มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ฉบับ มจร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๒ · ๕๕๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๗ ๑. มูลปริยายสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวงแก่ภิกษุสงฆ์ ณ สุภควัน เขตเมืองอุกกัฏฐา ทรงจำแนกการกำหนดหมาย (สัญญา) ต่อธาตุ ๔ เทวดา พรหมชั้นต่างๆ อารมณ์ที่รับรู้ และนิพพาน ของบุคคล ๘ ระดับ คือ ปุถุชน เสขบุคคล พระขีณาสพ และพระตถาคต ปุถุชนยึดถือสิ่งเหล่านี้เพราะไม่ได้กำหนดรู้ ส่วนพระอริยะและพระตถาคตไม่ยึดถือเพราะกำหนดรู้แล้ว
- หน้า ๑๗–๒๖ ๒. สัพพาสวสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีปิดกั้นอาสวะทั้งปวง โดยจำแนกอาสวะที่พึงละด้วยวิธี ๗ ประการ คือ ทัสสนะ การสังวรอินทรีย์ การใช้สอยปัจจัย ๔ โดยพิจารณา การอดกลั้น การเว้น การบรรเทาอกุศลวิตก และการเจริญโพชฌงค์ ๗ ภิกษุผู้ทำได้ครบชื่อว่าสำรวมอาสวะทั้งปวง ตัดตัณหา คลายสังโยชน์
- หน้า ๒๗–๓๓ ๓. ธัมมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาท ไม่ใช่อามิสทายาท ยกตัวอย่างภิกษุ ๒ รูปต่อบิณฑบาตที่เหลือ จากนั้นพระสารีบุตรแสดงธรรมต่อว่าด้วยเหตุที่สาวกไม่สนใจหรือสนใจศึกษาวิเวก และแสดงมัชฌิมาปฏิปทาเป็นทางละอกุศลธรรมต่างๆ เช่น โลภะ โทสะ โกธะ
- หน้า ๓๓–๔๔ ๔. ภยเภรวสูตร พราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องความน่ากลัวของการอยู่ป่า พระองค์ตรัสเล่าประสบการณ์สมัยเป็นโพธิสัตว์ ทรงพิจารณาเหตุสะดุ้งกลัว ๑๖ ประการ และทรงเจริญฌาน ๔ จนบรรลุวิชชา ๓ ในราตรีเดียว ท้ายสูตรชาณุสโสณีพราหมณ์แสดงตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๔๔–๕๕ ๕. อนังคณสูตร พระสารีบุตรแสดงธรรมว่าด้วยบุคคล ๔ ประเภทตามการมีหรือไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน (อังคณะ) และการรู้หรือไม่รู้ตัว โดยเปรียบกับภาชนะสำริดสกปรกหรือสะอาด ทรงอธิบายกิเลสเพียงดังเนินคืออิจฉาวจรที่เป็นบาปอกุศลต่างๆ
- หน้า ๕๕–๖๒ ๖. อากังเขยยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงความหวัง ๑๗ ประการที่ภิกษุพึงหวังได้ หากทำศีลให้บริบูรณ์ เจริญสมาธิและวิปัสสนา เช่น เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจารี ได้ปัจจัย ๔ บรรลุฌาน อภิญญาต่างๆ วิชชา ๓ จนถึงเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ
- หน้า ๖๒–๖๙ ๗. วัตถูปมสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบจิตเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสแห่งจิต ๑๖ ชนิด กับผ้าเปื้อนที่ย้อมสีไม่สวย เมื่อละอุปกิเลสได้จิตย่อมผ่องใส ตอนท้ายมีเรื่องพราหมณ์สุนทริกภารทวาชะทูลถามเรื่องอาบน้ำล้างบาป พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องอาบน้ำในธรรมวินัยคือรักษาศีลจึงบริสุทธิ์แท้จริง พราหมณ์ขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๗๐–๘๑ ๘. สัลเลขสูตร พระมหาจุนทะทูลถามเรื่องการละทิฏฐิ พระพุทธเจ้าตรัสว่าฌานสมาบัติทั้ง ๘ ไม่ใช่ธรรมขัดเกลากิเลสแท้จริง แต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน จากนั้นทรงแสดงข้อปฏิบัติขัดเกลากิเลส ๔๔ คู่ สอนให้เพียรขัดเกลาตนแม้ผู้อื่นจะไม่ทำก็ตาม
