มหาวรรค ภาค ๒

ฉบับ มมร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๗ · ๕๐๗ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๘ เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะ: จากมหาเศรษฐีสู่พระอรหันต์ เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะ ผู้มีขนงอกที่ฝ่าเท้าเพราะสุขุมาลชาติ ถูกพระเจ้าพิมพิสารเรียกตัว แล้วพากลุ่มชาวบ้านแปดหมื่นคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระสาคตะแสดงฤทธิ์เหาะเหินก่อนพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนคนเลื่อมใส โสณะขอบวช ตั้งใจเดินจงกรมอย่างหนักจนเท้าแตกเป็นแผลเลือด แต่ยังไม่บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าทรงเปรียบความเพียรกับสายพิณที่ต้องไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป โสณะปรับความเพียรให้พอดีจนบรรลุอรหัตผล
  2. หน้า ๙–๑๓ หกเหตุแห่งใจพระอรหันต์ และกำเนิดรองเท้าชั้นเดียว พระโสณะเข้าเฝ้าประกาศการบรรลุอรหัตผล อธิบายว่าพระขีณาสพน้อมใจไปสู่บรรพชา ความสงัด ความไม่เบียดเบียน ความสิ้นอุปาทาน สิ้นตัณหา และไม่หลงใหล ล้วนเพราะสิ้นราคะโทสะโมหะ มิใช่เพราะอยากได้ลาภยศ ทรงเปรียบจิตท่านดังภูเขาหินแท่งทึบที่ลมพัดจากทิศใดก็ไม่หวั่นไหว จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้โสณะผู้บอบบางสวมรองเท้าชั้นเดียวได้ เป็นจุดเริ่มต้นของกฎเกณฑ์เรื่องรองเท้าที่ตามมา
  3. หน้า ๑๔–๒๔ กฎเกณฑ์เรื่องรองเท้าและเขียงเท้าของพระภิกษุ หลังอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่พระโสณะ พระฉัพพัคคีย์กลับสวมรองเท้าสีฉูดฉาดและประดับหรูหราเลียนแบบคฤหัสถ์ ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามทีละอย่าง ทั้งสี รูปแบบหู และหนังสัตว์ที่ใช้ตกแต่ง ทรงห้ามสวมรองเท้าเข้าวัดหรือเดินตามครูอาจารย์ที่เดินเท้าเปล่า ยกเว้นภิกษุเท้าบาดเจ็บ จากนั้นพระฉัพพัคคีย์หันไปสวมเขียงเท้าไม้และเขียงเท้าสานจากใบไม้หญ้าต่างๆ จนถูกห้ามทั้งหมด เหลือเพียงเขียงเท้าตรึงอยู่กับที่สำหรับถ่ายอุจจาระปัสสาวะเท่านั้นที่อนุญาต
  4. หน้า ๒๕–๓๐ ห้ามจับโค ขี่ยาน ใช้เตียงหรูและหนังสัตว์ พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุจับเขา หู คอ หางโค หรือขี่หลังโคขณะข้ามน้ำเพราะดูไม่งาม ทรงห้ามขี่ยานเว้นแต่อาพาธ และทรงห้ามใช้ที่นอนที่นั่งสูงใหญ่หรูหรา ผ้าปูหนังสัตว์ป่าผืนใหญ่ มีเรื่องภิกษุใจร้ายชักชวนให้ฆ่าลูกโคเพื่อเอาหนังมาปูรองนั่ง จนแม่โคเดินตามด้วยความรักลูก พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและห้ามใช้หนังโคทุกชนิด แต่ทรงอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งแบบคฤหัสถ์ที่หุ้มหนังได้ และห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้านเว้นแต่อาพาธ
  5. หน้า ๓๑–๔๐ พระโสณกุฏิกัณณะ: อุปสมบทยากในอวันตี และพร ๕ ประการ อุบาสกโสณกุฏิกัณณะขอบวชกับพระมหากัจจานะถึงสามครั้งจึงได้บวช แต่อวันตีทักขิณาบถมีภิกษุน้อยจนต้องรอถึงสามปีกว่าจะอุปสมบทได้ครบองค์สงฆ์ ท่านจึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน สวดพระสูตรหมวดอัฏฐกวรรคจนพระพุทธเจ้าทรงชื่นชม แล้วกราบทูลคำขอของพระอุปัชฌาย์ห้าข้อ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตพิเศษแก่ชนบทชายแดน คือ บวชด้วยสงฆ์ห้ารูป สวมรองเท้าหลายชั้น อาบน้ำได้ทุกวัน ใช้หนังแกะแพะมฤคปูนั่งนอน และรับฝากจีวรได้โดยยังไม่ต้องนับวัน
  6. หน้า ๔๑–๕๗ อรรถกถาจัมมขันธกะ: ไขความหมายศัพท์เรื่องรองเท้าและเครื่องใช้ ส่วนอรรถกถาอธิบายความหมายคำศัพท์บาลีในจัมมขันธกะอย่างละเอียด เช่น ชื่อและที่มาของโสณโกฬิวิสะ ความหมายของศัพท์ในเรื่องสายพิณและการเดินจงกรม ชนิดของรองเท้าและเขียงเท้าแต่ละแบบ ชนิดของหนังสัตว์และเครื่องลาดที่นอนที่นั่งต้องห้าม กำหนดว่าใครนับเป็นอาจารย์หรือปูนอุปัชฌาย์ตามพรรษา และไขศัพท์เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ เนื้อหาส่วนนี้เป็นคำอธิบายศัพท์เชิงวิชาการล้วนๆ ไม่มีเรื่องเล่าใหม่
