ขันธ์และอายตนะ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงทำปุจฉาและวิสัชนาซึ่งบทอันสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์แห่งบทนั้น ก็บท (ที่สงเคราะห์ไม่ได้) นั้น ย่อมไม่ประกอบในธรรมทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็น
ต้น. เพราะว่า รูปขันธ์สงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์เท่านั้น แต่รูปขันธ์นั้น ชื่อ
ว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะและธาตุ ๑๑ ทั้งกึ่งก็ไม่มี เวทนาเทียวนับ สงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์เท่านั้น แม้เวทนาขันธ์นั้นชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ ได้ด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย ก็หาไม่. เมื่อไม่มี เพราะธรรม เหล่านี้สงเคราะห์ไม่ได้อย่างนี้ บททั้งหลายเหล่าอื่นนั้น และบทมีมนายตนะ ธัมมายตนะ เป็นต้น มีรูปอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงสงเคราะห์ไว้
ในวาระนี้. แต่บทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งรูปอันไม่เจือด้วยรูป
และซึ่งเอกเทศแห่งวิญญาณอันไม่เจือด้วยธรรมอื่น บทเหล่านั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในนิทเทสแห่งบทนี้. ในที่สุด ทรงแสดงธรรมเหล่านั้น
ไว้ในอุทานคาถาอย่างนี้ว่า
"ทสายตนา สตฺตรส ธาตุโย
สตฺตินฺทฺริยา อสญฺาภโว เอกโวการภโว
ปริเทโว สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ
อนิทสฺสนํ ปุนเรว* สปฺปฏิฆํ อุปฺปาทา".
แปลว่า นิทเทสนี้มี ๔๒ บท คือ
โอฬาริกายตนะ ๑๐ บท
ธาตุ ๑๗ บท (เว้นธัมนธาตุ)
รูปอินทรีย์ ๗ บท (คือ จักขุนทรีย์เป็นต้น จนถึงปุริสินทรีย์ เป็นที่สุด) * บางแห่งเป็น ปุนเทว