บทว่า ขโร ได้แก่ กล้าแข็ง. บทว่า อาพาโธ ได้แก่ โรค
ที่เป็นวิสภาคะ. บทว่า พาฬฺหา แปลว่า มีกำลัง. บทว่า มรณนฺติกา ได้แก่
สามารถจะให้ถึงตาย คือใกล้ตายได้. บทว่า สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ ความว่า ทรงดำรงพระสติไว้ดี กำหนดด้วยญาณทรงอดกลั้น. บทว่า อวิหญฺมโน ความว่า ไม่ทรงกระสับกระส่ายไปตามอำนาจเวทนา คือ ทรงอดกลั้นไว้ไม่ให้ถูกเวทนาเบียดเบียน และไม่ให้เกิดทุกข์. บทว่า อนามนฺ- เตตฺวา คือไม่บอกภิกษุให้รู้ และไม่เผดียงภิกษุสงฆ์ให้รู้ ท่านอธิบายว่า
ไม่ประทานโอวาทานุสาสนี. บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรเป็น
บุรพภาค และด้วยความเพียรเป็นผลสมาบัติ. บทว่า ปฏิปณาเมตฺวา คือ
ข่มไว้. ในบทว่า ชีวิตสํขารํ นี้ แม้ชีวิตจัดเป็นชีวิตสังขาร. ชีวิตอันบุคคล
ปรับปรุง คือต่อชีวิตที่กำลังขาด ดำรงอยู่ได้ด้วยธรรมคือผลสมาบัติใด แม้ ธรรมคือผลสมาบัตินั้น ก็จัดเป็นชีวิตสังขาร. ชีวิตสังขารนั้น ทรงประสงค์
ในที่นี้. บทว่า อธิฏฺาย ความว่า เราพึงเข้าผลสมาบัติ อันสามารถ
อธิษฐานเหตุให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนี้. นี้ความสังเขปในข้อนี้.
ถามว่า ก็ก่อนแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงเข้าผลสมาบัติหรือ. ตอบว่า ทรงเข้า. แต่สมาบัตินั้น เป็นขณิกสมาบัติ ก็ขณิกสมาบัติ ย่อม ข่มเวทนาได้ ในภายในสมาบัติเท่านั้น พอออกจากสมาบัติแล้ว เวทนาย่อม ครอบงำสรีระอีก เหมือนสาหร่ายขาดจากกัน เพราะไม้ขอนตก หรือเพราะ หินตก แล้วก็ปกคลุมน้ำอีก ฉะนั้น. สมาบัติที่เข้าด้วยอำนาจมหาวิปัสสนา *ทำหมวด ๗ แห่งรูป *และหมวด ๗ แห่งอรูป มิให้เป็นกอ มิให้เป็นชัฏใด สมาบัตินั้น ย่อมข่มไว้ด้วยดี. เมื่อออกจากสมาบัตินั้นแล้วนาน เวทนาจึงจะ เกิดขึ้นได้ เหมือนสาหร่ายที่ใช้ให้คนลงสู่สระโบกขรณีเอามือและเท้าแยก * ดูในวิสุทธิมรรคบาลีภาค ๓ ตอนมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