สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๐ · ๔๙๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๖ อวิชชาสูตร: อวิชชาและวิชชาเป็นหัวหน้าแห่งอกุศลธรรมและกุศลธรรม เริ่มต้นเล่ม ๓๐ (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ มัคคสังยุต อวิชชาวรรคที่ ๑) ด้วยอวิชชาสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอวิชชาเป็นหัวหน้าทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ เรื่อยไปจนถึงมิจฉาสมาธิตามลำดับ ส่วนวิชชาเป็นหัวหน้าทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิเช่นกัน อรรถกถาขยายความว่าองค์แห่งมรรคผิดหรือถูกทั้ง ๘ ไม่เกิดพร้อมกันในโลกิยมรรค แต่จะเกิดครบทั้ง ๘ องค์พร้อมกันเฉพาะในขณะโลกุตรมรรคเท่านั้น
  2. หน้า ๗–๑๐ อุปัฑฒสูตร-สารีปุตตสูตร: มีมิตรดีเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่กึ่งหนึ่ง พระอานนท์กราบทูลว่าความมีมิตรดีเป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าที่จริงเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น เพราะผู้มีกัลยาณมิตรย่อมสามารถเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ และสรรพสัตว์พ้นจากชาติ ชรา มรณะได้ก็เพราะอาศัยพระองค์ผู้เป็นกัลยาณมิตร ต่อมาพระสารีบุตรกราบทูลข้อความเดียวกันและได้รับคำสรรเสริญว่าถูกต้อง เพราะท่านบรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณแล้วต่างจากพระอานนท์
  3. หน้า ๑๑–๑๙ พราหมณสูตร: อริยมรรคมีองค์ ๘ คือยานประเสริฐ พรหมยาน ธรรมยาน พระอานนท์เห็นพราหมณ์ชาณุสโสณีเสด็จด้วยรถม้าขาวหรูหราที่ผู้คนยกย่องว่าเป็น 'ยานประเสริฐ' จึงทูลถามว่าในธรรมวินัยนี้มียานประเสริฐบ้างหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเองคือยานประเสริฐ เรียกได้ว่าพรหมยานหรือธรรมยาน เพราะนำไปสู่ความสิ้นราคะโทสะโมหะ ปิดท้ายด้วยคาถาไพเราะเปรียบมรรคเป็นรถศึกที่มีศรัทธาปัญญาเป็นแอก สติเป็นสารถี ศีลเป็นเครื่องประดับ พาผู้มีปัญญาออกจากโลกได้ชัยชนะ อรรถกถาบรรยายขบวนแห่รถของพราหมณ์อย่างพิสดาร
  4. หน้า ๒๐–๒๑ กิมัตถิยสูตร: ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าถูกเดียรถีย์ถามว่าประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่อประโยชน์อะไร จึงตอบไปว่าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบนั้นว่าถูกต้องและไม่เป็นการกล่าวตู่ และตรัสต่อว่าหนทางหรือปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง
  5. หน้า ๒๒–๒๔ ภิกขุสูตรที่ ๑-๒: พรหมจรรย์คือมรรค ๘ นิพพานธาตุและอมตะคือความสิ้นกิเลส ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของพรหมจรรย์และที่สุดแห่งพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ คือพรหมจรรย์ ความสิ้นราคะโทสะโมหะคือที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ในสูตรถัดมาภิกษุอีกรูปทูลถามความหมายของคำว่าความกำจัดราคะโทสะโมหะและคำว่าอมตะ พระองค์ตรัสว่าทั้งสองเป็นชื่อของนิพพานธาตุหรืออมตะ ส่วนอริยมรรคมีองค์ ๘ คือทางที่นำไปสู่อมตะนั้น
  6. หน้า ๒๕–๓๒ วิภังคสูตร: จำแนกความหมายองค์มรรค ๘ ประการโดยละเอียด พระพุทธเจ้าทรงจำแนกอริยมรรคมีองค์ ๘ ทีละองค์อย่างละเอียด ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ (ความรู้ในอริยสัจ ๔) สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ (สัมมัปปธาน ๔) สัมมาสติ (สติปัฏฐาน ๔) จนถึงสัมมาสมาธิ (ฌาน ๔) อรรถกถาขยายความอย่างพิสดารเรื่องอริยสัจ ๔ ที่เป็นธรรมลุ่มลึกเห็นได้ยาก และวิเคราะห์ว่าฌานที่เป็นบาทของมรรคแต่ละระดับต่างกันอย่างไร
  7. หน้า ๓๓–๓๔ สุกสูตร: มรรคภาวนาที่ตั้งไว้ผิดหรือถูก เปรียบเหมือนเดือยข้าว พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าเดือยข้าวสาลีที่ตั้งไว้ผิดทิศทาง แม้ถูกมือหรือเท้าเหยียบก็ไม่ทิ่มแทงให้เจ็บได้ ฉันใด ภิกษุที่มีความเห็นผิดและเจริญมรรคผิด ย่อมไม่อาจทำลายอวิชชา ทำวิชชาให้เกิด หรือทำนิพพานให้แจ้งได้ฉันนั้น แต่หากเดือยข้าวตั้งไว้ถูกทิศทางย่อมทิ่มแทงได้ เช่นเดียวกับผู้มีความเห็นถูกและเจริญมรรคถูกย่อมบรรลุนิพพานได้จริง
  8. หน้า ๓๕–๓๖ นันทิยสูตร: ปริพาชกนันทิยะทูลถามทางถึงนิพพาน แล้วถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ นันทิยปริพาชกทูลถามว่าธรรมเท่าไรที่เจริญแล้วเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ นันทิยปริพาชกเลื่อมใสในพระธรรมเทศนาอย่างยิ่ง เปรียบดังหงายของที่คว่ำ จึงขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะตลอดชีวิต เป็นการปิดท้ายอวิชชาวรรคที่ ๑ ซึ่งมีสูตรทั้งหมด ๑๐ สูตร
  9. หน้า ๓๗–๔๔ วิหารวรรคที่ ๒ ปฐม-ทุติยวิหารสูตร: พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเวทนาระหว่างหลีกเร้น พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวกึ่งเดือน (สูตรที่ ๑) และสามเดือน (สูตรที่ ๒) โดยมีภิกษุนำบิณฑบาตไปถวายเพียงรูปเดียว เมื่อออกจากที่หลีกเร้นทรงเล่าว่าทรงพิจารณาเวทนาซึ่งเกิดขึ้นเพราะปัจจัยต่างๆ เช่น ความเห็นผิด ความเห็นชอบ ฉันทะ วิตก สัญญา ทั้งที่ยังไม่สงบและสงบแล้ว อรรถกถาอธิบายว่าเป็นการทบทวนธรรมที่ตรัสรู้ครั้งแรกในคืนตรัสรู้ ๔๙ วัน โดยเน้นเฉพาะส่วนเวทนาขันธ์
  10. หน้า ๔๕ เสขสูตร: นิยามความเป็นพระเสขะ ภิกษุทูลถามว่าด้วยเหตุใดจึงเรียกว่าพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิอันเป็นของพระเสขะ ชื่อว่าเป็นพระเสขะ อรรถกถาอธิบายว่าพระเสขะคือผู้ยังต้องศึกษาไตรสิกขา เกิดพร้อมกับมรรค ๔ และผล ๓ เบื้องล่าง เพราะกิจยังไม่สำเร็จสมบูรณ์
  11. หน้า ๔๖–๔๗ อุปปาทสูตร-ปริสุทธสูตร: ธรรม ๘ เกิดและบริสุทธิ์ได้เฉพาะเมื่อมีพระตถาคต ชุดพระสูตรสั้นสี่สูตรแสดงว่าองค์มรรค ๘ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น หรือมีพระวินัยของพระสุคตปรากฏเท่านั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยลัทธิอื่นใด และธรรม ๘ ประการนี้เป็นธรรมบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากอุปกิเลสก็ด้วยเหตุเดียวกันนี้เช่นกัน
  12. หน้า ๔๘–๕๐ กุกกุฏารามสูตร ๓ สูตร: พระอานนท์อธิบายอพรหมจรรย์ พรหมจรรย์ พรหมจารี ณ กุกกุฏารามใกล้กรุงปาฏลิบุตร พระภัททะถามพระอานนท์ว่าอพรหมจรรย์คืออะไร ท่านตอบว่าคือมิจฉามรรคมีองค์ ๘ สูตรถัดมาถามว่าพรหมจรรย์และที่สุดแห่งพรหมจรรย์คืออะไร ตอบว่าคืออริยมรรคมีองค์ ๘ และความสิ้นราคะโทสะโมหะ สูตรที่สามถามเพิ่มว่าใครคือพรหมจารี ตอบว่าคือผู้ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง เป็นการปิดท้ายวิหารวรรคที่ ๒ ซึ่งมี ๑๐ สูตร