  7. หน้า ๕๘–๖๓ เภสัชชขันธกะ: ภิกษุอาพาธฤดูสารท และเภสัช ๕ อย่าง ภิกษุจำนวนมากอาพาธในฤดูสารท ฉันแล้วอาเจียนออกจนซูบผอมผิวเหลือง พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตเภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ให้รับได้ในเวลาปกติก่อน แต่เมื่ออาการไม่ดีขึ้นเพราะอาหารหยาบไม่ย่อย จึงทรงอนุญาตให้ฉันได้ทั้งในและนอกเวลา ตามด้วยการอนุญาตน้ำมันเปลวสัตว์ต่างๆ พร้อมกำหนดโทษหากรับหรือเจียวนอกเวลา จากนั้นเริ่มอนุญาตรากไม้ เครื่องบดยา และน้ำฝาดเป็นเภสัช เนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปในตอนหน้า
  8. หน้า ๖๔–๖๗ เภสัชชขันธกะ: กำเนิดเภสัช ๕ และสมุนไพรนานาชนิด ภิกษุอาพาธหนักในฤดูสารทจนซูบผอม พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตเภสัช ๕ (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) แล้วขยายอนุญาตน้ำมันสัตว์ รากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ ยาง และเกลือเป็นยา ตามลำดับที่ภิกษุอาพาธร้องขอ ปิดท้ายด้วยยาผงรักษาโรคฝีดาษและอุปกรณ์หยอดตาที่ค่อยๆ พัฒนาให้เหมาะสม
  9. หน้า ๖๘–๗๙ พระปิลินทวัจฉะอาพาธหลายโรค และปาฏิหาริย์พวงมาลัยทองคำ พระปิลินทวัจฉะอาพาธหลายโรคติดต่อกัน ปวดศีรษะ ลมในกาย ปวดข้อ เท้าแตก แต่ละครั้งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตวิธีรักษาใหม่ เช่น น้ำมันหุง อบไอน้ำ กรีดเลือด รวมถึงยาแก้พิษงูและยาพิษ (ของสกปรก ๔ อย่าง) ท่านซ่อมถ้ำเป็นที่พัก พระเจ้าพิมพิสารถวายคนทำงานวัด จุดเด่นคือท่านเนรมิตมัดหญ้าเป็นพวงมาลัยทองคำให้เด็กหญิงยากจน จนพ่อแม่ถูกหาว่าลักทรัพย์ ท่านจึงเนรมิตปราสาทพระราชาเป็นทองคำพิสูจน์ฤทธิ์
  10. หน้า ๘๐–๘๘ กฎเจ็ดวันสำหรับเภสัช ๕ และเหตุการณ์งบน้ำอ้อย ประชาชนแห่ถวายเภสัช ๕ แก่พระปิลินทวัจฉะจนเก็บล้นเหลือ มีหนูไต่ตอมทั่ววิหาร ถูกชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงจำกัดให้เก็บฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน จากนั้นมีเรื่องพระกังขาเรวตะไม่กล้าฉันงบน้ำอ้อยและถั่วเขียวเพราะเข้าใจผิดว่าผิดวินัย จนพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันได้ตามสบาย ต่อมาพระองค์เองประชวรโรคลมในพระอุทร พระอานนท์หุงต้มอาหารถวายในที่พักเอง ถูกตำหนิว่าไม่เหมาะสม จึงทรงบัญญัติห้ามเก็บ-หุงอาหารไว้ในที่อยู่ของภิกษุ
  11. หน้า ๘๙–๑๐๐ เรื่องเนื้อขาสุปปิยาและข้อห้ามฉันเนื้อมนุษย์-สัตว์ป่า ในยามอัตคัดอาหาร ทรงผ่อนผันให้ฉันของที่เก็บ/หุงในที่พักได้ พระสารีบุตรป่วยไข้ พระโมคคัลลานะเหาะไปเอาเหง้าบัวจากช้างมารักษา อุบาสิกาสุปปิยาไม่พบเนื้อสัตว์ขายจึงเชือดเนื้อขาตนเองต้มถวายภิกษุไข้ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุที่ฉันโดยไม่พิจารณา และบัญญัติห้ามฉันเนื้อมนุษย์เด็ดขาด จากนั้นทรงห้ามฉันเนื้อช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว เพราะเป็นสัตว์สูงศักดิ์หรืออันตรายต่อภิกษุที่อยู่ป่า
  12. หน้า ๑๐๑–๑๑๑ ข้าวยาคูมีคุณ ๑๐ อย่าง และปาฏิหาริย์งบน้ำอ้อยเดือดพล่าน พราหมณ์ถวายข้าวยาคูและขนมน้ำหวาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณ ๑๐ ประการของข้าวยาคู เช่น ให้กำลัง ให้อายุ ต่อมามีความขัดแย้งเรื่องภิกษุฉันยาคูของผู้อื่นก่อนไปรับนิมนต์ที่อื่น จนอำมาตย์โกรธและสำนึกผิด สุดท้ายพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะนำเกวียนงบน้ำอ้อย ๕๐๐ เล่มมาถวายจนล้น พระพุทธเจ้าตรัสให้เททิ้งในน้ำ ปรากฏว่างบน้ำอ้อยเดือดพล่านมีควันราวกับผาลร้อน ทำให้พราหมณ์สลดใจ เกิดศรัทธาขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสก
