จุลวรรค ภาค ๒
ฉบับ มจร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๗ · ๔๒๐ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๙๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์สรงน้ำขัดสีกาย กฎเกณฑ์ห้ามภิกษุขัดสีกายกับต้นไม้ เสา ฝา หรือสรงน้ำในที่ไม่สมควร และห้ามใช้อุปกรณ์ถูกายต่างๆ เช่นไม้หอม เชือกชุบจุรณศิลา ไม้บังเวียนฟันมังกร เพราะทำให้เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม
- หน้า ๗–๑๑ เครื่องใช้ส่วนตัวและมารยาทภายนอกของภิกษุ ทรงผ่อนผันอุปกรณ์ถูกายแก่ภิกษุอาพาธ แต่ทรงห้ามใช้เครื่องประดับ ไว้ผมยาว หวีผม ส่องกระจก แต่งหน้า ดูมหรสพ และสวดธรรมด้วยเสียงขับยาวเพราะมีโทษ ๕ ประการ
- หน้า ๑๒–๑๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ฉันมะม่วงและผลไม้ที่สมควรแก่สมณะ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เก็บมะม่วงอ่อนในพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสารจนหมด ถูกตำหนิ จึงทรงห้ามฉันมะม่วงทั้งผล และทรงอนุญาตผลไม้ที่สมควรแก่สมณะ ๕ อย่าง
- หน้า ๑๕–๑๖ เรื่องภิกษุถูกงูกัดและคาถาแผ่เมตตาตระกูลพญางู ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดถึงมรณภาพเพราะไม่ได้แผ่เมตตาให้ตระกูลพญางู ๔ ตระกูล พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตบทแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์เพื่อคุ้มครองตน และทรงห้ามภิกษุตัดองคชาตตนเอง
- หน้า ๑๗–๑๙ เรื่องบาตรไม้จันทน์และพระปิณโฑลภารทวาชะ เศรษฐีกรุงราชคฤห์แขวนบาตรไม้จันทน์ท้าทายผู้มีฤทธิ์ให้ปลดลงมา ครูทั้ง ๖ ทำไม่ได้ แต่พระปิณโฑลภารทวาชะเหาะไปปลดได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าแสดงฤทธิ์เพราะเหตุเล็กน้อยจึงสั่งทำลายบาตรและห้ามใช้บาตรไม้
- หน้า ๒๐–๒๔ กฎเกณฑ์เรื่องบาตร ทรงบัญญัติให้ใช้เฉพาะบาตรเหล็กและบาตรดิน ห้ามใช้บาตรทองคำ เงิน หรือวัสดุมีค่า พร้อมกำหนดวิธีเก็บรักษาบาตรอย่างละเอียด และห้ามใช้วัตถุอื่น เช่น กะโหลกน้ำเต้า หม้อกระเบื้อง หรือบาตรกะโหลกผีแทนบาตร
- หน้า ๒๕–๓๐ กฎเกณฑ์เรื่องเข็ม มีด และไม้สะดึงเย็บจีวร ทรงอนุญาตมีดมีด้าม เข็มพร้อมกล่องเข็ม ปลอกสวมนิ้วมือ และไม้สะดึงพร้อมอุปกรณ์ประกอบครบชุดสำหรับเย็บจีวร รวมถึงโรงสะดึงและปะรำสะดึงสำหรับหลบแดดฝน
- หน้า ๓๑–๓๒ เรื่องผ้ากรองน้ำ ภิกษุรูปหนึ่งถูกเพื่อนร่วมทางที่กำลังโกรธไม่ยอมให้ผ้ากรองน้ำจนกระหายน้ำถึงมรณภาพ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติว่าภิกษุเดินทางไกลต้องมีผ้ากรองน้ำเสมอ
- หน้า ๓๓–๔๑ ทรงอนุญาตที่จงกรม เรือนไฟ บ่อน้ำ และสระโบกขรณี หมอชีวกโกมารภัจกราบทูลขอให้ทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟเพื่อบรรเทาอาพาธของภิกษุที่ฉันอาหารประณีตจนร่างกายอ้วน จึงทรงอนุญาตสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์ต่างๆ ตามลำดับปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่อยไปจนถึงบ่อน้ำและสระโบกขรณี
- หน้า ๔๒–๔๓ ระเบียบเครื่องใช้ส่วนตัวและการฉันร่วมภาชนะ ทรงห้ามนอนบนที่นอนโรยดอกไม้ ทรงอนุญาตให้รับของหอมและดอกไม้ อนุญาตสันถัตขนเจียม ห้ามฉันอาหารในโตก และห้ามภิกษุฉัน ดื่ม หรือนอนร่วมภาชนะ/เตียงเดียวกันเพราะเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม
- หน้า ๔๔–๕๓ เรื่องเจ้าวัฑฒลิจฉวีใส่ความพระทัพพมัลลบุตร และโพธิราชกุมาร พระเมตติยะและพระภุมมชกะยุยงเจ้าวัฑฒลิจฉวีให้กล่าวหาพระทัพพมัลลบุตรว่าประทุษร้ายภรรยาตนโดยไม่มีมูล สงฆ์จึงลงโทษคว่ำบาตรเจ้าวัฑฒะจนสลบ ก่อนสำนึกผิดขอขมาและได้รับหงายบาตรคืน จากนั้นโพธิราชกุมารกราบทูลนิมนต์ให้ทรงเหยียบผ้าขาวที่ปูรับเสด็จแต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงเหยียบเพราะทรงระลึกถึงกรรมเก่าของราชกุมาร จึงทรงบัญญัติห้ามเหยียบผ้าที่ปูไว้ ปิดท้ายด้วยนางวิสาขามิคารมาตาเริ่มถวายเครื่องใช้แด่พระพุทธเจ้า
- หน้า ๕๔–๕๙ เรื่องพัด ร่ม ไม้เท้า และการสมมติเครื่องใช้แก่ภิกษุไข้ นางวิสาขาถวายพัดโบกและพัดใบตาล ทรงอนุญาตแส้ปัดยุงและร่ม (เฉพาะภิกษุไข้และในเขตวัด) ภิกษุไข้ขาดไม้เท้าหรือสาแหรกจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้ทัณฑสมมติ สิกกาสมมติ และทัณฑสิกกาสมมติ พร้อมคำขอและกรรมวาจา