  13. หน้า ๕๑–๕๙ มิจฉัตตวรรคที่ ๓: สูตรคู่ตรงข้ามผิด-ถูก และอุปมาหม้อ สมาธิ เวทนา กามคุณ วรรคที่ ๓ ประกอบด้วยสูตรสั้นสิบสูตรแสดงคู่ตรงข้ามระหว่างมิจฉัตตะ-สัมมัตตะ อกุศล-กุศลธรรม มิจฉา-สัมมาปฏิปทา อสัตบุรุษ-สัตบุรุษ (รวมระดับที่ยิ่งกว่า) อุปมาหม้อไม่มีเครื่องรองรับกลิ้งง่ายเหมือนจิตไม่มีมรรคเป็นที่พึ่ง สัมมาสมาธิอันประเสริฐพร้อมเหตุและบริขาร การเจริญมรรคเพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ และปิดท้ายด้วยพระอุตติยะทูลถามเรื่องกามคุณ ๕ ซึ่งต้องเจริญอริยมรรคเพื่อละเสีย จบวรรคที่มี ๑๐ สูตร
  14. หน้า ๖๐–๖๓ ปฏิปัตติวรรคที่ ๔ ตอนต้น: ปฏิบัติผิด-ชอบ และปารสูตร แสดงความต่างระหว่างมิจฉาปฏิบัติกับสัมมาปฏิบัติ และบุคคลผู้ปฏิบัติผิด-ปฏิบัติชอบ ชี้ว่าผู้พลาดอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมไม่ถึงความสิ้นทุกข์ ส่วนผู้ปรารภมรรคย่อมถึง ไฮไลต์คือปารสูตรซึ่งมีคาถาโด่งดังว่ามนุษย์ผู้ถึงฝั่ง (นิพพาน) มีน้อย หมู่สัตว์นอกนั้นวิ่งวนตามฝั่งวัฏสงสาร สอนให้ละธรรมฝ่ายดำ เจริญธรรมฝ่ายขาว จนสิ้นอาสวะ
  15. หน้า ๖๔–๖๘ ปฏิปัตติวรรคที่ ๔ ตอนปลาย: สามัญญะ พรหมัญญะ พรหมจรรย์ อธิบายว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ คือตัวสามัญญะ (ความเป็นสมณะ) พรหมัญญะ (ความเป็นพรหม) และพรหมจรรย์ ส่วนผลคือโสดาปัตติผลถึงอรหัตผล หรือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ปิดท้ายวรรคด้วยอรรถกถาไขศัพท์บาลี เช่น สามัญญัตถะ พรหมัญญัตถะ ว่าหมายถึงนิพพาน พร้อมรายชื่อ ๑๐ สูตรของวรรค
  16. หน้า ๖๙–๗๓ อัญญติตถิยวรรคที่ ๕: ตอบคำถามนักบวชนอกศาสนา สอนภิกษุให้ตอบคำถามของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ถามว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร ด้วยคำตอบ ๘ ชุด ได้แก่ เพื่อสำรอกราคะ ละสังโยชน์ ถอนอนุสัย กำหนดรู้สังสารวัฏอันยืดยาว สิ้นอาสวะ ทำให้แจ้งวิชชาและวิมุตติ ญาณทัสสนะ และอนุปาทาปรินิพพาน ทุกข้อชี้ว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ คือทางและข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายเหล่านั้น
  17. หน้า ๗๔–๘๒ สุริยเปยยาลที่ ๖: มิตรดีและองค์คุณ ๗ เป็นนิมิตแห่งมรรค เปรียบความมีมิตรดี ศีลสัมปทา ฉันทสัมปทา อัตตสัมปทา ทิฏฐิสัมปทา อัปปมาทสัมปทา และโยนิโสมนสิการสัมปทา ว่าเป็นนิมิตเบื้องต้นก่อนอริยมรรคจะเกิด ดุจแสงเงินแสงทองที่ขึ้นก่อนดวงอาทิตย์ ผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ย่อมเจริญอริยมรรคที่อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละได้ รวม ๑๔ สูตรพร้อมอรรถกถา
  18. หน้า ๘๓–๙๐ เอกธรรมเปยยาลที่ ๗: ธรรมข้อเดียวที่มีอุปการะมากแก่มรรค ย้ำเนื้อหาชุดเดียวกับสุริยเปยยาล (มิตรดี ศีล ฉันทะ ตน ทิฏฐิ ความไม่ประมาท โยนิโสมนสิการ) แต่เปลี่ยนกรอบเป็น ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมากต่อการเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ เน้นว่าผู้ถึงพร้อมองค์ธรรมนี้ย่อมเจริญมรรคชนิดที่มีอันกำจัดราคะ โทสะ โมหะเป็นที่สุด รวม ๑๔ สูตร
  19. หน้า ๙๑–๙๘ นาหันตเอกธรรมเปยยาลที่ ๘: ไม่เห็นธรรมอื่นเสมอเหตุแห่งมรรค พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงเล็งเห็นธรรมอื่นใดเป็นเหตุให้อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วเจริญบริบูรณ์ เท่ากับความมีมิตรดี ศีลสัมปทา ฉันทสัมปทา อัตตสัมปทา ทิฏฐิสัมปทา อัปปมาทสัมปทา และโยนิโสมนสิการสัมปทา ย้ำชุดหัวข้อเดิม ๑๔ สูตรด้วยถ้อยคำหนักแน่นกว่าสองเปยยาลก่อน เปยยาลนี้ไม่มีอรรถกถาแก้
  20. หน้า ๙๙–๑๐๗ คังคาเปยยาลที่ ๙ หมวดที่ ๑: แม่น้ำไหลสู่ทิศบูรพาและสมุทร เปรียบผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าน้อมไปสู่นิพพาน ดุจแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ที่ไหลไปสู่ทิศปราจีนและสู่มหาสมุทรโดยธรรมชาติ หมวดนี้กล่าวถึงมรรคที่อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละ รวม ๑๒ สูตร (๖ สูตรแรกอุปมาไหลสู่ทิศตะวันออก ๖ สูตรหลังอุปมาไหลสู่สมุทร) จบด้วยสรุปหมวดที่ ๑
  21. หน้า ๑๐๘–๑๑๔ คังคาเปยยาลที่ ๙ หมวดที่ ๒: มรรคมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด ทวนอุปมาแม่น้ำ ๕ สายไหลสู่ทิศตะวันออกและสู่สมุทรอีกชุดหนึ่ง รวม ๑๒ สูตร แต่เปลี่ยนเนื้อหามรรคเป็นสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิที่มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด แสดงจุดหมายของการเจริญมรรคคือการกำจัดกิเลสสามตัวหลัก จบด้วยสรุปหมวดที่ ๒
  22. หน้า ๑๑๕–๑๒๐ คังคาเปยยาลที่ ๙ หมวดที่ ๓: มรรคหยั่งลงสู่อมตะ (นิพพาน) ทวนอุปมาแม่น้ำ ๕ สายไหลสู่ทิศตะวันออกและสู่สมุทรเป็นชุดที่ ๓ โดยเปลี่ยนเนื้อหาเป็นสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิที่อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด เน้นว่าจุดหมายสูงสุดของอริยมรรคคือการเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นอมตธรรม เนื้อหายังไม่จบหมวด ต่อเนื่องเกินหน้า ๑๒๐ ไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
  23. หน้า ๑๒๑ หมวดที่ ๓ (ต่อ): แม่น้ำไหลสู่ทิศปราจีน/สมุทร อุปมาการหยั่งลงสู่อมตะ ชุดสูตรอุปมาด้วยแม่น้ำยมุนา อจิรวดี สรภู มหี และแม่น้ำใหญ่ทั้งหมดรวมกัน ที่ไหลไปสู่ทิศปราจีนและไหลไปสู่สมุทรอย่างไม่หยุดยั้ง เปรียบกับภิกษุผู้เจริญและทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมเป็นผู้ "หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด" คือมุ่งสู่พระนิพพานเป็นจุดหมายแน่นอนไม่หวนกลับ เช่นเดียวกับสายน้ำที่ไหลไปทิศเดียว จบหมวดที่ ๓ ในหน้า ๑๒๑
  24. หน้า ๑๒๒–๑๒๘ หมวดที่ ๔ ว่าด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน จบคังคาเปยยาลที่ ๙ สูตรอุปมาแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลสู่ทิศปราจีนและสู่สมุทรอีกชุดหนึ่ง แต่คราวนี้แสดงว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เจริญแล้วทำให้ภิกษุเป็นผู้ "น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน" จบหมวดที่ ๔ และจบคังคาเปยยาลที่ ๙ ในหน้า ๑๒๘ ซึ่งปิดชุดอุปมาแม่น้ำทั้ง ๔ หมวด (กำจัดราคะ หยั่งสู่อมตะ น้อมสู่นิพพาน) ที่ใช้แม่น้ำสอนเรื่องทิศทางแน่วแน่ของการปฏิบัติ
  25. หน้า ๑๒๙–๑๓๘ อัปปมาทวรรคที่ ๑๐: ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรม วรรคใหม่แสดงอุปมา ๑๓ ข้อว่าความไม่ประมาทเป็นรากฐานของกุศลธรรมทั้งปวง ดุจพระพุทธเจ้าเลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง รอยเท้าช้างเลิศกว่ารอยเท้าสัตว์อื่น ยอดเรือนเป็นที่รวมของกลอน ไม้กลัมพักเลิศด้วยกลิ่นราก จันทน์แดงเลิศด้วยกลิ่นแก่น มะลิเลิศด้วยกลิ่นดอก พระเจ้าจักรพรรดิเลิศกว่าราชาน้อย แสงจันทร์เลิศกว่าแสงดาว แสงอาทิตย์ขจัดความมืด และผ้ากาสีเลิศกว่าผ้าทออื่น ภิกษุผู้ไม่ประมาทจึงพึงหวังได้ว่าจักเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ สำเร็จ