- หน้า ๘๑–๑๐๐ ๙. สัมมาทิฏฐิสูตร พระสารีบุตรอธิบายความหมายของสัมมาทิฏฐิแก่ภิกษุหลายแง่มุมต่อเนื่องกัน ได้แก่ กุศล-อกุศลและรากเหง้า อาหาร ๔ อริยสัจ ๔ และองค์ปฏิจจสมุปบาททีละองค์ แต่ละหัวข้อจบด้วยการรู้ชัดเหตุเกิด-ดับ-ทางดับ ทำให้ละราคานุสัยและบรรลุที่สุดแห่งทุกข์
- หน้า ๑๐๑–๑๐๙ มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๑ (อุทเทส-กายานุปัสสนา) เริ่มมหาสติปัฏฐานสูตรที่นิคมกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ ทรงแสดงสติปัฏฐาน ๔ เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ จากนั้นอธิบายกายานุปัสสนาโดยละเอียด ได้แก่ อานาปานสติ อิริยาบถ สัมปชัญญะ การพิจารณาสิ่งปฏิกูล ๓๒ ธาตุ ๔ และป่าช้า ๙ หมวด
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๒ (เวทนานุปัสสนา) ทรงแสดงการพิจารณาเวทนาในเวทนา คือรู้ชัดสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ทั้งที่มีอามิสและไม่มีอามิส รวม ๙ ลักษณะ เพื่อเจริญญาณเจริญสติโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดในโลก
- หน้า ๑๑๑ มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๓ (จิตตานุปัสสนา) ทรงแสดงการพิจารณาจิตในจิต โดยรู้ชัดสภาพจิต ๑๖ คู่ เช่น จิตมีราคะ-ปราศจากราคะ จิตหดหู่-ฟุ้งซ่าน จิตเป็นสมาธิ-ไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น-ไม่หลุดพ้น เป็นหมวดสั้นเพียงหน้าเดียว
- หน้า ๑๑๒–๑๑๖ มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๔ (ธัมมานุปัสสนา: นิวรณ์-ขันธ์-อายตนะ) เริ่มธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทรงแสดงหมวดนิวรณ์ ๕ หมวดขันธ์ ๕ และหมวดอายตนะภายใน-ภายนอก ๖ คู่พร้อมสังโยชน์ที่อาศัยอายตนะเกิดขึ้น
- หน้า ๑๑๖–๑๓๒ มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนที่ ๕ (โพชฌงค์-อริยสัจ ๔) และปิดมูลปริยายวรรค ธัมมานุปัสสนาต่อด้วยหมวดโพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔ (แจกแจงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคมีองค์ ๘ โดยละเอียด) จบด้วยอานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตลอดระยะเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่ ๗ ปีจนถึง ๗ วัน แล้วปิดมูลปริยายวรรคพร้อมรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรค
- หน้า ๑๓๓–๑๔๑ จูฬสีหนาทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณะแท้ ๔ จำพวกมีเฉพาะในธรรมวินัยนี้ เพราะมีความเลื่อมใสในศาสดา ธรรม ศีลบริบูรณ์ และสหธรรมิกที่รัก ทรงแสดงทิฏฐิ ๒ และอุปาทาน ๔ ที่มีตัณหาเป็นต้นเหตุ โยงสายปฏิจจสมุปบาทจากอุปาทานย้อนถึงอวิชชา