  13. หน้า ๑๑๒–๑๒๐ กำเนิดเมืองปาฏลิบุตร ปาฏิหาริย์ข้ามแม่น้ำคงคา และอริยสัจ ๔ พระพุทธเจ้าประทับที่ตำบลปาฏลิ ทรงแสดงโทษของศีลวิบัติ ๕ และอานิสงส์ศีลสมบัติ ๕ แก่ชาวบ้าน ทรงทำนายด้วยทิพยจักษุว่าเมืองที่มหาอำมาตย์สุนีธะและวัสสการะกำลังสร้างจะเจริญเป็นเมืองเอกชื่อปาฏลิบุตร แต่จะมีภัย ๓ อย่างคือไฟ น้ำ และการแตกสามัคคี เมื่อเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาที่กำลังเปี่ยมท่วมฝั่ง ทรงอันตรธานข้ามไปอีกฝั่งทันทีต่อหน้าคนที่กำลังหาเรือหาแพ แล้วตรัสคาถาว่าผู้มีปัญญาไม่ต้องพึ่งแพก็ข้ามได้ ปิดท้ายด้วยการแสดงอริยสัจ ๔ ที่ตำบลโกฏิ (ยังไม่จบ ต่อในตอนถัดไป)
  14. หน้า ๑๒๑–๑๓๓ นางอัมพปาลีถวายภัตตาหารชนะเจ้าลิจฉวี และสีหะเสนาบดีกลับใจนับถือพระพุทธศาสนา นางอัมพปาลีหญิงงามเมืองเวสาลีทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าฉันภัตตาหาร เจ้าลิจฉวีหนุ่มเสนอซื้อสิทธิ์เลี้ยงพระด้วยเงินแสนกษาปณ์แต่นางไม่ยอมแม้จะได้เมืองทั้งเมือง นางถวายสวนอัมพวันเป็นวัด ต่อมาสีหะเสนาบดีสาวกนิครนถ์อยากเข้าเฝ้าแต่ถูกอาจารย์ห้ามถึงสามครั้ง สุดท้ายขัดขืนไปเฝ้า ฟังคำอธิบายข้อกล่าวหาต่างๆ แล้วเลื่อมใสเป็นอุบาสก ถวายภัตตาหารมีเนื้อสัตว์ ทำให้พวกนิครนถ์ประณามว่าพระองค์เสวยเนื้อที่ฆ่าเจาะจงถวาย
  15. หน้า ๑๓๔–๑๔๘ พระพุทธบัญญัติเรื่องเนื้อสัตว์และกัปปิยภูมิ กับเรื่องมหัศจรรย์ของเมณฑกะคหบดี พระพุทธเจ้าทรงห้ามฉันเนื้อที่เขาฆ่าเจาะจงถวาย อนุญาตเฉพาะเนื้อบริสุทธิ์สาม คือไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่สงสัยว่าฆ่าเพื่อตน และทรงยกเลิกข้อผ่อนผันอาหารสมัยข้าวยากเพราะเวสาลีอุดมสมบูรณ์แล้ว ทรงอนุญาตให้สงฆ์กำหนดที่เก็บและหุงต้มอาหาร (กัปปิยภูมิ) หลังชาวบ้านหุงต้มเสียงดังในวัด เล่าเรื่องเมณฑกะคหบดีมีอานุภาพมหัศจรรย์ทั้งครอบครัว จนพระเจ้าพิมพิสารส่งมหาอำมาตย์ไปพิสูจน์ เมณฑกะเลื่อมใสทั้งครอบครัวเมื่อเสด็จถึงภัททิยะ ทรงอนุญาตโครส 5 ชนิดและเสบียงเดินทางแก่ภิกษุ
  16. หน้า ๑๔๙–๑๕๗ เกณิยชฎิลถวายน้ำปานะ และโรชะมัลลกษัตริย์กลับใจเลื่อมใสด้วยพระเมตตา เกณิยชฎิลได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธเจ้าจึงถวายน้ำปานะ ทรงเตือนว่าสงฆ์มีถึง 1,250 รูป เกณิยยืนยันสามครั้งจนทรงรับ แล้วทรงอนุญาตน้ำปานะ 8 ชนิดจากผลไม้ ต่อมาที่กุสินารา เจ้ามัลละตั้งกติกาปรับเงินผู้ไม่ต้อนรับพระพุทธเจ้า โรชะมัลลกษัตริย์ต้อนรับอย่างไม่เต็มใจ พระอานนท์ทูลขอให้ทำให้โรชะเลื่อมใสจริง พระองค์แผ่เมตตาจิตจนโรชะเสาะหาพบด้วยความรัก บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน แล้วสังเกตว่าโรงอาหารขาดผักสดและของทำด้วยแป้งจึงถวายเพิ่ม ทรงอนุญาตผักสดและของแป้งทุกชนิด
  17. หน้า ๑๕๘–๑๖๔ ภิกษุช่างกัลบกเก่ากับข้าวยาคู และกฎเบ็ดเตล็ดปิดท้ายเภสัชชขันธกะ ภิกษุชราผู้เคยเป็นช่างกัลบกให้บุตรสองคนตัดผมแลกเกลือ น้ำมัน ข้าวสารทำข้าวต้มถวายพระพุทธเจ้า เมื่อทรงทราบทรงติเตียนว่าไม่ควรชักจูงทายกในทางไม่เหมาะสม ห้ามภิกษุที่เคยเป็นช่างกัลบกเก็บเครื่องมือตัดผมไว้ใช้เอง จากนั้นทรงอนุญาตผลไม้ทุกชนิดเพราะสาวัตถีอุดมสมบูรณ์ วางกฎแบ่งผลผลิตเมื่อพืชสงฆ์กับของบุคคลปลูกปะปนกัน ทรงประทานหลักมหาปเทส 4 ตัดสินสิ่งควร-ไม่ควรเมื่อไม่มีบัญญัติชัดเจน และกฎผสมของฉันต่างประเภทเวลา จบเภสัชชขันธกะซึ่งมี 106 เรื่อง พร้อมบทสรุปท้ายขันธกะ