  26. หน้า ๑๓๙ อรรถกถาอัปปมาทวรรค และเรื่องพระราชาทดลองกลิ่นดอกมะลิ อรรถกถาอธิบายว่าความไม่ประมาทแม้เป็นโลกิยธรรมก็ได้ชื่อว่าเลิศกว่ากุศลธรรมทั้งปวงเพราะกุศลธรรมทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความไม่ประมาท พร้อมเล่าเรื่องพระราชารับสั่งให้อบห้องด้วยกลิ่นดอกไม้ ๔ ชนิดรวมทั้งดอกมะลิ เพื่อทดสอบว่าดอกมะลิมีกลิ่นเลิศที่สุดจริงตามพุทธดำรัสหรือไม่ เมื่อทรงได้กลิ่นมะลิกระทบพระฆานะก่อนดอกอื่นทั้งหมด จึงเสด็จไปกราบพระเจดีย์ด้วยความเลื่อมใสว่าพระพุทธองค์ตรัสถูกต้องแล้ว
  27. หน้า ๑๔๐–๑๔๗ พลกรณียวรรคที่ ๑๑: ศีลเป็นฐานแห่งมรรค และเรื่องพญานาคโตในป่าหิมพานต์ วรรคใหม่แสดงว่าภิกษุต้องอาศัยศีลตั้งมั่นในศีลก่อนจึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ เปรียบเหมือนการงานที่ต้องใช้กำลังล้วนอาศัยแผ่นดินจึงสำเร็จ (๔ สูตรพลกรณีย์) และเมล็ดพืชเจริญงอกงามได้เพราะอาศัยแผ่นดิน (พีชสูตร) ต่อด้วยนาคสูตรและอรรถกถาเล่าเรื่องพญานาคเกิดในป่าหิมพานต์ ค่อยฝึกลูกให้ทนกระแสน้ำและครุฑจนแข็งแรง จึงพาล่องเรือทองเรือเงินผ่านแม่น้ำใหญ่ ๕ สายลงสู่มหาสมุทร อุปมาศีลคือภูเขาหิมพานต์ อริยมรรคคือแม่น้ำ นิพพานคือมหาสมุทร
  28. หน้า ๑๔๘–๑๕๑ ต้นไม้ล้มตามทางที่โน้ม หม้อคว่ำระบายน้ำ เดือยข้าวที่ตั้งไว้ชอบ ต้นไม้ที่น้อมโน้มไปทางทิศใด เมื่อถูกตัดรากย่อมล้มไปทางนั้น เปรียบภิกษุผู้เจริญอริยมรรคย่อมน้อมไปสู่นิพพานแน่นอน (รุกขสูตร) หม้อคว่ำทำให้น้ำไหลออกทางเดียวไม่ไหลย้อนกลับเข้า เปรียบอกุศลธรรมที่ถูกระบายออกแล้วไม่หวนกลับมาอีก (กุมภสูตร) และเดือยข้าวสาลีที่ตั้งไว้ถูกทางย่อมทิ่มแทงมือเท้าได้ เปรียบสัมมาทิฏฐิที่ตั้งไว้ชอบย่อมทำลายอวิชชาให้เกิดวิชชาได้แน่นอน (สุกกสูตร)
  29. หน้า ๑๕๒–๑๕๖ ลมในอากาศ เมฆ และเชือกเรือ อุปมาความเจริญของโพธิปักขิยธรรม ลมพัดมาจากหลายทิศในอากาศ ฉันใด เมื่อเจริญอริยมรรค สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ ย่อมเจริญบริบูรณ์ ฉันนั้น (อากาสสูตร) เมฆก้อนใหญ่ทำฝุ่นละอองในหน้าแล้งให้หายไปโดยพลัน และลมแรงพัดสลายเมฆกลางอากาศ เปรียบอริยมรรคที่ทำอกุศลธรรมให้สงบไปโดยพลัน (เมฆสูตร ๒ สูตร) เชือกหวายผูกเรือเดินสมุทรที่ตากแดดฝนบนบกย่อมผุง่าย เปรียบสังโยชน์ที่สงบหมดไปได้ไม่ยากเมื่อเจริญมรรค (นาวาสูตร)
  30. หน้า ๑๕๗–๑๖๐ เรือนรับแขกกับกิจในอริยสัจ ๔ และแม่น้ำที่ไม่มีใครทดให้ไหลย้อนกลับได้ เรือนรับรองแขกที่คนทุกทิศมาพักอาศัยได้ เปรียบอริยมรรคที่ภิกษุใช้กำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ละอวิชชาและภวตัณหา ทำให้แจ้งวิชชาและวิมุตติ และเจริญสมถะวิปัสสนา ตามกิจในอริยสัจ ๔ (อาคันตุกาคารสูตร) ปิดท้ายด้วยนทีสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีใครทดแม่น้ำคงคาให้ไหลย้อนกลับได้ฉันใด แม้กษัตริย์หรือญาติจะเชื้อเชิญด้วยทรัพย์ให้ภิกษุผู้จิตน้อมในวิเวกนานแล้วสึกออกมาครองเรือน ก็ย่อมทำไม่ได้ฉันนั้น จบพลกรณียวรรคที่ ๑๑
  31. หน้า ๑๖๑–๑๖๗ เอสนาวรรคที่ ๑๒: การแสวงหา ๓ อย่าง และการถือตัว ๓ อย่าง วรรคใหม่แสดงการแสวงหา ๓ อย่าง คือ แสวงหากาม แสวงหาภพ และแสวงหาพรหมจรรย์ (คือมิจฉาทิฏฐิ) ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ ทำให้สิ้นไป และละการแสวงหาเหล่านี้ โดยผูกกับสูตรจบท้ายทั้ง ๔ แบบ (อาศัยวิเวก, กำจัดราคะ, หยั่งสู่อมตะ, น้อมสู่นิพพาน) รวม ๘ สูตร ต่อด้วยวิธาสูตรว่าด้วยการถือตัว ๓ อย่าง คือ ถือว่าตนดีกว่า เสมอกัน หรือด้อยกว่าผู้อื่น ซึ่งอริยมรรคใช้ละมานะเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน
  32. หน้า ๑๖๘–๑๗๔ อาสวะ ภพ ทุกขตา เสาเขื่อน มลทิน เวทนา ตัณหา จบเอสนาวรรค ชุดสูตรท้ายวรรคเอสนา แสดงหมวดธรรมที่พึงรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ อาสวะ ๓ (กาม ภพ อวิชชา) ภพ ๓ (กาม รูป อรูป) ความเป็นทุกข์ ๓ เสาเขื่อนคือราคะโทสะโมหะ มลทิน ๓ ทุกข์ ๓ เวทนา ๓ (สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) และตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) รวม ๑๐ สูตรสั้นแบบซ้ำสูตร ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อ ๑๘ สูตรในวรรค จบเอสนาวรรคที่ ๑๒ ในหน้า ๑๗๔
  33. หน้า ๑๗๕–๑๘๓ โอฆวรรคที่ ๑๓ - รายการธรรมฝ่ายกิเลสที่พึงละด้วยอริยมรรค ปิดท้ายมัคคสังยุต รวม ๑๑ สูตรสั้นรูปแบบเดียวกัน ไล่เรียงหมวดธรรมฝ่ายกิเลสที่ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อละ ได้แก่ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อุปาทาน ๔ คันถะ ๔ อนุสัย ๗ กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ และสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอธิบายศัพท์เหล่านี้อย่างละเอียด และประกาศจบมัคคสังยุตทั้งหมด
  34. หน้า ๑๘๔–๑๘๗ หิมวันตสูตร เปิดโพชฌงคสังยุต - อุปมานาคกับภูเขาหิมวันต์ เปิดสังยุตใหม่คือโพชฌงคสังยุต เปรียบภิกษุผู้อาศัยศีลเจริญโพชฌงค์ ๗ กับนาคที่อาศัยภูเขาหิมวันต์เติบโตแล้วค่อยๆ ลงสู่บึงน้อย บึงใหญ่ แม่น้ำน้อย แม่น้ำใหญ่ จนถึงมหาสมุทร ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย อรรถกถาอธิบายความหมายคำว่าโพชฌงค์อย่างละเอียดว่าเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ พร้อมอธิบายวิเวก ๓-๕ อย่างที่เป็นฐานของการเจริญโพชฌงค์
  35. หน้า ๑๘๘–๑๙๔ กายสูตร - อาหารหล่อเลี้ยงนิวรณ์ ๕ และโพชฌงค์ ๗ เปรียบกายที่ต้องอาศัยอาหารจึงดำรงอยู่ได้ กับนิวรณ์ ๕ และโพชฌงค์ ๗ ที่ต่างก็มีอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ทรงแจกแจงว่าอโยนิโสมนสิการในนิมิตต่างๆ เป็นอาหารให้นิวรณ์แต่ละข้อเจริญขึ้น ส่วนโยนิโสมนสิการในธรรมอันเป็นฐานของโพชฌงค์แต่ละข้อ เป็นอาหารให้โพชฌงค์เจริญขึ้น อรรถกถาขยายความศัพท์ต่างๆ เช่น ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อย่างละเอียด
  36. หน้า ๑๙๕–๒๐๒ สีลสูตร - ลำดับเหตุปัจจัยการเกิดโพชฌงค์ ๗ และผลานิสงส์ ๗ ประการ อธิบายลำดับการเกิดโพชฌงค์ ๗ ต่อเนื่องกันเป็นเหตุปัจจัย เริ่มจากภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เมื่อได้เห็น ได้ฟัง เข้าไปหา ย่อมหลีกออกด้วยกายและจิต เกิดสติ นำไปสู่ธรรมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขาตามลำดับ พร้อมแสดงผลานิสงส์ ๗ ประการ ตั้งแต่บรรลุอรหัตผลในปัจจุบันจนถึงเป็นพระอนาคามีประเภทต่างๆ