- หน้า ๑๔๑–๑๖๕ มหาสีหนาทสูตร สุนักขัตตะกล่าวตู่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีญาณทัสสนะเหนือมนุษย์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสแสดงกำลังตถาคต ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ บริษัท ๘ กำเนิด ๔ คติ ๕ และพรหมจรรย์มีองค์ ๔ รวมถึงเล่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาสุดโต่งในอดีตของพระองค์เอง จบด้วยธรรมบรรยายชื่อโลมหังสนบรรยาย
- หน้า ๑๖๕–๑๗๖ มหาทุกขักขันธสูตร ภิกษุถูกปริพาชกซักถามว่าพุทธศาสนาต่างจากลัทธิอื่นอย่างไรในการบัญญัติละกาม รูป เวทนา พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม (โทษจากการทำมาหาเลี้ยงชีพ การวิวาท สงคราม) รูป (อุปมาความชราและซากศพในป่าช้า ๙ ระยะ) และเวทนา (ฌาน ๔)
- หน้า ๑๗๗–๑๘๕ จูฬทุกขักขันธสูตร เจ้าศากยะมหานามะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดแม้ทรงรู้ว่าโลภะ โทสะ โมหะเป็นอุปกิเลส แต่ธรรมเหล่านี้ก็ยังครอบงำจิตได้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าตราบใดยังไม่บรรลุฌานก็ยังละกามไม่ได้จริง แล้วทรงยกเรื่องนิครนถ์ผู้บำเพ็ญตบะเพื่อสิ้นกรรม
- หน้า ๑๘๖–๑๙๗ อนุมานสูตร พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่าด้วยธรรม ๑๖ ประการที่ทำให้เป็นผู้ว่ายากและว่าง่าย พร้อมสอนวิธีอนุมานเทียบตนกับผู้อื่นและพิจารณาตนเองเพื่อละอกุศลธรรมเหล่านั้น ปิดท้ายด้วยอุปมาคนส่องกระจกดูใบหน้าตนเอง
- หน้า ๑๙๗–๒๐๓ เจโตขีลสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงเจโตขีล (กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู) ๕ ประการ และเจตโสวินิพันธ์ (กิเลสเครื่องผูกใจ) ๕ ประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญในธรรมวินัย พร้อมอุปมาแม่ไก่ฟักไข่
- หน้า ๒๐๔–๒๐๘ วนปัตถสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักพิจารณาว่าภิกษุควรอยู่หรือควรจากที่อยู่อาศัย (ป่าทึบ หมู่บ้าน นิคม นคร ชนบท หรือบุคคล) แห่งใด โดยพิจารณาจากผลที่เกิดต่อสติ สมาธิ และความสิ้นอาสวะ
- หน้า ๒๐๙–๒๑๗ มธุปิณฑิกสูตร ทัณฑปาณิศากยะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องคำสอนแล้วแสดงอาการไม่พอใจจากไป พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุทเทสเรื่องปปัญจสัญญาสังขาโดยย่อ ภิกษุไปถามพระมหากัจจานะซึ่งอธิบายขยายความผ่านกระบวนการอายตนะ ผัสสะ เวทนา สัญญา วิตก จนถึงปปัญจสัญญา
- หน้า ๒๑๘–๒๒๕ เทฺวธาวิตักกสูตร พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าสมัยเป็นโพธิสัตว์ว่าทรงแบ่งวิตกเป็น ๒ ฝ่าย คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก (อกุศล) กับเนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก (กุศล) ทรงแสดงการบรรลุฌาน ๔ และวิชชา ๓ ปิดท้ายด้วยอุปมาฝูงเนื้อกับทางปลอดภัยคืออริยมรรคมีองค์ ๘