  18. หน้า ๑๖๕–๑๗๗ อรรถกถาไขศัพท์ยาและเภสัชในเภสัชชขันธกะ ส่วนอรรถกถา (คำอธิบาย) ของเภสัชชขันธกะที่ไขศัพท์บาลีต่างๆ อย่างละเอียด เช่น ชนิดของเกลือ ยาตา น้ำมันหุง วิธีนึ่งตัวรักษาลม การกรีดเลือด การรักษาแผล ข้อห้ามผ่าตัดหรือสวนทวารในบางตำแหน่ง เหตุผลที่ห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู และสัตว์ดุร้าย ตลอดจนขยายความคำทำนายเมืองปาฏลิบุตรและคาถาอุทานเรื่องข้ามฝั่งด้วยสะพานอริยมรรค เนื้อหาเป็นการไขศัพท์ทีละคำต่อเนื่อง ยังไม่จบในหน้าท้ายของช่วงนี้
  19. หน้า ๑๗๘–๑๗๙ เรื่องยาคูของพราหมณ์ พยากรณ์เมืองปาฏลีบุตร และเจ้าลิจฉวี เล่าเรื่องพราหมณ์ผู้ถวายข้าวต้มและน้ำผึ้งจำนวนมาก ตามด้วยมหาอำมาตย์แคว้นมคธสร้างเมืองปาฏลีบุตรป้องกันแคว้นวัชชี ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าจะเป็นเมืองเอกทางการค้าในอนาคต จากนั้นทรงแสดงคำอุปมาว่าผู้มีปัญญาข้ามห้วงน้ำคือตัณหาได้โดยไม่ต้องพึ่งแพ ต่างจากคนทั่วไปที่ต้องพึ่งพาหนะ ปิดท้ายด้วยเรื่องเจ้าลิจฉวีแต่งกายสีสันสดใสออกต้อนรับ ถูกเปรียบกับหมู่เทวดาดาวดึงส์
  20. หน้า ๑๘๐–๑๘๖ เนื้อเจาะจงถวายและสถานที่เก็บอาหารกัปปิยภูมิ อธิบายข้อถกเถียงเรื่องเนื้อที่ฆ่าสัตว์เจาะจงถวายภิกษุ (อุทฺทิสสมังสะ) ว่าหากไม่รู้และไม่ได้ถามก็ไม่ผิด แต่ถ้ารู้แล้วฉันถือว่าบาปเหมือนฆ่าเอง จากนั้นอธิบายสถานที่เก็บอาหารที่ไม่นับเป็นการค้างคืนผิดวินัย (กัปปิยภูมิ) มี 4 แบบ คือ กระท่อมทำพิธีเสียบเสา กระท่อมในบริเวณที่วัวเดินเข้าออกได้ กระท่อมที่ชาวบ้านถวาย และกระท่อมที่สงฆ์สวดประกาศ พร้อมเกร็ดพระเถระตักเตือนกันเรื่องเก็บหม้อเนยใสผิดที่จนถูกขโมย
  21. หน้า ๑๘๗–๑๙๒ น้ำปานะ 8 ชนิด เรื่องเจ้าโรชะ และจบเภสัชชขันธกะ แจกแจงน้ำปานะ (เครื่องดื่มผลไม้) 8 ชนิดที่ทรงอนุญาต เช่น น้ำมะม่วง น้ำหว้า น้ำมะซาง และรสอาหาร 4 ประเภทที่ห้ามฉันในเวลาวิกาล เล่าเรื่องเจ้าโรชะแห่งแคว้นมัลละถวายผักและขนมแป้งจำนวนมาก และภิกษุที่เคยเป็นช่างโกนผมก่อนบวชห้ามเก็บมีดโกนไว้เอง ปิดท้ายด้วยหลักมหาปเทส 4 ที่ใช้เทียบเคียงตัดสินสิ่งควร/ไม่ควร จบอรรถกถาเภสัชชขันธกะ (หมวดว่าด้วยยา)
  22. หน้า ๑๙๓–๑๙๙ เริ่มกฐินขันธกะ ที่มาของการอนุญาตกรานกฐิน เริ่มกฐินขันธกะ เล่าเรื่องภิกษุชาวปาไฐยรัฐ 30 รูปจำพรรษาระหว่างทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อออกพรรษาต้องลุยน้ำโคลนฝนจนจีวรเปียกชื้นเดินทางมาด้วยความลำบาก พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตพิธีกรานกฐิน ให้อานิสงส์พิเศษ 5 ประการ เช่น เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ไม่ต้องพกไตรจีวรครบชุด ทรงระบุขั้นตอนสวดประกาศและเงื่อนไขว่าการกรานแบบใดใช้ไม่ได้ เช่น ทำไม่เสร็จ ยืมผ้ามา หรือทำนอกเขตสีมา
  23. หน้า ๒๐๐–๒๑๖ กฎเกณฑ์การเดาะกฐิน (ตอนที่ 1): กรณีถือ/นำจีวรออกนอกสีมา รายละเอียดเงื่อนไขที่ทำให้สิทธิพิเศษจากการกรานกฐินหมดอายุ (เดาะกฐิน) อธิบายผ่านการไล่เรียงกรณีสมมติซ้ำ ๆ อย่างละเอียดเป็นสูตรตายตัว เช่น ภิกษุถือจีวรออกจากวัดไปนอกเขตแล้วตัดสินใจไม่กลับ ผ้าที่ทำอยู่หายหรือเสียหาย ได้ยินข่าวว่ากฐินหมดอายุแล้ว หรือกลับมาไม่ทันกำหนด เนื้อหาส่วนนี้เป็นการแจกแจงเชิงตรรกะละเอียดยิบทุกกรณีที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเล่า แต่เป็นคู่มือกฎเกณฑ์ทางวินัยที่ซ้ำรูปแบบเดิมต่อเนื่องกันมาก
  24. หน้า ๒๑๗–๒๒๕ กฎเกณฑ์การเดาะกฐิน (ตอนที่ 2): หวังได้จีวรเพิ่ม อยู่สบาย ปลิโพธ ต่อเนื่องจากกฎเดาะกฐิน กล่าวถึงกรณีภิกษุออกจากวัดด้วยหวังจะได้ส่วนแบ่งจีวรเพิ่มจากที่อื่น จากนั้นอธิบายหลักการอยู่ตามสบาย 5 ข้อ (ภิกษุตั้งใจไปหาที่พักที่สบายใจได้เรื่อย ๆ) และหลักปลิโพธ 2 คือความกังวลที่ผูกภิกษุไว้กับกฐิน ได้แก่ อาวาสปลิโพธ (ยังคิดจะกลับที่พัก) และจีวรปลิโพธ (ยังทำจีวรไม่เสร็จ) ปิดท้ายด้วยบทสรุปเนื้อหาทั้งหมดของกฐินขันธกะเป็นคาถาย่อ (อุทาน)