  37. หน้า ๒๐๓–๒๐๕ วัตตสูตร - พระสารีบุตรชำนาญในการอยู่ด้วยโพชฌงค์ตามใจปรารถนา พระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่าตนสามารถอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดก็ได้ตามใจปรารถนาทั้งเช้า เที่ยง เย็น เปรียบเหมือนหีบผ้าของพระราชาที่เลือกนุ่งห่มผ้าชุดใดก็ได้ตามใจ แสดงถึงความชำนาญในการเข้าผลสมาบัติของพระอรหันต์ผู้เชี่ยวชาญโพชฌงค์ อรรถกถาอธิบายอาการ ๘ ประการที่สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าตั้งอยู่
  38. หน้า ๒๐๖ ภิกขุสูตร - เหตุที่เรียกว่าโพชฌงค์เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทำไมจึงเรียกว่า "โพชฌงค์" พระองค์ตรัสตอบสั้นๆ ว่าเพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ แล้วแสดงการเจริญโพชฌงค์ ๗ อันอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละ ซึ่งเมื่อเจริญแล้วจิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดว่าสิ้นชาติแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
  39. หน้า ๒๐๗–๒๑๔ กุณฑลิยสูตร - ปริพาชกทูลถามอานิสงส์ของพระพุทธเจ้า และการเปลี่ยนใจเป็นอุบาสก ปริพาชกกุณฑลิยะทูลถามพระพุทธเจ้าถึง "อานิสงส์" ของพระองค์ต่างจากสมณพราหมณ์ที่ชอบโต้วาทะ พระองค์ตรัสว่าตถาคตมีวิชชาและวิมุตติเป็นผลานิสงส์ แล้วแสดงลำดับเหตุปัจจัยจากอินทรีย์สังวร สุจริต ๓ สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ จนถึงวิชชาวิมุตติ กุณฑลิยะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  40. หน้า ๒๑๕ กูฏสูตร - อุปมากลอนเรือนยอดน้อมสู่ยอด เปรียบภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากแล้ว ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน เหมือนกลอนเรือนยอดทั้งหมดที่ล้วนน้อมเข้าหายอดเรือน สูตรสั้นกระชับ อรรถกถาระบุว่าเนื้อความง่าย ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
  41. หน้า ๒๑๖–๒๑๗ อุปวาณสูตร - รู้ได้อย่างไรว่าโพชฌงค์ที่ปรารภดีแล้วนำสู่ความผาสุก พระสารีบุตรถามพระอุปวาณะว่าภิกษุจะรู้ได้อย่างไรว่าโพชฌงค์ ๗ ที่ตนปรารภดีแล้วด้วยโยนิโสมนสิการเฉพาะตนย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่ผาสุก พระอุปวาณะตอบว่าภิกษุย่อมรู้ได้จากอาการของตนเอง เช่น จิตหลุดพ้นดีแล้ว ถีนมิทธะถูกถอนแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะถูกกำจัดแล้ว ความเพียรที่ปรารภไว้ไม่ย่อหย่อน
  42. หน้า ๒๑๘ ปฐม-ทุติยอุปาทสูตร - โพชฌงค์เกิดขึ้นเฉพาะในศาสนาพระพุทธเจ้า ปิดปัพพตวรรคที่ ๑ สองสูตรสั้นปิดท้ายปัพพตวรรคที่ ๑ แสดงว่าโพชฌงค์ ๗ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะไม่เกิดขึ้นนอกจากในสมัยที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏขึ้นในโลก และจะไม่เกิดขึ้นนอกวินัยของพระสุคตเจ้า เน้นย้ำว่าคำสอนเรื่องโพชฌงค์เป็นของเฉพาะพระพุทธศาสนาเท่านั้น จบวรรคที่ ๑ ของโพชฌงคสังยุต
  43. หน้า ๒๑๙–๒๒๐ ปาณูปมสูตร เปิดคิลานวรรคที่ ๒ - ศีลเป็นฐานของการเจริญโพชฌงค์ เปิดคิลานวรรคที่ ๒ เปรียบเทียบสัตว์ทั้งหลายที่สำเร็จอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน ล้วนต้องอาศัยแผ่นดินเป็นที่ตั้ง กับภิกษุที่ต้องอาศัยศีลตั้งอยู่ในศีลก่อน จึงจะสามารถเจริญโพชฌงค์ ๗ และกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ได้ ย้ำความสำคัญของศีลเป็นรากฐานเบื้องต้นของการปฏิบัติ
  44. หน้า ๒๒๑–๒๒๒ ปฐม-ทุติยสุริยูปมสูตร - กัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการเป็นนิมิตก่อนเกิดโพชฌงค์ สองสูตรเปรียบเทียบแสงเงินแสงทองที่ขึ้นก่อนดวงอาทิตย์ กับสิ่งที่เป็นนิมิตเบื้องต้นก่อนการเกิดโพชฌงค์ ๗ สูตรแรกกล่าวถึงความมีมิตรดี (กัลยาณมิตร) และสูตรที่สองกล่าวถึงการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ว่าเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ทำให้ภิกษุพึงหวังได้ว่าจะเจริญโพชฌงค์ ๗
  45. หน้า ๒๒๓–๒๒๔ ปฐมคิลานสูตร - พระมหากัสสปหายอาพาธด้วยการฟังโพชฌงค์ ๗ พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธหนักอยู่ที่ปิปผลิคูหา ตรัสแสดงโพชฌงค์ ๗ ให้ฟังโดยย่อ พระมหากัสสปะกล่าวสรรเสริญว่า "โพชฌงค์ดีนัก" ปลื้มใจในพระธรรมเทศนา และหายจากอาพาธได้ทันที เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงอานุภาพของการฟังธรรมเรื่องโพชฌงค์ต่อการเยียวยาทั้งกายและใจ
  46. หน้า ๒๒๕ ทุติยคิลานสูตร - พระมหาโมคคัลลานะหายอาพาธด้วยการฟังโพชฌงค์ ๗ เหตุการณ์ทำนองเดียวกับสูตรก่อนหน้า แต่คราวนี้พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมพระมหาโมคคัลลานะซึ่งอาพาธหนักอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ตรัสแสดงโพชฌงค์ ๗ โดยย่อเช่นเดียวกัน พระมหาโมคคัลลานะปลื้มใจกล่าวสรรเสริญโพชฌงค์และหายจากอาพาธในทันที ตอกย้ำแนวคิดว่าการรำลึกถึงธรรมเรื่องโพชฌงค์มีผลบำบัดโรคทางกาย
  47. หน้า ๒๒๖–๒๒๗ ตติยคิลานสูตร - พระพุทธเจ้าเองทรงหายประชวรด้วยโพชฌงค์ ๗ ที่พระมหาจุนทะแสดงถวาย คราวนี้พระพุทธเจ้าเองทรงประชวรหนักที่พระเวฬุวัน พระมหาจุนทะเข้าเฝ้า พระองค์รับสั่งให้พระมหาจุนทะแสดงโพชฌงค์ ๗ ถวาย เมื่อฟังจบพระองค์ตรัสสรรเสริญว่า "โพชฌงค์ดีนัก" และทรงหายจากอาพาธทันที เป็นเหตุการณ์พิเศษที่พระศาสดาผู้ทรงเป็นเจ้าของคำสอนกลับได้รับประโยชน์จากการฟังคำสอนของพระองค์เองที่สาวกแสดงถวาย
  48. หน้า ๒๒๘ ปารคามีสูตร - คาถาว่าด้วยผู้ถึงฝั่งมีน้อย แสดงคาถาที่มีชื่อเสียงว่าในหมู่มนุษย์ มีผู้ที่ไปถึงฝั่ง (นิพพาน) เพียงน้อยราย ส่วนหมู่สัตว์ที่เหลือย่อมวิ่งวนอยู่ตามฝั่งนี้เอง ผู้ที่ประพฤติตามธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้น จึงจะข้ามพ้นบ่วงมัจจุราชอันแสนยากที่จะข้ามได้ สอนให้บัณฑิตละธรรมฝ่ายดำ เจริญธรรมฝ่ายขาว ชำระจิตให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเพื่อบรรลุนิพพาน
  49. หน้า ๒๒๙ วิรัทธสูตร - โพชฌงค์ผิดพลาดหรือถูกต้องกระทบต่ออริยมรรค สอนสั้นๆ ว่าผู้ใดปรารภโพชฌงค์ ๗ ผิดพลาด อริยมรรคอันจะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์โดยชอบก็ชื่อว่าผิดพลาดไปด้วย ในทางกลับกันหากปรารภโพชฌงค์ ๗ ถูกต้อง อริยมรรคก็ย่อมถูกต้องตามไปด้วย เน้นความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างการเจริญโพชฌงค์กับความสำเร็จของการเดินตามอริยมรรค
  50. หน้า ๒๓๐ ท้ายคิลานวรรค: วิรัทธสูตร อริยสูตร นิพพานสูตร จบวรรคที่ ๒ ท้ายวิรัทธสูตรสรุปว่าผู้ปรารภโพชฌงค์ ๗ ผิดทาง อริยมรรคย่อมไม่สำเร็จ ส่วนผู้ปรารภถูกทางย่อมถึงความสิ้นทุกข์ ตามด้วยอริยสูตรที่ชี้ว่าโพชฌงค์ ๗ เป็นอริยธรรมนำตนออกจากทุกข์ และนิพพานสูตรที่แสดงว่าการเจริญโพชฌงค์ย่อมนำไปสู่ความหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ และนิพพานโดยส่วนเดียว จบคิลานวรรคที่ ๒ พร้อมบัญชีรายชื่อพระสูตรทั้ง ๑๐ สูตรในวรรคนี้