- หน้า ๒๒๖–๒๓๒ วิตักกสัณฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบาย ๕ ประการสำหรับระงับวิตกอกุศลแก่ภิกษุผู้ขวนขวายในอธิจิต ได้แก่ มนสิการนิมิตกุศลอื่น พิจารณาโทษของวิตก ไม่ระลึกถึงวิตกนั้น มนสิการวิตักกสังขารสัณฐาน และข่มจิตด้วยจิต เพื่อฝึกให้เป็นผู้ชำนาญในวิถีทางแห่งวิตก
- หน้า ๒๓๓–๒๔๔ กกจูปมสูตร เหตุการณ์พระโมลิยผัคคุนะคลุกคลีกับภิกษุณีเกินเวลาจนเกิดข้อพิพาท พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละฉันทะและวิตกอันอาศัยเรือน แสดงอุปมาทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน จบด้วยโอวาทอันลือชื่อ 'อุปมาด้วยเลื่อย' ให้อดกลั้นแม้ถูกโจรเลื่อยร่างกาย
- หน้า ๒๔๕–๒๖๗ อลคัททูปมสูตร อริฏฐภิกษุยึดทิฏฐิผิดว่าธรรมที่ตรัสว่าเป็นอันตรายไม่อาจก่ออันตรายจริง พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาด้วยอสรพิษ (จับงูพิษผิดวิธีย่อมถูกกัดตาย) จากนั้นทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยแพ สอนไม่ให้ยึดติดแม้ในธรรม พร้อมเรื่องทิฏฐิฏฐาน ๖ อนัตตลักษณะ และลำดับพระอริยบุคคล
- หน้า ๒๖๗–๒๗๓ วัมมิกสูตร เทวดามาเข้าหาพระกุมารกัสสปะกลางดึก กล่าวปริศนาธรรม ๑๕ ข้อเรื่อง 'จอมปลวก' ท่านนำไปทูลถามพระพุทธเจ้า ทรงเฉลยว่าจอมปลวกคือกายนี้ ลิ่มสลักคืออวิชชา ทางสองแพร่งคือวิจิกิจฉา เต่าคืออุปาทานขันธ์ ๕ และนาคคือพระขีณาสพ
- หน้า ๒๗๓–๒๘๔ รถวินีตสูตร ภิกษุยกย่องพระปุณณมันตานีบุตรว่ามักน้อยสันโดษ พระสารีบุตรจึงสนทนาไต่ถามจุดหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ พระปุณณมันตานีบุตรอธิบายด้วยอุปมาราชรถ ๗ ผลัดของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าความบริสุทธิ์ ๗ ขั้นเป็นเพียงขั้นตอนส่งต่อกันไปสู่อนุปาทาปรินิพพาน
- หน้า ๒๘๔–๒๙๓ นิวาปสูตร พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาฝูงเนื้อ ๔ ฝูงกับทุ่งหญ้าที่นายพรานปลูกล่อไว้ เปรียบกับสมณพราหมณ์ ๔ จำพวกที่มีท่าทีต่อกามคุณ ๕ ต่างกัน มีเพียงฝูงที่ ๔ ที่หนีพ้นได้ เปรียบได้กับภิกษุผู้เจริญฌานทั้ง ๔ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ทำให้มารมองไม่เห็น
- หน้า ๒๙๓–๓๑๗ ปาสราสิสูตร (อริยปริเยสนาสูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐกับการแสวงหาที่ประเสริฐ แล้วทรงเล่าพุทธประวัติ: ทรงผนวช ศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบส จึงเสด็จไปอุรุเวลาจนตรัสรู้ ทรงลังเลจะแสดงธรรมจนสหัมบดีพรหมทูลอาราธนา อุปมาดอกบัว ทรงพบอุปกาชีวก และทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์