  25. หน้า ๒๒๖–๒๓๔ อรรถกถากฐินขันธกะ: ใครกรานได้ พิธีกรานและอนุโมทนา เข้าสู่อรรถกถา (คำอธิบาย) ของกฐินขันธกะ เล่าว่าภิกษุ 30 รูปในเรื่องคือพระภัททวัคคิยะ ญาติของพระเจ้าโกศล อธิบายเกณฑ์ว่าต้องมีภิกษุอย่างน้อย 5 รูปจึงกรานกฐินได้ ใครควรถวายและรับผ้ากฐิน (นิยมให้พระเถระที่จีวรเก่าที่สุดและทำจีวรเสร็จทันวัน) ขั้นตอนพิธีกรานและกล่าวอนุโมทนา รวมถึงเริ่มไล่เรียงเงื่อนไข 24 อย่างที่ทำให้กรานไม่สำเร็จ และ 17 อย่างที่ทำให้กรานสำเร็จ เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในช่วงถัดไป
  26. หน้า ๒๓๕–๒๔๐ อรรถกถากฐินขันธกะ (จบ): เกณฑ์กรานกฐินสำเร็จ-ไม่สำเร็จ และการรื้อกฐิน ไล่เรียงรายละเอียดขั้นตอนเย็บย้อมผ้ากฐินที่ภิกษุทุกรูปต้องช่วยกันทำ ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าปทุมุตตระที่เคยทรงช่วยกรานกฐินมาก่อน จากนั้นอธิบาย ๒๔ ลักษณะที่กรานกฐินไม่สำเร็จ (เช่น ทำเพียงบางขั้นตอน ใช้ผ้าไม่ครบ) และ ๑๗ ลักษณะที่กรานสำเร็จ ปิดท้ายด้วยการอธิบายวิธีรื้อกฐิน ๘ แบบ เช่น ภิกษุหลีกไปไม่กลับ จีวรเสียหาย หรือหมดหวังจะได้จีวร ซึ่งมีผลต่อการขาดสิทธิ์ในอานิสงส์กฐิน จบตอนอรรถกถากฐินขันธกะ
  27. หน้า ๒๔๑–๒๔๘ กำเนิดหมอชีวกโกมารภัจจ์ และการรักษาครั้งแรก นางสาลวดีหญิงงามเมืองแห่งราชคฤห์คลอดบุตรนอกสมรสแล้วสั่งให้ทิ้งกองขยะ เจ้าชายอภัยพบทารกยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางฝูงกา จึงรับมาเลี้ยงและตั้งชื่อว่าชีวกโกมารภัจจ์ เมื่อโตขึ้นชีวกไปเรียนแพทย์ที่เมืองตักกสิลานาน ๗ ปีจนสำเร็จ (ทดสอบโดยหาพืชที่ไม่ใช่ตัวยาไม่พบเลย) ระหว่างเดินทางกลับ ได้รักษาภรรยาเศรษฐีเมืองสาเกตที่ปวดศีรษะมา ๗ ปีให้หายด้วยวิธีนัตถุ์ยาเพียงครั้งเดียว ได้รับรางวัลมหาศาลจนกลับมาสร้างฐานะที่ราชคฤห์
  28. หน้า ๒๔๙–๒๕๗ ชีวกรักษาพระเจ้าพิมพิสารและกรณีรักษาสุดพิสดาร ชีวกรักษาโรคริดสีดวงงอกของพระเจ้าพิมพิสารให้หายด้วยยาทาครั้งเดียว จนได้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักและสงฆ์ ต่อมารักษาเศรษฐีที่ถูกหมอทำนายว่าจะตาย โดยผ่าตัดกะโหลกนำสัตว์สองตัวออกแสดงต่อหน้าประชาชนแล้วหลอกให้คนไข้ยอมนอนนิ่งจนหาย รักษาบุตรเศรษฐีเมืองพาราณสีที่ป่วยเนื้องอกในลำไส้ด้วยการผ่าตัด และรักษาพระเจ้าจัณฑปัชโชตที่ทรงเกลียดเนยใสด้วยการปรุงเนยใสให้มีรสเหมือนน้ำฝาด แล้วรีบหนีด้วยช้างเพราะกลัวถูกลงโทษ สุดท้ายรอดพ้นการตามล่าของมหาดเล็กกากะด้วยกลอุบายมะขามป้อม
  29. หน้า ๒๕๘–๒๖๖ ผ้าสิไวยกะ พระโอสถถ่ายของพระพุทธเจ้า และกำเนิดคหบดีจีวร พระเจ้าจัณฑปัชโชตประทานผ้าเนื้อดีที่สุดแก่ชีวก ชีวกเห็นว่าควรค่าแด่พระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงนำไปถวาย ก่อนหน้านั้นชีวกเคยถวายพระโอสถถ่ายแก่พระพุทธเจ้าโดยคำนวณให้ถ่ายพอดี ๓๐ ครั้งผ่านก้านอุบล แต่พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระทัยว่าจะขาดไปหนึ่งครั้งจึงทรงสรงน้ำอุ่นเพื่อให้ครบ เมื่อชีวกถวายผ้า พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้พระสงฆ์รับจีวรจากคหบดีได้เป็นครั้งแรก ทำให้ชาวเมืองแห่ถวายผ้าจำนวนมาก ตามด้วยการอนุญาตผ้าห่ม ผ้าขนสัตว์ ผ้ากัมพล และจีวร ๖ ชนิดที่ทำจากวัสดุต่างๆ
  30. หน้า ๒๖๗–๒๗๔ กฎเจ้าหน้าที่ดูแลจีวรของสงฆ์ และวิธีย้อมผ้า เมื่อจีวรมีผู้ถวายมากขึ้น สงฆ์จึงต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับจีวร เก็บจีวรในเรือนคลัง รักษาเรือนคลัง และแจกจีวร โดยต้องเป็นผู้ไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว พร้อมสูตรกรรมวาจาสมมติแต่ละตำแหน่ง จากนั้นเป็นรายละเอียดปฏิบัติเรื่องการย้อมผ้าด้วยน้ำย้อม ๖ ชนิด วิธีป้องกันน้ำย้อมล้นหม้อ ทดสอบความสุกของน้ำย้อม ใช้รางย้อมกันจีวรขาด ตากผ้าบนเครื่องรองกันเปื้อนฝุ่น และผูกมุมจีวรกันน้ำย้อมหยดไม่สม่ำเสมอ