- หน้า ๖๐–๖๓ เรื่องหญิงหลอกกล่าวหาภิกษุด้วยรอยเล็บ และกฎเกณฑ์ตัดเล็บ-โกนหนวด หญิงคนหนึ่งชวนภิกษุผู้ไว้เล็บยาวเสพเมถุน เมื่อถูกปฏิเสธจึงใช้เล็บข่วนตัวเองแล้วกล่าวหาภิกษุ แต่คนทั้งหลายเห็นรอยเล็บจึงรู้ว่าภิกษุบริสุทธิ์ นำไปสู่กฎห้ามไว้เล็บยาว ขัดเล็บ และกำหนดวิธีตัดเล็บ โกนหนวด ไว้ผมอย่างไม่เหมือนคฤหัสถ์
- หน้า ๖๔–๖๘ เครื่องประดับ ผ้ารัดเข่า ประคดเอว ลูกดุม และการนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ทรงอนุญาตไม้แคะหูและทรงห้ามพระฉัพพัคคีย์สะสมโลหะทองสัมฤทธิ์ กล่องยาตา ผ้ารัดเข่า ประคดเอว ลูกถวิน ลูกดุม พร้อมทรงห้ามภิกษุนุ่งห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์และหาบของเหมือนคนหาบของหลวง
- หน้า ๖๙–๗๒ ไม้ชำระฟัน ไฟป่า ขึ้นต้นไม้ และทรงห้ามยกพุทธพจน์เป็นภาษาสันสกฤต ทรงแสดงโทษ-ประโยชน์ของการเคี้ยวไม้ชำระฟัน ทรงห้ามจุดไฟเผากองหญ้าและขึ้นต้นไม้เว้นมีอันตราย ภิกษุเมฏฐะและโกกุฏฐะทูลขอยกพระพุทธพจน์เป็นภาษาสันสกฤตแต่ถูกทรงติเตียน โปรดให้เรียนด้วยภาษาของตน และทรงห้ามเรียน-สอนโลกายัต
- หน้า ๗๓–๗๘ ให้พรเมื่อจาม ฉันกระเทียม และกฎเกณฑ์ห้องน้ำ-วัจกุฎี พระพุทธเจ้าทรงจามระหว่างแสดงธรรม ทรงห้ามให้พรแบบขัดจังหวะแต่อนุญาตให้พรตอบคฤหัสถ์ ทรงห้ามฉันกระเทียมก่อนเข้าสมาคมยกเว้นอาพาธดังกรณีพระสารีบุตร และทรงวางระเบียบหม้อปัสสาวะ หลุมอุจจาระ และวัจกุฎีอย่างละเอียด
- หน้า ๗๙–๘๘ อนาจารฉัพพัคคีย์ จบขุททกวัตถุขันธกะ และอุทานสรุป ๑๑๐ เรื่อง รายการอนาจารของภิกษุฉัพพัคคีย์ต่อเนื่อง เช่น เล่นดอกไม้ ฟ้อนรำ เล่นการพนันกีฬาต่างๆ ทรงอนุญาตเครื่องใช้โลหะ-ไม้-ดิน จบขุททกวัตถุขันธกะที่ ๕ ตามด้วยคาถาอุทานสรุปเรื่องทั้งหมด ๑๑๐ เรื่องในขันธกะนี้
- หน้า ๘๙–๙๓ เสนาสนขันธกะ: ราชคหเศรษฐีถวายวิหาร ๖๐ หลัง เศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์เห็นภิกษุผู้อยู่ป่าโคนไม้แล้วเลื่อมใส ทูลขอสร้างวิหารถวาย ทรงอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด เศรษฐีสร้างวิหาร ๖๐ หลังถวายสงฆ์สี่ทิศพร้อมคาถาอนุโมทนา จากนั้นทรงอนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ลูกดาล และการฉาบดินกันหนาวร้อน
- หน้า ๙๔–๙๙ ทรงอนุญาตบานหน้าต่าง เตียง ตั่ง ม้านั่ง หมอน และฟูก ทรงอนุญาตหน้าต่างชนิดต่างๆ พร้อมม่านกันสัตว์เข้า และเครื่องลาดปูนอน ตั่งไม้ เตียง-ตั่งหลายแบบ ม้านั่งหลายชนิด ทรงห้ามนอนเตียงสูง ทรงอนุญาตไม้หนุนเท้าเตียง หมอน และฟูก ๕ ชนิด
- หน้า ๑๐๐–๑๐๖ เตียงหุ้มฟูก สีทาวิหาร ห้ามภาพจิตรกรรมคน และทรงอนุญาตหอฉัน ทรงอนุญาตเตียง-ตั่งหุ้มฟูกและสีทาวิหาร (ขาว ดำ เหลือง) ทรงห้ามภาพจิตรกรรมรูปสตรี-บุรุษแต่อนุญาตลายดอกไม้เถาวัลย์ ทรงอนุญาตการก่ออิฐแก้วิหารพื้นต่ำ ห้องภายใน เพดานกันงูตก ไม้แขวนจีวร ราวจีวร และเริ่มเรื่องทรงอนุญาตหอฉัน
- หน้า ๑๐๗–๑๑๐ ทรงอนุญาตบันได รั้ว ซุ้มประตู และเครื่องมุงวิหาร ต่อเนื่องจากเรื่องเสนาสนะ ทรงอนุญาตบันได ราวยึด รั้วอิฐ-ศิลา-ไม้ ซุ้มประตูพร้อมบานประตูและกลอน ท่อระบายน้ำ ศาลาไฟ และเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงประสงค์สร้างปราสาทฉาบปูนถวายสงฆ์ จึงทรงอนุญาตเครื่องมุง ๕ ชนิด
- หน้า ๑๑๑–๑๑๔ อนาถบิณฑิกคหบดีได้ยินคำว่า "พุทธะ" อนาถบิณฑิกคหบดีไปทำธุระที่ราชคฤห์ ได้ยินเศรษฐีสั่งเตรียมอาหารถวายพระพุทธเจ้าจนตื่นเต้นนอนไม่หลับ รุ่งเช้าเดินฝ่าความมืดไปเข้าเฝ้าโดยมีสีวกยักษ์ปลอบใจให้ก้าวต่อไป จนพบพระพุทธเจ้าซึ่งตรัสเรียกว่า "สุทัตตะ"
- หน้า ๑๑๕–๑๑๖ อนาถบิณฑิกคหบดีบรรลุโสดาบันและถึงไตรสรณคมน์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ จนธรรมจักษุเกิดแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ท่านประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและทูลอาราธนาภัตตาหาร แม้เศรษฐี ชาวนิคม และพระเจ้าพิมพิสารเสนอให้ยืมทรัพย์ ท่านก็ปฏิเสธเพราะมีพร้อมแล้ว
- หน้า ๑๑๗–๑๑๘ อนาถบิณฑิกะซื้อที่ดินเจ้าเชตด้วยการปูเงิน อนาถบิณฑิกคหบดีทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปจำพรรษาที่สาวัตถี ระหว่างทางชักชวนชาวบ้านสร้างอาราม แล้วเลือกอุทยานของเจ้าเชตราชกุมารเป็นที่ตั้งวิหาร โดยขนเงินมาปูเต็มพื้นที่เพื่อซื้อ จนเจ้าเชตประทับใจขอร่วมถวายส่วนที่เหลือ