- หน้า ๓๑๗–๓๒๙ จูฬหัตถิปโทปมสูตร ปิโลติกปริพาชกเล่าให้ชาณุสโสณิพราหมณ์ฟังว่าเลื่อมใสพระพุทธเจ้าเพราะเห็น 'รอย ๔ รอย' คือท่าทีของบัณฑิตกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และสมณะ เปรียบดั่งพรานช้างเห็นรอยเท้าใหญ่แล้วยังไม่ด่วนสรุป จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงขยายอุปมาแสดงการฝึกตนตามลำดับของภิกษุ
- หน้า ๓๒๙–๓๓๙ มหาหัตถิปโทปมสูตร พระสารีบุตรแสดงว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งปวงรวมลงในรอยเท้าช้างฉันใด กุศลธรรมทั้งปวงก็รวมลงในอริยสัจ ๔ ฉันนั้น ทรงอธิบายทุกขอริยสัจผ่านอุปาทานขันธ์ ๕ โดยเฉพาะมหาภูตรูป ๔ พร้อมโอวาทอุปมาด้วยเลื่อยเรื่องความอดทน ปิดท้ายด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทผ่านอายตนะ ๖
- หน้า ๓๔๐–๓๔๘ ๙. มหาสาโรปมสูตร พระพุทธเจ้าทรงปรารภพระเทวทัต แสดงอุปมาด้วยแก่นไม้ว่าผู้บวชที่ติดอยู่เพียงลาภสักการะ ศีล สมาธิ หรือญาณทัสสนะ เปรียบเหมือนแสวงหาแก่นไม้แต่ได้เพียงกิ่งใบ สะเก็ด เปลือก หรือกระพี้ ส่วนผู้บรรลุเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบจึงเปรียบเหมือนได้แก่นไม้แท้จริง
- หน้า ๓๔๘–๓๕๖ ๑๐. จูฬสาโรปมสูตร พราหมณ์ปิงคลโกจฉะทูลถามเรื่องครูทั้ง ๖ ว่ารู้แจ้งจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาแก่นไม้แบบย่อเช่นเดียวกับมหาสาโรปมสูตร จบด้วยพราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
- หน้า ๓๕๗–๓๖๕ จูฬโคสิงคสูตร (มหายมกวรรค) พระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมิละอยู่ร่วมกันผาสุกที่ป่าโคสิงคสาลวันดุจน้ำนมกับน้ำ ด้วยเมตตากายวจีมโนกรรมและการเก็บความเห็นตนตามหมู่คณะ พระพุทธเจ้าตรัสถามถึงธรรมเครื่องอยู่ผาสุก เทวดาตลอดจนถึงพรหมโลกต่างสรรเสริญพระเถระทั้ง ๓
- หน้า ๓๖๖–๓๗๖ มหาโคสิงคสูตร พระสารีบุตรถามพระเถระผู้ใหญ่หลายรูป (อานนท์ เรวตะ อนุรุทธะ มหากัสสปะ มหาโมคคัลลานะ) ว่าป่าโคสิงคสาลวันงามด้วยภิกษุเช่นไร แต่ละรูปตอบตามคุณวิเศษของตน พระพุทธเจ้าทรงรับรองทุกคำตอบแล้วแสดงทรรศนะของพระองค์เอง
- หน้า ๓๗๖–๓๘๓ มหาโคปาลสูตร อุปมานายโคบาลผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการที่ไม่สามารถเลี้ยงฝูงโคให้เจริญ เทียบกับภิกษุ ๑๑ ประการที่ทำให้ไม่เจริญในธรรมวินัย และแสดงคุณสมบัติตรงข้ามที่ทำให้ทั้งนายโคบาลและภิกษุเจริญงอกงาม
- หน้า ๓๘๔–๓๘๘ จูฬโคปาลสูตร อุปมานายโคบาลโง่กับฉลาดในการต้อนฝูงโคข้ามแม่น้ำคงคา เทียบกับสมณพราหมณ์ผู้ไม่ฉลาดหรือฉลาดในโลกนี้โลกหน้า และเปรียบภิกษุระดับต่างๆ กับโคที่ข้ามฝั่งได้โดยสวัสดี
- หน้า ๓๘๘–๔๐๐ จูฬสัจจกสูตร สัจจกะ นิครนถบุตร นักโต้วาทะชื่อดังท้าพระพุทธเจ้าผ่านพระอัสสชิ พระพุทธเจ้าทรงซักถามด้วยอุปมาพระราชาไม่มีอำนาจบังคับขันธ์ ๕ ให้เป็นไปตามใจ จนสัจจกะจำนนต่อหลักไตรลักษณ์ ยักษ์วชิรปาณีขู่จะทุบศีรษะจึงยอมตอบ ยอมรับความพ่ายแพ้ และถวายภัตตาหาร