  31. หน้า ๒๗๕–๒๘๓ อานนท์ออกแบบจีวรลายนา พระพุทธานุญาตไตรจีวร และเริ่มเรื่องนางวิสาขา พระพุทธเจ้าทรงห้ามใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด แล้วทรงชี้ให้พระอานนท์ดูคันนาสี่เหลี่ยมของชาวมคธเป็นต้นแบบให้ออกแบบลายจีวรพระสงฆ์ ทรงชมพระอานนท์ว่าฉลาดยิ่ง ต่อมาคืนหนึ่งพระองค์ทรงหนาวขณะประทับกลางแจ้งจนต้องห่มจีวรทีละผืนถึง ๔ ผืน จึงทรงกำหนดให้ภิกษุมีไตรจีวรพอเพียงและห้ามมีจีวรเกิน ยกเว้นแบ่งปันหรือเก็บได้ไม่เกิน ๑๐ วัน ทรงอนุญาตผ้าปะสำหรับจีวรขาด และเริ่มเรื่องนางวิสาขาที่นิมนต์พระพุทธเจ้าฉันภัตตาหาร ฝนตกใหญ่จนภิกษุพากันสรงน้ำ สาวใช้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักบวชนอกศาสนา
  32. หน้า ๒๘๔–๒๙๑ นางวิสาขาขอพร ๘ ประการ และพระพุทธานุญาตผ้าใช้สอยต่างๆ หลังฝนหยุดและความเข้าใจผิดคลี่คลาย นางวิสาขา มิคารมาตา ทูลขอพร ๘ ประการเพื่อถวายแก่สงฆ์ตลอดชีวิต เช่น ผ้าอาบน้ำฝน อาหารสำหรับพระอาคันตุกะ พระเตรียมเดินทาง พระอาพาธและผู้พยาบาล ยาและข้าวต้มประจำ รวมถึงผ้าอาบน้ำสำหรับภิกษุณีหลังถูกหญิงแพศยาล้อเลียนที่อาบน้ำเปลือยกาย พระพุทธเจ้าประทานพรพร้อมอนุโมทนาด้วยคาถา จากนั้นทรงสอนโทษ ๕ ของการนอนหลับลืมสติ เทียบคุณ ๕ ของการนอนมีสติ และทรงอนุญาตผ้ารองนั่ง ผ้าปูนอน ผ้าปิดฝี และผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากที่นางวิสาขาถวาย เนื้อหาต่อเนื่องไปยังช่วงถัดไป
  33. หน้า ๒๙๒ นางวิสาขาขอพร ๘ ประการ และพุทธานุญาตผ้าใช้สอยเพิ่มเติม ต่อจากตอนที่นางวิสาขาเข้าใจผิดว่าวัดร้างเพราะพระสงฆ์เปลื้องผ้าสรงน้ำหลังฝนตกน้ำท่วม พระพุทธเจ้าเสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านนาง นางจึงทูลขอพร ๘ ประการ เช่น ผ้าอาบน้ำฝน ภัตสำหรับพระอาคันตุกะ พระเดินทาง พระไข้ ผู้พยาบาลไข้ ยาและข้าวต้มประจำ และผ้าอาบน้ำสำหรับภิกษุณี เพราะเห็นโทษของการเปลือยกาย จากนั้นทรงอนุญาตผ้ารองนั่ง ผ้าปูนอน ผ้าปิดแผลฝีดาษ และผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากตามมา
  34. หน้า ๒๙๓–๓๐๐ การซ่อมและวิกัปจีวร กฎครองผ้าเข้าบ้าน และเรื่องพระอุปนันท์ผู้โลภจีวร ทรงวางกฎการซ่อมจีวร (ตัดมุม ติดผ้าอนุวาต เย็บตะเข็บ) กำหนดขนาดผ้าที่ต้องวิกัป อนุญาตให้สละจีวรแก่บิดามารดา และบัญญัติห้ามภิกษุมีเพียงผ้าอุตราสงค์กับสบงเข้าบ้าน (จากเหตุพระถูกขโมยผ้าสังฆาฏิ และพระอานนท์เผลอสติ) กำหนดเหตุเก็บผ้าไว้ได้ ๕ อย่าง เรื่องจีวรถวายสงฆ์เมื่อมีภิกษุรูปเดียวจำพรรษา และเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรจำพรรษาหลายวัดเพื่อรับส่วนแบ่งจีวรมากๆ จนถูกทรงติเตียนและบัญญัติห้าม
  35. หน้า ๓๐๑–๓๐๙ ภิกษุอาพาธ หน้าที่พยาบาลไข้ การมอบบาตรจีวรผู้มรณภาพ และห้ามสมาทานวัตรเดียรถีย์ เรื่องภิกษุอาพาธท้องร่วงนอนจมมูตรคูถเพราะไม่มีใครพยาบาล พระพุทธเจ้าทรงสรงน้ำให้เองพร้อมตรัสว่าผู้ใดจะพยาบาลพระองค์พึงพยาบาลภิกษุไข้ ทรงกำหนดลำดับผู้มีหน้าที่ดูแลและคุณสมบัติของคนไข้-ผู้พยาบาลที่ดีและไม่ดี ทรงอนุญาตให้สงฆ์มอบบาตรจีวรของภิกษุ/สามเณรที่มรณภาพแก่ผู้พยาบาล แยกของหนักของเบา จากนั้นทรงห้ามภิกษุเลียนแบบเดียรถีย์ เช่น เปลือยกาย นุ่งหนังเสือ ผ้าใบไม้ และห้ามพระฉัพพัคคีย์ทรงจีวรสีฉูดฉาดแบบฆราวาส
  36. หน้า ๓๑๐–๓๑๘ กรณีจีวรยังไม่แบ่งเมื่อภิกษุจำพรรษามีเหตุต่างๆ เรื่องพระเรวตะฝากจีวร และจบจีวรขันธกะ ทรงวางกฎว่าเมื่อภิกษุจำพรรษาแล้วจีวรยังไม่แบ่งกัน แล้วภิกษุนั้นหลีกไป สึก มรณภาพ หรือวิกลจริต จีวรควรตกเป็นของใคร รวมถึงกรณีสงฆ์แตกแยก จากนั้นเรื่องพระเรวตะฝากจีวรถวายพระสารีบุตร แต่ผู้รับฝากถือเอาเสียเองโดยอ้างวิสาสะ นำไปสู่กฎการถือวิสาสะที่ถูกต้อง ปิดท้ายด้วยมาติกา ๘ ประการของที่มาจีวร และคำประกาศจบจีวรขันธกะที่ ๘ พร้อมหัวข้อสรุปเรื่องทั้งหมด ๙๖ เรื่องในขันธกะนี้
