแม่นกพราหมณีไม่ให้ประพฤตินอกใจระหว่างที่พ่อไปค้าขาย เมื่อราธะเห็นแม่เริ่มประพฤติไม่ดีอยากจะเข้าห้าม โปฏฐปาทะกลับเตือนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษามาตุคามที่ไม่รักษาตัวเองไว้ได้ เมื่อพ่อกลับมาถามความจริงก็ถูกบอกความจริงทั้งหมด นกทั้งสองบินเข้าป่าไปเพราะไม่อาจอยู่ในบ้านต่อได้ คติสอนใจคือการพยายามควบคุมบังคับผู้ที่ไม่ยอมควบคุมตนเองเป็นเรื่องไร้ประโยชน์
  106. หน้า ๕๘๒–๕๘๖ กากชาดก (แม่กาตกทะเลตาย) ฝูงกาผัวเมียไปกินของเซ่นพลีที่ทำถวายพญานาคริมทะเลจนเมามาย นางกาถูกคลื่นซัดตกทะเลและถูกปลากลืนกินตาย กาผัวร้องไห้ ฝูงกาพร้อมใจกันจะอมน้ำทะเลไปทิ้งเพื่อวิดน้ำให้แห้งจนกว่าจะพบศพนาง แต่ทำเท่าไรน้ำทะเลก็ไม่มีวันแห้ง จนอ่อนล้าหมดแรงไปตามกัน คติสอนใจคือความเศร้าโศกผูกพันจนเกินเหตุนำไปสู่ความพยายามที่สูญเปล่าและไร้ผล เปรียบเหมือนพยายามวิดน้ำทะเลให้แห้งด้วยปาก
  107. หน้า ๕๘๗–๕๙๐ ปุปผรัตตชาดก ชายเข็ญใจถูกภรรยาเซ้าซี้ให้ไปขโมยดอกคำจากไร่หลวงมาย้อมผ้าเพื่อไปเที่ยวงานประจำปี แม้จะรู้ว่าอันตรายก็ยอมทำตามด้วยอำนาจกิเลส สุดท้ายถูกจับได้และถูกลงโทษเสียบหลาว แม้ในยามใกล้ตายถูกกาจิกกินเนื้อก็ไม่รู้สึกทุกข์ทรมานเท่ากับความเสียใจที่ภรรยาจะไม่ได้นุ่งผ้าย้อมดอกคำไปเที่ยวงาน คติสอนใจคือความหลงใหลยึดติดในกามคุณสามารถครอบงำจิตใจคนได้จนมองไม่เห็นแม้ความตายของตนเอง
  108. หน้า ๕๙๑–๕๙๗ สิคาลชาดก (จิ้งจอกติดในซากช้าง) สุนัขจิ้งจอกพบซากช้างตายริมแม่น้ำ กัดเจาะเข้าไปทางทวารหนักจนเข้าไปกินเครื่องในอยู่ภายในท้องช้างได้อย่างสะดวกสบาย จนไม่ยอมออกไปหากินที่อื่นอีก เมื่อถึงฤดูแล้งซากช้างแห้งหดตัวปิดช่องทางออก จิ้งจอกติดอยู่ในความมืดหวาดกลัวจะตาย จนฝนตกซากชุ่มน้ำพองขึ้นช่องจึงเปิดออกให้หนีรอดได้ แต่ขนร่วงหมดตัว จิ้งจอกสำนึกว่าความโลภเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์นี้ จึงตั้งปณิธานไม่เข้าไปในซากสัตว์อีก
  109. หน้า ๕๙๘–๖๐๖ เอกปัณณชาดก ดาบสผู้ทรงศีลได้รับมอบหมายให้อบรมเจ้าชายลิจฉวีผู้ดุร้ายหยาบคายที่ไม่มีใครฝึกได้ ดาบสพาไปดูหน่อต้นสะเดาเพิ่งแตกใบเพียงสองใบ ให้เจ้าชายเคี้ยวชิมรสขม แล้วชี้ให้เห็นว่าแม้ต้นเล็กก็ขมปานนี้ หากโตขึ้นจะขมยิ่งกว่า เปรียบกับตัวเจ้าชายว่าหากยังดุร้ายตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นครองราชย์จะเป็นอย่างไร ประชาชนคงถอดถอนขับไล่เหมือนถอนต้นสะเดาทิ้ง เจ้าชายสำนึกได้ทันทีและเปลี่ยนเป็นผู้มีเมตตาอ่อนโยน ภายหลังครองราชย์ด้วยธรรม
  110. หน้า ๖๐๗–๖๑๕ สัญชีวชาดก มาณพชื่อสัญชีวะเรียนมนต์ชุบคนตายให้ฟื้นจากอาจารย์ แต่ไม่ได้เรียนมนต์ป้องกันตัว วันหนึ่งอวดเพื่อนด้วยการร่ายมนต์ชุบเสือตายให้ฟื้น เสือกลับลุกขึ้นกัดคอสัญชีวะตายทันที อาจารย์จึงสอนว่าผู้ใดยกย่องคบหาคนชั่ว คนชั่วนั้นย่อมทำร้ายผู้ยกย่องเสียเอง เป็นต้นเรื่องของพระเจ้าอชาตศัตรูที่ทรงยกย่องพระเทวทัตจนถูกชักจูงให้ปลงพระชนม์พระราชบิดา เสียโอกาสบรรลุโสดาบัน แม้ภายหลังจะเข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนปีติใจ แต่ก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้อีกเพราะบาปที่ทำไว้ คติสอนใจคือการยกย่องสนับสนุนคนชั่วในที่สุดจะกลับมาทำลา...