- หน้า ๔๐๑–๔๒๐ ๖. มหาสัจจกสูตร สัจจกะนิครนถบุตรทูลถามเรื่องกายภาวนาและจิตตภาวนา พระพุทธเจ้าทรงเล่าพุทธประวัติการแสวงหาโมกขธรรมในสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบส อุปมาไม้สีไฟ ๓ ข้อ การบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์จนพระวรกายซูบผอม และการตรัสรู้ด้วยฌาน ๔ และวิชชา ๓ ในราตรีเดียว
- หน้า ๔๒๐–๔๒๗ ๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร ท้าวสักกะจอมเทพทูลถามพระพุทธเจ้าโดยย่อว่าภิกษุหลุดพ้นด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาอย่างไร พระมหาโมคคัลลานะสงสัยจึงไปทดสอบท้าวสักกะถึงเวชยันตปราสาท ใช้นิ้วเท้าเขย่าปราสาทให้สั่นสะท้านจนท้าวสักกะสังเวช แล้วทรงเล่าคำตอบของพระพุทธเจ้าได้ถูกต้องครบถ้วน
- หน้า ๔๒๗–๔๕๑ ๘. มหาตัณหาสังขยสูตร ภิกษุสาติบุตรชาวประมงมีทิฏฐิผิดว่าวิญญาณดวงเดียวเวียนว่ายตายเกิด พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าวิญญาณเกิดเพราะอาศัยปัจจัย ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับโดยละเอียดครบ ๑๒ องค์ อุปมาธรรมดุจแพ กระบวนการปฏิสนธิในครรภ์ และข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อบรมกาย วาจา ใจจนหลุดพ้นจากตัณหา
- หน้า ๔๕๑–๔๖๓ ๙. มหาอัสสปุรสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติของสมณะแก่ภิกษุชาวอัสสปุรนิคม เริ่มจากหิริโอตตัปปะ ไล่เรียงกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร อาชีวะบริสุทธิ์ สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในโภชนะ เจริญฌาน ๔ และวิชชา ๓ จนสิ้นอาสวะ ปิดท้ายด้วยความหมายของคำว่าสมณะ พราหมณ์ อรหันต์
- หน้า ๔๖๔–๔๗๐ ๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร (จบมหายมกวรรค) ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่สมควรแก่สมณะแบบสั้น เปรียบบรรพชาดังดาบสองคม ทรงปฏิเสธว่าเครื่องแบบ การเปลือยกาย การอาบน้ำ ท่องมนตร์ หรือขมวดผมไม่ทำให้เป็นสมณะ แต่การละอภิชฌา พยาบาท และกิเลสต่างๆ ต่างหากที่ทำให้เป็นสมณะแท้ จบวรรคมหายมกวรรค
- หน้า ๔๗๑–๔๘๐ ๑. สาเลยยกสูตร (จูฬยมกวรรค) เปิดจูฬยมกวรรค พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านสาลาทูลถามเหตุที่ทำให้สัตว์ไปเกิดในอบายหรือสุคติ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ และกุศลกรรมบถ ๑๐ พร้อมผลแห่งความประพฤติธรรมที่นำไปสู่กำเนิดต่างๆ จนถึงพรหมและความหลุดพ้น
- หน้า ๔๘๐–๔๘๗ ๒. เวรัญชกสูตร เนื้อหาเหมือนสาเลยยกสูตรเกือบทุกประการ เพียงเปลี่ยนผู้ทูลถามเป็นพราหมณ์และคหบดีชาวเวรัญชาที่พักอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงแสดงอกุศลกรรมบถ-กุศลกรรมบถ ๑๐ และผลแห่งความประพฤติธรรม ชาวเวรัญชาก็ถึงไตรสรณะเช่นกัน