  37. หน้า ๓๑๙–๓๒๘ อรรถกถาเรื่องหมอชีวกโกมารภัจจ์ กำเนิด การเรียนแพทย์ และการรักษาโรคสำคัญ อรรถกถาเล่าประวัติหมอชีวก ทารกที่ถูกทิ้งแต่ยังมีชีวิต เจ้าชายอภัยทรงชุบเลี้ยง เติบโตแล้วไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมืองตักกสิละ เรียนจบใน ๗ ปีด้วยความช่วยเหลือของท้าวสักกะ กลับมารักษาเศรษฐีที่มีพยาธิกัดเนื้อสมอง รักษาพระเจ้าพิมพิสาร รักษาพระเจ้าจัณฑปัชโชตด้วยเนยใสอย่างแยบยล และถวายการรักษาพระวรกายพระพุทธเจ้าด้วยดอกอุบล ก่อนทูลขอประทานพรให้ทรงรับจีวรจากคฤหัสถ์ได้ อันเป็นที่มาของการเลิกใช้แต่ผ้าบังสุกุลหลัง ๒๐ ปี
  38. หน้า ๓๒๙–๓๓๘ อรรถกถาอธิบายหน้าที่เจ้าหน้าที่จีวร และหลักการแบ่งจีวรอย่างเป็นธรรม อรรถกถาไขความศัพท์เกี่ยวกับผ้าปาวารและผ้าโกเชาว์ อธิบายหน้าที่ภิกษุเจ้าหน้าที่รับจีวร เก็บจีวร ดูแลเรือนคลัง และแจกจีวร ต้องไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว อธิบายวิธีคัดแยกจีวรตามชนิด ตีราคาให้เท่าเทียม จับสลากแบ่งเป็นหมวด รวมถึงหลักเกณฑ์แบ่งส่วนให้สามเณรตามที่ทำงานรับใช้สงฆ์มากน้อยเพียงใด
  39. หน้า ๓๓๙–๓๔๘ อรรถกถาอธิบายวิธีย้อมผ้า ศัพท์การตัดเย็บจีวร ไตรจีวร และการถือเอาผ้าจำนำพรรษา อรรถกถาอธิบายวัตถุดิบย้อมสีจีวรที่ควรและไม่ควรใช้ วิธีทดสอบน้ำย้อมสุก ศัพท์ส่วนต่างๆ ของจีวรที่ตัดเย็บ เช่น กุสิ มณฑล คีเวยยกะ อธิบายเหตุที่ทรงอนุญาตสังฆาฏิ ๒ ชั้นแต่จีวรอื่นชั้นเดียว วิธีปะซ่อมผ้าเก่า และปิดท้ายด้วยกฎการถือเอาผ้าจำนำพรรษาที่เกิดขึ้นระหว่างทางหรือหลังพรรษาว่าตกเป็นของผู้ใดเมื่อใด (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในช่วงถัดไป)
  40. หน้า ๓๔๙–๓๕๕ ศรัทธาไทยของบิดามารดา จีวรที่เกิดในพรรษา และการพยาบาลภิกษุไข้ อธิบายข้อยกเว้นให้มอบของที่ตั้งใจถวายผู้อื่นแก่บิดามารดาได้ เกณฑ์ภิกษุไข้และการเก็บจีวรไว้ในกุฏิที่คุ้มครอง หลักแบ่งจีวรที่เกิดในพรรษาว่าใครมีสิทธิ์ตามกรานกฐินหรือไม่ วิธีประกาศระฆังแบ่งจีวรอย่างเป็นธรรม จากนั้นเข้าเรื่องการพยาบาลภิกษุไข้ตามพุทธพจน์ว่าผู้อุปัฏฐากพระองค์พึงอุปัฏฐากภิกษุไข้ด้วย และหลักแบ่งบาตรจีวรของภิกษุที่มรณภาพให้แก่ผู้พยาบาลตามสัดส่วนความเอาใจใส่
  41. หน้า ๓๕๖–๓๗๒ จีวรต้องห้าม และมาติกา ๘ แห่งการถวายจีวร (จบอรรถกถาจีวรขันธกะ) ไล่เรียงผ้าที่ห้ามใช้ทำจีวร เช่น ผ้าเปลือกไม้ ผ้ากาบกล้วย และวิธีแก้ไขจีวรสีต้องห้าม จากนั้นอธิบายกรณีสงฆ์แตกเป็นสองฝ่ายแบ่งจีวรกันอย่างไร แล้วเข้าสู่มาติกา ๘ ข้อว่าด้วยจีวรเกิดขึ้นแก่ใคร คือถวายตามเขตสีมา (พร้อมอธิบายสีมา ๑๕ ชนิด) ถวายตามกติกาของหลายวัด ถวายในที่ตกแต่งภิกษา ถวายแก่สงฆ์ แก่สงฆ์สองฝ่าย แก่สงฆ์ผู้จำพรรษา ถวายเจาะจง และถวายแก่บุคคล จบอรรถกถาจีวรขันธกะ
  42. หน้า ๓๗๓–๓๙๐ เรื่องพระกัสสปโคตรถูกยกจากอาวาสอย่างไม่เป็นธรรม และหลักกรรมสงฆ์ที่ใช้ได้ เริ่มขันธกะใหม่ (จัมเปยยขันธกะ) พระกัสสปโคตรเจ้าอาวาสวาสภคามขยันต้อนรับพระอาคันตุกะจนพวกเธอชิน แล้วเลิกจัดแจงให้ พระอาคันตุกะโกรธจึงยกท่านออกจากหมู่ฐานไม่เห็นอาบัติทั้งที่ไม่มีความผิด ท่านไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าเป็นกรรมไม่เป็นธรรม ทรงบัญญัติห้ามยกภิกษุบริสุทธิ์ จากนั้นทรงแสดงหลักกรรมสงฆ์ ๔ ประเภทที่ใช้ได้-ใช้ไม่ได้ และจำนวนภิกษุขั้นต่ำ (๔, ๕, ๑๐, ๒๐ รูป) ที่จำเป็นสำหรับกรรมแต่ละชนิด
  43. หน้า ๓๙๑–๔๐๕ ผู้คัดค้านกรรมสงฆ์ไม่ได้ การขับออก-รับกลับเข้าหมู่ และพระอุบาลีทูลถามลำดับกรรม ระบุว่าใครค้านมติสงฆ์ในที่ประชุมไม่ขึ้น เช่น ภิกษุณี สามเณร ผู้ถูกยกฐานไม่เห็นอาบัติ ส่วนภิกษุปกติที่นั่งร่วมสีมาค้านได้เสมอ จากนั้นอธิบายการขับออก (นิสสรณา) ที่ถูกและผิด และการรับกลับเข้าหมู่ (โอสารณา) โดยระบุว่าความพิการทางกาย เช่น มือขาด ตาบอด หูหนวก ไม่ใช่เหตุห้ามรับเข้าหมู่ ต่างจากผู้ฆ่ามารดาหรือผู้ทำสังฆเภท ปิดท้ายด้วยพระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องความถูกต้องของกรรมที่ทำต่อหน้า-ลับหลังและลำดับกรรม ยังไม่จบ