  51. หน้า ๒๓๑–๒๓๒ เปิดอุทายิวรรค: โพธนสูตรและเทสนาสูตร เริ่มอุทายิวรรคที่ ๓ ด้วยโพธนสูตร ภิกษุทูลถามเหตุที่เรียกว่า 'โพชฌงค์' พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ โดยต้องเจริญแต่ละองค์บนฐานวิเวก วิราคะ นิโรธ และการสละ ตามด้วยเทสนาสูตรที่ทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ แก่ภิกษุทั้งหลายโดยย่อ เป็นการปูพื้นความเข้าใจก่อนอธิบายรายละเอียดในสูตรต่อๆ ไป
  52. หน้า ๒๓๓–๒๓๕ ฐานิยสูตรและอโยนิโสสูตร: เหตุเกิดนิวรณ์และโพชฌงค์ ฐานิยสูตรอธิบายว่านิวรณ์ ๕ เกิดและเจริญขึ้นเพราะมนสิการมากในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของนิวรณ์แต่ละอย่าง เช่นเดียวกับโพชฌงค์ที่เจริญได้เพราะมนสิการในธรรมอันเป็นที่ตั้งของตน ต่อด้วยอโยนิโสสูตรที่ชี้ตรงข้ามกันชัดเจนคือ มนสิการโดยไม่แยบคายทำให้นิวรณ์เกิดและโพชฌงค์ดับ ส่วนมนสิการโดยแยบคายทำให้นิวรณ์ดับและโพชฌงค์เจริญ เป็นหลักสำคัญเรื่องการฝึกจิต
  53. หน้า ๒๓๖–๒๔๐ อปริหานิยสูตร ขยสูตร นิโรธสูตร นิพเพธสูตร: โพชฌงค์สิ้นตัณหา อปริหานิยสูตรกล่าวว่าโพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ขยสูตรและนิโรธสูตรแสดงว่าการเจริญโพชฌงค์อย่างไพบูลย์หาประมาณมิได้ย่อมละตัณหาได้ เพราะสิ้นตัณหาจึงสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรมจึงสิ้นทุกข์ นิพเพธสูตรเสริมว่าเมื่อจิตอบรมด้วยโพชฌงค์ย่อมแทงตลอดทำลายกองโลภะ โทสะ โมหะที่ไม่เคยทำลายได้ เป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอุทายี
  54. หน้า ๒๔๑–๒๔๕ เอกธรรมสูตรและอุทายิสูตร: จบอุทายิวรรคที่ ๓ เอกธรรมสูตร (พิมพ์หัวข้อว่า 'เอกกรรมสูตร') อธิบายว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งโพชฌงค์ ๗ ช่วยละได้ ต่อด้วยอุทายิสูตรที่พระอุทายีกราบทูลเล่าความปีติซาบซึ้งต่อพระพุทธเจ้า นับแต่ออกบวชเพราะเลื่อมใส ได้ฟังธรรมเรื่องขันธ์ ๕ จนพิจารณาเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยตนเองในเรือนว่าง มรรคที่บรรลุนำไปสู่ความรู้ว่าสิ้นชาติแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับรอง จบอุทายิวรรคที่ ๓
  55. หน้า ๒๔๖–๒๔๙ เปิดนิวรณวรรค: กุสลสูตรและอุปกิเลสสูตร (อุปมาทอง) เปิดนิวรณวรรคที่ ๔ ด้วยปฐมกุสลสูตรและทุติยกุสลสูตร ชี้ว่าความไม่ประมาทและโยนิโสมนสิการเป็นรากฐานของกุศลธรรมทั้งปวง ผู้มีสิ่งเหล่านี้ย่อมหวังได้ว่าจะเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามด้วยอุปกิเลสสูตรที่เปรียบเทียบว่า เหล็ก โลหะ ดีบุก ตะกั่ว เงิน เป็นอุปกิเลสทำให้ทองไม่บริสุทธิ์ฉันใด กามฉันทะและพยาบาทก็เป็นอุปกิเลสทำให้จิตไม่อ่อนโยนควรแก่งานฉันนั้น
  56. หน้า ๒๕๐–๒๕๖ อโยนิโส-โยนิโสสูตร วุฑฒิสูตร นีวรณาวรณสูตร: ฟังธรรมนิวรณ์หาย อรรถกถาอุปกิเลสสูตรขยายความอุปมาทองคำ ตามด้วยอโยนิโสสูตรและโยนิโสสูตรที่ย้ำหลักมนสิการ วุฑฒิสูตรกล่าวว่าโพชฌงค์นำไปสู่ความเจริญไม่เสื่อม อาวรณานีวรณสูตรและนีวรณาวรณสูตรแสดงว่า เมื่อพระอริยสาวกตั้งใจฟังธรรมด้วยใจจดจ่อ นิวรณ์ ๕ ย่อมไม่มีในขณะนั้น และโพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ในทันที เป็นตัวอย่างการเจริญธรรมผ่านการฟัง
  57. หน้า ๒๕๗–๒๖๐ รุกขสูตรและนีวรณสูตร: จบนิวรณวรรคที่ ๔ รุกขสูตรเปรียบกุลบุตรที่ออกบวชแล้วกลับไปหลงกามคุณ เหมือนต้นไม้ใหญ่มีพืชน้อยแต่ลำต้นโต งอกคลุมต้นไม้อื่นจนต้นที่ถูกคลุมล้มเสียหาย ปิดท้ายด้วยนีวรณสูตรที่สรุปว่านิวรณ์ ๕ กระทำให้มืด ไม่มีจักษุ ไม่มีญาณ ดับปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ตรงข้ามกับโพชฌงค์ ๗ ที่กระทำให้มีจักษุ มีญาณ เจริญปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน จบนิวรณวรรคที่ ๔
  58. หน้า ๒๖๑–๒๖๘ เปิดจักกวัตติวรรค: วิธาสูตรและจักกวัตติสูตร (รัตนะ ๗) เปิดจักกวัตติวรรคที่ ๕ ด้วยวิธาสูตรว่าสมณพราหมณ์ในสามกาลละมานะได้เพราะโพชฌงค์ ๗ ตามด้วยจักกวัตติสูตรที่เปรียบรัตนะ ๗ ของพระเจ้าจักรพรรดิ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ปริณายกแก้ว) กับโพชฌงค์ ๗ อย่างละเอียดในอรรถกถา เช่น สติเปรียบจักรแก้วที่นำหน้า ธัมมวิจยะเปรียบช้างแก้ว ปิดท้ายด้วยมารสูตรว่าโพชฌงค์เป็นมรรคาย่ำยีมารและเสนามาร
  59. หน้า ๒๖๙–๒๗๒ คนโง่-คนจนเพราะไม่เจริญโพชฌงค์: จบจักกวัตติวรรคที่ ๕ ชุดสูตรสั้นเปรียบเทียบ ทุปปัญญสูตรและปัญญวาสูตรว่าคนโง่คนใบ้คือผู้ไม่เจริญโพชฌงค์ ส่วนคนมีปัญญาคือผู้เจริญโพชฌงค์ ทลิททสูตรและอทลิททสูตรเปรียบเช่นเดียวกันกับความจนและไม่จน อาทิจจสูตรเปรียบความมีมิตรดีเป็นแสงเงินแสงทองก่อนพระอาทิตย์ขึ้น คือเป็นนิมิตเบื้องต้นก่อนโพชฌงค์จะเกิด ปทุมอังคสูตรและทุติยอังคสูตรย้ำว่าโยนิโสมนสิการและมิตรดีเป็นปัจจัยสำคัญ จบจักกวัตติวรรคที่ ๕
  60. หน้า ๒๗๓–๒๗๙ อาหารสูตร: อาหารของนิวรณ์และโพชฌงค์ หมวด ๖ แห่งโพชฌงค์เปิดด้วยอาหารสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างละเอียดว่าอะไรเป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้นิวรณ์ ๕ แต่ละอย่างเกิดและเจริญ (เช่น สุภนิมิตเลี้ยงกามฉันทะ ปฏิฆนิมิตเลี้ยงพยาบาท) และอะไรเป็นอาหารหล่อเลี้ยงโพชฌงค์ ๗ แต่ละองค์ให้เกิดและเจริญบริบูรณ์ (โยนิโสมนสิการในธรรมอันเป็นที่ตั้งของแต่ละองค์) พร้อมสิ่งที่ไม่เป็นอาหารของทั้งสองฝ่าย เป็นสูตรวิเคราะห์เหตุปัจจัยอย่างเป็นระบบ
  61. หน้า ๒๘๐–๒๙๑ อรรถกถาอาหารสูตร: เหตุเกิดโพชฌงค์แต่ละองค์ (ยังไม่จบ) อรรถกถาอาหารสูตรอธิบายเหตุปัจจัยการเกิดของโพชฌงค์แต่ละองค์อย่างละเอียด เช่น สติเกิดได้ด้วยเหตุ ๔ ธัมมวิจยะด้วยเหตุ ๗ วิริยะด้วยเหตุ ๑๑ ประการ พร้อมเล่าเรื่องพระมหามิตตเถระผู้เคารพในบิณฑบาต ยอมอดอาหารจนบรรลุพระอรหันต์เพื่อตอบแทนศรัทธาของอุบาสิกาผู้อุปัฏฐาก ต่อด้วยเหตุแห่งปีติ ๑๑ ปัสสัทธิ ๗ และเริ่มสมาธิ ๑๑ ประการ เนื้อหายังไม่จบเมื่อสิ้นสุดหน้า ๒๙๑
  62. หน้า ๒๙๒–๒๙๖ อรรถกถาอาหารสูตร (ต่อ): เหตุแห่งปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา และละนิวรณ์ ๕ อธิบายต่อจากองค์ธรรมหนุนวิริยสัมโพชฌงค์ด้วยเรื่องพระมหามิตตเถระผู้อดทนไม่บริโภคอาหารจนบรรลุพระอรหัตเพื่อตอบแทนคุณผู้ถวายบิณฑบาต จากนั้นแจกแจงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ตามด้วยธรรม ๖ ประการที่ช่วยละนิวรณ์แต่ละข้อ คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา จบด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุอรหัตในอาหารสูตร
  63. หน้า ๒๙๗–๓๐๕ ปริยายสูตร: นิวรณ์ ๕ แบ่งเป็น ๑๐ และโพชฌงค์ ๗ แบ่งเป็น ๑๔ โดยนัยภายใน-ภายนอก ภิกษุกลุ่มหนึ่งถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าคำสอนเรื่องละนิวรณ์เจริญโพชฌงค์ต่างจากของพวกตนอย่างไร จึงนำความไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแนะให้ย้อนถามปริพาชกว่านิวรณ์ ๕ แบ่งเป็น ๑๐ อย่าง และโพชฌงค์ ๗ แบ่งเป็น ๑๔ อย่างได้อย่างไร แล้วทรงอธิบายว่าแต่ละนิวรณ์และแต่ละโพชฌงค์มีทั้งที่เกิดขึ้นภายในตนและภายนอก จบเทศนาภิกษุบางพวกบรรลุโสดาบันถึงอรหัตต่างกันไป