- หน้า ๑๑๙–๑๒๐ นวกัมมทานะ: เรื่องช่างชุนผ้าเข็ญใจ หลังสร้างพระเชตวันเสร็จ ช่างชุนผ้าเข็ญใจอยากช่วยงานก่อสร้างบ้างแต่ก่อฝาผนังพังถึง ๓ ครั้งจนถูกมองข้าม เขาตำหนิว่าสงฆ์อบรมสั่งสอนแต่ผู้มีทรัพย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุให้นวกรรม(งานก่อสร้าง)แก่คฤหัสถ์ได้
- หน้า ๑๒๑–๑๒๕ พระสารีบุตรถูกแย่งที่พักและนิทานสัตว์ ๓ สหาย อันเตวาสิกของพระฉัพพัคคีย์ล่วงหน้าจับจองวิหารและที่นอนทั้งหมดจนพระสารีบุตรไม่มีที่นอน ต้องนั่งโคนไม้ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและตรัสนิทานนกกระทา ลิง และช้างที่รู้จักเคารพกันตามอาวุโส แล้วทรงบัญญัติให้จัดอาสนะ น้ำ และบิณฑบาตตามลำดับพรรษา
- หน้า ๑๒๖–๑๒๘ บุคคลที่ควรและไม่ควรไหว้ ๑๐-๓ จำพวก ทรงแสดงบุคคล ๑๐ จำพวกที่ภิกษุไม่ควรไหว้ และ ๓ จำพวกที่ควรไหว้ จากนั้นเกิดกรณีอันเตวาสิกฉัพพัคคีย์แย่งจับจองมณฑปและเครื่องลาดที่ทายกจัดถวายเจาะจงสงฆ์ ทรงห้ามกีดกันแม้ของที่เจาะจงถวายตามลำดับพรรษา
- หน้า ๑๒๙–๑๓๐ ทรงอนุญาตเครื่องใช้อย่างคฤหัสถ์และอนุโมทนาพระเชตวัน ทรงอนุญาตให้ภิกษุนั่ง (แต่ห้ามนอน) บนเครื่องลาดอย่างคฤหัสถ์ยกเว้นบางชนิด จากนั้นเสด็จถึงพระเชตวัน อนาถบิณฑิกคหบดีถวายภัตตาหารและทูลถามวิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสให้ถวายวิหารแก่สงฆ์จากทิศทั้ง ๔
- หน้า ๑๓๑–๑๓๔ พระอุปนันทะบังคับภิกษุลุกและฉัพพัคคีย์ฉุดลากพระสัตตรสวัคคีย์ พระอุปนันทศากยบุตรมาทีหลังแล้วบังคับภิกษุที่กำลังฉันให้ลุก ทรงห้ามพร้อมวางระเบียบเรื่องอาสนะภิกษุไข้ จากนั้นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โกรธที่พระสัตตรสวัคคีย์ซ่อมวิหารจะอยู่จำพรรษา จึงโกหกอ้างว่าเป็นของตนแล้วฉุดลากออกจนร้องไห้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุถือเสนาสนะแทน
- หน้า ๑๓๕–๑๓๖ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะและระเบียบการถือ ทรงอนุญาตให้แต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๕ ประการเป็นเจ้าหน้าที่จัดแจงให้ถือเสนาสนะพร้อมกรรมวาจา และกำหนดวิธีนับตามจำนวนภิกษุ ที่นอน วิหาร หรือบริเวณ ห้ามให้ภิกษุนอกสีมาถือและห้ามหวงเกิน ๓ เดือนฤดูฝน
- หน้า ๑๓๗–๑๔๐ พระอุปนันทะจองเสนาสนะสองแห่ง และระเบียบที่นั่งเรียนพระวินัย พระอุปนันทศากยบุตรถือเสนาสนะไว้พร้อมกัน ๒ แห่งจนถูกทรงห้าม จากนั้นภิกษุจำนวนมากพากันไปเรียนพระวินัยกับพระอุบาลีจนต้องยืนเรียนด้วยความเคารพ ทรงวางกฎอาสนะระดับเดียวกัน จำนวนภิกษุต่อเตียง-ตั่ง และทรงอนุญาตปราสาทของนางวิสาขา
- หน้า ๑๔๑–๑๔๕ ของที่ไม่พึงสละและไม่พึงแบ่ง ทรงบัญญัติของ ๕ หมวดที่สงฆ์ คณะ หรือบุคคลห้ามสละหรือแบ่งแก่กัน (อาราม วิหาร เตียงตั่ง เครื่องโลหะ เครื่องเถาวัลย์) ปรารภกรณีภิกษุมอบเสนาสนะสงฆ์ทั้งหมดให้รูปเดียว และพระอัสสชิ-ปุนัพพสุกะแบ่งเสนาสนะหมดเพื่อกันพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
- หน้า ๑๔๖–๑๕๐ นวกัมมทานกถา: ภิกษุชาวอาฬวีให้นวกรรมเกินควร ภิกษุชาวเมืองอาฬวีให้นวกรรม(สิทธิ์ครองวิหาร)แก่ผู้ช่วยก่อสร้างด้วยเงื่อนไขเพียงเล็กน้อยเกินไป ถูกตำหนิ ทรงกำหนดระยะเวลานวกรรมตามขนาดงาน ห้ามให้ทั้งหลังหรือให้ ๒ แห่งแก่รูปเดียว และวางกฎกรณีผู้รับนวกรรมสึก มรณภาพ หรือวิกลจริตระหว่างงานยังไม่เสร็จ
- หน้า ๑๕๑–๑๕๓ ระเบียบการใช้และรักษาเสนาสนะ ทรงห้ามนำเครื่องใช้ประจำวิหารไปใช้ที่อื่น แต่อนุญาตยืมชั่วคราวและเก็บรักษาเมื่อวิหารชำรุด อนุญาตแลกเปลี่ยนบริขารราคาแพงเพื่อผาติกรรม ทำหนังหมีเป็นผ้าเช็ดเท้า และห้ามเหยียบหรือพิงเสนาสนะด้วยเท้าเปื้อน เท้าเปียก หรือพิงฝาที่ทำบริกรรม
- หน้า ๑๕๔–๑๕๕ ทรงอนุญาตภัตหลายชนิดและแต่งตั้งพระภัตตุทเทสก์ เมื่อกรุงราชคฤห์เกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนขอถวายภัตแบบอื่นแทนสังฆภัต ทรงอนุญาตภัต ๗ ชนิด และเมื่อฉัพพัคคีย์เก็บอาหารประณีตไว้เอง จึงทรงอนุญาตแต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๕ เป็นภัตตุทเทสก์ผู้แจกภัตอย่างเป็นธรรม