- หน้า ๔๘๘–๔๙๙ ๓. มหาเวทัลลสูตร พระมหาโกฏฐิกะสนทนาไต่ถามธรรมกับพระสารีบุตรแบบเวทัลละ ครอบคลุมปัญญา วิญญาณ เวทนา สัญญา ความสัมพันธ์ของธรรมเหล่านี้ ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ ภพ ฌาน อินทรีย์ ๕ อายุสังขารกับไออุ่น ความต่างระหว่างคนตายกับผู้เข้านิโรธสมาบัติ และเจโตวิมุตติ ๔ แบบ
- หน้า ๕๐๐–๕๐๘ ๔. จูฬเวทัลลสูตร อุบาสกวิสาขะถามปัญหาธรรมกับพระธัมมทินนาภิกษุณีเรื่องสักกายะ สักกายทิฏฐิ อริยมรรคมีองค์ ๘ กับขันธ์ ๓ สมาธิและสังขาร สัญญาเวทยิตนิโรธ และเวทนากับอนุสัย พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าคำตอบทุกข้อถูกต้องดุจพระองค์ตรัสเอง
- หน้า ๕๐๘–๕๑๔ ๕. จูฬธัมมสมาทานสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงการสมาทานธรรม ๔ แบบ คือ มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบาก มีทุกข์ทั้งปัจจุบันและวิบาก มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบาก และมีสุขทั้งปัจจุบันและวิบาก พร้อมอุปมาเรื่องเมล็ดพืชเถาย่านทรายที่ทำลายต้นสาละ
- หน้า ๕๑๔–๕๒๕ ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร ทรงขยายความการสมาทานธรรม ๔ แบบอย่างละเอียด เชื่อมโยงกับการทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ และกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่ให้ผลต่างกันทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมอุปมา ๔ ข้อ คือน้ำเต้าขมผสมยาพิษ น้ำหวานผสมยาพิษ น้ำมูตรเน่าผสมยา และนมส้มน้ำผึ้งเนยใสน้ำอ้อย
- หน้า ๕๒๕–๕๒๙ ๗. วีมังสกสูตร ทรงสอนภิกษุผู้ตรวจสอบให้พิจารณาตถาคตในธรรมที่รู้แจ้งทางตาและหูว่าเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว สอบถามพระศาสดาโดยตรง จนเกิดศรัทธาที่มีเหตุมีทัสสนะเป็นมูล มั่นคง ไม่มีผู้ใดในโลกให้หวั่นไหวได้
- หน้า ๕๒๙–๕๓๖ ๘. โกสัมพิยสูตร ภิกษุชาวกรุงโกสัมพีทะเลาะวิวาทกันด้วยหอกคือปาก พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าเป็นโมฆบุรุษ แล้วทรงแสดงสาราณียธรรม ๖ ประการที่ทำให้สงฆ์สามัคคี และทิฏฐิอันประเสริฐพร้อมญาณ ๗ ประการของอริยสาวกผู้บรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๕๓๗–๕๔๕ ๙. พรหมนิมันตนิกสูตร พกพรหมมีทิฏฐิผิดว่าพรหมโลกเที่ยง ยั่งยืน ไม่มีการสลัดออกจากทุกข์อื่นนอกจากนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปหักล้างทิฏฐินั้น มารเข้าสิงพรหมบริษัทขอร้องมิให้ขัดแย้งพรหม แต่พระองค์ทรงแสดงพระปัญญาและฤทธิ์เหนือกว่าพรหมและมารจนอันตรธานหายไปได้ทั้งที่พกพรหมทำไม่ได้
- หน้า ๕๔๕–๕๕๔ ๑๐. มารตัชชนียสูตร (จบมูลปัณณาสก์) พระมหาโมคคัลลานะถูกมารใจบาปเข้าสิงในท้อง ทรงขับไล่ออกมาแล้วเล่าอดีตชาติที่ตนเคยเป็นทูสีมารผู้ยุยงชาวบ้านให้ด่าว่าภิกษุสาวกของพระกกุสันธพุทธเจ้า สุดท้ายถูกพระกกุสันธพุทธเจ้าทรงชำเลืองดูก็ไปเกิดในมหานรก จบด้วยบัญชีรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ กับวรรคทั้ง ๕ ปิดท้ายมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