  64. หน้า ๓๐๖–๓๐๙ อัคคิสูตร: เจริญโพชฌงค์ให้ถูกกาล เปรียบไฟที่หดหู่กับไฟที่ฟุ้งซ่าน พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อจิตหดหู่ ไม่ควรเจริญปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะเหมือนเอาของเปียกไปก่อไฟให้ลุก แต่ควรเจริญธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติสัมโพชฌงค์แทน เปรียบเหมือนใช้ของแห้งก่อไฟ ส่วนเมื่อจิตฟุ้งซ่านให้กลับกัน คือเจริญปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขาแทนเพื่อดับไฟ และตรัสว่าสติเป็นคุณธรรมที่จำเป็นในทุกกรณีดุจเกลือในกับข้าวทุกอย่าง
  65. หน้า ๓๑๐–๓๒๐ เมตตาสูตร: พรหมวิหาร ๔ ประกอบโพชฌงค์ ผลสูงสุดถึงอรูปฌานและอรหัต ทรงแสดงว่าเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเจโตวิมุตติ เกิดจากการเจริญโพชฌงค์ ๗ ที่ประกอบด้วยพรหมวิหารแต่ละข้อ หากยังไม่บรรลุอรหัต ผลสูงสุดของแต่ละข้อต่างกัน คือเมตตาสำเร็จสุภวิโมกข์ กรุณาสำเร็จอากาสานัญจายตนะ มุทิตาสำเร็จวิญญาณัญจายตนะ และอุเบกขาสำเร็จอากิญจัญญายตนะ จบเทศนาภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัต
  66. หน้า ๓๒๑–๓๒๘ สคารวสูตร: นิวรณ์ ๕ ทำให้มนต์ไม่แจ่มแจ้ง เปรียบด้วยน้ำในภาชนะ ๕ แบบ พราหมณ์สคารวะทูลถามเหตุที่มนต์ที่ท่องมานานบางครั้งไม่แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเพราะนิวรณ์ ๕ ครอบงำใจ ทรงเปรียบกามราคะดุจน้ำผสมสี พยาบาทดุจน้ำเดือด ถีนมิทธะดุจน้ำมีสาหร่ายปกคลุม อุทธัจจกุกกุจจะดุจน้ำถูกลมพัดเป็นคลื่น และวิจิกิจฉาดุจน้ำขุ่นในที่มืด ล้วนทำให้มองไม่เห็นเงาหน้าตามจริง ส่วนใจปราศจากนิวรณ์เปรียบดุจน้ำใสจึงเห็นชัด สคารวะเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นอุบาสก
  67. หน้า ๓๒๙–๓๓๒ อภยสูตร: เหตุปัจจัยแห่งความไม่รู้และความรู้ โต้แย้งลัทธิของปูรณกัสสป อภัยราชกุมารทูลถามว่าปูรณกัสสปกล่าวว่าความรู้และความไม่เห็นไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย จริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสแย้งว่ามีเหตุมีปัจจัยแน่นอน คือนิวรณ์ ๕ เป็นเหตุแห่งความไม่รู้ไม่เห็น ส่วนโพชฌงค์ ๗ เป็นเหตุแห่งความรู้ความเห็น ราชกุมารเลื่อมใสและเล่าว่าขณะเสด็จขึ้นเขาคิชฌกูฏ ความเหน็ดเหนื่อยกายใจของพระองค์สงบระงับไปเพราะได้ฟังธรรมนี้
  68. หน้า ๓๓๓–๓๓๙ อานาปานาทิเปยยาล: กัมมัฏฐาน ๒๐ ประกอบโพชฌงค์ ตั้งแต่อัฏฐิกสัญญาถึงนิโรธสัญญา ทรงแสดงว่าอัฏฐิกสัญญา (พิจารณาโครงกระดูก) ที่เจริญร่วมกับโพชฌงค์ ๗ ย่อมมีผลมาก ให้อรหัตผลหรืออนาคามิผล เกื้อกูลประโยชน์ ความเกษม ความสังเวช และความผาสุก แล้วขยายแบบเดียวกันไปถึงกัมมัฏฐานอีก ๑๙ ชนิด คือซากศพระยะต่างๆ พรหมวิหาร ๔ อานาปานสติ อสุภสัญญา มรณสัญญา และท้ายสุดนิโรธสัญญา รวมกัมมัฏฐาน ๒๐ ชนิดที่เป็นบาทแห่งการเจริญโพชฌงค์
  69. หน้า ๓๔๐–๓๔๔ ปิดท้ายโพชฌงคสังยุต: สังโยชน์เบื้องสูง ๕ และวรรคเปยยาลย่อ ๙-๑๘ สรุปว่าโพชฌงค์ ๗ ควรเจริญเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ (รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) เปรียบดุจแม่น้ำคงคาไหลสู่ทิศบูรพาน้อมไปสู่นิพพาน จากนั้นเป็นวรรคเปยยาล (สูตรย่อให้ขยายความเอง) ต่อเนื่องหลายวรรค ได้แก่ อัปปมาทวรรค พลกรณียวรรค เอสนาวรรค โอฆวรรค และวรรคซ้ำแบบเดียวกันอีกหลายชุดโดยเปลี่ยนสำนวนเป็นกำจัดราคะโทสะโมหะ จบลงด้วย "จบโพชฌงค์สังยุต"
  70. หน้า ๓๔๕–๓๔๖ อรรถกถาอานาปานาทิเปยยาล ปิดอรรถกถาโพชฌงค์สังยุต อรรถกถาอธิบายกัมมัฏฐาน ๒๐ อย่างในอานาปานาทิเปยยาล ตั้งแต่อัฏฐิกสัญญา ปุฬวกสัญญา อสุภสัญญา มรณสัญญา พรหมวิหาร จนถึงอานาปานสติและนิโรธสัญญา ระบุว่า ๙ อย่างเป็นอัปปนาฌาน อีก ๑๑ เป็นอุปจารฌาน พร้อมอ้างอิงรายละเอียดในวิสุทธิมรรค จบท้ายด้วยการปิดอรรถกถาโพชฌงค์สังยุตทั้งหมดในคัมภีร์สารัตถปกาสินี
  71. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ อัมพปาลิสูตร: เอกายนมรรค ทางสายเดียวคือสติปัฏฐาน ๔ พระพุทธเจ้าประทับ ณ อัมพปาลิวัน เมืองเวสาลี ตรัสว่าทางนี้เป็นทางสายเดียว (เอกายนมรรค) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ ก้าวล่วงโศกและปริเทวะ ดับทุกข์โทมนัส บรรลุญายธรรม และทำนิพพานให้แจ้ง คือสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่การพิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต และธรรม โดยมีความเพียร สัมปชัญญะ และสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นของสติปัฏฐานสังยุต
  72. หน้า ๓๔๙–๓๕๔ อรรถกถาอัมพปาลิสูตร: ความหมายเอกายนมรรคและกายานุปัสสนา อรรถกถาอธิบายที่มาสวนอัมพปาลิวันของนางอัมพปาลี และไขความคำว่าเอกายนมรรค (ทางที่ไม่แยกเป็นสองแพร่ง) เหตุที่ใช้พหูพจน์สติปัฏฐานแต่เอกพจน์มรรค อธิบายศัพท์ปัฏฐานะว่าหมายถึงที่ตั้งของสติ และไขความกายานุปัสสนาว่าคือการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เพื่อละนิจจสัญญา สุขสัญญา และอัตตสัญญาตามลำดับ
  73. หน้า ๓๕๕ สติสูตร: นิยามสติและสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ ทรงสอนว่าภิกษุพึงมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ อันเป็นคำสอนสำคัญ ทรงอธิบายว่าเป็นผู้มีสติคือผู้พิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต และธรรม ส่วนเป็นผู้มีสัมปชัญญะคือการรู้ตัวทั่วพร้อมในการก้าวไปถอยกลับ การแล การเหลียว การคู้เหยียด การครองผ้าถือบาตร การกิน การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง ทุกขณะ
  74. หน้า ๓๕๖–๓๖๑ อรรถกถาสติสูตร (๑): สัมปชัญญะ ๔ กับเรื่องเห็นมหาเจดีย์ อรรถกถาแบ่งสัมปชัญญะเป็น ๔ อย่าง คือ สาตถกะ (พิจารณาประโยชน์) สัปปายะ (ความเหมาะสม) โคจร (ไม่ทิ้งกัมมัฏฐาน) และอสัมโมหะ (ไม่หลง) พร้อมเล่าเรื่องภิกษุนับหมื่นรูปที่บรรลุพระอรหัตเพียงเพราะแลดูมหาเจดีย์ด้วยจิตเลื่อมใส แสดงให้เห็นว่าการเห็นสิ่งเคารพอย่างมีสติปัญญาก่อให้เกิดปีติและปัญญาญาณได้อย่างไร
  75. หน้า ๓๖๒–๓๖๗ อรรถกถาสติสูตร (๒): โคจรสัมปชัญญะและพระเถระผู้บำเพ็ญวัตร อธิบายโคจรสัมปชัญญะผ่านภิกษุ ๔ จำพวกตามการนำกรรมฐานไปและกลับจากบิณฑบาต พร้อมเล่าเรื่องพระมหาปุสสเทวเถระผู้บำเพ็ญวัตรเดินจงกรมไปกลับนาน ๑๙ ปีจนบรรลุอรหัตโดยมีเทวดามาส่องประทีป และภิกษุ ๕๐ รูปที่กลัมพติตถวิหารสาบานไม่พูดกันจนบรรลุอรหัตภายใน ๓ เดือน สะท้อนความเพียรไม่ย่อหย่อนในกิจวัตรประจำวัน