- หน้า ๑๕๖–๑๕๙ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่แจกของต่างๆ และจบเสนาสนขันธกะ ทรงอนุญาตแต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๕ เป็นผู้แจกของเคี้ยว ผู้แจกของเล็กน้อย ผู้แจกผ้า ผู้แจกบาตร และผู้ใช้สามเณร พร้อมกรรมวาจาแต่งตั้งแต่ละตำแหน่ง ปิดท้ายด้วย "เสนาสนขันธกะที่ ๖ จบ" และเริ่มคาถารวมเรื่องประจำขันธกะ
- หน้า ๑๖๐–๑๖๒ เสนาสนขันธกะ: เครื่องเรือนและการถวายพระเชตวัน ทรงอนุญาตเครื่องเรือนและวัสดุตกแต่งเสนาสนะหลายชนิด ก่อนอนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าและถวายพระเชตวัน จนเกิดเหตุวุ่นวายเรื่องการแย่งที่พักในหมู่สงฆ์ นำไปสู่การวางระเบียบแจกเสนาสนะตามจำนวนที่นอน วิหาร และบริเวณ
- หน้า ๑๖๓–๑๖๖ เสนาสนขันธกะ: นวกรรมและเจ้าหน้าที่สงฆ์ (จบขันธกะ) พระอัสสชิ-ปุนัพพสุกะแบ่งเสนาสนะที่กีฏาคิรี และทรงวางกฎเกณฑ์นวกรรม (การให้ถือเสนาสนะตอบแทนงานก่อสร้าง) อย่างละเอียด พร้อมทรงอนุญาตให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่สงฆ์หลายตำแหน่ง เช่น ภัตตุทเทสก์และเสนาสนปัญญาปกะ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปจบเสนาสนขันธกะ
- หน้า ๑๖๗–๑๗๓ สังฆเภทขันธกะ: ฉสักยปัพพัชชากถา เจ้าอนุรุทธะชักชวนเจ้ามหานามะและพระเจ้าภัททิยศากยะให้ทรงผนวช เจ้าศากยะ ๖ พระองค์กับอุบาลีช่างกัลบกจึงออกบวชที่อนุปิยนิคม โดยให้อุบาลีบวชก่อนเพื่อลดทิฐิ และพระภัททิยะเปล่งอุทาน "สุขหนอ" หลังบรรลุธรรมเพราะพ้นจากภาระราชสมบัติ
- หน้า ๑๗๔–๑๗๕ เทวทัตตวัตถุ: พระเทวทัตผูกมิตรอชาตศัตรูกุมาร พระเทวทัตต้องการลาภสักการะจึงแปลงกายเป็นกุมารน้อยมีงูพันเอวปรากฏบนตักอชาตศัตรูกุมารเพื่อสร้างศรัทธา จนได้รับการอุปัฏฐากอย่างโอ่อ่า แต่เมื่อคิดปกครองสงฆ์กลับเสื่อมฤทธิ์ กกุธเทพบุตรจึงมาแจ้งข่าวนี้แก่พระมหาโมคคัลลานะ
- หน้า ๑๗๖–๑๗๙ ปัญจสัตถุกถาและอุปมาลาภสักการะฆ่าคนชั่ว พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องศาสดา ๕ จำพวกที่สาวกต้องคอยปกปิดความไม่บริสุทธิ์ ต่างจากพระองค์ผู้บริสุทธิ์แท้ ทรงเตือนภิกษุไม่ให้ยินดีที่อชาตศัตรูอุปัฏฐากพระเทวทัต ด้วยอุปมาว่าลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่วดุจต้นกล้วยออกปลีฆ่าตนเอง
- หน้า ๑๘๐–๑๘๔ ปกาสนียกัมมะ: สงฆ์ประกาศแยกพฤติกรรมพระเทวทัต พระเทวทัตทูลขอปกครองภิกษุสงฆ์แทนพระพุทธเจ้าผู้ทรงชราแต่ถูกตำหนิและปฏิเสธ จึงเกิดความอาฆาตครั้งแรก พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้พระสารีบุตรประกาศปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แยกพฤติกรรมของพระเทวทัตออกจากพระรัตนตรัย
- หน้า ๑๘๕–๑๙๐ อชาตสัตตุกุมารวัตถุและอภิมารเปสนะ: แผนปลงพระชนม์ พระเทวทัตยุยงอชาตศัตรูกุมารให้ปลงพระชนม์พระราชบิดาเพื่อขึ้นครองราชย์ แต่ถูกจับได้ก่อนแล้วพระเจ้าพิมพิสารกลับทรงมอบราชสมบัติให้ ฝ่ายพระเทวทัตส่งนักฆ่าหลายทอด (๑-๒-๔-๘-๑๖ คน) ไปปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แต่ทุกคนกลับใจเป็นอุบาสกหลังฟังธรรมแทน
- หน้า ๑๙๑–๑๙๔ โลหิตุปปาทกัมมะ: พระเทวทัตกลิ้งศิลาทำร้ายพระพุทธเจ้า พระเทวทัตขึ้นเขาคิชฌกูฏกลิ้งศิลาก้อนใหญ่หมายปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า สะเก็ดศิลากระเด็นถูกพระบาทจนห้อพระโลหิต นับเป็นอนันตริยกรรมข้อแรกของพระเทวทัต ภิกษุตกใจเดินจงกรมสาธยายอารักขา แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีผู้ใดปลงพระชนม์ตถาคตได้
- หน้า ๑๙๕–๑๙๗ นาฬาคิริเปสนะ: ปล่อยช้างนาฬาคิรี พระเทวทัตติดสินบนควาญช้างให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีดุร้ายเข้าใส่พระพุทธเจ้ากลางตรอก ประชาชนแตกตื่นหนีขึ้นที่สูง แต่พระพุทธเจ้าทรงแผ่เมตตาจนช้างสงบลงและหมอบลง ทำให้ลาภสักการะของพระเทวทัตเสื่อมลงสิ้น
- หน้า ๑๙๘–๒๐๓ ปัญจวัตถุยาจนกา: พระเทวทัตทูลขอวัตร ๕ ประการ พระเทวทัตร่วมกับพวกทูลขอให้บัญญัติวัตร ๕ ข้อสุดโต่ง (อยู่ป่า บิณฑบาต ผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ ไม่ฉันปลาเนื้อ) หวังให้พระพุทธเจ้าปฏิเสธเพื่อนำไปกล่าวโจมตี เมื่อถูกปฏิเสธจริงจึงประกาศชักชวนประชาชนและภิกษุแยกตัวทำอุโบสถต่างหาก