  44. หน้า ๔๐๖–๔๑๐ รายชื่อคนมีตำหนิร่างกายที่บวชได้ และหลักการยกอาบัติ-ลงโทษตามความจริง ต่อจากตอนก่อน คัมภีร์ไล่รายชื่อคนพิการหรือมีตำหนิทางร่างกาย (ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ ค่อม ฯลฯ) ที่ยังบวชเป็นภิกษุได้ตามปกติ จากนั้นอธิบายว่าการ 'ยกอาบัติ' คือสั่งพักสมณะชั่วคราวนั้น จะถูกต้องก็ต่อเมื่อตรงกับความจริงว่าพระรูปนั้นยอมรับผิดหรือไม่ ปิดท้ายด้วยพระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการลงโทษและแก้ไขพระผู้ทำผิดต้องทำตามลำดับขั้นตอนที่กำหนดไว้ ข้ามขั้นหรือสลับลำดับไม่ได้ ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดวินัย
  45. หน้า ๔๑๑–๔๓๔ การลงโทษสงฆ์ 5 แบบที่ถูกและไม่ถูกต้อง และวิธีขอเพิกถอนโทษเมื่อกลับตัว ส่วนนี้ไล่เรียงทุกความเป็นไปได้อย่างเป็นระบบว่ากลุ่มภิกษุ (ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยหรือสงฆ์ทั้งหมด มีอำนาจชอบธรรมหรือไม่) จะลงโทษพระที่ก่อความวุ่นวายด้วยกรรม 5 อย่าง (เช่น ตำหนิ ขับไล่ ให้ไปขอโทษ) อย่างไรบ้าง โดยยืนยันว่ามีเพียงกรณีสงฆ์ทั้งหมดตัดสินด้วยเหตุผลถูกต้องเท่านั้นที่ใช้ได้จริง และเมื่อพระผู้ถูกลงโทษกลับตัวประพฤติดีแล้ว สงฆ์จะยกเลิกโทษให้ได้อย่างไร
  46. หน้า ๔๓๕–๔๔๘ เมื่อสงฆ์คัดค้านคำตัดสินที่ไม่ชอบธรรม จบขันธกะที่ 9 พร้อมบทสรุปและอรรถกถา แสดงกรณีที่ภิกษุในที่ประชุมทักท้วงคำตัดสินลงโทษที่ทำไม่ถูกต้องได้ทันที และตัดสินว่าฝ่ายที่ทักท้วงถูกต้องคือ 'ธรรมวาที' จากนั้นจบจัมเปยยขันธกะ (บทที่ 9) ด้วยคาถาสรุป 36 เรื่องในขันธกะนี้ ตามด้วยอรรถกถาโบราณอธิบายภูมิหลังเรื่องและศัพท์ยากต่าง ๆ เช่น ประเภทของสงฆ์ตามจำนวนและใครเป็นองค์ประชุมไม่ได้
  47. หน้า ๔๔๙–๔๗๓ วิกฤตแตกแยกสงฆ์เมืองโกสัมพี และนิทานเจ้าชายทีฆาวุ เวรระงับด้วยการไม่จองเวร ภิกษุรูปหนึ่งถูกกล่าวหาแล้วปฏิเสธว่าไม่ผิด สงฆ์จึงยกเธอ แต่เธอหาพวกพ้องคัดค้าน ทำให้สงฆ์แตกเป็นสองฝ่ายด่าทอกันแม้ต่อหน้าพระพุทธเจ้าซึ่งทรงห้ามถึงสามครั้งก็ไม่ฟัง พระองค์จึงเล่านิทานพระเจ้าทีฆีติแห่งโกศลถูกพระเจ้าพรหมทัตยึดแคว้นและประหารชีวิต แต่ก่อนสิ้นพระชนม์สั่งเสียโอรสทีฆาวุว่าอย่าจองเวร เมื่อเจ้าชายมีโอกาสฆ่าศัตรูได้ กลับให้อภัย แสดงหลักว่าเวรระงับด้วยการไม่จองเวรเท่านั้น
  48. หน้า ๔๗๔–๔๙๕ แบบอย่างความสามัคคี ช้างปาริไลยกะ และการคืนดีของสงฆ์โกสัมพีที่สาวัตถี พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมพระภคุ แล้วพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ พระกิมพิละ ผู้เล่าว่าอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวดุจน้ำนมกับน้ำด้วยการวางใจตามผู้อื่นและช่วยงานกัน จากนั้นประทับอยู่ป่าปาริไลยกะโดยมีช้างใหญ่ปรนนิบัติ เมื่อชาวบ้านโกสัมพีเลิกทำบุญให้ภิกษุทะเลาะกัน พวกเธอจึงไปสาวัตถี พระสารีบุตรและพระเถระ ภิกษุณี และคฤหัสถ์ทูลถามวิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าประทานหลัก 18 ข้อแยกฝ่ายพูดถูก-ผิด จนภิกษุผู้ผิดสำนึกและสงฆ์คืนดีกันสำเร็จ
  49. หน้า ๔๙๖–๕๐๗ อรรถกถาโกสัมพิขันธกะเผยต้นเหตุจริงของวิกฤต และคำอธิบายศัพท์ จบอรรถกถามหาวรรค อรรถกถาเฉลยว่าต้นเหตุวิกฤตใหญ่มาจากเรื่องเล็ก คือพระสุตตันติกะลืมน้ำในเว็จกุฎี พระวินัยธรทักว่าต้องอาบัติ แต่ภายหลังกลับคำ ทำให้ลูกศิษย์ทั้งสองฝ่ายทะเลาะจนสงฆ์แตก จากนั้นไขความหมายคำศัพท์บาลีและอธิบายคาถาต่าง ๆ ทีละบท ปิดท้ายเล่มด้วยการจบอรรถกถามหาวรรคในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาโดยสมบูรณ์ พร้อมคาถาอวยพรขอให้ปวงชนถึงความสงบปราศจากอุปัทวะ