  76. หน้า ๓๖๘–๓๗๒ อรรถกถาสติสูตร (๓): อสัมโมหสัมปชัญญะในการแลเหลียวคู้เหยียด วิเคราะห์แบบอภิธรรมว่าการแลดู เหลียวมอง งอและเหยียดแขนขา ไม่มีตัวตนใดทำ เป็นเพียงวาโยธาตุที่เกิดจากจิตทำให้เคลื่อนไหว พร้อมอธิบายวิถีจิตทางตา (ภวังค์ อาวัชชนะ ทัสสนะ สัมปฏิจฉนะ สันติรณะ โวฏฐัพพนะ ชวนะ) และการพิจารณาโดยขันธ์ อายตนะ ธาตุ ปัจจัย เพื่อเห็นว่าไม่มีใครแลหรือเหลียวจริงๆ
  77. หน้า ๓๗๓–๓๗๘ อรรถกถาสติสูตร (๔): อสัมโมหสัมปชัญญะในการครองผ้า ฉัน ถ่าย อธิบายต่อว่าการห่มจีวร ถือบาตร ฉันอาหาร และถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ล้วนเป็นเพียงธาตุปกปิดธาตุ ไม่มีตัวตนเป็นผู้ทำ เปรียบภิกษุผู้สำคัญจีวรดุจผ้าพันแผลและบาตรดุจกระเบื้องใส่ยา ไม่ควรดีใจเสียใจกับสิ่งที่ได้ และอธิบายการรู้ตัวในการเดิน ยืน นั่ง นอน หลับ ตื่น พูด นิ่ง ด้วยการพิจารณาความดับไปของรูปนามในแต่ละอิริยาบถ จบอรรถกถาสติสูตร
  78. หน้า ๓๗๙–๓๘๒ ภิกขุสูตร: เจริญสติปัฏฐาน ๔ โดยส่วน ๓ ภายใน-ภายนอก ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอฟังธรรมย่อเพื่อไปปฏิบัติผู้เดียว พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชำระศีลและความเห็นให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วเจริญสติปัฏฐาน ๔ โดยพิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งภายใน ภายนอก และทั้งภายในภายนอก ภิกษุนั้นปฏิบัติตามจนหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท และบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน
  79. หน้า ๓๘๓–๓๘๔ โกสลสูตร: สติปัฏฐาน ๔ สำหรับภิกษุใหม่ เสขะ และอเสขะ ทรงสอน ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโกศลว่าภิกษุใหม่ที่บวชไม่นานควรให้ตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ เพื่อรู้กาย เวทนา จิต ธรรมตามความเป็นจริง ส่วนพระเสขะเจริญเพื่อกำหนดรู้ ขณะที่พระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสแล้วยังคงเจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่ด้วยจิตพรากแล้วจากกาย เวทนา จิต ธรรม แสดงว่าสติปัฏฐานเป็นข้อปฏิบัติร่วมของทุกระดับ
  80. หน้า ๓๘๕ อกุสลราสิสูตร: นิวรณ์ ๕ คือกองอกุศล สติปัฏฐาน ๔ คือกองกุศล ตรัสว่าถ้าจะกล่าวถึงกองอกุศลให้ถูกต้อง ต้องกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เพราะกองอกุศลทั้งสิ้นคือนิวรณ์ ๕ ส่วนกองกุศลทั้งสิ้นคือสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่การพิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม พระสูตรนี้สั้นและไม่มีอรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมตามที่ระบุไว้ในต้นฉบับ
  81. หน้า ๓๘๖–๓๘๙ สกุณัคฆีสูตร: นิทานนกมูลไถกับเหยี่ยว อย่าออกนอกถิ่นสติปัฏฐาน นิทานเปรียบเทียบนกมูลไถที่ถูกเหยี่ยวจับเพราะหากินนอกถิ่นของตน เมื่อกลับมายืนท้าเหยี่ยวบนถิ่นเดิมที่มีก้อนดินซ่อนตัวได้ เหยี่ยวบินโฉบจนกระแทกดินตายเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้ภิกษุเที่ยวไปในกามคุณ ๕ อันมิใช่โคจรของตน เพราะมารจะได้ช่อง แต่ให้เที่ยวไปในสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นถิ่นของบิดาตนซึ่งมารไม่อาจย่างกรายเข้าได้
  82. หน้า ๓๙๐–๓๙๑ มักกฏสูตร: นิทานลิงติดตังพราน เตือนภัยอารมณ์นอกโคจร นิทานลิงโง่ในป่าหิมพานต์ที่เข้าไปแตะตังของนายพราน ติดทั้งมือสองข้าง เท้าสองข้าง และปาก จนถูกพรานฆ่าตาย ต่างจากลิงฉลาดที่หลีกเลี่ยงตังตั้งแต่แรกเห็น พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับภิกษุที่เที่ยวไปในกามคุณ ๕ อันมิใช่โคจร ย่อมถูกมารครอบงำ จึงทรงสอนให้เที่ยวไปในสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นถิ่นของบิดาตนที่มารไม่อาจล่วงล้ำได้
  83. หน้า ๓๙๒–๓๙๔ สูทสูตร: นิทานพ่อครัว เปรียบภิกษุฉลาดหรือเขลาในการสังเกตจิต นิทานพ่อครัวเขลาที่ไม่สังเกตว่าพระราชาชอบรสใด จึงไม่ได้รางวัล ต่างจากพ่อครัวฉลาดที่สังเกตและได้รางวัล พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่ไม่สำเหนียกนิมิตแห่งจิตตน จิตจึงไม่ตั้งมั่นและไม่ได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่สุข ส่วนภิกษุผู้ฉลาดสำเหนียกนิมิตได้ จิตย่อมตั้งมั่นและได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่สุขในปัจจุบัน
  84. หน้า ๓๙๕–๓๙๘ คิลานสูตร: ทรงประชวรหนัก ตรัสสอนอานนท์ให้มีตนเป็นเกาะ ที่เวฬุวคามใกล้เวสาลี พระพุทธเจ้าทรงอาพาธหนักใกล้มรณะ แต่ทรงข่มอาพาธด้วยความเพียรเพราะยังไม่ได้อำลาสงฆ์ เมื่อหายประชวร พระอานนท์กราบทูลความห่วงใย พระองค์ตรัสว่าไม่ทรงมีกำมืออาจารย์ ทรงเปรียบพระวรกายวัย ๘๐ ปีดุจเกวียนเก่าที่ซ่อมด้วยไม้ไผ่ แล้วตรัสสอนให้มีตนเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔
  85. หน้า ๓๙๙–๔๐๒ อรรถกถาคิลานสูตร: เหตุข่มเวทนาด้วยฌานและความหมายอัตตทีปะ อรรถกถาอธิบายเหตุที่ทรงให้ภิกษุแยกจำพรรษารอบเวสาลีเพราะเสนาสนะและภิกษาที่เวฬุวคามไม่พอ แต่ให้อยู่ใกล้พอกลับมาทันเวลาปรินิพพาน อธิบายว่าฌานสมาบัติธรรมดาข่มเวทนาได้ชั่วคราว แต่สมาบัติที่ทรงเข้าวันนั้นด้วยมหาวิปัสสนาข่มเวทนาได้นานถึง ๑๐ เดือน และไขความอัตตทีปา อัตตสรณาว่าคือมีตนและโลกุตรธรรม ๙ เป็นที่พึ่ง
  86. หน้า ๔๐๓–๔๐๖ จบอรรถกถาคิลานสูตรและภิกขุนีสูตร จบอัมพปาลิวรรคที่ ๑ อธิบายพระพุทธเจ้าทรงข่มเวทนาด้วยมหาวิปัสสนาที่เวฬุวคาม และตรัสสอนพระอานนท์ให้มีตนและธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ จบด้วยภิกขุนีสูตรที่พระอานนท์แสดงธรรมแก่ภิกษุณีว่าผู้มีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ ย่อมรู้คุณวิเศษยิ่งขึ้นไป จบอัมพปาลิวรรคที่ ๑ ซึ่งเป็นวรรคแรกของสติปัฏฐานสังยุตในเล่มนี้
  87. หน้า ๔๐๗–๔๑๐ อรรถกถาภิกขุนีสูตร จบอรรถกถาอัมพปาลิวรรคที่ ๑ อธิบายศัพท์และเนื้อความภิกขุนีสูตร ว่าด้วยการรู้คุณวิเศษยิ่งขึ้นไปตามลำดับของการเจริญวิปัสสนา ตั้งแต่กำหนดรูปจนถึงยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ อธิบายอุปมาภาวนาด้วยการตั้งจิตไว้และไม่ตั้งจิตไว้ เปรียบกับคนแบกอ้อยไปโรงหีบ จบอรรถกถาอัมพปาลิวรรคที่ ๑ พร้อมสรุปรายชื่อ ๑๐ พระสูตรในวรรคนี้
  88. หน้า ๔๑๑–๔๑๔ เริ่มนาฬันทวรรคที่ ๒ มหาปุริสสูตรและนาฬันทสูตร เปิดวรรคใหม่ด้วยมหาปุริสสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้นจึงเรียกว่ามหาบุรุษ ตามด้วยนาฬันทสูตรที่พระสารีบุตรกราบทูลบันลือสีหนาทว่าไม่มีสมณะพราหมณ์ใดมีปัญญาตรัสรู้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า และอธิบายว่ารู้ได้ด้วยการคล้อยตามธรรม
  89. หน้า ๔๑๕–๔๒๓ อรรถกถานาฬันทสูตร: อุปมาเมืองชายแดนกับคนเฝ้าประตู อธิบายคำสอนของพระสารีบุตรที่เปรียบพระนิพพานเหมือนนคร ศีลเหมือนกำแพง อริยมรรคเหมือนประตู และตนเองเหมือนคนเฝ้าประตูผู้ฉลาดที่รู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตอนาคตปัจจุบันล้วนละนิวรณ์ ๕ ตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ เจริญโพชฌงค์ ๗ จึงตรัสรู้ อธิบายวิมุตติ ๕ ประเภทด้วย