- หน้า ๒๐๔–๒๐๗ ตติยภาณวาร: พระเทวทัตทำลายสงฆ์สำเร็จ พระเทวทัตให้ภิกษุจับสลากตามวัตร ๕ ข้อจนพระวัชชีบุตรบวชใหม่ ๕๐๐ รูปหลงเชื่อทำลายสงฆ์ตามไปคยาสีสะ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะตามไปแสดงธรรมจนภิกษุเหล่านั้นบรรลุโสดาบันแล้วพากลับ พระเทวทัตตื่นขึ้นรู้ว่าถูกทิ้งถึงกับอาเจียนเป็นเลือด
- หน้า ๒๐๘–๒๑๒ อุปมาลูกช้าง คุณสมบัติทูต และอสัทธรรมของพระเทวทัต พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระเทวทัตเลียนแบบพระองค์ดุจลูกช้างเคี้ยวรากบัวเปื้อนโคลนจนตาย แล้วตรัสคุณสมบัติทูต ๘ ประการของพระสารีบุตร ก่อนแสดงอสัทธรรม ๘ และ ๓ อย่างที่ครอบงำพระเทวทัตให้ตกนรก ปิดท้ายด้วยพระอุบาลีเริ่มทูลถามเรื่องสังฆราชีและสังฆเภท
- หน้า ๒๑๓–๒๑๔ สังฆราชี: กรณีจับสลากแบ่งฝ่ายและผู้ที่ทำลายสงฆ์ได้ พระอุบาลีทูลถามกรณีตัวอย่าง ๗ กรณีที่สงฆ์แบ่งฝ่ายจับสลากว่าเป็นสังฆราชีหรือสังฆเภท และตรัสว่ามีเพียงภิกษุปกตัตตะผู้มีสังวาสเสมอกันในสีมาเดียวกันเท่านั้นที่ทำลายสงฆ์ได้จริง ส่วนภิกษุณี สิกขมานา สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทำได้แค่พยายาม
- หน้า ๒๑๔–๒๑๗ เหตุแห่งสังฆเภท ๑๘ ประการ และสังฆสามัคคี พระอุบาลีทูลถามนิยามสังฆเภทและสังฆสามัคคี พระพุทธเจ้าตรัสเหตุ ๑๘ อย่างที่ทำให้แสดงอธรรมเป็นธรรม อาบัติเบาเป็นอาบัติหนักฯลฯ จนแยกทำอุโบสถ-ปวารณา พร้อมผลบุญ-บาปมหันต์ของผู้ทำลายและผู้สมานสงฆ์
- หน้า ๒๑๗–๒๒๐ ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไปนรกหรือไม่ขึ้นกับเจตนา จบสังฆเภทขันธกะ พระอุบาลีทูลถามว่าภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ต้องไปเกิดในนรกชั่วกัปเสมอไปหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกด้วยองค์ประกอบความเห็นและการอำพรางเจตนาว่าเป็นตัวชี้ขาด ปิดท้ายด้วย "สังฆเภทขันธกะที่ ๗ จบ"
- หน้า ๒๒๐–๒๒๑ รวมเรื่องสังฆเภทขันธกะ (อุทานคาถา) บทสรุปเรื่องราวทั้งหมดในสังฆเภทขันธกะ ตั้งแต่เจ้าศากยะและอุบาลีภูษามาลาออกบวช พระเทวทัตวางแผนปลงพระชนม์ ปล่อยช้างนาฬาคิรี จนถึงการทำลายสงฆ์และเกณฑ์สังฆราชี-สังฆเภท
- หน้า ๒๒๒–๒๒๕ วัตตขันธกะ: วัตรของภิกษุอาคันตุกะ ภิกษุจรมาสวมรองเท้า กั้นร่ม คลุมศีรษะเข้าอาราม ไม่ไหว้ภิกษุแก่พรรษา และมีภิกษุถูกงูตกใส่คอจนตกใจร้อง นำไปสู่การบัญญัติวัตรอย่างละเอียดสำหรับภิกษุผู้จรมาสู่อาวาสใหม่
- หน้า ๒๒๕–๒๒๗ วัตตขันธกะ: วัตรของภิกษุเจ้าถิ่น ภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาสไม่ต้อนรับภิกษุอาคันตุกะด้วยอาสนะ น้ำ หรือเสนาสนะ นำไปสู่การบัญญัติวัตรการต้อนรับภิกษุผู้จรมาอย่างเหมาะสม
- หน้า ๒๒๗–๒๓๐ วัตตขันธกะ: วัตรภิกษุผู้เดินทางและวัตรอนุโมทนา ภิกษุเตรียมเดินทางไม่เก็บของใช้จนเสียหาย นำสู่วัตรการเก็บเสนาสนะก่อนจากไป และเรื่องพระสารีบุตรถูกภิกษุอื่นปล่อยให้กล่าวอนุโมทนาในโรงฉันอยู่รูปเดียว จนทรงอนุญาตให้พระเถระ ๔-๕ รูปรอด้วยกัน
- หน้า ๒๓๐–๒๓๓ วัตตขันธกะ: วัตรในโรงฉัน พวกภิกษุฉัพพัคคีย์นุ่งห่มไม่เรียบร้อย เดินแซงพระเถระ นั่งเบียดและกีดกันอาสนะภิกษุนวกะ นำไปสู่มารยาทการฉันอาหารในโรงฉันอย่างละเอียด
- หน้า ๒๓๓–๒๓๕ วัตตขันธกะ: วัตรภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุบิณฑบาตไม่สังเกตทางเข้าออกจนพลัดเข้าห้องหญิงเปลือยกายนอนหงาย ถูกสามีเข้าใจผิดทำร้าย นำไปสู่การบัญญัติวัตรการเข้าบ้านบิณฑบาตอย่างสำรวม
- หน้า ๒๓๕–๒๓๗ วัตตขันธกะ: วัตรภิกษุผู้อยู่ป่า ภิกษุอยู่ป่าไม่เตรียมน้ำ ไฟ ไม่รู้จักทิศและนักษัตร ถูกโจรซักถามแล้วเข้าใจว่าไม่ใช่ภิกษุจริงจึงทำร้าย นำไปสู่วัตรการเตรียมตัวของภิกษุผู้อยู่ป่า
- หน้า ๒๓๗–๒๓๙ วัตตขันธกะ: วัตรในเสนาสนะ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เคาะเสนาสนะบนที่สูงเหนือลมทำให้ฝุ่นฟุ้งใส่ภิกษุที่กำลังทำจีวรอยู่กลางแจ้ง นำไปสู่ระเบียบการทำความสะอาดและดูแลที่พักโดยละเอียด
- หน้า ๒๓๙–๒๔๑ วัตตขันธกะ: วัตรในเรือนไฟ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ถูกพระเถระห้ามแต่ไม่เกรงใจ ใส่ฟืนมากปิดประตูนั่งขวางทางออก ทำให้พระเถระถูกความร้อนแผดเผาจนเป็นลมสลบล้มลง นำไปสู่วัตรการใช้เรือนไฟที่เหมาะสม