  90. หน้า ๔๒๔–๔๒๕ จุนทสูตร: ข่าวการปรินิพพานของพระสารีบุตร สามเณรจุนทะนำบาตรจีวรของพระสารีบุตรมาแจ้งข่าวปรินิพพานแก่พระอานนท์ ผู้เสียใจจนกายและทิศทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่าสิ่งที่เกิดมีแล้วย่อมมีความแตกดับเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ลำต้นสำคัญหักลง จึงทรงสอนให้มีตนและธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งด้วยสติปัฏฐาน ๔
  91. หน้า ๔๒๖–๔๓๔ อรรถกถาจุนทสูตร: พระสารีบุตรตัดสินใจปรินิพพานที่บ้านเกิด เล่าเรื่องพระสารีบุตรทราบด้วยญาณว่าอายุสังขารเหลือ ๗ วัน จึงตัดสินใจกลับไปปรินิพพานในห้องที่ตนเกิดที่บ้านนาฬกะเพื่อโปรดมารดาผู้ยังไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ทูลลาพระพุทธเจ้าพร้อมแสดงฤทธิ์และธรรมกถาชื่อสีหนิกีฬิตะ เดินทางเจ็ดวันถึงบ้านเกิด อาพาธหนัก เทวดาผู้ใหญ่มาเยี่ยม จนมารดาเลื่อมใสบรรลุโสดาปัตติผลด้วยธรรมเทศนาของท่าน
  92. หน้า ๔๓๕–๔๔๒ อรรถกถาจุนทสูตร: พระสารีบุตรปรินิพพานและพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ พระสารีบุตรขอขมาภิกษุสงฆ์แล้วเข้าสมาบัติ ๙ ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ มารดาคร่ำครวญแล้วสร้างกุศลใหญ่ เทวดาเรวดีที่บูชาด้วยเสาดอกไม้ทองมาแสดงวิมานสมบัติ ถวายพระเพลิงสรีระ สามเณรจุนทะนำอัฐิธาตุไปถวายพระพุทธเจ้าผู้ตรัสสรรเสริญคุณพระสารีบุตรด้วยพระคาถาว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ถ่อมตนดุจลูกจัณฑาล
  93. หน้า ๔๔๓–๔๔๙ เจลสูตร พาหิยสูตร อุตติยสูตร และอริยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าบริษัทดูว่างเปล่าเมื่อพระสารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว แต่ก็ทรงยอมรับความไม่เที่ยงของสังขาร ตามด้วยพระพาหิยะและพระอุตติยะทูลขอธรรมย่อ พระองค์สอนให้ชำระศีลและความเห็นให้บริสุทธิ์ก่อนแล้วจึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ ทั้งสองท่านบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน ปิดท้ายด้วยอริยสูตรสั้นๆ ว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นทางอริยะนำสู่ความสิ้นทุกข์
  94. หน้า ๔๕๐–๔๕๒ พรหมสูตร: เอกายนมรรค ทางสายเอกสู่นิพพาน หลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าสติปัฏฐาน ๔ เป็นทางสายเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ ล่วงความโศก ดับทุกข์ และทำนิพพานให้แจ้ง ท้าวสหัมบดีพรหมทราบพระดำริจึงเสด็จมากราบทูลรับรองคำสอนนี้ด้วยคาถาว่าทางนี้เองที่สัตว์ทั้งหลายในอดีตอนาคตปัจจุบันใช้ข้ามโอฆะ นี้คือถ้อยคำเปิดสติปัฏฐานสูตรที่มีชื่อเสียง
  95. หน้า ๔๕๓–๔๕๙ อุปมานักไต่ราวและภาชนะน้ำมัน จบนาฬันทวรรคที่ ๒ ปฐมเสทกสูตรเล่าอุปมาคนจัณฑาลไต่ราวไม้ไผ่กับศิษย์ที่โต้แย้งว่าต่างต้องรักษาตนเองจึงจะปลอดภัย สอนว่ารักษาตนด้วยสติปัฏฐานก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่นด้วย ทุติยเสทกสูตรเปรียบกายคตาสติเหมือนภาชนะน้ำมันเต็มที่ต้องถือให้มั่นคงท่ามกลางฝูงชนดูนางรำสวยโดยมีดาบจ่อคอ ไม่ให้หกแม้หยดเดียว จบวรรคด้วยรายชื่อสูตรทั้งสิบ
  96. หน้า ๔๖๐–๔๖๕ สีลัฏฐิติวรรคที่ ๓: ศีลและสติปัฏฐานทำให้พระศาสนาดำรงอยู่ พระภัททะถามพระอานนท์ว่าเหตุใดพระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้นานหรือเสื่อมเร็วหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอานนท์ตอบว่าเพราะเจริญหรือไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง และศีลกุศลทั้งหมดที่ทรงบัญญัติก็เพื่อจุดประสงค์ให้เจริญสติปัฏฐาน พราหมณ์คนหนึ่งได้ฟังคำสอนนี้จากพระพุทธเจ้าโดยตรงแล้วประกาศตนเป็นอุบาสก
  97. หน้า ๔๖๖–๔๗๑ ปเทสสูตร สมัตตสูตร และโลกสูตร: ระดับการเจริญสติปัฏฐาน พระอนุรุทธะตอบพระสารีบุตรว่าผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้เป็นบางส่วนชื่อว่าพระเสขะ ผู้เจริญได้บริบูรณ์ชื่อว่าพระอเสขะ และท่านเองก็ได้อภิญญามากจนรู้แจ้งพันโลกก็เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้เอง แสดงให้เห็นว่าสติปัฏฐานเป็นฐานของทั้งความก้าวหน้าทางธรรมและอภิญญาสมาบัติ
  98. หน้า ๔๗๒–๔๗๖ สิริวัฑฒสูตร มานทินนสูตร และเริ่มอนนุสสุตวรรคที่ ๔ คฤหบดีสิริวัฑฒะและมานทินนะป่วยหนักใกล้ตาย แต่ยังเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ได้ พระอานนท์ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าทั้งสองท่านบรรลุอนาคามิผลแล้วเพราะไม่เห็นสังโยชน์เบื้องต่ำเหลืออยู่ในตน จบสีลัฏฐิติวรรคที่ ๓ แล้วเริ่มวรรคใหม่ด้วยอนนุสสุตสูตรที่ตรัสว่าการเห็นแจ้งสติปัฏฐานเป็นธรรมที่ไม่เคยฟังมาก่อน
  99. หน้า ๔๗๗–๔๘๔ จบอนนุสสุตวรรคที่ ๔: อานิสงส์การเจริญสติปัฏฐานหลายแง่มุม รวมพระสูตรสั้นๆ แสดงอานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ว่าทำให้คลายกำหนัด ถึงฝั่งนิพพาน เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ได้ผล ๒ อย่างคืออรหัตหรืออนาคามี ทำให้แจ้งอมตะด้วยการละความพอใจและกำหนดรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม และแสดงความต่างระหว่างสติปัฏฐาน การเจริญสติปัฏฐาน และปฏิปทาให้ถึงการเจริญสติปัฏฐานคืออริยมรรคมีองค์ ๘
  100. หน้า ๔๘๕–๔๙๒ อมตวรรคที่ ๕: เหตุเกิดดับของสติปัฏฐานและมรรคสูตรซ้ำ ตรัสว่าสติปัฏฐาน ๔ ทำให้ถึงอมตะ อธิบายความเกิดดับของกาย เวทนา จิต ธรรม ว่าอิงอาหาร ผัสสะ นามรูป และมนสิการตามลำดับ ทวนคำสอนเอกายนมรรคที่ท้าวสหัมบดีพรหมมากราบทูลรับรองอีกครั้ง แล้วสอนเรื่องความเป็นผู้มีสติ กองกุศลคือสติปัฏฐาน และปาฏิโมกขสังวรเป็นฐานให้เจริญสติปัฏฐานจนบรรลุอรหัตในเวลาไม่นาน
  101. หน้า ๔๙๓–๔๙๖ ทุจริตสูตร มิตตสูตร เวทนาสูตร อาสวสูตร จบอมตวรรคที่ ๕ สอนให้ละกาย วาจา ใจทุจริต หันมาสุจริตเป็นฐานเจริญสติปัฏฐาน ๔ จนบรรลุอรหัต ทรงสอนให้ชักชวนมิตรญาติผู้ควรอนุเคราะห์ให้เจริญสติปัฏฐานด้วย และแสดงว่าสติปัฏฐาน ๔ ใช้กำหนดรู้เวทนา ๓ และละอาสวะ ๓ ได้ จบอมตวรรคที่ ๕ พร้อมรายชื่อสิบพระสูตร
  102. หน้า ๔๙๗–๔๙๘ คังคาทิเปยยาล จบสติปัฏฐานสังยุตและอรรถกถาสารัตถปกาสินีตอนนี้ ปิดท้ายด้วยอุปมาแม่น้ำคงคาไหลสู่ทิศตะวันออกฉันใด ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ย่อมโน้มไปสู่นิพพานฉันนั้น และเจริญสติปัฏฐานเพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้ จบลงด้วยคำปิดท้าย "จบสติปัฏฐานสังยุต" และ "อรรถกถาสถาสติปัฏฐานสังยุต...ชื่อสารัตถปกาสินีจบแล้ว (ต่อภาคที่ ๒)" เป็นการปิดสังยุตอย่างเป็นทางการ