- หน้า ๒๔๑–๒๔๔ วัตตขันธกะ: วัตรในวัจกุฎี ภิกษุพราหมณ์รังเกียจไม่ยอมล้างหลังถ่ายอุจจาระจนมีหนอนไชในทวารหนัก ภิกษุนวกะกลั้นอุจจาระรอตามลำดับพรรษาจนสลบ และฉัพพัคคีย์เสียมารยาทในส้วม นำไปสู่ระเบียบการใช้วัจกุฎีอย่างละเอียด
- หน้า ๒๔๔–๒๔๙ วัตตขันธกะ: วัตรสัทธิวิหาริกต่ออุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริกไม่ประพฤติชอบต่ออุปัชฌาย์ นำไปสู่การบัญญัติหน้าที่ศิษย์พึงปรนนิบัติอุปัชฌาย์อย่างละเอียดทุกด้าน ตั้งแต่การถวายน้ำ จีวร จนถึงการขวนขวายเมื่ออุปัชฌาย์ต้องอาบัติหรือถูกลงกรรม
- หน้า ๒๕๐–๒๕๕ วัตตขันธกะ: วัตรอุปัชฌาย์ต่อสัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์ไม่ประพฤติชอบต่อศิษย์ นำไปสู่การบัญญัติหน้าที่อุปัชฌาย์พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์สัทธิวิหาริกกลับกัน ทั้งด้านปัจจัยสี่ การพยาบาลยามเจ็บไข้ และการช่วยเหลือยามต้องอาบัติ
- หน้า ๒๕๖–๒๖๐ วัตตขันธกะ: วัตรอันเตวาสิกต่ออาจารย์ จบภาณวารที่ ๒ แล้วเริ่มอาจริยวัตร อันเตวาสิกไม่ประพฤติชอบต่ออาจารย์ นำไปสู่การบัญญัติหน้าที่ศิษย์พึงปรนนิบัติอาจารย์อย่างละเอียดเช่นเดียวกับวัตรต่ออุปัชฌาย์
- หน้า ๒๖๑–๒๖๕ วัตตขันธกะ: วัตรอาจารย์ต่ออันเตวาสิก อาจารย์ไม่ประพฤติชอบต่อศิษย์ นำไปสู่การบัญญัติหน้าที่อาจารย์พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์อันเตวาสิกกลับกัน ครอบคลุมปัจจัยสี่ การพยาบาลยามเจ็บไข้ และการดูแลยามต้องอาบัติ
- หน้า ๒๖๖–๒๗๗ จบวัตตขันธกะ: อาจริยวัตรตอนจบและคาถาสรุป ปิดท้ายอาจริยวัตรด้วยหน้าที่อาจารย์เมื่อศิษย์อาพาธจนกว่าจะหาย จากนั้นประกาศจบวัตตขันธกะที่ ๘ (๑๙ เรื่อง ๑๔ วัตร) พร้อมคาถาอุทานสรุปวัตรทั้งหมดของภิกษุอาคันตุกะ อาวาสิก คมิกวัตร และวัตรอื่นๆ ในขันธกะนี้
- หน้า ๒๗๘–๒๗๙ ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ: พระอานนท์ทูลขอสวดปาติโมกข์ พระอานนท์ทูลขอให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงถึง ๓ ครั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ พระมหาโมคคัลลานะใช้เจโตปริยญาณตรวจพบภิกษุทุศีลกลางที่ประชุมแล้วจับแขนฉุดออกไปนอกซุ้มประตู
- หน้า ๒๘๐–๒๘๕ อัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทรเทียบกับพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงความอัศจรรย์ไม่เคยปรากฏ ๘ ประการของมหาสมุทร เช่น ลาดลึกตามลำดับ ไม่ล้นฝั่ง ซัดซากศพขึ้นฝั่ง แล้วทรงเปรียบเทียบกับความอัศจรรย์ ๘ ประการในพระธรรมวินัย เช่น ศึกษาตามลำดับ พระสาวกไม่ละเมิดสิกขาบท และมีวิมุตติรสอย่างเดียว
- หน้า ๒๘๖–๒๙๙ ทรงอนุญาตให้สงฆ์สวดปาติโมกข์เอง และหลักเกณฑ์งดปาติโมกข์ชอบธรรม/ไม่ชอบธรรม พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าต่อไปพระองค์จะไม่ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงเอง ให้สงฆ์ทำอุโบสถกันเอง และทรงอนุญาตให้งดปาติโมกข์แก่ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัว แต่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กลับรีบงดปาติโมกข์แก่ภิกษุผู้บริสุทธิ์ก่อนเพื่อป้องกันตัวเอง จึงทรงบัญญัติหลักเกณฑ์การงดปาติโมกข์ชอบธรรมและไม่ชอบธรรมตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ อย่างโดยละเอียด
- หน้า ๓๐๐–๓๑๒ คุณสมบัติผู้รับอธิกรณ์และผู้โจทก์-ผู้ถูกโจท จบปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่ององค์คุณ ๕ ประการที่ภิกษุพึงพิจารณาก่อนรับอธิกรณ์และก่อนกล่าวโทษผู้อื่น รวมถึงเหตุที่ผู้โจทก์และผู้ถูกโจทจะเดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน จบด้วยคาถาสรุปปาติโมกขัฏฐปนขันธกะที่ ๙
- หน้า ๓๑๓–๓๑๘ ภิกขุนีขันธกะ: พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวช พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวชเป็นภิกษุณีถึง ๓ ครั้งแต่ถูกพระพุทธเจ้าห้าม จึงเสด็จเดินเท้าเปล่าจากกบิลพัสดุ์ไปเวสาลี พระอานนท์ช่วยทูลขอจนพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการแทนการอุปสมบท
- หน้า ๓๑๙–๓๒๐ ครุธรรม ๘ จบ และคำทำนายความเสื่อมแห่งพระศาสนา พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงรับครุธรรม ๘ ครบถ้วนอันถือเป็นการอุปสมบท พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะมาตุคามออกบวชทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีแทนที่จะเป็น ๑,๐๐๐ ปี พร้อมอุปมาโจรปล้นเรือนที่มีสตรีมาก หนอนขยอกในนาข้าว เพลี้ยในไร่อ้อย และทำนบกั้นน้ำ
- หน้า ๓๒๑–๓๒๘ ทรงอนุญาตอุปสมบทภิกษุณีและระเบียบความสัมพันธ์ภิกษุ-ภิกษุณี ทรงอนุญาตให้ภิกษุอุปสมบทภิกษุณีได้ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอพรให้ภิกษุ-ภิกษุณีกราบไหว้กันตามลำดับพรรษาแต่ไม่ทรงอนุญาต ตรัสหลักตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการ และทรงวางระเบียบการยกปาติโมกข์ การรับอาบัติ และการทำกรรมแก่ภิกษุณี
- หน้า ๓๒๙–๓๓๓ ภิกษุ-ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ล่วงเกินกันและการงดโอวาท พวกภิกษุและภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้น้ำโคลนรดกันและเปิดกายอวดอวัยวะเพื่อให้อีกฝ่ายรัก จนถูกคนตำหนิว่าเป็นชู้กัน ทรงให้ลงทัณฑกรรมและงดโอวาทแก่ผู้ประพฤติเช่นนั้น พร้อมกำหนดจำนวนภิกษุณีที่ไปรับโอวาทได้ครั้งละ ๒-๓ รูป
- หน้า ๓๓๔–๓๓๖ วิธีรับโอวาทและข้อยกเว้นของภิกษุผู้ให้โอวาท กำหนดขั้นตอนภิกษุณีสงฆ์เข้าไปขอรับโอวาทและการแต่งตั้งภิกษุผู้สอนภิกษุณี พร้อมข้อยกเว้นไม่ต้องรับให้โอวาทสำหรับภิกษุโง่เขลา ภิกษุไข้ และภิกษุกำลังเดินทาง แต่ภิกษุอยู่ป่าต้องนัดหมายรับให้โอวาท
- หน้า ๓๓๗–๓๔๒ ระเบียบการแต่งกาย เครื่องประดับ และความประพฤติของภิกษุณี ทรงห้ามภิกษุณีใช้ประคดรัดสีข้าง นวดกาย ทาแต้มหน้า แต่งตัวและประกอบอาชีพอย่างหญิงคฤหัสถ์ รวมถึงห่มจีวรสีฉูดฉาด มีเรื่องพินัยกรรมบริขารภิกษุณี ภิกษุณีอดีตภรรยานักมวยใช้ไหล่กระแทกภิกษุ และภิกษุณีใช้บาตรใส่ทารกที่แท้งของหญิงคนหนึ่งซ่อนออกไป
- หน้า ๓๔๓–๓๔๔ ระเบียบการถวายอามิสและการยืมเสนาสนะระหว่างภิกษุ-ภิกษุณี ทรงห้ามภิกษุและภิกษุณีนำอามิสที่ตนได้รับไปให้อีกฝ่ายโดยตรงเพราะถูกครหา แต่ทรงอนุญาตให้ถวายแก่สงฆ์หรือรับของที่เหลือเก็บไว้ได้ และทรงอนุญาตให้ภิกษุณียืมเสนาสนะจากภิกษุใช้ชั่วคราว
- หน้า ๓๔๕–๓๕๓ ตติยภาณวาร: อันตรายิกธรรม ๒๔ และวิธีอุปสมบทภิกษุณีโดยละเอียด ทรงบัญญัติให้สอบถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ประการแก่สตรีผู้จะอุปสมบท พร้อมกำหนดวิธีสอนซ้อมและกรรมวาจาอุปสมบทภิกษุณีทั้งในสงฆ์ฝ่ายภิกษุณีและฝ่ายภิกษุอย่างละเอียดจนจบพิธี
- หน้า ๓๕๔–๓๕๗ เรื่องปวารณาของภิกษุณีและการโดยสารยานพาหนะ ทรงวางระเบียบการปวารณาของภิกษุณีทั้งในหมู่ภิกษุณีเองและต่อภิกษุสงฆ์ โดยแต่งตั้งตัวแทนไปปวารณาได้ กำหนดกรณีงดอุโบสถ-ปวารณาระหว่างภิกษุกับภิกษุณี และห้ามภิกษุณีโดยสารยานพาหนะเว้นแต่อาพาธ
- หน้า ๓๕๘–๓๕๙ เรื่องหญิงแพศยาอัฑฒกาสีและการอุปสมบทโดยมีทูตแทน อดีตหญิงแพศยาชื่ออัฑฒกาสีบวชเป็นภิกษุณีแล้วถูกพวกนักเลงดักซุ่มระหว่างเดินทางไปอุปสมบทที่กรุงสาวัตถี พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้อุปสมบทโดยมีภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถเป็นทูตแทนได้
- หน้า ๓๖๐–๓๖๔ ภิกษุณีอยู่ป่า เลี้ยงบุตร ประพฤติมานัต และการสึก ทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่าเพราะถูกนักเลงทำร้าย ทรงอนุญาตที่อยู่และนวกรรม กำหนดให้แต่งตั้งภิกษุณีเป็นเพื่อนดูแลภิกษุณีที่เลี้ยงบุตรหรือกำลังประพฤติมานัต พร้อมวางหลักว่าภิกษุณีไม่ต้องบอกคืนสิกขาก่อนสึก และห้ามครองผ้ากาสายะไปเข้ารีตเดียรถีย์แล้วกลับมาบวชใหม่
- หน้า ๓๖๕–๓๖๖ เรื่องการสรงน้ำของภิกษุณีและจบภิกขุนีขันธกะที่ ๑๐ ทรงห้ามภิกษุณีใช้จุรณหรือดินเหนียวอบกลิ่นสรงน้ำ ห้ามสรงน้ำในเรือนไฟ ทวนกระแสน้ำ หรือที่ท่าน้ำผู้ชาย ให้อาบที่ท่าน้ำสตรีเท่านั้น เป็นอันจบภิกขุนีขันธกะที่ ๑๐ ซึ่งมี ๑๐๑ เรื่อง แล้วเริ่มบทสรุปย่อทวนเนื้อหาทั้งขันธกะ
- หน้า ๓๖๗–๓๗๑ บทสรุปย่อ (อุทเทส) ทวนเนื้อหาภิกขุนีขันธกะ คาถาสรุปย่อไล่ทวนเหตุการณ์สำคัญทั้งหมดในภิกขุนีขันธกะ ตั้งแต่พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบรรพชาและครุธรรม ๘ ไปจนถึงระเบียบต่างๆ ของภิกษุณีและอันตรายิกธรรมในการอุปสมบท
- หน้า ๓๗๒–๓๗๔ กรณีพิเศษของภิกษุณีและข้อกำหนดเบ็ดเตล็ด (จบภิกขุนีขันธกะ) ทรงวางระเบียบเบ็ดเตล็ดสำหรับภิกษุณี เช่น การปวารณา ยานพาหนะ และเรื่องนางอัฑฒกาสีอดีตหญิงแพศยาที่ต้องอุปสมบทโดยมีภิกษุณีเป็นทูตเพราะถูกโจรซุ่มดักตามทาง รวมทั้งภิกษุณีอยู่ป่าถูกโจรประทุษร้าย ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปจบภิกขุนีขันธกะ
- หน้า ๓๗๕–๓๘๑ ปัญจสติกขันธกะ: มูลเหตุปฐมสังคายนา พระมหากัสสปะทราบข่าวพุทธปรินิพพานจากอาชีวกและได้ยินพระสุภัททะดีใจว่าพ้นจากพระบรมศาสดา จึงชักชวนคัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปรวมพระอานนท์ทำสังคายนาที่กรุงราชคฤห์ พระอานนท์บรรลุอรหัตต์ทันเวลาประชุม แล้วพระมหากัสสปะถามพระวินัยกับพระอุบาลีและถามพระธรรมกับพระอานนท์ทีละเรื่อง
- หน้า ๓๘๒–๓๘๓ ขุททานุขุททกสิกขาปทกถา: ปัญหาสิกขาบทเล็กน้อย ภิกษุผู้เถระถกเถียงกันว่าสิกขาบทใดเป็นสิกขาบทเล็กน้อยที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ถอนได้ เนื่องจากพระอานนท์มิได้ทูลถามให้ชัดเจน ในที่สุดสงฆ์มีมติไม่บัญญัติเพิ่มเติมและไม่ถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
- หน้า ๓๘๔–๓๙๐ ปรับอาบัติพระอานนท์ ๕ กรณี และพรหมทัณฑ์พระฉันนะ ภิกษุเถระปรับอาบัติทุกกฏพระอานนท์ ๕ กรณี เช่น ไม่ทูลถามสิกขาบทเล็กน้อยและให้มาตุคามถวายบังคมพระศพจนน้ำตาเปียก ซึ่งท่านไม่เห็นเป็นอาบัติแต่ยอมแสดงตามมติสงฆ์ จากนั้นพระอานนท์นำสงฆ์ไปแจ้งพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะที่โฆสิตาราม พระฉันนะสลบเมื่อทราบข่าวก่อนบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๓๙๑–๓๙๒ คาถาสรุปจบปัญจสติกขันธกะ อุทานคาถาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดของปัญจสติกขันธกะ ตั้งแต่ข่าวปรินิพพาน การคัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป การถามตอบพระธรรมวินัย จนถึงการปรับอาบัติพระอานนท์และพรหมทัณฑ์พระฉันนะ
- หน้า ๓๙๓–๓๙๔ สัตตสติกขันธกะ: วัตถุ ๑๐ ประการและปฏิสารณียกรรม เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงไป ๑๐๐ ปี ภิกษุวัชชีบุตรชาวเวสาลีแสดงวัตถุหย่อนวินัย ๑๐ ประการ รวมถึงการรับเงินทอง พระยสกากัณฑกบุตรคัดค้านไม่ให้อุบาสกถวายรูปิยะแก่สงฆ์ จึงถูกภิกษุวัชชีบุตรลงปฏิสารณียกรรมกล่าวหาว่าทำให้อุบาสกหมดศรัทธา
- หน้า ๓๙๕–๓๙๙ พระยสกากัณฑกบุตรชี้แจงเหตุผลคัดค้านวัตถุ ๑๐ ท่านพระยสกากัณฑกบุตรพร้อมอนุทูตชี้แจงอุบาสกอุบาสิกาด้วยพุทธพจน์เรื่องเครื่องเศร้าหมอง ๔ ประการของสมณพราหมณ์ และอ้างคำยืนยันของผู้ใหญ่บ้านมณีจูฬกะกับพระพุทธเจ้าเองว่าทองและเงินไม่สมควรแก่สมณะศากยบุตร จนอุบาสกกลับยกย่องท่านว่าเป็นสมณะศากยบุตรตัวจริงเพียงผู้เดียว
- หน้า ๔๐๐–๔๐๒ ถูกลงอุกเขปนียกรรม พระยสกากัณฑกบุตรแสวงหาพันธมิตร ภิกษุวัชชีบุตรโกรธที่อุบาสกยกย่องพระยสกากัณฑกบุตรผู้เดียว จึงคิดลงอุกเขปนียกรรม ท่านจึงเหาะหนีไปกรุงโกสัมพีและส่งทูตเชิญชวนภิกษุชาวปาเฐยยะ อวันตี และทักขิณาบถมาช่วยวินิจฉัยอธิกรณ์ พระสัมภูตสาณวาสีรับปาก ขณะที่พระเรวตะผู้เป็นพหูสูตหลบหลีกไม่ต้องการฝักใฝ่ฝ่ายใด
- หน้า ๔๐๓–๔๐๖ ตามหาพระเรวตะและพระสัมภูตสาณวาสีสอบถามวัตถุ ๑๐ ประการ คณะภิกษุเถระตามหาพระเรวตะไปหลายเมืองไม่ทัน จนพบที่สหชาตินคร พระสัมภูตสาณวาสีแนะให้พระยสกากัณฑกบุตรถามวัตถุ ๑๐ ประการกับพระเรวตะทีละข้อ ซึ่งพระเรวตะตอบว่าไม่ควรทั้งหมด และรับปากช่วยวินิจฉัยอธิกรณ์ จบปฐมภาณวาร
- หน้า ๔๐๗–๔๑๓ ภิกษุวัชชีบุตรพยายามติดสินบนพระเรวตะและพระอุตตระ ภิกษุวัชชีบุตรขนสมณบริขารไปติดสินบนพระเรวตะแต่ถูกปฏิเสธ จึงหันไปกดดันพระอุตตระผู้เป็นศิษย์ให้ช่วยพูดเข้าข้างฝ่ายตน แต่พระเรวตะตำหนิอย่างรุนแรงจนพระอุตตระถูกขับไล่ ในที่สุดสงฆ์เดินทางไปกรุงเวสาลีและตกลงระงับอธิกรณ์ด้วยอุพพาหิกวิธี โดยแต่งตั้งภิกษุฝ่ายละ ๔ รูปรวม ๘ รูป
- หน้า ๔๑๔–๔๒๐ วินิจฉัยวัตถุ ๑๐ ประการและจบพระวินัยปิฎกเล่ม ๗ พระเรวตะซักถามพระสัพพกามีเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการทีละข้อต่อหน้าสงฆ์ ทุกข้อได้รับคำตอบว่าไม่ควรและผิดธรรมวินัย จึงจับสลากตัดสินครบทั้ง ๑๐ เรื่อง คราวสังคายนานี้มีภิกษุ ๗๐๐ รูปพอดี จึงเรียกว่า สัตตสติกา ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปและจบสัตตสติกขันธกะ อันเป็นการจบพระวินัยปิฎก เล่ม ๗
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